ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 1 กำเนิด รสช.-พฤษภาประชาธรรม)

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 1 กำเนิด รสช.-พฤษภาประชาธรรม)
 
ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ได้เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันในสังคมไทย คือ การที่มีกลุ่มนายทหารระดับสูงของกองทัพ ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่เป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ช่างเป็นที่น่าบังเอิญเหลือเกินว่า ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในเวลานั้น และนักธุรกิจล้มละลายที่มีความเคียดแค้นชิงชังอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ และเป็นผู้เรียกร้องให้ ผบ.ทบ. คนดังกล่าวทำการยึดอำนาจนั้น มีชื่อเหมือนกันว่า “สนธิ” ทั้งสองคน ผมจึงขอเรียกเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ว่า “ปฏิบัติการสนธิกำลังทำลายชาติ” หลายท่านก็สงสัยว่า ทำไมเขาถึงกล้าทำกับประเทศไทยได้ถึงขนาดนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเนื้อหาและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ผมจะขอเล่าเหตุการณ์ย้อนหลังไปประมาณ 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้สนใจต่อไปเลยนะครับ…
 
 
นับตั้งแต่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีต ผบ.ทบ.ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้การสนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2523 ถึงปี 2531 เป็นระยะเวลากว่า 8 ปี ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการยึดอำนาจจากนายทหารผู้สูญเสียผลประโยชน์ถึง 2 ครั้ง ในปี 2524 และ 2528 แต่ก็ไม่สามารถทำให้พลเอกเปรมพ้นจากความเป็นผู้นำประเทศไปได้ จนกระทั่งในปี 2531 ที่มีการต่อต้านคัดค้านอย่างหนักจากคนหลายกลุ่ม ที่มองว่าพลเอกเปรมไม่มีความโดดเด่นอะไรในการบริหารประเทศไปมากกว่าการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มาคุ้มกันตนเอง พลเอกเปรมไม่ขอรับตำแหน่งนี้ต่อ โดยอ้างเหตุผลว่า “ผมขอพอ” ซึ่งมีผลทำให้พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ (ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลเอก) ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อมา และได้กราบบังคมทูลแต่งตั้งพลเอกเปรมไว้ในฐานะรัฐบุรุษ และต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์ที่จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้ จะชี้ให้ท่านได้เห็นว่า พลเอกเปรมไม่เคยมีคำว่า “พอ” ในอำนาจของตนเลย แม้ว่าตนจะมาทำงานรับใช้ใกล้ชิดพระราชวงศ์แล้วก็ตาม จนทำให้เกิดข้อครหานินทาต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของพลเอกเปรม
พลเอกชาติชายได้บริหารประเทศต่อมาโดยเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งผลงานสำคัญก็คือแนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่หมายถึงการพัฒนาภูมิภาคอินโดจีนที่เคยใช้ในการทำศึกสงครามมาก่อน ให้เป็นดินแดนการค้า แต่การเข้าสู่อำนาจของพลเอกชาติชายก็นำพาซึ่งการสะสมความไม่พอใจต่อนักเรียนนายทหารรุ่น 0143 ที่มีความหวาดระแวงว่าพลเอกชาติชายจะปลดพวกตนออกจากตำแหน่ง ซึ่งมีพฤติกรรมบางประการเป็นตัวบ่งชี้ เช่น การที่พลเอกชาติชายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ร่วมรับประทานอาหารเช้าประจำสัปดาห์กับพวกตน เป็นต้น
โดยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง เมื่อพลเอกชาติชายได้นำพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเครื่องบิน C 130 ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อขึ้นเครื่องบินไปแล้ว ขณะที่เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนตัวขึ้น คณะของพลเอกชาติชายก็ถูกทหารจับตัวไว้ นายทหารระดับสูงของกองทัพไทย นำโดย พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พลเอกสุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ. และคณะ ในนามของ “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (รสช.) ได้ดำเนินการล้มล้างรัฐบาลของพลเอกชาติชายแล้ว และออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์ล้มล้างรัฐบาลว่า
 
