ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 9 ขบวนการโจรสลัด (1))

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 9 ขบวนการโจรสลัด (1))

…ในขณะที่รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ กำลังบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสามารถเปรียบได้กับ กัปตันที่พา “สยามรัฐนาวา” ฝ่าฟันมรสุมคลื่นลมและแดดฝนจากต่างประเทศ ก็ยังจะต้องมาเผชิญกับบรรดาโจรสลัด ซึ่งก็คือวิกฤติที่เกิดขึ้นจากคนไทยบางส่วนที่ไม่พอใจกัปตันคนนี้ ไม่พอใจเส้นทางการเดินเรือของกัปตัน และไม่พอใจผู้โดยสารที่เลือกกัปตันคนนี้ให้มาขับเรือประเทศไทย จึงได้เกิด “ขบวนการโจรสลัด” 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มผู้ไม่พอใจพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้แก่ กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากการรูปแบบการบริหารประเทศของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่ทำให้ตนเองเกิดความเดือดร้อน สามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

1.1 กลุ่มนายทหารผู้สวามิภักดิ์ต่อฝ่ายอำมาตยาธิปไตย กล่าวคือ กลุ่มนายทหารที่มีความใกล้ชิดกับพลเอกเปรม ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีบารมีในวงการทหาร มีลักษณะเด่น คือ ยึดติดในการผูกขาดอำนาจของพลเอกเปรมและพวกพ้องของตน จึงไม่ชื่นชมต่อการกระทำของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ขาดความเคารพต่อพลเอกเปรม ด้วยการไม่เคยขอคำปรึกษาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารในระดับสูงในกองทัพ เนื่องจากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มองว่ากองทัพเป็นสมบัติของประชาชน ไม่ใช่สมบัติของพลเอกเปรมที่จะมาบงการบังคับบัญชาได้แต่เพียงผู้เดียว กลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงไม่สามารถยอมรับความเป็นนักบริหารสมัยใหม่ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ เช่น นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 7 (นตท.7) บางคน อาทิ พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ (สามีของคุณหญิงสุพัตรา) และพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ไม่สามารถยอมรับการที่เพื่อน นตท.10 ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และลูกพี่ลูกน้องของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ อย่างพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร มีบทบาทในกองทัพได้ และด้วยความที่บุคคลเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับพลเอกเปรม หรือที่คนส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า “ป๋าเปรม” กลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงถูกขนานนามว่า “นายทหารลูกป๋า”

1.2 กลุ่มข้าราชการหัวโบราณ โดยเฉพาะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งปฏิเสธรูปแบบการบริหารประเทศของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่เน้นเรื่องความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ในระบบราชการ ทำให้ตนเองเกิดความหวาดระแวงว่าประชาชนจะมีบทบาทในการตรวจสอบภาครัฐแทนตน เช่น นายกล้านรงค์ จันทิก เลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งผิดหวังจากการที่ไม่สามารถโค่นพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ลงจากตำแหน่งเนื่องจากคดีซุกหุ้นได้ และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งไม่มีความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนี้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งมีจำนวน 9 คน ได้สรรหาบุคคลจำนวน 3 คนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ คือ นางจารุวรรณ ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการ คตง.ที่ร่างระเบียบการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสียเองด้วย โดยที่ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการ คตง. สรรหาบุคคลที่สมควรได้รับเลือก โดยให้ผู้ที่สมควรได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดและเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ คตง. (ในเวลานั้นยังไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุตถจุลจอมเกล้า จึงยังไม่ได้ใช้คำนำหน้าชื่อว่าคุณหญิง) นายประธาน ดาบเพชร และนายนนทพล นิ่มสมบุญ และได้ลงมติเพื่อพิจารณาบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งปรากฏว่า นายประธานได้รับคะแนนสูงที่สุดและเกินกึ่งหนึ่งของ คตง. คือ 5 คะแนน นางจารุวรรณได้ 3 คะแนน ส่วนนายนนทพลไม่ได้คะแนน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว คตง.ต้องส่งชื่อผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือนายประธานไปให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ แต่ คตง. ซึ่งมี ดร.ปัญญา ตันติยวรงค์ เป็นประธาน กลับเสนอชื่อบุคคลทั้งสามให้วุฒิสภาลงมติเลือก และทำให้คุณหญิงจารุวรรณได้เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจนถึงปัจจุบัน

