สยามทัศนะ (ตุลาคม-ธันวาคม 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 6 ฉบับที่ 7-9 ตุลาคม-ธันวาคม 2559)

 

     ไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ที่มีเหตุการณ์สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไทยเป็นเหตุการณ์หลักในวันที่ 13 ตุลาคม แต่ก่อนหน้านั้นก็มีความเคลื่อนไหวของผู้เล่นหลัก ทั้งการ “ยกโขยง” ของ “บิ๊กป้อม” และเพื่อนฝูงและนักข่าวสาวคนสนิท ไปร่วมประชุมอาเซียน-สหรัฐอเมริกาที่ฮาวาย ทั้งที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง แถมยังมี “คาเวียร์” ให้กินบนเครื่องการบินไทยอีก ร้อนถึง สตง.ในฐานะผู้ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินต้อง “โดด” ออกมาปกป้องทริปดังกล่าว โดยอ้างเหตุผล “กระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา” เพราะการบินไทยเป็นสายการบินของรัฐ ไม่แคร์เรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าในเชิงภารกิจเลยแม้แต่น้อย ประกอบกับเหตุการณ์ที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินถูกลูกน้องเล่นงานเหตุไป “เจอตอ” มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคใต้ตอนบนแต่ถูก “ปิดปาก” เข้า  หรือถนนเป็นหลุมเป็นบ่อจนคนต้องไปนั่งอาบน้ำ สตง.ก็ไม่คิดจะตรวจสอบ ในขณะที่องค์กรปกครองท้องถิ่นหลายแห่ง สตง.เล่นงานจะเป็นจะตาย ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความมีจรรยาบรรณขององค์กรตรวจสอบแห่งนี้

     สัปดาห์แรกของช่วงนี้ก็ยังเป็นช่วงครบรอบสี่ทศวรรษเหตุการณ์ “6 ตุลาคม 2519” ที่อำนาจเหนือการเมือง “กระชับวงล้อม” อำนาจของตนเองอีกครั้ง นำมาซึ่งความสูญเสียของประชาชนมากมาย ในการนี้นิสิตส่วนหนึ่งของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทยที่จะครบศตวรรษแห่งการสถาปนาในเดือนมีนาคมปีหน้า ได้เชิญ “โจชัว หว่อง” แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงขออำนาจปกครองฮ่องกงคืนจากแผ่นดินใหญ่ มาบรรยายถึงประสบการณ์การต่อสู้จนได้รับชัยชนะ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นราวครางเดียวกันของไทยในการลุกขึ้นมาทวงอำนาจคืนจากชนชั้นนำเช่นกัน แต่ก็ถูกกลไกภาครัฐไทยจับมือกับรัฐจีน รวบตัวโจชัว หว่องกลับประเทศไปซะก่อน ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนที่แอนตี้การเลือกตั้งในประเทศไทย ที่เคย “ดัดจริต” ไปสนับสนุนขบวนการสนับสนุนการเลือกตั้งในฮ่องกงมาแล้ว ถ้าเป็น “หว่อง คดีเด็ด” ก็คงต้องบอกว่า “ทำไปด้าย”

      ในยุค 6 ตุลา สื่อสารมวลชนถือได้ว่ามีความเป็นมืออาชีพมากกว่าสมัยนี้ ดูอย่าง “สรรพสิริ วิรยศิริ” ที่สั่งช่อง 9 บางลำพู (โมเดิร์นไนน์ทีวีปัจจุบัน) ถ่ายทอดสดการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์นั้น โดยไม่แคร์ว่าตกเย็นตัวเองจะต้อง “ตกงาน” เพราะถูกรัฏฐาธิปัตย์เล่นงาน จนต้องไปหนีไปบวชและเป็นเกษตรกรอยู่ต่างจังหวัด   ผิดกับนักธุรกิจสื่อสองรายที่เริ่มมาจากหนังสือพิมพ์ และเคยหากินกับโทรทัศน์ช่องนั้นในอีกหลายสิบปีต่อมา ทั้งคนหัวหมูแก้บนถนนพระอาทิตย์ ที่เคยเข้าหาผู้มีอำนาจในยุคหนึ่ง เพื่อขออะไรบางอย่างแต่ไม่ได้ เลยกลายเป็นความแค้นจนทำร้ายทำลายประเทศชาติได้เลย ด้วยข้อกล่าวหา “โกงชาติ” ทั้งที่ตัวเองก็เคยโกงบริษัทในเครือเดียวกันด้วยการถ่ายเงินระหว่างกัน จาก บมจ.แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และต่อมาล้มละลายจนต้องถูกเพิกถอน ไปสู่ บมจ.เดอะ เอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทส่วนตัวนอกตลาดหลักทรัพย์ ด้วยวิธีการปลอมรายงานการประชุมเพื่อไปหลอกแบงก์กรุงไทยของรัฐเพื่อให้ได้เงินกู้จนต้องโทษติดคุกในชั้นศาลฎีกาเมื่อไว ๆ นี้ ขนาดเมียตายยังออกมางานศพไม่ได้ และคนหัวล้านแถวบางนา ที่อาศัย “ปักษ์ใต้คอนเน็กชัน” กับผู้ใหญ่บางคนในบ้านเมือง ชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์อย่างออกนอกหน้า  แถมยังได้อภิสิทธิ์จากรัฐบาลพรรคสีฟ้าในการแก้สัมปทานไอทีวีจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นไปสู่กลุ่มชินคอร์ปของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามในที่สุด จึงต้องมาเปิด “เนชั่นทีวี” ที่คนส่วนใหญ่ในช่องเกลียดคนหน้าสี่เหลี่ยม ชื่อแปลว่าใต้ทั้ง ๆ ที่เป็นคนเหนือ เมื่อมีผู้ลงทุนกลุ่มหนึ่งเข้ามาเก็บหุ้นบริษัทตัวเองเข้าหน่อย ก็หาว่าผู้ถือหุ้นลำดับสองที่เป็นญาติกับคนในพรรคประชาธิปัตย์แท้ ๆ เอาหุ้นไปรวมขายให้นักลงทุนกลุ่มนี้ ซึ่งมองว่าเป็นคนในเครือข่ายทักษิณซะได้ จนนำมาซึ่งการ “เปิดศึก” ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นระหว่างกลุ่มคนหัวล้านกับผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ ส่งผลให้ไม่สามารถเลือกกรรมการชุดใหม่ตามที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ประสงค์ได้ กลายเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล และทำให้ผู้กำกับดูแลตลาดทุนอย่าง ก.ล.ต.ต้อง “ลงดาบ” คนหัวล้านแอนด์เดอะแก๊ง ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน

      เมื่อก้าวสู่สัปดาห์ที่สอง สัญญาณ “อันตราย” ที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติก็ปรากฏชัด ทั้งการถอนประกันประธาน นปช. “จตุพร พรหมพันธุ์” ตามคำร้องของ “หลวงปู่หัวกรวย” ผู้เคยก่อม็อบสร้างความวุ่นวายแต่ก็พาลไปกล่าวหาคนอื่น จนทำให้ประธาน นปช.ผู้นี้ต้องสูญเสียอิสรภาพร่วมสองเดือนจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีปัญหาสุขภาพอยู่บ้าง แต่จิตใจก็ยังคิดสู้เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยอยู่ตลอดเพราะ “นอนคุกหรือนอนบ้าน อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน” การได้รับข่าวกรอง “คาร์บอมบ์” เพื่อหวังวินาศกรรมป่วนบ้านป่วนเมือง ซึ่งเมื่อรวมกับเรื่องสำคัญที่สุดของประเทศชาติก็ทำให้หุ้นตกไปแทบทั้งสัปดาห์ และสัญญาณที่คาดกันว่าเป็น “เรื่องของ VVIP” ก็ไม่เพียงแต่ปล่อยในห้องค้าหุ้นเท่านั้นหากแต่ถูกแพร่กระจายไปในสังคมออนไลน์ต่าง ๆ นานา จนแม้แต่โฆษกรัฐบาล และรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์อย่างพลโทสรรเสริญ หรือ “ไก่อู” แก้วกำเนิดก็ยังต้องออกมาเตือนว่า “ให้รอฟังข่าวจากรัฐบาลเท่านั้น” แต่ด้วยข่าวสารที่ถูกเผยแพร่ ทั้งพระอาการประชวรและการเสด็จพระราชดำเนินและเสด็จไปยังโรงพยาบาลศิริราชของพระบรมวงศานุวงศ์ต่าง ๆ จนทำให้มีประชาชนเดินทางไปร่วมสวดมนต์ถวายพระพรเป็นจำนวนมากในวันที่ 12 ตุลาคม ยิ่งตอกย้ำความวิตกกังวลของคนไทยทั้งประเทศ

     แต่แล้วเหตุอันน่าเศร้าสลดจากพระอาการที่ทรุดหนักเกินกว่าที่คณะแพทย์จะถวายการรักษาได้ ก็เกิดขึ้นในเวลา 15.52 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น (13 ตุลาคม) โดยมีสิ่งบ่งชี้นอกจากเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งการปิดการลงนามถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวังตั้งแต่ช่วงบ่าย การ “ยกเลิก” ภารกิจของนายกฯ ลุงตู่ ในการเดินทางไปต่างประเทศ และงานเลี้ยงรับรองวันตำรวจ การประชุมทางไกลของปลัดกระทรวงมหาดไทยกับผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ  “เพื่อเตรียมพิธีสำคัญ” ในช่วงเย็น และการนัด สนช.มาประชุมตอนสามทุ่มโดยให้แต่งชุดดำ ซึ่งในช่วงหัวค่ำ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยก็ได้ถ่ายทอดภาพนายวีระศักดิ์ ขอบเขต จากช่อง 11 อ่านประกาศ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต” ชนิดที่เรียกว่าเจ้าตัวเองก็ทำใจไม่ได้ อ่านประกาศเสร็จต้องร้องไห้  เช่นเดียวกับพสกนิกรส่วนหนึ่งที่ปานจะขาดใจตามพระองค์ท่าน ชนิดที่เรียกว่าหากความตายแลกกันได้ก็พร้อมจะสละชีพแทนพ่อเมื่อทราบข่าวนี้ และตามด้วยแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แห่งนี้ แน่นอนที่สุดว่า คนไทยส่วนใหญ่อายุไม่เกิน 70 ปี 4 เดือน 4 วัน จึงเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 อย่างมิต้องสงสัย ได้รับรู้รับทราบพระราชกรณียกิจที่ทรงทำต่อประเทศชาติและประชาชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปกรรมศาสตร์  ดุริยางคศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์  จนนำมาซึ่งการยกย่องสรรเสริญของบุคคล สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การสูญเสีย “เอกกษัตริย์อัจฉริยะ” พระองค์นี้ จึงทำให้ประชาชนเหล่านี้รู้สึกได้ว่าสูญเสีย “เสาหลัก” ของแผ่นดินไปเสียแล้ว แม้ว่าจะมีคนไทยบางคนที่มีทัศนคติไม่ดีต่อพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะด้วยรู้หรือไม่รู้ความจริงก็ตาม เขาก็คงอยากใช้สิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในการตั้งคำถาม แต่ไม่ได้แคร์ถึงความรู้สึกของคนไทยส่วนมาก และพวกที่มีทัศนคติไม่ดีแบบนี้นี่แหละที่ถูกยกฐานะจาก “ควายแดง ขี้ข้าทักษิณ” ให้เป็น “ลิเบอร่าน” แต่ด้วยที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะเป็นเครื่องบ่งบอกว่าใครกันแน่ที่ควรจะเป็นพวก “ลิเบอร่าน”

     ด้วยเหตุที่คนพวกนี้ที่อ้างว่าเป็น “ประชาชนของพระราชา” แต่ไม่นำพาต่อ “คำสอนของพระราชา” เรื่อง “รู้ รัก สามัคคี” จึงพร้อมที่จะ “ร่าน” ใช้ความรุนแรง “จัดการ” กับคนที่เชื่อว่า “ไม่รักพ่อ” โดยเฉพาะคนอย่าง “หมอเหรียญทอง” ที่มีความดีเพียงแค่เคยแฉเรื่องเจ้าหน้าที่ที่ดิน “ธวัชชัย อนุกูล” ถูก “ฆาตกรรมอำพราง” เพราะตับแตกตายในห้องขัง DSI แต่ DSI กลับบอกว่าใช้ถุงเท้าผูกคอตาย ซึ่งเหยื่อของคนพวกนี้ก็มีทั้งผู้ป่วยโรคประสาทที่บ่นเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ มาตลอดทางนั่งรถเมล์ก็โดนคนพวกนี้ตบ ดาราช่องน้อยสีคุ้มค่าทุกนาทีบางคนก็ดีใจจนออกนอกหน้าที่คนบ้าโดนตบ การบุกบ้านพ่อค้าน้ำเต้าหู้ที่โพสต์เฟซบุ๊กเตือนสติเรื่องเกิดแก่เจ็บตายถึงหน้าบ้านที่ภูเก็ต การลงโทษทางสังคมกับ “ครูชุดแดง” ที่ไปกินเลี้ยงฉลองการดำรงตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษาที่จังหวัดระนอง และการชื่นชมคนอย่าง “เบส อรพิมพ์ รักษาผล” สาวชุมพรวัยประมาณสามสิบผู้เคยจัดทอล์กโชว์ “เกิดอีกสิบชาติ ก็ไม่เจอมหาราชชื่อภูมิพล” แต่เพราะหางที่โผล่ว่า “โคตรรักทหารเลย” เพราะทหารเคยจ้างราคาแพงไปบรรยายมาแล้ว จึงปากดีกล้าแขวะคนอีสานว่า “คนบางคนมาทำให้พวกคุณลืมพระองค์ท่าน” เพราะเชื่อโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” มาเล่นการเมืองโดยใช้เงินซื้อใจประชาชนภายใต้คำว่า “ประชานิยม” เพื่อแข่งบารมีกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้พัฒนาอย่างยั่งยืน จนนำมาซึ่งวาทกรรม “นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด” ซึ่งต่อมาได้รับอนุมัติจากทางการไทยให้เดินทางไปบรรยายเรื่องดังกล่าวถึงดินแดนพญาอินทรี ซึ่งผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการชื่นชมเบส อรพิมพ์ก็คือ “โต้ง เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา” คนบ้านเดียวกับทักษิณแต่เป็นเสื้อเหลือง เพราะเคยเสียผลประโยชน์จากคนคนนี้มาก่อน แถมยังเชื่อว่าพ่อตัวเองคือนายเศรษฐา เจียมกิจวัฒนา ถูกเสื้อแดงฆ่าตายอีก ทั้ง ๆ ที่พ่อตัวเองขับรถจะทับเสื้อแดงที่มาประท้วงแต่รถเสียหลัก นอกจากที่จะพยายามสร้างภาพต่อสังคมว่าเสื้อแดงฆ่าพ่อตัวเอง และปกป้องเบส อรพิมพ์ อย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงขนาดขู่ว่าจะเลิกดูช่อง 23 เวิร์คพอยท์ ต้นสังกัดของตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ  ที่ออกมาตอบโต้เบส อรพิมพ์เรื่องความจงรักภักดี แถมแฟนคลับบางคนก็ยังมีอารมณ์ค้างเรื่องเท่ง เถิดเทิงที่เคยไปโชว์ในงานวันเกิดแกนนำ นปช.คนหนึ่ง แล้วพาลไปหาว่าเขาล้อเลียนรัชกาลที่ 9 ในรายการชิงร้อยฯ เช่นกันแล้ว ก็ยังจัดรายการออนไลน์ด้วยข้อมูลเท็จหลายเรื่อง เช่น ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาชื่ออับราฮัม ลินคอล์น (จริง ๆ คือจอร์จ วอชิงตัน) จอมพล ป.เป็นคนเปลี่ยนธงชาติเป็นธงไตรรงค์ (จริง ๆ คือรัชกาลที่ 6) ชอบพาดพิงทักษิณโดยใช้คำว่า “ชายผู้น่าสมเพช” และเรียกพระธัมมชโยว่า “นะจ๊ะ” และคนคนนี้ที่ทำลายสถาบันครอบครัวของคนอื่น ก็ยังเล่นแม้แต่เรื่องเกี่ยวกับบุคคลในสถาบันระดับสูงที่จะมาเป็นรัชกาลที่ 10 ซะอีก ซึ่งถือว่าโลกออนไลน์หากไม่ใช้วิจารณญาณก็จะหลงเชื่ออะไรผิด ๆ ดังเช่นเรื่องศพพลตรีบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ซึ่งเสียชีวิตวันและสถานที่เดียวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยังมีคนมาบอกว่าเป็นพระบรมศพของพระองค์ท่าน ตำรวจที่นำขบวนเชิญพระบรมศพจากศิริราชกลับวังหลวง ก็คิดว่าเป็นลุงตู่ คนไม่มีเสื้อดำใส่เพราะเตรียมไม่ทัน ก็หาว่าเป็นพวกล้มเจ้า หรือแม้แต่อเมริกาได้ประธานาธิบดีใหม่ “โดนัลด์ ทรัมป์” แล้วประชาชนอเมริกันออกมาประท้้วง ก็มากล่าวหาว่าคนเสื้อแดงที่เคยประท้วงขับไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ทำไมไม่ออกมาวิจารณ์ ทั้งที่อเมริกาเขาประท้วงท่าทีการแสดงออกของผู้นำที่แข็งกร้าว และได้มาซึ่งชัยชนะด้วยระบบที่่ผิดจากประเทศไทย กล่าวคือใช้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งซึ่งแต่ละรัฐจะมีเท่ากับจำนวน ส.ส.และ ส.ว. หากในรัฐใดพรรคไหนคะแนนนำก็ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ไม่ต้องแบ่งให้กับอีกพรรค เทียบกับการเลือก ส.ส.เขตของไทยที่บางจังหวัดมีมากกว่าหนึ่งพรรค  จึงทำให้คะแนนเสียงที่ชาวอเมริกันเลือกมาสูญเปล่า แต่ก็ดีแค่ไหนที่ฮิลลารี คลินตันไม่ชนะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะมีคนกระแหนะกระแหนเรื่อง “รัฐบาลผัวเมีย” เพราะผัวก็เคยเป็นประธานาธิบดี แล้วเมียก็มาเป็นอีก ด้วยฐานคิดแบบไม่ใช้ความคิดของบรรดา “คนดีจอมปลอม” พวกนี้กระมังที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยด้อยลง ๆ ดูจากผลการประเมิน OECD-PISA 2015 ก็ได้

     สำหรับเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์รัฐบาลได้ดำเนินการตามที่องค์รัชทายาทมีพระราชประสงค์ กล่าวคือ ยังไม่ดำเนินการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เป็นรัชกาลที่ 10 เมื่อรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตใหม่ ๆ เพื่อทรงขอเวลาทำพระทัยร่วมกับประชาชนไปก่อน ต่อมาเมื่อใกล้พระราชพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) นับแต่วันสวรรคตแล้ว รัฐบาลจึงได้ส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญต่อไป และเมื่อ สนช.ประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน เพื่อรับทราบการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ไว้เป็นองค์รัชทายาทแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2515 ผู้นำสามอำนาจอธิปไตยจึงได้เข้าเฝ้าฯ องค์รัชทายาท เพื่อกราบบังคมทูลเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร” ในอีกสองวันต่อมา และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ป๋าเปรม” กลับมาเป็นองคมนตรีอีกรัชสมัยหนึ่ง ถึงขนาดที่ออกพระโอษฐ์ว่า “ได้ป๋ามาก็อุ่นใจแล้ว” ผู้เขียนในฐานะที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ “ป๋า” ไว้ในสมัยรัชกาลที่ 9 อย่างรุนแรง ก็หวังใจลึก ๆ ว่า ป๋าคงจะ “กลับตัวกลับใจ” ไม่ทำอะไรให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ขุ่นข้องหมองพระทัยอีก การแต่งตั้งป๋าขึ้นมาเป็นประธานองคมนตรีอีกสมัยหนึ่งนี้ นำมาซึ่งการที่ “คนดีจอมปลอม” ออกมา “ขย่ม” ซ้ำอีกว่า “พวกลิเบอร่านฝันสลาย” ทั้ง ๆ ที่พวกตัวเองนั่นแหละ “ร่าน” กว่าถึงขนาดไม่อยากให้พระองค์ท่านเป็นรัชกาลที่ 10 ซะอีก ไม่เชื่อไปดูข้อความที่คนพวกนี้บางคนโพสต์ หรือถามอดีตทูตอเมริกา “อีริค จี.จอห์น” หรือทะลวงบล็อกไปอ่านบทความบีบีซีไทยดูก็ได้ จึงต้องด่าคนอื่นกลบเกลื่อน นี่กระมังจึงเป็นสาเหตุที่นายกฯ ลุงตู่ต้องจัดกิจกรรมให้ประชาชนจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี “ทุกพระองค์” นี่สิถึงจะเรียกว่าจงรักภักดีต่อ “สถาบัน” มิใช่เพียงแค่ “องค์” พระมหากษัตริย์ ดังที่คนดีจอมปลอมสมาทานความสองมาตรฐานมาโดยตลอด แม้แต่ความจงรักภักดีต่อเบื้องสูง

     ต่อให้เปลี่ยนผ่านรัชสมัย ก็ใช่ว่าใจคนบางคนจะเปลี่ยน ทั้งกรณีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์รับซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนา เพื่อลดบทบาทของพ่อค้าคนกลาง ให้ชาวนาขายข้าวตรงถึงมือผู้บริโภค บรรดาแฟนคลับนายกฯ ปูก็ได้ออกมาสนับสนุนกันอย่างล้นหลาม ฝ่ายตรงข้ามอย่างหมอวรงค์ เดชกิจวิกรมก็ออกมา “จับผิด” หาว่ากลบกระแสคดีความของตัวเองบ้าง จัดฉากผ่านบรรจุภัณฑ์ที่สวยเกินกว่าชาวนาจะทำได้เองบ้าง แต่พอกลไกภาครัฐในหลายกระทรวง ทบวง กรม แม้แต่สถานศึกษาที่เริ่มต้นมาจากการสอนวิชาการเกษตรอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็จัดกิจกรรม “ลูกชาวนาซับน้ำตาพ่อแม่” รวมถึงทหารและ คสช.ออกมารณรงค์ในแบบเดียวกัน ถึงขนาดให้แจกเป็นของขวัญปีใหม่ 2560 เข้าบ้าง หมอวรงค์ก็รีบ “พลิกลิ้น” เป็นว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองเคยแนะนำไว้ในหนังสือมหากาพย์โกงข้าวแล้ว

     อย่าว่าแต่ชาวนาที่ถูกหยิบมาเล่นการเมือง จนราคาข้าวตกต่ำกว่าอาหารสัตว์เลี้ยง และถูกรัฐบาลทหารล่อใจด้วยนโยบาย “จำนำยุ้งฉาง” เพื่อหวังเกทับนโยบายของรัฐบาลเลือกตั้ง ทั้งที่ชาวนาแทบจะไม่มียุ้งฉางเป็นของตัวเองเลย เพราะแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่ละเว้น ดังจะเห็นได้จากความพยายามเล่นงานวัดพระธรรมกายอย่างเอาเป็นเอาตาย ถวายคดีเป็นร้อย ๆ คดีในไม่กี่วัน นอกเหนือจากคดีฟอกเงินและรับของโจรที่มีอยู่แต่เดิม ทั้งคดีบุกรุกที่ป่าสงวน คดีก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และอื่น ๆ โดยไม่แยแสถึงความเป็นจริงที่ว่าคนที่ชี้แนวที่ดินว่าวัดผิดเป็นคนที่ถูกไล่ออกจากราชการมาแล้ว ส่วนอาคารสถานที่ของวัดก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายควบคุมอาคารแต่อย่างใด

