เมืองไทยรายเดือน (กันยายน 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 กันยายน 2552)

 

เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทยในเดือนกันยายน 2552 ก็ยังคงมีสีสันที่ชวนติดตามเช่นเคย ทั้งการใช้อำนาจรัฐและอำนาจ “มือที่มองไม่เห็น” คุกคามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับตนเพื่อเป็นบันไดไปสู่การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม โดยจะขอเริ่มต้นจากการใช้สื่อมวลชนในการคุกคามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้ใช้อำนาจสั่งการให้พิจารณาดำเนินการกับนายจอม เพชรประดับ อดีตผู้ดำเนินรายการจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ที่ถูกยึดสัมปทานเพื่อแปลงสภาพเป็นโทรทัศน์สาธารณะ (เพียงในนาม) ที่รู้จักกันดีในชื่อ Thai PBS) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ Exclusive ทางสถานีวิทยุอสมท FM 100.5 MHz ที่ได้สัมภาษณ์พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากนายสาทิตย์มองว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่พิพากษาจำคุกตนเองเป็นเวลา 2 ปี และอยู่เบื้องหลังการสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ เช่นเดียวกับความเห็นของสื่อมวลชนบางรายที่เป็นแนวร่วมของรัฐบาลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) อย่างนายสุนันท์ ศรีจันทรา โดยนายจอมได้แถลงยุติการจัดรายการดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย
กรณีต่อไปก็คือ การที่หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ กระบอกเสียงรายสำคัญของ พธม.ได้เผยแพร่ภาพตัดต่อของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในลักษณะอนาจารไว้ที่หน้า “ผู้จัดกวน” เพื่อต้องการจะสื่อความเกี่ยวกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ซึ่งโรคนี้ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง แต่อีกไม่นานหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็ได้ตีพิมพ์ข่าวที่ขัดแย้งกับอาการของผู้ป่วยโรคนี้ว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้คบหาเชิงชู้สาวกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งหลังจากที่ได้หย่ากับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (นามสกุลเดิมชินวัตรและดามาพงศ์) การนำเสนอข่าวในลักษณะนี้เองที่เป็นเหตุให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณตัดสินใจดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทกับหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว
นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีการถ่ายทอดสดการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 16-17 กันยายน 2552 เพื่อพิจารณาข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผู้เสนอ 6 ประเด็น คือการยกเลิกการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ทุจริตการเลือกตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ การดำรงตำแหน่งอื่นทางการเมืองของ ส.ส. และการใช้สถานะ ส.ส.และ ส.ว.ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) เจ้าของฉายา “ช่องหอยม่วง (เน่า)” ได้ดำเนินการถ่ายทอดสดไม่เต็มเวลา เนื่องจากมีภารกิจถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นจังหวัดที่นายสาทิตย์เป็น ส.ส.อยู่
กรณีต่อไปที่จะกล่าวถึงก็คือ การที่รัฐบาลใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของทั้งข้าราชการ ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งข้าราชการประจำทั้งฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหารและฝ่ายตำรวจ ประจำปีงบประมาณ 2553 (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2553) ดังเช่นการแต่งตั้งนายมานิต วัฒนเสน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “สิงห์ขาว” (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสัญลักษณ์สิงห์ที่ใช้แทนคณะ/ภาควิชารัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ได้ในหมายเหตุ 1 ท้ายตอน) รุ่นน้องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมิได้คำนึงถึงหลักอาวุโสเลย การแต่งตั้งหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ราชนิกูลปลายแถวที่มักจะแสดงทัศนคติสนับสนุน พธม. และต่อต้านแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) อยู่เนือง ๆ โดยกล่าวหาว่า นปช.เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม การแต่งตั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ซึ่งเป็นนายทหารกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” ให้เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ต่อจากพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่จะเกษียณอายุในปี 2553 พร้อม ๆ กับการเชื่อมต่อ (connection) ท่ออำนาจในการก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพบกไว้ให้กับทหารกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” อีกหลายนาย การเลื่อนยศพลเรือโทพะจุณณ์ ตามประทีป ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ทำตนเสมือนนายกรัฐมนตรีตัวจริงของประเทศไทย และเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) รุ่นที่ 12 กับพลเอกประยุทธ์ ให้เป็นพลเรือเอก การแต่งตั้งพลตำรวจโทสัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) รับผิดชอบภาคใต้ตอนบนซึ่งรวมถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีบ้านเกิดของนายสุเทพ ให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งพลตำรวจโทสัณฐานเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงสลายกลุ่มผู้ประท้วงโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ยังไม่นับถึงความพยายามของรัฐบาล โดยการสนับสนุนของ พธม.ในการแต่งตั้งพลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แทนพลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณที่ถูกย้ายให้ไป “เข้ากรุ” ด้วยปัญหาทางการเมือง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีความพยายามที่จะเสนอชื่อพลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย เพื่อน นตท.และนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเข้าแข่งขันด้วย แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็ยืนกรานที่จะสนับสนุนพลตำรวจเอกปทีป แม้ว่านายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะนำ “สัญญาณพิเศษ” ที่ตนเป็นผู้ใกล้ชิด ซึ่งต้องการพลตำรวจเอกจุมพลมาบอกนายอภิสิทธิ์แล้วก็ตาม แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยังคงยืนยันในแนวความคิดเดิม จนกระทั่งนายนิพนธ์ต้องลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันว่า หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของข้าราชการตำรวจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 คือการ “รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ” ซึ่ง “สัญญาณพิเศษ” เห็นว่าพลตำรวจเอกจุมพลมีคุณสมบัติที่จะรับผิดชอบงานนี้ได้ดีกว่าพลตำรวจเอกปทีป อีกทั้ง “สัญญาณพิเศษ” นี้ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีกด้วย
และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป ดังเช่นการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เป็นครั้งที่สาม ในบริเวณเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ในช่วงวันที่ 18-22 กันยายน 2552 เพื่อรับมือกับการจัดชุมนุมของ นปช.ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายหลังจากที่ได้ประกาศใช้เป็นครั้งที่ 2 ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม 2552 ในบริเวณดังกล่าวและด้วยสาเหตุการจัดการชุมนุมของ นปช.เช่นกัน แต่เมื่อแกนนำ นปช.ประกาศยกเลิกการชุมนุมในวันดังกล่าว การประกาศใช้ครั้งที่ 2 จึงถูกยกเลิกในอีก 3 วันต่อมา ซึ่งวันที่ 19 กันยายน 2552 นั่นเอง นอกจากที่ นปช.จะจัดชุมนุมเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการได้อำนาจรัฐมาโดยวิธีการรัฐประหารแล้ว ก็ได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อนายวีระ สมความคิด นำแนวร่วม พธม.จำนวนหนึ่งไปจัดกิจกรรมทวงคืนสิทธิบนปราสาทพระวิหารให้กลับมาเป็นของไทย โดยไม่ยอมรับต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เมื่อปี 2505 ทำให้ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ จึงเกิดการปะทะกับ พธม.จนเกิดการบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นไม่นาน ส.ว.สรรหาสาย พธม.อย่างนายไพบูลย์ นิติตะวันก็ยังได้ “จุดชนวน” แห่งความคลั่งชาติขึ้นอีก ด้วยการเสนอให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านที่เชิงเขาพระวิหารจากคำว่า “ภูมิซรอล” ที่เป็นภาษาเขมรให้เป็นภาษาไทย แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากหลายฝ่าย จนถึงปัจจุบันการปลุกกระแสความคลั่งชาติของ พธม.ก็ยังคงมีอยู่ การมุ่งเน้นที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยนี้เองที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้เวลาไปในการดำเนินการช่วยเหลือบุคคลผู้ด้อยโอกาสได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งเป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติที่มีความสามารถในการแข่งขันเครื่องบินกระดาษ ต้องออกมาทวงสัญญาที่รัฐบาลจะส่งเสริมให้เป็นทูตวิทยาศาสตร์ และจะสนับสนุนการศึกษาให้จนถึงระดับสูงสุด
