เมืองไทยรายเดือน (สิงหาคม 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 สิงหาคม 2552)
สำหรับในเดือนสิงหาคม 2552 นี้ การเมืองไทยก็ยังคงมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทวีความเข้มข้นจนชวนติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะขอเริ่มจากปฏิกิริยาของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) ที่มีต่อรัฐบาลรัฐบาลชุดนี้ในแง่ลบ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มิได้ดำเนินการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเลย หากแต่ตกอยู่ใต้อาณัติของกลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า “กลุ่มอำมาตย์” โดยมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด ผ่านทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” และ “กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ที่ทรยศหักหลังประชาชนผู้เลือกพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ที่ยอมสวามิภักดิ์กับนายทหารที่เติบโตมาจากภาคตะวันออกในนามของ “บูรพาพยัคฆ์” ซึ่งทั้งสองกลุ่มสีนี้ได้ร่วมกันเชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีของพวกตน โดยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 และวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 45 และ 89 ปีของนายอภิสิทธิ์และพลเอกเปรมตามลำดับ กลุ่มคนเสื้อแดงได้งดการแต่งกายด้วยเสื้อสีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มเป็นการชั่วคราว เพื่อเปลี่ยนเป็นการสวมเสื้อสีดำ ตามโครงการ “ดำทั้งแผ่นดิน” ไว้อาลัยให้กับความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด และพลเอกเปรมซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง แม้ว่าจะมีสุนัขรับใช้ของบุคคลทั้งสอง อย่างนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพลเอกพงษ์เทพ เทศประทีป นายทหาร “ไข่เปรม” ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนเสื้อแดงและปกป้องความผิดของบุคคลทั้งสองก็ตาม แต่ก็มิได้ถือเป็นสาระที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องรับฟัง
ในเวลาต่อมา กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้ดำเนินการเดินสายปราศรัยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในคดียินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดิน ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ภายใต้โครงการ “ถวายฎีกา ดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน” ในจังหวัดต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 8-10 และ 13-16 สิงหาคม 2552 ที่จังหวัดนนทบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ ราชบุรี ชลบุรี มุกดาหาร และนครสวรรค์ตามลำดับ เพื่อให้ข้อมูลหักล้างกับการใส่ร้ายป้ายสีแต่เพียงด้านเดียวของรัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ถูกโหมใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มเติมจากในช่วงเดือนกรกฎาคม เช่น ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการแนวร่วม พธม. พร้อม ๆ กับการรวบรวมรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนการลงชื่อถวายฎีกาในครั้งนี้ เนื่องจากได้ปิดการลงชื่อถวายฎีกาไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และเพื่อตอบโต้การรวบรวมรายชื่อคัดค้านการถวายฎีกาของพรรคภูมิใจไทย ที่ดำเนินการผ่านเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้กระทำการชั่วร้ายถึงขั้นที่ใช้งานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในวันที่ 12 สิงหาคม 2552 มาแอบอ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจ้างประชาชนในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ไปประท้วงการถวายฎีกาดังกล่าว แต่แอบอ้างว่าจะพาไปงานเฉลิมพระชนมพรรษาฯ ที่ท้องสนามหลวง หรือการจัดสมุดถวายพระพรคู่กับ หรือเป็นเล่มเดียวกับสมุดลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกา ณ ที่ทำการปกครองทั้งในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น โดยมีผู้มาลงชื่อถวายฎีกาทั้งสิ้นกว่า 5.4 ล้านคน แต่ต่อมาได้มีการคัดกรองบางรายชื่อออก เนื่องจากเกรงว่าจะมี “วิชามาร” สอดแทรกคำหยาบ จาบจ้วงเบื้องสูงมาในฎีกานี้ด้วย จึงคงเหลือผู้ถวายฎีกาทั้งสิ้นประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่ง นปช.ได้มีการตั้งขบวนแกนนำ นปช. พระภิกษุสงฆ์ผู้เลือกข้าง “ความถูกต้อง” นำโดย ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย และคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เพื่อเชิญฎีกาดังกล่าวไปยื่น ณ สำนักราชเลขาธิการ ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยมีนายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการเป็นผู้รับมอบ และสำนักราชเลขาธิการก็ได้ส่งฎีกาฉบับดังกล่าวไปให้รัฐบาลถวายความเห็นประกอบพระบรมราชวินิจฉัย แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในวันดังกล่าว พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ได้ร่วมปราศรัยทางไกลด้วยวิธี video link ขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ร่วมถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับตน และได้กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เช่นเดียวกับบนเวทีที่ได้มีการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงและขับร้องโดยศิลปินแนวร่วม นปช.หลายราย
ซึ่งทั้งก่อนและหลังการถวายฎีกาดังกล่าว สื่อมวลชนในเครือข่ายของรัฐบาลและ พธม.ก็ได้เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์โจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นนายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน) แห่งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ได้กล่าวหา ดร.พระมหาโชว์ว่าเป็น “โล้นห่มเหลือง” เนื่องจากทำงานรับใช้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แต่เปลว สีเงินกลับมิได้คำนึงถึงการที่ภิกษุบางรูปมิได้กระทำตนให้สมกับเป็นธรรมทายาทแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาเลย ด้วยการสนับสนุนทางการเงิน ทางจิตวิญญาณ และทางวิชาการแก่ พธม.ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กระทำความผิดฐานเป็นกบฏและก่อการร้ายอันขัดต่อศีลธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (พุทธะอิสระ) และพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ยิ่งไปกว่านั้น พธม.ยังได้เชิดชูกลุ่มพระสงฆ์ปลอมในนามของ “สันติอโศก” ให้มีฐานะเสมอเหมือน หรืออาจจะยิ่งกว่าพระสงฆ์จริง ๆ ด้วยซ้ำ รายการ “เก็บตกจากเนชั่น” ทางสถานีโทรทัศน์ Nation Channel ดำเนินรายการโดยนายกนก รัตน์วงศ์สกุล และนายธีระ ธัญไพบูลย์ ได้กล่าวว่า “มีพระนำขบวนดูเหมือนงานศพนะ” และรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ผลิตโดยสำนักข่าว T-News ของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หนึ่งในผู้ร่วมคัดค้านฎีกาในครั้งนี้ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือที่นิยมเรียกว่า “ช่องหอยม่วง” หรือ “ช่องหอยเน่า” โดยมีนางสาวบุญระดม จิตรดอน และนางสาวจิตดี ศรีดี เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้บังอาจกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่า ต้องการถวายฎีกาเพื่อโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากใช้พลังมวลชนไปกดดันให้มีพระบรมราชวินิจฉัยไปในทางที่ตนเองประสงค์ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะมีการทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อนำพันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับมาเป็นประธานาธิบดี ดังเช่นที่พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร และท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ แนวร่วม พธม.สายผู้ใกล้ชิดราชสำนักได้กล่าวหาใส่ร้ายอย่างไร้มูลความจริงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงมีเจตนาไม่ดีต่อสถาบันเบื้องสูงของชาติ ดังจะเห็นได้จากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ต ถึงขนาดที่ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ต้อง “บีบน้ำตา” เรียกคะแนนสงสาร (หรือคะแนนหมั่นไส้กันแน่) กลางงานแถลงข่าวครั้งนี้ และในอีก 3 วันต่อมา นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ซึ่งถูกคุมขังมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ภายหลังจากที่ได้ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์พลเอกเปรม แต่มีสาระบางส่วนพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ได้ถูกพิพากษาจำคุกในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเวลา 18 ปี ในทางกลับกัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพลตำรวจเอกวสิษฐและท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ได้นำข้อความของดา ตอร์ปิโดมากล่าวซ้ำผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่ก็ยังมิได้ถูกพิจารณาจากพนักงานอัยการว่าจะสั่งฟ้องคดีนี้หรือไม่ เนื่องจากนายสนธิได้ใช้ความสัมพันธ์พิเศษบางประการในการเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีกับพนักงานอัยการ

