ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 30 กฎหมายใต้ตีนโจร)

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 30 กฎหมายใต้ตีนโจร)
…สำหรับ สนช. ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติของ คมช.นั้น มีผลงานการตรากฎหมายเพื่อสนองความต้องการของ คมช.ทั้งสิ้น 221 ฉบับ โดยแบ่งเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ และพระราชบัญญัติทั่วไปอีก 215 ฉบับ ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับที่ สนช.เป็นผู้ออกนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ชนชั้นใดออกกฎหมาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งชนชั้นนั้น” โดยแท้จริง และยังมีกฎหมายอีกบางฉบับที่มีปัญหาในเรื่องขององค์ประชุมที่ไม่ครบ และการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุรยุทธ์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 แต่ยังมีลายมือชื่อเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในพระราชบัญญัติในวันหลังจากนั้นอีกด้วย ดังเช่นกฎหมายที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
1.พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดให้มีงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้น 1,566,200 และ 1,660,000 ล้านบาท ถูกจัดสรรให้กระทรวงกลาโหมถึง 115,024 และ 143,518 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.34 และ 8.64 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดตามลำดับ เนื่องจาก สนช.เป็นสภาที่มาจากฝ่ายทหาร จึงต้องจัดสรรงบประมาณให้กับฝ่ายทหารเป็นจำนวนมาก
2.พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 และพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 ซึ่งมีสาระให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้แปรสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่เป็นส่วนราชการอีกต่อไป ทั้งที่ สนช.สาย พธม. เช่นนายโสภณ สุภาพงษ์ เคยต่อต้านการกระทำเช่นนี้ในรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยกล่าวหาว่าเป็นการผลักภาระให้นิสิตนักศึกษาที่จะต้องชำระค่าเล่าเรียนสูงขึ้น
3.พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 กำหนดให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว และเพื่อประโยชน์ในการต่อรองของนายทหารระดับสูง เพื่อให้ได้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่สนองตัณหาของตน
4.พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เปลี่ยนแปลงประธานกรรมการ ก.ล.ต.เป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เนื่องจากหวาดระแวงว่าฝ่ายการเมืองจะแทรกแซงการดำเนินงานในระบบตลาดทุน
5.พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ให้อำนาจ กอ.รมน.ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในยามที่ประเทศเกิดวิกฤติ แต่ยังไม่เข้าข่ายต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
6.พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2550 ต่ออายุการทำงานของ คตส.จากภายใน 1 ปี เป็นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2551
7.พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2550 ห้ามกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ตนเองเป็นกรรมการ (ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นถือได้ไม่เกินร้อยละ 0.5) โดยนายณรงค์ โชควัฒนา สนช.ได้กล่าวถึงเหตุผลว่า รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของชาติ ต้องมีการบริหารที่โปร่งใส ซึ่งขัดแย้งกับบริษัทเอกชนอื่น ๆ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ที่กรรมการและพนักงานสามารถถือหุ้นในบริษัทนั้น ๆ ได้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน และสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของกิจการ
8.พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 จัดตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) (Thai Public Broadcasting Service: TPBS หรือ Thai PBS) เพื่อเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ในลักษณะเดียวกับ BBC ของประเทศอังกฤษ และ PBS ของสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดให้นำทรัพย์สินที่ยึดมาจากไอทีวีไปจัดตั้งเป็น Thai PBS และให้มีรายได้จากภาษีสุราและยาสูบปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่มีการโฆษณา ซึ่งต่างจากไอทีวีที่จะต้องชำระค่าสัมปทานให้กับรัฐ ทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ที่จะได้รับจากเงินค่าสัมปทานเป็นจำนวนมาก และทำให้ประชาชนสูญเสียสื่อมวลชนที่พึ่งพาได้ โดยเฉพาะการรายงานข่าวที่ฉับไว เที่ยงตรง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ ในสังคม ในรายการ “ร่วมมือร่วมใจ” การร่วมมือผลิตข่าวกับสถานีโทรทัศน์ในอนุภูมิภาค GMS ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในนามของ Mekong Community Television (MCTV) และเป็นสถานีโทรทัศน์เอกชนเพียงรายเดียวที่นำเสนอรายการแยกตามท้องถิ่น เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในแต่ละภูมิภาค นอกเหนือจาก สทท.ที่เป็นของรัฐ

