เมืองไทยรายเดือน (เมษายน 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เมษายน 2552)

(หมายเหตุ : ข้อเขียนในชุด “เมืองไทยรายเดือน” นี้ จัดทำขึ้นเพื่อลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ต่อเนื่องกับมหากาพย์ “ลากไส้ ‘พันธมาร’ ผลาญแผ่นดิน” ที่ได้นำเสนอลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญและมีผลต่อการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ด้วยความหน้าด้านหน้าทนของมหาอำมาตย์เฒ่าแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ผู้ไม่ยอมสละละทิ้งอำนาจของตน เหตุการณ์ในช่วงต่อมาจึงน่าระทึกใจและตื่นเต้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขอเชิญติดตามครับ) ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2552 เป็นต้นมา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มวลชนสมาชิกสวมเสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ (จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง”) ได้ชุมนุมแสดงการต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าจากทั้งพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีอันห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ได้ชื่นชมนายอภิสิทธิ์เสมือนเป็นตัวแทนของตนเองและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งมีความเคียดแค้นชิงชังพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทยที่ไม่สนองตัณหาของพวกตน จึงได้กระทำการสนับสนุนการกบฏยึดอำนาจจากปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน เป็นเวลา 5 ปี แต่ประชาชนส่วนมากก็ยังเลือกพรรคพลังประชาชนที่สืบทอดนโยบายจากพรรคไทยรักไทยกลับมาเป็นรัฐบาลและได้นายกรัฐมนตรีจากพรรคดังกล่าวถึง 2 คน คือนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่กลุ่ม พธม.ก็ไม่สามารถยอมรับมติมหาชนนี้ได้ จึงได้เข้าทำการกบฏบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และการก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันกระบวนการยุติธรรมที่เข้าข้างพวกตน ให้จัดการกับพรรคพลังประชาชนให้จงได้ และก็ประสบผลสำเร็จในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ต่อมาได้มีการลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจาก พธม. ซึ่งขึ้นตรงต่อพลเอกเปรม และกลุ่มเพื่อนเนวิน นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ ที่ได้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในกลุ่มของตนเองในพรรคพลังประชาชน ย้ายไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาได้จัดตั้งเป็นพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับ ส.ส.จากอดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตย ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ทำให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยถูกตราหน้าจากคนเสื้อแดงว่าเป็นพวก “เนรคุณต่อคะแนนเสียงของประชาชน” หรือไม่ก็ “โสเภณีทางการเมือง”
ซึ่งก่อนหน้านี้ นปช.ได้จัดชุมนุมใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง ที่ทำเนียบรัฐบาล และ 5 ครั้ง ในต่างจังหวัด เพื่อเรียบร้องให้รัฐบาลชุดใหม่บริหารราชการแผ่นดินอย่างมีนิติธรรม ด้วยการดำเนินคดีอาญากับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะสมาชิก พธม.ในข้อหาการก่อการร้ายร่วมกับแกนนำ พธม. คนอื่น ๆ และให้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. เป็นผู้รวบรวมรายชื่อประชาชนที่เสนอ มาใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งตราขึ้นด้วยความเกลียดชังนักการเมืองและประชาชน จากนั้นก็ให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนต่อไป แต่กลับหาได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล “ทาสเปรม” ไม่ ทั้งที่เมื่อครั้งที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เคยอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาลนายสมัคร ในช่วงที่ พธม.บุกยึดทำเนียบรัฐบาล ว่าเมื่อมีบุคคลแม้เพียงคนเดียวหรือเป็นแสนคนก็ตาม ที่สงสัยว่ารัฐบาลมีความไม่ชอบมาพากลในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว รัฐบาลก็ควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาหรือลาออก
กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้นัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งในวันดังกล่าว เพื่อแสดงพลังต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ โดยมีมวลชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากถึงประมาณไม่ต่ำกว่า 200,000 คน รายล้อมทำเนียบรัฐบาลทุกมุมถนน โดยมิได้เข้าไปภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาลดังเช่นที่ พธม.เคยสร้างความเสียหายเอาไว้ ยาวไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า และบ้านสี่เสาเทเวศร์ อันเป็นบ้านพักของราชการที่พลเอกเปรมอยู่อาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่ง นปช.ก็ได้มีการตั้งเวทีใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาล และเวทีย่อยอีก 2 จุดที่เหลือ เพื่อรองรับมวลชนที่หลั่งไหลกันมารับฟังความเลวร้ายของรัฐบาลชุดนี้และผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคำปราศรัยผ่านระบบ video link ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งได้ระบุว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2549 พลเอกเปรมได้มอบหมายให้ข้าราชการตุลาการระดับสูง ข้าราชการทหารนอกประจำการ นักวิชาการ และนักธุรกิจ จำนวน 7 คน คือ
1.นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตเลขาธิการประธานศาลฎีกา อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
2.ดร.อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด
3.นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันเป็นองคมนตรี
4.พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี
5.พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร)
6.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการแนวร่วม พธม.