นอกจากที่ สทท.ซึ่งดำเนินการโดยใช้เงินภาษีของประชาชน จะมีรายการ “เจาะข่าวร้อนฯ” ที่ใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงในทุกวันจันทร์แล้ว ก็ยังมีรายการอื่น ๆ ของฝ่ายตรงข้ามพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ผลิตให้กับสถานีโทรทัศน์แห่งชาตินี้ด้วยเช่นกัน และบางรายการก็กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงไม่น้อยไปกว่ากัน กล่าวคือรายการ “ฟังเราบ้าง” ของนายปองพล อดิเรกสาร ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยทุกวันอังคาร รายการ “ลงเอยอย่างไร” และรายการ “คลายปม” ของ ดร.เจิมศักดิ์ทุกวันพุธและวันอาทิตย์ตามลำดับ รายการ “จับกระแสแลโลก” (ต่อมายกเลิก) และรายการ “ตรงเป้าเข้าประเด็น” ของเครือเนชั่นทุกวันจันทร์และพฤหัสบดีตามลำดับ และรายการ “เกาที่คัน” ของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการแนวร่วม พธม.ทุกวันศุกร์ นอกจากนี้ก็ยังมีรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพพจน์ตัวเองมากกว่าการสร้างผลงาน ต่างจากรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน” ที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณนำผลการปฏิบัติราชการมาประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน ซึ่งรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” นี้เองที่ทำให้รัฐบาลโดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ สทท. ได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ย้ายนายสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการ สทท. สลับตำแหน่งกับนางสาวรัตนา เจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 สุราษฎร์ธานีเพื่อ “เซ่น” ความขัดข้องทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับ สทท.จนทำให้รายการดังกล่าวไม่ได้ออกอากาศถึง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน

และ 2 วันถัดมาหลังจากที่ได้มีการย้ายผู้บริหารของ สทท. ซึ่งก็คือวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 89 ปี ของพลเอกเปรม และครบรอบ 1 ปีของการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลโดย พธม. นายอภิสิทธิ์ นายสาทิตย์ รัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองผู้เกี่ยวข้องกับ พธม. เช่นนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “Thai-ASEAN News Network” (TAN) หรือเดิมมีชื่อว่า Thailand Outlook Channel (TOC) ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษในเครือข่ายของสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่นายสนธิเป็นเจ้าของ โดยมอบหมายให้นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเช่นเดียวกับนายสนธิ เป็นผู้อำนวยการสถานี อีกทั้งยังมีนายไพศาล ศรีจรัสจรรยา อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และนายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าว AFP มาร่วมบริหารด้วย ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวน 300 ล้านบาทไปอุดหนุนสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ และข้อสังเกตเกี่ยวกับการตอบแทนบุญคุณของ พธม.ที่สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยการพึ่งพิงอำนาจของพลเอกเปรม ดังเช่นคำอ่านชื่อสถานี TAN ในภาษาไทยที่อ่านได้ว่า “แทน”

 

และดังที่ได้กล่าวมาว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นจากการ “ผสมพันธุ์” ระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารนายสนธิ หัวเรือใหญ่ (รับจ้าง) ของ พธม. ในเดือนเมษายน 2552 ก็เริ่มปรากฏความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสีทั้งสองนี้อยู่ตลอดมา เนื่องจากนายสนธิกล่าวหากลุ่มสีน้ำเงินว่าอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารตน จนกระทั่งได้มีการเปิดเผยหลักฐานบางประการเกี่ยวกับความอำมหิตเลือดเย็นผิดมนุษย์ของนายอภิสิทธิ์ ที่กล่าวข้อความต่อไปนี้ในคืนวันที่ 12 เมษายน 2552 ซึ่งตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด” ในเช้าวันถัดมา ให้เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงฟัง ที่ห้องยุทธการ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ จนทำให้พลทหารรับใช้แม่ทัพภาคที่ 1 ต้องถูก “ฆ่าปิดปาก” แล้วอำพรางว่าเป็นการ “ลื่นล้มในห้องน้ำ”

