เมืองไทยรายเดือน (พฤศจิกายน 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 พฤศจิกายน 2552)

 

ในเดือนพฤศจิกายน 2552 การเมืองไทยก็ยังมีประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นระหว่างฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ในนามของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผ่านทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทางนายเนวิน ชิดชอบ ในนามพรรคภูมิใจไทย และผ่านทางนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในนาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และฝ่ายประชาธิปไตยในนามของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) โดยมีประเด็นการปลุกระดมความคลั่งชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรัฐบาลและแนวร่วม และการตอบสนองต่อความอยุติธรรมที่รัฐบาลได้ “ประเคน” ให้กับประชาชนโดย นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นประเด็นหลักที่จะได้นำเสนอ ดังนี้
ภายหลังจัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nation: ASEAN) เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2552 เสร็จสิ้นลง รัฐบาลกัมพูชาซึ่งมีสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่เคยแสดงความสามารถในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทยในการพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ จากที่ได้รับการเลือกตั้งในช่วงปี 2544 และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งเมื่อครบวาระในปี 2548 จนกระทั่งถูกทหาร “ทาสเปรม” ปล้นอำนาจการปกครองเมื่อปี 2549 ด้วยการประกาศที่จะไม่ส่งตัวนายกรัฐมนตรีไทยท่านนี้ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนในคดีอนุมัติให้ภรรยาซื้อที่ดินให้กับรัฐบาลไทย และได้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา เพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซน และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 อีกด้วย ดังส่วนหนึ่งของคำแปลพระราชกฤษฎีกาดังนี้
“…แต่งตั้ง ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร (Thaksin Shinawatra) เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลแห่งพระราชอาณาจักรกัมพูชารับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ…”
แต่รัฐบาลไทยมิได้คิดเช่นเดียวกับรัฐบาลกัมพูชา เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มองกัมพูชาเป็นศัตรู โดยเฉพาะในกรณีการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร และท่าทีของผู้นำประเทศไทยทั้งนายกรัฐมนตรีและนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแนวร่วม พธม. ที่ได้กล่าวหาสมเด็จฮุนเซนอย่างรุนแรงว่า “อย่าตกเป็นเบี้ยของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ” “กุ๊ย” “เฮงซวย” “บ้า ๆ บอ ๆ ” “มวยวัด” “bullshit” จึงได้มีการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาในหลาย ๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตจากระดับเอกอัครราชทูตเป็นระดับอุปทูต การปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา จนนำไปสู่การคว่ำบาตรสินค้าและบริการของไทยในกัมพูชา และทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ของกัมพูชา โดยเฉพาะเวียดนาม อาศัยโอกาสนี้ในการส่งสินค้ามาขายให้กับกัมพูชาแทนไทย ซึ่งก็ปรากฏว่าบริษัทไทยหลายรายที่ไปลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชา ได้รับผลกระทบจากเหตุนี้ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด และบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด ซึ่งสองบริษัทหลังนี้ก็เป็นผู้สนับสนุน พธม.อีกด้วย การจัดรายการวิทยุในเครือข่ายของทหารเพื่อปลุกระดมกระแส “คลั่งชาติ” โดยเฉพาะสถานีวิทยุกระจายเสียง FM 101 MHz ของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่มีนายวันชัย สอนศิริ และนายรัชชพล เหล่าวานิช สื่อมวลชนแนวร่วม พธม.เป็นผู้ดำเนินรายการ การแจกจ่ายหนังสือ “ทักษิณ เพื่อไทยหรือเพื่อเขมร” ไปยังประชาชนในต่างจังหวัดโดย www.silence-power.com ซึ่งเป็นเครือข่ายของนายเนวินเช่นเดียวกับหนังสือใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ได้จัดทำมาแล้ว 2 เล่ม โดยหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาสาระโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและสมเด็จฮุนเซน ว่าร่วมมือกันทำลายล้างประเทศไทยเพื่อสร้างความเจริญให้แก่ประเทศกัมพูชา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่านนี้มีนโยบายการบริหารประเทศที่เน้นแต่ความเจริญเฉพาะคนในเมืองและผู้ใกล้ชิดตนเท่านั้น และยังได้ผูกโยงเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยและบริษัทห้างร้านไทยในกรุงพนมเปญเมื่อต้นปี 2546 เข้ากับความคลั่งชาติของสมเด็จฮุนเซน โดยกล่าวหาว่าสมเด็จฮุนเซนสร้างข่าวอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคำพูดของนางสาวสุวนันท์ (กบ) คงยิ่งที่เกี่ยวข้องกับปราสาทนครวัดในละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง ทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณต้องชดใช้ความเสียหายให้กับรัฐบาลกัมพูชา นอกจากนั้นยังได้กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่า ต้องการรับสัมปทานก๊าซธรรมชาติในกัมพูชาเพื่อแลกกับสิทธิของไทยบนพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าต้องการให้มีพระมหากษัตริย์ที่อยู่ใต้อาณัตินายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับที่มีในประเทศกัมพูชา และนอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว สถานีวิทยุชุมชนปกป้องสถาบัน FM 90.25 MHz ของนายเนวินเช่นกัน ก็ได้จัดรายการปลุกระดมกระแสความคลั่งชาติเช่นเดียวกับสถานีวิทยุของทหาร กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเป็น “คนไทยหัวใจเขมร” อีกทั้งยังได้ระดมกลุ่มผู้ขับแท็กซี่ที่สวามิภักดิ์กับตน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอู่รถอยู่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 ให้ไปแสดงการต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่สถานทูตกัมพูชาในประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนที่ควรถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนไทยหัวใจเขมร” นั้นไม่น่าจะใช่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แต่ควรเป็นนายเนวินเสียมากกว่า เนื่องจากนายเนวินเป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีฉายาว่า “ชื่อพม่า หน้าลาว เว้าเขมร” อันมีที่มาจากการที่นายเนวินชอบใช้ภาษาเขมรในการปราศรัยทางการเมือง
พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศกัมพูชาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของสมเด็จฮุนเซน น้อง ๆ ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางไปให้กำลังใจ ในอีก 2 วันต่อมา พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ได้เริ่มบทบาทแรกด้วยการแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาของกัมพูชาให้กับผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชาทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน และได้มีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชา (Television of Kampuchea: TVK) เพื่อให้ประชาชนทั้งในและนอกประเทศกัมพูชาได้ร่วมชื่นชมวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จากนั้นก็ได้เดินทางกลับไปยังเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 และจะหมั่นเดินทางมายังกัมพูชาเรื่อย ๆ แต่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ยังคงมีจิตสำนึกของความเป็นไทย ที่ยังคงคาดหวังว่าจะได้กลับมาทำงานให้กับประเทศไทยและประชาชนไทยเหมือนเดิม การมาทำงานให้รัฐบาลกัมพูชานี้ ก็เพื่อให้เศรษฐกิจของกัมพูชาเข้มแข็งขึ้น จนสามารถที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการทำการซื้อสินค้าประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น มิได้มีเจตนาในการทำให้กัมพูชาเป็นศัตรูกับไทยตามที่รัฐบาลไทยกล่าวหาแต่อย่างใด
ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นเอง กองทัพอากาศของไทย โดยพลอากาศเอกอิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ก็ได้สั่งการให้เตรียมเครื่องบิน F-16 และ F-5E ที่มีการติดขีปนาวุธไว้ที่สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยองของกองทัพเรือและกองบิน 56 ของกองทัพอากาศที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาตามลำดับ เพื่อเตรียมการ “จัดการ” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณทันทีที่เครื่องบินออกจากน่านฟ้ากัมพูชา เมื่อรู้ข้อมูลนี้ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจึงได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางการบินของตนเองเพื่อความปลอดภัย และนำไปสู่การที่รัฐบาลกัมพูชาดำเนินคดีกับนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ชาวไทยที่ไปทำงานเป็นวิศวกรของบริษัท Cambodia Air Traffic Services Company Limited (CATS) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศของกัมพูชา และเป็นบริษัทในเครือของบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนายเนวินอีกด้วย โดยนายศิวรักษ์ถูกดำเนินคดีในข้อหาจารกรรมข้อมูลการบินของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งนายศิวรักษ์ได้ให้ปากคำว่า นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญซึ่งเป็นเพื่อนของตน เป็นผู้รับคำสั่งจากนายกษิตมาเพื่อขอให้ตนตรวจสอบตารางการบินของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยก็ยังได้กล่าวหาบุตรสาวของสมเด็จฮุนเซนว่าต้องการจะซื้อกิจการบริษัท CATS เพื่อกลบเกลื่อนกรณีนี้ จากพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของรัฐบาล ทั้งจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเลขานุการเอกของสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญนี้เอง ที่ทำให้นางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ ตัดสินใจเดินทางไปยังพรรคเพื่อไทย เพื่อขอความช่วยเหลือจากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นชาวจังหวัดนครพนมด้วยกัน
และนอกจากปัญหากับกัมพูชาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว รัฐบาลลาวก็แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทยว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลไทยมีส่วนร่วมในการจัดการแข่งขันกีฬา South East Asian Games (SEA Games) ครั้งที่ 25 อันเป็นการแข่งขันกีฬาของประเทศในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งลาวเป็นเจ้าภาพ จึงมีแต่เพียงบริษัทของไทยบางรายเท่านั้นที่ยังคงเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาดังกล่าว เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งเมื่อรวมกับปัญหาการแทรกแซงกิจการภายในของพม่าจากกรณีนางอองซาน ซูจี และกรณีชายแดนไทย-มาเลเซียที่เกิดปัญหาการแบ่งแยกดินแดนแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า รัฐบาล “ทาสเปรม” ชุดนี้มีปัญหาขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านครบทุกประเทศ
ส่วนประเด็นต่อไปที่มีการโหมประโคมกันอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงเดือนนี้ด้วย ก็คือ ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เพียงเพื่อที่จะกำจัดคู่แข่งทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ซึ่งในช่วงเวลานี้ สำนักพิมพ์ ASTV ผู้จัดการก็ได้จัดทำหนังสือ “ขบวนการล้มเจ้า” ขึ้นเพื่อกล่าวหาโจมตีกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นผู้มีเจตนาล้มล้างราชบัลลังก์ ซึ่งจะได้ขอกล่าวถึงข้อมูลอันเป็นเท็จในหนังสือดังกล่าว พร้อมทั้งข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งบางเรื่องก็ได้กล่าวมาแล้ว แต่ก็จะได้กล่าวซ้ำอีกเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ
โดยหนังสือเล่มดังกล่าวได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ พธม.เคยนำมาใช้ในการโค่นล้มรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในช่วงปี 2548-2549 และประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้น ทั้งกรณีการกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเป็นสามัญชนคนแรกที่บังอาจใช้พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” ซึ่งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวังในพิธีทำบุญประเทศ “ศาสนสัมพันธ์ สมานฉันท์แห่งชาติ” การกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) (สมเด็จฯ เกี่ยว) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สองโดยไม่ผ่านการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และทั้ง ๆ ที่สมเด็จพระสังฆราชปัจจุบันยังคงปฏิบัติพระภารกิจได้เป็นปกติ การกล่าวหารัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าใช้เงินที่ได้จากการขายเครื่องบินพระราชพาหนะไปซื้อเครื่องบินประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “ไทยคู่ฟ้า” เพื่อ “ตีตนเสมอเจ้า” การเปลี่ยนแปลง “ข้าราชการ” ซึ่งแปลว่าข้าของพระราชาให้เป็น “พนักงานของรัฐ” การเปลี่ยนแปลงบัตรประชาชนจากแบบแถบแม่เหล็กให้เป็นรูปแบบ smart card ที่มี microchip และยกเลิกตราครุฑซึ่งเป็นเครื่องหมายราชการ การว่าจ้างบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผู้บริหารใกล้ชิดกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้เปลี่ยนแปลงทำนองเพลงชาติ เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตน การใช้วัดพระธรรมกายในการขยายฐานความเชื่อเรื่องอภินิหารเนื่องจากมีญาติธรรมเป็นผู้บริหารบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสมยอมกับภรรยาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในการเข้าประมูลที่ดินย่านรัชดาภิเษก จนทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณถูกจำคุกเป็นเวลา 2 ปี การใช้พิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อให้ผู้คนโดยทั่วไปหลงเชื่อว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกลับชาติมาเกิด หรือไม่ก็กล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเคยเป็นเจ้าผู้ครองนครล้านนาที่มีชื่อว่า “เจ้ามูลเมือง” จนเลยเถิดไปจนถึงขั้นที่กล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอยากจะเป็น “เจ้าองค์ที่ 10” การกล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณใช้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง แม้ในภายหลังสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจะถูกเพิกถอนสัมปทานในปี 2550 ก็ตาม แต่อดีตพนักงานของไอทีวีก็ยังคงรับใช้ “ระบอบทักษิณ” เหมือนเดิม การกล่าวหาเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ที่มีจุดมุ่งหมายจำกัดตัดตอนพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ การกล่าวจาบจ้วงองคมนตรีซึ่งเป็นบุคคลที่พระมหากษัตริย์สามารถแต่งตั้งได้ตามพระราชอัธยาศัย การแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์ การให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านทางข่าวลืออัปมงคลที่ปล่อยในตลาดหลักทรัพย์เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา การให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณผ่านสำนักข่าว Times Online ของประเทศอังกฤษที่มีเนื้อหาให้ร้ายองค์พระประมุขของชาติ และพฤติกรรมที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของแนวร่วมคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่กล่าวปราศรัยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นายใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขียนหนังสือและบทความใน website ที่มีลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น การกระทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำไปสู่การสร้าง “รัฐไทยใหม่” ที่มีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นประธานาธิบดี ตามคำเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) (หลวงตามหาบัว) และคำกล่าวของพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี และพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงได้ใช้คำกล่าวของบุคคลทั้งสามนี้เป็นพยานหลักฐานในคดีที่ตนถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณฟ้องหมิ่นประมาท เนื่องจากกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าอยากเป็นประธานาธิบดี จนทำให้นายสุเทพชนะคดีดังกล่าวในที่สุด
ซึ่งความจริงในเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือ เคยมีสามัญชนรายอื่นที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทำพิธีในวัดพระแก้วมาแล้ว ซึ่งรวมถึงรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วย โดยที่ผู้ประกอบพิธีทุกรายมิได้นั่งในบริเวณที่สงวนไว้สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์แต่อย่างใด สำหรับกรณีสมเด็จฯ เกี่ยวนั้นก็มิได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สองแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันมีพระชนมายุสูงมาก และขณะนี้ก็ยังคงประทับเพื่อรักษาพระสุขภาพ จึงไม่สามารถปฏิบัติพระภารกิจได้ ส่วนในกรณีของเครื่องบิน “ไทยคู่ฟ้า” นั้น รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำเงินที่ได้จากการขายเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งที่เคยประสบอุบัติเหตุจนมีข้าราชบริพารเสียชีวิตเมื่อปี 2540 ไปซื้อเครื่องบินเพื่อใช้ในกิจการของรัฐบาล แต่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องบนเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ซื้อเครื่องบินพระที่นั่งลำใหม่ขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายเพื่อทดแทนลำเดิม กรณีการเปลี่ยนแปลงข้าราชการให้เป็นพนักงานของรัฐนั้น ก็ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด แต่เป็นเพียงการกำหนดโครงสร้างอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้นมาใหม่อีกประเภทหนึ่งที่มีสภาพการจ้างแตกต่างจากข้าราชการเท่านั้น หาใช่เป็นการยกเลิกข้าราชการไม่ การผลิตบัตรประชาชนแบบ smart card ที่ไม่มีตราครุฑก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เนื่องจากบัตรประชาชนประเภทใหม่นี้ยังคงมีตราครุฑอันเป็นเครื่องหมายราชการไทย อันแสดงให้เห็นถึงความเป็น “บัตรประจำตัวประชาชนแห่งประเทศไทย” เช่นเดิม การเปลี่ยนแปลงทำนองเพลงชาติก็เป็นเพียงการปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนไทยเกิดสำนึกในความเป็นไทย โดยเริ่มต้นจากเพลงชาติเท่านั้น มิได้มีจุดมุ่งหมายสร้างความเป็น “ชาติของทักษิณ” แต่อย่างใด แต่โครงการนี้ก็ได้ถูกยกเลิกในเวลาไม่นาน กรณีวัดพระธรรมกายนั้น ก็เป็นเพียงการปฏิบัติธรรมโดยปกติของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและครอบครัว ที่มักจะไปปฏิบัติธรรมตามวัดสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีท่านนี้เป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งแตกต่างจากข้อกล่าวหาของ พธม.และไม่เกี่ยวข้องกับการให้แลนด์แอนด์เฮ้าส์สมยอมในการประมูลที่ดินแต่อย่างใด กรณี “ทักษิณ-ตากสิน” นั้นก็เป็นเพียงการปลุกกระแสคลั่งไสยศาสตร์ในกลุ่มคนปัญญาทึบบางกลุ่มเท่านั้น และกรณี “เจ้ามูลเมือง” ก็เป็นการกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างเลื่อนลอยอีกเช่นกัน เนื่องจากไม่เคยปรากฏพระนามของพระองค์ในพงศาวดารหรือหลักฐานอื่นใดในทางประวัติศาสตร์ล้านนาเลย ส่วนกรณีไอทีวีนั้น ก็ไม่เคยมีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและพรรคไทยรักไทย ใช้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ในการหาประโยชน์ทางการเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว และภายหลังจากที่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ถูกเพิกถอนสัมปทานและยึดทรัพย์สินมาเป็นโทรทัศน์สาธารณะภายใต้การครอบงำของเครือเนชั่นซึ่งเป็นแนวร่วมของ พธม.ไปแล้ว ก็ไม่เคยปรากฏอีกเช่นกันว่ามีอดีตพนักงานของไอทีวีที่ไปทำงาน ณ สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ๆ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเลย สำหรับในกรณีปฏิญญาฟินแลนด์นั้น ก็ไม่ปรากฏมูลความจริงแต่อย่างใด การกล่าววิพากษ์วิจารณ์องคมนตรีซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การแต่งตั้งและถอดถอนเป็นไปตามพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้น นปช.เห็นว่า การกระทำขององคมนตรีบางราย มิใช่การกระทำที่มีผลผูกพันหรือเป็นตัวแทนของสถาบันพระมหากษัตริย์เสมอไป หากแต่เป็นไปเพื่อการแสวงหาอำนาจส่วนบุคคล โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือเท่านั้น ดังเช่นพลเอกเปรมที่มักจะทำตัว “ตีตนเสมอเจ้า” ในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อบ้านพักล้อเลียนชื่อพระราชวัง การจัดทำเหรียญที่ระลึกมูลนิธิของตนที่มีลักษณะคล้ายพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ในเหรียญกษาปณ์ การอารักขาและการทำความเคารพเสมือนเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประธานองคมนตรีสามารถเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เมื่อยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจทำให้พลเอกเปรมคิดว่าตนมีสถานะยิ่งกว่าสามัญชนทั่วไปมากกว่าเดิม นปช.