7.นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เจ้าของนิตยสารดิฉัน และ Cosmopolitan ภาคภาษาไทย และสถานีวิทยุ จส.100
ประชุมกันเพื่อหาทางโค่นล้มรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้ได้แม้ว่าต้องจะแลกด้วยชีวิตก็ตาม
ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นทั้งสิ้น เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2549 ดร.ปราโมทย์ได้สร้างแผน “ปฏิญญาฟินแลนด์” เพื่อใส่ร้ายว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ เดือนสิงหาคม 2549 พลเอกพัลลภให้นายทหารผู้ใกล้ชิดวางระเบิดในลักษณะ car bomb ในบริเวณใกล้บ้านพักของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เพื่อหมายเอาชีวิตของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ แต่เมื่อไม่สำเร็จ เดือนกันยายน 2549 จึงได้เกิดการกบฏยึดอำนาจประชาชนขึ้น โดยมีพลเอกสุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี นายชาญชัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม และ ดร.อักขราทร เป็นรองประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการพรรคไทยรักไทย และโอบอุ้มพรรคประชาธิปัตย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งสอดคล้องกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ได้กล่าวต่อสมาชิก พธม.ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไว้เมื่อต้นปี 2550 ภายหลังการยึดอำนาจว่า ในช่วงที่ตนเองขับไล่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณช่วงปี 2549 นั้น พลเอกสุรยุทธ์ได้โทรศัพท์มาให้กำลังใจตนเองในการต่อสู้ และได้ระบุว่าจะมอบสถานีโทรทัศน์ free TV จำนวน 1 ช่องให้นายสนธิไปจัดรายการให้ความรู้กับประชาชนหากได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ แต่แล้วนายสนธิก็กลับถูกพลเอกสุรยุทธ์หักหลัง

แต่ปรากฏว่าบุคคลทั้งหก (ยกเว้นพลเอกพัลลภที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผย) ก็ได้ปฏิเสธการประชุมวางแผนดังกล่าว และนายปีย์ก็ได้ “เพี้ยน” ถึงขนาดที่กล่าวเตือนคนเสื้อแดงเกี่ยวกับการต่อต้านพลเอกเปรมว่า ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง ทั้ง ๆ ที่พลเอกเปรมและองคมนตรีอีก 2 คน คือพลเอกสุรยุทธ์ และนายชาญชัย มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติถึงเพียงนี้ กลับถูกคนอย่างนายปีย์ปกป้องเชิดชูให้เป็นเสนียดจัญไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็ได้มีการจับกุมบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะลอบสังหารนายชาญชัย แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการจัดฉากจาก “มือที่มองไม่เห็น” เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือของกลุ่มคนเสื้อแดง
ในวันที่ 8 เมษายน 2552 กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้ยกระดับการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เป็นการชุมนุม “โค่นอำมาตย์ สร้างประวัติศาสตร์ เพื่อประชาธิปไตย” ด้วยการขอให้ประธานองคมนตรีและองคมนตรีอีก 2 คนนี้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำอันเลวระยำเช่นนี้ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี พร้อม ๆ กับให้นายอภิสิทธิ์พิจารณาตนเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขดำเนินไปได้ด้วยดี
กระแสต่อต้านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงยังไม่จบเพียงเท่านี้ โดยในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ได้มีกลุ่มลูกสมุนข้าทาสบริวาร ของพลเอกเปรม ออกมาเป็นทนายแก้ต่าง ปกป้องการกระทำเยี่ยงหัวหน้าโจรกบฏให้กับมหาอำมาตย์ผู้นี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนายสนธิที่กล่าวเชิดชูพลเอกเปรมอย่างมิบังควรในรายการ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ทางสถานีโทรทัศน์ ASTV News1 ของตนเองว่า “คนเสื้อเหลืองออกมาปกป้องพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะที่พระองค์ท่านเป็นประธานองคมนตรี” นายกษิตที่ใช้สถานที่ราชการ คือกระทรวงการต่างประเทศ โจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ อย่างไม่ดูพฤติกรรมของตนเสียก่อนว่า “หน้าตัวเมีย” พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีร่วมคณะกับพลเอกเปรม ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างไร้มูลความจริง ตามประสาของคนที่ควบคุมแม้แต่การปัสสาวะไม่ได้ว่า แอบนำเงิน 18,000 ล้านบาทไปฟอกที่หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) และเห็นพระมหากษัตริย์เป็นเพื่อนเล่น และต่อมาได้มีกลุ่มสยามสามัคคี แต่มีจุดมุ่งหมายทำลายความสามัคคีของคนในชาติ นำโดย พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม พลเอกภาษิต สนธิขันธ์ พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ นายประสาร มฤคพิทักษ์ (ส.ว.สรรหา) นายคำนูณ สิทธิสมาน (ส.ว.สรรหา) นายสมชาย แสวงการ (ส.ว.สรรหา) แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ (ส.ว.สรรหา) นายแพทย์ประมวล วีรุตมเสน นายปารเมศร์ รัชไชยบุญ และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (นามสกุลเดิมหนูแก้ว อดีตผู้บริหารสถานีวิทยุ INN ต่อมาได้ลาออกมาตั้งสำนักข่าว T-News เพื่อปกป้องพลเอกเปรมโดยเฉพาะ) ได้แถลงข่าวตั้งค่าหัวจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่ผู้ใดก็ตามที่สามารถนำตัวของ
พันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปให้พลเอกเปรมและสมุนบริวารสำเร็จโทษได้ โดยการอ้างเหตุผลอันเลื่อนลอยต่าง ๆ นานา อาทิ พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนถูกยุบเนื่องจากกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองนอกวิถีทางประชาธิปไตย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว พรรคการเมืองทั้งสองถูกยุบตามความประสงค์ของพลเอกเปรมต่างหาก นอกจากนี้ นายเนวินในฐานะ “ทาสเปรม” คนใหม่ก็ยังได้จัดแถลงข่าวด้วยน้ำตานองหน้าพร้อมกับสมุนบริวารของตน เช่น นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและคนเสื้อแดงว่าคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากกล่าวโจมตีองคมนตรี นอกจากนี้แล้ว พลเอกเปรมก็ยังได้จัดตั้งมวลชนจำนวนหนึ่งจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อหวังที่จะปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากมวลชนที่น้อยกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงอย่างมาก ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงความพยายามขัดขวางกลุ่มคนเสื้อแดงโดยรัฐบาลด้วยวิถีทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นบริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้จุประชาชนได้น้อยลง การสกัดกั้นและรบกวนสัญญาณดาวเทียมเพื่อให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ติดต่อสื่อสารกับมวลชนคนเสื้อแดงไม่ได้ และการปลอมปนอาหารและเครื่องดื่มที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ชุมนุม เพื่อหวังให้ผู้ชุมนุมที่บริโภคเกิดการเจ็บป่วย
แม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านจากกลุ่มอำมาตยาเปรมาธิปไตยเท่าใดก็ตาม แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ย่อท้อที่จะทำความจริงให้ปรากฏแก่สาธารณชน เพื่อให้ได้รับทราบทั่วถึงกันว่า พลเอกเปรมและสมุนนั้น คือตัวถ่วงความเจริญของสถาบันหลักของชาติ จึงได้เริ่มการกดดันรัฐบาลและผู้อยู่เหนือรัฐบาล โดยในวันที่ 9 เมษายน 2552 ได้มีการดาวกระจายไปชุมนุมบริเวณกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และมีผู้ขับรถแท็กซี่ส่วนหนึ่งได้ปิดการจราจรบนถนนสายสำคัญบางเส้น แต่ได้ยกเลิกไปเนื่องจากต้องไปสมทบกับส่วนกลางที่ทำเนียบรัฐบาล และแกนนำ นปช.ก็เล็งเห็นว่าการกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ในวันต่อมา รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติม จึงส่งผลให้มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก
ต่อมาในวันที่ 10 เมษายน 2552 ซึ่งอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nation :ASEAN) และประเทศคู่เจรจา นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.จึงเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ประเทศสมาชิก ASEAN และคู่เจรจารวม 14 ประเทศ ได้รับทราบถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จากการกระทำของพลเอกเปรมและพวก จึงได้นำสมาชิก นปช.ส่วนหนึ่งเดินทางไปยังโรงแรมรอยัล คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท ในเขตเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมดังกล่าว เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้นำของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นในช่วงค่ำ ซึ่งแม้ว่าจะถูกสกัดกั้นจากกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งระหว่างทางโดยใช้ตะปูเรือใบโรยไว้ตามถนนทางหลวงพิเศษ (motorway) สายหมายเลข 7 กรุงเทพ-ชลบุรี แต่ก็ยังสามารถผ่านเข้าไปตั้งเวทีปราศรัยที่เขตเมืองพัทยาได้
