เมืองไทยรายเดือน (กรกฎาคม 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 กรกฎาคม 2552)
สำหรับในช่วงเดือนกรกฎาคม 2552 นี้ การเมืองไทยก็ยังคงมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจมาให้ติดตามกันอีกเช่นเคย โดยเฉพาะการกระทำต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นผู้นำตัวจริง และมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้าหุ่นเชิด ที่ทำให้มวลชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในนามของ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ไม่สามารถยอมรับได้ และยังคงถวิลหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยให้กลับมาบริหารราชการแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าในปัจจุบัน ซึ่งมีหลายเหตุการณ์ที่สมควรกล่าวถึงในรอบเดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีรัฐมนตรีว่าการชื่อนายกษิต ภิรมย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกพร้อมกับแกนนำคนอื่น ๆ อีกรวมเป็น 36 คน ดังที่จะได้กล่าวต่อไป เพื่อเจรจากับประเทศต่าง ๆ ที่ให้ที่พักพิง แต่งตั้งให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ และเชิญพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประเทศเหล่านั้นให้เจริญก้าวหน้า ให้ส่งตัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับมารับโทษในความผิดที่ยินยอมให้ภรรยาทำนิติกรรมซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก โดยนายกษิตใช้คำถามที่สุดจะไร้ภูมิปัญญากับประเทศเหล่านั้นว่า “จะเลือกรัฐบาลไทยหรือเลือกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ” โดยมิได้คำนึงเลยว่า รัฐบาลไทยชุดนี้ตั้งขึ้นมาด้วยความไม่ชอบธรรมที่กระทำต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักบริหารที่มีฝีมือยอดเยี่ยม สามารถนำพาตั้งแต่กิจการของตน จนกระทั่งประเทศไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น จึงเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ
ในส่วนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นผู้มีใจรักประชาธิปไตยและสนับสนุนพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ยังคงมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงออกถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยมีการปราศรัยทางไกลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแทบทุกครั้ง ไม่ว่าจะโดยทางโทรศัพท์ (phone in) หรือทางวีดิทัศน์ (video link) เพื่อสื่อสารกับกลุ่มมวลชนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะในวันที่ 26 กรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 60 ปีของนายกรัฐมนตรีสุดยอดนักบริหารท่านนี้ ก็ได้มีการจัดกิจกรรมทำบุญตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศหลายวัด เช่น วัดแก้วฟ้า จังหวัดนนทบุรี ซึ่งแกนนำ นปช.ส่วนใหญ่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวชินวัตรได้มาเป็นเจ้าภาพ และมีพิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เช่น พิธีสวดหงายบาตร เพื่อแก้เคล็ดจากการที่พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) (หลวงตามหาบัว) และพระภิกษุสายอรัญวาสี (พระป่า) ได้เคยทำพิธีคว่ำบาตรต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เนื่องมาจากการแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) (สมเด็จฯ เกี่ยว) เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในภาคเช้า และในภาคค่ำก็มีการจัดงานปราศรัยที่ซอยศูนย์วิจัย ถนนพระราม 9 ในส่วนของกรุงเทพมหานคร และที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นสถานที่ที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเคยเดินทางไปนำร่องแก้ไขปัญหาความยากจนมาแล้ว พร้อม ๆ กับการจัดงานเลี้ยงอาหารโต๊ะจีน และมีการตัดเค้กวันเกิดให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยมีการจำหน่ายบัตรให้กับประชาชนทั่วไป และมีสมาชิกครอบครัวชินวัตรมาร่วมงานนี้ด้วยที่ภัตตาคารมังกรหลวง ซึ่งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ได้ปราศรัยทางไกลขอบคุณประชาชนที่ยังศรัทธาตนอยู่ และได้มาอวยพรวันเกิดให้แก่ตน ตนจะรอวันเวลากลับไปรับใช้แผ่นดินไทยอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างนี้ ก็จะได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว website ส่วนตัวภายใต้ชื่อ www.thaksinlive.com เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในวันที่ 1 กันยายน 2552 การดำเนินการสถานีโทรทัศน์ 100 ช่องผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจะเริ่มจากสถานีโทรทัศน์ด้านการศึกษา สถานีโทรทัศน์ด้านการตลาดสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) และสถานีโทรทัศน์ด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสก่อนรวม 3 ช่อง โดยจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า การจัดงานในลักษณะเช่นนี้ จะต้องถูกโจมตีจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะจากปากของนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าที่เลือกวัดแก้วฟ้า เนื่องจากมีคำว่า “ฟ้า” อันส่อนัยถึงสถาบันเบื้องสูงอยู่ และเสนอแนะให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปทำบุญที่วัดสังเวชวิศยารามแทน เนื่องจากมีคำว่า “สังเวช” ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความชิงชังรังเกียจนายเทพไท (มากกว่าเดิม)
ซึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังได้แสวงหาหนทางที่จะทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้กลับมารับใช้ผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง ด้วยการที่นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.ได้คิดโครงการ “ถวายฎีกา ดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน” โดยขอรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านรายชื่อ ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในคดียินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่มีอัตราโทษจำคุก 2 ปี จนทำให้สื่อในเครือข่ายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. อย่างสถานีโทรทัศน์ ASTV และหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ เรียกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่า “นักโทษชาย” จนถึงปัจจุบัน ซึ่งฎีกาฉบับนี้มีข้อความดังนี้ (คงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม)
“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีนามและที่อยู่ข้างท้ายนี้ ขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ดังนี้
1.ข้าพระพุทธเจ้ามีความทุกข์แสนสาหัสจากปัญหาเศรษฐกิจ อันมีปฐมเหตุมาจากการยึดอำนาจทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะนั่นเป็นการทำลายระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ให้กลายเป็นระบอบเผด็จการทหารที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การยึดอำนาจการปกครองครั้งนี้ ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และส่งผลต่อเนื่องมาจนปัจจุบันนี้เมื่อมาประสบกับเหตุภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ทำให้เราไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ ต้องเดือดร้อนสาหัสทุกหย่อมหญ้า

เมื่อประกอบกับรัฐบาลปัจจุบันนี้เกิดขึ้นด้วยความไม่ชอบธรรมตามหลัก ประชาธิปไตย จึงไม่ได้รับความรักและความร่วมมือจากประชาชน รัฐบาลไม่อาจเป็นองค์กรหลักในการนำประเทศสู้ภัยเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ แม้ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่สามารถเดินทางไปในหลายพื้นที่ของประเทศ

2.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารแย่งอำนาจไป เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของข้าพระพุทธเจ้าว่าจะช่วยแก้ปัญหาบรรเทาความ ทุกข์ความเดือดร้อนได้ ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศเพราะถูกกระทำโดยอำนาจเผด็จการ ใช้กฎหมายที่ไม่ต้องด้วยหลักนิติธรรมดำเนินคดี เป็นเหตุให้ไม่มีโอกาสที่จะใช้กำลังสติปัญญา ความสามารถช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนได้นับเป็นความสูญเปล่าซึ่งทรัพยากรบุคคล อีกทั้งการใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนเป็นระยะเวลานาน ๆ ไม่ว่าในซีกหนึ่งส่วนใดของโลกที่จะให้ความสุข ความอบอุ่นเท่าบ้านเกิดเมืองมารดรย่อมไม่มี
3.การยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 นอกจากก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทางด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ จนนักกฎหมายผู้เคารพต่อศักดิ์ศรีวิชาชีพต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจากปี 2549 ถึงปัจจุบันนี้ ประเทศเรามีปัญหาด้านนิติรัฐและนิติธรรม เป็นที่น่าอับอายแก่นานาอารยประเทศ