“ผมเชื่อว่าทุกท่านก็คงจะได้ติดตามการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และทางวิทยุกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ผมเองก็อยู่ในรถคันที่มีการทำร้าย ท่านที่ดูข่าวก็คงทราบดีว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประกาศถึงขั้นว่าจะจับตัว จะไล่ล่าอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมจะได้ชำระสะสางในเรื่องของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้ชุมนุมต้องได้รับบทเรียน ซึ่งผมกำลังขอให้ทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบกับผู้ชุมนุมนะครับ โดยเริ่มจากประมาณดึกของวันนี้ไปถึงวันพรุ่งนี้และให้มีการใช้อาวุธคลี่คลาย สภาพปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผมก็อยากจะเรียกร้องขอให้ท่านเข้ามาช่วยกันคิดวางแผนเพื่อที่สร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ผมต้องการให้สถานการณ์เกิดความไม่สงบ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ผมประสงค์ให้เกิดภาวะเช่นนั้นเพื่อสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินการกับผู้ชุมนุมในการประกาศใช้ พ.ร.ก. (พระราชกำหนด-ผู้เขียน) ภาวะฉุกเฉินร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ฉะนั้นผมเรียนทุกท่านว่าทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ผู้ชุมนุมพยายามที่จะสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนจากปัญหาการชุมนุม เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปและส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ของประเทศ อย่างแรกคือต้องการให้เกิดสภาพของความโกลาหลทั่วไป อ้างว่าแกนนำผู้ชุมนุมก็ได้มีการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ปั่นป่วนในบ้านเมืองเพื่อให้เป็นเครื่องมือเจ้าหน้าที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ก็ยิ่งดีนะครับ
อันที่สองผมอยากจะให้เกิดเหตุการณ์บานปลายเหมือนกับพัทยา ที่มีเหตุการณ์พี่น้องประชาชนไปปะทะกับผู้ชุมนุม ผมก็อยากให้ท่านสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้มีภาพผู้ชุมนุมเอาปืนไปยิงใส่กลุ่มคนที่มาต่อต้านผู้ชุมนุม ซึ่งพอเหตุการณ์มันลุกลามปั๊บ เราประกาศใช้ พ.ร.ก.มันก็จะได้รับการยอมรับบทบาทและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หลังที่มีการสลายการชุมนุมไปแล้วปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในช่วงที่มีการปฏิบัติการสลายการชุมนุม ถ้าหากว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลังจากที่มีปฏิบัติการต่าง ๆ ในเรื่องของทหาร พวกเราทุกคนต้องพยายามที่จะปกปิดการให้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่
ผมขอกำชับว่าการปฏิบัติการใด ๆ นั้นต้องระมัดระวังให้มากที่สุด พยายามให้ข่าวไปในทางที่ดี ถ้ามีสถานีไหนได้มีส่วนที่เสนอความรุนแรงจากภาครัฐ ขอให้เจ้าหน้าที่ไปปิดสถานีวิทยุ โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียงทันที ระงับการดำเนินการของสถานีเหล่านั้นไว้ก่อน และเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าใจว่ารัฐบาลเราแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันนะครับ ผมก็อยากให้มีข่าวว่าทางผู้ชุมนุมพยายามไม่อยากให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยผมต้องการให้อ้างว่าคนที่เขามาชุมนุมที่ทำเนียบหลายพันคน ไปดึงสถาบันหลักของชาติมามีส่วนร่วมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีอดีตนายกฯ (พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ-ผู้เขียน) ขอให้ท่านกล่าวอ้างว่ามีพฤติกรรมกล่าวหาสถาบันกษัตริย์”

 