     ด้วยเหตุที่วัดวาอารามนี้ที่มีเครือข่ายใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศ และมีสาขาอยู่ทั่วทุกมุมโลก ถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง จนถึงขนาดลุกลี้ลุกลนแก้กฎหมายคณะสงฆ์ “สามวาระรวด”  เพราะไม่ต้องการให้สมเด็จช่วงที่เป็นอุปัชฌาย์ของธัมมชโยได้ขึ้นตำแหน่งนี้ เช่นเดียวกับกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจนว่าข้อมูลที่ “กระทบความมั่นคง” เป็นอย่างไร จนต้องถูกตอบโต้ด้วยการถูก “แฮก” เว็บรัฐทั้งที่สำคัญอย่างระบบการเงินการคลังภาครััฐ (GFMIS) ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (EGP)  และข้อมูลอื่น ๆ ที่สำคัญรองลงไป จึงไม่แปลกใจเลยว่าคุณธรรมจริยธรรมของคนจะตกต่ำลงทุกวัน ๆ ทั้งคนอย่างดีเจเก่ง ที่ถอยรถชนคันที่ปาดหน้ารถตัวเอง พิธีกรน็อต ที่บังคับให้คนที่มาทำแบบเดียวกัน “กราบรถกู” แถมลงไปลงไม้ลงมือคู่กรณี แล้วก็หนีคดีไปห่มผ้าเหลืองอยู่กับ “หลวงเจ๊” ผู้เคยเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทโจมตีวัดพระธรรมกายถึงที่เชียงราย ลูกนายพลไปเที่ยวผับเชียงใหม่ของแฟนดารา ก็ถูกการ์ดยกพวกมากระทืบ

      ในวงราชการเองก็มีทั้งเรื่องผู้ขายรถเมล์ NGV ให้ ขสมก.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านขนส่งมวลชนที่ประสบปัญหาขาดทุนมายาวนาน เมื่อวันนี้ต้องการจะจัดหารถเมล์ใหม่ พลังงานสะอาดมาให้บริการประชาชน หลังจากที่พยายามมาร่วมทศวรรษ ห้ารัฐบาลทั้งทหารและเลือกตั้ง แต่ก็กลับเจอ “กลโกง” ที่ผู้ขายสั่งรถเข้ามาจากจีน ไปแปลงสัญชาติเป็นมาเลย์ เพื่อหวังสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากถิ่นกำเนิดในอาเซียน (AFTA) จนเกิดข้อพิพาทกับกรมศุลกากรจนไม่อาจนำมาบริการประชาชนเป็นของขวัญปีใหม่ได้ ทั้งข้าราชการระดับสูงทั้งในและนอกราชการบางรายก็มีปัญหาเรื่องทรัพย์สินเงินทอง อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายนายกฯ ที่เคยเอาเงินหลวงใส่บัญชีเมีย เพิ่งตั้งลูกเข้ารับราชการ ตั้งชื่อเมียเป็นชื่อฝาย ลูกอีกคนก็เปิด หจก.รับเหมางานในเขตที่พ่อทำงาน ก็ดันมีบ้านขนาดเกือบคฤหาสน์งอกขึ้นมาที่พิษณุโลก นายตำรวจใหญ่ดูแลเมืองหลวงก็มีข่าวรับเงินเดือนที่ปรึกษาเดือนละครึ่งแสนจากบริษัทน้ำเมาตราสัตว์ใหญ่สี่ขา ที่เคยหนีมหาไปเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์นั่นแหละ แถมเป็นเครือเดียวกับที่เคยซื้อที่ดินพ่อนายกฯ ไปซะอีก

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

1 กุมภาพันธ์ 2560

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

สยามทัศนะ (กรกฎาคม-กันยายน 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 6 ฉบับที่ 4-6 กรกฎาคม-กันยายน 2559)

ส่วนที่ 1 ก่อนประชามติ

          เดือนที่สอง ของปีที่สอง ภายใต้วาทกรรม “คืนความสุขให้คนในชาติ” ของรัฐบาลทหาร คสช.นำโดย “นายกฯ ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้เต็มไปด้วยความสับสน ขัดแย้งในตัวเองหลายครั้งที่ผ่านมา วันนั้น “ปฏิวัติแล้วได้อะไรขึ้นมา จะสู้หน้าโลกเขาได้ไหม” วันนี้ “ถ้าคุยกันไม่ได้ผมก็ขอยึดอำนาจ” วันนั้น “การบริหารประเทศไม่เห็นจะยาก” วันนี้ “เครียดแทบตายแต่ลาออกไม่ได้” วันนั้น “ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย 99.99%” วันนี้ “ถ้าจะถามหาประชาธิปไตย ให้ไปถามกับรัฐบาลหน้า” วันนั้น “ใครรับกติกาแบบนี้ไม่ได้ให้ไปอยู่ที่อื่น” วันนี้ “ใครหนีคดีอยู่ก็กลับมาสู้สิครับ” วันนั้น “ถ้า นปช.จะเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติก็เปิดไปสิ อย่าลืมจับพวกตัวเองด้วยก็แล้วกัน” วันนี้ “เปิดไม่ได้ ผิดกฎหมาย” วันนั้น “จะให้ผมลาออกแบบนายกฯ อังกฤษเหรอ ผมไม่ออก เขาไม่ได้มีปัญหาแบบเรา” วันนี้ “จะให้คนข่มขืนมีโทษประหารชีวิต ก็ต้องดูกฎหมายสากลด้วย” ซึ่งจะขอขยายสองกรณีหลังนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงเวลาปัจจุบันที่สุด
          จากกรณีที่เดือนมิถุนายน นปช.ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ได้มีแนวคิดที่จะเปิด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ภายใต้แนวคิด “ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” เพื่อหวังให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้มีความชอบธรรมที่สุด แต่ก็ต้องถูกสกัดขัดขวางจากทั้งคำพูดที่ “กลับไปกลับมา” ของท่านผู้นำและลิ่วล้อ และการใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง แทนที่จะดีใจว่ามีคนมาต่อต้านการโกง หรือเพราะเป็น “คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด” หรือไง ขนาดนิสิตนักศึกษาออกมารณรงค์แสดงจุดยืนของตัวเองในการไม่รับ “กติกาสามานย์” ฉบับนี้ก็ยังถูก “จับยัดกรง” แถมตีตรวนเหมือนต้องโทษอาญาแผ่นดินร้ายแรงก็ไม่ปาน ทั้งที่คดีก็ยังไม่ถึงที่สุดอีกต่างหาก ซ้ำร้ายยังโดนคนอย่างนายกฯ ลุงตู่ใส่ร้ายว่า “ปลอมร่างรัฐธรรมนูญ” ทั้งที่แค่แจกเอกสารวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นเองอีกด้วย นักการเมืองสกุลบูรณุปกรณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ “พื้นที่สีแดง” ก็ยังถูกกล่าวหาว่าส่งจดหมายบิดเบือนสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่กลไกภาครัฐก็ยัง “ไม่มีน้ำยา” พอที่จะแจกจ่ายเอกสารร่างฉบับจริงให้ประชาชนได้เลย ทีแจกจดหมายฉบับเดียวกันที่ใส่ซองตราครุฑส่งไปรษณีย์มาจากเขตดุสิต กทม. ที่รู้กันว่าเป็น “ดงทหาร” ไปยังภาคเหนือ ยังจับมือใครดมไม่ได้เลย ถึงจะมีเอกสารที่ กกต.จัดทำส่งไปพร้อมกับรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในแต่ละบ้านก็ยังบิดเบือนเนื้อหาบางส่วนเลย           ผิดกับคนอย่าง “ลุงกำนัน” ที่มี “นายใหญ่” เก่งประวัติศาสตร์แท้ ๆ แต่กลับไม่จำประวัติศาสตร์ของตัวเองที่เคยออกมาต่อต้านการนิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่มาวันนี้ก็กลับเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นิรโทษกรรม คสช.ยกแก๊ง แถมยัง “ปลุกผีทักษิณ” ในช่วงโค้งสุดท้ายอีกต่างหาก โดยไม่มีกลไกภาครัฐออกมาสกัดขัดขวาง เผลอ ๆ จะสนับสนุนด้วยซ้ำ และการที่สังคมมองว่า “ลุงกำนัน” เป็นคน “ทอดสะพาน” ให้ “ลุงตู่” ออกมายึดอำนาจก็ไม่น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเท่าใดนัก ไม่งั้นคนอย่าง “ลุงกำนัน” คงไม่ออกมา “สรรเสริญ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่คำปรารภที่มองว่านักการเมืองเป็น “ตัวปัญหาของแผ่นดิน” หรอก แถมคนอย่าง “ลุงตู่” ก็ยังติดนิสัย “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” และ “จอมก๊อปปี้” มาจาก “พรรคการเมืองสีฟ้าตราแม่พระธรณีบีบมวยผม” (ที่แม้แต่ตราพรรคก็ยังไป “ก๊อปปี้” การประปามาเลย) ด้วย ดังจะเห็นได้จากหลายเรื่องที่รัฐบาลนี้แก้ปัญหาไม่ได้ เช่นน้ำท่วมสลับน้ำแล้ง การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ นายกฯ ลุงตู่และลิ่วล้อก็พูดหน้าตาเฉยว่า “รัฐบาลที่แล้วทำไว้” แต่พออเมริกา ที่ตัวเองเพิ่ง “ตัดสวาท” เลื่อนระดับปัญหาค้ามนุษย์ขึ้นหน่อยก็บอกว่า “ขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชการที่ช่วยกันทำงาน” หรือบางเรื่องก็พยายาม “สร้างภาพ” ว่าตัวเองมีผลงานด้วยการ “ขโมย” แนวคิดของคนอื่นมาทำงาน เช่นเปลี่ยนคำว่า “ประชานิยม” เป็น “ประชารัฐ” (ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ เพราะคำว่าประชารัฐจริง ๆ แล้วแปลว่า “รัฐของประชาชน” แต่รัฐบาลนี้จงใจแปลเป็น “ความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน” ซะงั้น) หรือขวาง นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ถึงขนาดจะยัดคดีให้แกนนำและปิด Peace TV โทรทัศน์ของ นปช.30 วันคร่อมช่วงประชามติ แต่กลับให้กระทรวงมหาดไทยตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ขึ้นมา ทีวีช่องเหลือง-ฟ้า-ม่วง ยัง “แท็กทีม” ทำข่าวสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ ถามว่ากลไกรัฐทำอะไรถูกหมด 100% งั้นเหรอ ขนาดร่างรัฐธรรมนูญที่แจกครู ค ก็ยังพิมพ์สลับหน้าไปมา แถมแจกร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารประกอบไม่ทั่วถึง ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปไม่มีใครได้รับ MV เพลงประชามติที่ใช้ออกรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ก็ยังมีภาพกาช่อง “เห็นชอบ” พอถามผู้เกี่ยวข้องเข้าหน่อยก็ “โบ้ย” ไปเป็นความผิดของโรงพิมพ์บ้าง ทั้งที่ผู้จ้างพิมพ์ควรจะสุ่มตรวจงานของตัวเองก่อนออกจากโรงพิมพ์ บอกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวบอกว่าให้แจกเอกสารร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่แจกให้ทุกครัวเรือนบ้าง บอกว่ายังไม่ได้อนุมัติให้เอาคลิป MV ไปออกอากาศทั้ง ๆ ที่มันออกช่องโมเดิร์นไนน์ทีวีไปแล้วบ้าง แล้วอย่างนี้กลไกรัฐด้วยกันจะกล้าตรวจสอบมั้ยล่ะ นี่ยังไม่รวมถึงกรณี “มโนสาเร่” อย่างการติดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์อย่างหละหลวมจนทั้งหมาทั้งลิงเข้าไปทำลายได้ การตั้งข้อหาเด็กประถมที่ฉีกบัญชีดังกล่าวทั้งที่ยังไม่ถึงเกณฑ์รับโทษ และไม่มีเจตนาแท้ ๆ เพียงเพราะเห็นเป็นกระดาษสีสรรสวยงาม เด็กอาชีวะ คนแก่อยากบุหรี่ เด็กที่มีกลุ่มอาการดาวน์ (พิการทางสมอง) หรืออย่างการ “เล่นงาน” กาแฟ “กาโน” ที่จัดประชุมสมาชิกเพราะคำว่า “กาโน” ที่ฟังแล้วเหมือน “กา (โหวต) โน” โดยไม่สนใจว่ามาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) สมุนไพรหลักที่ผสมอยู่ในกาแฟยี่ห้อนั้นนั่นแหละ
          และจากกรณี “ครูอิ๋ว” บัณฑิตสาวจากรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคามถูกข่มขืนแล้วฆ่าอย่างสยดสยอง จึงมีกระแสสังคมเรียกร้องให้เพิ่มโทษในคดีข่มขืนกระทำชำเรานี้ให้เป็นประหารชีวิต ซึ่งนายกฯ ลุงตู่ก็ได้แสดงความคิดเห็นในกรณีนี้ว่า “ดูกฎหมายของประเทศอื่น ๆ เขาด้วย” แต่คนคนเดียวกันนี้ก็กลับบังคับข่มขืนจิตใจคนไทยทั้งประเทศให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และให้อยู่ภายใต้อำนาจของตัวเองโดยไม่คิดจะรับผิดชอบหากผลประชามติไม่เป็นไปตามที่ต้องการ คิดอยู่อย่างเดียวว่า “ถ้าไม่ผ่านก็ร่างใหม่เอง” พอนักข่าวไปถามจี้เข้าหน่อยก็หาว่าเขา “เอาคำพูดผมไปขยายผล” ซะอีก โดยไม่แยแสต่อการที่นายกฯ อังกฤษ “เดวิด คาเมรอน” (David Cameron) ได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง เพราะเชียร์แนวคิดให้อังกฤษอยู่ใน UN ต่อแต่ก็แพ้เสียงประชาชน จึงต้องสละเก้าอี้ จริงอยู่ที่นายกฯ ไทยไม่ได้มาแบบนายกฯ อังกฤษดังที่ท่านว่า เพราะนายกฯ อังกฤษเขามาจากประชาชน แต่นายกฯ ไทยมาจากอำนาจเหนือการเมืองสั่งมาให้ “จัดการ” คนที่ “ไม่ใช่” แม้ว่าจะมาจากประชาชนก็ตาม ไม่เพียงแต่พฤติกรรม “ตระบัดสัตย์” ของนายกฯ ลุงตู่ในเรื่องต่าง ๆ ที่ประมวลมาจากย่อหน้าแรกเพียงอย่างเดียว แต่คนอย่างนายกฯ ลุงตู่ที่ไม่เคยเห็นหัวเวทีโลก ก็มาบอกว่าโทรศัพท์ 25 นาทีไปคุยกับเลขาธิการ UN (โดยปลายสายไม่พูดโต้ตอบหรือซักถามใด ๆ เลย) หรือแม้แต่ส่งตัวแทนไปคุยกับ UN อีกรอบ ซึ่งกลายเป็นว่าตัวแทน UN ออกมาอธิบายว่าเป็นห่วงเรื่องสิทธิมนุษยชนไทยที่ถูกละเมิด ผิดกับที่ฝ่ายรัฐออกมาให้ข่าวโดยสิ้นเชิง!
          อาจเป็นเพราะสมองของ “ท่านผู้นำ” จัดระเบียบเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ดีพอล่ะมั้ง เลยทำให้ท่านสามารถที่จะลืมคำพูดของตัวเองได้แม้เพียงในไม่กี่วันดังที่ได้ยกมา แถมยังเป็นคน “จัดลำดับความสำคัญ” ของเรื่องต่าง ๆ ก็ไม่เป็นซะอีก บัณฑิตใหม่จบมาตกงานเป็นแสน ๆ คน โตโยต้าประเทศไทยเลิกจ้างคนงานบางส่วนออก เศรษฐกิจฝืดเคืองจนการก่ออาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นไม่เว้นวัน แต่กองทัพเรือไทยยังคิดอยากจะมี “เรือดำน้ำเงินผ่อน” จากจีนแดง นี่ถ้าใช้ตรรกะแบบเดียวกับ “ถนนลูกรังยังไม่หมด อย่าคิดเรื่องรถไฟความเร็วสูง” ประเทศไทยก็ยังไม่สมควรมีเรือดำน้ำเหมือนกัน พระสงฆ์องค์เจ้า ครูบาอาจารย์ ทหารตำรวจต้องสละชีวิตร่างกายที่ชายแดนใต้ ถึงขนาด IS ประกาศกร้าวจะยึดอาเซียนก็ยังเฉย สนใจแต่จะเล่นงานนิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรมที่ต่อต้าน “ร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ” ฉบับนี้ สนใจแต่จะเล่นงานพระที่รับเงินบริจาคจากญาติโยมและกำลังอาพาธ แถมตำแหน่งสังฆราชของอุปัชฌาย์ของท่านก็พยายาม “ยื้อสุดชีวิต” โดยอ้างเรื่องคดีความแม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความว่ากระบวนการเสนอชื่อถูกต้องแล้วก็ตาม ถ้ามีใครไปถามว่าทำไมต้องดึงเช็ง นายกฯ ลุงตู่คงตอบแบบน้องทราย ตลกผู้ล่วงลับว่า “เรื่องนี้อย่ามาถามลุงตู่ เพราะหลวงปู่ขอร้อง” แหง ๆ แถมหลวงปู่ “โล้น แลนด์ลอร์ด” นอกจากจะเป็น “เจ้าพ่อกรวย” แล้วก็ยังเป็นผู้ครอบครองที่ป่าสงวนเชียงใหม่โดยยกเรื่องการปลูกป่าคืนธรรมชาติโดยใช้บริษัทนอมินีมาบังหน้าซะอีก พระอย่างนี้เหรอจะมีหน้ามาด่าพระรูปอื่นว่าเป็น “อลัชชี-อั้งยี่-ซ่องโจร”