และเป็นที่ปรากฏชัดในเวลาต่อมาว่า คณะบุคคลที่มาก่อกวนการเดินทางนี้ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลสวมเสื้อสีน้ำเงิน ด้านหน้ามีข้อความว่า “ปกป้องสถาบัน” ด้านหลังมีข้อความว่า “สงบ สันติ สามัคคี” ได้มาต่อต้านนายอริสมันต์และกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงที่ได้กลับจากการยื่นหนังสือดังกล่าวในช่วงเช้าของวันถัดมาคือวันที่ 11 เมษายน 2552 ทั้งโดยการถือป้ายโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และโดยการใช้อาวุธต่าง ๆ โดยเฉพาะหนังสติ๊ก และระเบิดควันสี ที่ใช้ในราชการทหาร ซึ่งในเวลาใกล้เคียงกัน ก็ปรากฏภาพนายเนวินนั่งรถจักรยานยนต์มาคอยบัญชาการกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินอย่างใกล้ชิด และเป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินนี้ จะแสดงการเคารพต่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่มาอารักขาการประชุมด้วย เนื่องจากในคืนก่อนวันดังกล่าว นายเนวินร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) และนายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้เดินทางมาสำรวจสถานที่ในบริเวณดังกล่าว เพื่อจัดหามวลชนของตนเองเข้าปะทะกับคนเสื้อแดง เช่น ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ดูแลเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นฐานเสียงของนายเนวิน) ที่มาซ่องสุมกำลังอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ และประชาชนในเขตเมืองพัทยา ให้มาปะทะกับคนเสื้อแดง ผลจากการปะทะกันดังกล่าว ทำให้คนเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก นายอริสมันต์จึงได้ตัดสินใจที่จะนำมวลชนกลับไปทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาลที่สถานที่จัดประชุมดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น
ผู้นำประเทศสมาชิก ASEAN และคู่เจรจาหลายประเทศจึงได้เดินทางออกจากการประชุม เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้กองกำลังติดอาวุธมาคุ้มกันตนเองเกินจำเป็นและสมควร ดังจะเห็นได้จากในช่วงเช้า กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมาก ที่นำมาโดยนายอริสมันต์ ได้ถูกกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินลอบทำร้ายอีกครั้งหนึ่ง บริเวณทางขึ้นเขาพระตำหนัก ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมที่ใช้จัดประชุม นายอริสมันต์จึงได้ให้เวลารัฐบาล 3 ชั่วโมงในการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพามวลชนไปรอฟังคำตอบ ท่ามกลางการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ทหารที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าโรงแรมดังกล่าว ได้ใช้ปืนพังประตู กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้วิ่งเข้าไปสอบถามถึงข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีเลย เนื่องจากได้หนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปก่อนที่จะได้ส่งผู้นำประเทศอื่น ๆ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ลงเรือหนีไปแล้วเช่นกัน นายอริสมันต์จึงได้จัดแถลงข่าวเรื่องคนเสื้อน้ำเงินที่ทำร้ายคนเสื้อแดง โดยแสดงหลักฐานที่ยึดได้ระหว่างถูกทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีน้ำเงิน และระเบิดที่ใช้ในราชการทหาร ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารที่ควบคุมสถานที่อยู่ ได้ส่งโทรศัพท์ให้นายอริสมันต์คุยกับพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ต่อสายเข้ามา โดยพลเอกอนุพงษ์ขอเจรจาด้วยเงื่อนไขบางประการที่นายอริสมันต์และกลุ่มคนเสื้อแดงไม่อาจยอมรับได้ ต่อมารัฐบาลก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีทั้งจังหวัด แต่ได้ยกเลิกไปในเวลาอันไม่นานนัก เนื่องจากมิได้คำนึงถีงความเหมาะสมในการดำเนินการดังกล่าวในเขตท่องเที่ยวเลย หากแต่เป็นไปเพื่อการเอาตัวรอดของตนเท่านั้น
วันที่ 12 เมษายน 2552 กลุ่มคนเสื้อแดงกลับมาชุมนุมอีกครั้ง ณ ที่ตั้งปกติรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในช่วงเช้า มีรายงานข่าวว่า นายอริสมันต์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวถึงบ้านพัก เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการประชุม ASEAN และได้ถูกพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อหวังจะเอาชีวิต แต่เกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างนายอริสมันต์กับนักบิน นายอริสมันต์จึงถูกนำตัวไปคุมขังที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภาค 1) ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีแทน ทำให้ภรรยาของนายอริสมันต์ซึ่งกำลังตั้งครรภ์อยู่ เมื่อทราบข่าวนี้ก็ได้เกิดความเครียดจนเป็นลม และแท้งบุตรในเวลาต่อมา ส่วนในช่วงบ่าย รัฐบาลก็ได้จุดชนวนความรุนแรงในแผ่นดินขึ้น โดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และสมุทรปราการทั้งจังหวัด กับบางส่วนของจังหวัดปทุมธานี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารรับผิดชอบสถานการณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสกัดกั้นและเพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เมื่อนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.อีกคนหนึ่งได้ทราบว่านายอภิสิทธิ์ได้แถลงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่กระทรวงมหาดไทย จึงได้นำกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปต่อต้านการประกาศที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าว ในเวลาเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ทหารเริ่มเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่บริเวณสำคัญในกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางการต่อต้านโดยสงบจากกลุ่มคนเสื้อแดง เช่น การขึ้นไปปีนป่ายรถถัง
