เมืองไทยรายเดือน (ธันวาคม 2552)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 ธันวาคม 2552)
                   แม้ปี 2552 จะเดินทางมาจนถึงเดือนสุดท้ายแล้ว แต่สงครามการเมืองของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยกับฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนยังไม่อาจหาจุดสิ้นสุดได้ในระยะเวลาอันใกล้ โดยจะขอเริ่มจากประเด็นการเมืองในประเทศก่อน ทั้งกรณีการจัดชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ในวันรัฐธรรมนูญคือวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อแสดงพลังของกลุ่มคนเสื้อแดงในการต่อต้านการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอันมีเนื้อหาสาระอันไม่เป็นประชาธิปไตยหลายประการ และเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งมีเนื้อหาสาระเป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่ากลับมาบังคับใช้ แม้ว่าจะมีสาระบางส่วนที่ยังไม่เหมาะสมนัก ก็สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ โดยในวันดังกล่าวมีกิจกรรมหลัก ๆ คือการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ โดยมีนายอุดม มั่งมีดี อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตัวแทนนักนิติศาสตร์ และนายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ตัวแทนนักรัฐศาสตร์ เป็นวิทยากร และมีนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.เป็นผู้ดำเนินรายการ และกิจกรรม “จุดเทียนหน้าจอ ถวายพระพรพ่อแห่งแผ่นดิน” เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาที่ผ่านมา ในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลจัดพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษาดังจะได้กล่าวถึงต่อไป
โดยการชุมนุมในครั้งนี้พลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้นำอดีตทหารพรานจากค่ายปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ถูกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยุบไปเมื่อหลายปีก่อน มาร่วมเป็นกองกำลังรักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์จากคนของรัฐบาล โดยเฉพาะ “คนโตบุรีรัมย์” อย่างนายเนวิน ชิดชอบ ที่อาจจะนำมวลชนจัดตั้งของตนเอง โดยเฉพาะคนต่างด้าวเข้ามาทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เจือสมกับข้อมูลที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงเคยระบุไว้ว่า จะมีคนต่างด้าวรับจ้างมาก่อกวนการชุมนุมของ นปช. ซึ่งการเปิดตัวกองกำลังทหารพรานที่มาเข้าร่วมกับ นปช.ในครั้งนี้ ก็ทำให้พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีปฏิกิริยาที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนักกับพลตรี ดร.ขัตติยะ ทั้งการขู่จะดำเนินการทางวินัย กรณีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล และกรณีการเดินทางไปยังกัมพูชา เพื่อพบกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยมิได้ยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชา และการ “ซื้อใจ” ทหารพรานบางส่วนมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง และในวันดังกล่าวนั้นเอง กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานีในนาม “ชมรมคนรักอุดร” ส่วนหนึ่งที่แม้มิได้มาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ แต่ก็ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานอุดรธานี เพื่อแสดงพลังขัดขวางการเดินทางของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่จะไปสนทนาธรรมกับพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของตนที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดป่าบ้านตาด จนกระทั่งต้อง “แอบ” เดินทางออกจากท่าอากาศยานเพื่อหลบหนีกลุ่มคนเสื้อแดง
ซึ่งการจัดพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษาของรัฐบาลที่จัดในช่วงวันที่ 4-13 ธันวาคม 2552 นั้น มิได้มีจุดมุ่งหมายเป็นอย่างอื่น แต่ต้องการที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินมาผูกขาดความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติไว้แต่เพียงพวกพ้องของตน ด้วยการจัดนิทรรศการและการแสดงต่าง ๆ และการจ้างประชาชนมาร่วมกิจกรรมโดยแจกกระเป๋าผ้าของพรรคภูมิใจไทยให้เป็นของที่ระลึก และมองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไม่มีความจงรักภักดีดังเช่นที่ได้กระทำมาโดยตลอด ทั้งที่การแสดงความจงรักภักดีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับคำพิพากษาคดีที่กลุ่มคาราวานคนจนเดินทางไปปิดล้อมสำนักงานหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึกที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์เมื่อเดือนมีนาคม 2549 เพื่อกดดันให้หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวรับผิดชอบต่อการนำคำสัมภาษณ์ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิมาเผยแพร่  ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวระบุให้การแสดงความจงรักภักดีทำได้แต่เฉพาะการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เท่านั้น หาใช่แสดงการต่อต้านผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ และบุคคลในรัฐบาลชุดนี้ก็ได้แสดงถึงการขาดความจงรักภักดีอยู่บ่อยครั้ง ดังเช่นกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นผู้กราบบังคมทูลขอนำนายทหารและนายตำรวจชั้นยศนายพลเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาทในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเลื่อนยศ แต่นายอภิสิทธิ์มิได้เข้าเฝ้าฯ ด้วยตนเอง กลับให้นายสุเทพเป็นผู้เข้าเฝ้าฯ แทน เพื่อที่ตนจะได้ไปปาฐกถาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอันเป็นงานโปรด กรณีการไม่แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือการถวายอารักขาพระบรมวงศานุวงศ์ และที่สำคัญที่สุด ก็คือการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในวันที่ 28 พฤศจิกายน – 14 ธันวาคม อันเป็นช่วงเวลาที่ทับซ้อนกับการจัดพระราชพิธีดังกล่าว
โดยการจัดงานดังกล่าวส่วนที่เป็นพระราชพิธีได้มีการเลื่อนการถวายสัตย์ปฏิญาณ และสวนสนามของทหารรักษาพระองค์และการเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลจากคณะบุคคลต่าง ๆ  ในวันที่ 2 และ 4 ธันวาคม 2552 ออกไปก่อน ในส่วนที่เป็นรัฐพิธีแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนบริเวณถนนราชดำเนินทั้งสาย ซึ่งเป็นการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รับผิดชอบโดยกระทรวงการคลัง และส่วนบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมแสง สี เสียง ในรูปแบบสี่มิติ ภายใต้แนวคิด “พ่อ… The greatest of the kings. The greeting of the land.” รับผิดชอบโดยกระทรวงกลาโหมและกองทัพไทย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ และบริษัทเอกชนอื่น ๆ รวม 23 องค์กร ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับ “กลุ่มสีน้ำเงิน” อย่างพรรคภูมิใจไทยและนายเนวินในฐานะผู้รับผิดชอบในส่วนนี้แทบทั้งสิ้น และเมื่อเสร็จกิจกรรมดังกล่าว พิธีกรในงานก็ได้กล่าวให้ผู้ร่วมงานชื่นชมนายเนวินด้วยข้อความที่ว่า “ขอเสียงปรบมือให้กับ ฯพณฯ เนวิน ชิดชอบ สุดยอด” แทนที่จะกล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” ในงานเฉลิมพระเกียรติเช่นนี้
กรณีต่อไปที่จะกล่าวถึงก็คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ ทั้งการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ่วงรั้งคดีเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 258 ล้านบาท ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ร้องเรียนเพื่อให้ดำเนินการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 เห็นควรให้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งก็คือประธาน กกต.นั่นเองเป็นผู้พิจารณา จนทำให้ นปช.ต้องเดินทางไปยังสำนักงาน กกต.เพื่อทวงถามความชัดเจนในกรณีดังกล่าวในอีก 6 วันต่อมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ได้ไปทวงถามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองปราบปราม เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ในความผิดฐานบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่เขายายเที่ยง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งราษฎรในบริเวณเชิงเขาถูกดำเนินคดีไปแล้ว แต่พลเอกสุรยุทธ์ที่ครอบครองพื้นที่บนยอดเขากลับไม่มีความผิดใด ๆ เลย แต่ทั้งสองกรณีก็มิได้ให้คำตอบอันเป็นที่น่าพอใจแก่ นปช.เท่าใดนัก จึงต้องจัดการชุมนุมประท้วงอีกครั้งหนึ่งที่เขายายเที่ยงและหน้าสำนักงาน กกต. ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2553 ตามลำดับ
การคำนึงหลักนิติศาสตร์มากกว่าหลักเศรษฐศาสตร์ จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดความเสียหาย ดังเช่นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุด ได้อ่านคำอุทธรณ์ในคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ซึ่งมี นายสุทธิ อัชฌาสัย กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ของ พธม.เป็นนายกสมาคมกับพวกเป็นผู้ฟ้องคดี และมีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกับพวกเป็นผู้ถูกฟ้องคดี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการดำเนินโครงการการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำนวน 76 โครงการ ด้วยเหตุผลทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาให้ดำเนินโครงการต่อได้เพียง 11 โครงการ ซึ่งทำให้บริษัทเจ้าของอีก 65 โครงการที่เหลือได้รับผลกระทบอย่างมหาศาลถึงกว่า 3 แสนล้านบาท ทั้งที่โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ดำเนินมาก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เสียอีก และทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนกับกิจการเหล่านี้ ซึ่งเป็นกิจการอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ทั้งก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน และปิโตรเคมี แม้ว่ารัฐบาลจะได้ตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน ผู้มีแนวความคิดอนุรักษนิยมเป็นประธานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็ตาม
และผลพวงของการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ได้ปรากฏขึ้นในช่วงนี้หลายเรื่อง ทั้งการที่พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้นำนายสุขสันต์ ชัยเทศ และนายชวการ โตสวัสดิ์ แกนนำพรรคการเมืองขนาดเล็กที่เคยถูกนายสุเทพ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์จ้างให้เป็นพยานเท็จ เพื่อใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย จนนำไปสู่การที่ตุลาการรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น (มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญ) ยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคจำนวน 111 คน โดยอาศัยกฎหมายที่คณะรัฐประหารเป็นผู้ออก มาแถลงข่าวเปิดเผยข้อเท็จจริงในกรณีนี้ทั้งหมด แต่นายสุเทพและผู้เกี่ยวข้องก็มิได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้สอบพยานปากสุดท้ายในคดีที่อัยการสูงสุดรับโอนภารกิจต่อจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารอีกเช่นกัน ฟ้องให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทของครอบครัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณตกเป็นของแผ่นดิน เสร็จสิ้นแล้ว เมื่อคู่ความแถลงปิดคดีเสร็จสิ้น ก็คาดว่าคดีนี้น่าจะพิพากษาได้ในช่วงต้นปี 2553 ท่ามกลางข้อครหาของสังคมว่า จะมีใครได้รับเงินสินบนซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของเงินที่ยึดได้หรือคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1.9 หมื่นล้านบาทหรือไม่
สำหรับปัญหาภายในรัฐบาลในช่วงเดือนนี้ ก็มีทั้งปัญหาการทุจริตในนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่ส่วนใหญ่ไม่มีการฝึกหัดอาชีพให้กับประชาชนอย่างจริงจังจนต้องยกเลิกโครงการดังกล่าว และโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิชเป็นประธานกรรมการสอบสวน พบว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์หลายประการ บางรายการก็นำไปจัดสรรให้กับโรงพยาบาลในเขตเลือกตั้งของรัฐมนตรีโดยไม่จำเป็น และมีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีไปจนถึงข้าราชการประจำระดับสูงหลายราย ทำให้นายวิทยา แก้วภราดัย และนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขตามลำดับ ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบกับการทุจริตดังกล่าว และก็ยังมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในรัฐบาลอีกด้วย ทั้งกรณีที่หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างรุนแรงถึงขั้นที่ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่พรรคประชาธิปัตย์จะวิจารณ์ให้แรงกว่านี้” และกรณีที่นางสาวจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้นำปฏิทินแนววาบหวิวของผลิตภัณฑ์ลีโอเบียร์ ซึ่งผลิตโดยกิจการในครอบครัวของตนมาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล จนกระทั่งเกิดกระแสต่อต้านจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เนื่องจากการแจกของชำร่วยที่มีสัญลักษณ์ทางการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ด้วยนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นางสาวจิตภัสร์จึงได้ยุติการกระทำดังกล่าวและได้ลาออกจากการเป็นข้าราชการการเมืองในที่สุด
และปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งของรัฐบาลนี้ที่สืบเนื่องจากเดือนที่ผ่านมาก็คือ ความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาเนื่องจากการที่กัมพูชาได้แต่งตั้งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัวนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเล็งเห็นถึงคุณค่า ศักยภาพและภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ซึ่งแตกต่างจากอำมาตย์ไทยด้วยกันบางคนที่จ้องแต่จะทำลายเพียงอย่างเดียว นอกจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหารที่มีอยู่แต่เดิม โดยในวันที่ 8 ธันวาคม 2552 นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรบริษัท Cambodia Air Traffic Service Company Limited (CATS) ที่ได้นำข้อมูลการบินของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปให้กับนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ได้ถูกศาลกัมพูชาพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ให้จำคุก 7 ปี และปรับเทียบเท่าเงินไทย 100,000 บาท ในข้อหาจารกรรมข้อมูลการบิน นางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์จึงได้เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทยเพื่อขอให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยช่วยเหลือบุตรชายของตน โดยไม่คิดที่จะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเป็นผู้ทำให้บุตรชายของตนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งพลเอกชวลิตก็ได้ประสานงานกับฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ จนกระทั่งนายศิวรักษ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชาเป็นกรณีพิเศษหลังจากที่ถูกจำคุกได้เพียง 6 วัน และเดินทางกลับประเทศไทยในเย็นวันดังกล่าวพร้อมกับมารดาของตนและคณะจากพรรคเพื่อไทยที่ไปรับทันที ภายหลังจากที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่บ้านพักของสมเด็จฮุนเซนในช่วงเช้า ซึ่งตามกฎหมายกัมพูชาโดยทั่วไปแล้ว การที่ผู้ต้องโทษจะได้รับพระราชทานอภัยโทษนั้น จะต้องถูกจำคุกมาก่อนอย่างน้อย 2 ปี จึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลออกมาโจมตีการพระราชทานอภัยโทษ เช่นนายสุเทพ ที่กล่าวหาว่ามีการจัดฉาก นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณรู้จักกับบิดาของนายศิวรักษ์ และหน้า “ผู้จัดกวน” ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการของ พธม.