เมืองไทยรายเดือน (ตุลาคม 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 ตุลาคม 2552)

การเมืองไทยในเดือนตุลาคม 2552 ก็ยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยผ่านทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยังคงสร้างกระแสความชิงชังรังเกียจจากสังคมส่วนรวมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยจะขอเริ่มจากการที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของประเทศไทย ที่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้ดำรงตำแหน่งประธานแห่งพรรคการเมืองนี้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2552 เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ทั้งเรื่องการแบ่งแยกความคิดทางการเมืองเป็นสีต่าง ๆ การรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนไทย โดยเฉพาะในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พลเอกชวลิตเสนอให้จัดตั้ง “นครปัตตานี” ขึ้นมาเพื่อเป็นเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และโดยเฉพาะการลบล้างข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยนี้เองที่ทำให้พลเอกเปรมหมดความอดทนกับพลเอกชวลิต โดยแสดงออกผ่านทางพลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ที่กล่าวเตือนให้พลเอกชวลิตคิดให้รอบคอบก่อนจะร่วมงานกับพรรคนี้ เนื่องจากจะกลายเป็นการทรยศต่อชาติ ซึ่งในไม่กี่วันต่อมาพลเอกเปรมก็ได้ออกมา “แก้ตัว” ว่าเป็นเพียงการเตือนกันระหว่างเพื่อนเท่านั้น ทั้งที่พลเอกเปรมและพลเอกชวลิตเคยมีสถานะเป็นเจ้านายกับลูกน้อง ซึ่งมีอายุห่างกันถึง 12 ปี
การที่พลเอกเปรมกล่าวหาพรรคเพื่อไทยเช่นนี้ เนื่องจากพลเอกเปรมมีความอาฆาตมาดร้ายเป็นการส่วนตัวต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ที่บริหารประเทศโดยใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก จนทำให้ประเทศชาติและประชาชนมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าในรัฐบาลใด ๆ แม้ว่าจะถูกมรสุมทางการเมืองจากพลเอกเปรมจนทำให้พรรคไทยรักไทยของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ต้องถูกยุบไปก็ตาม แต่ก็ยังดำรงแนวความคิดและการดำเนินงานทางการเมืองในแนวนโยบายเดียวกันโดยพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา นอกจากนี้ พลเอกเปรมยังได้เคยชื่นชมนายอภิสิทธิ์ และให้กำลังใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนธันวาคม 2551 เนื่องจากสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ตนเองเป็นใหญ่ขึ้นทดแทน “ระบอบทักษิณ” ได้อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้สังคมไทยเกิดความสงสัยว่า “การทรยศชาติ” ของพลเอกเปรมนั้นหมายถึงอะไร และการแสดงความเห็นเช่นนี้เป็นการ “แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมือง” ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของประธานองคมนตรีตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
และคำพูดของพลเอกเปรมก็ยิ่งไร้ค่าลงไปอีก เมื่อมีอดีตนายทหารและนายตำรวจจำนวนมากโดยเฉพาะเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) รุ่นที่ 10 ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ประกาศจุดยืนเคียงข้างฝ่ายประชาธิปไตย โดยสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยตามพลเอกชวลิต อาทิ พลเอกไตรรงค์ อินทรทัต พลเอกจิรสิทธิ์ เกษะโกมล พลเอกพรชัย กรานเลิศ พลโทมนัส เปาริก พลเรือโทสีวิชัย สิริสาลี พลอากาศเอกสุเมธ โพธิ์มณี พลตำรวจโทฉลอง สนใจ และพลตำรวจตรีบุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
และด้วยบุคลิกความเป็น “อำมาตย์อำมหิต” ของพลเอกเปรมนี้เอง ที่ทำให้ประชาชนกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) หรือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ต้องแสดงการต่อต้านอย่างเปิดเผยในวันที่ 23 ตุลาคม 2552 เมื่อพลเอกเปรมเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนรัชดาภิเษก ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมและต้องปล่อยตัวไปในที่สุด เนื่องจากไม่ทราบว่าจะดำเนินคดีอะไร ในภายหลังเมื่อพลเอกเปรมหนีกลุ่มคนเสื้อแดงไปพำนักอยู่ที่บ้าน “ไร้กังวล” ในกองทัพภาคที่ 2 ที่จังหวัดนครราชสีมา ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจคอยอารักขาคุ้มกันตนเอง และให้เฝ้าสะพานลอยไว้มิให้ผู้ใดข้ามได้ในช่วงที่ตนเองเดินทางไปรับประทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขานครราชสีมา ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการกระทำดังกล่าวของพลเอกเปรมว่า “ตีตนเสมอเจ้า” หรือไม่ ทั้งการตั้งชื่อบ้านพักล้อเลียนชื่อพระราชวังไกลกังวล และการห้ามมิให้ใช้สะพานลอยเพื่อเดิน “เหยียบหัว”