ข้าพระพุทธเจ้าและชาวบ้านทั่วไปต่างรู้ซาบซึ้งดีว่าการใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน กับคน 2 พวก การไม่ใช้กฎหมายโดยเสมอภาคเป็นวิธีการอนารยะ เป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้ จึงได้นัดชุมนุมประท้วงและเรียกร้องหาความถูกต้อง และความชอบธรรมเสมอมา แต่รัฐบาลกลับยัดเยียดความอยุติธรรม และความไม่เสมอภาคมากยิ่งขึ้นจนใกล้ถึงขีดสุดแห่งความอดทนที่มนุษย์จะพึงมี
4.ทั้งหมดนี้ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทรงทราบว่า เวลานี้เหลือที่พึ่งสุดท้ายหนึ่งเดียวที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึ่งได้คือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพราะทรงบำเพ็ญกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ทวยราษฎร์เสมอมา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม มีสายพระเนตรยาวไกล คงจะไม่ปล่อยปละละเลยพสกนิกรให้จมอยู่กับความระทมทุกข์เป็นเวลายาวนานเกินไป
ข้าพระพุทธเจ้า จึงกราบบังคมทูลถวายฎีกามา เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปีนั้นเสีย เพื่อจักได้อิสรภาพกลับมาเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาททำประโยชน์ต่อแผ่นดิน อย่างน้อยก็เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้ยังเชื่อมั่นและศรัทธาในความสามารถของเขา
การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี เป็นการสมานฉันท์คนในชาติให้กลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังเดิม เพื่อรวมกันเป็นเอกภาพ สู้ภัยหลาย ๆ รูปแบบจากทิศานุทิศให้ปลาศนาการไป นำความสุขความร่มเย็นมาสู่พสกนิกรเสริมพระบารมีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้สูงส่งไพศาล
แต่ทั้งนี้ก็สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”
โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ได้แถลงข่าวว่า การถวายฎีกาในครั้งนี้กระทำในนามของรายการ “ความจริงวันนี้” หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ “กลุ่มสามเกลอ” ซึ่งมีตน นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเป็นผู้ดำเนินรายการดังกล่าว ซึ่งมิได้บังคับกลุ่มคนเสื้อแดงทุกกลุ่มจะต้องคิดเห็นตรงกันในการถวายฎีกาครั้งนี้ และผู้ที่จะถวายฎีกาต้องอ่านข้อความในฎีกาให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนจึงจะสามารถลงนามในฎีกาได้ และแน่นอนว่าการถวายฎีกาในครั้งนี้ จะต้องมีผู้ต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มข้าทาสบริวารของระบอบอำมาตยาเปรมาธิปไตย เช่น กลุ่มสยามสามัคคี (แต่จริง ๆ แล้ว ทำลายความสามัคคีของคนในชาติเสียมากกว่า) ของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ นายสันติสุข โสภณสิริ (สามีของนางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร มิใช่นายสันติสุข พรหมศิริ นักแสดงชื่อดังตามที่หนังสือพิมพ์บางฉบับนำเสนอคลาดเคลื่อนแต่อย่างใด) นายสมชาย แสวงการ และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กลุ่มอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า กลุ่มราชนิกูลปลายแถว เช่น หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (ต่อมาในเดือนตุลาคม 2552 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม) สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายเทพไท ที่ได้โหมระดมใช้สื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ อย่างสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือที่นิยมเรียกกันตามสัญลักษณ์ว่า “ช่องหอยม่วง” หรือ “ช่องหอยเน่า” และสื่อสารมวลชนภาคเอกชนที่เป็นพรรคพวกกับตน โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ ASTV ในการกล่าวหาใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีแนวคิดกดดันสถาบันพระมหากษัตริย์ให้พระราชทานอภัยโทษในความผิดที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณมิได้มีความสำนึกแต่อย่างใด อีกทั้งการถวายฎีกาดังกล่าวก็ไม่เป็นไปตามกฎหมายอีกด้วย เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ระบุให้ผู้ต้องโทษที่จะมีสิทธิที่จะถวายฎีกาได้นั้น