ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน (ตอนที่ 50 จุดตายของรัฐบาลมาร์ค 1)

 

ลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน
(ตอนที่ 50 จุดตายของรัฐบาลมาร์ค 1)
 
และในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้หนีการเกณฑ์ทหาร เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 สมดังเจตนาของ คมช. พธม. ศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งถือเป็นการเนรคุณต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และประชาชนผู้เลือกพรรคดังกล่าวอย่างยิ่ง โดยได้โอนย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมี ส.ส.ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้เอง ดังเช่นรัฐบาลนายชวนในปี 2540 ไม่ว่าจะเป็นการ “ซื้อตัว” จากเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ระดมได้จากการจัดโต๊ะจีน และกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ของนายวิชัย รักศรีอักษร และถูก “เกลี้ยกล่อม” โดยคำขอจากบุคคลที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และนอกจาก ส.ส.จากอดีตพรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวินแล้ว ก็ยังมี ส.ส. บางส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ใช้เอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส.ที่ไม่ต้องเคารพมติพรรคที่ตนเองสังกัด ตามรัฐธรรมนูญฉบับโจร คมช. ในการร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาลอีกด้วย ซึ่งได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในอีก 2 วันถัดมา ทำให้แนวร่วม นปช.บางส่วนที่เดินทางไปยังรัฐสภาในวันประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี เกิดบันดาลโทสะทำลายรถยนต์ของ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินที่ทำตัวเป็น “งูเห่า” อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จนถูกออกหมายจับภายในไม่กี่วันต่อมา เช่นเดียวกับเมื่อนายชวนเดินทางไปปราศรัยช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส.ที่เลือกตั้งซ่อมแทน ส.ส.เดิมที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ที่จังหวัดลำปาง แนวร่วม นปช.ก็ได้ปาไข่ใส่หน้านายชวนเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้อำนาจรัฐมาอย่างไม่ชอบธรรม

เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก็พบว่า มีการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ อันแสดงให้เห็นถึงการ “สมนาคุณ” ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นพลเอกประวิตรจากฝ่ายอำนาจนอกระบบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายกษิตจาก พธม.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล ซึ่งเกี่ยวดองกับนายทุนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนทำให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ผิดหวังจากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ประกาศว่าจะคืนเงินให้ซีพีเดือนละ 500 บาท จนกว่าจะครบจำนวนที่ซีพีบริจาคให้พรรค และนายชวรัตน์ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นายโสภณ ซารัมย์ จากกลุ่มเพื่อนเนวินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามลำดับ ทั้งที่กระทรวงสำคัญ ๆ ควรจะอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาล

และนายกษิตก็ยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วยข้อความที่หยาบคาย เช่น “กุ๊ย” “บ้า ๆ บอ ๆ ” “เฮงซวย” จนทำให้นายกษิตต้องแก้ตัวต่อสมเด็จฮุนเซนในครั้งที่เข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อขอร้องให้เข้าร่วมประชุม ASEAN การร่วมอยู่ในขบวนการโจรก่อการร้ายสากลอย่าง พธม. ในการเข้าปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังได้ชื่นชมการกระทำเยี่ยงโจรก่อการร้ายของตน ที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและสังคมของชาติว่า “เป็นการประท้วงที่สนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ” อีกด้วย
ซึ่งนอกจากรัฐบาลจะได้ให้นายกษิตจาก พธม.เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ก็ยังปรากฏชื่อผู้เกี่ยวข้องกับ พธม.เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีอีกด้วย คือคุณหญิงสุพัตรา ภรรยาพลเอกปฐมพงษ์เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ดร.คุณหญิงกัลยา) นายพิเชฐ พัฒนโชติ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) และนางสาวมัลลิกา เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นายธีระ สลักเพชร) การตอบแทน พธม.ในครั้งนี้ จึงเป็นการตอบแทนบุญคุณให้กับ พธม.ผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งรัฐบาลชุดนี้ ตามคำพูดของนาวาอากาศตรีประสงค์ในงานเลี้ยงปีใหม่ของ พธม.ที่ว่า ถ้าไม่มี พธม. ก็ไม่มีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง
เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงเห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่ขาดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้นัดชุมนุมเพื่อต่อต้านที่มาของรัฐบาลชุดนี้ภายใต้หัวข้อ “ความจริงวันนี้ ความจริงประเทศไทย ไม่ไว้ใจอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในเย็นวันที่ 28 ธันวาคม 2551 ที่ท้องสนามหลวง ก่อนวันที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายของรัฐสภา และได้เคลื่อนตัวไปยังรัฐสภาภายในคืนวันเดียวกัน โดยยินยอมให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาสามารถเดินเท้าเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้ แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ได้หนีกลุ่มคนเสื้อแดงไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศที่มีนายกษิตเป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัย ทั้ง ๆ ที่ นปช.ไม่ได้พกพาอาวุธไปทำร้ายผู้ใดดังเช่นที่ พธม.เคยทำเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่อย่างใด โดยในการแถลงนโยบายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ปรากฏ ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบายเลย เนื่องจากเห็นว่าเป็นการแถลงนโยบายนอกที่ทำการรัฐสภาซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งกำหนดให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลต้องกระทำ ณ ที่ทำการรัฐสภาเท่านั้น
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกเปรมเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยพลเอกเปรมได้หลุดปากชื่นชมนายอภิสิทธิ์อย่างออกนอกหน้าว่า ตนเองและประเทศไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คำพูดของพลเอกเปรม จึงเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า พลเอกเปรม ในฐานะประธานองคมนตรี ที่เป็นผู้รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กลับมีพฤติกรรมเอนเอียงทางการเมือง ครอบงำ แทรกแซง ก้าวก่าย บงการพรรคประชาธิปัตย์ เสมือนเป็นหัวหน้าพรรคนี้ในทางพฤตินัย เป็นผู้สนับสนุนการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ จึงถือได้ว่า พลเอกเปรมก็คือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเคยกล่าวไว้นั่นเอง
รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ติดต่อประสานงานกลุ่มการเมืองต่าง ๆ พธม. และกลุ่มทหาร ในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อความอยู่รอดของรัฐบาลชุดนี้หลายประการ ดังนี้
1.ทันที่ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ได้ส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชน เพื่อหวังผลในการหาคะแนนเสียงเพิ่มเติม โดยให้ผู้ที่ได้รับ SMS ส่งรหัสไปรษณีย์กลับมาที่หมายเลขที่กำหนด ซึ่งเสียค่าส่งครั้งละ 3 บาท ทำให้รัฐบาลได้รับผลประโยชน์จากค่าส่ง SMS อย่างไม่ชอบธรรม
2.ปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อปลากระป๋องเพื่อจัดเป็นถุงยังชีพ เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดพัทลุง โดยมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับปลากระป๋องตรา “ชาวดอย” ซึ่งไม่เคยปรากฏในท้องตลาดที่ได้รับมาในถุงยังชีพ พบว่าเป็นปลากระป๋องที่หมดอายุ เนื่องจากนำปลาที่เน่าแล้วมาผลิต แต่ได้มีการแก้ไขวันที่ผลิตบนกระป๋อง และในถุงยังชีพดังกล่าว ก็ยังมีเครื่องอุปโภคบริโภคที่หมดอายุอื่น ๆ เช่น ยารักษาโรค บรรจุรวมอยู่ด้วย อันนำไปสู่การตั้งฉายา “ถุงปลิดชีพ” จนทำให้นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
3.พฤติกรรมของสาวกนายเนวิน ที่ชอบซื้อเสียงเพื่อให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตน จนได้รับฉายา “ยี่ห้อยร้อยยี่สิบ” อันมีที่มาจากการแจกเงิน 120 บาท ในการซื้อเสียง โดยนายบุญจง แกนนำพรรคภูมิใจไทยเดินทางไปแจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่บ้านพักของตนเอง ในจังหวัดนครราชสีมา ได้มีการแนบนามบัตรของตนเองพร้อมทั้งใบสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยไปพร้อมกับเงินที่แจก ทำให้นายบุญจงถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงล่วงหน้า และเป็นที่มาของฉายา “บุญจง นามบัตร”
4.ความเสี่ยงที่พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบ โดยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552 ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ทดแทนกรรมการบริหาร 3 พรรคการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า นางสาวสรชา วีรชาติวัฒนา ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้ทำการซื้อเสียง จน กกต.ให้ใบแดง และปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนหาความรู้เห็นเป็นใจของกรรมการบริหารพรรค เพื่อพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญฉบับโจร คมช.มาตรา 237 เช่นเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ถูก กกต.กล่าวหาเรื่องการช่วยน้องชายหาเสียงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมีการแจกของชำร่วยที่เข้าข่ายการซื้อเสียง