จึงต้องเสนอแนวความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้เสีย เพื่อกำจัดความเป็น “ไพร่ตะกายฟ้า” ของพลเอกเปรม อีกทั้งพลเอกเปรมยังได้ใช้สถานะอันสูงส่งเช่นนี้ในการก้าวก่าย ล้วงลูก แทรกแซงการเมืองไทย ผ่านทางการกล่าวชื่นชมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ที่ตนเองสนับสนุนด้วยข้อความ “ประเทศไทยโชคดีที่ได้นายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์” และการหาทางให้ความช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้รอดพ้นจากความผิดต่าง ๆ ในทางตรงกันข้าม พลเอกเปรมก็ได้กล่าวให้ร้ายพรรคเพื่อไทยและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ตนเองโค่นล้มด้วยข้อความ “ทรยศชาติ” และในบางครั้งพลเอกเปรมก็เรียกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในที่รโหฐานต่อผู้ใกล้ชิดว่า “ไอ้บ้า” เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังมีการหาทางยัดเยียดข้อกล่าวหาต่าง ๆ อันไม่ยุติธรรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกด้วย และไม่เพียงแต่การกระทำเช่นนี้ในทางการเมืองเท่านั้น พลเอกเปรมยังได้ใช้พระบารมีแห่งสถาบันสูงสุดของชาติ ในการเข้าไปรับตำแหน่งที่ปรึกษา (มีค่าตอบแทน) ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่หลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของนักธุรกิจคนไทยเชื้อสายจีน เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ของตระกูลโสภณพนิช บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของตระกูลสิริวัฒนภักดี และบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ของตระกูลเจียรวนนท์ เพื่อประโยชน์ในการสร้างความสัมพันธ์ (connection) กับผู้มีอำนาจอันเป็นธรรมเนียมนิยมของชาวจีนเท่านั้น มิใช่เพื่อการให้คำปรึกษาในทางธุรกิจของตนเลย ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อความเป็นองคมนตรี ทั้งตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานต่อคณะองคมนตรีไว้เมื่อปี 2547 ที่ทรงกล่าวว่าองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์เท่านั้น หากไปเป็นที่ปรึกษาให้ผู้อื่น เป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ฐานะองคมนตรี และตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติห้ามองคมนตรีมีพฤติกรรมฝักใฝ่ในพรรคการเมือง ดังนั้น การกล่าววิพากษ์วิจารณ์องคมนตรี จึงมิใช่การก้าวล่วงพระราชอำนาจ หากแต่เป็นการตรวจสอบความจงรักภักดีของผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งในกรณีของพลเอกเปรมนั้น ก็ยังมีประเด็นที่จะให้กล่าวถึงในย่อหน้าต่อไปอีก ส่วนการปล่อยข่าวลืออัปมงคลในตลาดหลักทรัพย์นั้น ไม่ปรากฏหลักฐานใดเลยที่พบว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ให้ข่าวลือดังกล่าว การให้สัมภาษณ์กับ Times Online นั้น ก็มิได้มีข้อความใดอันเป็นการจาบจ้วงเบื้องสูงที่ออกจากปากของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเลย มีแต่เพียงการกล่าวว่า บุคคลผู้อยู่แวดล้อมราชบัลลังก์ (palace circle) ชิงชังตนเองเท่านั้น ส่วนข้อความที่เป็นการจาบจ้วงนั้น ก็เป็นข้อความที่ผู้สื่อข่าวสำนักดังกล่าวสรุปเอาเองทั้งสิ้น ซึ่งต่างกับนายอภิสิทธิ์ที่เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ด้วยข้อความที่รุนแรงกว่านี้มาแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใดกล่าวหา และพฤติกรรมของแนวร่วมคนเสื้อแดงคนอื่น ๆ ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เป็นที่ปรากฏชัดว่า แม้ว่าดา ตอร์ปิโดจะได้กล่าวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจริง จนทำให้รัฐบาลในเวลานั้นซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดำเนินคดี แต่ก็เป็นไปด้วยเจตนารมณ์บริสุทธิ์ที่ไม่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และแม้ว่าดา ตอร์ปิโด จะถูกพิพากษาจำคุกไปแล้ว แต่นายสนธิ แกนนำ พธม.ที่ได้นำคำกล่าวที่จาบจ้วงดังกล่าวมาพูดซ้ำ ก็ยังมิได้ถูกดำเนินคดีในชั้นศาลเลย ส่วนกรณีนายจักรภพก็เพียงแต่กล่าววิพากษ์วิจารณ์การกระทำของพลเอกเปรมว่า ไม่เหมาะสมกับความเป็นองคมนตรี อันอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ และกรณีของนายใจ ก็เป็นเพียงแต่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองเท่านั้น หาได้มีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใดไม่ ส่วนคำว่า “รัฐไทยใหม่” ที่ นปช.กล่าวถึงอยู่เนือง ๆ นั้น ก็มีความหมายเพียงแค่โครงสร้างใหม่ของรัฐบาลไทย ที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง โดยไม่มีกลุ่มอำมาตย์อย่างพลเอกเปรมมาขวางกั้นระหว่างประชาชนและพระเจ้าแผ่นดินดังเช่นในอดีต มิใช่การเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเพียงเพื่อนเล่น ตามคำกล่าวหาของพลเอกพิจิตร องคมนตรีร่วมคณะกับพลเอกเปรม มิใช่การวางแผนเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามคำกล่าวหาของพลตำรวจเอกวสิษฐ อดีตนายตำรวจราชสำนัก และมิใช่ความต้องการให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตามคำเทศนาของหลวงตามหาบัว ที่ได้รับข้อมูลอันเป็นเท็จจากนายสนธิแต่อย่างใด และจากสาระของหนังสือเล่มนี้ดังที่ได้กล่าวมา ก็ยิ่งทำให้น่าสับสนและน่าสงสัยว่า พธม.ต้องการ “แต่งนิยาย” ให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณล้มราชบัลลังก์เพื่อสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์หรือเป็นประธานาธิบดีกันแน่
และดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า พฤติกรรมของพลเอกเปรมในเดือนนี้ก็ยังคงสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สังคมถึงความเป็นองคมนตรีของตนเอง ภายหลังจากที่พลเอกเปรมได้กล่าวหาพลเอกชวลิตว่าเป็นผู้ทรยศชาติ เนื่องจากสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยในช่วงครึ่งแรกของเดือนนี้ได้มีการเปิดเผยจดหมายระบายความอัดอั้นตันใจของพลตรีมนูญกฤต (เดิมชื่อมนูญ) รูปขจร อดีตนายทหารม้าผู้ไม่พอใจต่อบทบาทของพลเอกเปรม จนได้ทำการกบฏ “เมษาฮาวาย” และ “ยังเติร์ก” เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 และ 9 กันยายน 2528 ตามลำดับ ผ่านทางสื่อในเครือข่ายของคนเสื้อแดงจำนวน 3 ฉบับคือ นิตยสารรายปักษ์ Voice of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ปักษ์แรกเดือนพฤศจิกายน 2552 หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 24 วันที่ 13-19 พฤศจิกายน 2552 และหนังสือพิมพ์รายสามวันมหาประชาชน ฉบับความจริงวันนี้ ปีที่ 3 ฉบับที่ 39 วันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2552 แม้ว่าจดหมายฉบับดังกล่าวได้เขียนไว้ประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีสาระที่น่าสนใจเกี่ยวกับพลเอกเปรม ผู้มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับ “โจโฉ” ในวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์จีนเรื่อง “สามก๊ก” ที่เป็นผู้ทะเยอทะยาน เห็นแก่ตัว มัวเมาในอำนาจ และมักจะกำจัดบุคคลที่เป็นพวกของตนที่ส่อว่าไม่สนองตอบต่อความต้องการต่อตน หรือเมื่อตนใช้งานจนพึงพอใจแล้ว เช่นเดียวกับการกำจัดบุคคลที่ไม่ใช่พวกของตน อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาตั้งแต่บัดนั้นจวบจนบัดนี้ ซึ่งจดหมายดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้ (คงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม)

 

“106/5 ซอยลาดพร้าว 35
ถ. (ถนน-ผู้เขียน) ลาดพร้าว แขวงจันทร์เกษม
เขตจตุจักร กทม. 10900

 

9 กันยายน 2551

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานองคมนตรี (พล.อ. (พลเอก-ผู้เขียน) เปรม ติณสูลานนท์)
1.กระผมมีเรื่องเรียนว่า ติดใจตลอดเวลาเกี่ยวกับคำพูดของ ฯพณฯ ถึงผมว่า “คนชั่วอย่างมนูญเป็นประธานวุฒิ (ประธานวุฒิสภา-ผู้เขียน) ได้ยังไง?