ในส่วนของรัฐบาล “ทาสเปรม” ชุดนี้ ก็ยังได้สร้างความไม่สบอารมณ์ให้กับสังคมนานาชาติเช่นกัน ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nation: ASEAN) และประเทศคู่เจรจาอีก 6 ประเทศในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนตุลาคมที่ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรีและชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้เลื่อนมาจากเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่จังหวัดชลบุรี เนื่องจากรัฐบาลได้เตรียมกองกำลังติดอาวุธในนามของ “กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน” ไว้สร้างสถานการณ์ปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มายื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของรัฐบาลต่อผู้นำประเทศเหล่านี้ จนไม่สามารถประชุมได้ในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยังคงยืนกรานที่จะจัดการประชุมดังกล่าว จึงทำให้ผู้นำประเทศสมาชิก ASEAN ถึง 5 ประเทศจาก 10 ประเทศสมาชิก คือ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ แสดงการต่อต้านโดยมิได้เข้าร่วมพิธีเปิดประชุมดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 และใน 5 ประเทศดังกล่าว ก็มีถึง 3 ประเทศที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ASEAN กับประเทศไทยคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากผู้นำของประเทศเหล่านี้เห็นว่ารัฐบาลไทยหมดความชอบธรรมที่จะจัดการประชุมนี้ และตำแหน่งประธาน ASEAN ที่ประเทศไทยได้รับในช่วงเวลานี้ ก็เกิดจากความคาดหวังว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งความสามารถของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในเวที ASEAN นี้ก็เป็นที่ยอมรับของผู้นำอย่างน้อย 3 ประเทศคือ สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน หัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดดาอูละห์ (สมเด็จพระราชาธิบดีโบลเกียห์) พระราชาธิบดีและนายกรัฐมนตรีบรูไน สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนางกลอเรีย มาคาปากัล อาโรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ผู้นิยามคำว่า “Thaksinomics” เพื่อนิยามระบบเศรษฐกิจที่เน้นทั้งการค้าในและระหว่างประเทศ (dual track) อันเป็นความชาญฉลาดของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ได้เขียนหนังสือ “Tracking Poverty” (แปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “คนไทยหายจน”) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศของตนที่ทำให้ได้รับความนิยมจากคนไทยส่วนมาก แต่ก็ยังไม่สำเร็จเนื่องจากถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เสียก่อน ซึ่งตนก็พร้อมที่จะกลับมาสานต่อภารกิจเหล่านี้เพื่อให้ “คนไทยหายจน” ได้อย่างแน่นอน
ความไม่สบอารมณ์ที่รัฐบาลชุดนี้สร้างขึ้นในที่ประชุม ASEAN มีตั้งแต่การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (กฎหมายความมั่นคงฯ) ในช่วงวันที่ 12-27 ตุลาคม 2552 ในเขตอำเภอที่มีการจัดการประชุม ยกเว้นพื้นที่พระราชวังไกลกังวล ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติขาดความมั่นใจในการเดินทางไปยังสองอำเภอดังกล่าวอันเป็นเมืองชายทะเลที่สวยงามและขึ้นชื่อของไทย การสร้างช่องทางจราจรพิเศษสำหรับการประชุม (ASEAN lane) ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนในพื้นที่ได้รับอุบัติเหตุหลายราย และที่สำคัญที่สุด คือทัศนะของผู้นำประเทศสมาชิก ASEAN ที่มีต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ดังจะเห็นได้จากการที่สมเด็จพระราชาธิบดีโบลเกียห์ทรงตัดสินพระทัยไม่ประทับแรมในสถานที่ที่รัฐบาลไทยจัดถวาย แต่ไปประทับแรมที่บ้านพักของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในบริเวณดังกล่าวแทน โดยพระองค์ได้ตรัสส่งความคิดถึงไปยัง “เจ้าของบ้าน” และการที่สมเด็จฮุนเซน หยิบยกเรื่องมนุษยธรรมจากกรณีของนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ของพม่ามาเปรียบเทียบกับกรณีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 หากรัฐบาลไทยขอให้ส่งตัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจากคดีอนุญาตให้ภรรยาซื้อที่ดินอันเป็นคดีทางการเมือง รัฐบาลกัมพูชาก็จะไม่ส่งตัวให้อย่างแน่นอน อีกทั้งจะสร้างบ้านให้อยู่ในกรุงพนมเปญ และจะตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ เพื่อนำความรู้ความสามารถที่รัฐบาลอำมาตย์ไทยไม่เห็นคุณค่ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาของสมเด็จฮุนเซนนี้เองที่ทำให้นายอภิสิทธิ์เดือดดาลถึงขั้นสั่งสอนสมเด็จฮุนเซนซึ่งมีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าว่า อย่าตกเป็นเบี้ยล่างของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลได้ส่งนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปขอพบพันตำรวจโท ดร.ทักษิณถึงบ้านที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) มาแล้ว แต่ก็ประสบความล้มเหลว รัฐบาลชุดนี้ก็ยังได้ให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในแนวร่วม พธม.