เมืองไทยรายเดือน (มิถุนายน 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 มิถุนายน 2552)

เดือนมิถุนายน 2552 การเมืองไทยก็ยังคงมีหลายประเด็นให้น่าติดตามอย่างใกล้ชิดอีกเช่นเคย โดยเฉพาะการกระทำของระบอบอำมาตยาเปรมาธิปไตย และรัฐบาล “ทาสเปรม” ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้า ที่ได้สร้างความไม่ชอบมาพากลให้ปรากฏต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีและกลั่นแกล้งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) ที่ยกระดับมาจาก “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” ในโอกาสต่าง ๆ กัน ซึ่งในเดือนนี้มีการใส่ร้ายและกลั่นแกล้งกลุ่มคนเสื้อแดงและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่น่าสนใจถึง 5 กรณีดังนี้
กรณีแรกคือ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดีที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงเป็นจำเลย จากกรณีที่นายสุเทพให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ว่ามีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณคิดอยากจะเป็นประธานาธิบดี ซึ่งมีความหมายเท่ากับการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง โดยการตัดสินคดีนี้มีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับการให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานที่เป็นความเห็นส่วนตัวของบุคคลต่าง ๆ และข้อเท็จจริงที่มักจะเป็นความเท็จเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคำเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) หรือที่รู้จักกันในนามของ “หลวงตามหาบัว” ซึ่งถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่เสียผลประโยชน์จากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ให้ข้อมูลด้านเดียวจนเข้าใจผิดคิดว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มีพฤติการณ์เหยียบย่ำสถาบันหลักของชาติ และคิดจะเป็นประธานาธิบดี
การกล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ กล่าววาจาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไปแล้วทั้งสองกรณี จึงไม่เป็นความผิด การกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั่นเอง แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นักกฎหมายทาสเปรมกลับกล่าวหาว่าเป็นการพาดพิงองค์พระมหากษัตริย์ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง (ซึ่งในคำพิพากษามิได้ใช้ชื่อทางการว่า นปช. เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นเอกสารราชการแต่อย่างใด) ที่มีรูปภาพของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนำขบวน เพื่อต้องการกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงเชิดชูพันตำรวจโท ดร.ทักษิณยิ่งกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม นายทหารทาสเปรมคนหนึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งขัดกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ต้องการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาแปดเปื้อนและหาผลประโยชน์ในทางการเมือง ดังที่ พธม.เคยทำมาแล้ว เช่น กรณีเสื้อสีเหลืองและผ้าพันคอสีฟ้า กรณีนำผ้าอนามัยใช้แล้วไปทำพิธีอัปมงคลที่พระบรมรูปทรงม้า กรณีชูพระบรมฉายาลักษณ์ขณะยิงใส่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ปากซอยวิภาวดีรังสิต 3 แต่เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาติดไว้ที่เวทีการชุมนุมหน้ารัฐสภาบ้าง เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีข้อความที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันว่า “อภิสิทธิ์ชน โจรปล้นประชาธิปไตย” ทั้งที่ข้อความดังกล่าวเป็นการโจมตีรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มิใช่การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด ต่อมาได้มีการตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้ข้อกล่าวหานี้มาโจมตีฝ่ายตรงข้ามในทางการเมือง ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเช่นกัน