ซึ่งนอกจากการใช้อำนาจของรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรมแล้ว ก็ยังมีการใช้อำนาจของ “กระบวนการยุติธง” ที่มี “มือที่มองไม่เห็น” บัญชาการอยู่เช่นเดียวกับที่บัญชาการรัฐบาลปรากฏให้เห็นอยู่ถึง 5 กรณีในเดือนนี้ โดยแบ่งออกเป็นการลงมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ 2 กรณีคือ วันที่ 7 กันยายน 2552 ได้ชี้มูลความผิดที่นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ร้อง ต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลตำรวจเอกพัชรวาท พลตำรวจโทสุชาติ เหมือนแก้ว และพลตำรวจตรีเพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ผบ.ตร. ผบช.น. และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) อุดรธานีตามลำดับ เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ฐานสลายการชุมนุมของ พธม.โดยใช้ความรุนแรงที่หน้าอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 จนทำให้แนวร่วม พธม.บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและเสียชีวิต 2 ราย โดยที่ ป.ป.ช.ไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของบุคคลทั้งห้าเลย ทั้งที่นายสมชายและพลเอกชวลิตได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการโดยสันติวิธีเท่าที่จำเป็น เพื่อเปิดทางชุมนุมให้สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและข้าราชการฝ่ายรัฐสภาได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยตำรวจได้ใช้เพียงแก๊สน้ำตาในการสลายผู้ชุมนุม พธม.เท่านั้น ส่วนที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็เกิดจากระเบิดที่ พธม.พกไปเองทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากรายงานการชันสูตรศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และพันตำรวจโทเมธี ชาติมนตรี ที่แพทย์ยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเสียชีวิตเนื่องจากแรงระเบิดที่อยู่ใกล้เคียงกับร่างกายของตน ส่วนเหตุการณ์การปะทะกันระหว่าง พธม.และ นปช.ที่จังหวัดอุดรธานีนั้น พลตำรวจตรีเพิ่มศักดิ์ได้สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าควบคุมสถานการณ์แทนตน เนื่องจากตนมีภารกิจที่จะต้องไปถวายความปลอดภัยแด่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่เสด็จมาทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลที่สนามกีฬาจังหวัดอุดรธานี ซึ่งภารกิจนี้ถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของข้าราชการตำรวจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หาก ผบก.จว.อุดรธานีไม่ปฏิบัติภารกิจนี้ กลับไปดูแล พธม.แทนก็อาจจะถูกกล่าวหาว่า “ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ก็เป็นไปได้
กรณีต่อมาก็คือเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 หลังจากการเคลื่อนไหวของ พธม.ที่ปราสาทพระวิหารเพียง 10 วัน ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดนายสมัคร สุนทรเวช และนายนพดล ปัทมะ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นตามลำดับ ตามที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และแนวร่วม พธม.ได้ร้องเข้ามาเพื่อให้ดำเนินการกับคณะรัฐมนตรีของนายสมัครทั้งคณะ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ฐานเห็นชอบและลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communiqué) ที่มีเนื้อหาส่งเสริมให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อแลกกับสิทธิในการเช่าเกาะกงของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นเวลา 99 ปี โดยรับฟังพยานหลักฐานของผู้มีแนวความคิดเป็นอคติต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ของ ดร.