เอาเรื่องประธานวุฒิ กระผมได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมได้คะแนน 114 เสียง ในขณะคนที่ 2 ได้ 28 เสียง ผมจึงได้เป็นประธานวุฒิสภาครับ
2.ฯพณฯ ได้สั่งไม่ให้กระทรวงกลาโหมรับผมกลับเข้ารับราชการ คนที่ไปขอให้ผมและบอกผมคือ พล.ต. (พลตรี-ผู้เขียน) สนั่น ขจรประศาสน์
3.ฯพณฯ สั่งยิงและเก็บผม (ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับ ฯพณฯ แล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2531 ตอนผมกลับจากประเทศเยอรมัน) (เพื่อลี้ภัยทางการเมืองหลังจากที่โค่นล้มอำนาจพลเอกเปรมไม่สำเร็จ-ผู้เขียน) คนที่บอกผมมีหลายคนและมีพฤติกรรม ดังนี้
4.ฯพณฯ เล่นการเมืองกับผมตั้งแต่ 1 เมษายน 2524 และผมเสนอให้ ฯพณฯ เข้าเฝ้าในหลวงตอนหัวค่ำเพื่อขอพระราชทานคำแนะนำ แต่ ฯพณฯ บอกผมว่า ดึกแล้วไม่รบกวน แต่พอ พ.อ. (พันเอก-ผู้เขียน) ประจักษ์ฯ (พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร-ผู้เขียน) จะยิง ฯพณฯ ท่านก็ให้ผมช่วย ผมก็ช่วย ทำให้ พ.อ.ประจักษ์ฯ ไม่ยิง ฯพณฯ ท่าน
คราวนี้ ถึงข้อที่ผมติดใจว่า คนชั่วในความคิดของ ฯพณฯ ท่าน ในสายตาของ ฯพณฯ ท่าน ผมไม่ทราบว่า ฯพณฯ ท่านพิจารณาปัจจัยอะไร? ผมอยากทราบจริง ๆ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้ ฯพณฯ ท่าน พิจารณาตนเอง (รูป-นาม) ว่า ฯพณฯ จากที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 มาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกนั้นเป็นอย่างไร ฯพณฯ มีเพื่อนเพียงไม่เกิน 5 คน คือ พล.ต. (พลตรี-ผู้เขียน) สุตสายฯ (พลตรีสุตสาย หัสดิน-ผู้เขียน), พล.อ.ประจวบ (พลเอกประจวบ สุนทรางกูร-ผู้เขียน), พล.อ.ไพจิต (ไม่ทราบนามสกุล-ผู้เขียน), พล.ท. (พลโท-ผู้เขียน) สท้าน (ไมทราบนามสกุล-ผู้เขียน) ในขณะนั้น ฯพณฯ พูดกับรณชัย (ปื้ด) (ไม่ทราบนามสกุล-ผู้เขียน) ว่า ฯพณฯ ท่านคงเกษียณแค่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
แต่ผมคิดว่า เหล่าม้า (ทหารม้า-ผู้เขียน) เราหาคนดียาก ผมจึงนำเสนอเพื่อน ขอร้องให้พิจารณา ฯพณฯ เมื่อส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมกับ พ.ท. (พันโท-ผู้เขียน) ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปขอความกรุณาจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว. (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง-ผู้เขียน) กลาโหมในขณะนั้น (กลางเดือน กันยายน 2521)
ตอนแรก ฯพณฯ ถามผมว่าจะเอา พล.อ.เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นไปอยู่ที่ไหน แล้ว 5 เสือ ทบ. (นายทหารผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุด 5 นายของกองทัพบก-ผู้เขียน) เก่า อาวุโสกว่าทั้งนั้น เขาจะว่าอย่างไร ผู้ใหญ่ใน ทบ. (กองทัพบก-ผู้เขียน), บก.สส. (กองบัญชาการทหารสูงสุด ปัจจุบันคือกองบัญชาการกองทัพไทย-ผู้เขียน) (เสือป่า), ในกลาโหม (สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม-ผู้เขียน) ขณะนั้น ไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลยกับการที่ ฯพณฯ ท่านจะเป็นผู้บัญชาการทหารบก 1 ตุลาคม 2521 ข้ามผู้ใหญ่หลายคน และดัน พล.อ.เสริม ณ นคร ซึ่งเป็น ผบ.ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก-ผู้เขียน) ไปเป็น ผบ.สส. (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด-ผู้เขียน) ด้วยความที่ ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องเสียสละให้ ฯพณฯ ท่าน
ส่วน พล.อ.เสริมฯ ต้องเสียใจมาก แต่ท่านดีใจบนความไม่สบายใจของคนอื่น แล้วท่านเคยถามผมสักคำไหมว่า ผมกับ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาสต้องปฏิบัติการกันอย่างไร ผมต้องทำทุกอย่างให้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ.ในเดือนตุลาคม 2521 ให้จนได้? ในที่สุด 1 ตุลาคม 2521 ท่านก็ได้เป็น ผบ.ทบ.ท่ามกลางคนด่า ผมถูกรุ่นพี่ จปร.5-6 (นักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 5-6 รุ่นพี่ของพลตรีมนูญกฤต ซึ่งเป็นรุ่นที่ 7-ผู้เขียน) ด่าทุกวัน ท่านรู้ไหมครับ? เขาด่าว่าผมทำลายระบบกองทัพบก อีกอย่าง ฯพณฯ ไม่มีผลงานอะไร? ที่เป็นการริเริ่มและโดดเด่น และเป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพ
แม่ทัพภาคที่ 1 (พล.ท.อำนาจ ดำริห์การ) เรียกผมไปพบที่กองทัพภาคที่ 1 ในขณะที่ผมเดินทางไปทหารราบ ร.1 รอ. (กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์-ผู้เขียน) เขาเตรียมกำลัง เบิกอาวุธกันแล้ว แต่ถูกคุณหญิงแสงเดือน (ภรรยาของพลเอกเสริม-ผู้เขียน) บอก พล.อ.เสริม ณ นคร ให้หยุด ท่านจึงหยุด มิฉะนั้น เช้าวันที่ 1 ตุลาคม 2521 คงได้มีการปะทะกันระหว่างทหารม้า (ผม) กับ ทหารราบแล้ว
ฯพณฯ ท่านเคยทราบบ้างไหมครับ? แล้ว ฯพณฯ ท่านก็เสวยสุข เอาแต่เพื่อน ๆ และคนคอยประจบสอพลอ มาใช้งานอย่างใกล้ชิด ทำผิดระบบ “คุณธรรม” (merit system) ทางการ จึงทำให้ทหารซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันประเทศต้องอ่อนแอลง นับตั้งแต่ ฯพณฯ เป็น ผบ.ทบ.เป็นต้นมา
แล้ว ฯพณฯ รู้ไหมว่า จะมีคนยิง ฯพณฯ ที่หนองกุง แต่ผมก็ต้องเอาตัวผมกัน ฯพณฯ ท่านไว้ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งตอนที่ ฯพณฯ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ 1 ตุลาคม 2521 ผมชั่วใช่ไหมครับ?