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้ปฏิเสธการพูดข้อความดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการตัดต่อจากรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” ที่ออกอากาศในวันที่ 19 และ 26 เมษายน 2552 เมื่อร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยขอเปิดไฟล์เสียงดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิสูจน์ความจริง ก็ถูกปฏิเสธ อีกทั้งยังได้ดำเนินคดีกับพนักงานบริษัทของครอบครัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยกล่าวหาว่าตัดต่อเสียงดังกล่าวแล้วนำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตอีกด้วย แต่ก็มีหลักฐานอันน่าเชื่อถือจากฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ทั้งของตำรวจและกระทรวงยุติธรรม ที่ระบุว่าข้อความดังกล่าวมีการตัดต่อจริง แต่เป็นการตัดเอาเสียงสนทนาของบุคคลอื่น ๆ ในที่ประชุมออก คงเหลือแต่เสียงสั่งการของนายอภิสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งเสียงสั่งการฆ่าประชาชนนี้เองที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” และ พธม.ต้องขาดสะบั้นในทันที เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ได้ถูก พธม.กดดันให้พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งเป็นน้องชายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หัวขบวนแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ตร. โดยบังคับให้ลาพักร้อนระหว่างไปราชการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และระหว่างไปประชุมที่ประเทศจีน เป็นเวลา 7 วัน คือในวันที่ 4-10 สิงหาคม 2552 และได้แต่งตั้งให้พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรีรักษาราชการแทน (รรท.) ผบ.ตร.ในช่วงเวลาดังกล่าว จากนั้นก็กลับมารับราชการตามปกติอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 9 กันยายน 2552 ก็ถูกย้ายไป “เข้ากรุ” ที่สำนักนายกรัฐมนตรีจนเกษียณอายุราชการในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา พร้อมกับการยัดเยียดข้อกล่าวหาทุจริตในการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ยังความโกรธแค้นให้กับพลเอกประวิตรผู้เป็นพี่ชายอย่างมาก ถึงขั้นที่ได้กล่าวผ่านพลเอกนพดล อินทปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตนว่า “ถ้าจะสู้กันจริง ๆ ก็เอา จะบนดินหรือใต้ดินก็ได้ทั้งนั้น” ยังความโกรธแค้นให้กับพลเอกประวิตรผู้เป็นพี่ชายอย่างมาก โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งให้พลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เพื่อนร่วมโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาของนายสนธิ ที่เคยรับผิดชอบคดีลอบสังหารนายสนธิและพูดเปรียบเปรยกลุ่มสีน้ำเงินว่าเป็น “ตอ” ในการดำเนินคดีนี้มาเป็น รรท.ผบ.ตร.จนเกษียณอายุราชการไปพร้อมกับพลตำรวจเอกพัชรวาท ทั้งที่บุคคลผู้เหมาะสมที่จะเป็น รรท.ผบ.ตร.ควรจะเป็นพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ แต่เนื่องจากเป็นพี่ชายของอดีตภรรยาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จึงถูก “สกัดดาวรุ่ง” มิให้ดำรงตำแหน่งนี้ และทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขาดผู้บังคับบัญชาสูงสุดตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัดนี้
สำหรับเหตุการณ์สุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงในเดือนนี้ก็คือ การที่รัฐบาล (ทหาร) ของไทยเกิดปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาล (ทหาร) ของพม่า เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ได้เคยกดดันให้รัฐบาลพม่าปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่าที่ถูกกักบริเวณจนจวนจะครบกำหนดอยู่แล้ว แต่มีชายชาวสหรัฐอเมริกาว่ายน้ำไปขอพบนางอองซานที่บ้านพัก จึงถูกเพิ่มโทษ ทั้งที่รัฐบาลไทยก็มีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาที่รัฐบาลผลักดันออกนอกประเทศ หรือกรณีการชุมนุมทางการเมืองของ นปช.และ พธม.ที่รัฐบาลปฏิบัติต่างกัน รัฐบาลพม่าจึงได้งดการจ่ายก๊าซธรรมชาติให้ประเทศไทยในช่วงกลางเดือนนี้ เพื่อต้องการ “สั่งสอน” ประเทศไทยว่าควรจัดการปัญหาภายในประเทศให้ได้เสียก่อน ทำให้ประเทศไทยขาดวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า จึงส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนศรีนครินทร์ที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าแทน จนทำให้ประชาชนในละแวกดังกล่าวได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากแนวความคิดทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์นั่นเอง
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนกันยายน 2552)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
9 เมษายน 2553

 

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s