สมปอง สุจริตกุล การปราศรัยผ่านสถานีโทรทัศน์ ASTV ของนายประพันธ์ คูณมี ซึ่งเป็นแนวร่วม พธม. โดยบุคคลทั้งสองได้กล่าวไปในทำนองเดียวกันว่าการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ จนทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดนให้กับกัมพูชาเพิ่มเติมอีก ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่กัมพูชาได้รับสิทธิครอบครองปราสาทพระวิหารโดยสมบูรณ์ตามคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 แต่ยังมีพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรในบริเวณดังกล่าว ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกัน ซึ่งคำแถลงการณ์ร่วมฯ ก็ได้ระบุโดยชัดแจ้งแล้วว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนี้ จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิในเขตแดนของทั้งสองประเทศ ในเวลาต่อมาหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และนายนพดลได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ แล้ว นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของ พธม.ได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของนายสมัครต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งระงับยับยั้งการบังคับใช้แถลงการณ์ร่วมฯ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ซึ่งศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีความเห็นไปในทางเดียวกันคือ ระงับการบังคับใช้แถลงการณ์ร่วมฯ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยแถลงการณ์ร่วมฯ ว่าเป็นหนังสือสัญญาที่ “อาจ” มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญหวาดระแวงฝ่ายบริหารที่จะกระทำการใดลับหลังฝ่ายนิติบัญญัติ ดังจะเห็นได้จากคำวินิจฉัยที่ 6-7/2551 ความว่า “ซึ่งแม้ว่าถ้อยคำที่ใช้กับหนังสือสัญญาทั้งสองประเภทนี้ จะบัญญัติว่าหากเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อันดูเหมือนว่าจะต้องปรากฏชัดในข้อบทหนังสือสัญญาว่า มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ จึงต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา แต่หากแปลความเช่นว่านั้น ก็จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญาก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศ ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ จึงต้องแปลความว่าหากหนังสือสัญญาใดที่คณะรัฐมนตรีจะไปดำเนินการทำกับประเทศอื่นหรือกับองค์การระหว่างประเทศมีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศก็ต้องนำหนังสือสัญญานั้นขอความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง และวรรคสาม” ซึ่ง ป.ป.ช.ได้เลือกกล่าวโทษแต่เฉพาะนายสมัครและนายนพดลเท่านั้น เนื่องจากช่วงที่มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งในประเทศกัมพูชา ป.ป.ช.จึงได้กล่าวหาว่านายสมัครและนายนพดลช่วยเหลือสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ได้รับเลือกตั้งอีกและนำผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากแถลงการณ์ร่วมฯ เข้าพิจารณาเป็นเรื่องลับในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ไม่ได้เข้าประชุม หรือหากเข้าประชุมก็รับรู้ข้อเท็จจริงแต่เพียงที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองแจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนข้าราชการประจำก็ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยใช้หลักวิชาการและหลักเทคนิคที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อีกทั้งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการทำสัญญาใด ๆ กับกัมพูชา
ส่วนอีก 3 กรณีต่อมาก็คือการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งแม้จะอ้างว่าตนพิจารณาพิพากษาอรรถคดี “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” แต่ก็เกิดความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคมว่า การพิจารณาคดีที่ผ่านมาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และคดีอื่นดังที่จะกล่าวต่อไปนี้นั้น น่าจะเป็นการทำตาม “ใบสั่ง” ของ “มือที่มองไม่เห็น” ผู้อาศัยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเกราะคุ้มกันตนเองเสียมากกว่า โดยจะขอเริ่มจากวันที่ 21 กันยายน 2552 ได้พิพากษาคดีการจัดซื้อกล้ายาง 90 ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นเจ้าของโครงการ โดยมีการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) จำนวน 1,440 ล้านบาทในการจัดซื้อกล้ายางดังกล่าวจากบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (Charoen Pokphand Group :CP Group) จำนวน 3 บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งพบว่ากล้ายางที่ส่งมอบให้กับเกษตรกรนั้นส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถเพาะปลูกได้ แต่ศาลก็ได้พิพากษายกฟ้อง และกำหนดให้จำเลยทุกรายไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐ เนื่องจากเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทที่ “มือที่มองไม่เห็น” อย่างพลเอกเปรมดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาอยู่ และนายเนวินก็ได้ย้ายขั้วทางการเมืองมาสวามิภักดิ์กับพลเอกเปรมแล้ว ซึ่งเดิมคดีนี้จะมีกำหนดพิพากษาในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 อันเป็นวันเดียวกับที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และนายเนวินก็มีแผนจะจัดมวลชนมาก่อกวนกิจกรรมดังกล่าวด้วย แต่ในวันดังกล่าวจำเลยมาไม่ครบ และมีข่าวลือแพร่หลายผ่านทางสื่อของ พธม.ว่านายเนวินจะหลุดพ้นจากคดีนี้ด้วยมติ 8 ต่อ 1 ซึ่งก็เป็นความจริง