ผู้ต้องหาก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต ขอความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ว่าห้ามให้ที่พำนักแก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และให้ส่งตัวกลับมารับโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งกัมพูชาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งปฏิเสธการส่งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้รังแกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีการเตรียมถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพื่อหวังให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีปฏิกิริยาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับการใส่ร้ายว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณปล่อยข่าวลืออัปมงคลเกี่ยวกับบุคคลสำคัญสูงสุดของชาติ จนทำให้ดัชนีราคาหุ้น SET Index ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2552 ลดลงรวมกันถึง 53.95 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 7.22 เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดยสื่อมวลชนในเครือข่ายของรัฐบาล อย่างหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์ ASTV ได้นำวันที่ 14 ตุลาคมไปเชื่อมโยงกับเครือข่าย “ขบวนการล้มเจ้า” ที่ใกล้ชิดกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยเฉพาะอดีตแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมถึงนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับเครือญาติของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วย แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงการดำเนินคดีกับพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ไม่เกี่ยวข้องอีก 2 รายเท่านั้น
และเมื่อกล่าวถึงหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการและสถานีโทรทัศน์ ASTV แล้วก็จะขอถือโอกาสนี้กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่ใช้สื่อมวลชนทั้งสองแห่งนี้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ของตน จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลและต่อมาเริ่มมีความขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ นั่นก็คือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) ที่ได้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 โดยมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำ พธม.ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคมาได้ประมาณ 3 เดือน จนกระทั่งถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ที่ประชุมพรรคจึงได้ลงมติให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของ พธม.เป็นหัวหน้าพรรคแทน ซึ่งถือได้ว่านายสนธิได้ “พลิกลิ้น” อย่างยิ่ง เนื่องจากนายสนธิเคยกล่าวไว้บนเวทีกู้ชาติ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ในช่วงการขับไล่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก่อนที่จะก่อรูปเป็น พธม.อย่างสมบูรณ์ว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมือง หากตนไปเล่นการเมือง เจอหน้าตนที่ไหนให้ถ่มน้ำลายและ/หรือถอดรองเท้าตบหน้าได้เลย ส่วนนายทหารผู้เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร (หุ่นเชิด) โค่นล้มรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่มีชื่อ “สนธิ” เหมือนกัน ก็คือพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินนั้น ก็ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ (เดิมชื่อพรรคราษฎร) ในเวลาใกล้เคียงกัน และหลังจากที่ได้ตัวหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่คนใหม่ 1 วัน พธม.ก็ได้จัดกิจกรรมไว้อาลัยให้กับเหยื่อระเบิดของพวกตน คือนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และพันตำรวจโทเมธี ชาติมนตรี และผู้บาดเจ็บรายอื่น ๆ จากการชุมนุมอย่างไม่สงบและมีอาวุธเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งครบรอบปีในวันดังกล่าว
ส่วนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ซึ่งนายสมศักดิ์เคยเป็นประธานจนเกษียณอายุ และในปัจจุบันมีนายสาวิทย์ แก้วหวาน แกนนำ พธม.อีกคนหนึ่งเป็นประธานนั้น ก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้บริการรถไฟทั้งประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการที่ใช้รถไฟในการขนส่งสินค้า ด้วยการหยุดเดินรถไฟเกือบทั่วประเทศโดยเฉพาะสายใต้เป็นเวลากว่าครึ่งเดือน โดยอ้างเหตุการณ์ที่รถไฟสายใต้ตกรางที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง จึงต้องปรับปรุงสภาพของรถไฟให้ใช้การได้ตามปกติมาบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้ว สร.รฟท.ในฐานะ “กลุ่มสีเหลือง” ไม่พอใจท่าทีของนายอภิสิทธิ์ที่ยอมให้ “กลุ่มสีน้ำเงิน” หรือพรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบซึ่งกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ดำเนินโครงการ “ถนนไร้ฝุ่น” และโครงการเช่ารถเมล์พลังงานก๊าซธรรมชาติ (natural gas for vehicle: NGV) ที่มีค่าเช่าต่อคันสูงกว่าราคาซื้อถึง 4 เท่า อีกทั้งรัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตามที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ อันขัดต่อความต้องการของ พธม.ที่ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่ง สร.รฟท.ได้เคยหยุดเดินรถไฟประท้วงรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดินมิถุนายน 2552 แต่รัฐบาลก็ยังดื้อดึงไม่ฟังเสียงของกลุ่มสีเหลืองนี้เลย จึงต้องประท้วงรัฐบาลด้วยวิธีการเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง ให้เกิดผลที่รุนแรงกว่าเดิม ผลของการเรียกร้องของ สร.