ต้องรับโทษเสียก่อนแล้วจึงถวายฎีกาผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้โดยตนเองและผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ตีความเอาเองว่า “ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง” หมายถึง คู่สมรส บุตรธิดา พี่น้องของผู้ต้องโทษไม่รวมถึงบุคคลที่สามอื่นใด และกลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังได้บังอาจคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่า หากไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยหรือทรงยกฎีกานี้แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงจะคิดอย่างไรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวางพระองค์เป็นกลางทางการเมืองด้วย หากมีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด
เช่นเดียวกับที่นายเนวิน ชิดชอบ ผู้บริหารสูงสุดของพรรคภูมิใจไทย ในนามของ website www.silence-power.com ได้ใช้งบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยที่ลูกน้องของตนคือนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ควบคุมอยู่ จัดทำสติกเกอร์และป้ายรณรงค์ “หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดทำหินแตก หยุดแยกประชาชน หยุดล่าชื่อถวายฎีกา” และหนังสือ “ฎีกา 1 ล้านชื่อ ทักษิณรุกฆาตใคร?” เพื่อแจกจ่ายไปยังประชาชนตามต่างจังหวัดเพื่อใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยสาระที่ตรงกับผู้ต่อต้านรายอื่น ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว และยังมีการกล่าวหาอื่น ๆ เพิ่มเติมในหนังสือเล่มเดียวกันนี้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าทั้งที่ประกาศตัวเป็นผู้รักประชาธิปไตย แต่ก็ร่ำรวยจากการรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2534 และลงทุนในประเทศฟิจิที่เพิ่งถูกรัฐประหารในเดือนกรกฎาคมนี้ กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าการที่ถูกชนชั้นสูงรังแกนั้น หมายถึงสถาบันเบื้องสูง การกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าไม่ได้ใช้คำราชาศัพท์ในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่มีคำราชาศัพท์แต่อย่างใด และผู้แปลก็มิได้ใช้คำราชาศัพท์สำหรับการแปลข้อความว่า “I wrote him three letters…” โดยจงใจแปลเป็น “ผม (พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ) เขียนจดหมาย 3 ฉบับถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แทนที่จะแปลเป็น “ผมถวายรายงานต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้ว 3 ครั้ง” เพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติ การกล่าวหาว่ากลุ่มคนเสื้อแดงชูรูปภาพของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเหนือศีรษะ เพื่อต้องการสื่อว่าคนเหล่านี้เทิดทูนพันตำรวจโท ดร.ทักษิณยิ่งกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มที่นิยมชมชอบ (fanclub) พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเช่นเดียวกับที่การจัดคอนเสิร์ตของศิลปินต่าง ๆ ก็จะมีการชูรูปภาพของศิลปินนั้น ๆ เพื่อแสดงถึงการให้กำลังใจศิลปินที่ตนชื่นชอบ และกลุ่มคนเสื้อแดงก็มิได้มีความประสงค์จะนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินทางการเมืองดังเช่นที่ พธม.ชอบกระทำแต่อย่างใด การกล่าวหาว่าการที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ สามารถ “ล้างสมอง” พธม. ที่สวมเสื้อสีเหลืองอันเป็นสีประจำพระชนมวาร (วันเกิด) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มาเป็น นปช.ที่สวมเสื้อแดง เป็นการให้ประชาชนเลือกข้างระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ การกล่าวหาว่าผู้ใกล้ชิดหรือเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ล้วนแต่เต็มไปด้วยผู้ที่มีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) นายสุชาติ นาคบางไทร (ต่อมาเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นนายวราวุธ ฐานังกรณ์) นายใจ อึ๊งภากรณ์ และอดีตแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอีกจำนวนหนึ่งเป็นต้น การกล่าวหาแกนนำ นปช.ว่าร่ำรวยจากการรับจ้างต่อสู้ทางการเมืองให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และกล่าวหาว่าใครก็ตามที่นิยมชมชอบพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จะไม่ใช่ผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อม ๆ กับการล่าลายชื่อประชาชนบางส่วนให้คัดค้านการถวายฎีกาในครั้งนี้ โดยมิได้ระบุว่าจะนำไปมอบให้หน่วยงานใด