ต่อมาในวันที่ 30 กันยายน 2552 ศาลเดียวกันนี้ก็ได้พิพากษาคดีโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือที่รู้จักโดยทั่วไปในนามของ “หวยบนดิน” ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเช่นกัน โดยได้พิพากษาจำคุกและปรับ โดยโทษจำคุกมีการรอลงอาญา เนื่องจากศาลเห็นว่า ไม่มีการนำรายได้จากการจำหน่ายหวยบนดินส่งเข้ารัฐ ทั้งในรูปเงินนำส่งรัฐของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และภาษีต่าง ๆ ต่างจากสลากกินแบ่งทั่วไปที่จะต้องส่งรายได้ส่วนหนึ่งเข้าสู่รัฐ จึงเป็นการดำเนินธุรกิจ “สลากกินรวบ”มิใช่ “สลากกินแบ่ง” ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ แต่ศาลมิได้พิจารณาถึงผลดีที่เกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าวที่มีต่อทั้งประชาชนนักเสี่ยงโชค เยาวชนไทยที่ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการนี้ที่บางรายได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และกิจการสาธารณประโยชน์ที่ได้รับการจัดสรรเงินจากโครงการนี้เลย โดยลงโทษเพียงนายวราเทพ รัตนากร นายสมใจนึก เองตระกูล และนายชัยวัฒน์ พสกภักดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในขณะนั้นตามลำดับ โดยมิได้ลงโทษจำเลยรายอื่น ๆ
จากกรณีทั้งสี่นี้ สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงอ้างอิงกับอำนาจพิเศษที่มีอคติกับผู้ถูกกล่าวหา ดังจะเห็นได้จาก ป.ป.ช.ที่พิจารณากรณี พธม.และกรณีแถลงการณ์ร่วมฯ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งนอกจะกระทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลแล้ว ก็ยังได้ยึดพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง ป.ป.ช.เอาไว้ที่ตนโดยอ้างคำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” ซึ่ง ป.ป.ช.มีอำนาจมากพอที่จะ “ให้คุณให้โทษ” กับข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ จากพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผบ.ตร. และ ผบช.น. ในส่วนของผู้ฟ้องคดีกล้ายางและคดีหวยบนดินต่อศาล ก็คือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่แต่งตั้งโดย คปค.เช่นเดียวกัน โดยที่ คปค.ได้กำหนดเงื่อนไขอันมีลักษณะ “บังคับ” ให้ทุกคดีความที่ คตส.ดำเนินงานจะต้องขึ้นสู่ศาล เนื่องจากเมื่อส่งคดีไปให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องแล้วมีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้ง คตส.และอัยการสูงสุดก็จะต้องพิจารณาสำนวนคดีร่วมกัน หากยังไม่เห็นด้วยอีก คตส.ก็สามารถฟ้องคดีนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยมีสภาทนายความเป็นผู้จัดหาทนายความให้ ทั้งนี้ กรรมการ ป.ป.ช. และ คตส.บางรายก็ยังเป็นแนวร่วมของ พธม.และ/หรือพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย จึงทำให้หลายคดีความมีผู้ถูกลงโทษเกี่ยวข้องกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณทั้งที่มิได้กระทำความผิด และผู้ที่กระทำความผิดหากมิใช่พรรคพวกของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็จะไม่ถูกลงโทษ
และข้อสังเกตต่อมาก็คือ การใช้หลักความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินคดีความที่มีคณะบุคคลเป็นผู้ร่วมตัดสินใจ โดยเฉพาะกรณีแถลงการณ์ร่วมฯ และกรณีหวยบนดิน ที่ ป.ป.ช.และศาลต่างก็ตัดสินให้มีความผิดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องจริง ๆ เท่านั้น มิใช่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งคณะ เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินกิจการที่ส่งผลเสียหายแก่รัฐโดยตรง บุคคลอื่นในคณะนั้นก็เพียงแต่รับทราบและอนุมัติ มิได้ร่วมดำเนินกิจการนั้น ๆ ด้วย ซึ่งต่างจากกรณีการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่มีกรรมการบริหารพรรคเพียง 1 คนกระทำความผิด แต่กลับใช้ตรรกะว่า กรรมการบริหารพรรคทุกคนมีหน้าที่ “รับผิดร่วมกันและแทนกัน” ในการถูกเพิกถอนสิทธิ