แต่เชื่อได้ว่า ตราบใดที่อำนาจนอกระบบยังคงปกป้องคุ้มครองพรรคประชาธิปัตย์อยู่ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะอยู่ยงคงกะพันได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะทำความผิดร้ายแรงเพียงใด ดังเช่นกรณีที่ กกต.ยกคำร้องกรณีที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งที่เป็นและไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดเพชรบูรณ์และอุบลราชธานีแจกเงินและสิ่งของเพื่อซื้อเสียง

5.ในช่วงปลายปี 2547 ทีพีไอ โพลีนได้โอนเงินจำนวนประมาณ 250 ล้านบาท ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งมีนายประจวบ สังขาว ผู้ปฏิบัติงานให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของ โดยเมซไซอะได้โอนเงินดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 2 ล้านบาทให้กับพรรคประชาธิปัตย์ผ่านทางเครือญาติของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคน โดยไม่พบยอดเงินบริจาคดังกล่าวในรายงานการเงินของพรรคประชาธิปัตย์เลย เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ป.ป.ง.ที่กำหนดให้ต้องรายงานการทำธุรกรรมมูลค่าเกิน 2 ล้านบาทให้ ป.ป.ง.รับทราบ และยังหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ระบุว่า พรรคการเมืองจะต้องรับเงินบริจาคโดยเปิดเผยอีกด้วย

