ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 16 เส้นทางล้มทักษิณ (4))

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 16 เส้นทางล้มทักษิณ (4))

…สำหรับเหตุการณ์สำคัญในช่วงสุดท้ายของรัฐบาลประชาธิปไตยของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั้น มีดังต่อไปนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 คุณหญิงจารุวรรณได้ตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมคืน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ ดร.สุชน ประธานวุฒิสภาทูลเกล้าฯ ถวายชื่อนายวิสุทธิ์เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ ตั้งแต่ปี 2548 แต่ยังมิได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแต่ประการใด นายวิสุทธิ์จึงขอถอนตัวจากการได้รับเสนอชื่อ และในวันเดียวกันนี้ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ที่ปรึกษากฎหมายตระกูลชินวัตร ในการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการขายหุ้นดังกล่าว โดยได้ชี้แจงความเป็นมาในการขายหุ้นว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีความต้องการที่จะนำหุ้นของชิน คอร์ปอเรชั่นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดรองของหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จึงได้จัดตั้งและถือหุ้นทั้งหมดในบริษัท Ample Rich Investment (ARI) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน (British Virgin Islands: BVI) เพื่อรับโอนหุ้นของชิน คอร์ปอเรชั่นที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณถืออยู่ เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ที่กำหนดว่าบริษัทที่จะนำหุ้นเข้าซื้อขายได้ต้องมีผู้ถือหุ้นสัญชาติต่างด้าว

แต่ต่อมาสภาวะทางเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนไป พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จึงยกเลิกแผนการนำชิน คอร์ปอเรชั่น เข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และเข้าสู่วงการการเมือง โดยตั้งพรรคไทยรักไทยและให้ ARI ขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กับนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาในราคาเท่ากับที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โอนให้กับ ARI จึงไม่ต้องเสียภาษีเนื่องจากเป็นการขายในราคาที่เท่าทุน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขายผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ตาม เนื่องจากไม่มีกำไร และในกรณีที่กลุ่มตระกูลชินวัตรขายหุ้นให้กับกลุ่ม Temasek ก็เป็นการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน เนื่องจากเป็นกำไรที่เกิดจากการขายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นเดียวกับกรณียูคอม นอกจากนี้แล้ว กลุ่มตระกูลชินวัตรยังได้บริจาคเงิน 1,000 ล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นให้แก่มูลนิธิไทยคม เพื่อประโยชน์แก่เยาวชนไทยในด้านการศึกษา

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ไทยเดย์ฯ สามารถออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ASTV ได้ต่อไปโดยห้ามกสท โทรคมนาคมและกรมประชาสัมพันธ์ระงับสัญญาณออกอากาศ การคุ้มครองของศาลนี้เอง ที่ทำให้สถานีโทรทัศน์ ASTV สามารถปลุกระดมและมอมเมามวลชนให้เกิดความแตกแยกด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จและด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งที่ยาวนานระหว่างกลุ่มวังน้ำเย็นกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ นางอุไรวรรณ เทียนทอง ภรรยาของนายเสนาะได้ประกาศลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งให้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นายสนธิได้รวบรวมมวลชนที่เป็นสาวกของตนเอง เรียกว่า “ภารกิจกู้ชาติ” เพื่อแสดงพลังและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ บีบบังคับให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายสนธิได้ยื่นฎีกาผ่านทางพลเอกเปรม ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายสนธิและเครือข่ายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและ ASTV ยอมถวายตัวเป็นทาสรับใช้พลเอกเปรม หลังจากที่ตนเองเคยเขียนบทความขับไล่พลเอกเปรมในปี 2531 ว่า “จงไปเถิด เจ้ากะเทยเฒ่า” อีกทั้งนักวิชาการร่วมเครือข่ายหลายคน เช่น ดร.