ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 6 นโยบายทักษิณ)

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 6 นโยบายทักษิณ)
…สำหรับนโยบายสำคัญของรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่ทำให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง และเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น มีดังต่อไปนี้
1.นโยบายพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้เกษตรกร ซึ่งมีรายได้ในแต่ละปีไม่คงที่ สามารถหารายได้มาชำระคืนหนี้สินที่มีอยู่กับสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้ และในระหว่างที่อยู่ระหว่างการพักชำระหนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ก็ต้องจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อสำรวจรายรับ-รายจ่ายของตนเอง และจะได้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก คงไว้แต่รายจ่ายที่จำเป็น เมื่อมีการควบคุมรายจ่ายแล้ว ก็มีรายได้เพิ่มขึ้น จนสามารถที่จะหาเงินมาชำระหนี้ได้เร็วขึ้นอีกทางหนึ่งอีกด้วย
2.จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพ และไม่ต้องการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ เมื่อมีรายได้จากการประกอบอาชีพแล้ว จึงนำเงินกู้มาคืนเพื่อให้ผู้อื่นได้กู้ต่อไป โดยในระยะแรกได้กำหนดให้ทุกชุมชนได้รับเงินแห่งละ 1 ล้านบาท ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการให้เงินตามขนาดของประชากรในชุมชนนั้น ๆ คือขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ (small-medium-large: SML)
3.ให้ชุมชนต่าง ๆ นำทรัพยากรที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นสินค้าประจำตำบล หรือที่เรียกว่า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” (One Tambon One Product: OTOP) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร และหัตถกรรมที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ
4.เปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเอง ไม่ต้องเช่าบ้านของราชการ ซึ่งเมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็จะต้องส่งคืนให้กับส่วนราชการต้นสังกัด เพื่อให้ข้าราชการผู้อื่นได้เช่าต่อไป หรือที่เรียกว่า “บ้านเอื้ออาทร”
5.แปรสภาพบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) เป็นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (Small & Medium Enterprise Development Bank of Thailand: SME Bank) เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือการพัฒนาผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งทางด้านการเงิน การบริหาร และการตลาด
6.จัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ปรับโครงสร้างหนี้และโครงสร้างกิจการลูกหนี้ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เพื่อให้สถาบันการเงินซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้
7.พัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยให้รัฐวิสาหกิจมีความสามารถในการแข่งขันและการบริหารทัดเทียมกับภาคเอกชน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจมักจะถูกสังคมมองว่า บริหารงานแบบราชการ จึงทำให้ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการ ซึ่งในปี 2546 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในฐานะอดีตผู้บริหารธุรกิจเอกชนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมรัฐวิสาหกิจเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมอบหมายนโยบายการบริหารแก่รัฐวิสาหกิจจำนวน 12 แห่ง ดังนี้ (ชื่อเรียงตามลำดับอักษร)
1.การเคหะแห่งชาติ
2.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
3.การท่าเรือแห่งประเทศไทย
4.การประปานครหลวง
5.การประปาส่วนภูมิภาค
6.การไฟฟ้านครหลวง
7.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
8.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
9.การรถไฟแห่งประเทศไทย
10.โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง
11.สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
12.องค์การสวนยาง
นอกจากนี้ ยังได้แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในรูปองค์การของรัฐ ให้เป็นรูปบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด เพื่อให้มีการบริหารในรูปแบบเดียวกับธุรกิจเอกชน และนำหุ้นของบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ และบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจมาแต่เดิม ออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนและนักลงทุน ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนไปใช้ในการขยายกิจการ อันจะเป็นผลดีในการลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐ และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย โดยในรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้มีการดำเนินการดังนี้
1.ปี 2544 จำหน่ายหุ้นของบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) แปลงสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และจำหน่ายหุ้นของ ปตท.