6.การใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ภายหลังจากที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ phone in ให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยฟังในช่วงที่จัดสัมมนาประจำปีว่า จะขอต่อสู้ทางการเมืองอย่างถึงที่สุด โดยได้แรงบันดาลใจในการต่อสู้มาจากนาย Nelson Mandela อดีตประธานาธิบดีแห่งประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนจนต้องถูกจำคุกหลายปี เมื่อพ้นโทษแล้วก็ได้เป็นประธานาธิบดี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณได้นำประโยคนี้ไปตีความว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณต้องการที่จะเป็นประธานาธิบดี โดยได้ยกคำเทศนาของหลวงตามหาบัว พระภิกษุผู้สนับสนุนนายสนธิและ พธม.ที่ได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีมาเป็นข้อสนับสนุน พรรคเพื่อไทยจึงได้ยกคำว่า “โอบามาร์ค” ที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เรียกนายอภิสิทธิ์ล้อเลียนนาย Barack Obama ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา รวมกับชื่อเล่น “มาร์ค” ของนายอภิสิทธิ์ มาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีเอกสารลับจากฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นแผนการที่จะทำลายล้างขบวนการการเมืองภาคประชาชนอย่าง นปช.คนเสื้อแดง ด้วยการใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ผ่านทาง กอ.รมน. โดยการจัดคอนเสิร์ตเพื่อสู้วิกฤติเศรษฐกิจ และปลูกฝังความเชื่อให้กับประชาชนว่า นปช.ต้องการที่จะล้มล้างสถาบันเบื้องสูง พร้อม ๆ กับการระดมตั้งข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างเกินสมควร จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวของนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้ยกเลิกบทบัญญัตินี้ เนื่องจากเป็นการสร้างปัญหามากกว่าจะเป็นการปกป้องสถาบันเบื้องสูง
ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ “เล่นสกปรก” ทางการเมือง ด้วยการกล่าวหานักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยใช้สถาบันเบื้องสูงมาโจมตี เฉกเช่นเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยกล่าวหา ดร.ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ว่า ดร.ปรีดีเป็นผู้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระองค์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 โดยการสร้างพยานเท็จ และให้คนไปตะโกนด่า ดร.ปรีดีในโรงภาพยนตร์ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง”
7.การขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง โดยรัฐบาลได้ปรับปรุง 6 มาตรการ 6 เดือนที่นายสมัครเป็นผู้ริเริ่มเสียใหม่ โดยยกเลิกการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ได้รับความเดือดร้อน และรัฐบาลชุดนี้ก็ยังได้ “ลอกเลียน” นโยบายของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยกล่าวหาว่าไม่เป็นไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นลัทธิทุนนิยมสามานย์ โดยดำเนินนโยบายอย่างขาดความรอบคอบและทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ เช่น การจัดงานแสดงสินค้า OTOP ที่สยามกีฬาแห่งชาติ และตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางของประชาชนที่จะมาชมและเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ ต่างกับในสมัยของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่จัดงานแสดงสินค้า OTOP ณ เมืองทองธานีเพียงแห่งเดียว
อีกทั้งยังได้สร้างนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” ที่แจกเช็คมูลค่า 2,000 บาท ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางข้อครหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ที่จำกัดเฉพาะผู้ประกันตนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมและมีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องเสียภาษีมาจ่ายให้กับคนส่วนน้อย และรัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ดำเนินการโครงการนี้ แทนที่จะใช้ธนาคารกรุงไทยที่เป็นของรัฐบาล เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของผู้เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ รัฐบาลชุดนี้ยังได้มีแนวความคิดที่จะกู้เงินจากต่างประเทศมาชดใช้ความเสียหายที่ พธม.สร้างไว้จากการยึดท่าอากาศยาน เช่นเดียวกับรัฐบาลของนายชวนที่กู้เงินมาจากต่างประเทศ แล้วทิ้งภาระไว้ให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามารับผิดชอบแทนตน
8.ปัญหาด้านการต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชาที่นายกษิตเคยกล่าวโจมตีผู้นำประเทศ และประกาศที่จะทวงคืนปราสาทพระวิหารให้กลับมาเป็นของไทยเมื่อครั้งเข้าร่วมชุมนุมกับ พธม. แต่เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิตกลับละเลยที่จะประท้วงกัมพูชาที่ตัดถนนความยาว 250 เมตร เข้ามาในเขตแดนไทยบริเวณที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน เพื่อ “งอนง้อ” สมเด็จฮุนเซนให้มาเข้าร่วมประชุม ASEAN หลังจากที่ได้โจมตีด้วยข้อความที่รุนแรงและหยาบคาย นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อครหาเกี่ยวกับการผลักดันผู้อพยพชาวโรฮิงญา ให้ไปสู่ประเทศที่สาม โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเนื่องจากขาดอาหาร
9.ปัญหาเกี่ยวกับหลักนิติธรรม-นิติรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเมื่อ นปช.เดินทางไปประท้วงรัฐบาล ณ สถานที่แห่งใด ไม่ว่าจะเป็นการทำลายรถยนต์ของ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน การปาไข่ ซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จะถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว และข้าราชการตำรวจระดับสูงก็ยังได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในกระบวนการยุติธรรมว่า “ไข่ไก่เป็นอาวุธชนิดหนึ่ง” แต่คดีความที่เกี่ยวข้องกับ พธม. ไม่ว่าจะเป็นการเข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์ NBT ยึดรัฐสภา ยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ และการทำร้ายร่างกายบุคคลต่าง ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แนวร่วม นปช. หรือแม้แต่แนวร่วม พธม.ด้วยกัน ซึ่งมีความผิดฐานกบฏและก่อการร้าย ที่มีโทษประหารชีวิตเป็นความผิดหลัก และยังมีความผิดอื่น ๆ อีกมากมาย รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ใส่ใจที่จะดำเนินการใด ๆ เลย และยังได้อนุมัติงบประมาณให้กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีรัฐมนตรีร่วมอยู่ใน พธม. ใช้ในการแก้ไขภาพลักษณ์ของชาติซึ่งตนเองเป็นผู้ทำลายอีกด้วย ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการแสดงท่าทีของรัฐบาลชุดนี้ในการปกป้องการกระทำที่เลวร้ายและรุนแรงของ พธม. ในฐานะผู้มีพระคุณของรัฐบาลชุดนี้ จากการตอบกระทู้ถามของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่ถามนายกรัฐมนตรีว่า การกระทำของ พธม.ถือเป็นความผิดหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ตอบอย่างยียวนว่า มีคำตอบอยู่แล้ว แต่ตอบไม่ได้ เกรงว่าจะเป็นการชี้นำ
10.การสร้างภาพลักษณ์และความชอบธรรมของตนเอง แก้ตัวให้กับฝ่ายอำนาจนอกระบบผู้สถาปนารัฐบาล และกล่าวโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยผ่านทางทีมโฆษกหลาย ๆ ทีมของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ทีมโฆษกพรรค โดยนายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค นายบุญยอด และนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรค นายเทพไท โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค (เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่ห้ามตั้งโฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี) และ ดร.ปณิธาน อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแม้แต่ตัวนายอภิสิทธิ์เองก็ได้พยายาม “แก้ตัว” ให้กับความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ ผ่านทางเวทีประชุมสัมมนาในต่างประเทศ ซึ่งนายอภิสิทธิ์เสนอหน้าขอเข้าร่วม โดยที่เจ้าภาพไม่ได้เชิญ แม้กระทั่งเวทีซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัย Oxford ที่นายอภิสิทธิ์สำเร็จการศึกษามา ในประเทศอังกฤษ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังกล่าวก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้นายกรัฐมนตรีผู้ไม่ได้เข้าดำรงตำแหน่งด้วยความชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย ไปแสดงปาฐกถาเรื่องประชาธิปไตย แม้จะเป็นศิษย์เก่าก็ตาม
11.รัฐบาลชุดนี้ที่มุ่งหวังและพยายามทุกวิถีทางไม่ว่าจะถูกต้องตามกติกาหรือไม่ เพียงเพื่อต้องการเข้ามาเสวยอำนาจและผลประโยชน์ของชาติ ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความศรัทธาที่จะเลือก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะอำนาจนอกระบบให้ความช่วยเหลือ จึงไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งการกระทำเช่นนี้นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็ยังใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์ ด้วยการดำเนินการทุกวิถีทางในการรังแกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอน passport แดง การดำเนินการถอดยศพันตำรวจโท โดยผ่านทางพลตำรวจตรีปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บังคับการกองวินัย