นายทหารและนายตำรวจทาสเปรมอย่างพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ และพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร จึงได้ “รับลูก” กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างรุนแรงและไร้มูลความจริงภายหลังจากที่นายสุเทพได้ถูกฟ้องคดีนี้ไปแล้ว โดยพลเอกพิจิตรซึ่งควบคุมแม้แต่การปัสสาวะของตนไม่ได้ ได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเห็นพระมหากษัตริย์เป็นเพื่อนเล่น และพลตำรวจเอกวสิษฐก็ได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าลบหลู่ดูหมิ่น และมีแผนคิดร้ายต่อสถาบันระดับสูงเช่นกัน โดยได้เขียนบทความที่มีสาระทำนองนี้ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ที่หน้า 6 ทุกวันอังคาร และนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ที่ออกเป็นรายสัปดาห์ ทั้งที่พลตำรวจเอกวสิษฐก็ได้กระทำการลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกัน ด้วยการใส่วงเล็บไว้หน้ายศที่ได้รับพระราชทานของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในบทความของตน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลยังได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณต่อไปอีกว่า การที่คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมในช่วงเดือนเมษายน 2552 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อหวังปูทางไปสู่ระบอบประธานาธิบดีที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณประสงค์ เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของระบอบการปกครองได้ การกระทำของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงจึงสอดคล้องคำเทศนาของหลวงตามหาบัว
และนอกจากที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจะถูกใส่ร้ายเรื่องการล้มล้างสถาบันสูงสุดของชาติจากกระบวนการอยุติธรรมนี้แล้ว ก็ยังถูกคณะโฆษกของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วนในฐานะโฆษกพรรค นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กรุงเทพมหานคร และนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะรองโฆษกพรรค และโดยเฉพาะนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เจ้าของฉายา “โทรโข่งเน่า-โฆษกปากหมา” ในฐานะโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ที่ตั้งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการห้ามตั้งโฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี ดาหน้ากันออกมากล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการกุข่าวเรื่อง “แผนตากสิน 2” ซึ่งต่อเนื่องจาก “แผนตากสิน 1” ที่ใช้เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนเกิดเหตุการณ์จลาจลในกรุงเทพมหานคร เพื่อหวังปูทางไปสู่การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดของชาติ โดยนำพระนามของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาอ้างเพื่อให้สอดคล้องกับที่มีผู้เคยกล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณคือพระองค์ที่กลับชาติมาเกิด เนื่องจากคำว่า “ตากสิน” และ “ทักษิณ” นั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษจะเขียนได้เป็น “Taksin” และ “Thaksin” ตามลำดับ ซึ่งการกุเรื่องดังกล่าวอยู่ในช่วงเดียวกับที่ นปช.จัดกิจกรรมรำลึกวันชาติไทยพอดี พร้อม ๆ กับที่มีการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวของรัฐที่ให้ข้อมูลว่าวันชาติไทยคือวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทั้งที่วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่วันสำคัญของสถาบันชาตินั้น ต้องเป็นวันที่ 24 มิถุนายน เนื่องจากเป็นวันที่คณะราษฎรได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ นปช.จึงได้จัดกิจกรรมวันชาติไทยขึ้นที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 27 มิถุนายน 2552 ซึ่งเป็นวันเสาร์เพื่อสะดวกต่อการเข้าร่วมงานของประชาชนคนเสื้อแดงที่มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก แม้ว่าวันดังกล่าวจะมีพายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนมีการล้อเลียนกันว่า “แผนตากสินไม่มีหรอก มีแต่แผนตากฝน” ก็ตาม นอกจากนี้แล้ว คณะโฆษกของพรรคประชาธิปัตย์ดังรายชื่อข้างต้นนี้ ก็ยังได้ใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในเรื่องส่วนตัวอีกด้วย โดยกล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ได้ชี้แจงผ่านทางการปราศรัยทางโทรศัพท์ (phone in) ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่ก็ไม่มีโฆษกรายใดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความเท็จที่ตนได้กุขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังได้ “ปั้นน้ำเป็นตัว” ในกรณีอื่น ๆ ต่อไปอีก และในวันดังกล่าว นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. ได้นำเสนอแนวคิดของตนต่อผู้ชุมนุมและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เพื่อให้ประชาชนรวบรวมรายชื่ออย่างน้อย 1 ล้านคนภายในเวลา 1 เดือน คือตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2552 เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในคดีที่อนุญาตให้ภรรยาซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกจนถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี อันเป็นสาเหตุที่ทำให้สื่อมวลชนสาย พธม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีโทรทัศน์ ASTV และหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการเรียกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างไม่ให้เกียรติในความเป็นนายกรัฐมนตรีของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศว่า “นักโทษชาย”
นอกจากการให้ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณดังกล่าวมาแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็ยังได้เร่งรัดคดีความเกี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อแดงในหลาย ๆ คดี ดังเช่นการออกหมายจับนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.ในข้อหาพยายามฆ่านายกรัฐมนตรีที่นั่งมาในรถคันที่ออกไปจากกระทรวงมหาดไทยภายหลังจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งที่รถคันดังกล่าวนั้น ไม่มีนายอภิสิทธิ์นั่งมาแต่อย่างใด ซึ่งนายสุภรณ์ก็ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ “แดงปลอม” ที่แฝงตัวมาก่อความวุ่นวายในเหตุการณ์นี้ที่ถูกหมายจับในคราวเดียวกัน กลับไม่มีผู้ใดมามอบตัวเลย การเร่งรัดดำเนินคดีกับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.อีกคนหนึ่งที่ไปยื่นหนังสือคัดค้านความชอบธรรมของรัฐบาลต่อประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nation: ASEAN) และประเทศคู่เจรจา แต่ไม่ดำเนินคดีต่อกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินที่ขัดขวางกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด และการดำเนินคดีต่อแกนนำ นปช. 14 คน แต่มิได้ดำเนินคดีต่อ “แดงปลอม” ที่ปาระเบิดเพลิงใส่กระทรวงศึกษาธิการ ยิงอาวุธสงครามใส่ศาลรัฐธรรมนูญ ขับรถบรรทุกก๊าซไปข่มขู่ประชาชนชาวแฟลตดินแดงและภิกษุอาพาธที่โรงพยาบาลสงฆ์ และนำรถเมล์ออกมาเผาเลยแม้แต่รายเดียวเช่นกัน เนื่องจากแดงปลอมและคนเสื้อน้ำเงินเหล่านี้ เป็นมวลชนจัดตั้งของกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ ผู้บริหารสูงสุดของพรรคภูมิใจไทยที่เนรคุณต่อคะแนนเสียงของประชาชนด้วยการแปรพักตร์มาจากพรรคพลังประชาชน และได้รับความร่วมมือจากนายทหารกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” (อ่านรายละเอียดได้ในหมายเหตุ 1 ท้ายตอน) ในกองทัพบก คือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) นั่นเอง
และดังที่ได้กล่าวไว้ใน “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552 ว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์มีหน้าที่ที่จะต้อง “ผลัดกันอุ้ม” ผู้สนับสนุนตนเองให้ได้รับผลประโยชน์ในทางต่าง ๆ เป็นสำคัญ ซึ่งนอกจากกลุ่มสีน้ำเงินของนายเนวินแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็ยังมีกลุ่มสีเหลืองหรือ พธม.ที่ได้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 เป็นผู้มีอุปการคุณอีกกลุ่มหนึ่ง (ที่มากกว่ากลุ่มสีน้ำเงิน) โดยรายการอุ้ม พธม.ในเดือนนี้ก็คือการที่รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์” ซึ่งเป็นรายการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) เจ้าของฉายา “ช่องหอยม่วง” ได้เชิญนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ จากสถานีโทรทัศน์ ASTV ให้มาเป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2552 โดยได้ให้สัมภาษณ์ทำร้ายจิตใจของกลุ่มสีน้ำเงินเป็นอย่างมาก ด้วยการถ่วงเวลาพิจารณาโครงการรถเมล์พลังงานก๊าซธรรมชาติ (natural gas for vehicle :NGV) ที่กระทรวงคมนาคมโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอออกไปก่อน เพื่อรอผลของการพิจารณาจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รัฐบาลชุดนี้ยังได้ทำร้ายจิตใจกลุ่มสีน้ำเงินซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการที่พลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เพื่อนนักเรียนร่วมโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาของนายสนธิ ที่นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 ได้กล่าวเชิงกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกลุ่มสีน้ำเงินว่า คดีนี้เจออุปสรรคหรือ “ตอ” อยู่หลายจุดด้วยกัน
