ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 15 เส้นทางล้มทักษิณ (3))

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 15 เส้นทางล้มทักษิณ (3))
หลังจากที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ไม่ได้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิก็เริ่มขึ้นพาดหัวด้วยข้อความที่รุนแรงและหยาบคาย พร้อม ๆ กับที่นายสนธิและนางสาวสโรชาได้เริ่มต่อต้านรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยได้เริ่มจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” ครั้งที่ 1 ขึ้น เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2548 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากเดิมที่จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ในห้องส่งของ ASTV ที่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2548 เนื่องจากมีผู้ที่หลงเชื่อนายสนธิเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก มีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ASTV News 1 และยังได้ถ่ายทอดเสียงผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนเจ้าฟ้า FM 97.75 MHz (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวิทยุชุมชนยามเฝ้าแผ่นดิน) อีกด้วย เมื่อนายสนธิเห็นว่ามีผู้หลงเชื่อตนเองเป็นจำนวนมาก จึงได้ขยับขยายสถานที่จัดรายการในครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 เป็นสวนลุมพินีแทน โดยเนื้อหาในการจัดรายการทุกครั้ง จะมีเนื้อหาสาระที่เป็นเท็จ โจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต การไม่ศรัทธาในระบอบการปกครองประชาธิปไตยและวิจารณ์ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งมีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ที่เลือกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยการสร้างวาทกรรม “ประชาธิปไตย 4 วินาที”เพื่อโจมตีการเลือกตั้งว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้งเป็นประตูด่านแรกของประชาชนในการคัดเลือกผู้แทนของตนเข้าไปบริหารประเทศ การแต่งตั้งสมเด็จฯ เกี่ยว การทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเป็นสามัญชนคนแรกที่บังอาจใช้พระอุโบสถวัดพระแก้ว การมีเครื่องบิน “ไทยคู่ฟ้า” ไว้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเทียบเท่าเครื่องบินพระที่นั่ง ในลักษณะเดียวกับเครื่องบิน Air Force One ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จนทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ต้องฟ้องร้องนายสนธิในคดีหมิ่นประมาท อีกทั้งในครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 นายสนธิได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยการขอถวายคืนพระราชอำนาจและขอพระราชทานผู้นำในการปฏิรูปการเมือง และได้บังอาจใช้เสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์วันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือวันจันทร์ และมีข้อความว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ โดยต่อมาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้ตีพิมพ์ข้อความ “ถวายคืนพระราชอำนาจ” ไว้ใต้หัวหนังสือพิมพ์ อีกทั้งยังได้ยุยงส่งเสริมให้ประชาชน “เลือกข้าง” ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีกด้วย
และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการขายหุ้นของ กฟผ.ที่จะเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2548 ตามที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นางสาวรสนา นายสุริยะใส นายศิริชัยและพวกเป็นผู้ฟ้องคดี กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงได้เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มของนายสนธิ เพราะเชื่อว่าหากองค์กรที่ตนเองเปลี่ยนสถานะเป็นรูปบริษัทแล้ว ประชาชนจะได้รับผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น
สำหรับข้อเท็จจริงในเรื่องของการแต่งตั้งสมเด็จฯ เกี่ยวนั้น มีที่มาจากการที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน มีพระชนมายุสูงมาก และอยู่ในระหว่างการประทับเพื่อรักษาพระสุขภาพ ไม่สามารถปฏิบัติพระภารกิจได้ ตามกฎหมายคณะสงฆ์ เมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงปฏิบัติพระภารกิจได้ จะทรงแต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน หากสมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะดังกล่าว ให้สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทน แต่หากสมเด็จพระราชาคณะดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้มหาเถรสมาคมเลือกสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสรองลงมาปฏิบัติหน้าที่แทน และให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งต่อมารัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้ออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2547 เพื่อให้สามารถแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งประกอบด้วยสมเด็จราชาคณะหลาย ๆ รูปได้ โดยกรรมการมหาเถรสมาคมเลือกสมเด็จฯ เกี่ยวเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หาใช่เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สองตามที่นายสนธิหลอกลวงไม่