ในส่วนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กระทรวงมหาดไทยนั้น ก็มิได้การอารักขาสถานที่อย่างเข้มงวดแต่อย่างใด เสมือนว่านายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกไปแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงจึงสามารถเข้าไปประท้วงได้โดยสะดวก พร้อม ๆ ที่มีมวลชนบางส่วนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ได้แฝงตัวมาเป็น “แดงปลอม” ซึ่งมารอสร้างสถานการณ์อยู่ก่อนแล้ว ด้วยการทำลายทรัพย์สินของราชการแล้วโยนความผิดให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง ต่อมาได้มีรถเก๋งสีดำคันหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรถของนายกรัฐมนตรีขับผ่านบริเวณที่ชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้ระดมขว้างปาสิ่งของเข้าใส่รถคันนั้นด้วยความโกรธแค้น แต่ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ไม่อยู่ในรถคันนั้น มีเพียงแต่คนขับและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเท่านั้น ในช่วงเวลาไม่นานนัก นายสุภรณ์ได้กลับมายังบริเวณทำเนียบรัฐบาล และกล่าวบนเวทีทั้งน้ำตาว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายที่กระทรวงมหาดไทย โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นผู้ยิง จึงได้เดินทางกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง และพบรถยนต์สีดำคันหนึ่งขับออกไป กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้กรูกันเข้าไปที่รถคันนั้นเพื่อตามหานายอภิสิทธิ์ แต่ในรถมีเพียงนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้นำนายนิพนธ์ออกมาจากรถคันดังกล่าว เพื่อพาไปรักษาพยาบาล และในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้กล่าวบนเวทีว่า สามารถยึดอาวุธปืนที่ใช้ในการฆ่าคนเสื้อแดงที่กระทรวงมหาดไทยไว้ได้ และจะได้นำไปคืนเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป
กระแสของความทารุณ โหดเหี้ยม อำมหิต เลือดเย็น ของพลเอกเปรมและสมุน อันเป็นที่มาของคำว่า “สงกรานต์เลือด” เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อเช้ามืดจนถึงช่วงสายของวันที่ 13 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ โดยทหารซึ่งส่วนใหญ่มาจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูก “ล้างสมอง” อย่างหนักว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ได้เริ่มใช้อาวุธสงครามยิงปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่คุ้มกันบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดงตั้งแต่เมื่อวาน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยจึงต้องประกาศขอรับบริจาคโลหิตอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้ พร้อม ๆ กับการประกาศตามหาคนหายกว่าร้อยรายจากเหตุการณ์นี้ ที่คาดกันว่าถูกยิงจนเสียชีวิตและถูกปิดบังอำพรางศพโดยการขนย้ายของทหาร ส่วนผู้ที่ไม่เสียชีวิตก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกขนย้ายไปพร้อมกับศพดังกล่าว แม้ในช่วงบ่าย พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะได้ร่วมกันแถลงข่าวโกหกหลอกลวงประชาชนว่า กระสุนที่ยิงใส่กลุ่มคนเสื้อแดงนั้น เป็นเพียงกระสุนกระดาษที่ใช้ในการซ้อมรบ ส่วนกระสุนจริงนั้นได้ยิงขึ้นฟ้า แต่ก็ขัดกับคำให้การของทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนดังกล่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากกระสุนกระดาษนั้น จะต้องนำมาติดตั้งกับอุปกรณ์พิเศษอีกครั้งหนึ่งก่อนทื่จะนำมาใช้จริง