และรัฐบาลก็ยังได้ยกเลิกการพิจารณานโยบายการปรับโครงสร้างองค์กรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอ เพื่อให้ผู้นำแรงงานของ รฟท.ซึ่งเป็นแนวร่วมของ พธม.ยุติการเดินรถประท้วงอันจะส่งผลเสียหายต่อประชาชนทั่วไปและกิจการของ รฟท. ซึ่งประสบปัญหาทางการเงินมาแต่เดิมด้วย ผลของการที่รัฐบาลมุ่งเอาใจกลุ่มสีเหลืองมากกว่ากลุ่มสีน้ำเงินนี้เองที่ทำให้ “หลักฐาน” บางอย่างเกี่ยวกับนายอภิสิทธิ์ อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงรอยปริร้าวระหว่างสีทั้งสองนี้ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา

นอกเหนือจากการอุปถัมภ์กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งสองสีแล้ว รัฐบาลชุดนี้ก็ยังดำเนินการในสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่อีกหลายประการ เช่น การคุกคามสิทธิเสรีภาพของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่กลับกดดันให้รัฐบาลพม่าให้อิสรภาพแก่นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่าที่ถูกกักบริเวณให้อยู่ในบ้านพักต่อเนื่องจากที่กำลังจะครบกำหนด เนื่องจากมีชาวสหรัฐอเมริกาว่ายน้ำเข้าไปพบตน การตำหนินโยบายเศรษฐกิจของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่มุ่งเน้นการหารายได้ให้กับแผ่นดิน แต่กลับสร้างหนี้ใหม่ให้กับแผ่นดินด้วยการเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ……” เพื่อเตรียมการกู้เงินอีก 400,000 ล้านบาท นอกจากที่จะเตรียมการกู้เงินโดยอาศัย “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552” ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งแม้ว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันที่จะกู้เงินจำนวนดังกล่าวมาเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง 2555” หรือที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนโยบาย “ใครเข้มแข็ง” เนื่องจากเปิดโอกาสให้มีการทุจริตกันอย่างมากมายมโหฬารชนิดที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนดังที่จะได้กล่าวต่อไป การให้ความสำคัญกับผลกระทบที่สมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีอาจได้รับจากการถือครองหุ้นในกิจการที่รัฐธรรมนูญห้าม (อ่านรายละเอียดได้ในหมายเหตุ 2 ท้ายตอน) จนแทบมิได้ใส่ใจต่อผลกระทบที่มีต่อประชาชนของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สายพันธุ์ H1N1 หรือเดิมเรียกว่า “หวัดหมู” (swine flu) ซึ่งมีที่มาจากประเทศเม็กซิโกและเริ่มติดมาจากสุกร จนทำให้ผู้เดินทางไปยังหรือกลับจากต่างประเทศก็ป่วยและเสียชีวิตติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้ว่ารัฐบาลจะได้ตั้งด่านกักกันผู้ป่วยที่ท่าอากาศยานนานาชาติ และรณรงค์ “กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อย ๆ ” พร้อมทั้งแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ล้างมือก็ตาม

และผลของการมุ่งเน้นที่จะรังแกประชาชนส่วนใหญ่ของชาติ เพื่อเอาเวลาส่วนใหญ่ไปโอบอุ้มผู้สนับสนุนรัฐบาล โดยไม่สนใจแก้ปัญหาของชาติ และสื่อมวลชนกระแสหลักก็ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้เลย กลับประโคมข่าวสังคมอื่น ๆ มากลบเกลื่อน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างนายไกรสร ลีละเมฆินทร์ (ไกรสร แสงอนันต์) อดีตสามีของนางรำพึง จิตรหาญ (พุ่มพวง ดวงจันทร์) อดีตนักร้องลูกทุ่งที่เสียชีวิตไปเมื่อ 17 ปีก่อนกับนายสรภพ ลีละเมฆินทร์ บุตรชาย และกรณีการเสียชีวิตของนาย Michael Jackson นักร้องชื่อดังของโลก ที่ทำให้กลุ่มสีแดงหรือ นปช. ยิ่งแสดงการต่อต้านรัฐบาลชุดนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยที่เดินทางไปตรวจราชการ ณ พื้นที่ใด มักจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาแสดงการคัดค้านต่อต้านอยู่เนือง