ส่วนที่ 2 หลังประชามติ
          หลังจากเกิดเหตุรัฐประหารทีบรรดาแม่ทัพนายกองและสมุนแนวร่วมกลายเป็นกบฏในไม่กี่ชั่วโมงที่ตุรกีเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนก่อน ก็สะท้อนบทเรียนมายังประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งการยอมรับนับถือ “หลักการ” แม้จะไม่ยอมรับ “ตัวบุคคล” และการที่ “กองทัพ” เห็นหัวประชาชนซึ่งไม่รู้ว่าสองสิ่งนี้เมื่อไหร่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ซะที หรือต้องรอให้เกิดการ “เปลี่ยนผ่าน” อะไรซะก่อน
ดังที่ “รู้ ๆ กันอยู่“
          ผลสะท้อนอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดโดยเฉพาะความ “เห็นหัว” ประชาชนของทหาร ก็คือการ “ปิดหูปิดตา” ประชาชนในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ที่มีแต่เพียงเอกสารสรุปของ กกต.ที่ส่งให้เจ้าบ้านพร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในแต่ละบ้าน แต่เอกสารของ กรธ.ไม่ได้ส่งไปเลย มีแต่เพียงแจกจ่ายไปตามสถานที่ราชการต่าง ๆ เท่านั้น ผู้มีความเห็นต่าง ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ กลุ่มการเมืองและขบวนการนักศึกษาก็ถูก “ปิดปาก” ถึงขนาดปิดโทรทัศน์ Peace TV ที่มีความเชื่อมโยงกับ นปช.กันเลย บางรายก็ต้องหมดอิสรภาพ ในขณะที่คนที่แสดงจุดยืนรับร่างฯ ทั้ง “ลุงกำนัน” หรือ “นายกฯ ลุงตู่” ที่อ้างว่าพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งทั้ง ๆ ที่แต่งเครื่องแบบพลเอกเต็มยศไปงาน รร.จปร. กลับสามารถพูดได้อย่างอิสระ
          ซึ่งผลการทำประชามติ 7 สิงหาคมที่ผ่านมามันก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่า “ความพยายามของรัฐบาลทหาร คสช.ไม่เป็นศูนย์” อย่างแท้จริง ด้วยคะแนนเสียงที่ “พลิกความคาดหมาย” ทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง แม้ว่า “หีบไม่แตก” อย่างที่ กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากรพยายามพูดแก้เกี้ยวที่ตัวเองทำหีบพลาสติกแตกโชว์สื่อก็ตาม ด้วยคะแนนเสียงเพียงประมาณ 60% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด และทั้งที่สองพรรคการเมืองใหญ่ที่น่าจะมีคะแนนเสียงเกินครึ่งประกาศปฏิเสธ เหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญของ “ลุงมีชัย” ผ่านประชามติมาได้ มีหลายคนโดยเฉพาะผู้สนับสนุนรัฐทหาร พยายามวิเคราะห์ว่าเป็นการ “สั่งสอนนักการเมือง” ถึงขนาดมีก่อนหน้านั้นบทความที่คอลัมนิสต์ “สายล่อฟ้า” แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขียนชื่นชมร่างรัฐธรรมนูญ “ปราบโกง” ฉบับนี้ทั้งที่บางเรื่องก็ไม่มีบัญญัติไว้จริง เช่นการรับสินบนมีโทษถึงป ระหารชีวิต ซึ่งอยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช.อยู่แล้ว และการห้าม ส.ส.ใช้เอกสิทธิ์ขึ้นเครื่องบินฟรี ซึ่งรัฐสภายังไม่ได้กำหนดเลย แถมยังมีปัญญาชนบางพวกเอาไปแชร์ต่อโดยไม่แคร์ข้อเท็จจริงก็มี ถึงขนาดพูดว่า “อะไรที่นักการเมืองไม่ชอบ จะเป็นประโยชน์กับประชาชน” เลยทีเดียว แต่ผมผู้เขียนกลับมองว่ามีเหตุปัจจัยอื่นที่ดูน่าเชื่อถือและเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ทั้งคะแนนเสียงไม่รับที่ยังชนะในหลายจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากถูก “รังแก” จากเนื้อหาโดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และศาสนา แม้บางเรื่องจะถูกมาตรา 44 “ปะผุ” ทั้งก่อนและในภายหลังประชามติ การที่มีผู้ “โนโหวต” คือไม่ออกไปลงคะแนนเลยทั้งฝ่ายประชาธิปไตยบางส่วนที่มองว่าไม่อยาก “ประทับตรา” ให้กับความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร และฝ่ายสนับสนุนอำนาจเหนือการเมืองที่ “ทำใจไม่ได้” เพราะไม่รู้จะรับตามลุงกำนันหรือไม่รับตามหัวหน้ามาร์คดี และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีพวกที่เบื่อรัฐบาลทหาร อยากรีบเลือกตั้งเร็ว ๆ เลยตัด (สิน) ใจไปรับ ๆ ซะ โดยที่ไม่ได้อ่านร่างฉบับเต็มไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มที่ไม่ได้แจก หรือทางอิเล็กทรอนิกส์เลย ไม่รู้ว่าเพราะมัวแต่เอาเวลาไปเล่น “โปเกมอน โก” หรือไง จนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของว่าที่ “ข้อบังคับประเทศไทย” ฉบับนี้ แล้วนายกฯ ลุงตู่จะดีใจลงไหม ถ้ารู้ว่าคนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คิดแบบฉาบฉวย ไม่ได้คิดอะไรแบบ “ยั่งยืน” ตามนโยบายของท่านเอาซะเลย
          และคำพูดที่คนพวกนี้เคย “ใส่ร้าย” นักการเมืองทั้ง “เสียงข้างมากลากไป” และ “ใช้คะแนนเสียงหาประโยชน์เข้าตัวเอง” มาวันนี้พวกเขาก็ทำตามเสียฉิบ โดยเฉพาะการบิดเบือนคำถามพ่วงที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี” ตั้งแต่ตัวคำถามพ่วงที่ซ่อนเงื่อนคำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” โดยไม่ขยายความว่ามี ส.ส.และ ส.ว.เพื่อหวังให้คนเข้าใจผิดว่าคำนี้หมายถึง ส.ส.อย่างเดียว จนชนะประชามติเพราะเหตุคำพูดซ่อนเงื่อนนี้ และเมื่อประชามติผ่านแล้วคำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งหมายถึง ส.ส.และ ส.ว.จะต้องมาร่วมกัน “โหวต” ชื่อนายกฯ แต่ต้องให้ ส.ส.เสนอ ซึ่งจะต้องอยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.เกิน 5% เท่านั้นเสียก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้จึงค่อยไปเลือกนายกฯ คนนอก ก็ถูก กรธ.พลิกกลายเป็นว่า ส.ว.มีสิทธิ์ “เผือก” ร่วมกับ ส.ส.ทั้งขอให้และดำเนินการเสนอชื่อนายกฯ คนนอกได้ ผ่านทางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แถมคำว่า “5 ปีแรก” และ “รัฐสภาชุดแรก” ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความเป็นว่า “แม้ว่าจะมี ส.ส.กี่ชุดก็ตาม ส.ว.ก็ยังมีสิทธิเพียงแค่ให้ความเห็นชอบนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. แต่ลดคะแนนเสียงที่จะใช้ขอโหวตเพื่องดเว้นนายกฯ ในบัญชี หากดำเนินการเลือกนายกฯ ในบัญชีไม่ได้แล้ว จากสองในสาม (500 คน) เป็นไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 375 คนของสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน หรือเสียงข้างมากปกตินั่นเอง” หลังจากที่พยายาม “เตะถ่วง” มาตั้งแต่ต้นเดือนโดย “ไล่” กรธ.ให้ไปทำตามแบบฟอร์มฟ้องคดี ส่งผลให้ กรธ.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปแก้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง คสช.ไม่อยากให้รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 “เสียของ” เพราะต้องการสืบทอดอำนาจผ่านทางรัฐธรรมนูญนี้ ถึงขนาดบัญญัติให้ ส.ว.ชุดแรกที่จะไปโหวตเลือกนายกฯ มาจ ากการแต่งตั้งของตัวเอง โดยอ้างเรื่อง “ความเป็นความตายของประเทศ” แถมยังขู่ว่าถ้าประชุม ส.ส.เลือกนายกฯ ไม่ได้ก็จะใช้มาตรา 44 ที่ยังมีผลต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ยุบสภาซะเลย แล้วอย่างนี้เหรอคนที่บอกว่านักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อน ออกกฎหมายใช้ตัวเองได้ประโยชน์ ใช้ทรัพยากรของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถึงขนาดจะออกกฎห้ามใช้ซองตราครุฑใส่เงินประเพณี ห้ามเอาไฟฟ้าหลวงชาร์จมือถือ แต่ตัวเองก็ยึดอำนาจมาร่างรัฐธรรมนูญไว้เล่นการเมืองเอง น้องชายก็มีเมียเอาชื่อตัวเองไปตั้งชื่อฝาย “แม่ผ่องพรรณพัฒนา” ที่ใช้เงินหลวงทำ แถมยังนั่งเครื่องบินที่ใช้เงินแพงกว่าเงินสร้างฝายถึงกว่า 300 เท่า ไม่กี่วันต่อมาน้ำซัดเข้าจาก “ฝายแม่ผ่องพรรณ” เลยกลายเป็น “ฝายแม่ผ่องพัง” ไปซะงั้นหลานที่เป็นลูกของน้องชายก็ใช้บ้านพักค่ายทหารที่พ่อตัวเองเป็นใหญ่ เปิดบริษัทรับเหมาทุนจดทะเบียน 1,500,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งล้านห้าแสนบาท) สินทรัพย์ถาวร อุปกรณ์ อาคารก็ไม่มี แต่ริอ่านอาจหาญประมูลงานหน่วยงานของพ่อตัวเองที่ใหญ่กว่าเป็นร้อย ๆ เท่าได้ ชนิดเบียดคู่แข่ง “ขาเก่าเจ้าประจำ” ไปไม่กี่พันบาท แต่คนเป็นพี่ชายก็มี “ฉันทาคติ” ปกป้องน้องชายเยอะไปหน่อยจนเผลอ “ฟิวส์ขาด” ใส่คนมาวิจารณ์ซะอีก ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติอีกนั่นแหละที่กำหนดให้การต่อต้านการทุจริตเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน แล้วท่านก็เอาแต่ด่า ๆ นักการเมืองว่าทำร้ายชาติ ทำประชาชนเดือดร้อน ถึงขนาดจะเล่นงานให้ไม่มีที่ยืนดังที่จะกล่าวต่อไป แต่คนอย่างท่านก็กลับลำทำซะได้ คนอย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เคยเป่านกหวีดต้านการนิรโทษกรรมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยอ้างเหตุผล “ฟอกผิดให้คนหนีคดี” แต่วันนี้กลับชื่นชมนายกฯ ลุงตู่ผู้ฟอกขาวให้ตัวเองว่า “เป็นคนดี” ถึงขนาดจะตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปแล้วเสนอชื่อลุงตู่เป็นนายกฯ อีกรอบหลังเลือกตั้ง โดยอ้างว่านายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้หรือ “เปรมโมเดล” นั่นเอง
          ที่กล่าวไว้ว่าท่านและคณะ คสช.ใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองเพื่อชี้นำสังคมว่าคนพวกนี้เป็นคนคิดไม่ดีต่อชาติ มีหลักฐานยืนยันได้จากเหตุการณ์ “บึ้ม” เจ็ดจังหวัด (ที่ไม่ใช่ชายแดน) ภาคใต้ แถมอำเภอหัวหินของประจวบคีรีขันธ์เป็นแปดจังหวัด โดยฝ่ายความมั่นคงและโฆษกรัฐบาล ซึ่งต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพลโทและรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ ก็พยายาม “ลาก” เรื่องนี้เข้าหาฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะ “ระบอบทักษิณ” เพราะเสียประโยชน์จากการแพ้ประชามติแถมยังเกิดเหตุต่อเนื่องใกล้เคียงจนถึงวันสำคัญของชาติที่กลุ่มนี้ถูกใส่ร้ายว่าไม่จงรักภักดี เมื่อตั้งธงได้แล้วก็พยายามทำให้ “สมจริงสมจัง” ทั้งไปจับคนบ้านเดียวกับคนหน้าเหลี่ยมที่ทำงานขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลในช่วงพักขึ้นบก และจับทั้งแม่ค้าพริกแกงมาโยงกับคนแก่ ๆ แล้วบอกว่านี่คือ “พรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย” (นปป.) เพื่อหวังให้ดูคล้ายคลึงกับ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) ที่มีอดีต “ทหารป่า” เข้าร่วม กะจะทำให้สังคมมองคนพวกนี้ว่าเป็นพวก “ล้มเจ้า” อีกรอบ ก็ตรรกะแบบนี้แหละถึงได้ไปคุมหน่วยงานที่มีฉายาว่า “กรมกร๊วก” โดยไม่แคร์ข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนการลงประชามติ มีประเทศทั้งเพื่อนบ้านอย่างพม่า และประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนคนชาติของตนเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยเมื่อมาไทย ก็โฆษกรัฐบาลคนนี้ไม่ใช่เหรอที่ตอนนั้นออกมาตอบโต้พญาอินทรีว่า “ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแบบบางประเทศที่เอาปืนมาไล่ยิงกันกลางเมือง” มาวันนี้พอคำเตือนของเขาเป็นจริง คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี! แถมรัฐบาลยังไม่กล้าแตะกลุ่มผู้ต้องสงสัยแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่น่าเชื่อได้มากกว่าถึงขนาดเรียกคนพวกนี้เพียงว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” แต่กลับเรียกฝ่ายการเมืองอีกพวกว่า “ผู้ก่อการร้าย” คนสายนกหวีดอย่าง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ก็เขียน Facebook ตั้งข้อสังเกตว่า “ทักษิณ” สมคบกับอเมริกาก่อการระเบิดครั้งนี้ พอถูกจับได้ไล่ทันจนจะเป็นคดีความเข้าหน่อยก็แถว่า “ทักษิณ” หมายถึงทิศใต้ เท่ากับว่าต้องการบอกว่าคนใต้วางระเบิดภาคใต้ของตัวเองอย่างนั้นเหรอ
          นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งทัศนคติของผู้ถืออำนาจรัฐต่อฝ่ายการเมืองเท่านั้นนะ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมก็ยังพยายามสร้างให้เป็นการยุติความไม่เป็นธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเลิกขึ้นศาลทหารเฉพาะคดีที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่รวมถึงคดีค้างเก่า เพื่อหวัง “แหกตา” เวทีโลกโดยเฉพาะ UN ว่าพลเรือนไม่ต้องขึ้นศาลทหารแล้ว การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ระงับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะต้องแปรเปลี่ยนไป แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นเพราะนายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช ผู้ได้รับการสรรหาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่แทน ศาสตราจารย์ ดร.ศรีราชา วงศารยางกูรที่อายุครบ 70 ปี ถูกมองว่าเป็น “สายแดง” เพราะเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่งั้นคงไม่พยายาม “บล็อก” ตั้งแต่ในชั้นกรรมการสรรหาถึงพิจารณากัน และส่งให้ สนช.อนุมัติถึงสามสิบกว่ารอบเพราะโดนตีตกแล้วตีตกอีกหรอก
อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ยังล้วงลูกมาอีกถึงขนาดแทรกแซงกระบวนการทางศาล ด้วยการออกคำสั่งทางปกครองให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่า 35,000 ล้านบาท และอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อีกประมาณ 14,000 ล้านบาท หลังจากที่ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ในนามคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด กรมบัญชีกลาง “ยื้อ” จนข้าราชการประจำทั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ “ชุติมา บุณยะประภัศร” และอธิบดีกรมบัญชีกลาง “มนัส แจ่มเวหา” ใกล้เกษียณอายุราชการ ทั้งที่คดี 157 จำนำข้าว และระบายข้าว G2G ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่เลย และเคยมีตัวอย่างแล้วว่าต้องรอคดีอาญาถึงที่สุดก่อน จึงเริ่มกระบวนการทางแพ่งได้
          และอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 อีกนั่นแหละที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการข้าราชการประจำที่ถูกสงสัยว่าทุจริตคอร์รัปชัน หรือ “ฝักใฝ่อำนาจเก่า” จนอาคารสำนักงาน ก.พ.หลังเดิมถูกขนานนามว่า “สุสานซี 10-11” เนื่องจากถูกใช้เป็น “กรุ” ของข้าราชการระดับดังกล่าวที่ถูกโยกย้ายมาดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษา” และ “ผู้ตรวจราชการพิเศษ” สำนักนายกฯ โดยมีแต่งาน “ตบยุง” ไม่มีใครมาขอคำปรึกษา และไม่มีราชการอะไรจะให้ตรวจ รายหนึ่งอย่างอดีตผู้ว่าฯ สมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ คนเมืองตรังที่เคยนั่งผู้ว่าฯ โคราช จนได้ฉายาหลวงพ่อคูณมาเป็นชื่อรอง ก็ยังถูกนายกฯ ลุงตู่ย้ายจากผู้ว่าฯ จันทบุรีมาเข้ากรุจนเกษียณอายุเช่นกัน จนต้องหยิบโคลงศรีปราชญ์มาแขวะ เพราะฟ้องศาลปกครองแบบรัฐบาลเลือกตั้งก็ไม่ได้
          องค์กรอิสระที่ไม่น่าจะอิสระสักเท่าใดอย่าง ป.ป.ช.ที่ประธานเป็น “ลูกน้องเก่า” รองนายกฯ ป้อม แถมสำนักงานตัวเองได้คะแนนความโปร่งใสลำดับที่ 100 จาก 155 ซะอีก ก็พยายามยัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับอดีตนายกฯ ปูถึง 15 เรื่อง แม้แต่ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมก็ยังเอามาเล่นงานได้ ทั้งที่ ป.ป.ช.รับเรื่องร้องเรียนทั้งรัฐบาลมาร์คและปู แต่กลับเลือกเล่นงานรัฐบาลปูก่อน ถ้างั้นน้ำที่เพิ่งท่วมเอ้ย! รอระบาย ทำไมไม่เล่นงานนายกฯ ลุงตู่บ้างล่ะ ไม่กล้ามั้งขนาด “ชายหมู” หลานปู่วังบางขุนพรหม ทำกรุงเทพฯ จมบาดาล ลุงตู่ก็แค่ให้หยุดทำงาน ไม่กล้าหาญที่จะปลดออก ผิดกับนายกฯ บ้านนอก ที่โดนปลดออก ไล่ออกกันเป็นแถว

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
9 ตุลาคม 2559

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

สยามทัศนะ (มิถุนายน 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 มิถุนายน 2559)

 

               ใกล้ถึงวันประชามติตัดสินชะตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับลุงมีชัยเข้ามาทุกที ๆ ท่ามกลางกระแสการโหมรณรงค์คุณงามความดีของร่าง “ข้อบังคับประเทศไทย” โดยกลไกรัฐทุกภาคส่วน ซึ่งแม้จะไม่ได้เชิญชวนให้ผู้ฟังต้องรับ แต่ก็มีนัยส่อไปทางนั้น ไม่อย่างนั้นคุณจะโฆษณาชวนเชื่อไปเพื่ออะไร ถึงขนาดนำเสนอข้อมูลกันในค่ายทหารเพราะกลัวคนเห็นต่างโต้แย้ง แม้ว่าในภายหลังจะเปลี่ยนไปใช้หอประชุมนอกเขตทหารแต่ก็ไม่กล้าให้ผู้ฟังนำโทรศัพท์มือถือเข้าไป คงกลัวได้ยินมั้งว่าชวนให้รับร่าง พอครู ค ลงพื้นที่ให้ข้อมูลชาวบ้านเข้าหน่อย ลุงมีชัยก็มาโวยวายคนที่มีถ่ายคลิปครู ค ว่าเป็นพวกอันธพาล รับเศษเงินมาทำลายประเทศ เช่นเดียวกับที่จัดรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ผ่านทางทีวีดิจิตอลทุกช่อง โดยมีวิทยากรมาจากทั้งแม่น้ำสองในห้าสาย (กรธ. และ สนช.)  กกต. และ กปปส. แต่ไม่เปิดโอกาสให้คนเห็นต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังปรากฏข่าวการ “กีดกัน” คนไปนำเสนอแนวคิดไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยเอาคุกตะราง กฎหมายประชามติที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่ง “ไฟเขียว” และการตัดสิทธิ์ทางการเมืองมาข่มขู่ แต่กลับ “ปล่อยผ่าน” ให้ “ลุงกำนัน” แสดงจุดยืน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหวังให้ “นายใหญ่” ของตัวเองได้รับประโยชน์ ผิดกับการทำประชามติ Brexit เพื่ออังกฤษจะได้ขอแยกตัวออกจาก EU ซึ่งมีความขัดแย้งรุนแรงยิ่งกว่าไทยจนไปถึงขั้นลอบสังหาร ส.ส.ที่สนับสนุนให้อยู่กับ EU ต่อไป แถมสองในสี่แคว้นคือสกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือก็ยังอยากให้อยู่ต่อ ถึงขนาดว่าจะขอทำประชามติขอแยกตัวจากสหราชอาณาจักรแล้วกลับไปเป็นสมาชิก EU อีกรอบ ถ้าผลการ Brexit ชนะ เมื่อผลปรากฏว่าฝ่าย Brexit ชนะ ผู้นำรัฐบาลอย่าง “เดวิด คาเมรอน” ผู้เสนอให้อยู่ต่อก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แถม กกต.ไทยที่เคยไปดูงานประชามติสกอตแลนด์ที่เคยขอแยกตัวจากอังกฤษมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ ยังแต่งเพลงชื่อเดียวกัน (7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง) รณรงค์ในเรื่องดังกล่าวซะอีก (ก่อนที่จะทนกระแสสังคมไม่ได้จนต้องเปลี่ยนเนื้อเพลง) ก็ยังแฝงความรู้สึกว่าคนบางภาค “อย่าให้ใครหลอก” เพราะเห็นว่าคนเหนือกับอีสานเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคที่ “แอนตี้” รัฐบาลทหาร แต่คนอีกภาค “รักเสรีภาพ รักอิสระ รักประชาธิปไตย” เพราะพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลทหารมีฐานเสียงหลักอยู่ที่ภาคใต้ และเหตุการณ์ประท้วงราคายางในภาคใต้นั่นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของการล้มรัฐบาลเลือกตั้ง ก่อนที่นักการเมืองปักษ์ใต้บางคนจะปลุกกระแสการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยในเวลาต่อมา แม้ว่ารัฐบาลในเวลานั้นจะถอนเรื่องออกจากสภาไปแล้ว แต่ก็หยิบยกเรื่องการคอร์รัปชันและการปฏิรูปประเทศมาเล่นต่อ ถึงขนาดรัฐบาลเวลานั้นยุบสภาไปเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ชาวด้ามขวานส่วนใหญ่ไม่ใช่เหรอที่ยกโขยงไปขวางการเลือกตั้ง แต่น่าแปลกว่าคนพวกนี้กลับยอมรับได้กับการนิรโทษกรรมตัวเองของรัฐบาลทหาร เช่นเดียวกับที่นิ่งเฉยไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลในโครงการรัฐหลายอย่าง คงเป็นเพราะเป็นพวกเดียวกัน เป็นคนที่ตัวเอง “ทอดสะพาน” ให้เข้ามา ต่อให้เลวแสนเลวแค่ไหนก็รับได้อยู่แล้ว ไม่งั้นคนอย่าง “ถาวร เสนเนียม” แห่ง “ม็อบลูกเทพ” คงไม่หลุดปากออกมาหรอกว่า “ร่างรัฐธรรมนูญนี้ต่อให้บกพร่องยังไง แต่แค่กำจัดระบอบทักษิณได้ก็พอแล้ว” ระวังให้ดีเถอะ เพราะตอนนี้คนใต้ส่วนใหญ่แม้แต่คนที่เชียร์พรรคประชาธิปัตย์และคนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็เถอะ ยังรับหลายอย่างของรัฐบาลนี้ไม่ได้เลย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายางพารา และอาจจะเลยเถิดไปถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้

                องค์กรทางการเมืองที่ยึดโยงกับฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง นปช.ก็ได้เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติในส่วนกลางเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน และมีกำหนดเปิดในส่วนภูมิภาคอีกสองสัปดาห์ถัดไป ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลทหาร คสช. ทั้งหัวขบวน 3 ป.และลิ่วล้อขาประจำอย่างนายวันชัย สอนศิริ นายเสรี สุวรรณภานนท์ และพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ทั้งที่นายกฯ ลุงตู่เองก็เคยพูดว่าถ้าจะตั้งก็ตั้งได้ อย่าลืมตรวจสอบพวกตัวเองด้วยล่ะ มาวันนี้ท่านนายกฯ ก็กลับ “ตระบัดสัตย์” (อีกแล้วครับท่าน) จนได้ มาอ้างว่า “ทำไมไม่ไปตรวจสอบโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้วบ้างล่ะ” บ้าง อ้างว่า “เป็นองค์กรที่ไม่มีกฎหมายรองรับ” บ้าง แทนที่รัฐบาลทหาร คสช.จะชื่นชมยินดีที่มีคนมาตรวจสอบความโปร่งใสของตนเองที่อวดอ้างโดยตลอดว่ามียิ่งกว่ารัฐบาลเลือกตั้งชุดไหน ๆ  และถ้า นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงจำนำข้าวขึ้นมาจริง ๆ เดี๋ยว “ไก่อู” ก็ออกมาพูดหรอกว่า “สังคมเคลือบแคลงสงสัยว่าทำไมเอาพวกเดียวกันมาตรวจสอบกันเอง” แบบที่รัฐบาลชุดนี้ทำในการตรวจสอบโครงการจัดซื้อไมค์แพงในทำเนียบฯ โครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่ “ระยำ” ถึงขนาดแอบอ้างเบื้องสูงและเพิ่งไป “ไถเงิน” เทศบาลหัวหินมาอีก และโครงการขุดคลองขององค์การทหารผ่านศึกมาแล้ว และยังไม่คิดจะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ผลิต “ไม้ชี้ผี” GT200 ที่ผู้ผลิตเพิ่งโดนคดีแพ่งต่อจากคดีอาญา ซึ่ง “ใครบางคน” ในรัฐบาลนี้เคย “การันตี” ว่าดีหนักดีหนา พอวันนี้ก็กลับไม่รับผิดชอบคำพูดของตัวเองอีกจนได้ ถึงขนาดประดิษฐ์วาทกรรม “ค่าซื้อความรู้ที่แพงไปหน่อย” แทนคำว่า “ค่าโง่” ก็ด้วย และถ้าศูนย์ปราบโกงของ นปช.ที่จะคอยสอดส่องการลงประชามติร่วมกับ กกต.ไม่มีกฎหมายรองรับจริง เหตุใดถึงเคยมีองค์กรเอกชนอย่างองค์กรกลาง ที่มีพลเอกสายหยุด เกิดผล และรองศาสตราจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร (กกต.ชุดปัจจุบันที่มักจะขยันในเรื่องไม่ใช่หน้าที่) ทำงานร่วมกับ กกต. และมีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่มีองค์กรภาคธุรกิจเป็นแกนนำทำงานร่วมกับ ป.ป.ช.ได้ล่ะ แปลกดีนะ เอาพวกเดียวกันมาตรวจสอบตัวเองและเอาพวกตรงข้ามกับคนอื่น (ก็คือพวกตัวเอง) ไปตรวจสอบคนอื่น ดังเช่น คตส.ที่เคยเล่นงานทักษิณ และแน่นอนว่า “หัวส่ายหางก็ต้องกระดิก” เมื่อคนในกลไกรัฐไม่ยอมรับการตรวจสอบ จึงได้จัดกำลังทั้งทหารและตำรวจไปดำเนินการ “ปลดป้าย” ศูนย์ปราบโกงประชามติทั้งในส่วนกลาง ที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าวจนกลายเป็น “โรงพัก” กลาย ๆ เพราะเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึง “ออกหมายเรียก” แกนนำ นปช.ไปรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.เรื่องห้ามชุมนุมเกินห้าคน และในส่วนภูมิภาค แต่นั่นก็หาทำให้คนไทยหัวใจสีแดงถอดใจในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลทหารแต่อย่างใด ถึงขั้นที่ต้อง “ประจาน” ความ “ตระบัดสัตย์” ของผู้นำประเทศไทยให้เวทีโลกได้รับทราบกันเลยทีเดียว แถมอำนาจรัฐยังมี “ใบสั่ง” ไปยังอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการของ กสทช.ให้ลงดาบซ้ำกับสถานีโทรทัศน์ Peace TV ของ นปช.ทั้งที่เคยโดนสั่งปิดไปแล้วและอยู่ระหว่างการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของศาลปกครองซะอีก และทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านอยากให้ผ่านเหลือเกินมีฉายาว่าฉบับ “ปราบโกง” ถึงขนาดกำหนดหน้าที่ของชนชาวไทยในมาตรา 50 (10) ไว้ว่า “ต้องไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ” แล้วอย่างนี้ชีวิตท่านจะมีคุณค่าพอแก่การดำรงอยู่แบบคำคมของโสเครตีสไหมเนี่ย เพราะดีแต่ตรวจสอบคนอื่น ไม่ยอมให้คนอื่นมาตรวจสอบตัวเองบ้างเลย ไม่ใช่แค่พลิกลิ้นไปมาเท่านั้นนะ พอใครมาเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลทหารทำได้ “ห่วย” กว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ก็ไปย้อนถามเขาว่า “จบอะไรมา เป็นพ่อผมหรือไง” จนเขาต้องย้อนกลับว่าจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ แถมไม่คิดจะแก้ไขปัญหาน้ำ ภายหลังจากที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ จากฝนที่กระหน่ำได้ไม่กี่ชั่วโมง ที่ “ชายหมู” ผู้ว่าราชการเมืองหลวงแสลงใจกับคำนี้ จึงเลี่ยงไปใช้คำว่า “น้ำรอการระบาย” แทน คิดแค่ว่ามีคนหนักแผ่นดิน แผ่นดินก็เลยทรุด จึงทำให้น้ำท่วม นี่คือคำพูดของคนที่ยึดอำนาจการปกครองมาเพื่อ “คืนความสุขให้คนในชาติ” !!! ก็สมควรแล้วล่ะที่ “หม่อมปลื้ม” หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ซึ่งมีพ่อเคยเป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ ต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความไร้วุฒิภาวะของนายกฯ ลุงตู่ ซึ่งก็ไม่วายถูก “ถล่ม” จากบรรดาสารพัดโฆษกของทั้งรัฐบาลและ คสช.ว่า “ไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่” ก็ผู้ใหญ่ทำตัวคาราบาว ๆ แบบนี้เด็กมันจะคารวะได้ยังไง คาราวานกันมาสับให้เละคามือแบบคาราเต้ไม่ให้มันคาราคาซัง จนไม่มีแรงจะร้องคาราโอเกะไปจะเหมาะกว่า

                ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” นี้ก็ยังมีความสับสนในเนื้อหาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เด็กไทยเรียนฟรีที่กำหนดไว้ในร่างมาตรา 54 ว่ารัฐต้องจัดให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี 12 ปี นับตั้งแต่อนุบาลจนถึงการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) แต่ในเพลงฉ่อยของ “สามน้า” กลับบอกว่าเป็น 14 ปีซะงั้น นำมาซึ่งข้อโต้แย้งในทางกฎหมาย เพราะเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้ถ้อยคำว่า “ไม่น้อยกว่า 12 ปี” แต่ในร่างนี้บอกว่า “12 ปี” นั่นคือต้องเท่ากับ 12 ปี เท่านั้น มากกว่าหรือน้อยกว่าก็ไม่ได้! เทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีแดงที่ อม.1/2553 (คดียึดทรัพย์ทักษิณ) ที่ระบุว่าสเปกของดาวเทียมไอพีสตาร์สูงกว่าสเปกของดาวเทียมไทยคม 4 ตามสัญญาสัมปทาน จึงไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมดวงเดียวกัน และไม่อาจใช้แทนกันได้ เหตุผลที่ผมผู้เขียนยกคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ทักษิณขึ้นมาเปรียบเทียบกับเรื่องเรียนฟรี ก็เพราะเงื่อนไขในข้อกฎหมายที่ตายตัว ไม่สามารถตีความให้น้อยกว่าหรือมากกว่านั้่นได้ทั้งสองกรณีนั่นเอง และนำมาซึ่งการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ขยายการเรียนฟรีเป็น 15 ปี โดยขยายต่อไปถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญ (ม.6) สายอาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่า (เช่นนักเรียนเตรียมทหาร) การศึกษาของชาติถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลหลาย ๆ ยุคหลาย ๆ สมัยพยายามปฏิรูปกันมาโดยตลอด จากการออกกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ 2542 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ในรัฐบาลชวน หลีกภัยสมัยที่สอง นำมาซึ่งการปฏิรูปทั้งเนื้่อหาสาระของหลักสูตร การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ การจัดหาทรัพยากร การลงทุนและเทคโนโลยีทางการศึกษา แต่ก็ยังน่าเสียดายว่าผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งคนที่เคยเป็นครูมาก่อนอย่างศาสตราจารย์ ดร.ศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กลับเสนอแนวคิดแปลก ๆ ในการลดระดับการศึกษาภาคบังคับลงเหลือแค่ ป.6 ถ้าใครเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.50 จะขึ้นชั้นมัธยมก็ต้องออกเงินค่าเล่าเรียนเองเองหรือไม่งั้นก็ไปกู้ กยศ. ให้เริ่มเรียนอาชีวศึกษาตั้งแต่ ม.1 และลดสถานภาพของครูให้เป็นเพียงพนักงานของรัฐ โดยไม่ต้องมีเงินวิทยฐานะชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ (คศ.2-5) คนเป็นครูควรจะรู้ปรัชญาการศึกษาว่าทำไมถึงต้องมีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี ทำไมอาชีวะต้องให้เรียนตอน ม.ปลาย ทำไมต้องรบกวนภาระทางการเงินของผู้ปกครอง และทำไมต้อง “หยามหัวใจ” เพื่อนครู (ที่บางคนก็เป็นเสื้อเหลืองเป่านกหวีด) กันด้วย แถมคนเป็น “ครูสอนครู” ในปัจจุบันอย่างอาจารย์ ดร.เปรม สวนสมุทร ก็ออกมา “แขวะ” ว่าที่นิสิตใหม่ต่างคณะของมหาวิทยาลัยที่ตัวเองสังกัดโดยเอาเรื่องหน้าตามาบังหน้าซะอีก

                ข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่ารัฐบาลทหาร คสช.จะเข้ามาสลายสีเสื้อนั้นเป็นแค่ “ราคาคุย” ก็เมื่ออดีตนายกฯ หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะเดินทางกลับจากไปเยี่ยมประชาชนในจังหวัดแพร่ตามโครงการ “เหตุผลที่นายกฯ ต้องมาจังหวัดฉัน” และนั่งเครื่องบินสายการบินนกแอร์กลับกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน ก็ปรากฏว่านักบินผู้ช่วยได้สนทนาในกลุ่มไลน์ของตนเองว่า “มีเหยื่อมาขึ้นเครื่อง” จึงมีคนเสนอขึ้นมาว่า “CFIT (บินโหม่งโลก) ไปเลยสิ” แม้ว่าจะมีคนออกมาแก้ตัวในภายหลังว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่ก็เป็นเรื่องล้อเล่นที่แฝงไปด้วยอคติทางการเมือง ไม่สนใจชีวิตของผู้โดยสารคนอื่น ๆ เป็นร้อยชีวิต สนใจแค่คนที่กูเกลียดเท่านั้น ทีตอนนั้นแอนตี้กฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง แต่คราวนี้กลับจะฆ่าผู้โดยสารตายเหมาลำ ถ้ามีคนบอกว่าพ่อแม่คุณตายแล้วมาเฉลยทีหลังว่าเป็นเรื่องล้อเล่นบ้างล่ะ คุณจะรับได้ไหม ทีแม่จ่านิวตอบคนสนทนาจาบจ้วงเบื้องสูง แค่ตอบไปว่า “จ้า” คำเดียวยังโดนหางเลข 112 ไปด้วยผู้โดยสารทั้งพูดเล่นแซวแอร์โฮสเตสสาวว่า “ระวังเจอระเบิดนะ” หรือส่งภาษาถิ่นกันเองว่า “ระวังลั่น” (ของตกลงมาเสียงดัง) ยังโดนกฎหมายความผิดบางประการเกี่ยวกับการเดินอากาศเล่นงานเลย คนเป็นนักบินที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของคนจำนวนมากถ้ามีจิตใจแบบนี้ก็ไม่ต้องทำหน้าที่นี้เลยจะดีกว่า ร้อนถึง CEO พาที สารสินต้องออกมาขอโทษต่ออดีตนายกฯ ท่านนี้ด้วยตัวเอง

                อีกเรื่องหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติให้คุ้มครองนิกายเถรวาท โดยไม่สนใจนิกายอื่น ๆ อาทิ มหานิกายทั้งพระญวน และพระจีน ซึ่งกฎหมายคณะสงฆ์ไทยยอมรับนับถือเป็นส่วนหนึ่ง และในเวลานี้ที่ “เบอร์หนึ่ง” ของคณะสงฆ์ไทยยังไม่มีองค์จริง เพราะความพยายามเชื่อมโยง “สมเด็จช่วง” ผู้ได้รับเสนอชื่อให้เป็นประเด็นทางการเมือง ทั้งกรณีครอบครองรถโบราณที่ถูกมองว่าเป็นรถหรู และพยายาม “เชื่อมโยง” ไปถึงกรณีพระธัมมชโย ซึ่งได้รับการบวชจากสมเด็จช่วง เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมถึงมีความพยายามเล่นงานพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างเรื่องการขู่ชาวบ้านให้ขายที่ดินสร้างวัด (ยังกะ นช.วัฒนา อัศวเหม ผู้ยิ่งใหญ่บ้านผู้เขียนในคดีคลองด่าน) การรับถวายที่ดินในนามตนเอง ที่เข้าข่ายยักยอกสมบัติวัดจนนำไปสู่ “พระลิขิต” สั่งสึก และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จาก “พระราชภาวนาวิสุทธิ์” เป็น “พระเทพญาณมหามุนี” ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นพระแล้ว การอวดอุตริมนุสสธรรมถึงขนาดบอกว่าเห็นเจ้าพ่อแอปเปิล “สตีฟ จอบส์” ขึ้นสวรรค์ แต่เห็นสองพระอริยสงฆ์อย่าง “พุทธทาสภิกขุ” และ “หลวงปู่มั่น” ตกนรก การเทศนาสั่งสอนญาติโยมว่าใช้เงินทำบุญมากจะได้บุญเยอะ (บรรณาธิการหนังสือพิมพ์แจกฟรีฉบับหนึ่งเคยเขียนวิจารณ์โดยไม่ “แหกตา” ดูป้ายโฆษณาริมทางด่วนใกล้ ๆ ที่ทำงานตัวเองบ้างว่ามีวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงจากสติกเกอร์ท้ายรถ การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “นอกพุทธ” ให้คนสักการบูชา และการสะเดาะเคราะห์ดูดวงมาติดหรา) การรับถวายเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่มีปัญหาการยักยอกเงินจนโดนข้อหาฟอกเงินและรับของโจร (แต่กลับไม่คิดจะเล่นงานหน่วยงานอื่นที่ได้รับเงินบริจาค กลัวหัวหน้าม็อบนกหวีดที่ดูแลองค์กรหนึ่งในนั้นหรือไง) ถึงขนาดที่ DSI เตรียมการบุกจับเหมือนพระธัมมชโยเป็นนักโทษร้ายแรงก็ไม่ปาน และความพยายาม “สาดสีแดง” ให้กับวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย จนกลายเป็นองค์กรศาสนาที่ทรงอิทธิพล คู่ขนานไปกับระบอบทักษิณที่หวัง “เทกโอเวอร์” ประเทศไทย (ทั้งที่มีลูกศิษย์ที่เคยทำธุรกิจแข่งกับทักษิณ และมีเมียด่าเสื้อแดงอย่างเสี่ยบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการดีแทค) จึงนึกสงสัยว่าหากจะเล่นงานพระธัมมชโยจริง ๆ สังคมไทยควรจะหันมาดูกันใหม่ดีไหมว่า

1.เมื่อปี 2541 มีโครงการ “ผ้าป่าช่วยชาติ” ที่ระดมเงินตราต่างประเทศและทองคำเข้าบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อนำไปชดเชยกับที่สูญเสียไปในสงครามโจมตีค่าเงินบาท (แต่เงินนั้นก็กองอยู่เฉย ๆ จนรัฐบาลทักษิณต้องออกกฎหมายให้สินทรัพย์ที่มีผู้บริจาคให้นำเข้าบัญชีสำรองพิเศษของทุนสำรองเงินตราโดยเฉพาะ ไม่งั้นฝ่ายการธนาคารของแบงก์ชาติจะเอาไปทำอะไรก็ได้) จริงไหมว่ามีการพูดจาหว่านล้อมญาติโยมจนยอม “ใจอ่อน” สละทองเข้าคลังหลวง และถ้าโครงการนั้นมีเงินทองที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ จะมีคนหรือพระต้องโดนคดีแบบพระธัมมชโยไหม หลวงตาเจ้าของโครงการดังกล่าวก็เคยพูดถึงขนาดว่าตัวเองบรรลุอรหันต์แล้ว แต่ในภายหลังท่านที่มีฉายาว่า “ถึงพร้อมด้วยญาณ” และเป็น “สหายธรรม” กับพระสังฆราชในเวลานั้นด้วย ก็ยังส่งลูกศิษย์มาประท้วงรัฐบาลทักษิณ เพราะเข้าใจผิดว่าตั้งสมเด็จเกี่ยวมาเป็นสังฆราชมาอีกรูปหนึ่ง และยังถูกลูกศิษย์บางคนที่ล้มละลายทั้งทางการเงินและศีลธรรม แต่บังเอิญว่ามี “สัมพันธ์ลึกซึ้ง” กับอำนาจเหนือการเมือง “เป่าหู” ให้ท่านเข้าใจนายกฯ ทักษิณผิดอีกเช่นกัน ถึงขนาดฟิวส์ขาด “ผรุสวาท” ด้วยของลับผู้หญิงกับนายกฯ ท่านนั้น เพราะเห็นว่าคิดเห่อเหิมล้มล้างราชบัลลังก์ เพื่อหวังเป็นประธานาธิบดี แม้ว่าท่านจะละสังขารมรณภาพไปห้าปีกว่าแล้ว และมีการพระราชทานเพลิงศพหลังมรณภาพได้เพียง 34 วันก็ตาม แต่คำหยาบคายที่ท่านด่าทักษิณมันก็ยังถูกใช้เป็นตราประทับในการเล่นงาน “คนเสื้อแดง” ที่ถูกมองว่าเป็นขี้ข้าทักษิณ “แก๊ง” ลูกศิษย์ของท่านทั้งพระและโยมก็ยังเล่นการเมือง โดยพยายามสกัดขัดขวางไม่ให้สมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราชองค์ใหม่ และเมื่อไว ๆ นี้ยังมีข่าวว่าวัดป่าชื่อท่านที่ฝรั่งเรียกกันว่า “วัดเสือโคร่ง” ก็ยังมีคดีความเรื่องป่าสงวน การครอบครองเสือโคร่ง และเครื่องรางของขลังอีก ซึ่งช่างสวนทางกับท่านที่เป็นนักวิปัสสนากรรมฐานโดยสิ้นเชิง

2.เมื่อปี 2546 มีพระภิกษุจากเชียงรายรูปหนึ่งฉายาว่า “นักปราชญ์ผู้เฉียบแหลมแบบอาวุธพระอินทร์” เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทโจมตีวัดพระธรรมกาย โดยอ้างพระนักวิชาการรูปหนึ่งคือท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) และต่อมาพระเชียงรายรูปนี้ ที่อาจจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนอะไรหรือไม่ ไม่ทราบได้ ก็มีผลงานเขียน งานบรรยายตามสถาบันต่าง ๆ และตามสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะ ASTV และเนชั่น หลายครั้งมีเนื้อหาสาระ “แขวะ” รัฐบาลประชาธิปไตยและทำตัวสวนทางกับสมณเพศ เช่น “ขอบคุณการคอร์รัปชัน ที่ทำให้เราอยากสร้างการเมืองใหม่” “ปีใหม่นี้ขออวยพรให้คนไทยอย่าตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง ที่ปลุกคนในชาติเดียวกันให้มาฆ่ากันเอง” “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” จนกระทั่ง “อร่อยจนลืมกลับวัด” ก็ยังเคยมาแล้ว

3.เมื่อปลายปี 2556 ต่อเนื่องปี 2557 มีพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีคำแปลชื่อว่า “อิสระจากพระพุทธเจ้า” และมีฉายาแปลว่า “นักปราชญ์ผู้ทรงธรรม” ถึงขนาดเคยโกงพรรษาเพื่อขอเป็นเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมมาแล้ว และเคยอ้างว่า “รับงาน” ปราบอลัชชีมาจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน ได้ลุกขึ้นมา “ก่อม็อบ” ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ร่วมกับ “ลุงกำนัน” ถึงขนาดเป็นพญาราชสีห์แห่งเวทีแจ้งวัฒนะ ตั้งยางรถยนต์เป็นบังเกอร์ เอากรวยตั้งขวางถนนไว้ใครขยับโดนเล่นงาน จนนำมาซึ่งฉายา “หลวงปู่หัวกรวย” แถมยังเคยยกพวกไปไถเงินโรงแรมแถวรามคำแหง 39 ซะอีก และนำมาซึ่งคดีความในเวลาต่อมาโดยไม่มีใครแม้แต่ผู้รักษากฎหมายกล้าหืออือ ถึงขนาดกร่างไปทำ “สังฆทานอุบาทว์” กับสมเด็จช่วง และขึ้นโรงพักไปแจ้งความกับพระธัมมชโย จนถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีก็ยังได้

                ทั้งสามกรณีเป็นตัวอย่างของ “พระ” ทีผมผู้เขียนแสดงจุดยืนมาตลอดว่าท่านได้ส่งเสริมให้คนละเมิดศีลธรรม ตรงข้ามกับหน้าที่ของ “สมณะ” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ผิดกับพระที่ทำโครงการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา  จัดสวดมนต์นั่งสมาธิทุกวันอาทิตย์ ให้พระมารับบิณฑบาตจากประชาชน จัดบวชพระบวชเณรบวชศีลจาริณีสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ให้นิสิตนักศึกษามาเข้าค่ายปฏิบัติธรรม ช่วยเหลือคนที่ได้รับทุกขเวทนาทั้งตอนน้ำท่วม 2554 และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าพระอย่างนี้ถูก “เปลว สีเงิน” แห่งไทยโพสต์ด่าว่าเป็น “สมีโย” แล้ว พระสามรูปที่ผมยกขึ้นมาก็ควรจะเรียกได้ว่า “สมีโน” “สมีธี” และ “สมีโม” ตามลำดับได้เหมือนกัน!!! ในยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้นสังกัด DSI “เพี้ยน” ถึงขนาดคิดแบบ “องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน” ว่าในเมื่อปราบยาบ้าไม่สำเร็จ ก็ทำให้ยาบ้าถูกกฎหมายไปเลย หรือคนเป็น “หมอทหาร” อย่างพลตรีนายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ “หลวงปู่หัวกรวย” ก็ยังออกมาด่า 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งครบเจ็ดรอบในปีนี้ว่าเป็นวัน “ขยะแผ่นดิน” เพราะไม่พอใจที่อำนาจเหนือการเมืองถูกลดทอนความสำคัญ ก็สมควรแล้วล่ะที่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายจะอาราธนาให้หลวงพ่อเข้ามอบตัวสู้คดีเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยซะก่อน เพราะขนาดของชั่วรัฐบาลนี้ยังอยากทำให้ถูกกฎหมาย คนชั่วรัฐบาลนี้ยังเกรงใจได้!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

4 กรกฎาคม 2559

 

(ขอฝากบทกลอนให้ใครที่คิดว่า 24 มิถุนายน 2475 เป็นวันขยะแผ่นดินด้วยครับ)

 

เหรียญ ปลอมยอมรับนับขี้ข้า

ทอง แดงแสร้งว่าเป็นทองแท้

แน่น หนักหมักสวะขยะแด

หนา หน้าด้านแท้แหมคนดี

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

24 มิถุนายน 2559

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

สยามทัศนะ (เมษายน-พฤษภาคม 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 6 ฉบับที่ 1-2 เมษายน-พฤษภาคม 2559)

 

             ภายหลังจากที่รัฐบาลทหาร คสช.ประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังเป็น “กฎเหล็ก” ควบคุมผู้มีความเห็นต่าง และให้อำนาจหน่วยงานของรัฐในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ลุงมีชัย” ที่สามารถเลยเถิดไปถึงขนาดบอกให้ประชาชน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญก็มี แถม “ลุงมีชัย” ยังใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งที่เป็นข้าราชการประจำและอาสาสมัคร เช่น  อสม.ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ไป “เคาะประตู” ลงพื้นที่ทุกบ้าน โดยจัดการอบรมวิทยากรเป็นระดับ จากส่วนกลางถึงจังหวัด จากจังหวัดถึงอำเภอ จากอำเภอถึงตำบล โดยวิทยากรระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลนี้ จะมีชื่อเรียกว่า ครู ก ครู ข และครู ค ตามลำดับ แม้ว่า กกต.ทั้งโดยความคิดเห็นส่วนตัวและในทางข้อกฎหมายอนุบัญญัติก็ได้ออก do and don’t หรือสิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ห้ามทำทำสำหรับการออกเสียงประชามติครั้งนี้ แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าอะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐานตัดสินคำว่า “หยาบคาย” “ก้าวร้าว” “รุนแรง” “ปลุกระดม” “ข่มขู่”” หรือแค่ดูง่าย ๆ ว่า “ใครพูด” ก็ตัดสินได้แล้วว่าถูกหรือผิด ท่ามกลางท่าทีของสองพรรคการเมืองใหญ่อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ที่พรรคหนึ่งยังแทงกั๊ก อีกพรรคหนึ่งประกาศ “คว่ำ” ในขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางอย่างภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา (ที่สูญเสีย “มังกรสุพรรณ” บรรหาร ศิลปอาชา ผู้ริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับประชาชนในเวลาต่อมา) เห็นชอบด้วย ส่วนองค์กรการเมืองภาคประชาชนอย่าง นปช.ก็ตั้งโต๊ะแถลงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ (และนำไปสู่แคมเปญรณรงค์ “ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” กล่าวคือต้องไม่ล้มการทำประชามติ ไม่มีการโกงผลคะแนน และให้ประชาชนออกมาเยอะ ๆ สั่งสอนรัฐบาลทหารแบบการเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่พม่านั่นเอง) พร้อม ๆ กับที่ กปปส.โดย “ลุงกำนัน” แถลงจุดยืนในทางตรงกันข้าม พร้อม ๆ กับการ “เล่นงาน”คนเห็นต่างภายใต้แนวคิด “อบรมผู้สร้างชาติอย่างสร้างสรรค์” หรือเอาง่าย ๆ ก็คือการเรียกไปปรับทัศนคตินั่นแหละ โดยเฉพาะรายของ “เสี่ยไก่” หรือนายวัฒนา เมืองสุข ที่โดนทั้งต้นเดือนและกลางเดือนในช่วงสงกรานต์ เพียงเพราะต้องการบอกประชาชนเพียงแค่ว่า “ถ้าท่านคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ก็โปรดลงมติรับ แต่ถ้าหากคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความเจริญของประเทศ ก็โปรดไปลงมติไม่รับแทน” ถึงขนาดโดนจับเข้าค่ายทหารสามวัน ต้องอดข้าวกินมะพร้าวแทนเพราะไม่อยาก “ติดเชื้อในกระแสเลือด” แบบที่หมอหยองเคยโดนจนเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว และในช่วงสงกรานต์เช่นเดียวกัน ก็มีข่าวจับ “ขันแดง” ที่กลายเป็น “ขันปนาวุธ” ที่สำคัญจากอดีต ส.ส.น่านพรรคเพื่อไทยทั้งสามคนก็เพราะ “ทักษิณ ชินวัตร” ศัตรูอันดับหนึ่งของรัฐบาลนี้และผู้อยู่เบื้องหลังเป็นผู้แจก ในส่วนของนักศึกษาที่นำโดย”จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ทึ่ออกมาประท้วงกรณีที่นายวัฒนาถูกควบคุุมตัวและแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกกฎหมาย (ของ คสช.) เล่นงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงขนาดที่นักศึกษาหญิงที่โดนคดีนี้ยังถูก “ตรวจภายใน” เหมือนต้องคดียาเสพติดก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำแม่ของ “จ่านิว” ก็ถูก “เหมาเข่ง” พลอยติดร่างแหในคดีหมิ่นเบื้องสูงเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมซะอีก เพียงแค่ตอบผู้ที่สนทนาหมิ่นเบื้องสูงทาง Facebook ที่ขอโทษที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวแค่คำว่า “จ้า” คำเดียว (อ่านกลอนวิจารณ์กรณีนี้ได้ที่ท้ายตอน) เพราะตรรกะของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มองว่า “ไม่ปฏิเสธก็คือการยอมรับการหมิ่นเบื้องสูงเช่นกัน” แถมช่วงปลายเดือนเมษายนก็ยังปรากฏมีการเล่นงานพลเมืองเน็ตแปดราย ซึ่งสองในแปดนั้นเป็นผู้ดูแล Facebook ของ นปช. ถึงขนาดปีนรั้ว พังบ้าน ใส่รองเท้าเข้าไปจับบางราย โดยอ้างว่าเป็นผู้รับจ้างจาก “โอ๊ค พานทองแท้” ลูกชายเจ้าระบอบทักษิณ ในการจัดทำ Facebook “เรารักพลเอกประยุทธ์” ที่มีเนื้อหาสาระเสียดสีนายกฯ ลุงตู่ ที่สามารถ “โยงไปได้” ว่าทำให้ผู้อ่านรู้สึก “เสื่อมศรัทธา” ในตัวผู้นำ ถึงขนาดจะมาล้มรัฐบาลนี้ได้เลยทีเดียวและก็ค่อย ๆ พัฒนาข้อหาจากการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ กระทบกระเทือนความมั่นคงตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังขึ้นศาลทหารไม่ได้ ให้เป็นการปลุกระดมล้มล้างรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ (ทั้งที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ เช่นเดียวกับการที่พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาขู่ผู้จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นกฎหมายประชามติยังไม่มีผลบังคับ ผิดกับน้องชายของพลเอกสมเจตน์ที่ทำผิดกฎหมายที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ติดคุกเพราะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา112 ที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเพื่อหวัง “ขัง” คนพวกนี้โดยอำนาจศาลได้นาน ๆ หน่อย แต่ศาลทหาร ไม่ว่าจะมีจิตปรานีเองหรือเพราะทานกระแสโลกไม่ไหว ก็ยังเมตตาให้ประกันตัวต่อทั้งแม่จ่านิวและพลเมืองเน็ตเหล่านี้  ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเวลานี้ร้อนแรงด้วยความแล้งน้ำใจของอำนาจเหนือการเมือง ผู้เป็นเจ้าของรัฐบาลนี้พอ ๆ กับอากาศในเวลาเดียวกัน ที่ร้อนและแล้งซะจนขนาดสงกรานต์ที่ผ่านมาแทบไม่มีน้ำให้เล่นจนนำไปสู่ภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” เพราะผลิตผลทางการเกษตรออกมาน้อยกันเลยทีเดียว สวนทางกับ “ซูเปอร์โพล”ที่เพิ่งออกมาบอกว่าคนไทยมีเงินในกระเป๋าเฉลี่ยคนละห้าพันกว่าบาท ด้วยความที่ผู้บริหารซูเปอร์โพลยังมีพฤติกรรมไม่น่าเชื่อถือเพราะถูกกล่าวหาเรื่องเงินในการทำโพลของมหาวิทยาลัยเอกชนย่านหัวหมากจนทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีปัญหา “ผู้บริหารทะเลาะกัน”  ถึงขนาดสภามหาวิทยาลัยแตกออกเป็นสองฝ่าย แทบจะประชุมอนุมัติปริญญาไม่ได้ บัณฑิตจบใหม่จึงเกือบไม่ได้รับปริญญา และกระทรวงศึกษาฯ ต้องเข้ามาดูแลนั่นแหละ