แต่ก็ใช่ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะมีแต่สิ่งไม่ดีเสมอไป โดยเมื่อ 2 วันก่อนที่จะมีคำพิพากษาคดีหวยบนดิน ศาลเดียวกันนี้ก็ได้มีคำพิพากษาคดีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ถูก ป.ป.ช.คณะนี้กล่าวหาว่ามีการจำหน่ายหุ้นในบริษัทของตนให้แก่น้องชายของภรรยาอันเป็นเท็จ ซึ่งนายยงยุทธก็ได้ถูกพิพากษาจำคุก 2 เดือนแต่มีการรอลงอาญา ที่น่าดีใจก็คือ การที่นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยในคดีนี้ ได้มีความเห็นในการวินิจฉัยคดีที่สั่นสะเทือนวงการตุลาการของไทยที่มักจะตกเป็นทาสรับใช้ของคณะรัฐประหาร ด้วยการยอมรับคำสั่งของคณะบุคคลเหล่านั้นเป็นกฎหมาย โดยให้ยกคำร้องในคดีนี้เสียเนื่องจาก “ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน ศาลจึงต้องใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อประชาชนอย่างสร้างสรรค์ในการวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดผลในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หากศาลไม่รับใช้ประชาชน ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทายและสั่นคลอน นองจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายรวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติ หรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่าง ๆ ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้น เมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้อง (ป.ป.ช.-ผู้เขียน) ที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค.เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์ ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคลที่เป็นผลพวงของ คปค.ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้”
และอีกกรณีหนึ่งที่จะขอนำเสนอในเดือนนี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เป็น “มุกเก่า” ทางการเมืองไทย อันมีความเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบธรรมและมิบังควรอย่างยิ่ง ก็คือ การกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีพฤติการณ์ “ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์” เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนไทยทั้งชาติ เป็นสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกหมู่เหล่าเคารพเทิดทูน ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงก็ถูกโจมตีในข้อหาดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงการถวายฎีกาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเรื่องนี้ก็ถูก website www.silence-power.com อันเป็นเครือข่ายของนายเนวินนำไปจัดทำหนังสือชื่อ “แดงทักษิณ เจ๊งทั้งแผ่นดิน” เผยแพร่ไปตามต่างจังหวัดเช่นเดียวกับหนังสือ “ฎีกา 1 ล้านชื่อ ทักษิณรุกฆาตใคร?” เพื่อกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่ายคนเสื้อแดงว่ามีพฤติการณ์ล้มล้างสถาบันสูงสุดของชาติ โดยหน้าปกของหนังสือดังกล่าวเป็นภาพตัดต่อของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (แกนนำ นปช.) นายจักรภพ เพ็ญแข นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (นามสกุลเดิมแซ่ด่าน) และนายใจ อึ๊งภากรณ์ (แกนนำกลุ่มแดงสยาม ที่ปรับแนวทางการต่อสู้ไปจากแนวทางของ นปช. โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการถวายฎีกา) ที่ทุกคนล้วนสวมหมวกสีเขียวมีดาวสีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เพื่อต้องการสื่อความหมายว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องการให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบนั้น
หนังสือเล่มดังกล่าวได้ขยายปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างกลุ่ม นปช.กับกลุ่มแดงสยาม ว่าเป็นเรื่องของคนที่ต้องการ “ล้มเจ้า เอาทักษิณ” กล่าวหาการสร้าง “รัฐไทยใหม่” ของ นปช.