ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 29 รัฐธรรมนวยหัวคูณ)

 
 
ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 29 รัฐธรรมนวยหัวคูณ)
 
…ภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ คมช.ก็คือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมุ่งเน้นทำลายล้างสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่ง ส.ส.ร.ได้โกหกคนไทยทั้งประเทศว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าเดิม ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ ทำให้การเมืองมีความโปร่งใสมากขึ้น และเพิ่มระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้เข้มข้นกว่าเดิม แต่ในเมื่องาช้างไม่เคยงอกจากปากสุนัขฉันใด รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคณะนายทหารโจรฉันนั้น ซึ่งต่อไปนี้จะได้ “ชำแหละ” ว่าสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาเป็นอย่างไร และตรรกะในความคิดของสมุน คมช.เช่นนาวาอากาศตรีประสงค์ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นเช่นใด ทำให้การเมืองไทยถอยหลังเข้าคลองไปกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย”) เพียงใด
1.การห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของกิจการสื่อสารมวลชนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการให้ผู้อื่นถือหุ้นหรือบริหารงานแทนด้วย เนื่องจากนาวาอากาศตรีประสงค์เกิดความหวาดระแวงนักการเมืองว่า จะสร้างปัญหาเช่นเดียวกับไอทีวี ที่มีการแทรกแซงการทำงานของผู้สื่อข่าวจนไอทีวีกลายเป็นกระบอกเสียงของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
2.กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มีสภาพบังคับและมีรายละเอียดมากขึ้น ทำให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปแทบจะไม่สามารถสร้างสรรค์นโยบายใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้เลย
3.ให้ประธานองค์กรอิสระและประธานศาลต่าง ๆ บีบบังคับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านทางอ้อม โดยการกำหนดตามอำเภอใจว่าเกิดวิกฤติกับประเทศชาติแล้ว บุคคลเหล่านี้ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็สามารถเสนอแนวความคิดอะไรก็ได้ที่คิดเองเอาว่าแก้ไขวิกฤติได้ เช่น อาจขอร้องให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนลาออก โดยมีที่มาจากกรณีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 และมีผู้ต่อต้านเป็นจำนวนมาก (ต่อมาตัดออก)
4.บีบบังคับให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรให้กับกองทัพให้พอเพียงกับความต้องการ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยลิ่วล้อของคณะทหารโจร จึงต้องมีบทบัญญัติที่เอาใจทหาร ให้ทหารมีงบประมาณและทรัพยากรที่ดี มีคุณภาพ แต่ไม่ต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณด้านอื่นของประเทศ เช่น การศึกษา สาธารณสุข
5.ลดจำนวน ส.ส.จาก 500 คน เป็น 400 คน (ต่อมาปรับเป็น 480 คน) โดยอ้างเหตุผลเรื่องความคล่องตัว และปรับปรุงวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.จากระบบแบ่งเขตเดิมที่มี ส.ส.เขตเลือกตั้งละ 1 คน เปลี่ยนเป็นระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน โดยอ้างเพียงว่าทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น และทำให้คะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายยิ่งขึ้น โดยสามารถกระจายคะแนนไปให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับ 2 แต่ที่แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรานี้มีไว้เพียงเพื่อช่วยให้ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเพียงพอที่จะเป็น ส.ส.ได้ เนื่องจากได้คะแนนลำดับ 2 ในระบบ one man one vote ในหลายเขตเลือกตั้ง จึงไม่ได้รับการเลือกให้เป็น ส.ส. แต่หากนำคะแนนเสียงที่ได้เป็นลำดับ 2 นี้มารวมกันในเขตเลือกตั้งที่ใหญ่กว่าก็สามารถเอาชนะพรรคการเมืองอื่นได้ และยังกำหนดให้มี ส.ส.ระบบสัดส่วนขึ้นมาแทน ส.ส. party list เพื่อแยกเป็นกลุ่มจังหวัดตามจำนวนประชากรที่แบ่งแล้วใกล้เคียงกัน และบางกลุ่มจังหวัดก็อยู่ต่างภาคกัน เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับที่นั่ง ส.ส.เพิ่มขึ้นในกลุ่มนี้ จากที่พรรคไทยรักไทยเคยได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากพิจารณาคะแนนเสียงทั้งประเทศ มิใช่เพียงกลุ่มจังหวัดหนึ่งกลุ่มจังหวัดใดเท่านั้น และนายจรัญ ภักดีธนากุล ยังได้ให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กับหนังสือพิมพ์มติชนว่า การมี ส.ส. party list เป็นการปูทางไปสู่ระบบประธานาธิบดี โดยกล่าวหาว่าการให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง เป็นการลดทอนพระราชอำนาจ
6.เพิ่มการ “ขายตัว” ของผู้สมัคร ส.ส. ให้มากกว่าเดิม ด้วยการลดระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนวันเลือกตั้งจาก 90 วัน เป็น 30 วัน ในกรณียุบสภา เพื่อให้ ส.ส.สามารถย้ายพรรคได้ตามที่ตนเองปรารถนาค่าตอบแทนที่สูงขึ้น