                ด้วยเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารไทยนับตั้งแต่ยึดอำนาจเมื่อสองปีก่อนได้เพิ่มทวีขึ้นอย่างรุนแรงภายหลังมีกฎหมายประชามติ ถึงขนาด “เล่นลูกก็ไม่ได้ก็เล่นแม่ แต่ถ้าเล่นพ่อไม่ได้ก็ล่อลูก”  นี่แหละ ที่ทำให้สังคมโลกต้องตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลที่รัฐบาลนี้ได้กระทำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการ “รุมซัก” ตัวแทนประเทศไทยในเวที Universal Periodic Review (UPR) ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม  ด้วยประเด็นซักถามต่าง ๆ นานา ทั้งการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมือง (และที่สำคัญกว่านั้นคือประเทศที่มีระบอบกษัตริย์หลายประเทศ อาทิ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สเปน ญี่ปุ่นซะด้วยที่ถามเรื่องนี้) และนำไปดำเนินคดีในศาลทหารซึ่งมีกระบวนพิจารณาและโครงสร้างต่างจากศาลพลเรือน การเรียกผู้เห็นต่างไป “ปรับทัศนคติ” การให้อำนาจทหารเสมือนตำรวจในการปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่ามีอิทธิพล ทั้งการจับกุม คุมขัง สอบสวน นอกเหนือจากการดำเนินมาตรการทางการค้าที่ทำมาก่อนหน้านี้ อาทิ การขึ้นธงแดง เพื่อประกาศว่ามาตรฐานการบินของไทยมีปัญหา เช่นเดียวกับการจัดลำดับการประมงไทยว่ามีปัญหาผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมหรือ IUU พฤติกรรมที่รัฐบาลนี้พยายาม “โกหกตอแหล”  ชาวโลกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย 99.99% แต่กลับปิดกั้นเสรีภาพของคนเห็นต่าง พอแก้ปัญหาประเทศไม่ได้เข้าหน่อยก็ “โยนขี้” ให้รัฐบาลก่อน  นี่กระมังจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและนักวิชาการแนวร่วมอยากให้องค์กรระหว่างประเทศได้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์การทำประชามติ 7 สิงหาคม เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานตรวจสอบความบริสุทธิ์โปร่งใสที่รัฐบาลนี้คุยหนักคุยหนาว่ามีเยอะกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง แทนที่รัฐบาลทหารจะดีใจที่มีคนมาร่วมพิสูจน์ความโปร่งใสของตน และพิสูจน์มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคบรรดาที่ชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครอง ฯลฯ และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ”  แต่กลับกล่าวหาคนหวังดีกับประเทศเหล่านี้ว่า “ชักศึกเข้าบ้าน” และยังแสดงอาการ “ใจแคบ” ไม่ยอมรับความหวังดีของคนอื่น แม้ว่านานาชาติมหาอำนาจเหล่านี้ออกมาวิจารณ์ประเทศไทยบนพื้นฐานแห่งการแสวงหา “ผลประโยชน์” จากประเทศไทยเข้าสู่ตัวเองก็ตาม แต่คนไทยก็ควรจะมีส่วนร่วมในผลประโยชน์นี้ด้วย ไม่ใช่มา “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” ซึ่งไม่ต่างอะไรจากที่พริตตี้ตัวแม่ “หญิงแย้ นนทพร” ต้องหย่าจากสามีศัลยแพทย์เพราะ “รับไม่ได้” ที่สามีอยากให้ปรับปรุงตัวเองในการเลิกพฤติกรรมแต่งตัวโป๊และเที่ยวกลางคืนที่เสียทั้งเงิน เวลา และสุขภาพ ด้วยการ “สวนกลับ” ทูตอเมริกาทั้งจากโดยนายกรัฐมนตรีที่ “ปากเสีย” พูดไปได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่รังเกียจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” อดีตนักการทูตแท้ ๆ ที่พยายาม “แถ” ทูตอเมริกาที่มาแสดงจุดยืนเรื่องความห่วงใย และบรรดา “สมุนนกหวีดคนดี” ทั้ง “ดร.ไข่ผง อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตที่เพิ่งมีเด็กโกงสอบเข้าหมอด้วยวิธีทันสมัย “เจ๊ติ่ง มัลลิกา” ผู้เคยเอาเรื่องเซ็กซ์เล่นงานอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์แต่ตัวเองก็เจอพิษ “คลิปโป๊คนหน้าเหมือน” “เจ๊ปู จิตกร” นักจัดรายการตัวเป็นชายใจเป็นหญิงที่ชอบแขวะอดีตนายกฯ ชื่อเล่นเดียวกัน “หลวงปู่หัวกรวย” ผู้เล่นงานพระรูปอื่นเรื่องรับของโจร จนนำไปสู่การ “ตั้งธง” เล่นงานเพื่อหวัง “แขวะ” องค์อุปัธยาจารย์ว่าไม่เหมาะสมจะเป็นสังฆราชองค์ใหม่ ถึงขนาดอาพาธอยู่ก็ยังอยากจะให้เอา “กองกำลัง” ไปจับกุมซะให้ได้ แต่ตัวเองก็รับเงินถวายจากคนโกงบริษัท และ “กลุ่มสตรีศรีสยาม” ซึ่งมีสตรีศรีนกหวีดอย่าง “แอร์ฯ น้ำผึ้ง” ที่เคยคิดจะเอากาแฟสาดใส่ลูกสาวเจ้าระบอบทักษิณเป็นแกนนำ ที่ออกมา “รุม” ทูตอเมริกาถึงขนาดไล่กลับประเทศ เพราะมายุ่งวุ่นวายกับกฎหมาย “ปกป้องพ่อ” โดยไม่แคร์กฎหมายอาญาอีก 22 มาตราต่อมาเรื่องการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยซะงั้น ถ้าคิดแบบนี้ตอนสกอตแลนด์ทำประชามติแยกตัวออกจากอังกฤษ กกต.ไทยก็ไปดูงาน ผลออกมาคือสกอตแลนด์ก็ยังคงรวมอยู่ใน “สหราชอาณาจักร” ต่อไป แล้วถ้าเกิดผลออกมาในทางตรงกันข้าม คือสกอตแลนด์กลายเป็นประเทศใหม่ขึ้นมาล่ะ กกต.ไทยจะถูกมองว่ายุยงให้แบ่งแยกดินแดนไหม และประเทศไทยก็ควรไป “ลาออก” จากสมาชิกองค์การระหว่างประเทศให้หมด หรือไม่ก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 4 ซะจะดีกว่า แถมบรรดาคนหน้าเดิม ๆ ที่ออกมา “แอนตี้” นานาชาติแต่ก็กลับ “ดัดจริต” หาเงินให้ประเทศเหล่านี้ใช้ ทั้งเล่น Facebook ผ่านมือถือไอโฟนในระบบดีแทค กินแมคโดนัลด์ ดื่มกาแฟสตาร์บัคส์ ขับรถเบนซ์ BMW เติมน้ำมันเชลล์ เอสโซ่ คาลเท็กซ์ จริงอยู่ว่าธุรกิจที่เอ่ยชื่อมาเหล่านี้ (และอีกมากมาย) เป็นของเอกชน แต่เมื่อบริษัทเอกชนเหล่านี้มีกำไร ก็จะต้องส่งภาษีคืนให้กับรัฐบาลกลางของตนเองไม่ว่าจะเป็นที่วอชิงตัน ลอนดอน ออสโล ฯลฯ อยู่ดี และเดี๋ยวนี้รัฐบาลเหล่านี้ก็กำลังออกกฎหมาย “รีด” ภาษีจากบริษัทสัญชาติตัวเองที่ไปดำเนินกิจการในต่างประเทศ ดังเช่น FATCA ของอเมริกาอีกด้วย เท่ากับว่าเมื่อคุณบริโภคสินค้าและบริการของบริษัทสัญชาติใด ๆ ก็ตาม เท่ากับคุณมีส่วน “หาเงิน” ให้รัฐบาลประเทศนั้น ๆ ใช้นั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ดร.ทักษิณ ผู้ตกเป็น “จำเลย” ของรัฐบาลว่าจ้างล็อบบียิสต์เพื่อโจมตีการทำงานของ คสช.ในเวทีโลกด้วยเช่นกัน เพื่อหวังกลับคืนสู่อำนาจ ก็ยังออกมา “สวนกลับ” นายกรัฐมนตรีปัจจุบันซึ่งเป็นรุ่นน้องเตรียมทหารสองรุ่นว่า “อดทนมานานแล้ว คุณกลับไปดูคำพูดตัวเองดีกว่าว่ามันทำลายชาติบ้านเมืองแค่ไหน” 

                เพียงวันเดียวหลังจากที่ประเทศไทยกำลัง “แก้ตัว” เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั่นเอง ก็มีข่าวการบุกตรวจค้นผู้มีอิทธิพลในเขตจังหวัดสมุทรปราการ โดยมุ่งเน้นไปที่บ้านพักของนายประชา ประสพดี และนายวรชัย เหมะ แห่งพรรคเพื่อไทย นายชาญ ไชยะ หรือ “หนุ่ม โคราช” แห่งกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน และบ้านของแนวร่วมเสื้อแดงที่ต้องสงสัยว่าเป็นมือสังหาร “สุทิน ธราทิน” แนวร่วมนกหวีดที่มาขัดขวางการเลือกตั้งปี 2557 ที่วัดศรีเอี่ยม โดยละเว้นที่จะไม่ตรวจค้นบ้านพักของนายวัฒนา อัศวเหม นักโทษหนีคดีคลองด่านที่ทำให้เกิดข้อพิพาทว่ารัฐบาลต้องจ่าย “ค่าโง่” ในการทำโครงการนี้บนที่ดินที่นายวัฒนาไป “บังคับซื้อ” มาจากชาวบ้านทั้ง ๆ ที่ซื้อขายไม่ได้หรือไม่ เช่นเดียวกับก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ ที่มีข่าวการตรวจค้นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม โดยมุ่งเป้าไปที่บ้านนักการเมืองตระกูลสะสมทรัพย์ที่สังกัดพรรคเพื่อไทย โดยไม่ “กล้า” พอที่จะไปค้น “วัดอ้อน้อย” ของหลวงปู่หัวกรวยที่เคย “ซ่องสุม” กำลังพลไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาแล้ว ในฐานะที่พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าทีมตรวจค้นทั้งสองจังหวัด และมีญาติเป็นเจ้าของเพลง “คิดไปเป็นชาวเกาะ” และ “ไปทะเลกันดีกว่า” ก็ต้องบอกว่าคนอย่างพลตำรวจเอกศรีวราห์น่ะ “คิดแต่จะเกาะอำนาจเหนือการเมือง” เพราะฉะนั้นก็ “ออกทะเลไปซะจะดีกว่า”

            และในขณะรัฐบาลทหารและแนวร่วมพยายามบอกสังคมมาตลอดว่ารัฐบาลเลือกตั้งโดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับทักษิณมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน โกงภาษี เล่นพรรคเล่นพวก ใช้เงินซื้อประชาชน จึงต้องสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะสกัดขัดขวางคนพวกนี้ให้อยู่หมัด แต่ก็ยังมีข่าวการบรรจุหลานชายของนายกฯ ลุงตู่ ซึ่งเป็นลูกของพลเอกปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ารับราชการเป็นนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 โดยอ้างว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน และต้องการให้ลูกชายที่จบนิเทศศาสตร์ได้มีงานทำมั่นคง ทั้งที่ลูกชายของพลเอกปรีชาทำงานอยู่ ปตท.สผ. บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำของประเทศ เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการทหารเป็นไหน ๆ  หรือพลเอกปรีชาคงเห็นราคาน้ำมันตลาดโลกลงเอา ๆ เลยกลัว ปตท.สผ.จะปลดลูกตัวเองออกแบบที่เชฟรอนประเทศไทยทำมาแล้ว แถมลูกหลานชาวบ้านถูกเกณฑ์เข้ารับราชการสองปีก็กลับมีข่าวว่าถูกซ้อมจนตาย โดยหาข้ออ้างเรื่องยาเสพติดมาบังหน้า อย่างนี้จะพูดได้ไหมว่า “ลูกชาวบ้านเป็นไอ้เณรเห็นตายตก หลานนายกฯ เป็นทหารผลาญภาษี” รวมถึงการที่นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ได้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยเข้าตรวจสอบการทุจริตการขุดลอก “บึงหนองพล” ซึ่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เป็นผู้รับเหมาเช่นเดียวกับที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ แต่ก็กลับถูกรัฐบาลทหารออกมาบอกว่าพรรคเพื่อไทยไปหลอกชาวบ้านถือป้ายประท้วง “no corruption ไม่รับคอร์รัปชัน” ส่อนัยไปถึงเรื่องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะออกมาสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมให้สมกับความเป็น “คนดี” ที่พูดมาตลอด และข่าวการ “แฉ” เอกสารการจัดตั้งบริษัท “เปลือก” เพื่อหวังหลบเลี่ยงภาษีของนักธุรกิจนักการเมือง นักกีฬา และดารานักแสดงหลายรายที่เรียกว่า “Panama Papers” ซึ่งในประเทศไทยก็ปรากฏชื่อ “คุณหญิงอ้อ” ภรรยาแห่งเจ้าระบอบทักษิณ (ตอนตั้งบริษัทยังไม่ได้เป็นคุณหญิง) และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ผู้เป็นพี่ชาย ศิลปินแห่งชาติ “แอ๊ด คาราบาว” หรือนายยืนยง โอภากุล เจ้าของผลิตภัณฑ์คาราบาวแดง “แหม่ม คัทลียา” เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงที่อ้างเรื่อง “กินยาสตรีเบนโล” กลบเกลื่อนข่าวท้องก่อนแต่งเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน “เสี่ยปั้น”  บัณฑูร ล่ำซำ แห่งธนาคารตรารวงข้าว พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน คนใกล้ชิดผู้ใหญ่บ้านสี่เสา เครือญาติกลุ่มคิงพาวเวอร์ เจ้าของทีมฟุตบอล “จิ้งจอกสยาม” ซึ่งเพิ่งซื้อมา และเพิ่งได้แชมป์พรีเมียร์ลีกนับแต่ก่อตั้งมา 132 ปีเช่นกัน ห้างเซ็นทรัล และเครือสหพัฒน์ ด้วยความที่มี “คนดี” รวมอยู่ด้วยล่ะมั้ง ผู้เกี่ยวข้องจึงพยายาม “แถ”  ไปว่า  “ไม่ใช่ฟอกเงินเสมอไปหรอก” ลองมีแต่ชื่อเมียทักษิณคนเดียวสิ คำตอบจะออกมาแบบนี้ไหม และการตั้ง  “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี” เพื่อทำธุรกิจจำหน่ายสินค้า OTOP ซึ่งริเริ่มในรัฐบาลทักษิณแท้ ๆ แต่ต้อง “เกทับบลั๊ฟแหลก” ว่าประชานิยมเหมือนปุ๋ยเคมี ใช้แล้วพืชโตเร็วก็จริงแต่ทิ้งความเสียหายให้กับดินในระยะยาว แต่ประชารัฐเหมือนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เห็นผลช้า (จะสัก 20 ปีหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน โดยให้ลูกชายเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และลูกชายเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มาร่วมทุนด้วย ก็สมควรแล้วล่ะที่ “แป๊ะหัวหมู” สนธิ ลิ้มทองกุล จะออกมาโจมตีรัฐบาลทหารของ “แป๊ะ” ว่าสุดท้ายก็ต้องพึ่งนายทุน

                ค่ำวันที่ 18 พฤษภาคมตามเวลาประเทศไทย ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยที่มีโค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกรเป็นผู้ฝึกซ้อม นำโดย “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ และ “ดาวตบสาว” อีกหลายคน ต้องพ่ายในการคัดเลือกเข้าสู่โอลิมปิกให้กับทีมเจ้าภาพญี่ปุ่น ท่ามกลางข้อครหาที่ว่าเกิดปัญหาในระบบการส่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้เล่นให้กรรมการตัดสินผ่านแท็บเล็ต จึงทำให้ผลคะแนนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญที่ไม่อาจแก้ไขได้ เพื่อหวังให้เจ้าภาพที่เกือบจะตกรอบอยู่แล้วได้เข้ารอบโดยง่าย ส่งผลให้ชาวไทยหลายคนต้องออกมา “วิพากษ์” เมืองปลาดิบผ่านโลกออนไลน์ ก่อนหน้านั้นไม่นาน ในประเทศไทยนี่แหละ ก็เพิ่งมีข่าวชายพิการผู้ทำขนมปังขายเลี้ยงครอบครัวต้องถูก “รุมยำ” โดยโจ๋กลุ่มหนึ่งที่มี “ลูกตำรวจ” เป็นหัวโจกจนชีวิตดับดิ้นสิ้นไป โลกออนไลน์บางส่วนเช่นกันก็พยายามหาข้อกฎหมายมา “ปกป้องคนฆ่า สมน้ำหน้าคนตาย” ซะงั้น ทั้งปรากฏการณ์นี้และเรื่องการประท้วงนานาชาติที่วิพากษ์วิจารณ์ไทยที่กล่าวไปเมื่อสองย่อหน้าก่อน อาจจะแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม “ดัดจริต” และ “ตรรกะวิบัติ” ของคนบางพวกดังที่เคยเป็นมาตลอดได้พอ ๆ กับกรณีการเตรียมถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 โดย ป.ป.ช. ที่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยเจ้าระบอบทักษิณถูกกล่าวหาว่าสั่งฆ่าคนตายเพียงแค่สองราย ทั้งที่มีหลักฐานทางนิติเวชชัดเจนว่าคนทั้งสองพกระเบิดไปตายเอง ไม่งั้นคงไม่มีฉายา “จ๊าบซีโฟร์ โบว์ปิงปอง” หรอก แต่เพราะด้วยความที่ผู้ตายรายหลังได้รับความสำคัญ “เป็นพิเศษ” ถึงขนาดได้รับความเมตตาจาก “บุคคลระดับสูง” ในโอกาสสุดท้ายของชีวิต ความที่นายกฯ และ ผบช.น.ในขณะนั้นดองญาติและเป็นเพื่อนกับคนที่ตัวเองไม่ชอบตามลำดับ และด้วยความที่ ผบ.ตร.เวลานั้นเป็นน้องชายของรองนายกฯ ผู้กำกับดูแลตำรวจเวลานี้ ที่ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบันก็เคย “ไปนั่งหน้าห้อง” ในตำแหน่งรองเลขาฯ นายกฯ หรือเลขาฯ ของรองนายกฯ นั่นเอง จึงทำให้ชาวคณะเสื้่อเหลือง “อดรนทนไม่ได้” กับกรณีดังกล่าว แถมแนวร่วมเสื้อเหลืองบางคนอย่าง สปท.เสรี สุวรรณภานนท์ ก็ออกมาเสนอพระราชกำหนดรอการกำหนดโทษ เพื่อหวัง “ช่วยเหลือพวกเดียวกัน” โดยมีเงื่อนไขต้องรับสารภาพในชั้นศาลเสียก่อน และห้ามผู้ได้รับการรอลงอาญานี้เล่นการเมืองอีกเลยตลอดชีวิต ทั้งนี้การรอลงอาญาตามกฎหมายนี้จะยกเว้นผู้ต้องคดีทุจริตวางเพลิงเผาทรัพย์และหมิ่นเบื้องสูง นี่ขนาดจะรอลงอาญายัง “ตั้งแง่” ไม่ให้กลุ่มการเมืองอื่นได้รับประโยชน์ แถมต้องบังคับรับสารภาพทั้งที่ไม่ได้ทำผิดจริงอีกต่างหาก และในโอกาสที่เดือนพฤษภาคม 2559 นี้เป็นโอกาสครบรอบปีของสามเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมือง ทั้ง 24 ปี พฤษภาทมิฬ 6 ปี สลายการชุมนุมเสื้อแดง และ 2 ปี คสช.ยึดอำนาจการปกครองประเทศ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งญาติวีรชนที่ถูกปราบปรามในสองเหตุการณ์แรก และประชาชนที่ถูกปล้นอำนาจไปในเหตุการณ์ที่สาม ก็ได้ออกมาจัดกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียที่ได้รับ ก็ไม่แปลกใจเลยที่ “บรรดาคนดี” บางพวกจะไม่คิดอยากช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ที่ทหารฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง ย้อนไปอ่านดูก็ได้ว่าผมผู้เขียนเรียกทหารว่าอย่างไร คิดอย่างเดียวว่าจะช่วย “พวกตัวเอง” ยังไงดี จน นปช.ต้องออกมา “กระทุ้ง” ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีดังกล่าวด้วยมาตรฐานเดียวกับที่ ป.ป.ช.ชุดที่แล้วเคยฟ้องคดี 7 ตุลามาแล้ว และก็ไม่แปลกใจเลยที่ “บรรดาคนดี” อีกนั่นแหละจะ “ยกโขยง” นั่งรถตู้มาจากต่างจังหวัด เพื่อจัดฉากว่าเป็นคนในพื้นที่ มาต่อต้านกลุ่มนักศึกษาที่จัดกิจกรรมครบรอบสองปีของ คสช.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “คนดี๊ดี” บางคนก็หน้าคุ้น ๆ ถึงขนาดไปยืนดูคนชูนิ้วกลางและตะคอกใส่ “จ่านิวและเพื่อน” ที่ไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์อย่างหน้าตาเฉยก็เคยมาแล้ว ก็ใช่น่ะสิ! เพราะคนคนนั้นเขาทำงานในหน่วยงานเจ้าของโครงการอุทยานราชภักดิ์นั่นแหละ จึงดีแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่ไม่ยินดีที่จะให้คนอื่นมาตรวจสอบตัวเอง ว่าสองปีที่ผ่านมาคนไทยทั้งเหลืองทั้งแดงต่างถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาคเฉพาะในทางเศรษฐกิจ หรือพูดง่าย ๆ ว่า “จนเสมอภาคกัน” เท่านั้น ขนาดมีแนวคิดจะตัดเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่กลับมีเงินจะไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เลย ส่วนในทางการเมืองก็ยังคงสองมาตรฐานอยู่ดี ไม่งั้นคนอย่าง “ถาวร เสนเนียม” แห่ง กปปส.ที่ต่อต้านระบอบทักษิณแท้ ๆ คงไม่ออกมาพูดหรอกว่า คสช.ทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามทักษิณซะเอง และแม้ว่าคนอย่างนายถาวรและใคร ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์จะออกมา “กระแหนะกระแหน” รัฐบาลทหาร คสช.เท่าใดก็ตาม แต่ก็หาถูกเรียกไปปรับทัศนคติแบบที่คนพรรคเพื่อไทย นปช. และบรรดาแนวร่วมโดนไม่

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

31 พฤษภาคม 2559

20160509-k 20160510-k

(ภาพจากการ์ตูนขาประจำโดยขวด หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2559)

 

แค่ตอบกลับว่า “จ้า” พาติดคุก

เหมือนไฟลุกตามทางสว่างจ้า

จุดติดขึ้นเมือใดใกล้เวลา

“พอแล้วจ้า” อำนาจขาดไตร่ตรอง

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

9 พฤษภาคม 2559

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

สยามทัศนะ (มีนาคม 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 12 มีนาคม 2559)

 