ส่วนเรื่องการทำบุญประเทศ “ศาสนสัมพันธ์ สมานฉันท์แห่งชาติ” เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2548 นั้น มีที่มาจากในช่วงปี 2547 เกิดวิกฤติการณ์โรคไข้หวัดนก มีการฆ่าไก่และสัตว์ปีกต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และเกิดเหตุการณ์สึนามิที่มีประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศเสียชีวิตมากมาย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รัฐบาลจึงมีแนวความคิดที่จะจัดกิจกรรมทำบุญครั้งใหญ่ให้กับประเทศไทย แต่ติดขัดเรื่องการเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 จึงได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานงานขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดการทำบุญดังกล่าวในพระอุโบสถวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการและสำนักพระราชวัง และจากการเปิดเผยของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ทำหนังสือไปยังเลขาธิการพระราชวังพบว่า เคยมีสามัญชนหลายคนที่ไปทำพิธีในวัดพระแก้ว เช่น นายประมวล สภาวสุ พลตำรวจเอกสล้าง บุนนาค นายสวัสดิ์ โชติพานิช ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สามัญชนสามารถเข้าไปได้ เช่นเดียวกับที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จัดงานดังกล่าว ก็มิได้เข้าไปในบริเวณที่สงวนไว้สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์แต่อย่างใด
และในส่วนของการจัดซื้อเครื่องบินประจำตำแหน่ง “ไทยคู่ฟ้า” นั้น มีที่มาจากการเกิดอุบัติเหตุของเฮลิคอปเตอร์ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2540 ทำให้ข้าราชบริพารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงมีแนวคิด “จากเบื้องบน” ให้รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณขายเฮลิคอปเตอร์ที่มีปัญหานี้แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อเครื่องบินเพื่อใช้ในกิจการของรัฐบาลต่อไป รัฐบาลชุดนี้จึงได้จัดซื้อเครื่องบินสำหรับใช้ในกิจการของรัฐบาลที่มีชื่อว่า “ไทยคู่ฟ้า” ตามชื่ออาคารสำคัญในทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีทั้งเครื่องบินพระที่นั่งและเครื่องบินประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ถือเป็นการ “ตีตนเสมอเจ้า” แต่อย่างใด อีกทั้งยังได้จัดซื้อเครื่องบินพระที่นั่งลำใหม่ขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายอีกด้วย
หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการหลอกลวงผู้คนจำนวนหนึ่งได้ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้สำเร็จ นายสนธิและนางสาวสโรชาจึงได้เดินสายไปจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรในต่างจังหวัดเช่นครั้งที่ 10 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 โดยหลวงตามหาบัวเป็นผู้ยินยอมให้ใช้สถานที่ที่วัดป่าบ้านตาด เป็นที่น่าสังเกตว่า หลวงตามหาบัวซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่เคยประกาศตนเองว่ามีจิตใจบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งก็คงไม่ผิด เมื่อครั้งที่ทำโครงการผ้าป่าช่วยชาติเมื่อปี 2541 แต่พระป่าสายวิปัสสนากรรมฐาน ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตรูปนี้ กลับยินยอมให้นายสนธิใช้ศาสนสถานอย่างวัดป่าบ้านตาด โจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วยสาระอันเป็นเท็จ และพระอาวุโสรูปนี้ก็หลงเชื่อนายสนธิเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่กล่าวโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยเชื่อ “ตามที่มีคนพูดกันมา” ว่าเป็นมหาโจร คิดจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี เป็นเสนียดจัญไรของบ้านเมือง และจะสร้างความฉิบหายให้กับประเทศ และยังได้นำอวัยวะเพศหญิงมาใช้เป็นคำด่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีพระภิกษุรูปใดกล่าวหาลูกศิษย์ของตนด้วยข้อความอันรุนแรงและหยาบคายต่อสาธารณชน (ผ่านทางหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) เช่นนี้มาก่อน อีกทั้งยังได้ให้สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz ร่วมเป็นเครือข่ายถ่ายทอดเสียงรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่ปลุกระดมคนในชาติให้แตกสามัคคีกันอีกด้วย ซึ่งทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่นำคำเทศนาเชิงวิพากษ์วิจารณ์นี้มาเผยแพร่ แต่ไม่ได้ฟ้องร้องภิกษุอาวุโสรูปนี้แต่ประการใด เนื่องจากเห็นว่าเป็นครูบาอาจารย์ผู้มีบุญคุณต่อตนเองมาก่อน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า ทุกคนในสังคมที่ทำผิดพลาด สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ จึงควรมีสติในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะได้ดำรงตนอยู่ในความดีงาม ไม่ถูกผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจึงได้ถอนฟ้องคดีที่ฟ้องนายสนธิเกี่ยวกับคดีที่พาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่นายสนธิกลับเมินเฉย ประพฤติตนเป็น “ลูกแกะหลงทาง” ยิ่งกว่าที่ได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเสียอีก โดยการประกาศระดมมวลชนสาวกของตนเอง 500,000 คน เพื่อขับไล่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณในวันที่ 9 ธันวาคม 2548 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนายสนธิมีสาวกไม่ถึงจำนวนดังกล่าว