รฟท.ที่เกินขอบเขตของสิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้นี้ นอกจากผู้ใช้บริการจะได้รับผลกระทบดังกล่าวแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะนายจ้างก็สูญเสียรายได้ไปจำนวนหนึ่ง จนต้องไล่แกนนำ สร.รฟท.จำนวน 6 คน ออกจากงาน จากนั้นได้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลแรงงาน และได้จ้างอดีตพนักงานที่เกษียณอายุแล้วมาขับรถไฟแทน แต่ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบในกว้างอย่างไร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งมีประธานกรรมการคือ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ และกรรมการบางคนอย่างนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นแนวร่วม พธม.ก็กลับคุ้มครองผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง สร.รฟท.เสียเอง
และแม้ว่ารัฐบาลไทยจะยังไม่ได้ตัวของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับมาดำเนินคดี แต่เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ศาลฎีกาแคนาดาก็ได้มีคำสั่งให้ส่งนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Bank of Commerce Public Company Limited: BBC) กลับมาดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์ BBC มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนถึง 12 ปี ภายหลังจากที่นายราเกซได้เดินทางหลบหนีคดีไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา ซึ่งนายราเกซได้เดินทางมาถึงประเทศไทยในคืนวันถัดมา และได้ถูกควบคุมตัวและสอบปากคำที่กองปราบปรามทันทีที่ลงจากเครื่องบิน ซึ่ง BBC เป็นฐานสนับสนุนทางการเงินในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กลุ่มหนึ่งในนามของกลุ่ม 16 โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคชาติไทยของนายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งนายสุเทพได้ใช้ประเด็นเหล่านี้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหารเมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2539 มาแล้ว โดยนายสุเทพกล่าวถึงขนาดที่จะต้องดำเนินคดีกับนายบรรหารให้ได้เมื่อตนเองเป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ตั้งขึ้นสืบต่อจากพรรคชาติไทยที่โดนยุบ โดยมีนายชุมพล ศิลปอาชา น้องชายนายบรรหารเป็นหัวหน้าพรรค และพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่มี ส.ส.กลุ่ม 16 บางส่วนเป็นผู้สนับสนุน เช่น นายเนวิน นายสนธยา คุณปลื้ม นายวิทยา คุณปลื้ม นายสรอรรถ กลิ่นประทุม และนายทรงศักดิ์ ทองศรี สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย นายสุชาติ ตันเจริญ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี และนายเกษม รุ่งธนเกียรติ สนับสนุนพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นต้น นายสุเทพกลับละเลยที่จะดำเนินคดีกับนายบรรหารตามที่เคยลั่นวาจาไว้เมื่อกว่า 13 ปีก่อน
ส่วนความเคลื่อนไหวหลัก ๆ ของ นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนนี้ ซึ่งมีจำนวน 5 ครั้งนั้น เป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเตรียมการชุมนุมใหญ่ เพื่อทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลอำมาตย์ชุดนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ก่อนที่จะสิ้นปี 2552 โดยกิจกรรมแรกที่จะกล่าวถึงก็คือ วันที่ 11 ตุลาคม 2552 ได้จัดชุมนุมทวงคืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งมีเนื้อหาสาระเป็นประชาธิปไตยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาต้องการให้แก้ไข พรรคประชาธิปัตย์และ พธม.ไม่ต้องการให้แก้ไข แต่พรรคเพื่อไทยและ นปช.ต้องการให้ยกเลิกแล้วนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้บังคับแทนโดยปรับปรุงเนื้อหาสาระบางส่วนให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและ นปช.เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ร่างโดยกลุ่มบุคคลที่ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงมีความชิงชังรังเกียจทั้งประชาชนผู้เลือกตั้งและนักการเมืองผู้ถูกเลือกตั้ง และนำอำนาจส่วนหนึ่งไปให้กับฝ่ายตุลาการอย่างเกินจำเป็นและสมควร (อ่านรายละเอียดได้ใน “ลากไส้ ‘พันธมาร’ ผลาญแผ่นดิน” ตอนที่ 29 รัฐธรรมนวยหัวคูณ) ส่วนสาเหตุที่จัดชุมนุมในวันดังกล่าวก็คือ เป็นวันครบรอบ 12 ปีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และครบรอบ 1 ปีที่มีการจัดการชุมนุมคนเสื้อแดงโดยรายการ “ความจริงวันนี้”