ก็ได้เลยเถิดไปถึงขั้นเผยแพร่ภาพการ์ตูนหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ในลักษณะที่สมเด็จฮุนเซนบีบบังคับพระราชหฤทัยให้พระมหากษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษให้กับนายศิวรักษ์ ไม่เพียงเท่านั้น สถานีโทรทัศน์ของ พธม.อย่าง ASTV ที่ออกอากาศเป็นภาคภาษาอังกฤษในนามของ Thai-ASEAN News Network (TAN) โดยนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ก็ได้ “ชักศึกเข้าบ้าน” ด้วยการสัมภาษณ์นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา โดยมีสาระสำคัญเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและสมเด็จฮุนเซนด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างน่ารังเกียจอีกด้วย
และในวันเดียวกับที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา คือวันที่ 21 ธันวาคม 2552 พรรคเพื่อไทยก็ได้เปิดเผยหนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ลับมาก ด่วนที่สุดที่ กต 1303/2355 ลงวันที่ 16พฤศจิกายน 2552 ที่ลงนามโดยนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แนวร่วม พธม.ที่เคยด่าสมเด็จฮุนเซนด้วยข้อความหยาบคายว่า “กุ๊ย” มาแล้ว ซึ่งหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำลายล้างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ดังนี้ (คงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม)

 

“ลับมาก

 

ด่วนที่สุด                                                                                                 (ครุฑ)                                                                      กระทรวงการต่างประเทศ
ที่ กต 1303/2355                                                                                                                 ถนนศรีอยุธยา กทม. (กรุงเทพมหานคร-ผู้เขียน) 10400
16 พฤศจิกายน 2552
เรื่อง แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี
อ้างถึง หนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ลับมาก ด่วนที่สุดที่ กต 1302/2318 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552
สิ่งที่ส่งมาด้วย 1.เอกสารแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
2.ตารางการส่งสัญญาณและระดับความรุนแรงเพื่อเตรียมมาตรการป้องปรามและตอบโต้การกระทำของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

 

                  อนุสนธิหนังสือที่อ้างถึง รายงานปฏิกิริยาและเสนอแนวทางจัดการสถานการณ์และผลกระทบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอแนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ดังความละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.วิเคราะห์ท่าทีของฝ่ายกัมพูชา
1.1 พ.ต.ท. (พันตำรวจโท-ผู้เขียน) ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ภัยหลัก” มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาล โดยใช้ยุทธศาสตร์มุ่งให้เกิดสถานการณ์ที่เสื่อมทรามลง (deterioration) โดยอาศัยกลยุทธที่สำคัญ 2 ด้าน คือ ความร่วมมือจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่มุ่งหวังจะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย จนประเทศไทยตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจรัฐ และโค่นล้มรัฐบาล อย่างไรก็ดี มาตรการตอบโต้ของกัมพูชาในขณะนี้ ยังคงจำกัดอยู่เพียงมาตรการทางการทูตเท่านั้น ยังไม่ใช่มาตรการรุนแรง แต่เป็นการ “ยั่วยุ” เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้ฝ่ายไทยตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้น
1.2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ฝ่ายไทยไม่ควรหลงประเด็นตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล คือ ระหว่างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
1.3 สถานการณ์ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยืดเยื้อหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในประเทศไทยเอง โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณฯ ไม่ว่าสถานการณ์จะลงเอยอย่างไร ดังนั้น ความเป็นเอกภาพของรัฐบาล ทุกส่วนราชการและทุกภาคส่วนของสังคมไทยเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดในการช่วยให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลง
2.แนวทางการดำเนินการ
เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เป็นไปตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณฯ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาคาดหวัง กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอมาตรการ ดังนี้