          มีนาคม 2559 เดือนที่ดาวมฤตยู (Uranus) เคลื่อนเข้าสู่ลัคนาราษีเมษ ซึ่งตำราไทยคลาดเคลื่อนไปจากการคำนวณของอเมริกากว่าสามเดือน ท่ามกลางปริศนาที่ว่าจะการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยน่ะเปลี่ยนผ่านอะไรกันแน่ เกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญที่พยากรณ์กันว่าจะต้องสูญเสีย ที่ยังไม่เป็นไปตามนั้นหรือไม่ แต่สัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องทั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ก็เกิดอุบัติเหตุต้นจามจุรี ต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นล้มทับนิสิตหลายรายจนบาดเจ็บ ในส่วนของธนาคารพาณิชย์เก่าแก่แห่งแรกของไทย ที่ในยุคแรกต้องรับพนักงานจากคนจบมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเพียงแห่งเดียว ก็มีข่าวถังดับเพลิง “ไพโรเจน” ระเบิด ส่งผลให้เกิดการดูดอากาศจนขาดออกซิเจน ส่งผลให้มีคนตายและเจ็บป่วยอีกเช่นกัน ถือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับ “แบงก์ใบโพธิ์สีม่วง” อีกครั้งในรอบหนึ่งปี หลังจากเมื่อปีกลายหลังเกิดเหตุการณ์ “เทคโนฯ ลาดกระบัง” มาแล้ว ไม่กี่วันหลังเกิดเหตุการณ์ทั้งที่จุฬาฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ รัฐบาลทหาร คสช.ก็ได้จัดส่งข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญจากร่างเดิม (อ่านตอนวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559) ให้แก่ “ลุงมีชัย” ทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ให้ใหญ่ขึ้น หนึ่งเขตเลือกตั้งมี ส.ส.ได้สามคน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับเลือกได้เพียงคนเดียว ไม่ต้องให้แต่ละพรรคเสนอชื่อนายกฯ เพิ่มจำนวน ส.ว.จาก 200 เป็น 250 คน โดยให้มี ส.ว.โดยตำแหน่งของปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่อนุญาตให้ข้าราชการประจำ “ถ่างขา” ควบเก้าอี้ ส.ว.ได้ แถมยังให้บรรดา ส.ว.ลากตั้งพวกนี้ “ซักฟอก” รัฐบาลเลือกตั้งได้เหมือน ส.ส. ชนิดที่เรียกว่า ผบ.เหล่าทัพซึ่งมีสถานะเทียบเท่าอธิบดี สามารถ “ซักฟอก” รัฐมนตรีซึ่งเป็นนายของตนก็ได้ด้วย ท่ามกลางข้อสังเกตที่ว่าต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นรัฐบาลผสม เพราะผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกันทั้งสามคน ก็ต้องแข่งกันเองเพื่อให้ได้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกตนเข้าไป เพราะเลือกได้แค่คนเดียว ส่งผลให้ผู้สมัครจากพรรคหนึ่ง ๆ อาจได้เป็น ส.ส.ไม่ครบสามคน ที่เหลือก็อาจจะเป็นพรรคอื่น ๆ แทรกเข้ามา เมื่อเป็นรัฐบาลผสมแล้ว ฝ่ายทหารก็เรียกมา “เกลี้ยกล่อม” ให้เลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ ได้ง่ายหน่อย หากเป็นพรรคใหญ่ จำนวน ส.ส.มากแล้วล่ะก็ โอกาสที่เสียงข้างมากจะปฏิเสธนายกฯ คนนอกย่อมมีสูง และ ส.ว.ซึ่งมีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของฝ่ายทหารและตำรวจรวมอยู่ด้วย ก็ไม่ต่างอะไรจากการ “สืบทอดอำนาจ” ของคณะรัฐประหาร เนื่องจากองค์ประกอบแทบไม่ต่างอะไรเลยจาก คสช.ปัจจุบัน พร้อม ๆ กับกระแสการต่อต้านของสองพรรคการเมืองใหญ่ ที่นาน ๆ ทีจะสามัคคีกันได้ สงสัยที่อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เคยพูดไว้ว่า “เขาอยากอยู่ยาว” มันจะเป็นจริงซะล่ะมั้ง และความที่ “เขาอยากอยู่ยาว” นี้เองที่กลายเป็น “แรงผลักสำคัญ” ที่ทำให้ คสช. ต้องออกมาขู่ กรธ.ว่าจะ “ตื๊อแล้วตื๊ออีก” เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ “ตามใจตัวเอง” แม้ว่าเมื่อสรุปร่างสุดท้ายแล้ว คสช.จะได้ไม่ครบตามที่ประสงค์ ส.ส.ก็เขตละคน (ร่างมาตรา 85) ทั้ง ส.ว.ก็ไม่ได้ลากตั้งทั้งหมด แต่ให้ใช้ระบบ “เลือกตั้งทางอ้อม” เป็นชั้น ๆ (layer) จากอำเภอสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่ประเทศ จำนวน 200 คน (ร่างมาตรา 107) การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในวาระแรกและวาระสาม ส.ว.ต้องเห็นด้วย เกิน 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด แต่ในวาระที่สามได้ปรับแก้เงื่อนไขจากเดิมทุกพรรคต้องมี ส.ส.อย่างน้อยพรรคละ 10% เห็นชอบ เปลี่ยนเป็น 20% ของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านต้องเห็นชอบ จึงจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาได้ (ร่างมาตรา 256 (3) และ (6))รวมถึงขยายสาระเรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นหมวด 16 ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ โดยพูดถึงเรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ทั้งด้านทรัพยากรน้ำ ด้านที่ดิน ด้านการกำจัดขยะ ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (ร่างมาตรา 257-261) โดยยัง “ไม่นำพา” ต่อการปฏิรูปกองทัพเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว ทั้งที่กองทัพเข้ามาจัดระเบียบประชาธิปไตยของประชาชน แต่ “ลุงมีชัย” เสือกตอบนักข่าวในวันที่ร่างสุดท้ายคลอด (29 มีนาคม) ว่า “ไม่ปฏิรูปกองทัพ เพราะกองทัพไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชน แต่ตำรวจทำงานกับประชาชน ต้องปฏิรูป” ซึ่งโดยภาพรวมถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เปลี่ยนแปลงจากที่ กรธ.เสนอไว้เดิมบางส่วน แต่ยังดีที่บทเฉพาะกาลยังกำหนดให้ ส.ว.ผบ.เหล่าทัพยังอยู่รวมกับ ส.ว.อื่น ๆ ที่ คสช.ลากตั้งเป็น 250 คน ที่ “อธิบดี” สามารถเล่นงาน “รัฐมนตรี” ได้ โดยอ้างเรื่อง “กาปฏิรูปประเทศ” มาบังหน้า (ร่างมาตรา 269-270) และนายกฯ คนนอกที่ คสช.เสนอก็ยังอยู่ ด้วยเงื่อนไขว่าสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อยสองในสาม (500 จาก 750 คนของทั้ง ส.ส.และ ส.ว.) ต้องเห็นชอบ!!! (ร่างมาตรา 272) และในร่างมาตรา 279 มาตราสุดท้าย แน่นอนที่สุด ยังคง “นิรโทษกรรม” ความผิดทุกประการของ คสช.แอนด์เดอะแก๊งไว้เช่นเดิม

                แถม คสช. ก็ยัง “เพิ่งตื่น” เดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งที่ยึดอำนาจมาเกือบจะสองปีแล้ว โดยเฉพาะชื่อที่ปรากฏต่อสังคมก็มีนักการเมืองและอดีตทหารชื่อดังผู้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกับ “ใครที่ตัวเองไม่ชอบ” เพราะทัศนคติของพลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช. ที่มองนักการเมืองเป็น “ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” ต่อประชาชน หรือจริง ๆ แค่อยาก “ปรับทัศนคติ” ให้นักการเมืองพวกนี้ “หงอ” ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงขนาดจะเปิดหลักสูตร “ล้างสมอง” กันแน่ แต่หากไปถามทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองเข้าจริง ๆ  ก็ยังนิยาม “ผู้มีอิทธิพล” แทบจะไม่เหมือนกันเลย ก่อนสิ้นเดือนไม่กี่วัน คสช.จึงได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ 13/2559 “ติดดาบ” ฝ่ายทหารให้ยิ่งกว่าฝ่ายตำรวจในการ “จัดการ” กับ “ผู้มีอิทธิพล” ได้อย่างเต็มที่ พฤติกรรมกระหายอำนาจของรัฐบาลทหารไทยในนาม คสช.นี้ ช่างสวนทางกับรัฐบาลทหารของประเทศข้าง ๆ อย่างพม่าที่ได้ “ติน จ่อ” มาเป็นว่าที่ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในรอบหลายทศวรรษ พร้อม ๆ กับที่ “ออง ซาน ซูจี” วีรสตรีเพื่อประชาธิปไตยจะได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีสี่กระทรวง เพื่อเตรียมตัวคืนอำนาจให้ประชาชนซะเหลือเกิน ไม่เพียงเท่านั้น คสช.ยังได้ “สะท้อนภาพ” การยึดอำนาจไปยังวงการการศึกษาด้วยการ “ปลุกผี” ศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมา พร้อม ๆ กับการทำลายคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงโดยผ่านทางศึกษาธิการภาคและจังหวัด และลดทอนอำนาจการ “ปกครองตนเอง” ของเขตพื้นที่การศึกษา

          แต่ในขณะที่ยังไม่เปลี่ยนผ่าน เราก็ยังได้เห็นอำนาจเหนือการเมือง “เปิดหน้าชน” ทั้งกับพวกเดียวกันและไม่ใช่ โดยเฉพาะกรณีนายพลเรือเอกชื่อคล้าย ๆ ป้อมยุทธนาวีปากน้ำ “พะจุณณ์ ตามประทีป” ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็น “เด็กป๋า” ซึ่งได้ออกมา “แชร์” และ “แฉ” ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ เพื่อ “ตั้งป้อม” พาดพิง “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์อย่างเต็ม ๆ ด้วยความที่ “บิ๊กป้อม” มีน้องชายชื่อ “บิ๊กป๊อด” พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ถึงขนาดที่พลเรือเอกพะจุณณ์แอนด์เดอะแก๊งต้องพูด “ถ้าอยากรู้ว่าจริงไหมก็ไปถามบิ๊กป๊อดดูสิ” ท่ามกลางความสงสัยของสังคมว่าคนอย่างพลเรือเอกพะจุณณ์ อดีตนายทหารเรือพรรคนาวิกโยธิน ผู้เป็น รปภ.ประจำตัวป๋าเปรมมาตั้งแต่ยศเรือโท ภายหลังจากที่ป๋าถูกนักศึกษารามคำแหงชกหน้า ไม่เคยได้ร่วมสมรภูมิสำคัญ ๆ เลย แต่ได้เป็นนายพลเรือในอัตรา “แขวน” เช่นเดียวกับหลายคนในกองทัพไทยที่เหลือเวลาราชการอีกครึ่งปีก็ได้เป็นพลเอก ปล่อยให้นายพลล้นกองทัพแต่รบไม่เป็นแบบนี้ ปัญหาความมั่นคงของประเทศไม่ต้องถึงขนาด IS ถล่มสนามบินเบลเยียมเมื่อไว ๆ นี้หรอก เอาแค่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขนาดยิงกันในโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ พวกคุณก็ปล่อยให้เกิดได้อย่างหน้าตาเฉย แถมเวลากองทัพมีเรื่องราวน่าสงสัยอย่าง “อุทยานราชภักดิ์” ก็กลายเป็นว่าไม่มีใครผิด ไม่มีการทุจริต ไม่มีกินหัวคิว แค่จ่ายเป็น “ค่าที่ปรึกษา” เฉย ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมทั้งจ่านิวและสองแกนนำ นปช.จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คุณไปเล่นงานพวกเขาทำไม? ซึ่งนี่น่ะหรือท่าทีของกองทัพไทยที่อยากเข้ามาปฏิรูปประเทศ ให้นักการเมืองมีธรรมาภิบาล แต่ตัวเองกลับไม่เคยถูกตรวจสอบ ไม่เคยคิดจะปฏิรูปตัวเอง ซึ่งทั้งเรื่อง กรธ.ไม่ยอมตาม คสช. เพราะประธาน กรธ.อย่างนายมีชัยเป็น “เด็กป๋า” และเรื่องคนชื่อคล้ายป้อมตั้งป้อมกับบิ๊กป้อมนี่แหละที่เริ่มเห็นสัญญาณ “แตกหัก” ก่อนการ “เปลี่ยนผ่าน” ได้อีกแล้วครับท่าน

                การเล่นงาน “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของช่อง 3 ที่ถูกดำเนินคดีทุจริตส่วนแบ่งรายได้ค่าโฆษณาในสัญญาที่ทำไว้กับ อสมท เมื่อครั้งทำรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ที่ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ จนถูกพิพากษาจำคุก 13 ปี 4 เดือน และตามมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์สรยุทธมากมาย โดยกล่าวหาว่าเป็นคนโกงไม่ควรมีที่ยืนในสังคม ทั้งที่คดีนี้เพิ่งตัดสินในศาลชั้นต้น ยังมีโอกาสอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ยังไม่ถึงที่สุด และหากใช้ logic แบบเดียวกันนี้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แห่งเครือASTV ผู้จัดการ ลูกแม่ไซย้ง ที่โดนคดี “ไซฟ่อนเงิน” เข้าบริษัทตัวเอง “สุทธิชัย หยุ่น” แห่งเครือเนชั่นที่โดนคดี “บล็อก” ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ไม่ให้เข้าประชุมเมื่อปีที่แล้ว “อัญชะลี ไพรีรัก” คนบ้านเดียวกับผู้เขียนที่โดนคดีการเมืองทั้งเสื้อเหลืองและนกหวีด แต่ปัจจุบันก็กลับมาจัดรายการข่าวโทรทัศน์ new)TV ที่เพิ่งลอยหน้าลอยตาไปสัมภาษณ์ “ผู้เฒ่าปีย์หัวเถิก” คนทั้งสามนี้คดีก็ไม่ถึงที่สุด ก็ไม่สมควรลอยหน้าลอยตามทำสื่อด้วยเช่นกัน แต่เพราะคนพวกนี้พยายามทำให้เป็นเรื่องการเมือง (politicize) โดยพยายามโยงสรยุทธเข้ากับ “คนแดนไกล” อีกจนได้ แถมยัง “เลเพลาดพาด” ไปถึงการงดอุดหนุนบรรดาสปอนเซอร์รายการ “เรืองเล่าเช้านี้” ซะอีก สาวกนกหวีดบางรายอย่างนายบวร ยสินทร และ “ท่านใหม่” พลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ผู้ล้มละลายทั้งความคิดและจริยธรรม ก็ถือโอกาสนี้ “โจมตี” อิชิตัน หนึ่งในสปอนเซอร์โดยอ้างเรื่องเป็นเครื่องดื่มทำลายสุขภาพ เอารางวัลมาล่อประชาชน แถมยังงุบงิบแจกอีกต่างหาก โดยไม่คิดที่จะวิจารณ์เครื่องดื่มคู่แข่งแม้แต่น้อย ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ถึงแม้จะเคยเป็น “พลพรรคนกหวีด” แต่ก็ยังมีสติพอที่จะเตือนเครือเนชั่นว่า คุณไปว่าสรยุทธเขาโกง จะแอนตี้สปอนเซอร์เขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ถ้าคิดว่าเขา (สปอนเซอร์) สนับสนุนคนโกงแล้วล่ะก็ ไม่ต้องรับมาลงช่องตัวเองนะ! ซึ่งส่งผลให้สรยุทธต้องประกาศยุติการทำรายการของตนไปในเวลาต่อมา

                การ politicize อีกเรื่องหนึ่งที่ยืดเยื้อมากว่าสองเดือน ก็คือการ “ดีเลย์” การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ภายหลังจากที่มหาเถรสมาคมได้มีมติเอกฉันท์เสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ สุดประเสริฐ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญให้ดำรงตำแหน่งนี้เมื่อ 5 มกราคมที่ผ่านมา แต่ก็มีขบวนการอลัชชีบางรายเช่น “หลวงปู่หัวกรวยแห่งวัดอ้อน้อย” ผู้ซึ่งถูกอาวุธสงครามถล่มป้อมยามวัดเมื่อไม่นานมานี้ และชาวคณะออกมาวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จช่วง โดยกล่าวหาว่าเป็นองค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโย ผู้ต้องคดีปาราชิกเพราะบิดเบือนพระไตรปิฎก ทำให้บุญเป็นสินค้า และรับเงินทำบุญที่เป็นของโจรจากการโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และสมเด็จช่วงเองก็มีพฤติกรรมสะสมรถหรู ผิดกับพระทั่วไปที่ควรมีความสมถะ (ทั้ง ๆ ที่รถที่สะสมไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นรถโบราณ ขับออกถนนไม่ได้ เช่นเดียวกับที่วัดไผ่ล้อมของหลวงพี่น้ำฝน จนพวกสลิ่มนำชื่อพระทั้งสองรูปมา “แซว” ว่า “ฝนไม่ทิ้งช่วง” อย่างไม่เกรงกลัวบาปกรรม) ถึงขนาดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สังกัดกระทรวงยุติธรรมของพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เตรียม “ออกหมายเรียก” สมเด็จช่วงมาให้ปากคำในคดีนี้ ทั้งที่มีข้อโต้แย้งในทางกฎหมายว่า สามารถออกหมายเรียกพระภิกษุมาเป็นพยานในคดีทั้งแพ่งและอาญาได้หรือไม่ แถมยังมีหน้ามาขู่จะออกหมายจับอีกต่างหาก พร้อม ๆ กับที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ ดร.นายแพทย์มโน เมตตานันโท เลาหวานิช อดีตพระวัดพระธรรมกายรุ่นแรกแต่กลับเนรคุณครูบาอาจารย์ โหนกระแส “สรยุทธ” ด้วยการให้สมเด็จช่วง “เสียสละ” ไม่รับตำแหน่งสังฆราชองค์ใหม่ (เช่นเดียวกับข้อเสนอของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ผู้มีน้องชายเกี่ยวพันกับคดีเพชรซาอุฯ ซึ่งผู้ต้องหาคนสำคัญเพิ่งจะไปบวช) หลังจากที่ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบกระบวนการสรรหาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็ “รับลูก” ใช้หลักภาษาไทยมาตีความกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับปี 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2535 ในมาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” หมายถึงให้นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อให้มหาเถรสมาคมพิจารณาก่อน จากนั้นนายกรัฐมนตรีจึงจะนำความกราบบังคมทูลต่อไป ทั้งที่การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน คชวัตร) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 มิได้ใช้หลักเกณฑ์นี้แต่อย่างใด กล่าวคือมหาเถรสมาคมดำเนินการประชุมโดยไม่มีคำสั่งริเริ่มจากรัฐบาลแต่อย่างใด หรือหากพิจารณาเทียบกับการแต่งตั้ง “จุฬาราชมนตรี” ผู้บริหารสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศไทย ตามกฎหมายองค์กรการบริหารศาสนาอิสลามฉบับปี 2540 ในมาตรา 6 ที่ว่า “ให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี” ซึ่งก็หมายความว่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศจะต้องมาประชุมกันเพื่อเลือกจุฬาราชมนตรีคนใหม่เอง ไม่ต้องรอให้รัฐบาลเรียกประชุมและกำหนดชื่อจุฬาราชมนตรีคนใหม่ให้แต่อย่างใด พฤติกรรมของทั้งไพบูลย์ดำเตี้ย ผู้เคยกล่าวหาเจ้าระบอบทักษิณว่าล้มล้างสถาบันสำคัญโดยใช้เงินซื้อประชาชนจนกลายเป็น “เอกสารลับ คมช.” เมื่อเกือบเก้าปีก่อน และไพบูลย์ขาวสูง ผู้เคยส่ง “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” ไปเล่นงานคนเสื้อแดงที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปี 2556 ที่ช่างสวนทางกับ “ความเจริญงอกงาม” คำแปลชื่อของคนทั้งสองนั่นเอง ที่ทำให้องค์กรสงฆ์ทั้งในและต่างประเทศต้องออกมาตำหนิ

                การเรียกนายวัฒนา เมืองสุข แห่งพรรคเพื่อไทยผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับ “บูรพาพยัคฆ์” เนื่องจากเคยเป็น ส.ส.ปราจีนบุรี และยังเป็น “เขยซีพี” อีกต่างหาก ไปปรับทัศนคติ โทษฐานด่า “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ผู้รักแม่สุดหัวใจ ว่าเป็นคน EQ ต่ำ แม่ไม่สั่งสอนหรือไง ถึงแซวอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่า “คงสวยมั้ง ทหารเลยไปถ่ายรูป” ในงานศพของพี่ชายร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง แทนที่จะคิดว่าลูกน้องตัวเอง “ทำเลยเถิด” ถึงขนาดไปถ่ายรูปคนไปแสดงความเสียใจแท้ ๆ อีกทั้งในช่วงปลายเดือนหลังจากที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.เมืองปากน้ำออกมาถามหาความรับผิดชอบจากนายกฯ ลุงตู่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจนถูกเรียกไปปรับทัศนคติ นายวัฒนาก็ออกมาแสดงความคิดเห็นปกป้องนายวรชัยที่ดัน “ปากไม่ดี” ไปวิจารณ์ผู้มีอำนาจ และสำทับด้วยว่า “ถ้าท่านเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง โปรดไปรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่หากท่านเห็นว่าไม่ใช่ เลือกตั้งไปแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ต้องสนองตัณหาผู้มีอำนาจอย่างเดียว โปรดไปคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แทน” จนถูก “คนชุดเขียว” บุกไปหาที่บ้านอีกรอบ แต่นายวัฒนาก็ยังยืนยันในอุดมการณ์เดิมว่า “คนที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ต้องถูกประชาชนตรวจสอบได้” และเมื่อกล่าวมาถึงอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์แล้ว ก็ต้องกล่าวถึงความพยายาม “ยัดเยียด” ความเป็นจำเลยสังคมที่ไม่บริหารจัดการน้ำให้ดี ๆ จนเกิดทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ทั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความพยายามจะแก้ปัญหาน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน แต่เพราะ “ขวางทางตีน” ผู้มีอำนาจเขาหรอก เช่นเดียวกับจะโดนเล่นงานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจัดเลือกตั้งปี 2557 ที่เป็นโมฆะจากท่านในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ กปปส.ในฐานะผู้ขัดขวางการเลือกตั้งอีกด้วย โดยที่ กกต.ไม่สนใจเลยว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ ไม่งั้นถาม กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากรที่ไปร่วมม็อบนกหวีด มึนตึงต่อคำร้องขอของรัฐบาล และประกาศตนต่อหน้าหอเอนปิซ่าว่า “ทำงานใหญ่ใจต้องเอียง” ดูก็ได้ แม้ว่า กปปส.จะพยายาม “แถ” ว่าตัวเองไม่ผิด เช่นเดียวกับที่คุณพยายามปกป้อง “มือปืนป๊อปคอร์น” ที่เพิ่งถูกพิพากษาจำคุกว่ามาเป็นวีรบุรุษปกป้องพวกตนให้พ้นจากการราวีของ “โกตี๋” คนเสื้อแดงหัวรุนแรง ไม่ต่างอะไรเลยจากที่นักธุรกิจเลนโซ่กรุ๊ปออกมาปกป้องลูกชายตัวเองที่ซิ่งเบนซ์ชนสองนิสิตปริญญาโทว่ากลัวเข็มเลยไม่อยากเจาะเลือดตรวจ แต่เพราะพวกคุณพยายามบอกสังคมว่าต้องการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” นั่นก็เป็นใบเสร็จอยู่ในตัวแล้วว่าคุณไม่ต้องการให้เลือกตั้งในตอนนั้น แต่ต้องการให้ปฏิรูปประเทศตามใจพวกคุณก่อน คือแค่ให้ “นายใหญ่” ของคุณได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินเมื่อถึง “ระยะเปลี่ยนผ่าน” เท่านั้นเอง