สำหรับกิจกรรมต่อมาก็คือ การจัดกิจกรรมครบรอบ 36 ปี การชุมนุมทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 โดย นปช.ประกาศว่าจะแยกจัดกิจกรรมดังกล่าวจากรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาในยุคนั้นที่เรียกกันว่า “คนเดือนตุลา” บางส่วนก็ได้เปลี่ยนอุดมการณ์ไปรับใช้ฝ่ายอำมาตย์ เช่น นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ดร.ธีรยุทธ บุญมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นต้น และแม้แต่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนปัจจุบัน คือ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็มิได้ซึมซับอุดมการณ์ประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย กลับมีพฤติกรรมสนับสนุนฝ่ายอำมาตย์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการให้นายสนธิใช้หอประชุมของมหาวิทยาลัยในการจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” เพื่อกล่าวหาโจมตีรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างไร้มูลความจริงดังที่ตนเองก็ชอบกระทำ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นรัฐบาล “นอมินีเปรม” แล้ว ดร.สุรพลก็ได้รับการปูนบำเหน็จเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีหน้าที่ออกกฎหมายตามใจคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 และได้รับการพิจารณาให้เป็นประธานกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สื่อมวลชนของรัฐรายหนึ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่ง นปช.ได้จัดกิจกรรมเสวนาขึ้น เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว และวิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของคนเดือนตุลาบางคน โดยมีคนเดือนตุลาฝ่ายเสื้อแดงคือ ดร.อดิศร เพียงเกษ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายวิสา คัญทัพ และนายวัฒน์ วรรลยางกูร พร้อมทั้งนักการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวคือนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.เป็นวิทยากร
ในอีก 3 วันต่อมา คือวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ซึ่งครบกำหนด 2 เดือนที่ นปช.ได้ยื่นถวายฎีกาในนามสมาชิกกว่า 3.5 ล้านคน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักราชเลขาธิการก็ได้ส่งฎีกาดังกล่าวไปให้กับรัฐบาลเพื่อถวายความเห็นประกอบพระบรมราชวินิจฉัย แต่รัฐบาลก็มิได้กระทำการดังกล่าวเลย กลับส่งฎีกาต่อไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ถวายฎีกาวันละประมาณ 300 รายชื่อ อันเป็นการจงใจถ่วงรั้งฎีกาฉบับนี้เพื่อมิให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณต้องหลุดพ้นคดีความ กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้จัดการชุมนุมขึ้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าของฎีกาดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ทวงฎีกา ถามหาประชาธิปไตย” ซึ่งรัฐบาลก็ได้ “ต้อนรับ” กลุ่มคนเสื้อแดงด้วยการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฯ ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 10 วัน ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังการทวงถามฎีกาครั้งนี้ คือตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 25 ตุลาคม 2552 แต่มิได้ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฯ ในวันที่ พธม.ชุมนุมก่อนหน้า นปช.เมื่อ 10 วันก่อนแต่อย่างใด แต่ นปช.ก็มิได้กลัวเกรงการประกาศดังกล่าว ยังคงเดินทางกันมาชุมนุมอยู่ดี รัฐบาลจึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจำนวนพอสมควร พร้อมกับแท่งคอนกรีตมาปิดล้อมบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลเพื่อขัดขวางการเข้าชุมนุม แต่ก็สามารถเจรจากันจนยอมถอนกำลังกลับเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ดังเดิม
ในสัปดาห์ต่อมา คือในวันที่ 24 ตุลาคม 2552 นปช.ได้จัดกิจกรรม “อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกรัฐสภา” ที่ Convention Hall ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เพื่อเปิดโปงถึงปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะการทุจริตของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ไม่สามารถอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากได้อภิปรายไปแล้วในสมัยประชุมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งกิจกรรมนี้มีลักษณะคล้ายกับการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจริง โดยมีนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และพันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ สลับกันทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นายวีระในฐานะประธาน นปช.เป็นผู้กล่าวเปิดการอภิปราย นายนิสิต สินธุไพร นายพายัพ ปั้นเกตุ นายศักดา คงเพชร นายวิสา นายสงวน พงษ์มณี นายสมชาย ไพบูลย์ นายแพทย์เหวง นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายการุณ โหสกุล นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ นายนพดล ปัทมะ ดร.อดิศร พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรองเป็นผู้อภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การเกษตร การคมนาคม การศึกษา การทหาร และการต่างประเทศ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะเลขาธิการ นปช.