ต่อมาเมื่อขึ้นสู่ปี 2549 ความโกหกของนายสนธิได้รับการตอบสนองจากมวลชนผู้หลงผิดมากขึ้น โดยในครั้งที่ 14 ในวันที่ 13 มกราคม 2549 นายสนธิได้รวบรวมรายชื่อประชาชนเหล่านี้ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาผ่านทางพลเอกเปรม เพื่อให้มีการปฏิรูปการเมืองใหม่ และในคืนนั้นนายสนธิ นาวาอากาศตรีประสงค์ พลตำรวจเอกประทิน และคณะได้ออกเดินทางจากสวนลุมพินี ไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันและบีบบังคับให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ลาออก สร้างความไม่พอใจให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นอย่างมาก เนื่องจากเห็นว่าการบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและไม่มีเหตุผล อีกทั้งในวันต่อมาคือวันที่ 14 มกราคม 2549 เป็นวันเด็กแห่งชาติซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครอง จะพาบุตรหลานของตนมาเยี่ยมชมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น รัฐสภาก็ได้ผ่านพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งมีสาระสำคัญในการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลต่างด้าวในกิจการโทรคมนาคมจากเดิมร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49 โดยไม่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคนใดคัดค้านเลย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของบริษัทโทรคมนาคมไทย ซึ่งมีบริษัทต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 3 บริษัท คือดีแทค (Telenor จากนอร์เวย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) ทีเอ ออเร้นจ์ (Orange จากฝรั่งเศสเป็นผู้ถือหุ้น) และบริษัท ไทยเทเลโฟน แอนด์เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)) (ทีทีแอนด์ที) (NTT จากญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) ร้องขอต่อรัฐบาลในช่วงปลายปี 2544 หลังจากที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มีผลใช้บังคับแล้ว เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เห็นว่า ควรเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติถือหุ้นได้มากกว่าร้อยละ 25 เพื่อรับการถ่ายทอดวิทยาการจากผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมการการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม และก่อนหน้านั้นในช่วงเดือนตุลาคม 2548 กลุ่มตระกูลเบญจรงคกุลซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ขายหุ้นยูคอมที่ถืออยู่ทั้งหมดร้อยละ 39.88 ให้กับบริษัท ไทย เทลโค โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งไทย เทลโคฯ มี Telenor เป็นผู้ถือหุ้นทางตรงร้อยละ 49 และถือหุ้นผ่านทางบริษัทที่ Telenor ถือหุ้นทั้งหมด คือบริษัท โบเลโร จำกัดอีกร้อยละ 26 เมื่อรวมแล้ว Telenor จึงเป็นผู้ถือหุ้นในไทย เทลโคฯ ร้อยละ 75 โดยผู้ขายหุ้นไม่มีการชำระภาษีให้แก่รัฐแต่ประการใด เนื่องจากยูคอมเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เงินกำไรที่ได้จากการขายหุ้นจึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามกฎหมายที่ออกไว้ตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 กลุ่มตระกูลชินวัตรได้ประกาศขายหุ้นของชิน คอร์ปอเรชั่นที่ถืออยู่ทั้งหมดร้อยละ 49.59 ให้กับบริษัทแอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ Temasek Holdings ของรัฐบาลสิงคโปร์ถือหุ้นทั้งหมดและบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัดซึ่งมีบริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ จำกัด (บริษัทที่ Temasek ถือหุ้นทั้งหมดเช่นเดียวกันกับแอสเพน โฮลดิ้งส์) ถือหุ้นร้อยละ 48.99 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 5.78 และบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด (มีนายสุรินทร์ อุปพัทธกุล, ไซเพรส โฮลดิ้งส์, นายพงส์ สารสินและนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ถือหุ้นร้อยละ 68,29.9,1.27,0.82 ตามลำดับ) ถือหุ้นร้อยละ 45.22 ทำให้กลุ่มชินวัตรได้รับเงินจากการขายหุ้นเป็นจำนวนเงินประมาณ 73,271 ล้านบาท กลับกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มีคนหลงเชื่อนายสนธิจนเข้ามาเป็นแนวร่วมอีกมากมาย เนื่องจากนายสนธิได้นำเรื่องนี้ ไปหลอกลวงประชาชนว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณละเว้นไม่ชำระภาษีให้รัฐ ได้รับประโยชน์จากกิจการที่เติบโตขึ้นในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี และขายกิจการสื่อสารให้กับต่างชาติ ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่ตระกูลชินวัตรขายไป เป็นเพียงหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่นำคลื่นความถี่ในกิจการโทรศัพท์มือถือ (ที่เอไอเอสได้รับจากทีโอที) และโทรทัศน์ (ที่ไอทีวีได้รับจาก สปน.) และวงโคจรดาวเทียม (ที่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)) ได้รับจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ) ไปขายให้กับบริษัทของสิงคโปร์แต่อย่างใด และบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่างก็มีผลประกอบการที่เติบโตขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะแต่ชิน คอร์ปอเรชั่นเพียงบริษัทเดียว เหตุการณ์ขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นนี่เอง ที่เป็นเสมือน “น้ำมันเชื้อเพลิง” ที่เผาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งมีกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ให้บุคคลผู้นี้เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ร่วมกันเป็นมือวางเพลิงในอีก 7-8 เดือนต่อมา…
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
5 กุมภาพันธ์ 2552

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s