ๆ ยังผลให้นายอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีเหล่านี้ถูกอารักขาด้วยกำลังทหารและตำรวจเป็นจำนวนมากผิดปกติ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการอารักขามากเพียงใด ก็ไม่สามารถทานทนต่อปฏิกิริยาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีต่อคณะผู้บริหารประเทศซึ่งได้อำนาจรัฐมาโดยไม่ชอบธรรมนี้ได้ และส่งผลให้พรรคเพื่อไทยซึ่งมีจุดยืนทางการเมืองไปในทางเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดง ชนะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทั้งสองครั้งในเดือนนี้ ทั้งที่จังหวัดสกลนครและจังหวัดศรีสะเกษ แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะส่งแกนนำระดับสูงสุดอย่างนายเนวินไปลงพื้นที่ที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเป่านกหวีดสั่งให้ผู้บริหารรายอื่น ๆ ของพรรคดำนาด้วยการเดินหน้าซึ่งต้องเหยียบลงไปบนกล้าข้าวที่เพิ่งปักดำ จนทำให้กล้าข้าวตายหมดก็ตาม
และกรณีสุดท้ายสำหรับเดือนนี้ก็คือ หนังสือเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้พาดพิงกลุ่มคนเสื้อแดงและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วยสาระอันเป็นเท็จในหลายส่วน ซึ่งจะไม่ขอระบุซ้ำอีกว่าส่วนใดที่เป็นเท็จ แต่ท่านผู้อ่านจะสามารถพบได้ด้วยตนเอง โดยสรุปได้ดังนี้
ด้านการเมืองในระบบรัฐสภา รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในสมัยที่สอง (2548-2549) สามารถครอบงำพรรคการเมืองต่าง ๆ ด้วยการควบรวม ครอบงำวุฒิสภา ครอบงำองค์กรอิสระที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อให้ไม่สามารถตรวจสอบการกระทำของตนได้ และยังได้ทำการปิดหูปิดตาสื่อมวลชนและประชาชนที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐบาล จึงได้เกิดกลุ่มมวลชนต่อต้านโดยเฉพาะ พธม.จนนำไปสู่การยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ลงเลือกตั้งด้วย และเกิดการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในเวลาอีกประมาณ 7 เดือนต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำให้พรรคไทยรักไทยที่มีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นหัวหน้าถูกยุบและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้งในครั้งดังกล่าว
เมื่อมีการรัฐประหารแล้ว พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อมาจนถึงต้นปี 2551 ภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2550 นายสมัคร สุนทรเวชจากพรรคพลังประชาชนก็ได้รับเลือกให้มาดำรงนายกรัฐมนตรีตัวแทนของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ทำให้ พธม.ออกมาประท้วงอีกครั้ง จนกระทั่งนายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องของการเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน สภาผู้แทนราษฎรจึงได้เลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา ซึ่งก็ยังคงถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวแทนของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอยู่เช่นเดิม ในช่วงนี้ พธม.ก็ได้ปิดกั้นไม่ให้นายสมชายเข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล จนต้องย้ายทำเนียบรัฐบาลไปอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จนกระทั่งพรรคพลังประชาชนถูกยุบและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค ด้วยมติเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญ นายสมชายในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนจึงต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทำให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาจนปัจจุบัน
ส่วนด้านการเมืองภาคประชาชนนั้น หนังสือเรียนเล่มดังกล่าวได้กล่าวถึง พธม.ว่ามีต้นกำเนิดมาจากการที่สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่มีนายสนธิและนางสาวสโรชา เป็นผู้ดำเนินรายการจนต้องย้ายมาออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ ASTV โดยโจมตีรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างรุนแรง จนมีผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก จึงได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการเป็น “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” โดยจัดรายการที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถานที่ต่าง ๆ เพื่อกดดันให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ก่อรูปเป็น พธม.เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 จนกระทั่งมีการรัฐประหารในเดือนกันยายนปีนั้นเอง พธม.จึงได้ยุติกิจกรรม จนกระทั่งนายสมัครและนายสมชายได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พธม.จึงได้ชุมนุมอีกครั้ง และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เมื่อนายสมชายเข้าแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของ พธม.จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ พธม.ก็ได้ปักหลักชุมนุมที่ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อกดดันรัฐบาลของนายสมชายจนกระทั่งถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน จึงได้ยุติการชุมนุม ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 นายสนธิถูกลอบยิงด้วยอาวุธสงครามจนบาดเจ็บสาหัส
และได้กล่าวถึง นปช.ว่า มีจุดเริ่มต้นมาจากการรัฐประหาร กลุ่มบุคคลที่ยังรักและสนับสนุนพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้จัดตั้งแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เพื่อโจมตีการทำงานของ คปค.ที่ได้แปลงสภาพมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยมีกรณีที่สำคัญดังเช่น โจมตีการยุบพรรคไทยรักไทย โจมตีพลเอกเปรมที่หน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 อันนำไปสู่การคุมขังแกนนำที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นมาก็ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ต่อมา นปก.ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น นปช. และยังคงใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อนายสมัครเป็นรัฐบาล แกนนำ นปช.จำนวน 3 คนได้เข้าไปดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ NBT หรือเดิมเรียกกันว่า ช่อง 11 พธม.จึงเห็นว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเสนอข้อมูลข่าวสารที่ลำเอียงเข้าข้างรัฐบาล ในวันที่ 26 สิงหาคม 2551 จึงได้ใช้กำลังบุกยึดสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว พร้อม ๆ กับที่ นปช.ระดมมวลชนเข้าปะทะทำร้ายร่างกายกับ พธม.ตามจังหวัดต่าง ๆ จากนั้นก็ได้มีการชุมนุมของ นปช.ในนามรายการความจริงวันนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2551 ที่ Thunder Dome เมืองทองธานี ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ก็ได้มีการจัดชุมนุมขึ้นที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีการ phone in ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เป็นครั้งแรก โดยมีเนื้อหาโจมตีกระบวนการยุติธรรมที่ คมช.ตั้งขึ้น ว่าทำให้ตนต้องถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก
นปช. ได้จัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งภายหลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ เพื่อแสดงเจตจำนงต่อต้านการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีคะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 2 รองจากพรรคเพื่อไทยซึ่งมีอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่เข้าสังกัด จนกระทั่งนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังคงจัดการชุมนุมอีก โดยในบางครั้งก็มีการปราศรัยด้วยวิธี phone in หรือวิธี video link ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วย และมีการปราศรัยครั้งหนึ่งที่กล่าวหาพลเอกเปรมและพลเอกสุรยุทธ์ว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้ พธม.มีปฏิกิริยาคัดค้านการพูดของ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และต่อมาก็ได้ประกาศปลุกระดมคนเสื้อแดงและคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกอาชีพทั่วประเทศให้มาร่วมชุมนุมกันไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ในวันที่ 8 เมษายน 2552 เพื่อโค่นล้มรัฐบาล และระบอบอำมาตยาธิปไตย