2.ปี 2545 แปลงสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) เป็นบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)) และแปลงสภาพการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) เป็นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
3.ปี 2546 จำหน่ายหุ้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และแปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เป็นบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
4.ปี 2547 จำหน่ายหุ้นของ ทอท. แปลงสภาพ อ.ส.ม.ท. เป็นบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และจำหน่ายหุ้นของอสมท
5.ปี 2548 แปลงสภาพกฟผ. เป็นบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) แต่เนื่องด้วยข้อผิดพลาดบางประการ ศาลปกครองสูงสุดจึงได้พิพากษาเพิกถอนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการแปลงสภาพ กฟผ.
8.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยการให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ สามารถนำสินทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพมาเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ เพื่อให้ผู้กู้สามารถสร้างรายได้ชำระคืนหนี้สินจากสินทรัพย์ของตน ซึ่งนโยบายนี้มีความคล้ายคลึงกับการระดมทุนในการก่อสร้างศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 บนถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร มูลค่า 24,000 ล้านบาท โดยออกหุ้นกู้เสนอขายต่อนักลงทุน และนำรายได้จากการเช่าอสังหาริมทรัพย์ของส่วนราชการต่าง ๆ มาชำระคืนแก่ผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งโครงการนี้มิได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการก่อสร้างเลย และยังเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการที่ราชพัสดุในความดูแลของกรมธนารักษ์อีกด้วย
9.พัฒนาการโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง โดยเปิดประมูลการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (นามพระราชทานที่ได้รับมาใช้เรียกแทนชื่อสนามบินหนองงูเห่า) ใหม่ หลังจากที่โครงการนี้ถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ริเริ่มไว้เมื่อปี 2503 แต่โครงการนี้ก็ดำเนินไปอย่างล่าช้า เนื่องจากนโยบายของแต่ละรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศไม่เหมือนกันและไม่ต่อเนื่องกัน และได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากนั้นก็ได้มีการดำเนินการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจนแล้วเสร็จ และทดลองใช้ในปี 2548 จากนั้นในวันที่ 28 กันยายน 2549 ก็มีการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ มีการย้ายอุปกรณ์ต่าง ๆ จากท่าอากาศยานกรุงเทพ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นท่าอากาศยานดอนเมือง) ภายในคืนนั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าก่อนหน้านั้นเพียง 9 วัน นายกรัฐมนตรีผู้กำหนดให้การก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งนี้เป็นวาระแห่งชาติ ก็มีอันต้องถูกยึดอำนาจไปเสียก่อน
สำหรับการขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล รัฐบาลได้ออกนโยบายขยายเส้นทางรถไฟฟ้าจำนวน 9 สาย ออกไปจนถึงบริเวณชานเมือง กทม. เช่น เขตราษฎร์บูรณะ เขตบางกะปิ และจังหวัดปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ตลอดจนเชื่อมโยงเส้นทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 สาย คือสายสะพานตากสิน-สนามกีฬาแห่งชาติ (สายสีน้ำเงิน) และสายหมอชิต-อ่อนนุช (สายสีเขียว) ของ กทม. ซึ่งมีบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) เป็นผู้รับสัมปทาน ส่วนอีกสายหนึ่งก็คือสายหัวลำโพง-บางซื่อ (สายสีฟ้า) ขององค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โดยยังคงใช้อักษรย่อเดิมคือ รฟม.) ซึ่งมีบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (ปัจจุบันคือบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)) (BMCL) เป็นผู้รับสัมปทาน ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีโครงการที่จะให้ผู้โดยสารสามารถใช้ตั๋วร่วมกันได้ทุกระบบรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบนดินหรือใต้ดิน
10.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นการให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลของรัฐ ด้วยคุณภาพที่เท่าเทียมกัน โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 30 บาทต่อครั้งเท่านั้น