โดย Thai PBS มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ไอทีวีอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางในเดือนพฤษภาคม 2549 ต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ที่ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีไอทีวี ทำให้ไอทีวีต้องกลับมาออกอากาศภายใต้เงื่อนไขในสัญญาสัมปทานฯ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา และนอกจากที่ สปน.จะทำร้ายไอทีวีโดยการไม่ยอมนำสัญญาสัมปทานฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ และส่งคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไปให้ศาลปกครองเพิกถอน ทั้งที่ศาลปกครองไม่มีอำนาจในการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากสัญญาสัมปทานฯ จัดทำขึ้นมาก่อนที่จะมีศาลปกครอง และศาลปกครองทั่วโลกต่างก็เคารพและไม่ก้าวก่ายการตัดสินของอนุญาโตตุลาการแล้ว ก็ยังได้อาศัยอคติที่มองว่าไอทีวีเป็นบริษัทในกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น หาช่องทางบอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ โดยทำหนังสือเตือนให้ไอทีวีชำระค่าปรับที่ออกอากาศไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทานฯ โดยคิดเป็นรายวัน วันละ 90-100 ล้านบาท (ร้อยละ 10 ของค่าสัมปทานปีละ 900-1,000 ล้านบาท) คิดเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งไอทีวีไม่สามารถหาเงินจำนวนมากมาชำระค่าปรับนี้ได้ จึงถูก สปน.บอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 และไอทีวีก็ได้นำข้อพิพาททั้งเรื่องการคิดค่าปรับที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น และการบอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ ที่ไม่ชอบธรรม เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป
เมื่อ สปน.ได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ กับไอทีวีแล้ว ก็ได้เปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเป็นทีไอทีวี (Thailand Independent Television: TITV) และได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้บริหารงานในรูปแบบหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ แต่ในระยะแรกก็เป็นไปโดยยากลำบาก กรมประชาสัมพันธ์ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนในการกำหนดรูปแบบสภาพการจ้างและจ่ายค่าจ้าง พนักงานของไอทีวีที่โอนไปเป็นพนักงานของทีไอทีวีจึงต้องรับบริจาคเงินจากประชาชนมาใช้ในการดำเนินงานไปพลางก่อน แต่ก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากความเร่งรีบและลุกลี้ลุกลนในการบอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ ถึงขั้นที่จะให้ทีไอทีวีย้ายที่ทำการจากอาคารชินวัตร 3 ของเอสซี แอสเสทซึ่งเป็นบริษัทของตระกูลชินวัตร ไปอยู่ที่ สทท. ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แต่ก็ยังย้ายไปไม่ได้ จนกระทั่งเป็น Thai PBS ก็ยังคงตั้งอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เห็นได้ชัดว่า สปน.และกรมประชาสัมพันธ์ ขาดการเตรียมความพร้อมในการแก้ปัญหาดังกล่าว มีเพียงแค่ความพยายามในการมุ่งทำลายล้างกิจการในเครือชิน คอร์ปอเรชั่นเท่านั้น และในระหว่างที่โอนไอทีวีไปเป็นทีไอทีวีนั้นเอง คุณหญิงทิพาวดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สปน. ได้เสนอกฎหมายจัดตั้งสถานีโทรทัศน์สาธารณะโดยใช้คลื่นความถี่เดิมของไอทีวี ทั้งที่ยังมีคดีความอยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการและในชั้นศาล และมี สนช.หลายคนที่คัดค้านการนำไอทีวีไปแปลงสภาพเป็นทีวีสาธารณะ โดยเสนอแนะให้ใช้ สทท.แทน เนื่องจากเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ไม่มุ่งเน้นผลกำไรในทางพาณิชย์ และมีเครือข่ายในการออกอากาศตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ อีกทั้งกลุ่มประชาชนที่เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของไอทีวีได้คัดค้านด้วยเหตุผลดังกล่าว แต่คุณหญิงทิพาวดีกลับไม่แยแสต่อคำเรียกร้องเหล่านั้น โดยยังคงยืนกรานที่จะเสนอกฎหมายจัดตั้ง Thai PBS ให้ สนช.พิจารณา จนกระทั่งผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551