7.ห้ามพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ควบรวมกับพรรคการเมืองอื่นในระหว่างสมัยประชุม (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นในระหว่างอายุสภาผู้แทนราษฎร) เนื่องจากนาวาอากาศตรีประสงค์เห็นตัวอย่างจากพรรคไทยรักไทยที่ใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อกำจัดความเป็นรัฐบาลผสม สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ต้องเกรงปัญหาจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่กลับมองว่าเป็นการสร้างเผด็จการทางรัฐสภา
8.กำหนดให้ ส.ส.ที่ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีสามารถเป็น ส.ส.ได้ต่อไป ทำให้ ส.ส.ไม่มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายบริหารอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ดร.ศรีราชายังได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส. เนื่องจากไม่ไว้ใจตัวแทนที่ประชาชนเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศ แต่ต่อมาประเด็นนี้ถูกสังคมคัดค้านจนต้องตัดออก
9.เปลี่ยนแปลงจำนวนและที่มาของ ส.ว.จากเดิม 200 คน เปลี่ยนเป็น 160 คน (ต่อมาเปลี่ยนเป็น 150 คน) โดยมาจากการสรรหาทั้งหมด (ต่อมาเปลี่ยนเป็นจากการเลือกตั้งจังหวัดละเพียง 1 คน ที่เหลือมาจากการสรรหา) โดยคณะกรรมการ 7 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ และยังห้ามผู้เป็น ส.ว.ทั้งจากการเลือกตั้งและจากการสรรหาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 5 ปี ก่อนการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่าวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยมีฐานเสียงไม่ต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้วุฒิสภาถูกพรรคการเมืองครอบงำ
10.กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติหรือการครอบงำใด ๆ แม้แต่มติของพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และ ส.ว.บางส่วนก็มาจากการสรรหาโดยองค์กรที่ไม่ผูกพันกับประชาชน
11.กำหนดห้ามประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้กับ ส.ส.ในพรรคที่ตนเองสังกัด
12.ทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้ง่ายกว่าเดิม ด้วยการลดจำนวน ส.ส.ที่สามารถเปิดอภิปรายฯ นายกรัฐมนตรี จากเดิมอภิปรายฯ นายกรัฐมนตรีต้องใช้เสียง 2 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งสภา เหลือเพียง 1 ใน 4 ซึ่งนาวาอากาศตรีประสงค์ได้รับบทเรียนนี้มาจากกรณีของรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่มี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านไม่เพียงพอที่จะเปิดอภิปรายฯ นายกรัฐมนตรี
13.ให้รัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายฯ ยังคงต้องถูกอภิปรายฯ ในตำแหน่งเดิม แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง
14.ให้ ส.ส.เปิดอภิปรายฯ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้เมื่อบริหารประเทศเกินกว่า 2 ปี แม้ว่าจะมีคะแนนเสียงไม่ถึงที่กำหนด
15.ห้ามรัฐบาลบริหารประเทศติดต่อกันเกิน 8 ปี หรือสองวาระ แล้วแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่า โดยมิได้คำนึงถึงความต้องการของประชาชนในการเลือกตัวแทนในการบริหารประเทศ เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับเศรษฐกิจและสังคมของชาติ
16.กำหนดให้ผู้ที่ศาลพิพากษาให้จำคุก แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด หรือรอการลงโทษ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง โดยอ้างเพียงเพราะจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตำแหน่ง โดยไม่คำนึงว่าจะถูกดำเนินคดีในลักษณะใด เป็นคดีที่มีความเป็นธรรมหรือไม่
17.ทำให้ศักยภาพของประเทศไทยในเวทีนานาชาติด้อยลง ด้วยการบังคับให้รัฐบาลต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกจำนวน 2 รอบต่อหนังสือสัญญาหนึ่งฉบับ คือ การขอกรอบการเจรจาก่อนการลงนาม และการอนุมัติร่างหนังสือสัญญา ซึ่งมีที่มาจากการทำ FTA ในสมัยรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่ พธม.และแนวร่วมมองว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศชาติจะได้รับเลย
18.กำหนดให้พรรคการเมืองที่มีกรรมการบริหารถูกกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้งเพียง 1 คนต้องถูกยุบและให้กรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเช่นเดียวกับประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 โดยถือว่าพรรคการเมืองทั้งพรรคมีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว
19.เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยวินัยทางการเงิน การคลัง และงบประมาณ เนื่องจากคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวหาว่า รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ นำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ตามอำเภอใจ ทำให้ฐานะทางการเงินของชาติได้รับความเสียหาย ทั้งที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง อีกทั้งรัฐบาลสมุนของพลเอกเปรมชุดนี้ต่างหากที่มีความสามารถในการ “ล้างผลาญ” เงินของแผ่นดินอย่างน่ารังเกียจ
20.ปรับปรุงการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาในรูปแบบเดียวกับคณะกรรมการสรรหา ส.ว. สรรหาบุคคลตามจำนวนที่แต่ละองค์กรพึงมี เพื่อให้วุฒิสภาอนุมัติเท่านั้น มิใช่ให้วุฒิสภาเลือกเหมือนกับในรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย
21.กำหนดให้การเปิดเผยบัญชีแสดงรายการฯ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้รวมถึงทรัพย์สินที่ให้ผู้อื่นครอบครอง เนื่องจากหวาดระแวงว่านักการเมืองจะโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่นถือครองแทน ดังเช่นกรณีซุกหุ้นของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
22.โอนย้ายอำนาจในการวินิจฉัยคดีการเลือกตั้งภายหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. ให้กับศาลฎีกา ในกรณีการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. และให้กับศาลอุทธรณ์ในกรณีการเลือกตั้งท้องถิ่น
23.ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทรกแซงการบริหารงานของข้าราชการประจำ แม้แต่การดำเนินการให้เป็นไปตามเรื่องร้องเรียนของประชาชนก็ไม่อาจทำได้
24.มีบทเฉพาะกาลที่รองรับการสืบทอดอำนาจของ คมช. เช่น ให้องค์กรอิสระที่ คมช.แต่งตั้งขึ้นคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ ให้ สนช.ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา จนกว่าจะได้สมาชิกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าจะมีการสรรหาใหม่ และนิรโทษกรรมการกระทำของ คมช.ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
โดย ส.ส.ร.ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง และได้มีการแปรญัตติแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญจาก 299 มาตรา เป็น 309 มาตรา และได้กำหนดให้ประชาชนออกเสียงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ซึ่ง คมช.และผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นนายสนธิ นายพิภพ และแนวร่วมคนอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ได้ข่มขู่ประชาชนทางสื่อมวลชนว่า ขอให้ประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น หากประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คมช.อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาประกาศใช้แทน ซึ่งอาจมีเนื้อหาสาระที่เลวร้ายกว่านี้ แต่ นปก.ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านอำนาจนอกระบบมาตั้งแต่ต้น ได้ปราศรัยให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่แท้จริงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเลวร้ายเพียงใด ซึ่งผลการออกเสียงประชามติปรากฏว่า ประชาชนชาวไทย ทั้งที่หนุนฝ่ายอำนาจนอกระบบ และผู้ที่ต่อต้านอำนาจนอกระบบ แต่กลัวการข่มขู่กรรโชกประชาธิปไตยของ คมช. ได้ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งด้วยความเต็มใจและจำใจทั้งสิ้น 14,727,306 คน และผู้ที่ต่อต้านและไม่กลัวอำนาจมืด คมช. ได้ลงมติไม่เห็นชอบทั้งสิ้น 10,747,441 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย จึงถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติของประชาชนด้วยความ “ฝืนใจรับ” และได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อลงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ของประเทศไทย (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “รัฐธรรมนูญโจร คมช.”) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550
และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังได้ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหาสาระเสริมกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามบุคคลบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเกิน 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อป้องกันการครอบงำของนายทุน ดังเช่นกรณีพรรคไทยรักไทย แต่มิได้คำนึงว่าการทำกิจกรรมการการเมืองต้องใช้เงินทุนในการดำเนินงาน การให้หน่วยงานของรัฐเข้าตรวจสอบกิจกรรมของพรรคการเมือง เช่น ให้ สตง. เข้าตรวจสอบบัญชีของพรรคการเมือง และให้ ป.ป.ง. เข้าตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของพรรคการเมืองได้ เนื่องจากหวาดระแวงว่านักการเมืองจะมีพฤติกรรมการเงินที่ไม่โปร่งใส แต่แท้ที่จริงแล้วบทบัญญัตินี้เป็นไปเพื่อสะท้อนความหวาดระแวงอำนาจนอกระบบที่มีต่อนักการเมืองเท่านั้น
การที่รัฐธรรมนูญโจร คมช.ฉบับนี้มีเนื้อหาสาระที่รังเกียจประชาชนและต่อต้านนักการเมืองนี้เอง จึงมีผู้ตั้งฉายาให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายชื่อด้วยกัน เช่น “รัฐธรรมนูญฉบับตุลาการพิบัติ” เนื่องจากให้อำนาจองค์กรตุลาการมากเกินจำเป็นและสมควร ทั้ง ๆ ที่ผู้พิพากษาตุลาการที่ดีส่วนใหญ่ไม่ต้องการเช่นนั้น แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้พิพากษาตุลาการเลว ๆ บางคนที่รับใช้อำนาจนอกระบบเท่านั้น จนเรียกได้ว่าให้อำนาจตุลาการแทรกแซงอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติเลยก็ว่าได้ “รัฐธรรมนวยฉบับหัวคูณ” หรือ “รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ” เนื่องจากเป็นเครื่องมืออำนวยประโยชน์ให้กับการสืบทอดอำนาจของ คมช. แบบทบเท่าทวีคูณ หรือ “รัฐธรรมนูญฉบับปิศาจคาบไปป์หน้าแหลมฟันดำ” ตามฉายาของนาวาอากาศตรีประสงค์ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ…
 
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
26 กุมภาพันธ์ 2552

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s