แต่กลุ่มผู้ต่อต้านเหล่านี้ก็มิได้เข้าใจในข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 191 ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ โดยไม่จำต้องอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ โดยถือเป็นจารีตประเพณีที่มีมาตั้งแต่ครั้งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย และผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั้น ก็คือประชาชนชาวไทยโดยส่วนใหญ่ของประเทศที่เลือกบุคคลผู้นี้ให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินแทนพวกตน และในท้ายฎีกาฉบับนี้ ก็มีข้อความว่า “สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย” ซึ่งมิใช่การกดดันสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่เป็นเครือข่ายของบุคคลเหล่านี้ ก็ยังเคยถวายฎีกาเกี่ยวกับการกระทำบางประการของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ตนเองเห็นว่าไม่ถูกต้องชอบธรรมมาแล้ว โดยที่ไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยเลยแม้แต่เรื่องเดียว เช่น การที่นายศิริชัย ไม้งาม นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และคณะผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ ในนามของ “เครือข่ายปกป้องไฟฟ้า-ประปา เพื่อชาติและประชาชน” ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของ พธม.ได้ถวายฎีกาคัดค้านการแปลงสภาพกิจการรัฐวิสาหกิจสาขาไฟฟ้าและประปาเมื่อปี 2546 การที่หลวงตามหาบัวและพระภิกษุสายอรัญวาสี รวมถึงอุบาสกอุบาสิกาจำนวนหนึ่ง ได้ถวายฎีกาคัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จฯ เกี่ยว ให้เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี 2547 การที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ (เมื่อครั้งยังเป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่ยังมิได้ก่อรูปเป็น พธม.) ถวายฎีกาเรื่องความไม่ชอบธรรมของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และขอถวายคืนพระราชอำนาจเพื่อให้พระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2549 หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีนักวิชาการและบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคมถวายฎีกาที่มีสาระแบบเดียวกันอีก ซึ่งหลังจากนั้นไปประมาณ 2 เดือนก็ได้มีพระราชดำรัสปฏิเสธและตำหนิแนวคิดขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีนี้ แต่ไม่มีใครรับผิดชอบต่อการกระทำอันระคายเคืองเบื้องยุคลบาทเช่นนี้เลยจนถึงปัจจุบัน
และเพื่อมิให้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นจริงได้แพร่หลายไปยังประชาชนส่วนมาก นอกเหนือจากที่ได้ใช้สื่อมวลชนของรัฐและสื่อมวลชนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น สทท. ของกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ ASTV และหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ ของนายสนธิ สถานีโทรทัศน์ Nation Channel หนังสือพิมพ์ The Nation กรุงเทพธุรกิจ และคม ชัด ลึก ซึ่งรวมเรียกว่า “เครือเนชั่น” ของนายสุทธิชัย หยุ่น สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ซึ่งเกิดจากการ “เรียกคืน” (ยึด) สัมปทานของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเพื่อ “รองรับ” การแสวงหาผลประโยชน์ของเครือเนชั่นที่เคยผิดหวังจากการบริหารงานไอทีวี โดยมีนายเทพชัย หย่อง น้องชายของนายสุทธิชัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพร้อม ๆ กับการที่มีอดีตพนักงานเครือเนชั่นเข้าทำงานเป็นจำนวนมาก หนังสือพิมพ์แนวหน้าของนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ของนายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน) เพื่อดำเนินการโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงแต่เพียงด้านเดียวแล้ว ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ยังเตรียมการที่จะควบคุมการดำเนินงานของสื่อมวลชนแนวร่วม นปช. โดยกล่าวหาว่าสื่อมวลชนเหล่านี้ปลุกระดมยุยงประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาล ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการแต่งเพลงให้ร้ายโจมตีรัฐบาลและระบอบอำมาตยาธิปไตย สถานีโทรทัศน์บางสถานีก็เสนอแต่ภารกิจของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณตลอดทั้งวันทั้งคืน ซึ่งสื่อมวลชนที่อยู่ในข่ายดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นวิทยุชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ website ต่าง ๆ ที่เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย
สำหรับในเดือนนี้ นอกจากการประชาสัมพันธ์ให้ตนเอง และระดมใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว รัฐบาลหุ่นเชิดของพลเอกเปรมโดยนายอภิสิทธิ์ ก็มิได้ดำเนินนโยบายใด ๆ อันจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์เลย กลับเอาแต่ที่จะทำลายความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์ 2 แห่งที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ คือธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่จะต้องได้รับผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมในการจัดจำหน่ายพันธบัตรจากรัฐบาลอย่างแน่นอน และเงินที่ได้จากการกู้ตามพระราชกำหนดดังกล่าว ก็ถูกสังคมครหาว่าเป็นการ “กู้มาโกง” เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการ “ใครเข้มแข็ง” เนื่องจากพบว่ามีการทุจริตอย่างรุนแรงและกว้างขวางในหลาย ๆ โครงการ ดังเช่นโครงการ “ชุมชนพอเพียง” และโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” ซึ่งจะได้เปิดเผยรายละเอียดการทุจริตในโอกาสต่อไป
รัฐบาลชุดนี้ยังได้ทำลายความมั่นคงทางการเมือง ด้วยการแสดงท่าทีไม่นำพาต่อแนวความคิดของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งโดยรัฐสภา ภายหลังจากเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด” ที่ได้เสนอแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันมีที่มาและสาระไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และได้ทำพิธีส่งมอบรายงานการดำเนินงานต่อรัฐสภาและรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ภายหลังจากที่ได้สรุปประเด็นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่สมควรปรับปรุงแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น 6 ประเด็น ดังนี้
1.การยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามมาตรา 237 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นการกระทำความผิดนั้น ๆ โดยให้แก้ไขเป็นการเพิกถอนสิทธิรายบุคคลแทน
2.ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามมาตรา 93-98 โดยให้กลับไปใช้ระบบเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 คือแบบแบ่งเขต 400 เขต เขตละ 1 คน เนื่องจากเป็นการให้ความเสมอภาคกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้ ส.ส.ดูแลประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนได้ทั่วถึง ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่บางเขตมี ส.ส.เพียง 1 หรือ 2 คน แต่บางเขตก็มี 3 คน ขึ้นกับจำนวนประชากรในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ตรวจสอบการทุจริตในการเลือกตั้งได้โดยง่าย และทำให้ผู้สมัครเกิดความตื่นตัวและขยันมากขึ้นในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับชัยชนะ และแบบบัญชีรายชื่อ (party list) 100 คน ใช้บัญชีเดียวกันทั่วประเทศ โดยไม่ต้องคิดอัตราส่วนขั้นต่ำของคะแนนซึ่งเป็นจุดด้อยของรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อให้พรรคการเมืองขนาดเล็กหรือพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยได้มี ส.ส.บ้าง
3.ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามมาตรา 111-121 โดยให้กลับไปใช้ระบบเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เช่นกันกับที่มาของ ส.ส. โดยให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน มิใช่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และที่เหลือมาจากการสรรหาจนครบ 150 คนเช่นในปัจจุบัน เนื่องจากวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่กว้างขวาง ไม่เพียงแต่การกลั่นกรองกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การคัดเลือกและให้บุคคลพ้นจากตำแหน่งอีกด้วย อำนาจหน้าที่เช่นนี้เกี่ยวเนื่องกับประชาชนโดยตรง จึงสมควรให้มาจากประชาชนทั้งหมด
4.การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 โดยให้ปรับประเภทของหนังสือสัญญาดังกล่าวและให้ทบทวนประเภทของหนังสือสัญญาตามความเหมาะสม