ชัยอนันต์ และ ดร.ภูวดล ก็เคยถวายฎีกาคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรมในปีเดียวกันนั่นเอง โดยอ้างว่าพลเอกเปรมใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปกป้องตนเอง ส่วนนางสาวสโรชาและนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายของนายสนธิ ได้เดินทางไปยื่นฎีกาผ่านทางเลขาธิการคณะองคมนตรี ที่พระบรมมหาราชวัง ในเวลากลางคืนอันมิใช่เวลาราชการปกติ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเป็นที่ปรากฏเด่นชัดทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ว่านายสนธิได้อ่านคำถวายฎีกาด้วยกิริยาวาจาที่กักขฬะอย่างยิ่ง ด้วยการยืนเท้าสะเอวและอ่านฎีกาด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮากเหมือนคนขาดสติ เหมือนกับเอกสารที่ตนเองอ่านอยู่นั้น มิใช่คำร้องทุกข์ที่ราษฎรพึงจะกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าแผ่นดินเลย ซึ่งฎีกาที่นายสนธิและคณะผู้หลงผิดเดินทางไปยื่นนั้น มีสาระดังนี้ (คงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิมที่ได้คัดลอกมาจาก http://www.manager.co.th) “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า เหล่าพสกนิกรผู้มีรายนามข้างท้ายนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบถึงความทุกข์ร้อนของ แผ่นดิน ที่สำคัญและร้ายแรงยิ่ง อันเนื่องมาจากการบริหารราชการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งนับวันแต่จะทำให้ประเทศชาติและสังคมไทยเสื่อมทรุด ก่อให้เกิดวิกฤตอันใหญ่หลวงหลายด้านแก่บ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ
วิกฤตที่เกิดขึ้นกินอาณาบริเวณรอบด้าน ไม่เฉพาะแต่ทางการเมืองเท่านั้น หากแต่รวมทั้งทางสังคม ทางจริยธรรม และทางเศรษฐกิจ กับทั้งเป็นวิกฤตที่ไม่อาจขจัดปัดเป่าได้ด้วยกลไกของระบอบการเมืองปัจจุบัน ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะตลอดระยะเวลา 4 – 5 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ดำเนินกรรมวิธีต่าง ๆ ทำลายกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไปเสียสิ้น เป็นเหตุให้ตลอดปี 2548 ประเด็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยได้รับการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ในลักษณะไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังความทราบใต้เบื้องพระยุคลบาทแล้ว
แม้สถานการณ์ของชาติบ้านเมืองในเวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกระบวนการแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ครั้งใหญ่ แต่นายกรัฐมนตรีท่านนี้ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 313 ก็หาได้นำพาไม่
ประชาชนคนไทยได้ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย โดยหวังว่าจะสามารถขจัดและลดปัญหาเรื้อรังหลายประการที่บั่นทอนความผาสุกของ อาณาประชาราษฎร์ มาเป็นเวลาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายและพสกนิกรทุกคนเคยเชื่อมั่นว่า ระบอบประชาธิปไตยจะช่วยเหนี่ยวรั้งการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก ตลอดจนปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทุกระดับ
แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่
เพราะนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้อำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้กระทำทุกวิถีทางที่จะรวบอำนาจเข้าสู่ตัวเอง ควบรวมเอาพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยใช้อำนาจกลไกรัฐที่อยู่ในมือ หรือแลกด้วยผลประโยชน์ กดดันให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องจำยอม เมื่อสามารถรวบอำนาจครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ก็ดำเนินการครอบงำวุฒิสภา และองค์กรอิสระต่าง ๆ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฯลฯ เพื่อทำให้องค์กรอิสระต่าง ๆ ขาดประสิทธิภาพที่จะตรวจสอบหรือทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการครอบงำปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชน ในการแสวงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์และถ่วงดุลตรวจสอบผู้บริหารประเทศ ต่อการกระทำและการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชน ถูกครอบงำทำลายลงจนสิ้นสภาพ การเมืองการปกครองในปัจจุบันได้กลายสภาพเป็นระบอบเผด็จการรวบอำนาจ โดยมีนายกรัฐมนตรีท่านนี้แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ตัดสินใจได้ทุกเรื่อง โดยไม่ต้องฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนเจ้าของประเทศ