โดยในคืนวันที่ 14 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 20.00 นาฬิกา อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้ส่งโทรสารถึงสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เพื่อให้ยุติการออกอากาศตั้งแต่เวลา 00.00 นาฬิกาเป็นต้นไป และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ก็ได้เริ่มออกอากาศในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งมีนายขวัญสรวง และนายเทพชัย ผู้ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์สถานีโทรทัศน์ไอทีวีในยุครัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ร่วมเป็นกรรมการนโยบายชั่วคราวของ ส.ส.ท. โดยมีนายเทพชัยทำหน้าที่เป็น ผอ.จนถึงคณะกรรมการชุดถาวรในปัจจุบัน ซึ่งดูประหนึ่งว่านายเทพชัยต้องการที่จะมาชำระสะสาง Thai PBS ให้มีรูปแบบเดียวกับไอทีวีที่เคยบริหารก่อนที่จะถูกชิน คอร์ปอเรชั่นซื้อกิจการ ด้วยการลาออกจากเครือเนชั่นมาเป็น ผอ.ส.ส.ท. และเป็นที่น่าสังเกตว่าสถานีโทรทัศน์แห่งนี้มีเนื้อหาสาระค่อนข้างเอนเอียงทางการเมือง เสมือนเป็นสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่สามารถรับชมได้โดยไม่ต้องติดตั้งจานดาวเทียม อีกทั้งพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และผู้ประกาศข่าวส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มกบฏไอทีวี และอดีตพนักงาน Nation Channel ที่ลาออกตามนายเทพชัยมาอยู่ด้วย

แต่ก็น่าดีใจที่ผลงานอันน่าอัปยศของ สนช.ที่สามารถบังคับใช้เป็นกฎหมายมีเพียงเท่านี้ ยังมีกฎหมายที่เป็นผลงานของ สนช.อีกหลายฉบับที่ไม่ผ่านการพิจารณาออกเป็นกฎหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่…) พ.ศ…… เสนอโดยนายไพศาล พลเรือเอกบรรณวิทย์ พลเรือโทพะจุณณ์ นายณรงค์ โชควัฒนา และนายคำนูณ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ พธม.และ คมช.ทั้งสิ้น ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนแปลงหลักอาวุโสของสมเด็จราชาคณะให้เป็นไปตามหลักพรรษา มิใช่หลักสมณศักดิ์ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ……. ที่มุ่งเน้นการจับผิดการกระทำที่มีลักษณะเป็นการถือหุ้นแทน (nominee) คนต่างด้าว เนื่องจากหวาดระแวงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทเอกชนบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เช่น ชิน คอร์ปอเรชั่น จนทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่พอใจ จนบางรายถึงขั้นขู่ว่าจะถอนการลงทุนจากประเทศไทย ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 พ.ศ…… เสนอโดยนายโสภณ สุภาพงษ์ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในรูปแบบบริษัทที่เกิดจากการแปลงสภาพตามกฎหมายฉบับนี้ เช่น ปตท. ทอท. ทีโอที กสท โทรคมนาคม อสมท และไปรษณีย์ไทย จะต้องถอยหลังเข้าคลองด้วยการกลับเป็นหน่วยงานของรัฐตามเดิม เนื่องจากนายโสภณ สุภาพงษ์ เคยมีประสบการณ์อันบอบช้ำกับการบริหารงานของบางจากจนเกิดความล้มเหลวมาแล้ว จึงเกิดอคติต่อรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่อยู่ในรูปบริษัท และยังมีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ…… ที่มีเนื้อหาสาระปกป้องและประจบสอพลอพลเอกเปรม ด้วยการกำหนดบทลงโทษผู้ที่หมิ่นประมาทองคมนตรี ให้ได้รับโทษเท่ากับผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้ง ๆ ที่องคมนตรีมีฐานะเป็นสามัญชนธรรมดา มิใช่พระบรมวงศานุวงศ์แต่อย่างใด แม้ว่าจะทำงานรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นหลักประกันว่าองคมนตรีจะต้องเป็นคนดี ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการกระทำที่ไม่เหมาะสม ดังเช่นพลเอกเปรมที่มีบทบาทสำคัญในการแทรกแซงการเเมืองไทย และแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองมาจนถึงปัจจุบัน…

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

26 กุมภาพันธ์ 2552

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s