รวมทั้งยังระบุต่อไปอีกว่า ในวันที่ 9-10 เมษายน 2552 กลุ่มคนเสื้อแดงได้ทำให้การจราจรในเขตกรุงเทพมหานครติดขัดเป็นอย่างมาก สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วกรุงเทพมหานคร วันที่ 11 เมษายน 2552 นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้นำกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางไปยังโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ต จังหวัดชลบุรี เพื่อขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำ ASEAN และคู่เจรจา โดยได้นำผู้ประท้วงพังประตูเข้าไปในโรงแรม ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ครอบคลุมเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี เป็นเวลา 5 ชั่วโมง
วันที่ 12 เมษายน 2552 กลุ่มคนเสื้อแดงยังคงปิดกั้นการจราจรหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานครและสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายอย่างรุนแรง โดยการไล่ล่าตัวนายกรัฐมนตรี บุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย มีการทุบรถยนต์ขบวนติดตาม ตลอดจนทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ติดตามตัวนายกรัฐมนตรีรวมถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อีก 5 จังหวัด (สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา) แต่ผู้ชุมนุมยังคงก่อเหตุความวุ่นวาย ในวันที่ 12-13 เมษายน โดยการเผายางรถยนต์ และรถเมล์เป็นจำนวนมาก ปาระเบิดเพลิงเข้าไปในสถานที่ราชการ ปาก้อนอิฐ ก้อนหิน เพื่อทำลายทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน ทำให้เหตุการณ์ในกรุงเทพมหานครเกิดการจลาจลในหลายบริเวณ จนกระทั่งรัฐบาลได้ตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้อำนวยการ และมีผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ
เช้ามืดวันที่ 13 เมษายน 2552 กอฉ.ได้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง รวมทั้งถนนศรีอยุธยา ถนนราชปรารภ ฯลฯ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงไปรวมตัวกันที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเพียงที่เดียว โดยการสลายการชุมนุมครั้งนี้มีการปะทะกันประปรายระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร แต่ทหารก็หลีกเลี่ยงการใช้กระสุนจริง ใช้เพียงกระสุนกระดาษ แก๊สน้ำตา โล่ กระบอง ทำให้มีผู้ชุมนุมและทหารตำรวจบาดเจ็บร้อยกว่าราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ต่อมาในช่วงสายของวันที่ 14 เมษายน 2552 แกนนำ นปช.ก็ได้ประกาศสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และแกนนำ 3 คนได้ขอมอบตัวกับตำรวจ รวมทั้งศาลอาญาได้ออกหมายจับแกนนำ นปช. จำนวน 13 คน และพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
 

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

22 มีนาคม 2553

(หมายเหตุ: 1.”บูรพาพยัคฆ์” คือคำที่ใช้เรียกกลุ่มนายทหารบกที่รับราชการอยู่ในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ซึ่งมีหน่วยในสังกัด 3 กรม คือกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.) และกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ. หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ “ทหารเสือพระราชินี”) ซึ่งล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในจังหวัดภาคตะวันออก คือ ปราจีนบุรี สระแก้ว และชลบุรี บูรพาพยัคฆ์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแทรกแซงการเมืองไทยยุคปัจจุบัน เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งนำโดยพลเอกประวิตร พลเอกอนุพงษ์ และพลเอกประยุทธ์ ได้สร้างสมบารมีส่วนตนไว้กับนักการเมืองกลุ่มสีน้ำเงินซึ่งได้แก่พรรคภูมิใจไทย ที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน และนักธุรกิจบางส่วน เพื่อสถาปนาตัวเองเป็นอำมาตย์ใหม่แทนที่พลเอกเปรม และเพื่อต่อท่อแห่งอำนาจให้นายทหารรุ่นต่อ ๆ ไปได้ขึ้นดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพบก ภายใต้การสนับสนุนของนักการเมืองและนักธุรกิจเหล่านี้

2.กิจการที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันห้ามผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีเป็นเจ้าของโดยสิ้นเชิง ทั้งโดยตนเองหรือบุคคลอื่นที่เป็นตัวแทนของตนหรือการทำให้ตนเองยังมีอำนาจครอบงำสั่งการ ได้แก่ กิจการหนังสือพิมพ์ กิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และกิจการที่รับสัมปทานจากรัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 48,265 และ 267)

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s