ภายใต้สภาพการเมืองดังกล่าว และด้วยการรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลุ่มการเมืองและพรรคพวกของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ได้อาศัยอำนาจและตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองที่ได้รับอาณัติจากประชาชน สร้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญบังหน้า ตั้งหน้าตั้งตากอบโกย โกงกิน ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง อย่างมโหฬารที่สุดชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กล่าวถึงว่าเป็นรัฐบาลโกงทั้งโคตร หรือโคตรานุวัตร
นายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่ ริเริ่มนโยบายเศรษฐกิจผ่านการติดต่อกับรัฐบาล และเอกชนในต่างประเทศ แสวงประโยชน์ให้แก่บริษัทของตนเองและพรรคพวก อาทิเช่น
การนำสายการบินต่างชาติที่ตนเป็นหุ้นส่วนเข้ามาดำเนินการแข่งกับสายการบินแห่งชาติ
การยอมแลกสิทธิการบินของประเทศ และการสั่งการให้สายการบินแห่งชาติเปิดเส้นทางการบินใหม่ทั้ง ๆ ที่เส้นทางนั้นต้องขาดทุนอย่างมหาศาล เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางการค้าของตนและพรรคพวก
การเร่งเจรจาการค้าทวิภาคีกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ โดยปราศจากการศึกษาและการเตรียมการรองรับผลเสียอย่างรอบคอบ หากมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางการค้าของตนและพรรคพวก และธุรกิจบางแขนง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์และวิถีชีวิตของเกษตรกร ตลอดจนประชาชนชาวไทยทั้งมวล
การถ่ายโอนระบบการศึกษาของชาติเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
การละเลยเมินเฉยต่อการแก้ปัญหาหนี้สินภาคเกษตรกร
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอันถือเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ นายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ปล่อยให้ดำเนินไปโดยขาดความโปร่งใส ส่อไปในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ตนและพรรคพวก ทั้งเปิดทางให้ต่างชาติที่กลุ่มการเมืองของตนมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้อง ทั้งทางตรง และทางอ้อม เข้ามาแสวงหาประโยชน์ท่ามกลางความกังขาและหดหู่ใจของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ที่ต้องแบกรับภาระจากการขึ้นค่าบริการไปพร้อมกับการสูญสมบัติของชาติ
และ ฯลฯ
นอกจากจะมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางขายสมบัติชาติ เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ประเทศในโครงการยักษ์ต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการอย่างรีบเร่งแล้ว ตลอดระยะเวลา 4 – 5 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยเรื่องการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ และกำหนดนโยบายในลักษณะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ลักษณะทุจริตเชิงนโยบาย อาทิเช่น
การยกเว้นภาษีบางประเภทให้กับธุรกิจของกลุ่มบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด
การเปลี่ยนแปลงการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
การจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ
การประมูลโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ
การทุจริตในโครงการปลูกยางพารา
การสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่
การพยายามซื้อเครื่องบินขับไล่จากรัสเซีย
และ ฯลฯ
จึงกล่าวได้ว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุด จำนวนผลประโยชน์และความเสียหายของชาติมโหฬารที่สุด อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
รวมทั้งล่าสุด การขายหุ้นบริษัทของตนเองที่เติบโตและมั่งคั่งขึ้นจากทรัพยากรของประเทศชาติ และสิทธิประโยชน์ที่รัฐหยิบยื่นให้ ทั้งโดยชอบธรรม และโดยฉ้อฉลจากการบริหารประเทศ ให้แก่เอกชนที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลต่างชาติ โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยมิได้คำนึงว่าธุรกิจดังกล่าวรัฐบาลในอดีตได้อนุมัติให้ก็โดยประสงค์จะให้เป็นธุรกิจของคนไทย เป็นความภาคภูมิใจของไทยทั้งชาติ ที่แม้แต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานตราพระครุฑพ่าห์ที่มีจารึกว่า “โดยได้รับพระบรมราชานุญาต” พระราชทานนามดาวเทียมให้ว่า “ไทยคม” และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นสักขีพยานในวันที่ดาวเทียมไทยคมดวงแรกยิงขึ้นสู่วงโคจรของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2536 ณ ประเทศเฟรนซ์กิยาน่า แต่ก็หาทำให้นายกรัฐมนตรีท่านนี้สำนึกไม่