11.ทำสงครามกับยาเสพติด ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่มักจะตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดต่าง ๆ โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) และเอ็กตาซี (ยาอี) ซึ่งออกฤทธิ์อย่างรุนแรงต่อจิตและประสาท ทำให้สติสัมปชัญญะของผู้เสพผิดปกติไป จนสามารถก่ออาชญากรรมที่รุนแรงได้ เช่น จับผู้อื่นเป็นตัวประกัน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ทำร้ายบุคคลในครอบครัว ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนือง ๆ เป็นต้น โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดกับผู้ผลิตและผู้ค้ายาเสพติด เช่น การให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นสถานที่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายยาเสพติด และการออกพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เพื่อกำหนดให้ผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษา ในฐานะของผู้ป่วย มิใช่ผู้ต้องหา โดยการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุขได้ต่อไป
12.ปฏิรูประบบราชการ โดยรัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการให้เป็นไปเพื่อ “ประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน” และรัฐบาลยังได้ออกพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 เพื่อปฏิรูปโครงสร้างของส่วนราชการไทยเสียใหม่ โดยแบ่งส่วนราชการระดับกระทรวงออกเป็น 20 กระทรวง ตามภารกิจที่คล้ายคลึงและเกี่ยวข้องกันของงานที่รับผิดชอบ ดังนี้
1.สำนักนายกรัฐมนตรี
2.กระทรวงกลาโหม
3.กระทรวงการคลัง
4.กระทรวงการต่างประเทศ
5.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
6.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
8.กระทรวงคมนาคม
9.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
10.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
11.กระทรวงพลังงาน
12.กระทรวงพาณิชย์
13.กระทรวงมหาดไทย
14.กระทรวงยุติธรรม
15.กระทรวงแรงงาน
16.กระทรวงวัฒนธรรม
17.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
18.กระทรวงศึกษาธิการ
19.กระทรวงสาธารณสุข
20.กระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการแล้ว การปฏิรูประบบราชการที่ปรากฏผลเด่นชัดอื่น ๆ ก็มีเช่น การจัดตั้งศูนย์บริการร่วม ณ จุดเดียว (one stop service) เพื่ออำนวยความสะดวกของประชาชนผู้มาติดต่อราชการที่เกี่ยวเนื่องกับส่วนราชการหลาย ๆ แห่ง การพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐไปสู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ประหยัดได้ทั้งเวลาและทรัพยากร การจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินงานประจำปีของส่วนราชการ (annual report) และรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ยังได้ปฏิรูประบบบริหารราชการในส่วนภูมิภาค โดยการสร้างระบบผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ กล่าวคือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในจังหวัดอย่างแท้จริง โดยที่รัฐบาลกลางจะแบ่งอำนาจในการตัดสินใจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีลักษณะเป็น หัวหน้าคณะผู้บริหารสูงสุด” (chief executive officer: CEO) ของจังหวัดนั่นเอง และในส่วนท้องถิ่นก็ได้มีการกระจายอำนาจการปกครอง (decentralization) โดยส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล กทม. และเมืองพัทยา สามารถจัดทำบริการสาธารณะบางประการให้กับประชาชนแทนรัฐบาลกลางได้
การปฏิรูประบบราชการนี้จึงถือว่าเป็นการพลิกโฉมระบบราชการของไทยจากที่เคยถูกโจมตีว่ามีกฎระเบียบ และขั้นตอนในการดำเนินงานมากมาย จึงไม่ทันใจประชาชน ให้เป็นระบบราชการที่ตอบสนองต่อประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และทำให้ข้าราชการ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือลูกจ้างของประเทศนั่นเอง ได้เกิดจิตสำนึกในการให้บริการ (service mind) ต่อเจ้าของประเทศให้มากกว่าเดิม
13.หวยบนดิน พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการตำรวจ ได้เล็งเห็นว่า ประชาชนชาวไทยส่วนมากยังคงนิยมเล่นการพนันเพื่อเสี่ยงโชค โดยเฉพาะสลากกินรวบ (หวยบนดิน) ซึ่งไม่ว่าผู้ซื้อจะถูกหรือไม่ถูกรางวัลก็ตาม เจ้ามือก็จะสามารถสร้างความร่ำรวยบนความลำบากของผู้ซื้อได้ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจึงเห็นว่า เงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจใต้ดินนี้มีเป็นจำนวนมาก หากรัฐบาลจัดเป็นเจ้ามือเสียเอง เงินค่าซื้อหวยแทนที่จะตกไปเป็นของเจ้ามือ ก็จะเข้าสู่รัฐเป็นรายได้ของแผ่นดิน และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนกิจการของรัฐบาล และหากหวยที่ซื้อไปถูกรางวัล ผู้ซื้อก็จะได้รับรางวัลเต็มจำนวน พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จึงได้มอบหมายให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ตั้งแต่ปี 2546 และได้นำเงินส่วนหนึ่งจากการขายหวยบนดินนี้ จัดสรรเป็นเงินทุนการศึกษาสำหรับจัดส่งเยาวชนไทยไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ อำเภอละ 1 คน หรือที่เรียกว่า “1 อำเภอ 1 ทุน” นั่นเอง