เป็นผู้อภิปรายสรุป และก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้านก็ได้จัดตั้ง “สำนักงานปราบโกง” (สปก.401) ขึ้น โดยมีนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์เป็นผู้อำนวยการ เพื่อตรวจสอบการทุจริตในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ชุดนี้ โดยเฉพาะการดำเนินโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่ใช้เงินจากการกู้ตามกฎหมายที่รัฐบาลเสนอจำนวนถึง 1.4 ล้านล้านบาท แต่สามารถระดมมาได้เพียงบางส่วน จนนำไปสู่ข้อครหา “กู้มาโกง” ซึ่งชื่อ สปก.401 ก็มาจากผลงานที่รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อกว่า 15-16 ปีก่อนได้กระทำการทุจริตไว้ ด้วยการจัดสรรสิทธิในที่ดินที่ได้รับการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมให้กับกลุ่มพรรคพวกของตนที่มิใช่เกษตรกรนั่นเอง ส่วนการทุจริตที่สำคัญในรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งที่อยู่ในการอภิปรายนอกรัฐสภาครั้งนี้ และที่มิได้รวมอยู่ในการอภิปรายครั้งนี้ แต่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนั้น มีดังนี้
1.นโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้ปกครองต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการดังกล่าวมิได้ให้คุณภาพอย่างแท้จริงกับผู้เรียน เนื่องจากงบประมาณที่จัดสรรให้นักเรียนเป็นรายคนนั้นน้อยมาก ดังจะเห็นได้จากนักเรียนบางคนได้รับชุดนักเรียนที่มีขนาดเล็กกว่าร่างกายของตนเอง เพียงชุดเดียว และได้รับหนังสือเรียนที่ต้องส่งคืนโรงเรียนเมื่อเรียนรายวิชานั้น ๆ เสร็จสิ้น เพื่อให้นักเรียนรุ่นต่อไปได้ใช้เรียน
2.การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพบว่ามีข้อพิรุธในการจัดซื้อหลายประการ ทั้งการซื้ออุปกรณ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของหน่วยงาน เช่น ซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อนำมาใช้ในสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล หรือซื้ออุปกรณ์พื้นฐานด้วยราคาที่สูงเกินปกติ เช่น เสาธงราคาต้นละ 500,000 บาท เป็นต้น
3.การรับประกันราคาข้าวเปลือกและผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ราคาต่อหน่วยต่ำกว่าความเป็นจริง แต่กลับมีการรายงานเนื้อที่ทำการเพาะปลูกเพื่อคำนวณเงินชดเชยสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้เกษตรกรได้เงินน้อยลง แต่เจ้าของพื้นที่เพาะปลูกกลับได้รับผลประโยชน์ส่วนเกินนี้แทน เช่นเดียวกับการลักลอบนำผลิตผลทางการเกษตรที่รัฐบาลรับซื้อผ่านทางโกดังเอกชน ไปขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาที่สูงกว่าราคาประกันอย่างมาก และจะนำไปขายต่อให้กับโรงสีในราคาที่สูงกว่าราคาเดิมอีก สรุปได้ว่าเกษตรกรแทบจะ “ไม่ได้อะไร” ทั้งจากการซื้อและการขายกันเลยทีเดียว
4.โครงการเกี่ยวกับการขนส่งของกระทรวงคมนาคม ทั้งโครงการรถเมล์ NGV จำนวน 4,000 คนที่ได้กล่าวมาแล้วและการเข้าประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ของครอบครัวนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งรับโอนหุ้นมาจากนายชวรัตน์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ จึงถือว่าต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ได้ห้ามบริษัทที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและครอบครัวเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยซิโน-ไทยได้ดำเนินการปรับปรุงวงเงินในสัญญาก่อสร้าง เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์เป็นเงินส่วนต่างของมูลค่าสัญญาจริงกับราคาของวัตถุดิบและส่วนชดเชย (escalating factor) ที่สูงกว่าความเป็นจริง
5.โครงการชุมชนพอเพียงของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้บังอาจนำคำว่า “พอเพียง” ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เช่นเดียวกับรัฐบาลภายหลังการรัฐประหารของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า “SML” ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ซึ่งโครงการนี้มีจุดผิดปกติหลายประการ นับตั้งแต่การนำนายประโภชฌ์ สภาวสุ น้องชายของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจมาดูแลโครงการนี้ การบังคับให้ซื้อสินค้าที่ชุมชนต่าง ๆ ไม่ต้องการในราคาที่สูงผิดปกติ เช่น ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาขยะ และเครื่องทำปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น เมื่อมีการตรวจสอบพบการทุจริตภายในพรรค ก็ได้มีเพียงการการขับไล่สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน ให้พ้นสมาชิกภาพ แต่ผลการตรวจสอบก็สาวไปไม่ถึงผู้บริหารของพรรคแต่อย่างใด ส่วนนายกอร์ปศักดิ์ที่ลาออกจากรองนายกรัฐมนตรีนั้น ก็มิได้เป็นการแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด หากเป็นการไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ที่ลาออกไปเท่านั้น
6.โครงการต้นกล้าอาชีพของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ส่วนใหญ่มิได้มีการจัดการฝึกอบรมอาชีพแต่อย่างใด มีเพียงการให้ผู้เข้าฝึกอบรมเดินทางมายังสถานที่ฝึกอบรมที่อาจห่างไกลจากบ้านของตนหลายกิโลเมตร เพื่อลงชื่อว่าได้รับเงินเบี้ยเลี้ยง แล้วก็เดินทางกลับเท่านั้น ทั้งที่หลายรายไม่ได้รับจริง