ในประเด็นนี้ ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าสลดและคับข้องใจในหมู่ประชาชนในรอบ 2 สัปดาห์มานี้อย่างชนิดสุดที่จะทนรับได้
ไม่เพียงเท่านั้น การขายหุ้นดังกล่าวยังทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ ด้านความมั่นคง คือ จุดพิกัดดาวเทียม และคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมออกไปให้แก่ต่างชาติอีกด้วย
กล่าวในทางสังคม ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมพื้นฐาน ล้วนถูกรื้อทำลายจนย่อยยับ ผู้คนทั้งหลายในบ้านเมืองต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลลัทธิบริโภคนิยมแบบไม่ลืม หูลืมตา เด็กและเยาวชนถูกวัฒนธรรมของโลกตะวันตกครอบงำ ศีลธรรมเสื่อมทรามตกต่ำ ประชาชนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เพราะผู้นำเป็นแบบอย่างและส่งเสริม ขาดการอดออมและประหยัด ขาดการส่งเสริมศีลธรรมคุณธรรมอันดีงาม แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงพระราชทานแนะนำ ก็หาได้รับความใส่ใจในทางปฏิบัติไม่
นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังรู้เห็นเป็นใจให้กับการก่อให้เกิดความแตกแยก ในหมู่พุทธศาสนิกชนและคณะสงฆ์ในประเด็นตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปก้าวก่ายการบริหารพุทธศาสนา
นอกจากนั้นแล้ว นายกรัฐมนตรีคนนี้ได้ดำเนินนโยบายผิดพลาดอย่างมหันต์ในการบริหารราชการใน 3 จังหวัดภาคใต้ ก่อให้เกิดวิกฤตร้ายแรงที่สุดที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดน
นายกรัฐมนตรีคนนี้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในงานด้านความมั่นคง และหลงเชื่อข้าราชการที่มีผลประโยชน์แอบแฝงในพื้นที่ ข้าราชการที่ดีและเป็นที่ยอมรับนับถือไว้วางใจของประชาชนถูกขจัดออกจากตำแหน่งหน้าที่ แก้ปัญหาด้วยวิธีการนอกกฎหมาย รู้เห็นเป็นใจกับการสั่งกำจัดชาวไทยมุสลิมผู้รักความเป็นธรรมเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชนชาวไทยมุสลิม ทำให้เกิดความแตกแยก และนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงโต้ตอบอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ครั้นเมื่อสถานการณ์ลุกลาม นายกรัฐมนตรีก็มิได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเอาใจใส่ ในประวัติศาสตร์ชาติไทย คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข แม้จะมีเหตุการณ์ที่ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ก็มิได้รุนแรงอย่างยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ ทำลายความสงบสุขในบ้านเมืองจนยากต่อการเยียวยาแก้ไข กล่าวได้ว่า ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ต้นตอของปัญหาล้วนมาจากนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ตราบใดที่นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป วิกฤตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยากที่จะแก้ไขและหาความสงบสุขไม่ได้
สรุปได้ว่า สถานการณ์บ้านเมือง ณ ขณะนี้ ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั้งหลายได้ตกอยู่ภายใต้หายนะภัย อันใหญ่หลวง เกิดปัญหาวิกฤติอย่างร้ายแรงในทุก ๆ ด้าน กินอาณาบริเวณกว้างขวาง กินลึกเข้าไปในทุกโครงสร้างของสังคมประเทศชาติ
สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก สุดที่จะเยียวยาแก้ไขได้ การที่จะอาศัยกลไกการแก้ไขทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญขจัดวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นและดำรงอยู่ ภายใต้การครอบงำแทรกแซงของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ เลือนราง สิ้นหวัง และหมดหนทางด้วยประการทั้งปวง เพราะกลไกทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญไม่อาจกระทำหน้าที่เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ ทางการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยได้ เนื่องจากได้ถูกแปรเจตนาและแปรรูปให้เป็นเครื่องมือค้ำจุนอำนาจของนายกรัฐมนตรีท่านนี้กับพวกพ้อง เป็นตราประทับนโยบายและการใช้อำนาจเพื่อการรักษาผลประโยชน์ของหมู่คณะเท่า นั้น