ว่าต้องการล้มล้างสถาบันเบื้องสูง นายเนวิน “ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลนี้” จึงได้ผลักดันนโยบาย “ปกป้องสถาบัน” ให้เป็นนโยบายหลักในการทำมาหากินทางการเมืองของกระทรวงมหาดไทย กล่าวหาข้อเขียนของนายจักรภพที่ระบุว่า “ฎีกาไม่ใช่ป้ายสุดท้ายของขบวนการประชาธิปไตย” ว่าหมายถึงการกดดันให้พระราชทานอภัยโทษให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ กล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าต้องการทำสงครามกลางเมืองแลกกับการ “ล้มเจ้า” โดยยกตัวอย่าง “สงกรานต์เลือด” ที่นายเนวินบงการอยู่เบื้องหลัง กล่าวหาครอบครัวชินวัตรว่าไม่ได้ลงชื่อในฎีกาเพราะต้องการเอาตัวรอด ไม่สนใจกลุ่มคนเสื้อแดง และหากครอบครัวชินวัตรลงชื่อในฎีกาฉบับนี้ เชื่อได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้ก็ต้องกล่าวหาครอบครัวชินวัตรว่าต้องการช่วยเหลือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เพียงคนเดียวเป็นแน่แท้ และกล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเสวยสุขในต่างประเทศ หลอกลวงมวลชนคนเสื้อแดงให้มารับเคราะห์กรรมแทนตนเอง และท้ายเล่มของหนังสือดังกล่าว ยังได้มีคำกล่าวของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชรและท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระที่กล่าวหาใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงเกี่ยวกับการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2552 อยู่ด้วย
ซึ่งนอกจากหนังสือและ website ดังกล่าวแล้ว นายเนวินก็ยังได้จัดตั้ง “สถานีวิทยุชุมชนปกป้องสถาบัน” ผ่านทางระบบ FM 90.25 MHz ในเขตกรุงเทพมหานคร และมีเครือข่ายอีกจำนวนมากโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อหวังดึงมวลชนที่ชื่นชอบพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้มาเป็นของตนด้วยเหตุผล “ล้มเจ้า” นอกเหนือจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐอย่าง “ช่องหอยม่วง” หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ที่มีรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ของสำนักข่าว T-News ดำเนินรายการโดยนางสาวบุญระดม จิตรดอน และนางสาวจิตดี ศรีดี และสถานีโทรทัศน์เอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้อย่างสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่ได้ “ล้างสมอง” ประชาชนชาวไทยให้เกลียดชังด้วยข้อกล่าวหา “ล้มเจ้า” มาก่อนหน้านี้แล้ว
ในเดือนนี้เองที่นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 21 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ได้รับรางวัลชมเชยจากผลงานวิจัยส่วนบุคคลของตนที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรดังกล่าวในหัวข้อ “อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” ซึ่งเป็นงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหายและสังคมเกิดความแตกแยกได้อย่างชัดเจน
และนอกจากงานวิจัยดังกล่าวแล้ว ก็พบว่าที่มาของแหล่งเงินทุนในการดำเนินงานโฆษณาชวนเชื่อด้วยความเท็จของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ นอกจากประชาชนแนวร่วม พธม.ที่บริจาคเงินให้ การให้บริการข้อมูลข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือ (short messaging service: SMS) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 200 บาท และการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถีงงบประมาณแผ่นดินจำนวน 300 ล้านบาทที่จ่ายให้กับสถานีโทรทัศน์ TAN ในเครือข่ายของ ASTV แล้ว ASTV ก็ยังเป็นสถานีโทรทัศน์เพียงแห่งแรกและแห่งเดียวของไทยและของโลก ที่มีรายได้มาจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้ตราสินค้าของตนเอง อาทิ ข้าวสาร เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว เครื่องสำอาง ผงซักฟอก ยาสมุนไพร เครื่องเขียน ปุ๋ยอินทรีย์ บัตรโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรายได้หลักที่จะทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้สามารถให้ความเท็จต่อสังคมต่อไปได้เรื่อย ๆ ดังคำโฆษณาที่ว่า “ร่วมอุดหนุนสินค้า ASTV เพื่อไม่ให้ ASTV จอดับ”
เมื่อสื่อมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชนดังกล่าวมา ได้ระดมใส่ความกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยความเท็จเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศโดยนำวาทกรรม “รัฐไทยใหม่” มาบิดเบือน และเพื่อขยายแนวความคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินงานของ นปช.ให้เผยแพร่ไปสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง นปช.จึงได้จัดตั้ง “โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” และมอบหมายให้นายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช.ที่เคยเป็นครูมาก่อนเป็นผู้อำนวยการ เพื่อให้ความรู้แก่แกนนำ นปช.ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ และให้แกนนำในส่วนภูมิภาคนำความรู้และอุดมการณ์ที่ถูกต้องของ นปช.โดยเฉพาะนโยบายเฉพาะหน้าไปเผยแพร่ให้แก่บุคคลทั่ว ๆ ไปต่อไป เพื่อเป็นการขยายมวลชนของ นปช. (อ่านนโยบายเฉพาะหน้า 6 ข้อของ นปช.ได้ในหมายเหตุ 2 ท้ายตอน) โดยเริ่มจากในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในวันที่ 12-13 กันยายน 2552 ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว สถานที่ที่เปรียบเสมือน “กองบัญชาการ” ของคนเสื้อแดง เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งอยู่หลายแห่ง และได้ขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ จนครบทั้งประเทศ แม้ในภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ในอีกประมาณ 4 เดือนต่อมา โดยหลักสูตร 2 วันจะมีรายวิชาและวิทยากรผู้สอนในวันแรกดังนี้