และ ส.ว. บางส่วน ก็ได้กระทำเกินกว่าหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้วุฒิสภาทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ คตง.เสนอมาเท่านั้น หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบก็จะเป็นหน้าที่ของ คตง. ในการพิจารณาเลือกบุคคลให้วุฒิสภาสรรหาต่อไป แต่ที่ประชุมวุฒิสภากลับลงมติเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจากรายชื่อทั้งสาม โดยคุณหญิงจารุวรรณได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแทนที่จะเป็นนายประธาน ทำให้ ส.ว.บางส่วนที่ไม่ได้ลงมติเลือกนางจารุวรรณ เกิดความสงสัยในกระบวนการสรรหา ว่า คตง.มีอำนาจใดในการเสนอชื่อบุคคลทั้งสามให้วุฒิสภาเลือก แทนที่จะเลือกเองให้ได้ผู้ที่มีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพียงคนเดียว แล้วเสนอให้วุฒิสภาเห็นชอบ และที่ประชุมวุฒิสภามีสิทธิเลือกบุคคลเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแทน คตง. หรือไม่ อันนำไปสู่การที่ประธานรัฐสภาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญในปี 2547 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยว่า กระบวนการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในครั้งนี้ไม่ถูกต้อง คตง.จึงได้สรรหาและเสนอชื่อนายวิสุทธิ์ มนตริวัต อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ต่อวุฒิสภา และประธานวุฒิสภาก็เตรียมการที่จะนำชื่อของนายวิสุทธิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาเดียวกับการที่นายประมวล รุจนเสรี ส.ส.พรรคไทยรักไทยกลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ เทียนทอง ได้เขียนหนังสือ พระราชอำนาจ” และ “การใช้อำนาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์” เนื่องจากกลุ่มวังน้ำเย็นเห็นว่าพรรคไทยรักไทยในช่วงหลังมีขนาดใหญ่มาก และดูแลสมาชิกของกลุ่มไม่ทั่วถึง จึงทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ อาจจะให้ความสำคัญกับ ส.ส.ของกลุ่มอื่น ๆ ในพรรคมากกว่ากลุ่มวังน้ำเย็น ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็นจึงได้รวบรวมรายชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อยับยั้งการทูลเกล้าฯ ถวายชื่อนายวิสุทธิ์ คุณหญิงจารุวรรณจึงยังคงทนอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจนถึงปัจจุบัน และทำให้ในช่วงหลังของรัฐบาล กลุ่มวังน้ำเย็นกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง

1.3 กลุ่มราชนิกูล ซึ่งเห็นว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะที่เป็น นตท. เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) เป็นข้าราชการตำรวจที่ได้รับพระราชทานยศถึงพันตำรวจโท เป็นเจ้าของกิจการที่ได้รับพระราชทานนามดาวเทียม “ไทยคม” เมื่อปี 2537 เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และในที่สุด ก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่จะต้องมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของชาติ คนกลุ่มนี้ในฐานะที่เป็นเครือญาติของสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเกิดความไม่พอใจและพยายามกล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ พยายามทำตัว “ตีเสมอ” สถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล

1.4 กลุ่มสื่อมวลชน ซึ่งเห็นว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มีความต้องการที่จะแทรกแซงสื่อสารมวลชน ดังเช่นกรณีไอทีวี และสื่อมวลชนบางรายก็มีอคติส่วนตัวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณโดยตรง เช่น นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า และอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสมัยพลเอกเปรม ซึ่งมีความเคียดแค้นนายกรัฐมนตรีผู้นี้ตั้งแต่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุคนายชวน เนื่องจากไม่สามารถยับยั้งพลตรีจำลองไม่ให้เสนอชื่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแทนตนเองได้ และยังคงโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอยู่เรื่อยมา และมีความเหิมเกริมถึงขนาดวิพากษ์วิจารณ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้นว่าถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณต่อรองให้พ้นผิดในคดีนี้ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กทม. เจ้าของบริษัท ว็อชด็อก จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ของ อ.ส.ม.ท.และ สทท. ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่หน่วยงานทั้งสองแห่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการเช่าเวลาออกอากาศรายการ ทำให้ ดร.เจิมศักดิ์ได้รับผลกระทบทางรายได้ นายสุทธิชัย และนายเทพชัย จากเครือเนชั่น ที่นอกจากจะได้รับผลกระทบจากกรณีไอทีวีแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากการถอดรายการวิทยุจากสถานีของกรมการพลังงานทหาร เนื่องจากได้เชิญนาวาอากาศตรีประสงค์มาให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ และถอดสถานีโทรทัศน์ Nation Channel จากเครือข่ายของบริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ยูบีซี) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน)) เนื่องจากมีการโฆษณาแอบแฝง เช่น ตั้งสินค้าต่าง ๆ ไว้ที่หน้าโต๊ะผู้ประกาศข่าว ซึ่งถือว่าเป็นการผิดต่อกฎระเบียบของราชการ ที่ห้ามมิให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีมีการโฆษณา นายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน) เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ไม่ได้รับความสะดวกในการทำการตลาดหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

และสื่อมวลชนผู้ที่ไม่อาจละเลยที่จะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ได้ ก็คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งและเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ร่วมทำธุรกิจกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมานาน อีกทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวเหมือนกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีกด้วย จึงได้อาศัยความเป็นนักการเมืองของนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ในการหาผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะการได้รับการจัดสรรเวลาจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 21.30-22.00 นาฬิกา ผลิตรายการวิเคราะห์ข่าวและเหตุการณ์ “เมืองไทยรายวัน” ร่วมกับ อ.ส.ม.ท.ในยุคที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตผู้บริหารบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (ผอ.) อ.ส.ม.ท. ในปี 2545 และได้ปรับโฉมสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ให้เป็น “โมเดิร์นไนน์ทีวี โทรทัศน์แห่งความทันสมัย”

หลังจากที่นายมิ่งขวัญเข้าดำรงตำแหน่ง ผอ.อ.ส.ม.ท. ประมาณ 1 ปีก็ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบและความถี่ในการออกอากาศรายการเมืองไทยรายวัน ให้เป็นรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” เนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ออกอากาศทุกวันศุกร์ เวลา 22.00-23.00 นาฬิกา โดยมีนายสนธิ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ จัดรายการร่วมกับนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ อดีตผู้ประกาศข่าวภาคภาษาอังกฤษจากสถานีโทรทัศน์ Nation Channel และเคยทำงานอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ Channel News Asia ประเทศสิงคโปร์มาก่อน

เนื้อหาของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ในช่วงแรก นายสนธิมักจะชื่นชมพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบริหารประเทศ แต่เมื่อนายสนธิไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในเรื่องการขอต่อวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ของนายวิโรจน์ นวลแข ซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่นายสนธิและเครือผู้จัดการ และการขอใช้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง 11/1 ของกรมประชาสัมพันธ์ เป็นสถานีโทรทัศน์ของตนเอง หลังจากทดลองออกอากาศในนาม 11 News 1 ได้ไม่นาน ทั้งที่บริษัท ไทยเดย์ด็อทคอม จำกัด ในเครือผู้จัดการ มิใช่คู่สัญญากับกรมประชาสัมพันธ์โดยตรง แต่ไทยเดย์ฯ เป็นผู้ทำสัญญาช่วงกับบริษัท อาร์เอ็นที เทเลวิชั่น จำกัด (มหาชน) ของพันตำรวจเอกรวมนคร ทับทิมธงไชย ซึ่งเป็นคู่สัญญากับกรมประชาสัมพันธ์ที่แท้จริง ประกอบกับการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็น “แหล่งทุน” ที่สำคัญรายหนึ่งของพรรคไทยรักไทย เป็นรัฐมนตรีเพียงคนเดียวในรัฐบาลสมัยที่สอง ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดรุ่น CTX 9000 เพื่อมาใช้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสนธิก็เริ่มโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยเริ่มจากกล่าวหากรณีการขายหุ้น ปตท. ในปี 2544 ว่ามีเครือญาตินักการเมืองได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่ถูกมาก และสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่านั่งในตำแหน่งเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีทำบุญประเทศที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2548 อีกทั้งยังได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ว่าละเมิดพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “สมเด็จฯ เกี่ยว”) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สอง ทั้ง ๆ ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นพระอาจารย์ในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงปฏิบัติพระภารกิจได้ และเมื่อสัญญาในการผลิตรายการกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2548 ในตอนสุดท้ายของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ วันที่ 9 กันยายน 2548 นายสนธิได้อ่านบทความชื่อ “พ่อของแผ่นดิน-ลูกแกะหลงทาง” ซึ่งมีเนื้อหาสาระโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนี้