สมัคร สุนทรเวช สัมภาษณ์ด่าว่า เอาหมาขี้เรื้อนที่ไหนมาเป็น ผบ.ทบ. พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต รู้จึงได้ไปด่านายสมัครครับ ผมชั่วใช่ไหมครับ? ที่ทำให้ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก ฯพณฯ ท่านครับ ใครเป็นคนไปกับ ฯพณฯ ที่เข้าไปพักที่บ้านสี่เสาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา บอกผมว่า บ้านสี่เสาอนุญาตให้ พล.ร.อ. (พลเรือเอก-ผู้เขียน) สงัด ชลออยู่ พักแทนท่าน เพราะตอนนั้นท่านอยู่สวนพุดตาล ผมชั่วใช่ไหมครับ? ฯพณฯ ท่านสั่งยิงผม ทั้ง ๆ ที่ผม Safe (รักษา-ผู้เขียน) ชีวิต ฯพณฯ ท่าน ตลอดเวลา ทำคุณบูชาโทษ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเป็น ผบ.ทบ.ของ ฯพณฯ ท่าน ยังมีอีกครับ
ส่วนตอนที่สอง คือ เดือนพฤษภาคม 2522 ฯพณฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีการกลาโหม และตอนที่สาม คือ เดือนมีนาคม 2523 ฯพณฯ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี (แล้วผมจะอธิบายรายละเอียดในการปฏิบัติที่แสนอยากเข็ญอย่างไร?) รวมทั้งเบื้องหลัง 1 เมษายน 2524 และ 9 กันยายน 2528 ครับ…
ในคืนวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน 2521 ฯพณฯ จำได้ไหมว่า ฯพณฯ พูดว่า “ต้องเป็นเดี๋ยวนี้” ที่บ้านพัก ผช.ผบ.ทบ. (ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก-ผู้เขียน) (สวนรื่น) ถ้าไม่ได้ก็ต้องยึดอำนาจ ผมเป็นผู้เรียน ฯพณฯ ว่า ต้องเข้ากราบพระบาททูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ฯพณฯ พยักหน้า ผมก็สั่งเตรียมกำลังหลังจากนั้น ผมและ พ.อ.แสงศักดิ์ฯ (ไม่ทราบนามสกุล-ผู้เขียน) พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส จึงไปบ้าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเข้าไปในคืนวันนั้นเลย และไปเรียนขอตำแหน่ง ผบ.ทบ.ให้ ฯพณฯ ท่าน
ปัญหากองทัพที่เป็นวิกฤติ มาจากสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้กองทัพอ่อนแอ และแตกความสามัคคี เช่น ปล่อยให้มีการโกงทุกระดับ ทั้งผู้บังคับหน่วย,ข้าราชการทุกระดับ (การจัดซื้อ,จัดจ้าง,รับเหมาก่อสร้าง) โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ ท่านปล่อยนายทหารที่มีโอกาสโกง ดูผลจากความมั่งคั่ง ร่ำรวย ของนายทหารทุกชั้นยศ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน
นายทหารที่เคยยากจน เดี๋ยวนี้มั่งคั่ง, ร่ำรวยผิดปกติ เช่น พล.อ.อู๊ด เบื้องบน, พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฐ, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (เขายายเที่ยง) และยังมีอีกว่า (ครั้งหนึ่ง ฯพณฯ ท่านเคยพูดกับผมว่า พล.อ.สุรยุทธฯ ไม่มีปมด้อย และครั้งหนึ่งเมื่อก่อนเดือนกันยายน 2521 ฯพณฯ ท่านเคยพาพวกผมไปบ้านของ ฯพณฯ ท่านเองที่เขาใหญ่ก่อนที่ ฯพณฯ จะเป็น ผบ.ทบ.) เช่นกัน
ยังมีอีกเรื่องคือ พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ยังเป็นคนสำคัญและเป็นหลักช่วย ฯพณฯ ท่านโดยไม่หวังผลอะไรเลย ซึ่งตอนนั้น ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ฯ เป็นนายกฯ ก็เชื่อในเหตุผลของ พ.ท.ชัยชาญฯ และสนับสนุน ฯพณฯ ให้เป็น ผบ.ทบ.
แต่ พ.ท.ชัยชาญฯ ก็มาถูกยิงที่ จ. (จังหวัด-ผู้เขียน) อุบลราชธานี ในเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งตอนนี้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ. รมว.กลาโหม และนายกรัฐมนตรี จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมา 28 ปีแล้ว แต่ ฯพณฯ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนสั่งยิง พ.ท.ชัยชาญ เทียนประภาส ฯพณฯ ท่านต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว
ฯพณฯ ท่านคิดว่าสมัยนั้น ฯพณฯ ท่านได้ทำถูกต้องตามหลักคุณธรรมและบริหารประเทศดีแล้วหรือครับ?