                ในส่วนของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้พี่ชายที่ถูกยัดเยียดคดี “เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดิน” และอื่น ๆ จากการรัฐประหารคราวก่อน จึงถูกถอดยศพันตำรวจโทโดยกล่าวหาว่ามีคดีความมากมาย “อันเป็นการเสื่อมเสีย” โดยการรัฐประหารคราวนี้ ก็ได้ “เดินสาย” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ “ตีกระทบ” ผู้ถืออำนาจในประเทศไทยอย่างรุนแรง จนนายกฯ ลุงตู่ ผู้ “ฟอกขาว” ตัวเองจากคดีกบฏเช่นเดียวกับนักรัฐประหารรุ่นก่อน ๆ ต้องออกมาโจมตีว่า “อย่าไปให้ราคา” กับรุ่นพี่เตรียมทหารสองรุ่นผู้นี้ เช่นเดียวกับที่รัฐมนตรีต่างประเทศ อดีตนักการทูตอย่างนายดอน ปรมัตถ์วินัย มองว่าเป็นแค่ข่าว “หมากัดคน” ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังกล่าวหาเขาได้ทุกวัน ถ้าคุณไม่อยากให้ราคากับเขา คุณก็ไม่ต้องสนใจเขาสิ นี่ขนาดปีใหม่แจกปฏิทิน สงกรานต์แจกขัน พวกคุณยังบอกว่านี่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่เลย ยิ่งเมื่อสถาบัน World Policy Institute (WPI) ที่อเมริกาเชิญอดีตนายกฯ ท่านนี้ไปปาฐกถา บรรดา “นกหวีดคนดี” ผู้เกลียดพญาอินทรีแต่อาศัยปฐพีเขาอยู่ ก็ประท้วงโดยอ้างมุกเดิม ๆ ทั้งการคอร์รัปชัน การใช้อำนาจทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจและการละเมิดสิทธิมนุษยชน จน WPI ต้องประกาศเชิญชวนให้คนพวกนี้มาฟังการปาฐกถานี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะถามเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องที่ยัง “คาใจ” เกี่ยวกับทักษิณที่กล่าวมาแล้วด้วย แต่เมื่อวันปาฐกถาจริงมาถึง แทนที่คนพวกนี้จะเข้าไปรับฟังอย่างสุภาพชน ก็กลับมาตะโกนด่าอดีตนายกฯ ท่านนี้อย่างหยาบคาย นี่น่ะหรือคนดีหรือจะเป็นเพียงคน (ที่) ดี (แต่ตรวจสอบคนอื่น) คน (ที่) ดี (แต่ใส่ร้ายคนอื่นข้างเดียวโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว ไม่เปิดใจรับฟังความเห็นต่างโดยใช้ความคิดและปัญญา) คน (ที่) ดี (แต่ใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่ใช่พวกตัวเอง) คน (ที่) ดี (แต่โกหกตอแหลสังคมไปวัน ๆ ว่าตัวเองเชียร์พญามังกร สั่นคลอนพญาอินทรีแบบประธาน กปปส. แต่ก็ยังอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ ผิดกับที่ทักษิณกล่าวบนเวทีนี้ว่าอย่าไปเข้าข้างหนึ่งข้างใด แต่ควรจะใช้ประโยชน์จากทั้งพญามังกรและพญาอินทรีให้เต็มที่)

                เกือบลืมไปเลยนะเนี่ยว่านายกฯ ลุงตู่ เพิ่งจะแนะนำคนไทยให้ไปดูซีรี่ส์เกาหลี  Descendants of the Sun ที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับทหารที่สู้รบเพื่อความมั่นคงของชาติ จนเมืองไทยน่าจะได้ทำซีรี่ส์แบบนี้บ้างจริง ๆ ผมว่านะครับ ถ้าจะดูซีรีส์เกาหลีล่ะก็ ต้องเป็นเกาหลีเหนือนะครับ แต่ถ้าอยากจะดูเกาหลีใต้ ผมแนะนำสามเรื่องครับ คือ1.I hear your voice (กระซิบรัก จิตสัมผัส) ที่ว่าด้วยการต่อสู้กับความอยุติธรรมจากการที่แม่ของนางเอก และพ่อของพระเอกถูกฆาตกรคนเดียวกันฆ่าตาย เทียบได้กับ “ความยุติธรรมที่ขึ้นกับตัวบุคคล” ที่สังคมไทยยังมีอยู่ตามภาพ

Individual Based Justice

ภาพแสดงความยุติธรรมที่ขึ้นกับตัวบุคคล

 2.It’s OK, that’s love (ถ้าจะรักกัน มันก็โอเค) ที่ว่าด้วยนางเอกจิตแพทย์ผู้มีทัศนคติไม่ดีต่อผู้ชาย เนื่องจากแม่มีกิ๊ก เช่นเดียวกับคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลุงมีชัย ที่มีทัศนคติไม่ดีต่อนักการเมืองอย่างเห็นได้ชัด เพราะอำนาจเหนือการเมืองถูกผลักให้ไม่มีที่ยืนดังนี้ “แม้ได้มีการยกเลิก แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพหรือราบรื่นเรียบร้อยเพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ บางครั้งเป็นวิกฤติทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นำพาหรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรม แต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมืองการปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมืองและกาลสมัย ให้ความสำคัญแก่รูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่อาจนำกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคลและสถานการณ์ในยามวิกฤติที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล” และ 3. Pinocchio (ยังไม่มีภาคภาษาไทย) ที่ว่าด้วยการเมืองกับธุรกิจสื่อ จะได้ทราบว่าความเป็นธุรกิจกับความเป็นวิชาชีพของสื่อมวลชนที่จะต้องเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของเจ้าของกิจการตัวเองนั้น มันเป็นอย่างไร ถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้ว ช่อง 5 ของทหาร และช่อง 11 ของรัฐบาล จะกล้าเปิดโปงการคอร์รัปชันในรัฐบาลทหารได้หรือไม่

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

31 มีนาคม 2559

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

สยามทัศนะ (กุมภาพันธ์ 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559)

 

                ในเดือนแห่งความรักที่เต็มไปด้วยความรักในอำนาจแต่ไม่รักในประชาชนของบรรดาขุนทหาร คสช.แอนด์เดอะแก๊ง และความรักในประชาธิปไตยของฝ่ายประชาชน ก็นำมาซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงเดือนนี้อย่างมากมาย ทั้งคำพิพากษาฎีกาในคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า “บิ๊กแอ๊ด” พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในกรณีดังกล่าวจนนำไปสู่การยกฟ้องในชั้นอุทธรณ์ หากแต่เป็นกรณีที่ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ เต้าขึ้นมาเท่านั้น สมุนลุงกำนันอย่างนายถาวร เสนเนียม ซึ่งเป็นอดีตอัยการจึงฮึ่ม ๆ ใส่อดีตอัยการสูงสุด “อรรถพล ใหญ่สว่าง” ว่าทำไมไม่ฎีกาเล่นงานบิ๊กแอ๊ดไปซะเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความผิดที่ไม่มีจริงของพรรคไทยรักไทยนี้ กลับไม่อาจทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ ที่ถูก “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ซึ่งไม่ใช่ศาลแต่มีศักดิ์เสมือนศาลสั่งยุบหลังการรัฐประหารคราวก่อนฟื้นคืนสภาพกลับมาได้เลย หากจะเอาเพลงหัวใจเหี่ยว ๆ ของแจ้ ดนุพล มาแซวก็ต้องบอกว่า “เหมือนฟ้าดินจะสั่ง พรรคไทยรักไทยยุบเลย” และยังนำมาใช้เป็นตราประทับในการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ลุงมีชัยใส่หมวก” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้ “ติดเขี้ยวเล็บ” ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่เหนือสามอำนาจอธิปไตยหรือภาษาช่างกลเรียกว่า “ศาล รธน.พ่อทุกสถาบัน” ก็ว่าได้ ในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนนี้ กรธ.ก็ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อปลายเดือนก่อน บางกลุ่มอย่าง สนช.ก็เสนอเลยเถิดถึงขั้นให้ ส.ว.มาจากการ “ลากตั้ง” ทั้งหมด และอยากเห็นบรรดาแม่ทัพนายกองมาร่วมแก้วิกฤติประเทศร่วมกับศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ก็อย่างว่า คนที่ส่วนใหญ่เป็นทหาร ได้ดิบได้ดีเพราะทหาร ก็ย่อมไม่นิยมเสียงประชาชนเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับ ครม.ที่ “อยากอยู่ยาว” ด้วยการขอ “ติดดาบ” ให้กับ คสช.ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งอย่างน้อยห้าปีโดยอ้าง “ความเป็นความตายของประเทศ” (หรือของคนบางคนกันแน่) มาบังหน้า เรียกว่ารัฐบาลใหม่มาก็ไม่ต่างอะไรจาก “เป็ดง่อย” เพราะนอกจากจะต้องปฏิบัติตามนโยบายของพรรคที่มาประกอบกันเป็นรัฐบาลผสมที่อาจไม่เป็นเอกภาพตามหลัก “คนเยอะ เรื่องแยะ” แล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายแห่งรัฐและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะ “มัดตราสัง” ไม่ให้ทำอะไรผิดไปจากนี้ซะอีก

                และตามที่ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความ “ทหารมีไว้ทำไม” เผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อเดือนที่แล้วเช่นกัน หลังปีใหม่ไม่นาน ในเดือนนี้ก็สามารถหาคำตอบได้อีกสามข้อแล้วว่า “มีไว้คุมเด็กเดินพาเหรด”  “มีไว้เล่นงานพระ”  กับ “มีไว้จัดระเบียบตำรวจโดยไม่ต้องปฏิรูปตัวเอง” จากกรณีวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ก่อนวันแห่งความรักเพียงวันเดียว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 71 เป็นธรรมดาที่สถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศ ที่เคยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” จะต้องจัดขบวนพาเหรดล้อการเมืองเช่นเดียวกับที่เคยแซวหลายรัฐบาล ทั้งที่มาจากประชาชนและทหาร โดยก่อนการเดินทหารได้สั่งให้เลื่อยหุ่นรูปปืนและเก็บป้ายผ้าที่มีคำว่า คสช.ออกไป แต่กระนั้นก็ยังมีหลายชุดการแสดงที่ “สะท้อน” ถึงอะไรหลายอย่างในบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เช่น “อีเจี๊ยบเรียบอาวุธ” ที่ต้องการนำ “อีเจี๊ยบเลียบด่วน” นักวิจารณ์บันเทิงชื่อดังในโลกออนไลน์มา “ตีกระทบชิ่ง” ถึงคนแพร่ข่าวให้รัฐที่ชอบวิจารณ์ฝ่ายประชาธิปไตยที่ชื่อ “ไก่อู” “กะลาแลนด์ ban ประชา” ที่ต้องการสื่อความถึงการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารผ่านนโยบาย single gateway และ “ตั้วเฮียที่รัก” ที่หมายถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เอาใจ “พญามังกร” จนแม้แต่รถไฟความเร็วปานกลางรางเดี่ยว แพงกว่าสมัยยิ่งลักษณ์ก็ยอมได้

                ถัดจากวันแห่งความรักเพียงวันเดียวเช่นกันก็ปรากฏกลุ่มพุทธบริษัทจำนวนมากที่ได้ไปร่วมสัมมนาวิชาการ “ผ่าแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” และปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ให้ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ตามที่มหาเถรสมาคมลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อเดือนก่อน และเพื่อ “แฉ” ความไม่ชอบมาพากลที่ “โล้นห่มเหลืองสุวิทย์ อิสระจากพระศาสดา” และชาวคณะเตรียม “ปู้ยี้ปู้ยำ” คณะสงฆ์ไทย ทั้งที่บรรดาพระและโยมไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างสงบเรียบร้อยแท้ ๆ แต่ทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ขาเก่าเจ้าประจำก็กลับมา “บล็อก” รถอาหารและรถส้วมพระซะนี่ แถมยังหวิดวางมวยกับพระสงฆ์อีกด้วย ดีว่ามีพระอีกรูปมาจับแยกไป แต่การณ์กลับเป็นว่าพระรูปที่จับทหารแยกไปนั้นถูกกล่าวหาว่า “ล็อกคอทหาร” ซะงั้น เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงคนชุดเขียว ที่หนวดเครายังไม่ทันได้โกนแต่แปลงกายมาเป็นคนห่มเหลืองแล้วมาป่วนงานนี้ กลับกล่าวหาว่าพระผู้จัดการสัมมนาเตรียมอันธพาลมาปลอมเป็นพระ เหมือนการปราบเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ที่ทหารแฝงกำลังอยู่เต็มโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ประธาน กปปส.มีอำนาจค่อนข้างสูงในบริเวณนั้น พอแกนนำเสื้อแดงจะขอเข้าไปตรวจสอบก็เสือกมาด่าคนขอตรวจสอบ แทนที่จะด่าทหารที่เตรียมมาปราบประชาชนในสถานที่ที่พระสังฆราชประทับอยู่ ทัศนคติในแง่ลบที่มีต่อพระนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะสื่อมวลชนขาเก่าเจ้าประจำบางสำนักที่มีเจ้าของหัวโล้น ๆ นั่นแหละที่ใส่ความ แถมผู้ประกาศข่าวตัวเตี้ยบางคนของค่ายนั้นที่เคยทำลายสถาบันครอบครัวคนอื่นจนมีคลิปเสพกามมาแล้ว มาวันนี้ก็ยังเสือกมาทำลายสถาบันศาสนากับเขาด้วยการ “ผสมโรง” เล่นงานพระเหล่านี้ซะอีก ราชนิกูลสายนกหวีดบางคนที่เป็นญาติห่าง ๆ กับหัวหน้าม็อบนั้น (เพราะเป็นเหลนของคนคนเดียวกัน) อย่าง “ท่านใหม่” หรือพลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคลก็บ้ากามถึงขนาดเสนอให้เอาโคโยตี้ หมอนวด มาล่อพระ เรียกว่าล้มละลายทางการเงินยังไม่พอ ยังล้มละลายทางความคิดอีกด้วย จึงเหมาะสมแล้วล่ะที่ “ทับทิม มัลลิกา” ที่เพิ่งเลิกรากับลูกชายของอดีตนายกฯ จอมหลักการมีดโกนอาบน้ำผึ้งจะมอบเค้กวันเกิดรูป “กระจู๋” ให้ลูกสาวของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร) พระผู้จัดการสัมมนายังถูกตำรวจโรงพักพุทธมณฑลแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ทั้งที่การประกอบศาสนพิธีและการประชุมทางวิชาการ ซึ่งเป็นสาระหลักของเหตุการณ์นี้ ไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมายฉบับนี้แต่อย่างใด ผิดกับหลวงปู่หัวกรวย เจ้าตำรากรรมฐานราดขี้จากถาน ลูกน้องของคนบางคนที่ตอนไปต่างประเทศเมื่อไว ๆ นี้ ขี้ในส้วมที่สร้างขึ้นเพื่อตัวเองเท่านั้นแล้วก็รื้อทิ้ง ที่ไปไหน ๆ ก็ได้ไม่มีใครกล้าเล่นงานอะไร ขนาดไปขู่ทูตอเมริกาถึงสถานทูตก็เคยมาแล้ว ถ้าตุ๊กตาที่คนเพิ่งเห่อบูชากันจนเลิกไปเขาเรียกว่า “ลูกเทพ” คนอย่างหลวงปู่สุวิทย์หัวกรวยก็น่าจะเรียกว่า “ลูก (พระ) เทพ” หรือ  “พระ (ลูก) เทพ” ได้เหมือนกัน!!! ในส่วนกลไกภาครัฐอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรมที่หลวงปู่หัวกรวยเคยไปยึดมาแต่ไม่มีปัญญาหาเงิน 1.4 ล้านบทมาจ่ายค่าเสียหายก็ออกมาแถลงข่าวว่ารถโบราณของสมเด็จช่วงนั้นเป็นรถที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายในทุกขั้นตอน เพื่อกะจะ “ดิสเครดิต” ว่าที่สังฆราช ทั้งที่ยังไม่ชัดว่าสมเด็จช่วงเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อรถคันนั้นจริงหรือไม่ เป็นแต่เพียงผู้รับถวายรถที่ถูกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรถหลาย ๆ คันเท่านั้น ผิดกับกรณี “บอย ปกรณ์” ที่ซื้อรถหรูราคาถูกมาจากผู้ต้องหาคดีโกงเทคโนฯ ลาดกระบังที่ปัจจุบันคดีนี้ “เงียบหายไปกับสายลมและเปลวเพลิง” แล้ว อีกทั้งนายวิชาญ รัษฐปานะ ผู้รับประกอบรถให้กับสมเด็จช่วง ก็เป็น “นักเลงรถโบราณ” ตัวยง ถึงขนาดมีตำแหน่งในสมาคมรถโบราณ เช่นเดียวกับ “คนดี” อย่างนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีที่ไม่มีใครกล้าตรวจสอบบ้างเลย แถมยังจะเล่นงาน “ธัมมชโย” แห่งวัดพระธรรมกายในข้อหารับของโจร เพราะไปรับเงินทำบุญที่ได้มาจากการโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นอีกด้วย และในฐานะที่สมเด็จช่วงเป็นองค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโย ก็ไม่สมควรขึ้นดำรงตำแหน่งสังฆราชด้วยเช่นกัน ตามหลัก “ลูกทำผิด พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ” ซึ่งหากจะใช้ตรรกะแบบเดียวกันแล้ว เงินตราต่างประเทศและทองคำที่เข้าโครงการผ้าป่าช่วยชาติเพื่อไปชดเชยทุนสำรองเงินตราเมื่อสิบกว่าปีก่อนหากมีแม้เพียงดอลลาร์เดียวหรือทองสลึงเดียวที่ได้มาจากการลักวิ่งชิงปล้น หลวงตาเจ้าของโครงการที่แม้จะมรณภาพไปด้วยอุบัติเหตุจนต้องรีบเผาศพ แต่ยังมีแก๊งลูกศิษย์ที่ยังกร่างอยู่จนถึงวันนี้ ที่ถ้าพูดแบบนักเลงอันธพาลได้คงพูดไปแล้วว่า “เฮ้ย อย่ามาทำอะไรกูนะ อาจารย์กูซี้กับสังฆราชเจริญนะเว้ยเฮ้ย” และธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ต้องโดนข้อหา “รับของโจร” ไปด้วยหรือไง แถมรัฐบาลทหารก็ยัง “เล่นสกปรก” ถึงขั้นส่งทหารไปคุกคามโยมพ่อโยมแม่ของแกนนำผู้จัดงานครั้งนี้อีกต่างหาก ด้วยความที่ “นายกฯ ลุงตู่” เกรงใจ “พระอาจารย์หลวงปู่หัวกรวย” นี่ล่ะมั้ง จึงยังเล่นเกมยื้อเวลา ไม่ (คิดจะ) สถาปนาสังฆราชองค์ใหม่ซะที โดยอ้างความขัดแย้งที่พระอาจารย์ของตัวเองมีส่วนร่วม นี่ยังไม่รวมถึงพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม สนช.สมุนอีกรายหนึ่งของอำนาจเหนือการเมือง ที่อยากให้ “สมเด็จช่วง” สละสิทธิ์การเป็นสังฆราชองค์ใหม่ซะ ประเทศจะได้สงบ และพลตรีนายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนาแห่งองค์กรเก็บขยะแผ่นดินที่กล้าถึงขนาด “จิกหัว” ด่าพระผู้ใหญ่ว่าเป็นได้แค่ “คนแต่งกายคล้ายพระ” เรามาถึงจุดนี้กันแล้วเหรอ จุดที่ “ความชอบใจ” เป็นใหญ่เหนือ “ความชอบธรรม” ไม่เว้นแม้แต่ในวงการสงฆ์ ถ้าอย่างนั้นหากพระที่ “ถือหาง” พวกตัวเองเกิดได้เป็นสังฆราชขึ้นมา แล้วมีคนมาประท้วงว่าอวดอุตริมนุสสธรรม นำของลับผู้หญิงด่าคนอย่างคล่องปาก เงินบริจาคช่วยชาติรั่วไหล ไปตั้งกรวยปิดถนน พาคนประท้วงทูตอเมริกา ใช้วาทกรรมที่ฟังรู้เรื่องน้อย ฉันอาหารอร่อยจนลืมกลับวัด พวกคุณจะรู้สึกอย่างไร

                และที่สะเทือนใจวงการสีกากีก็คงจะหนีไม่พ้นการทำอัตวินิบาตกรรมของพันตำรวจโทจันทร์ ชัยสวัสดิ์ จาก สน.เทียนทะเล ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ภายหลังจากการเคลื่อนไหวคัดค้านการยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 6-7/2559 ซึ่งมีผลให้เงินประจำตำแหน่งของตำรวจในสายงานนี้กว่า 14,000 นาย ทำนองเดียวกับเงินวิทยฐานะของครูอาจารย์ต้องระงับไปด้วย ทั้งที่พันตำรวจโทจันทร์เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง ถึงขนาดแต่งและร้องเพลง “แซว” วงการสีกากีขึ้นยูทูบ แถมยังจะได้เลื่อนยศเป็นพันตำรวจเอก และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษด้วย อีกทั้งสภาพศพยังมีลักษณะถูกทำร้ายร่างกายอีกต่างหาก จึงนำมาซึ่งความสงสัยของสังคมว่าที่แท้จริงเป็นการฆาตกรรมอำพรางหรือไม่ และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็ยังมีข่าวตำรวจในสายงานนี้จบชีวิตด้วยตนเองอีกมากด้วย ผลที่ตำรวจถูกรัฐบาลทหารแทรกแซง ถึงขนาด ผบ.ตร.คนปัจจุบันที่มีอายุราชการเหลืออีก 4-5 ปี ก็เลือกกันในค่ายทหารขนาดนี้ แถมกลไกของรัฐทหารนี้ก็ยังผลักดันให้มีการปฏิรูปตำรวจถึงขนาดเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญซะอีก ก็ทำให้สงสัยนะว่าทหารมันบริสุทธิ์โปร่งใสแค่ไหนกัน ทำไมไม่เห็นมีใครกล้าปฏิรูป แถมอดีตนายพลทหารเรือบางคนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกฯ อย่างพลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป ก็ยังเที่ยวเต้าข่าวทางไลน์ไปเรื่อยเรื่องซื้อขายตำแหน่งตำรวจกันซะอีก จะเอาเรื่องอะไรมาแฉก็ไม่ว่าอะไรหรอก ขอให้เป็นความจริงก็แล้วกัน อย่าเอาอคติมาโจมตีกันก็พอ ไม่ใช่ว่าพอจับได้เข้าหน่อยก็ทำมาโวยวายว่า “สู้กับทักษิณมาแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายก็ต้องมากัดกันเอง” ไม่งั้นถ้าวงการสีเขียวโดนแฉบ้างล่ะว่าโปร่งใสมากขนาดกินหัวคิวอย่างที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพิ่งมีมาแล้วจะรู้สึกยังไง ซึ่งเรื่องดังกล่าวแดงขึ้นมาก็เพราะนายถาวร เสนเนียม คนที่อยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดงแท้ ๆ หยิบขึ้นมาแฉว่า อผศ.ได้รับงานขุดลอกคูคลองโดยวิธีพิเศษ ไม่ต้องเข้าประมูลตามมติ (คสช.ทำหน้าที่) ครม.เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 แต่ทั้ง ๆ ที่สัญญาที่ อผศ.ไปเซ็นไว้มีข้อกำหนดห้ามให้ผู้อื่นมารับช่วงงานต่อจากตน ก็ยังเอางานไปให้คนอื่นทำแทนเพื่อแลกกับค่าหัวคิวจนได้ ถึงขนาดแฉเลยว่าไปจ่ายเงินกันที่ชั้น 6 ตึก อผศ. ตรงข้ามโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่พอแกนนำคนเสื้อแดงอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดรนทนไม่ได้ที่เห็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการจัดหาเงินช่วยเหลือรั้วของชาติที่เคยปกป้องอธิปไตย บางรายถึงขั้นสูญเสียชีวิตร่างกายก็มี เอาเรื่องนี้มาพูดเข้าบ้าง กลับโดนเรียกไปปรับทัศนคติในช่วงบ่ายวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แล้วอย่างนี้ยังจะมีหน้ามาพูดอีกเหรอว่าอยากทำรัฐธรรมนูญป้องกันนักการเมืองโกง ป้องกันนักการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ แต่ถ้าข้าราชการประจำโกงได้ ไม่เป็นไรแบบเรื่องไมค์ทองคำทำเนียบฯ กับเรื่องอุทยานราชภักดิ์ใช่ไหม คนไม่ใช่นักการเมืองอย่าง ดร.วิษณุ เครืองาม เขียน “จดหมายน้อย” ไปถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อขอให้พักโทษนักเลงกล้วยไม้บางคน โดยอ้างอาจารย์ใหญ่โรงเรียนที่เกี่ยวพันกับ “ในวัง” แบบที่เพื่อนตัวเองอย่าง ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุลเคยทำไปฝากตำรวจได้ใช่ไหม แล้วถ้าว่ากันจริง ๆ ก็มี “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” ว่านายพลทหารเรือบางคนก็มีชื่อได้รับเช็คจากเจ้าของกฤษดามหานครกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ ผิดกับ “โอ๊ค พานทองแท้” ลูกชายของคนที่ตัวเองกำลังสู้อยู่ และถูกกล่าวหาว่าได้รับ “เงินปากถุง” ในคดีนี้ ทั้ง ๆ ที่ธนาคารกรุงเทพที่ “เกี่ยวพัน” กับนายใหญ่ของพลเรือเอกพะจุณณ์ก็ได้รับประโยชน์จากการ “รีไฟแนนซ์” เงินกู้นี้ ส่วนธนาคารกรุงไทยของรัฐก็ได้รับประโยชน์เพราะมีที่ดินแปลงสวยใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมาเป็นหลักประกัน หากกฤษดามหานครเกิด “ชักดาบ” ขึ้นมาก็ยังเอาที่ดินนั้นไปขายได้ แต่เรื่องนี้ก็ถูก “โยง” เข้ามาเป็นเรื่องการเมืองเพราะอำนาจเหนือการเมืองซะได้ ก็สมควรแล้วที่ “อาจารย์นกหวีด” ในนามกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์อย่างศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ และรองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ตั้งคำถามแบบนี้จนถูก คสช.ห้ามเสวนาวิพากษ์รัฐธรรมนูญ สมควรแล้วล่ะที่อดีตนายกฯ ขงเบ้งเมืองไทยอย่างพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จะออกมา “ไล่ตะเพิด” รัฐบาลทหาร คสช.ที่เสพติดอำนาจจนคนในชาติไม่มีอะไรจะเสพ (แดก) แล้วก็สมควรแล้วล่ะที่อดีตนายกฯ คนเหนือชื่อใต้ ผู้ไม่เป็นที่พึงใจของอำนาจเหนือการเมืองอย่างทักษิณ ต้องออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติในช่วงนี้ว่ารัฐบาลทหารไทยกำลังทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยในอนาคตเป็นแบบพม่าในอดีต และเกาหลีเหนือในปัจจุบัน!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