สตช. ซึ่งเป็นญาติกับนายอาคม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยการสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ทบทวนความเห็นในการสั่งคดีอำพรางการถือหุ้นเอสซี แอสเสท และการติดตามตัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้กลับมารับโทษที่เกิดขึ้นเพียงแค่ยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดิน โดยเฉพาะความพยายามอย่างลุกลี้ลุกลนเพื่อทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน จนทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณต้องยกเลิกการเดินทางไปปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศของฮ่องกง เพื่อลดแรงกดดันระหว่างไทยกับจีน ภายใต้ข้อครหาของสังคมที่มองว่า เหตุใดรัฐบาลไม่คิดที่จะนำตัวนักการเมืองหรือผู้ต้องหาอีกหลายคนที่หนีคดีความที่มีความผิดและอัตราโทษรุนแรงกว่านี้ เช่น นายวัฒนา และนายสมชาย คุณปลื้ม (บิดาของนายสนธยา) ในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดิน นายปิ่น จักกะพาก และนายราเกซ สักเสนา ในคดีทุจริตจนทำให้สถาบันการเงินได้รับความเสียหาย กลับมาดำเนินคดี แต่กลับจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเพียงแค่ยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดิน ตามหลักการทำนิติกรรมของคู่สมรสที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพลที่ไม่ชอบธรรม โดยให้นายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์และ พธม.ให้ได้รับตำแหน่งที่สำคัญและมีผลกระทบต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เช่น พลตำรวจโทไถง ปราศจากศัตรู สามีของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พลตำรวจโทสมคิด ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวนายโมฮัมหมัด อัลรูไวรี นักธุรกิจที่เป็นสามีของราชนิกูลซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ดูแลภาคเหนือตอนบน และพลตำรวจตรีชัยยะ กลับมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลอีกครั้ง ภายหลังจากที่เคยถูกโยกย้ายจากตำแหน่งนี้ในช่วงรัฐบาลนายสมัคร
ซึ่งปัญหาและอุปสรรคทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นปช.คนเสื้อแดงก็ได้ติดตามมาโดยตลอด และได้นำข้อเท็จจริงมาเผยแพร่ในรายการ “ความจริงวันนี้” ซึ่งได้กลับมาออกอากาศอีกครั้งภายหลังจากที่ ดร.อดิศร เพียงเกษ ได้แถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม Democracy Station (D-Station) หรือ “สถานีประชาธิปไตย” และได้เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2552 เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงของ นปช. ทำนองเดียวกับที่ พธม.มีสถานีโทรทัศน์ ASTV ซึ่งนอกจากรายการความจริงวันนี้แล้ว D-Station ก็ยังมีรายการที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งรายการเกี่ยวกับประชาธิปไตย รายการข่าว รายการสารคดี และรายการบันเทิงอื่น ๆ นอกจากนั้นเมื่อมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ณ สถานที่ใด ก็จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง D-Station ให้ผู้ชมที่พลาดโอกาสเดินทางไปร่วมงานได้รับชมอีกด้วย แม้ว่าในบางครั้งจะถูกอำนาจนอกระบบรบกวนการออกอากาศบ้างก็ตาม
โดยวันที่ 31 มกราคม 2552 D-Station ได้ถ่ายทอดสดการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ได้เคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 4 ประการ คือ
1.ให้เร่งรัดการดำเนินคดีกับแกนนำ พธม.ในข้อหากบฏและก่อการร้าย
2.ให้ปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแนวร่วม พธม.คนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมทำงานกับรัฐบาลชุดนี้ เพื่อไปรับโทษทัณฑ์ตามกระบวนการยุติธรรม
3.ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับโจร คมช. และนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยกลับมาใช้แทน หรือให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ คปพร. เป็นผู้เสนอ
4.เมื่อดำเนินการตามข้อ 3 เสร็จสิ้น ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้กับประชาชน
ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่สนใจและไม่ใส่ใจที่จะทำตามข้อเรียกร้องของ นปช. แต่กลับถ่วงเวลาด้วยการให้สถาบันพระปกเกล้า ที่มีคณะกรรมการและผู้บริหารบางส่วนเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานของ คมช. ทั้งที่เป็น สนช. สสร. และบางคนก็เป็นถึงเลขาธิการ คมช. ศึกษาความเป็นไปได้ในการปฏิรูปการเมือง โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 19 เดือน