ขอแสดงความนับถือ
(ลงชื่อ) พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร

โทร.02-5125252
โทรสาร 02-5122552”
และหลังจากการเผยแพร่จดหมายฉบับดังกล่าวได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ในช่วงเช้าของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 โรคมะเร็งตับก็ได้คร่าชีวิตนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ผู้ประกาศตัวว่าเป็นบุคคลที่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติไม่แพ้พลเอกเปรม เนื่องจากชาติตระกูลของตนได้รับใช้ราชสำนักมาโดยตลอด และตนก็มีมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อพลเอกเปรมตลอดมาเช่นกัน ดังจดหมายของพลตรีมนูญกฤตฉบับดังกล่าว และเมื่อนายสมัครได้ประกาศตัวมาสืบสานการดำเนินงานของอดีตพรรคไทยรักไทยที่ถูกพลเอกเปรมสั่งยุบเมื่อปี 2550 ด้วยการมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็ยิ่งทวีความโกรธเคืองให้กับพลเอกเปรมมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากพลเอกเปรมมองว่านายสมัครเป็นหุ่นเชิดของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จึงได้หาหนทางในการสกัดขัดขวางมิให้นายสมัครได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทุกวิถีทาง ทั้งโดยการให้เจ้าหน้าที่ทหารทุจริตการเลือกตั้งในปลายปีเดียวกัน และเรียกตัวแกนนำพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินไปต่อรองเพื่อห้ามร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พลเอกเปรมจึงได้บัญชาการให้ พธม.ออกมาก่อกวนการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร จนกระทั่งถึงขีดสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของพลเอกเปรมที่ พธม.ได้ปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท. หรือใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า National Broadcasting Services of Thailand: NBT) จนรัฐบาลของนายสมัครไม่สามารถใช้ทำเนียบรัฐบาลในการบัญชาการบริหารราชการแผ่นดินได้ พร้อม ๆ กับการทำให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้พจนานุกรมตีความว่าการที่นายสมัครไปทำอาหารออกรายการโทรทัศน์เข้าข่ายการเป็น “ลูกจ้าง” อันขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยเมื่อมีข่าวการอสัญกรรมของนายสมัคร ก็มีนักการเมืองและกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากไปร่วมพิธีศพที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อนักการเมืองฝีปากกล้าท่านนี้ โดยไม่มีแม้แต่เงาหรือพวงหรีดเคารพศพมาจาก “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดดังกล่าวสักเท่าใดเลย และไม่เพียงแต่มิได้แสดงการไว้อาลัยต่อนายสมัครเท่านั้น ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีพระราชพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพนายสมัคร และเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ พธม.กระทำการก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พลเอกเปรมก็ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกครั้งภายหลังจากที่ได้วิพากษ์วิจารณ์พลเอกชวลิตอย่างรุนแรงเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยเปิดโอกาสให้นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ร่วมยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจนถูกดำเนินคดีอีกรายหนึ่ง ในฐานะผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ Thai-ASEAN News Network (TAN) ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษในเครือข่าย ASTV ของ พธม. ที่มีพิธีเปิดการออกอากาศอย่างเป็นทางการโดยมีนายกรัฐมนตรีและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งร่วมในพิธีดังกล่าว ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบ 89 ปีของพลเอกเปรมและเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการยึดทำเนียบรัฐบาลคือในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 อีกทั้งยังมีกระแสข่าวว่าสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินประมาณ 300 ล้านบาทอีกด้วย ได้เข้าทำการสัมภาษณ์ตนถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยคำถามหนึ่งที่นางสาวสโรชาได้สัมภาษณ์พลเอกเปรมก็คือ “ท่านมีความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้อย่างไร” ซึ่งพลเอกเปรมได้ตอบว่า “สถานะของตนเองไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การเมืองได้” ซึ่งแม้ว่าคำตอบของพลเอกเปรมจะถูกต้องตรงตามบทบาทของความเป็นองคมนตรีก็ตาม แต่การกระทำในระยะเวลาที่ผ่านมาของตนนั้น ช่างขัดแย้งกับคำตอบนี้โดยสิ้นเชิง ซึ่งคงไม่ต้องกล่าวซ้ำอีกว่าการกระทำใดบ้างของพลเอกเปรมที่ขัดแย้งต่อสถานะความเป็นองคมนตรี เนื่องจากได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้พอสมควรแล้ว
ส่วนประเด็นทางการเมืองเรื่องสุดท้ายที่ขอจะกล่าวถึงในเดือนนี้ ก็คือความอยุติธรรมซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้สร้างเป็นตราบาปไว้กับสังคมไทย ทั้งความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในวงการข้าราชการประจำ โดยเฉพาะการให้พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเพื่อให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม แล้วให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ไว้ใจมากกว่ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน ในวันเดียวกับที่พันตำรวจเอกทวีได้ยื่นฟ้องคดีการลักพาตัวนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจที่เป็นสามีของราชนิกูลซาอุดีอาระเบียเมื่อต้นปี 2533 ที่มีพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ในปัจจุบันเป็นผู้ต้องหารายสำคัญต่อศาลอาญา ซึ่งแม้ว่าพลตำรวจโทสมคิดจะกลายเป็นจำเลยที่มีอัตราโทษสูง แต่ก็ได้รับความกรุณาจากทั้งรัฐบาล ด้วยการไม่สั่งพักราชการเหมือนกับที่ข้าราชการตำรวจ 3 รายได้รับโทษจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนที่มีผลกระทบต่อ พธม. และจากศาลอาญาที่มิได้ออกหมายจับแต่ออกเป็นหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาแทน เนื่องจากตนเป็นน้องชายของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งพี่น้องคู่นี้มีทัศนคติสนับสนุน พธม.และต่อต้านพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่พลเอกสมเจตน์ให้สัมภาษณ์โจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและ นปช.อยู่เนือง ๆ และยังได้ร่วมกับแนวร่วม พธม.อีกหลายรายจัดตั้ง “กลุ่มสยามสามัคคี” เพื่อดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ส่วนพลตำรวจโทสมคิดนั้น ก็มีบทบาทสำคัญในภาคเหนือตอนบน ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งการสร้างหลักฐานเท็จผ่านกำนันในจังหวัดเชียงราย เพื่อให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนพ้นจากตำแหน่ง และนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนในช่วงปลายปี 2551 จนทำให้ตนได้รับตำแหน่ง ผบช.ภ.5 จากรัฐบาลปัจจุบันเพื่อปราบปรามคนเสื้อแดงในพื้นที่ดังกล่าว