1.แนวทางการเมืองและหลักนโยบายของ นปช. สอนโดย นางธิดา ถาวรเศรษฐ โตจิราการ
2.เนื้อหาและโครงสร้างของระบอบอำมาตยาธิปไตย สอนโดย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
3.แนวคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตย สอนโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
4.แนวทางสันติวิธี และบทเรียนประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สอนโดย นายวิสา คัญทัพ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย
5.การจัดตั้งและการสร้างแนวร่วม สอนโดย นายแพทย์เหวง โตจิราการ
6.วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน สอนโดยแกนนำ นปช.ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนตามความเหมาะสมในรูปแบบของการเสวนา
และในวันที่สองจะเป็นการแบ่งกลุ่มนักเรียนเพื่อทำกิจกรรมระดมสมองในการนำเสนอแนวคิดและวิธีการในการขยายมวลชนให้กับ นปช. ต่อมาได้มีการจัดหลักสูตรเร่งรัด ใช้เวลาเรียนเพียง 1 วัน จึงต้องนำหลักสูตร 2 วันมาปรับปรุงโดยให้ 6 รายวิชาของวันแรกอยู่ในช่วงครึ่งวันเช้า และการระดมสมองจะอยู่ในช่วงครึ่งวันบ่าย และการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ People Channel เพื่อให้สมาชิก นปช.และประชาชนทั่วไปได้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียนอีกด้วย
 

 

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนตุลาคม 2552)
 
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
19 พฤษภาคม 2553
 
(หมายเหตุ: 1.สัญลักษณ์สิงห์ที่ใช้แทนคณะ/ภาควิชาทางรัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ มีดังนี้
 
1.สิงห์ดำ แทน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2.สิงห์แดง แทน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.สิงห์ขาว แทน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.สิงห์ทอง แทน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
5.สิงห์เขียว แทน ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
6.สิงห์เงิน แทน ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
7.สิงห์ม่วง แทน ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
8.สิงห์น้ำเงิน แทน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
9.สิงห์ไพร แทน วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
10.สิงห์ฟ้า แทน ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
11.สิงห์พระนาง แทน ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
12.สิงห์มอดินแดง แทน ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
13.สิงห์สมุทร แทน ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
14.สิงห์ทะเล แทน วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ (U-MDC)
15.สิงห์น้ำตาล แทน วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
16.สิงห์คราม แทน ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
17.สิงห์เทา แทน ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
18.สิงห์เขียว-ทอง แทน สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
19.สิงห์แสด แทน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
20.สิงห์เหลือง แทน ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
 
2.นโยบายเฉพาะหน้า 6 ประการของ นปช.

1.มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นจุดหมายการเมืองการปกครอง
2.รวมพลังมวลชนต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย
3.ใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้
4.ต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนร่วมกับการต่อสู้ทางการเมือง
5.ต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาความอยุติธรรมในสังคม ให้ประเทศมีนิติรัฐและนิติธรรม
6.ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่เป็นธรรมมาปรับปรุงแก้ไข)
 

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s