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ และสื่อมวลชนที่รักชาติ ได้พยายามท้วงติงการกระทำอันมิชอบเหล่านี้ กระทั่งล่าสุดได้ทำหนังสื่อถึงนายกรัฐมนตรีท่านนี้ว่าหมดความชอบธรรมที่จะ ปกครองประเทศต่อไปแล้ว เพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ควรยุติบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก่อนที่จะฉุดลากประเทศไปถึงซึ่งความพินาศยิ่งไปกว่านี้ แต่ก็ไม่บังเกิดผล ตรงกันข้ามตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีท่านนี้กลับอาศัยอำนาจที่มีอยู่ขจัดบุคคลเหล่านั้นไม่ให้สามารถดำเนินการท้วงติงคัดค้านได้ โดยอ้างความชอบธรรมจากการเป็นผู้นำพรรคการเมืองเสียงข้างมาก
การครอบงำสื่อมวลชน ทั้งโดยอำนาจรัฐ และโดยผลประโยชน์ทางธุรกิจและอามิสสินจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อมนานัปการ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมากกว่ายุคใด ๆ
นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังรู้เห็นเป็นใจกับการสั่งการให้ข้าราชการประจำภายใต้อาณัติเข้ามาทำร้ายประชาชนที่ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นโดยสันติตามกฎหมาย และยังมีนโยบายในลักษณะสร้างกองกำลังส่วนตัวขึ้นมาในหน่วยงานที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาทรัพยากรของแผ่นดิน อันเป็นการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐที่แสดงถึงความเหิมเกริมลุแก่อำนาจอย่างถึงที่สุด
เป็นที่ทราบกันดีว่า พรรคการเมืองที่มีทุนทรัพย์มากมักอาศัยการซื้อเสียงเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีคนนี้ใช้ทั้งอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ และอำนาจเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือการดำเนินนโยบายหาคะแนนนิยมจากประชาชนด้วย การให้เงินทุนในลักษณาการต่าง ๆ ทำให้เกิดความเคยชินในการรับประโยชน์ระยะสั้น บริโภคเกินตัว โดยไม่คำนึงถึงผลเสียระยะยาว เหมือนเอาฟางใส่เข้าไปในกองไฟ ไฟจะบรรเทาการลุกโชนชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่นานก็จะกลับมาลุกโชนต่อไป เพราะโครงสร้างที่ก่อให้เกิดวิกฤตยังไม่ได้รับการแก้ไข ที่สำคัญคือเงินเหล่านั้นล้วนมาจากภาษีอากรของประชาชน และเงินเพิ่มนอกงบประมาณที่มาจากนโยบายมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงอยู่กับการเสี่ยงโชคกับหวยต่าง ๆ ที่เพิ่มประเภทมากขึ้นในยุคนี้
นี่คือการทำลายทรัพยากรบุคคลของประเทศอย่างถึงราก
และนี่คือการทำลายแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถึงรากเช่นเดียวกัน
แท้จริงแล้ว ความชอบธรรมในการปกครองมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นความชอบธรรมจากการได้มาซึ่งอำนาจ โดยได้รับการสนับสนุนของประชาชนผ่านกระบวนการประชาธิปไตย อีกส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญกว่าส่วนแรก และเป็นส่วนที่ชี้ขาดความชอบธรรมอย่างแท้จริง คือ ความชอบธรรมอันเกิดจากผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน
การที่นายกรัฐมนตรีคนนี้อาศัยอ้างแต่เพียงความชอบธรรมส่วนแรก แล้วดำเนินการหาผลประโยชน์ส่วนตัวนานัปการดังได้พรรณนามาแล้ว และยังอ้างความชอบธรรมแต่เพียงส่วนเดียวมานี้มาปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งละเลยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามระบอบรัฐธรรมนูญ ทำให้ปวงข้าพระพุทธเจ้าหวั่นเกรงถึงภยันตรายที่จะบังเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ หากนายกรัฐมนตรีคนนี้จะบริหารบ้านเมืองต่อไป
ประชาชนทั้งปวงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ได้รับพระราชทานจากสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงมีสิทธิสมบูรณ์ และเด็ดขาด ในการเรียกร้องอำนาจนั้นคืนและถวายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อทรงใช้ร่วมกับประชาชน เมื่อรัฐบาลขาดความชอบธรรมและเกิดวิกฤตใหญ่หลวง
ระบอบประชาธิปไตยมิได้ให้การเลือกตั้งเป็นปัจจัยชี้ขาดการมีอำนาจปกครอง การเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการของการปกครอง มิใช่จุดหมาย จุดหมายคือการใช้อำนาจอย่างชอบธรรม ซึ่งประเมินได้จากผลการปฏิบัติงานที่จะต้องมีพื้นฐานอยู่บนการรักษาผล ประโยชน์ของชาติ
เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำขาดความชอบธรรมส่วนนี้ แม้ผู้นำนั้นมาจากการเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็มิอาจอ้างสิทธิที่จะทำการบริหารบ้านเมืองอีกต่อไปได้ ประชาชนย่อมมีสิทธิและหน้าที่ที่จะแสดงออกด้วยวิธีการอันสงบ เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำนั้นออกจากตำแหน่ง
ด้วยเหตุดังที่ปวงข้าพระพุทธเจ้ากราบบังคมทูลความข้างต้น ปวงข้าพระพุทธเจ้าจึงมีความเห็นพ้องร่วมกันว่า
ขณะนี้ประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ตกอยู่ภายใต้การปกครองของนายกรัฐมนตรีที่ลุแก่อำนาจ ส่อไปในลักษณะเผด็จการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือแต่ผู้เดียว และได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางไม่ชอบ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง มีพฤติกรรมที่ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง กอบโกยโกงกิน ขายชาติ ขายแผ่นดิน ไร้สิ้นซึ่งคุณธรรม ศีลธรรม ไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ไม่เคารพกฎหมาย วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หลักธรรมเนียมปฏิบัติที่พึงยึดถือของคนร่วมชาติ และบริหารประเทศชาติบ้านเมืองผิดพลาดเสียหายอย่างร้ายแรง กำลังนำชาติบ้านเมืองไปสู่ความหายนะล่มจม
นายกรัฐมนตรีท่านนี้คือปัญหาของแผ่นดิน เป็นผู้ก่อปัญหาวิกฤติร้ายแรงของชาติอย่างน่าวิตกและสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง หากปล่อยให้บริหารชาติบ้านเมืองอยู่อีกต่อไป ก็มีแต่จะก่อความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างสุดที่จะประมาณได้ ประชาชนผู้รักชาติบ้านเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันมิชอบก็จะถูกกดขี่ ข่มเหง รังแก ปองร้าย และย่ำยีบีฑาไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความอาฆาตมาดร้าย ดังที่ได้กระทำกับประชาชนและบุคคลต่าง ๆ มาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า
ปวงข้าพระพุทธเจ้าไม่มีหนทางใดและสถาบันใดจะเป็นที่พึ่งเพื่อแก้ไข ปัดเป่าปัญหาของชาติที่อุกฉกรรจ์ร้ายแรงหนักหน่วงเช่นนี้ได้ จำต้องขอพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลขอถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อันเปรียบประดุจดังพระบิดาของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ เป็นที่เทิดทูนเคารพเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติบ้านเมืองมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ยามที่บ้านเมืองมีทุกข์เข็ญ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทุกข์ร้อนด้วยอำนาจการปกครองอธรรมและฉ้อราษฎร์บังหลวง
ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงพระกรุณาปัดเป่าทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ อันเกิดจากน้ำมือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพระกรุณาวินิจฉัย
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายชีวิตด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ และขอปฏิญาณตนว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาสิทธิผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ เพื่อมิให้อธรรมอ้างความชอบธรรมแสวงหาผลประโยชน์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ควรมิควรประการใดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้านายสนธิ ลิ้มทองกุล นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ และประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมกัน ณ ที่นี้”

เมื่อเสร็จสิ้นจากการยื่นฎีกาแล้วนายสนธิและคณะได้เดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อเข้าพบและยื่นหนังสือต่อพลเอกสนธิ ผบ.ทบ. ซึ่งมีสาระอันเป็นเท็จว่า ขณะนี้ประชาชนทั้งประเทศไม่ต้องการให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศอีกต่อไป จึงขอให้ข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวออกมายืนเคียงข้างประชาชนตั้งแต่บัดนี้ โดยพลเอกสนธิได้กล่าวกับนายสนธิว่า “ผมจะยืนข้างประชาชน เพราะผมเป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว”…

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

5 กุมภาพันธ์ 2552

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s