7.โครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็งของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จัดให้มีการร้องเพลงชาติทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยในเวลา 18.00 นาฬิกาที่มีการเชิญธงชาติลงจากยอดเสา วันละ 1 จังหวัดเรียงตามลำดับอักษร ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2552 จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2552 แล้วจัดให้มีการร้องเพลงชาติอีกครั้งหนึ่งในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือวันที่ 5 ธันวาคม 2552 โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ และเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการนำงบประมาณของแผ่นดินจำนวน 13 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 1.7 แสนบาทมา “ละลาย” ไปโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยการจ้างนักเรียน ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปให้มาเคารพธงชาติออกโทรทัศน์
8.การซื้อขายตำแหน่งระดับสูงของข้าราชการตำรวจ ซึ่งได้มีการพาดพิงถึงผู้ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี คือนายศิริโชค โสภาว่าเป็นผู้ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายตำแหน่งได้ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ในวงกว้าง รัฐบาลก็ได้ตั้งพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร อดีตข้าราชการตำรวจสาย พธม.ขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว
9.การรับผลประโยชน์ใด ๆ ที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท อันขัดต่อระเบียบของราชการ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ฝ่าฝืนถึง 3 ครั้งด้วยกัน คือการรับงาช้างจากนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อครั้งเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดบุรีรัมย์ การรับแหวนทองคำหนัก 1 สลึงจากราษฎรเมื่อครั้งเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดอุบลราชธานี และที่เปิดเผยล่าสุด ก็คือการรับ “ไม้แหย่แย้เลี่ยมทอง” จากนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.จังหวัดปราจีนบุรี เดิมสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย ต่อมาเมื่อพรรคถูกยุบจึงได้ย้ายมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะได้คืนสิ่งของบางรายไปแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการคืนงาช้างให้นายโสภณเมื่อได้นำมาประเมินราคาแล้ว หรือคืนไม้แหย่แย้เลี่ยมทองให้แก่นายเกียรติกรเมื่อได้ลาออกจาก ส.ส.ไปแล้วก็ตาม แต่ก็มิได้ทำให้ความผิดที่สำเร็จไปแล้วลบล้างไปได้
10.การใช้งบประมาณด้านความมั่นคงอย่างฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น โดยเฉพาะการจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) ที่ค่าย “เปรมติณสูลานนท์” จังหวัดขอนแก่น ตามดำริของพลเอกเปรม นายกรัฐมนตรีตัวจริงของไทย ที่ต้องการจะเห็นการจัดตั้ง พล.ม.3 ในช่วงชีวิตของตนให้ได้ โดยมิได้คำนึงถึงความสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องนำมาใช้กับโครงการนี้ถึง 100,000 ล้านบาทเลย และประเทศไทยก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีกองพลทหารม้าเพิ่มเติมอีก เนื่องจากประเทศไทยมีกองพลทหารม้าแล้ว 2 กองพล โดยมีเพียงกองพลเดียวเท่านั้นที่มีการจัดอัตรากำลังครบถ้วน เป็นไปตามหลักสากล คือกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ที่กรุงเทพมหานคร แต่ก็ยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถถัง รถหุ้มเกราะ และรถสายพานลำเลียงพลซึ่งเป็นหลักสำคัญของทหารม้า ที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาและการใช้งานอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้รับมาจากสหรัฐอเมริกาอีกต่อหนึ่ง หากจำเป็นที่จะต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปพัฒนาหน่วยทหารม้าจริง ๆ ก็ควรนำเงินนี้ไปจัดซื้อและ/หรือปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ด้วยความสุจริต โปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล ให้มีขีดความสามารถที่จะใช้ป้องกันอริราชศัตรูจะเป็นการดีกว่า โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีเหตุการณ์ “ฆ่ารายวัน” อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ของรัฐบาลโดยเฉพาะเรือเหาะตรวจการณ์ที่มีลักษณะเดียวกับที่บริษัท กันตนากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซื้อมาใช้สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ ก็ซื้อมาด้วยความทุจริต อีกทั้งยังไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะใช้งานอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลก็มิได้ให้ความสนใจในปัญหานี้เท่าที่ควรเลย กลับเอาเวลาไปแก้ปัญหาของ “คนคนเดียว” ที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ร่ำไป