นปช.จึงได้รวมตัวกันกดดันรัฐบาลชุดนี้อีกครั้งในวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จากนั้นก็ได้ประกาศสลายการชุมนุมในส่วนกลางและยกระดับข้อเรียกร้องเป็นการขับไล่รัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรมตั้งแต่ต้นในการเข้าดำรงตำแหน่ง ในส่วนภูมิภาค ก็ได้มีการกดดันรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ที่เดินทางไปตรวจราชการในต่างจังหวัด และได้เดินสายสัญจรไปชุมนุมในจังหวัดสำคัญ ๆ 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี เชียงราย และเชียงใหม่ เพื่อนัดชุมนุมใหญ่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ในวันที่ 26 มีนาคม 2552
ซึ่งก่อนการชุมนุมใหญ่ของ นปช.คนเสื้อแดง ก็ได้มีการเปิดอภิปรายฯ รัฐบาลโดย ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของเรื่องที่ได้หยิบยกมาข้างต้น เช่น การหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธิ์ การส่ง SMS เพื่อรับเงินจากประชาชน การรับเงินบริจาคจากทีพีไอ โพลีน เข้าพรรคประชาธิปัตย์ การร่วมอยู่ในขบวนการโจรก่อการร้าย พธม.ของนายกษิต การปล่อยให้กัมพูชาตัดถนน 250 เมตร เข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน และยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย เช่น พฤติกรรมอันก้าวร้าวและวาจาอันหยาบคายของนายกษิต เมื่อครั้งยังรับราชการอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าคะแนนเสียงของการอภิปรายฯ จะไม่สามารถทำให้รัฐบาลชุดนี้พ้นจากตำแหน่งไปได้ แต่ก็ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ได้มากพอสมควร
เมื่อ นปช.ได้จัดชุมนุมคนเสื้อแดงขับไล่รัฐบาลชุดนี้ในวันที่ 26 มีนาคม 2552 เป็นต้นมา ก็ได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารหลายเรื่องเกี่ยวกับที่มาของรัฐบาลชุดนี้ และการแทรกแซงทางการเมืองขององคมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกคำปราศรัยของนายสนธิที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าพลเอกสุรยุทธ์ได้โทรศัพท์มาให้กำลังใจในการขับไล่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในช่วงปี 2549 เมื่อขับไล่เสร็จสิ้นแล้วพลเอกสุรยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีและจะให้ free TV แก่นายสนธิจำนวน 1 ช่อง ซึ่งตรงกับคำปราศรัยผ่านระบบ video link ซึ่งมีทั้งภาพและเสียงของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่พลเอกพัลลภได้บอกกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่า ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือพลเอกเปรมนั่นเอง ได้มอบหมายให้พลเอกสุรยุทธ์ พลเอกพัลลภ ดร.ปราโมทย์ ดร.อักขราทร นายชาญชัย และนายจรัญ ภักดีธนากุล ไปพบกับนายปีย์ที่บ้านพัก เพื่อวางแผนกำจัดพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอาจถึงขั้นเอาชีวิต ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์การวางระเบิดโดยใช้รถยนต์ (car bomb) ในวันที่ 24 สิงหาคม 2549 แต่ไม่สำเร็จ อันนำไปสู่การยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 และการกลั่นแกล้งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยกระบวนการอยุติธรรมต่าง ๆ นานา แม้ว่าพลเอกเปรมและสมุนจะออกมาแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น ผลของการแทรกแซงระบบการเมืองไทยขององคมนตรีอย่างพลเอกเปรมและคณะสมุนในนาม คมช.นี้เอง ที่ทำให้ นปช.คนเสื้อแดงนัดรวมพลครั้งใหญ่ เพื่อ “โค่นอำมาตย์ สร้างประวัติศาสตร์ เพื่อประชาธิปไตย” ทวงคืนอำนาจที่พลเอกเปรมเป็นผู้ครองอยู่ให้เป็นของประชาชนชาวไทยในวันที่ 8 เมษายน 2552
 
…ที่ได้อธิบายมาทั้งหมดนี้ ก็คือบันทึกเหตุการณ์ ความเคลื่อนไหว ของเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ที่ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงไปให้พ้นจากการแย่งชิงอำนาจไปจากประชาชนชาวไทยของฝ่ายทหาร โดยพยายามหาข้ออ้างหลาย ๆ ประการมาทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลที่ประชาชนเป็นผู้ลงมติให้ทำหน้าที่บริหารประเทศแทนตน แต่แท้ที่จริงแล้วก็มีเพียงกิเลส ตัณหาและอุปาทานของผู้ยึดครองอำนาจนอกระบบเท่านั้น จึงถือเป็นหน้าที่และความชอบธรรมของพี่น้องประชาชนชาวไทย ผู้เป็นเจ้าของประเทศ ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้ เพื่อพิทักษ์การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (constitutional monarchy) ไม่ให้ระบอบอำมาตยาเปรมาธิปไตย หรือระบอบอำมาตยาธิปไตย อันมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นประมุข (Premocrat) เข้ายึดครองและควบคุมประเทศไทยแทนพวกเราทุกคน
 
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
3 เมษายน 2552
 
 

 

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s