14.ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้ประกาศให้การสร้างสังคมไทยเป็นสังคมฐานความรู้ (knowledge-based society) เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง อันจะเห็นได้จากการจัดสรรเงินทุนให้กับเยาวชนไทยตามโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ดังกล่าว การปรับปรุงโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กในต่างจังหวัด ให้มีคุณภาพทัดเทียมกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงใน กทม. และยังได้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการจัดตั้ง “สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้” (Office of Knowledge Management and Development: OKMD) เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับแหล่งการเรียนรู้ที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ การส่งเสริมความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ การส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม การสร้างสรรค์งานออกแบบ และการส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และภูมิปัญญาให้เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ
15.พัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นที่ทราบกันว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ แต่ต้องมีการติดต่อสื่อสารและร่วมมือกับต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และอื่น ๆ ในรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ประเทศไทยได้พัฒนาความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกหลาย ๆ องค์กร เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asia Nation: ASEAN) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC) กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) เพื่อแสดงถึงจุดเด่นในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนเพื่อสร้างความเจริญให้กับเศรษฐกิจของชาติ จนทำให้บทบาทและศักยภาพของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ได้รับการยอมรับจากภาคีสมาชิกองค์การเหล่านี้ โดยเฉพาะการก่อตั้งกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) เมื่อปี 2545 และในการประชุมสุดยอดผู้นำสมาชิก APEC ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในปีถัดมา
สำหรับการค้าระหว่างประเทศในยุคของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ได้มีการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (free trade agreement: FTA) กับหลาย ๆ ประเทศ เช่น FTA ไทย-ออสเตรเลีย, ไทย-นิวซีแลนด์, ไทย-อินเดีย, ASEAN-จีน เพื่อเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยให้สามารถขายในตลาดต่างประเทศได้ โดยที่เกษตรกรก็จะได้รับประโยชน์จากราคาผลิตผลทางการเกษตรที่ปราศจากกำแพงภาษี และเปิดโอกาสให้คนไทยได้ใช้สินค้าจากต่างประเทศในราคาถูก เนื่องจากไม่มีกำแพงภาษีเช่นกัน ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจจากผลิตผลการเกษตรของไทยอีกทางหนึ่ง และนอกจากการลงนามใน FTA แล้ว นายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ยังได้ริเริ่มนโยบายการค้าระหว่างประเทศแบบแลกเปลี่ยน (barter trade) โดยการนำผลิตผลทางการเกษตรของไทยไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น ๆ จากต่างชาติ เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นต้น
นี่คือนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ผู้เป็นทั้งนักบริหาร นักธุรกิจ นักวิชาการ และนักการเมืองที่มีประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศศรัทธา เนื่องจากผลงานที่สร้างไว้ได้ให้ประโยชน์ ศักดิ์ศรี คุณค่า และคุณภาพชีวิตแก่พวกเขา ในฐานะคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยนโยบายและผลงานต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ทำให้ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงได้รับประโยชน์ นายกรัฐมนตรีผู้นี้จึงต้องเผชิญวิกฤติครั้งสำคัญในชีวิต…
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
18 ธันวาคม 2551

 

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s