 
ประการที่ 1 พฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง คณะผู้บริหารประเทศได้ฉวยโอกาสอาศัยอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพรรคพวกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จนเป็นเรื่องปรกติธรรมดาของรัฐมนตรีเกือบทุกคนที่ต้องแสวงหาเงินเพื่อสร้างฐานะความร่ำรวยเป็นฐานอำนาจทางการเมือง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวางในหมู่รัฐมนตรีรวมทั้งข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจระดับสูงบางคนก็ตาม แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลกลับไม่เอาใจใส่ที่จะแก้ไขอย่างจริงจังกลับแสดงความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาด้วยการยืนยันว่า หากพบผู้ใดประพฤติมิชอบให้เอาใบเสร็จมายืนยันด้วย
ประการที่ 2 ข้าราชการการเมือง ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต ผู้ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง รับราชการไม่เจริญก้าวหน้า ถูกข่มเหงรังแก หากยินยอมเป็นพรรคพวก หลายท่านต้องลาออกจากราชการ
ประการที่ 3 รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภานายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรครัฐบาลได้ร่วมมือพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล รวมทั้งคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีบ้านพิษณุโลก ใช้อุบายอันแยบยลทางการเมืองสร้างภาพลวงตาประชาชนว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แล้วพลิกแพลงหาประโยชน์เป็นที่ประจักษ์ชัดโดยทั่วไป แท้จริงแล้วใช้ผลประโยชน์เป็นตัวนำการเมือง ระดับรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่บริหาร รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ นำประเทศไปสู่การปกครองระบอบเผด็จการทางรัฐสภาเมื่อเป็นเช่นนี้ การวางตัวบุคคลในตำแหน่งสำคัญทั้งทางการเมืองและข้าราชการประจำจึงตกอยู่กับพรรคพวกนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น เป็นช่องทางที่ก่อให้เกิดการกอบโกยผลประโยชน์ จึงนับว่าเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ประการที่ 4 การทำลายสถาบันทางทหาร ทหารเป็นสถาบันข้าราชการประจำเพียงสถาบันเดียวที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองของนักการเมือง จากสภาพโดยส่วนรวมทั่วไปจะเห็นว่ารัฐบาลได้เผชิญหน้ากับฝ่ายทหารมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณีลิตเติลดั๊ก รถวิทยุสื่อสารเคลื่อนที่ การไม่ปลด ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง จากการเป็นรัฐมนตรีตามสัญญาสุภาพบุรุษ
ประการที่ 5 การบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อปี 2525 ประมาณ 9 ปีเศษที่ผ่านมา พลตรีมนูญ รูปขจร และพรรคพวกได้บังอาจคบคิดวางแผนทำลายล้างราชวงศ์จักรีเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสู่แบบที่ตนเองและคณะได้กำหนดไว้ การวางแผนการชั่วร้ายดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ พลตรีมนูญ รูปขจรและพรรคพวกถึง 43 คนถูกจับกุมในที่สุดและได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มคณะบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองให้ได้รับการประกันตัวจนสามารถก่อการปฏิวัติได้อีกสามครั้ง
จากเหตุผลและความจำเป็นทั้งห้าประการ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติไม่สามารถที่จะปล่อยให้ภาวะระส่ำระสายของชาติบ้านเมืองเกิดขึ้นรุนแรงต่อไปอีกได้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะดำเนินการจัดระบอบการบริหารราชการแผ่นดินให้กลับสู่สภาพปรกติโดยเร็วที่สุด
เมื่อ รสช. ได้ยึดอำนาจของพลเอกชาติชายแล้ว รสช.ได้เชิญนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดของพวกตน และ รสช. ยังได้แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นเพื่อดำเนินการออกกฎหมายแทนฝ่ายนิติบัญญัติเดิม จากนั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 ของประเทศไทยที่มีเนื้อหาสาระเป็นเผด็จการ โดยระบุให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ท่ามกลางการต่อต้านของประชาชนเป็นจำนวนมาก และต่อมารัฐบาลชุดนี้ก็ได้คืนอำนาจให้กับประชาชนชาวไทยโดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535
เมื่อได้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ได้เสียงข้างมากก็ได้ตกลงกันที่จะให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งมี ส.ส. มากที่สุด คือ 79 คน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่นายณรงค์ วงศ์วรรณก็ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากทางการสหรัฐอเมริกาแจ้งว่ามีความใกล้ชิดกับผู้ค้ายาเสพติด จึงได้เสนอชื่อพลเอกสุจินดาให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งถือเป็นการตระบัดสัตย์ เนื่องจากพลเอกสุจินดาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญฉบับของพวกตนเปิดช่องไว้ให้อีกด้วย
ประชาชนส่วนหนึ่ง นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมืองจึงได้ประท้วงต่อต้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา จนกระทั่งถึงช่วงวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2535 เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและประชาชน มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลได้จับกุมพลตรีจำลองและแกนนำผู้ต่อต้านพลเอกสุจินดาจำนวน 7 คน คือ
1.นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล
2.นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์
3.นายแพทย์เหวง โตจิราการ
4.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
5.นางสาวจิตราวดี วรฉัตร (บุตรสาวของเรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร ซึ่งมาอดอาหารประท้วงพลเอกสุจินดาเช่นเดียวกับพลตรีจำลอง)
6.นายวีระ มุสิกพงศ์
7.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
จึงมีการเรียกเหตุการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวว่า “พฤษภาทมิฬ” หรือตามที่คณะกรรมการญาติวีรชนเป็นผู้เสนอว่า “พฤษภาประชาธรรม”
เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถสงบลงได้ ก็ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเรียกพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเมื่อคืนวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 โดยได้ทรงเตือนสติบุคคลทั้งสองว่า “ประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง”
พลเอกสุจินดาจึงได้ลาออกจากตำแหน่งใน 4 วันต่อมา จากนั้น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำชื่อของนายอานันท์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่สภาได้มีมติเลือกพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่สองอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน ก็ยุบสภาผู้แทนราษฎรคืนอำนาจให้กับประชาชนอีกครั้ง…
 
 
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
19 พฤศจิกายน 2551

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s