5.การดำรงตำแหน่งอื่นทางการเมือง เช่น เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ ส.ส.ตามมาตรา 265 เพื่อให้ ส.ส.สามารถทำงานใกล้ชิดและตอบสนองประชาชนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้งานของฝ่ายบริหารอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไปพร้อม ๆ กันได้ แต่กลับห้ามดำรงตำแหน่งอื่น ๆ
6.การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชนของ ส.ส.และ ส.ว.ตามมาตรา 266 เพื่อให้ ส.ส.และ ส.ว.สามารถใช้สถานะของตนช่วยทำประโยชน์ในการดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ห้าม ส.ส.และ ส.ว.ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
และที่ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้ก็ยังได้ทำลายความมั่นคงทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างเลือกปฏิบัติ (ไม่ประสงค์จะใช้คำว่า 2 มาตรฐาน เนื่องจากไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน ขึ้นกับความเป็นพรรคพวกของรัฐบาล) อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการดำเนินคดีก่อการร้ายซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรราชาเทวะ จังหวัดสมุทรปราการที่รับผิดชอบพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ถูก พธม.ยึด และการดำเนินคดีมั่วสุมเพื่อประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองที่รับผิดชอบท่าอากาศยานดอนเมือง อันเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาล (ชั่วคราว) ที่ใช้ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทดแทนที่ทำการเดิมที่ถูก พธม.ยึดไว้ก่อนหน้านี้ และ พธม.ก็ตามมายึดท่าอากาศยานดอนเมืองด้วยเช่นกัน ซึ่งมีแกนนำ พธม.ที่เป็นผู้มีอุปการคุณต่อรัฐบาลชุดนี้ จำนวน 36 คน ตกเป็นผู้ต้องหา จากความผิดที่ได้กระทำไว้เมื่อประมาณ 6-7 เดือนก่อน โดยพนักงานสอบสวนของทั้งสองสถานีตำรวจได้แต่เพียง “ออกหมายเรียก” ให้มารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว ทั้งที่เป็นข้อหาที่รุนแรงและมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งแกนนำ พธม. ก็ได้เดินทางมามอบตัวที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ภายหลังจากมีการออกหมายเรียกประมาณ 2 สัปดาห์ โดยพลตำรวจโทวุฒิ พัวเวส หัวหน้าพนักงานสอบสวนของทั้งสองคดี ก็ได้แสดงการปกป้องความผิดของผู้ต้องหาเหล่านี้ ด้วยการขึ้นเวทีปราศรัยชื่นชม พธม.ว่าเป็น “ผู้ก่อการดี” ดังที่ พธม.ได้กล่าวอวดอ้างตนเองอีกด้วย
และการดำเนินคดียึดท่าอากาศยานทั้งสองนี้ก็ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า ยังไม่สามารถส่งฟ้องในชั้นศาลได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากข้ออ้างของพนักงานสอบสวนที่ระบุว่าต้องรับฟังพยานบุคคลและพยานหลักฐานอีกเป็นจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่ภาพการชุมนุมและการปราศรัย ณ ท่าอากาศยานทั้งสองแห่งจากสถานีโทรทัศน์ ASTV ก็เป็นพยานหลักฐานที่น่าจะเพียงพอแล้ว แต่รัฐบาลก็ไม่คิดที่จะเร่งรัดการดำเนินคดีดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้มีพระคุณของตนเองในการโค่นล้มรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและตัวแทน จนนายกษิตได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์คือนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์คือนายสำราญ รอดเพชร และนายประพันธ์ คูณมี ร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนทั้งชาติจำนวน 20,000 ล้านบาทไปชดเชยความเสียหายเพียงบางส่วนคือ 290,000 ล้านบาท อันเกิดจากการกระทำเยี่ยงผู้ก่อการร้ายนี้อีกด้วย
สำหรับรายชื่อแกนนำ พธม. ที่ได้รับข้อหาทั้งสิ้น 36 คน ซึ่งมีบางชื่ออาจซ้ำกันเนื่องจากกระทำความผิดทั้งสองท่าอากาศยาน สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ผู้ยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 25 คน ดังนี้
1.พลตรีจำลอง ศรีเมือง
2.นายสนธิ
3.นายสุริยะใส กตะศิลา
4.นายสำราญ
5.นายสมเกียรติ
6.นายอมร อมรรัตนานนท์
7.นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
8.นายศิริชัย
9.นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
10.นายเทิดภูมิ ใจดี
11.นายพิภพ ธงไชย
12.พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์
13.นางสาวอัญชะลี (เดิมชื่ออัญชลี) ไพรีรัก
14.นายพิชิต ไชยมงคล
15.นายประพันธ์
16.นายบรรจง นะแส
17.นายกษิต