พ่อมีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ พ่อไม่เคยเกรี้ยวกราด ด่าทอลูกว่าโง่ เวลาพ่อจะบอกลูกถึงปัญหา พ่อมักมีแง่คิดดี ๆ มีนิทานแฝงคติให้ลูกได้นำไปคิดเสมอ ๆ ซึ่งเมื่อลูก ๆ ได้คิด ก็จะเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น พ่อมักเตือนให้ลูก ๆ แปรงฟันก่อนนอนเพื่อฟันจะได้ไม่ผุ แต่ลูก ๆ ก็มักจะคิดได้หลังจากที่ต้องถอนฟันไปซี่แล้วซี่เล่า พ่อมักบอกให้เราซื่อสัตย์ทำงานหนัก เพื่อที่เราจะได้มีความเป็นอยู่ดีที่ตามอัตภาพ พ่อไม่เคยบอกให้เราต้องร่ำรวยเพื่อจะมีความสุข พ่อมักบอกเสมอ ๆ ว่าเรามีความสุขได้ตามอัตภาพโดยไม่ต้องร่ำรวย พ่อที่มีลูก ๆ ของท่าน 60 กว่าล้านคน ไม่เคยคิดที่จะยอมขายลูกของตัวเอง เอาเปรียบลูกของตัวเอง เพื่อฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้แต่พาหนะเดินทางของพ่อ รองเท้าเก่า ๆ ของพ่อก็ยังคงมัธยัสถ์ทะนุถนอม ใช้ของเดิม ๆ เมื่อชำรุดก็ให้คนเอาไปซ่อม ไม่เคยคิดแม้แต่จะไถเงินจากลูกครั้งละ 40 สตางค์เพื่อความมั่งคั่ง ส่วนตัวของพ่อเอง พ่อมักบอกกับลูกเสมอ ๆ ว่าเราต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน ถ้าลูกคนโตสบายอยู่คนเดียว ในขณะที่ลูก ๆ อีก 60 กว่าล้านคนต้องลำบากต้องโดนเอาเปรียบ โดยการเปลี่ยนแปลงพี่น้องให้เป็นทาส มอมเมาพี่น้องด้วยเงินทอง โทรศัพท์มือถือ การพนัน ไม่ถือเป็นการพัฒนา พ่อบอกว่าให้ลูก ๆ เลือกตัวแทนมาทำงาน มาบริหารครอบครัว โดยมีเป้าหมายเพื่อ ความสุขสูงสุดของลูก ๆ ทุกคน ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุด ของครอบครัว แต่เพื่อความสุขสูงสุดของครอบครัว ภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่มากมาย ทั้งภายในบ้าน และรอบ ๆ บ้าน แต่มีลูกที่ดื้อรั้น หยิ่งผยองอวดดี ที่บังเอิญสวมหนังลูกแกะ และคุณธรรม คิดวัดรอยเท้าพ่อ ใช้พี่น้องคนอื่น ๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางคนก็รู้และสมยอมเพราะพี่ชายคนโตมีท่าไม้ตายคือ เงินฟาดหัว จากลูก ๆ ที่เป็นแกะดำเพียงไม่กี่คน ลัทธิรวยแล้วโก้รวยแล้วเท่ห์ รวยแล้วกร่าง ก็เริ่มแพร่หลายในสังคม จากลูกแกะเชื่อง ๆ ที่มาจากศรัทธาของพี่น้อง ไหว้แม้แต่พี่น้องที่อาศัยอยู่ข้างถนน กลายเป็นคนใจร้อนกำแหง เกรี้ยวกราดกับทุกคน จากคนเดิม ๆ ที่พ่อยอมให้เข้ามาบริหารครอบครัวแม้มีความไม่โปร่งใสเรื่องทรัพย์สิน จากผู้นอบน้อม กลายเป็นศาสดาซึ่งมอบความกลัว ความเกลียดชัง การหยามหลู่และข้อกล่าวหาว่าโง่แก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม กลายเป็นศาสดาที่กำแหงถึงขาดกล้าชี้ผิดชี้ถูก รุกคืบในสิทธิมนุษยชนของพี่น้องคนอื่น ๆ เข้าไปถึงในความคิด ในวิถีชีวิตของพี่น้องอีก 60 ล้านคน จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง กลายเป็นบุคคลปริศนาที่ไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ กลัวการตอบคำถาม และยึดครองสมบัติของครอบครัวเป็นของตนแต่ผู้เดียว พ่อบอกว่าพ่อเกลียดคนโกง ลูกแกะหลงทางบอกว่า ไม่ต้องตรวจสอบผมรับประกัน ผมใหญ่ที่สุดแล้วในครอบครัวถ้าใครมีปัญหาระวังจะไม่มีงานทำ พ่อบอกว่านี้คือลูกที่ดีของฉัน ลูกชายผู้หลงผิดบอกว่าต้องขับออกจากพรรค พ่อบอกว่าเราควรมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง พวกลูกแกะหลงทางกลับบอกว่า จะเอาอะไรกินเราไปอยู่กระต๊อบกันดีไหม พวกโง่ทั้งหลาย พ่อบอกว่าเราต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กันก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน ลูกแกะหลงทาง ขายสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อทำกำไรแก่คณะตนเอง ลามไปการจัดตั้งกินกำลังคุ้มกันบ้าน ลูกแกะหลงทางกล่าวกำแหง ผมจะเอาคนนี้ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะพ่อต้องอยู่ใต้กฎบ้าน ลูกแกะคนโตยังหลงทางต่อไป…ต่อไป…และต่อไป ลูก ๆ ทั้งหลาย ตื่นเถิด ตาสว่างได้แล้ว ชีวิตนี้ของพวกท่านเป็นของพ่อโดยไม่ต้องมีกฎใด ๆ มารองรับ…กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน”