ซึ่งกรณีการลักพาตัวนายอัลรูไวรีนี้ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีการโจรกรรมเครื่องเพชรของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย หรือที่รู้จักกันในนาม “คดีเพชรซาอุฯ” ที่ดำเนินมากว่า 20 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง ได้เดินทางไปทำงานในพระราชวังของประเทศดังกล่าว และได้ขโมยเครื่องเพชรส่วนหนึ่งกลับมายังประเทศไทย จากนั้นได้นำเครื่องเพชรส่วนหนึ่งนำไปขายต่อให้แก่นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เมื่อนักการทูตและนักธุรกิจที่เป็นสามีของราชนิกูลซาอุดีอาระเบียมาติดตามทวงถาม ก็ถูกฆาตกรรมและลักพาตัวไปตามลำดับ หลังจากนั้นมาพลตำรวจโทชลอ เกิดเทศ และคณะทำงานสืบสวนในคดีดังกล่าวก็ถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกของกลาง และต่อมาพลตำรวจโทชลอกับพวกก็ถูกดำเนินคดีฐานลักพาตัวและฆ่าภรรยาและบุตรของนายสันติอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งคดีความดังกล่าวก็ดำเนินไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งถึงสมัยที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 ก็ได้มีการสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินคดีเหล่านี้ และได้โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของ DSI ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา โดยยังคงมีการสืบหาเครื่องเพชรที่ยังไม่ได้คืนจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงเพชรสีน้ำเงิน (Blue Diamond) ที่เชื่อกันว่าเป็นเพชรอาถรรพณ์ ผู้ที่มิใช่เจ้าของแต่ครอบครองไว้ก็จะประสบกับความวิบัติฉิบหาย
ความอยุติธรรมอีกประการหนึ่งที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้รับ ก็คือพฤติกรรมในการเสนอข่าวของสื่อมวลชนสาย พธม.ที่เหมือนกับการขับถ่ายของสุนัข กล่าวคือ ไม่ต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดใด ๆ ที่ตนได้นำเสนอ ดังเช่นกรณีหนังสือ “ขบวนการล้มเจ้า” กรณีนายจักรภพ อดีตแกนนำ นปช.ที่ได้ยกระดับอุดมการณ์ของตน ด้วยการร่วมก่อตั้งกลุ่มแดงสยามกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (นามสกุลเดิมแซ่ด่าน) ถูกกล่าวหาจากสื่อในเครือ พธม.ว่าขนอาวุธสงครามจากชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐบาล จนนายจักรภพต้องเปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ว่าไม่เคยมีแนวความคิดดังกล่าว ตนเองสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยสันติวิธีเท่านั้น และในอีก 1 สัปดาห์ต่อมาก็มีภาพข่าวจากสื่อมวลชนสาย พธม.อีกเช่นกัน โดยกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงที่จังหวัดเชียงใหม่ในนาม “กลุ่มรักเชียงใหม่ 51” รายหนึ่งเป็นพวกนิยมความรุนแรง ด้วยการสะสมระเบิดปิงปองไว้เป็นจำนวนมากถึง 6,000 ลูก แต่ก็ปรากฏในเวลาต่อมาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ขายประทัดควันสีที่มีขนาดพอ ๆ กับไข่ไก่ ซึ่งใช้จุดในงานรื่นเริงต่าง ๆ โดยเฉพาะประเพณียี่เป็ง หรือลอยกระทงของภาคเหนือที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน เรื่องดังกล่าวจึงกลายเป็นเรื่องระเบิด “ติงต๊อง” ไป จากพฤติกรรมการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนสาย พธม.เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครือเนชั่น หรือเครือ ASTV ผู้จัดการก็ตาม ทำให้ นปช.ต้องจัดกิจกรรมระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา เพื่อนำไปซื้อจานดาวเทียมแจกจ่ายให้กับแหล่งชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ อันจะเป็นการขยายฐานผู้ชมของสถานีโทรทัศน์ People Channel ของ นปช.ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตยอีกทางหนึ่งด้วย และต่อต้านการบริโภคสื่อสาย พธม. ไปในเวลาเดียวกัน เพื่อให้กิจการเหล่านี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป แม้ว่าในช่วงปลายเดือนก่อน นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ Nation Channel จะได้กล่าวเชิญชวนให้ประชาชนซื้อหุ้นของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (Nation Broadcasting Corporation Public Company Limited: NBC) ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ผ่านทางรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” ที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการว่า “ใครซื้อหุ้นตัวนี้ไปรับรองรวยไม่รู้เรื่อง” ก็ตาม
และในเดือนนี้ นปช.ก็ได้มีการจัดคอนเสิร์ต “เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมรบ” เมื่อเย็นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 และต่อเนื่องจนถึงเช้าวันถัดไป ที่โบนันซ่ารีสอร์ท ปากทางขึ้นเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อระดมทุนในการชุมนุมใหญ่ในช่วงปลายปี 2552 ที่เดิมกำหนดไว้ว่าเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 และเพื่อให้แนวร่วมคนเสื้อแดงได้ผ่อนคลายกับบรรยากาศเสียงเพลงจากแกนนำและศิลปินแนวร่วม นปช.ก่อนถึงวันชุมนุมใหญ่ ซึ่งแม้ว่าจะมีการเลื่อนการชุมนุมใหญ่ไปเป็นช่วงต้นปี 2553 เนื่องจากช่วงเวลาเดิมใกล้เคียงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตาม แต่รัฐบาลก็มิได้ประกาศยกเลิกการใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (กฎหมายความมั่นคงฯ) ในช่วงตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-14 ธันวาคม 2552 ซึ่งทับซ้อนกับการจัดพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาฯ แต่อย่างใด
ในเย็นวันเดียวกับวันที่คอนเสิร์ตของกลุ่มคนเสื้อแดงเสร็จสิ้นลง พธม.ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ ก็ได้จัดกิจกรรมปราศรัยเพื่อปลุกระดมแนวร่วมของตนที่มาเข้าร่วมรับฟังเพียงประมาณ 5,000 คน ให้เกลียดชังผู้ที่มุ่งทำร้ายทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งก็คือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่ไปรับเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศกัมพูชานั่นเอง หากกัมพูชายังเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของไทยอยู่ ขอให้ส่งตัวนักโทษหนีคดีรายนี้มาดำเนินคดีที่ประเทศไทยด้วย โดยมิได้มีการปราศรัยโจมตีในภาคภาษาไทยเท่านั้น หากแต่ พธม.ยังได้ให้นางสาวสโรชาปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ปราศรัยเป็นภาษาเขมร เพื่อ “ประจาน” ตัวเองต่อกัมพูชาและเวทีโลกอีกด้วย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คำปราศรัยของนายสนธิก่อนที่จะมีการยิงอาวุธสงครามใส่ด้านหลังเวที ก็เป็นคำปราศรัยที่พาดพิงถึงสถาบันสูงสุดของชาติอย่างมิบังควร ทำนองที่ว่าบุคคลสูงสุดของชาติมี พธม.เท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง และหลังจากที่มีการยิงอาวุธสงครามดังกล่าวไม่นานนัก พธม.ก็สลายการชุมนุมไป ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองจัดกิจกรรมทางการเมืองแล้วรัฐบาลมิได้ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฯ เช่นเดียวกับที่ประกาศใช้กับกลุ่มคนเสื้อแดงแต่ประการใด เช่นเดียวกับคดียึดท่าอากาศยานของกลุ่มคนเหล่านี้ที่รัฐบาลได้อำนวยความสะดวกด้วยการชะลอการดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน และมีกำหนดที่จะฟ้องแพ่งในอีก 1 ปีจากนี้ไป ต่างจากการดำเนินคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มักจะรวดเร็วกว่าเป็นหลายเท่านัก

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนธันวาคม 2552)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
2 มิถุนายน 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s