29 กุมภาพันธ์ 2559

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น

ตอนพิเศษ: วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559

สยามทัศนะ

(ตอนพิเศษ: วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559)

                ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เจ้าของฉายา “ปื๊ด เรือแป๊ะ” ถูกที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำด้วยคะแนนเสียง 135 ต่อ 105 ในช่วงเวลาเกือบเที่ยงของวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558 ส่งผลให้ทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช.ต้องสิ้นสภาพไป และรัฐบาลทหาร คสช.ก็ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ที่มีผู้เฒ่าคุมกำเนิดประชาธิปไตย “มีชัย ฤชุพันธุ์” นั่งเป็นหัวโต๊ะ ด้วยข้อกำหนดขั้นต่ำ (minimum requirements) สิบข้อหรือ “บัญญัติสิบประการ” ที่มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ ซึ่งจะขอหยิบยกมาทบทวนความจำกันเสียหน่อยว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องมี

1.การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

2.การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย”

3.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

4.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่ง “ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง “อย่างเด็ดขาด”

5.กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตาแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดย “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

6.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริม “คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล” ในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

7.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่ง “สร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว”

8.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ

9.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้

10.กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป

                จึงยังคงทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองของรัฐบาลทหารดูแล้วยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร มีเพียงแต่ความชิงชังรังเกียจ และหวาดระแวงที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองมีต่อฝ่ายการเมือง (โดยเฉพาะที่ตนไม่ชอบ) ดังเช่นสาระที่จะกล่าวถึงเรียงลำดับมาตราต่อไปนี้

1.ตัดเรื่องความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพออกจากที่เคยมีในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550

2.ตัดเรื่องการวินิจฉัยกรณีที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจากที่เคยมีในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 โดยประเคนอำนาจนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญแทน (ร่างมาตรา 207)

3.บังคับให้หน่วยงานของรัฐที่ลงโฆษณาในสื่อภาคเอกชนต้องแจ้งให้ คตง.ทราบและแจ้งต่อสาธารณะด้วย เพื่อป้องกันการ “แทรกแซง-แทรกซึม-แทรกซื้อ” สื่อเอกชนโดยหน่วยงานรัฐ (ร่างมาตรา 35 วรรคห้า)

4.ให้บุคคลทั่วไปที่เห็นว่าการกระทำใด ๆ เข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ดังเช่นมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 แต่กลับไม่รวมถึงการกระทำที่ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ และให้สิทธิ์ “ฟ้องตรง” ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยถ้าอัยการสูงสุดไม่ทำอะไรสนองตอบตามที่ต้องการเลย ดังเช่นกรณีแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เรื่องที่มา ส.ว.และการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ (ร่างมาตรา 46 วรรคสองและสาม)

5.บังคับให้รัฐบาลต้องเปืดเผยข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อสาธารณะและ “เอาจริงเอาจัง” กับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน หากไม่ดำเนินการตามนี้มีสิทธิ์ถูกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ผตง.) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.หรือ กกต.เล่นงานได้ ทั้งที่รัฐบาลทหารนี่แหละที่มี “กลิ่นโกง” ยิ่งกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ทั้งเรื่องไมค์แพงและเรื่องอุทยานราชภักดิ์ แถมยังไม่ยอมให้ใครตรวจสอบอีกต่างหาก (ร่างมาตรา 55, 59, 240)

6.บังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลัง มิฉะนั้น ผตง.อาจส่งให้ คตง.นำขึ้นเขียงได้ โดยอ้างความ “ล่มสลาย” ของเศรษฐกิจเพราะแนวคิด “ประชานิยม” ของระบอบทักษิณ ทั้ง ๆ ที่คนเกลียดประชานิยมนี่แหละที่ล้างผลาญเงินแผ่นดินเพื่อให้ได้รับความนิยมจากใครที่อยู่เหนือการเมือง ไม่ใช่เพื่อประชาชน (ร่างมาตรา 58, 157, 159, 241)

7.บังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งจะต้องจัดทำก่อนรัฐบาลนี้สิ้นสุด ที่มาจากการขับเคลื่อนของฝ่ายข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ และกินเวลาถึง 20 ปี โดยปราศจากความเห็นของภาคประชาชน ผิดกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีเวลาใช้บังคับเพียงฉบับละห้าปี เพื่อสามารถปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยได้โดยง่าย และต้องผ่านสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมาจากหลายภาคส่วน ที่ คสช.นั่นแหละยกเลิกไป ให้ความเห็นชอบเสียก่อน (ร่างมาตรา 61, 263)

8.กำหนดจำนวน ส.ส.500 คน จากแบบแบ่งเขต 350 คน ซึ่งแปลว่า ส.ส.แบบแบ่งเขตหนึ่งคนต้องรับผิดชอบประชากรมากขึ้นจากเดิม 400 คนตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 (ก่อนการแก้ไข) และ 375 นตามรัฐธรรมนูญ 2550 (หลังการแก้ไข) และที่เหลือ 150 คนมาจากแบบ party list โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งคนมีเพียงหนึ่งคะแนน และใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวเท่านั้น สำหรับการเลือกในแบบแบ่งเขตและจะนำคะแนนแบ่งเขตทั่วประเทศไปรวมกันคำนวณคะแนน party list ทั้งนี้ในแบบแบ่งเขต ผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งนอกจะได้คะแนนสูงสุดแล้ว คะแนนสูงสุดนั้นก็ต้องมากกว่าคะแนน vote no ด้วย หากคะแนนที่ชนะนั้นน้อยกว่าคะแนน vote no ก็ถือว่าไม่มีผู้ชนะเลือกตั้งในเขตนั้น และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่โดยใช้ผู้สมัครชุดใหม่ด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการนับคะแนนคำนวณ party list ช้าลงไปด้วยเพราะต้องใช้คะแนนทั้งประเทศมาคำนวณ และจะส่งผลให้เปิดประชุมสภาที่องค์ประชุม 95% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดล่าช้าไปด้วย เช่นเดียวกับกรณีมีผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งรายใดได้ใบเหลือง-ใบแดงภายในหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้ง อีกทั้งกลวิธีในการคำนวณ ส.ส.party list ที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ก็ยังมีความซับซ้อนอีกด้วย โดยกำหนดให้นำคะแนน ส.ส.แบ่งเขตทั่วประเทศ มารวมกันหารด้วย 500 เพื่อให้ได้จำนวนคะแนนเสียงเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคน แล้วนำคะแนนเสียงเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคนนี้ไปหารคะแนนเสียงของแต่ละพรรค เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.ต่อพรรคที่พึงมีได้ จากนั้นก็ให้นำจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคนั้น ๆ ได้รับ มาหักออกจากจำนวน ส.ส.ต่อพรรคที่พึงมีได้ จึงจะได้จำนวน ส.ส.party list ของพรรคนั้น ๆ ในกรณีที่จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคนั้น ๆ ได้รับเกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นพึงจะมีได้ พรรคนั้นจะไม่ได้ ส.ส.party list และให้นำจำนวน ส.ส.party list ไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่ได้จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคอื่น ๆ นั้นได้รับน้อยกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นพึงจะมีได้แทนโดยเทียบตามสัดส่วน แต่ต้องไม่ทำให้พรรคการเมืองใดมี ส.ส.เกินกว่าจำนวนที่พึงมีได้ (ร่างมาตรา 78-79, 80 วรรคหนึ่งและสอง, 86-89)

9.ห้ามควบรวมพรรคการเมืองเพื่อป้องกัน “เสียงข้างมากผิดปกติ” ในระหว่างอายุสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างประสบการณ์จากพรรคไทยรักไทย จึงได้เพิ่มเติมเนื้อหานี้มาในมาตรา 104 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 และสืบทอดมาถึงร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย (ร่างมาตรา 94 วรรคสอง)

10.ให้อำนาจ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปทั้งกรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระหรือถูกยุบก็ตามได้เองแทนที่จะให้รัฐบาลกำหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยอ้างการประท้วงการเลือกตั้งดังเช่นที่เกิดในรัฐบาลของเจ้าระบอบทักษิณและน้องสาวมาแล้ว (ร่างมาตรา 97-99)

11.กำหนดจำนวน ส.ว.200 คนมาจากการ “คัดเลือกกันเอง” ของกลุ่มสังคมต่าง ๆ และกำหนดให้ ส.ว.พ้นจาก “ร่มเงา” พรรคการเมืองทั้งโดยตัวเองและเครือญาติมากขึ้น เช่น ต้องพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อยสิบปีก่อนมาสมัคร และห้ามมีคู่สมรสเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเคยมีบทเรียนเรื่อง “สภาผัวเมีย” มาแล้ว แต่พยายาม “เลี่ยงบาลี” ไม่ให้ใช้คำว่า “สรรหา” หรือ “ลากตั้ง” เท่านั้นเอง และยังได้ปรับลดวาระจากหกปีเป็นห้าปี นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว พ้นตำแหน่งไปแล้วสองปีจึงกลับไปสังกัดพรรคการเมืองอีกด้วย และยังให้อำนาจ กกต.กำหนดวันเริ่มดำเนินการเลือก ส.ว.ได้เองแทนรัฐบาลเช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.อีกด้วย (ร่างมาตรา 102-105, 107-108)

12.ให้อำนาจ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในการคัดเลือกคนในองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. คตง. ผตง. กสม. ซึ่งล้วนแล้วแต่สามารถ “ให้คุณให้โทษ” นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำนองเดียวกับคณะกรรมการ คปป.ที่เคยมีบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ จึงทำให้องค์กรอิสระไม่มีความยึดโยงจากประชาชน ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ ส.ว.ผู้คัดเลือกคนในองค์กรอิสระเหล่านี้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 ส.ว.ก็ยังพอมีมาจากการเลือกตั้งบ้าง สรรหาบ้าง แม้ว่าคนในองค์กรอิสระเหล่านี้จะต้อง “วน” กลับมาสรรหา ส.ว.ก็ตาม (ร่างมาตรา 199, 218, 224, 228, 234, 237, 242)

13.กำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ภายใต้อาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ ทั้งที่ ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยที่สภาพสังคมไทยถือความกตัญญูกตเวทีเป็นใหญ่ ในเมื่อ ส.ว.เป็นตัวแทนของกลุ่มสังคมส่วนน้อย เขาก็มีหน้าทีเพียงแต่ต้องตอบแทนกลุ่มสังคมนั้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องมาตอบแทนปวงชนชาวไทย และทั้งที่กำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยแท้ ๆ แต่กลับห้าม ส.ส.และ ส.ว.ร้องขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามความต้องการของประชาชน (ร่างมาตรา 109, 180)

14.ในการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป ให้ทุกพรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็ได้ที่ต้องการให้เป็นนายกฯ ไม่เกินพรรคละสามชื่อ หรือจะไม่เสนอก็ได้ โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ให้กับพรรคใดแล้วก็จะไปเป็นนายกฯ ให้กับพรรคอื่นไม่ได้ เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 5% หรือ 25 คนจึงจะมีสิทธิ์นำรายชื่อเหล่านี้มาพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ถือเป็นการ “เปิดช่อง” ให้คนนอกมาเป็น ส.ส.ได้อย่างเต็มที่ แม้จะอ้างว่า “นายกฯ ยังคงมาจาก ส.ส.” แต่ก็หมายความว่านายกฯ มาจากชื่อที่ ส.ส.เสนอ หาใช่เลือกนายกฯ จากคนที่เป็น ส.ส.แบบรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ไม่ ถือได้ว่านายมีชัยกำลัง “เดินซ้ำรอย” ตัวเองที่เคยเขียนรัฐธรรมนูญ 2534 เอื้อต่อการที่พลเอกสุจินดา คราประยูรหนึ่งในสมาชิก รสช.เป็นนายกฯ เพราะไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็เป็นนายกฯ ได้ จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นั่นเอง (ร่างมาตรา 83-84, 153-154)

15.ห้ามรัฐมนตรีร้องขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามความต้องการของประชาชนเช่นเดียวกับ ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งก็สามารถเปรียบเทียบง่าย ๆ ได้ว่าหาก CEO หรือกรรมการผู้จัดการสั่งพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นไม่ได้ จะมีความหมายอะไร (ร่างมาตรา 181)

16.ให้ศาลทุกศาลมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ยกเว้นศาลทหาร ที่ยังคงขึ้นการบังคับบัญชากับกรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเช่นเดิม (ร่างมาตรา 188)

17.ปรับโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญโดยให้ศาสตราจารย์ทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และข้าราชการหรืออดีตข้าราชการตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่ามาร่วมเป็นตุลาการด้วย รวมถึงขยายอายุเกษียณออกไปเป็น 75 ปี (ร่างมาตรา 195-196)

18.ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เพราะต้องการ “เล่นงาน” คนในเครือข่ายระบอบทักษิณโดยเฉพาะ ดังเช่นกรณียุบสี่พรรคการเมือง ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 220 คน แต่ไม่เคยทำเช่นนี้กับพรรคประชาธิปัตย์เลย (ร่างมาตรา 231 วรรคสี่)

19.กำหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่น อาทิ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กทม. และเมืองพัทยา แต่กลับยอมให้ผู้บริหารท้องถิ่นอาทิ นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้ว่าราชการ กทม. และนายกเมืองพัทยา ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งแต่ขอให้เป็นบุคคลที่สภาท้องถิ่นเห็นชอบก็ได้ โดยล้อกับ ส.ส.และนายกฯ ของราชการบริหารส่วนกลาง ถือเป็นการทำลายหลักการสำคัญเรื่องผู้บริหารท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 (ร่างมาตรา 249)

20.กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยากขึ้นกว่าเดิม ดังเช่น การลงคะแนนเสียงในวาระแรก นอกจากจะได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) แล้ว ก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.อย่างน้อยหนึ่งในสามอีกด้วย ส่วนในวาระที่สาม ก็เพิ่มเงื่อนไขเรื่องต้องมี ส.ส.อย่างน้อย 10% ของแต่ละพรรคที่มี ส.ส.อย่างน้อยสิบคน และของกลุ่มพรรคที่ได้ ส.ส.ไม่ถึงสิบคนรวมกัน และ ส.ว.อย่างน้อยหนึ่งในสามร่วมเห็นชอบด้วยเช่นกัน หากเนื้อหาใดที่ทำให้พวกตัวเองเสียประโยชน์ก็ต้องนำไปลงประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และยังได้เพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย เช่นเดียวกับที่ไม่เคยมีอำนาจนี้แต่เคยวินิจฉัยในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาแล้ว (ร่างมาตรา 253)

21.กำหนดให้ “แม่น้ำห้าสาย” หรือคณะบุคคลตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และที่แก้ไขในปี 2558 ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ภายหลังรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้

21.1 ให้ สนช.ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. และรัฐสภา จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปและเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางประการ อาทิ เป็นข้าราชการประจำก็ยังเป็น สนช.ได้ (ร่างมาตรา 255)

22.2 ให้ ครม.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ (ร่างมาตรา 256)

22.3 ให้ คสช.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ แถมยังมี “ดาบอาญาสิทธิ์” ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยเฉพาะ “มาตรา 44” ทุกประการ (ร่างมาตรา 257)

22.4 ให้ สปท.ทำหน้าที่ต่อไปอีกหนึ่งปี และสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทได้ (ร่างมาตรา 258)

22.5 ให้ กรธ.ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเก้าฉบับ และกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐภายในแปดเดือน เพื่อเสนอ สนช.พิจารณา หากไม่แล้วเสร็จ คสช.จะตั้ง กรธ.ชุดใหม่เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จ และสามารถเพิ่มจำนวนได้จาก 21 เป็นไม่เกิน 30 คน เมื่อกฎหมายทั้งสิบฉบับประกาศใช้แล้ว กรธ.จึงจะพ้นจากหน้าที่ (ร่างมาตรา 259)

ทั้งนี้ สมาชิกแม่น้ำทั้งห้าสาย หากใครอยากจะไปลงสมัคร ส.ส.หรือ ส.ว.ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันนับแต่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ (ยกเว้น กรธ.ที่ห้ามลงสมัครสองปี) รวมถึงให้อำนาจเต็มแก่นายกฯ ในการปรับ ครม.ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ในการแต่งตั้งบุคคลขึ้นทดแทนใน สนช. สปท. และ กรธ.ได้ด้วย (ร่างมาตรา 255-259)

23.ให้เลือกตั้ง ส.ส.ภายใน 150 วัน หลังจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามร่างมาตรา 259 มีผลใช้บังคับแล้วทุกฉบับ (ร่างมาตรา 260)

24.ให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 และ กสทช. คงอยู่ในวาระต่อไปจนกว่าจะครบวาระ และให้ กสทช.ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วย (ร่างมาตรา 261-262)

25.ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ ห้ามพนักงานอัยการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรธุรกิจอื่นใด ทั้งที่การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือของพนักงานอัยการ ก็เป็นไปเพื่อใช้ความรู้ทางกฎหมายในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์แห่งรัฐในองค์กรธุรกิจดังกล่าว เช่น การตรวจพิจารณาร่างสัญญาทางธุรกิจ การให้คำปรึกษาทางกฎหมายในคดีความที่หน่วยงานแห่งนั้นเป็นคู่กรณี (ร่างมาตรา 266)

26.กำหนดการศึกษาและตำรวจเป็นประเด็นหลักที่จะต้องปฏิรูปโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการตำรวจ ได้กล่าวไว้โดยละเอียดว่า “ให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพ และภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน” ภายในหนึ่งปี แต่กลับไม่พูดถึงการปฏิรูปกองทัพโดยการ “ให้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของทหารให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการทหารให้เกิดประสิทธิภาพมีหลักประกันว่าข้าราชการทหารและกองทัพไทยจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกลไกหนึ่งของรัฐ ตอบสนองต่อประชาชน มุ่งเน้นภารกิจอื่นที่มิใช่สงคราม คุ้มค่าต่อเงินภาษีอากรได้อย่างแท้จริง” หรือนี่จะใช้เป็นคำตอบที่ศาสตราจารย์ ดร.นิธี เอียวศรีวงศ์เคยเขียนบทความทำนองตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ใน มติชนสุดสัปดาห์ ได้ว่า “ทหารมีไว้ปฏิรูปคนอื่น แต่ไม่ต้องปฏิรูปตัวเอง” (ร่างมาตรา 267-268)

27.เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายตนสามารถเสนอเรื่องอื่น ๆ ที่สมควรปฏิรูปได้เพิ่มเติมอีก ดังนั้นในร่างมาตรานี้จึงเว้นว่างไว้ ดังนี้ “นอกจากการปฏิรูปตามมาตรา 267 และมาตรา 268 แล้ว ให้มีการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ………… เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่อง…………

(2) ………… เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่อง…………

ฯลฯ ” (ร่างมาตรา 269)

28.นิรโทษกรรมการกระทำของ คสช.แอนด์เดอะแก๊ง ทำนองเดียวกับที่ทุกคณะรัฐประหารของไทยเคยทำมา ทั้งนี้เพราะการล้มล้างการปกครองถือเป็นความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเท่ากับเป็นการ “ฟอกขาว” ความผิดแบบ “เหมาเข่ง” โดยที่ไม่มีใครที่เคยออกมาต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เคยเสนอกฎหมายทำนองนี้ ดาหน้าออกมา “เป่านกหวีด” ต่อต้านแม้แต่น้อย คงเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน ถึงจะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้แต่ก็ในประเด็นอื่น (ร่างมาตรา 270)

                ผลจากการขยายเวลาจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเวลาเลือกตั้งจาก 6 และ 4 เดือนตามลำดับเป็น 8 และ 5 เดือนตามลำดับ ส่งผลให้ “โรดแมป” ของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกสามเดือน จึงทำให้หลายฝ่ายเริ่มสงสัย คสช.ว่าจะสืบทอดอำนาจผ่านทางกลไกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้หรือไม่ ถึงขนาดที่ต้องทำทุกวิถึทางเพื่ออยากให้ผ่านประชามติ ทั้งผ่านทางรายการโทรทัศน์ที่ออกหลังเคารพธงชาติทุกวัน ทุกช่อง ใช้กลไกนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ซึ่งส่วนใหญ่เรียน ม.ปลายทั้งสายสามัญและอาชีพ บางส่วนก็เรียนในชั้น ปวส.และปริญญาตรี ที่อยู่ระหว่างการฝึกภาคสนามทั้งที่เขาชนไก่และค่ายทหารอื่น ๆ ไปบอกเพื่อนฝูงพ่อแม่ผู้ปกครองให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แถมจะเอาถึงขนาดไปยืนบอกชาวบ้านหน้าหน่วยลงประชามติในวันที่ 31 กรกฎาคม กันเลย ใช้กลไกทหารประจำการและฝ่ายปกครองด้วยการสรุปร่างรัฐธรรมนูญเอาไปลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน พอโดนนักข่าวถามเข้าหน่อยนายกฯ และหัวหน้า คสช.ก็ทำมาโวยวาย แล้วยังมีหน้าพูดว่าตัวเองอ้างว้างเดียวดายยังกับเพลง “ดั่งนกเจ็บ” ที่คนร้องต้นฉบับถูกโฆษก คสช.แย่งเมียยังไงยังงั้น และด้วยสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ผิดปกติหรอกที่พรรคเพื่อไทยและ นปช.ในฐานะองค์กรการเมืองในสภาและภาคประชาชนที่ยืนหยัดสนับสนุนประชาธิปไตยมาโดยตลอดจะยืนยันคัดค้าน และไม่ผิดปกติหรอกที่ กปปส.ผู้ “เชิญแขกสีเขียว” และพลพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนจะเห็นด้วย แต่ผิดสังเกตที่คนพรรคประชาธิปัตย์หลายคน และบรรดามวลมหาประชาชนบางส่วนทั้ง ส.ว.และนักวิชาการกลับพากัน “ส่ายหน้า” ให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัยใส่หมวก” นี้ซะงั้น บางคนก็อ้างเหตุพลใช้ได้ เช่น เรื่องความไม่ยึดโยงกับประชาชน การให้อำนาจศาลและองค์กรอิสระเกินกว่าเหตุ การมุ่งเน้นโจมตีนักการเมืองว่าคอร์รัปชันโดยไม่สนใจว่าข้าราชการประจำก็โกงได้เหมือนกัน แต่บางคนอย่างคนที่เคยลากผัวเข้าห้องประชุมรัฐสภา ก็ยังกล่าวหาว่า “นายทุน” จะฮุบสมบัติชาติผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ซะได้ โอ้!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

9 กุมภาพันธ์ 2559

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | ใส่ความเห็น