18.นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง
19.นายวีระ สมความคิด
20.นายสมศักดิ์
21.นางสาวสโรชา
22.เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
23.นายชนะ ผาสุกสกุล
24.พันตำรวจโทสันธนะ ประยูรรัตน์
25.นายสุรวิชช์ วีรวรรณ
และกลุ่มที่ 2 ผู้ยึดท่าอากาศยานดอนเมือง 27 คน ดังนี้
1.พลตรีจำลอง
2.นายสนธิ
3.นายพิภพ
4.นายสุริยะใส
5.นายสมศักดิ์
6.นางมาลีรัตน์
7.นายไชยวัฒน์
8.นายสมเกียรติ
9. นายอมร
10.นายสำราญ
11.นายศิริชัย
12.นายเทิดภูมิ
13.นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
14.นายสาวิทย์ แก้วหวาน
15.นายพิชิต
16.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
17.นางสาวอัญชะลี
18.นายประพันธ์ คูณมี
19.พลเอกปฐมพงษ์
20.นางแจ่มศรี สุขโชติรัตน์
21.นายสมบูรณ์ สุวรรณฝ่าย
22.นางสาวจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ
23.นายเติมศักดิ์ จารุปราณ
24.นายบัณฑิต ปิ่นมงคลกุล
25.นางสาววรรษมน ช่างปรีชา
26.นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที
27.นายสุมิตร นวลมณี
ซึ่งนอกเหนือจากการไม่ให้ความสนใจกับการดำเนินคดีก่อการร้าย (terrorist: ภาษาอังกฤษ แปลว่า “น่าสะพรึงกลัว”) นี้แล้ว รัฐบาลก็ยังได้อาศัยกฎหมายที่มีอยู่ในมือ สร้างความน่าสะพรึงกลัวให้แก่ทั้งประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในช่วงวันที่ 10-24 กรกฎาคม 2552 ซึ่งตรงกับช่วงการจัดประชุมประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nation: ASEAN) ด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถเข้าประจำการ ณ พื้นที่ดังกล่าวเพื่อรับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่รัฐบาลกล่าวหาว่าจะไปขัดขวางการประชุมเหมือนดังเช่นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการยักยอกหรือ “อม” เงินเบื้ยเลี้ยงของทหารชั้นผู้น้อยโดยผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งก็ไม่ปรากฏกลุ่มคนเสื้อแดง ณ บริเวณดังกล่าวแม้แต่รายเดียว ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดภูเก็ตก็ได้เดินทางออกนอกพื้นที่ไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
และสิ่งที่เป็นภาพสะท้อนอีกประการหนึ่งเกี่ยวการทำลายความมั่นคงทางสังคมของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การขัดขวางสิทธิการชุมนุมของประชาชนที่มาเรียกร้องผลประโยชน์ของตนเองตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ต่อรัฐบาล นอกเหนือจากการชุมนุมทางการเมืองที่ นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงถูกสกัดขัดขวางมาโดยตลอด จนนำไปสู่การใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกับ พธม.หรือกลุ่มคนเสื้อเหลืองแล้ว กลุ่มชาวนาที่จังหวัดเชียงรายที่มาเรียกร้องการกำหนดราคาข้าวนาปรังโดยการชุมนุมบนทางหลวงก็ถูกศาลพิพากษาลงโทษ กลุ่มผู้นำแรงงานที่เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมเรื่องการถูกนายจ้างคือบริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในสตรีเลิกจ้าง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมโดยเปิดเครื่อง long range acoustic device (LRAD) ซึ่งผลิตคลื่นเสียงที่ทำลายโสตประสาทในการสลายการชุมนุม จนทำให้ผู้ร่วมชุมนุมบางรายได้รับอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจจนถึงปัจจุบัน โดยรัฐบาลมิได้เหลียวแลผลกระทบใดเลย กลับคิดที่จะดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้อีกด้วย กลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงได้ใช้ความสามารถของตนในการผลิตชุดชั้นในสตรีขึ้นจำหน่ายเพื่อหารายได้ชดเชยกับที่สูญเสียไปจากการถูกเลิกจ้างดังกล่าว
การกระทำของรัฐบาลชุดนี้ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้และที่จะมีเพิ่มเติมในอนาคต ทำให้มีการเรียกขานรัฐบาลชุดนี้ตามผลงานว่า “รัฐบาลวรนุช” ซึ่งมิใช่นางสาววรนุช (นุ่น) วงษ์สวรรค์ นักแสดงชื่อดังแต่อย่างใด หากหมายถึงชื่อใหม่ของสัตว์เลื้อยคลานที่เรียกกันว่า “ตัวเงินตัวทอง” หรือ “เหี้ย” ที่ตั้งตามชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Varanus salvator” นั่นเอง
 

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนสิงหาคม 2552)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

7 เมษายน 2553

 

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s