ต่อมาในช่วงสาย ได้ปรากฏว่ามีบุคคลสวมเสื้อสีแดง ขับรถบรรทุกก๊าซหุงต้มที่รับจ้างขนส่งให้กับบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) มาจอดไว้ ณ สถานที่จำนวน 2 แห่งคือ หน้าแฟลตดินแดง และหน้าโรงพยาบาลสงฆ์ และได้ทำการก่อกองไฟบริเวณดังกล่าวเพื่อเตรียมการวางเพลิง โดยหวังที่จะใส่ร้ายว่ากลุ่มคนเสื้อแดงต้องการนำชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์และพระสงฆ์ที่อาพาธมาเป็นเครื่องต่อรองกับรัฐบาลและหวังที่จะใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เป็นประธานกรรมการของสยามแก๊ส และในช่วงเที่ยงถึงบ่าย ก็ได้มีคนที่สวมเสื้อสีแดงจำนวนหนึ่ง นำรถประจำทาง (รถเมล์) ของทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถเอกชนร่วมบริการมาเผาถึง 52 คัน ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย ที่อ้างว่าเตรียมวางเพลิงธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่มีพลเอกเปรมเป็นประธานที่ปรึกษา เพื่อหวังใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงว่าต้องการเผาบ้านเผาเมือง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับแผ่นดิน เช่นเดียวกับที่มีการยิงอาวุธสงครามเข้าใส่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และปาระเบิดเพลิงใส่กระทรวงศึกษาธิการในช่วงก่อนหน้านี้
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าการกระทำทั้งสามนั้น ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลในรัฐบาลทั้งสิ้น กล่าวคือคนขับรถบรรทุกก๊าซ ซึ่งเป็นรถเปล่าทั้งสองคันนั้น ได้เดินทางเข้าไปยังอาคารคิงเพาเวอร์ ในซอยรางน้ำ ภายหลังปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์นี้ ก็เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินหลักแก่พรรคภูมิใจไทย อันมีนายเนวินเป็นผู้ก่อตั้ง อีกทั้งบริษัทเจ้าของรถบรรทุกก๊าซดังกล่าว ที่รับจ้างขนส่งให้สยามแก๊สก็เป็นผู้สนับสนุน พธม.อีกด้วย ส่วนเรื่องรถเมล์นั้น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐมนตรีอยู่ และมีหลักฐานชัดเจนว่า ผู้ที่ทำการเผารถเมล์นั้น เมื่อผ่านบริเวณที่ทหารตั้งด่านสกัดกั้นอยู่ จะต้องแสดงการเคารพ และทหารก็มิได้ปฏิบัติการตอบโต้การเผารถเมล์ดังกล่าวแต่ประการใด กลับยินยอมให้ “แดงปลอม” เหล่านี้ขับรถเมล์ฝ่าด่านไปเผาได้โดยไม่มีการห้ามปราม และในส่วนของการวางเพลิงธนาคารกรุงเทพนั้น ผู้ต้องสงสัยขับรถยนต์ทะเบียนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายเนวิน จึงน่าเชื่อได้ว่านายเนวินจัดตั้งคนขึ้นมาสร้างสถานการณ์เองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะให้สวมรอยเป็น “แดงปลอม” หรือนำบุคคลมาอ้างว่าวางเพลิงธนาคารกรุงเทพก็ตาม นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ “แดงปลอม” ก่อเหตุทะเลาะวิวาทถึงขั้นมีการใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ชาวไทยมุสลิมที่มัสยิดแห่งหนึ่ง บริเวณถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นมัสยิดที่คนเสื้อแดงที่เป็นชาวไทยมุสลิมที่มาชุมนุมใช้ทำละหมาดและใช้เป็นที่พักผ่อน ซึ่งก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับชาวไทยมุสลิมอื่น ๆ ที่เป็นแนวร่วมของ พธม.หรือผู้ที่วางตนเป็นกลางทางการเมืองในบริเวณดังกล่าวได้โดยไม่มีปัญหาขัดแย้งกันแต่อย่างใด ซึ่งในการทะเลาะวิวาทดังกล่าวก็ปรากฏว่ามีนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของ พธม.ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการที่รัฐบาลไทยจะต่อรองกับกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) เพื่อไม่ให้ที่พักพิงกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในฐานะที่สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงให้ขัดแย้งกับชาวมุสลิม
ส่วนในช่วงค่ำ ก็มีเหตุการณ์ที่ “แดงปลอม” ไปทะเลาะวิวาทและปะทะกับชาวบ้านที่ตลาดนางเลิ้ง ที่เป็นฐานเสียงของนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอยู่ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และในช่วงดึก ก็มีผู้พบศพของเจ้าหน้าที่การ์ด นปช.จำนวน 2 ศพ ที่ถูกฆ่าแล้วมัดใส่กระสอบลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีการเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข ทหารรับใช้ของพลโทคณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ภายหลังจากที่พลทหารผู้นี้ได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถิอไปยังบุคคลใกล้ชิดว่านายอภิสิทธิ์ได้เดินทางมาพักที่บ้านพักของแม่ทัพภาคที่ 1 ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่ทหารบ้าอำนาจบางกลุ่มใช้ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ โดยแพทย์ทหารของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้วินิจฉัยสาเหตุการเสียชีวิตว่า “ลื่นล้มในห้องน้ำ” แต่ด้วยวัยฉกรรจ์ของพลทหารอภินพแล้ว สาเหตุดังกล่าวไม่น่าจะมีน้ำหนักเพียงพอ แต่น่าจะเป็นการ “ฆ่าตัดตอน” เสียมากกว่า อันจะเห็นได้จากการที่มารดาของพลทหารรายนี้ได้ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์จากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ว่า ให้รีบจัดการเผาศพโดยทันที เพื่อปกปิดหลักฐานที่ตนก่อ แต่มารดาของพลทหารอภินพได้ทำเพียงการเผาศพหลอก และนำศพของบุตรไปชันสูตรอีกครั้งที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่ามีร่องรอยของการถูกกระแทกอย่างมากด้วยของแข็งบริเวณท้ายทอย เสมือนถูกทำร้ายร่างกาย มิใช่การลื่นล้มโดยปกติ
การคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนส่วนใหญ่ของชาติยังไม่จบเพียงเท่านี้ โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ทหารได้ค่อย ๆ ล้อมกรอบประชาชนจากแยกสามเหลี่ยมดินแดงเข้ามาเรื่อย ๆ เพื่อเข้าสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งก็ทำให้คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งต้องแสดงการต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก นปช.สตรีผู้หนึ่งที่กราบขอร้องพร้อมทั้งมอบดอกไม้ให้แก่ทหาร ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า หรือสมาชิก นปช.สตรีอีกคนหนึ่งถึงขั้นที่เข้าไปด่าทหารที่ทำผิดหน้าที่ของตน จนถูกสมาชิก พธม.ที่เป็นบุรุษผู้ไม่เคารพในเพศมารดากระชากผม แต่ทหารมิได้สนใจไยดีอะไรเลย ที่ถนนราชประสงค์ ถัดจากแยกสามเหลี่ยมดินแดงไม่มากนัก พร้อม ๆ กับที่กำลังทหารส่วนหนึ่งได้เดินทางไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีเพื่อระงับสัญญาณการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ D-Station ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง ตำรวจก็ได้เดินทางไปยังที่ทำการของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์นี้เช่นกัน จึงทำให้ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 นาฬิกาเป็นต้นมา สถานีโทรทัศน์ D-Station ได้ขึ้นข้อความที่หน้าจอว่า “ขออภัย ทางสถานีดาวเทียมไทยคม มีความจำเป็นต้องตัดสัญญาณ D-Station ตามคำสั่งของรัฐบาล ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” นอกจากนี้แล้ว สถานีวิทยุหลักคลื่นหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ (FM 92.75 MHz และ 107.5 MHz) ก็ถูกปิดโดยอ้างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้เช่นกัน ทำให้ประชาชนถูกบังคับให้บริโภคแต่เฉพาะสื่อของรัฐ โดยเฉพาะสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ National Broadcasting Services of Thailand (NBT) ซึ่งได้มีการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ (Logo) เดิมที่เป็นสีแดงที่ใช้มาตั้งแต่สมัยที่นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ให้เป็นรูปหอยสังข์สีม่วง จึงได้รับฉายาว่า “ช่องหอยม่วง” ซึ่งถึงแม้ว่ารัฐบาลจะปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารถึงเพียงนี้แล้ว แต่สถานีโทรทัศน์ต่างประเทศถึง 4 ช่อง ก็ยังได้สัมภาษณ์พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เพื่อขอทราบถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เผยแพร่ไปทั่วโลก นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่ม “นักรบไซเบอร์” ที่คอยนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ตรงไปตรงมาผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกทางหนึ่งด้วย
เมื่อฝ่ายทหารรุกโรมโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงจนถึงขั้นทำลายชีวิต ร่างกาย และสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ในวันที่ 14 เมษายน 2552 นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. จึงได้ประกาศยุติการชุมนุม เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นมากไปกว่านี้ และได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับนายณัฐวุฒิ และนายแพทย์เหวง ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเดิมแกนนำทั้งสามนี้จะต้องถูกแยกไปคุมขัง ณ สถานที่ในเขตทหารที่แตกต่างกันคือ นายวีระที่ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) นายณัฐวุฒิที่หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน กองทัพอากาศ (อย.) และนายแพทย์เหวงที่หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก (นปอ.ทบ.) แต่ทนายความของแกนนำทั้งสามได้คัดค้าน เนื่องจากเป็นการมอบตัวในคดีอาญา จึงได้เปลี่ยนแปลงสถานที่คุมขังใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ของตำรวจทั้งสิ้น คือนายวีระถูกส่งไปคุมขังที่ บก.ตชด.ภาค 1 นายณัฐวุฒิถูกส่งไปคุมขังที่กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายแพทย์เหวงถูกส่งไปคุมขังที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 ค่ายพระพุทธยอดฟ้า อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในวันเดียวกันนี้เอง รัฐบาลก็ได้ออกหมายจับแกนนำ นปช. โดยอาศัยอำนาจเถื่อนตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว จำนวน 14 คน ดังนี้
1.พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