และกิจกรรมสุดท้ายที่ นปช.ได้จัดขี้นในเดือนนี้ก็คือ การรำลึกถึงการเสียชีวิตครบ 3 ปี ของผู้ขับรถแท็กซี่หัวใจประชาธิปไตยที่ชื่อ “นายนวมทอง ไพรวัลย์” ที่ได้พยายามขับรถแท็กซี่ของตนเองเข้าชนรถถังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร แม้ยังไม่เสียชีวิตแต่รถแท็กซี่คู่ชีพก็ได้รับความเสียหายและตนเองก็ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ในระหว่างนั้นเอง โฆษกของคณะรัฐประหารก็ได้กล่าวดูถูกนายนวมทองว่าไม่มีใครอุดมการณ์มากพอที่จะเอาชีวิตเข้าแลกกับประชาธิปไตยได้ เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว นายนวมทองจึงได้ล้มเลิกแผนการที่จะกลับไปทำมาหากินดังเดิม ด้วยการตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองด้วยการแขวนคอที่สะพานลอยหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 โดยก่อนเสียชีวิตนายนวมทองได้เขียนจดหมายอำลาโลกนี้ไว้ว่า (คงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม)
“เทิดทูล ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ รัฐทหารและรัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)
สวัสดีครับ ท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่ผมกระทำการพลีชีพครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเอง เพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรก ก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.(ชื่อย่อของคณะรัฐประหาร คือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข-ผู้เขียน) ที่ให้สำภาษ นสพ.หลายฉบับว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้” เหตุพลีชีพครั้งแรกของผม ยอมรับว่าคำนวณความเร็วของรถ Taxi ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้า ติดด้านหัวถนนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบก พ้นหัวถนนและเกาะกลางถนน เพื่อพุ่งเข้าชนต้องหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำ คางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่น ๆ มาเยี่ยมหลายคณะ และมีผู้สื่อข่าว นสพ. (หนังสือพิมพ์-ผู้เขียน) มาขอสัมภาษว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วเห็นบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่า ใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลักเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย แต่ไม่เห็นเป็นข่าว รวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ.วันเดียว เงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาติให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน และนำ นสพ.ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วง คปค.ของผม พบคำสัมภาษท่านรองโฆษกใน นสพ.ตรงกันหลายฉบับ ด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้น และยังปรามาสว่า ผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถ ยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าจะมาทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากิน จับรถ Taxi ไม่ก่อวีระกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษ นสพ.ของท่านรองโฆษก คปค.ในเชิงปรามาสดังกล่าว ก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพ เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีระชนที่สถิตย์อบู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะขอสถิตย์อยู่กับเหล่าวีระชนแห่งนี้ตลอดไป (เดิมนายนวมทองตั้งใจจะลาโลกนี้ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาที่สี่แยกคอกวัว แต่เกรงว่าผู้คนที่พลุกพล่านจะห้ามมิให้ทำการนั้นได้ จึงย้ายมาที่หน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแทน-ผู้เขียน) และขอยืนยันว่า ปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง
สุดท้ายขอให้ลูก ๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติ (รัฐประหาร-ผู้เขียน) อีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า
สวัสดีครับ
(ลงชื่อ) นายนวมทอง ไพรวัลย์
29 ตุลาคม 2549

ปล.ขอแก้ข่าว ขวดที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุ คืออาหารเสริมแค๊บซูลใบแปะก๊วย ไม่ใช่ยาแก้เครียด ตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียด แต่ประท้วงจอมเผด็จการ”
ซึ่งจดหมายของนายนวมทองฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาทางการเมืองของนายนวมทองที่มีมากกว่าอำมาตย์บางคนได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการให้สัมภาษณ์นายจอม เพชรประดับ จากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ก่อนหน้าที่นายนวมทองจะเสียชีวิต โดยนายนวมทองได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยและอำมาตยาธิปไตยไว้อย่างแหลมคม แต่การสัมภาษณ์นี้ก็ไม่ได้มีโอกาสเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีได้เลย จนกระทั่งวาระสุดท้ายของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีด้วยเหตุผลทางการเมืองในปี 2550 แต่เทปนี้ก็ได้ถูกนำมาออกอากาศในรายการ “Thailand Mirror” ทางสถานีโทรทัศน์ People Channel ในอีกประมาณ 2 ปีต่อมา ซึ่งสมาชิก นปช.หรือคนเสื้อแดงทุกคนจะรักษาอุดมการณ์ประชาธิปไตยไว้ด้วยชีวิต เช่นเดียวกันกับที่ “ลุงนวมทอง” ได้พลีชีพไว้เป็นตัวอย่าง

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2552)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
26 พฤษภาคม 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s