ในสัปดาห์ต่อมา นายธงทอง จันทรางศุ กรรมการอสมท ในฐานะโฆษกคณะกรรมการอสมท ก็ได้แถลงข่าวการถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี

นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเข้าซื้อกิจการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด และประชาชาติธุรกิจ และบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และโพสต์ทูเดย์ โดยผู้เข้าซื้อกิจการคือบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นผู้บริหาร การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ถูกโจมตีว่านายไพบูลย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ต้องการที่จะมีกระบอกเสียงให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในการประชาสัมพันธ์ตนเอง การต่อต้านดังกล่าวส่งผลให้จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ต้องยกเลิกการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว

และอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สื่อมวลชนมักจะมีอคติต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็คือ การทำงานของสื่อมวลชนที่มักจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ในเชิงการค้า ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการนำเสนอข่าวที่ไม่ให้เกียรติต่อแหล่งข่าว เช่น สัมภาษณ์บุคคลที่เป็นข่าวด้วยคำถามที่รุนแรง และมีลักษณะบังคับให้ตอบ ในปี 2548 พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จึงได้ “จัดระเบียบ” สื่อมวลชนสายทำเนียบรัฐบาล ด้วยการพิจารณาคำถามของสื่อมวลชนที่ถามมาว่าสร้างสรรค์หรือไม่ แต่ก็ถูกสื่อมวลชนผู้ไร้จรรยาบรรณโจมตีจนต้องยกเลิกการจัดระเบียบดังกล่าว หลังจากที่เพิ่งเริ่มดำเนินการไปได้ไม่นาน…

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
14 มกราคม 2552

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s