2.นายวีระ
3.นายจตุพร
4.นายณัฐวุฒิ
5.นายจักรภพ ซึ่งได้เดินทางไปให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 12 เมษายนและไม่สามารถกลับเข้ามายังที่ชุมนุมได้ จึงตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศไทยโดยทางรถยนต์ และได้ทำหน้าที่เผยแพร่ประชาธิปไตยในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน
6.ดร.อดิศร เพียงเกษ ประธานกรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์ D-Station
7.นายแพทย์เหวง
8.นายธีระพงษ์ พริ้งกลาง แกนนำ นปช.จังหวัดสมุทรปราการ
9.นายณรงค์ศักดิ์ มะณี (เป๋ คลองเตย) แกนนำ นปช.จังหวัดเชียงใหม่
10.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่
11.พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แกนนำ นปช.จังหวัดกำแพงเพชร
12.นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย แกนนำ นปช.จังหวัดอุตรดิตถ์
13.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
14.นายอริสมันต์
จากนั้นฝ่ายทหารก็ได้พยายามที่จะ “ซื้อใจ” ประชาชนภายหลังจากที่ได้ปฏิบัติการโหดร้ายทารุณมาก่อนหน้านี้ ด้วยการจัดรถรับส่งผู้ชุมนุมกลับไปยังภูมิลำเนา แต่มีผู้เดินทางกลับน้อยมาก บางส่วนก็ได้ไปจัดการชุมนุมย่อยอยู่ที่ท้องสนามหลวง เพื่อแสดงพลังต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมต่อไปโดยสงบ
ถึงแม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะได้สลายการชุมนุมไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ทหารก็ยังคงรักษาความปลอดภัยในเขตกรุงเทพมหานครต่อไป เนื่องจากรัฐบาลยังมิได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์อันเหลือเชื่อขึ้นเมื่อของวันที่ 17 เมษายน 2552 ภายหลังการยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพียง 3 วัน เวลาประมาณ 05.00 นาฬิกา นายสนธิ แกนนำ พธม.ได้ถูกลอบยิงด้วยอาวุธสงครามจำนวนมาก บริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช สี่แยกบางขุนพรหม ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่กำลังเดินทางจากบ้านพักไปยังสถานีโทรทัศน์ ASTV ย่านบางลำภู เพื่อจัดรายการโทรทัศน์ตามปกติ ทำให้นายสนธิได้รับบาดเจ็บแต่ไม่มากนัก และเข้าพักรักษาตัวอยู่ที่วชิรพยาบาลอยู่ได้ประมาณ 2-3 วัน ก็ย้ายไปที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และออกจากโรงพยาบาลในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา พร้อมกับการแถลงข่าว “แฉ” เบื้องหลังการลอบสังหารในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งสัญญาณอันตรายของการดำรงอยู่แห่งรัฐบาลชุดนี้ที่ยังมีผลจนถึงปัจจุบัน
ในสัปดาห์ต่อมา รัฐบาลได้ร้องขอให้มีการจัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 22 เมษายน 2552 (เสร็จสิ้นเมื่อเที่ยงคืนวันที่ 24 เมษายน 2552) เพื่อรับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยรัฐมนตรีหลายคนได้ชี้แจงข้อมูลในลักษณะปกป้องความผิดของรัฐบาล และใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงว่าก่อความวุ่นวายเพื่อประโยชน์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเพียงคนเดียว ซึ่งมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย รวมถึง ส.ว.บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พธม.เห็นพ้องด้วย แต่ก็ถูกตอบโต้กลับด้วยข้อเท็จจริงจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่มีจุดยืนสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ด้วยการเปิดเผยหลักฐานความเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงของบุคคลต่าง ๆ ในรัฐบาล เช่น กรณีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน กรณีกระทรวงมหาดไทย กรณีรถบรรทุกก๊าซ กรณีมัสยิดที่ถนนเพชรบุรี กรณีตลาดนางเลิ้ง อีกทั้งยังได้ขอให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
ซึ่งในวันที่การประชุมรัฐสภาดังกล่าวเสร็จสิ้นลง รัฐบาลก็ได้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และในวันต่อมา คือวันที่ 25 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่แกนนำ นปช.ทั้งสามคนได้รับการประกันตัว แกนนำ นปช.รุ่นที่ 2 นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็ได้จัดการชุมนุมขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่ท้องสนามหลวง และมีกำหนดนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งเพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด” ณ ลานหน้าวัดเวฬุวนาราม (ไผ่เขียว) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2552
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
10 กุมภาพันธ์ 2553

 

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s