2.1 ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงมิให้สถานการณ์รุนแรง โดยไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็น (de-escalation) เช่น ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โดยไม่เริ่มมาตรการตอบโต้ โดยไม่มีเหตุผลหรือเงื่อนไขพอควร ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ด้วยความมีน้ำหนัก หนักแน่น ค่อยเป็นค่อยไป (incremental) สมน้ำสมเนื้อ (proportional) มีความหมายและยังประโยชน์คุ้มค่า และที่สำคัญ ไม่ควรดำเนินการใด ๆ ที่ดูเหมือนว่า เป็นการ “เต้น” ไปตามกระแสของสื่อ
2.2 สร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างส่วนราชการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องอย่างสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการให้ข้อมูลต่อฝ่ายต่าง ๆ โดยอาจพิจารณาชิงให้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและความจริงก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะบิดเบือน หรือเมื่อปรากฏความเท็จ
2.3 สร้างความเป็นเอกภาพในประเทศไทย รวมถึงรัฐบาลไทยเอง เพื่อมุ่งเป้าให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประจักษ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ จะไม่มีโอกาสได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง และความสัมพันธ์และผลประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน และกัมพูชาจะเสียประโยชน์ในระยะยาวที่มีอยู่กับประเทศไทย ไม่ว่าด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ฯลฯ
2.4 ลดและแยกการเชื่อมโยงระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณฯ กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและฝ่ายค้านในประเทศไทย ด้วยการลดและขจัดเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินการของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยรัฐบาลควรแสดงท่าทีและความเห็นต่าง ๆ อย่างมีเอกภาพและเป็นระบบ การตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาอย่างสุขุม มีสติ ไม่วู่วาม และกระทบประชาชนน้อยที่สุด จะมีส่วนสำคัญในการ “ครองความนิยม” ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่สำคัญควรเร่งแปรความรู้สึก “สะใจ” หรือสนับสนุนรัฐบาลเป็น “ความเข้าใจ” โดยอาศัยการประชาสัมพันธ์ และบริหารจัดการ “เวลา” ให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยการเร่งพิจารณาคดีต่าง ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ที่ยังคั่งค้างอยู่
3.จุดหมายปลายทาง (end game)
ต้องคำนึงว่า จุดประสงค์ของไทย คือ การปรับความสัมพันธ์สู่ปกติ (normalization) ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change) ในกัมพูชา อย่างไรก็ดี เนื่องจากต้นเหตุของปัญหานี้มาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณฯ มุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดภัยคุกคามหลัก และ (2) แยกหรือทอนความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณฯ กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งแนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มี 3 สถานการณ์
3.1 ดีที่สุด (best case scenario)
การประคองสถานการณ์ปัจจุบัน (status quo) เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณฯ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ตามแนวทางการดำเนินการกับปัญหา ข้อ 2 และรอเวลาเพื่อพิจารณาให้ประเทศหรือบุคคลที่ 3 ที่มีอิทธิพลหรือเอื้อประโยชน์ให้กัมพูชาในการช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าว
3.2 ระดับกลาง (medium case scenario)
3.2.1 ต่างฝ่ายต่างใช้มาตรการตอบโต้ โดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ เพื่อชิงความได้เปรียบ
3.2.2 หากกัมพูชาดำเนินมาตรการที่รุนแรงขึ้นในทางที่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย รัฐบาลควรดำเนินมาตรการตอบโต้ที่ (1) ไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยและประชาชนของทั้งสองประเทศ (2) สมน้ำสมเนื้อ และ (3) ไม่สร้างรอยแผลในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว
3.2.3 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังไม่ควรกล่าวถึงมาตรการตอบโต้ล่วงหน้าเนื่องจาก (1) ฝ่ายกัมพูชาจะมีเวลาเตรียมการตอบโต้ (2) ทำให้ไทยถูกมอบว่า “มีธงอยู่แล้ว” ที่จะกลั่นแกล้งประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำตารางมาตรการตอบโต้นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยระบุข้อดี/ข้อเสีย ดังความละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2
3.3 เลวร้ายที่สุด (worst case scenario)
หาก พ.ต.ท.ทักษิณฯ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาร่วมกันกระทำการใด ๆ จนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง เป็นการละเมิดบูรณภาพของดินแดน คุกคามอำนาจอธิปไตย และสถาบันสำคัญของไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจกรรมเสมือนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชา อันเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายประเทศไทยอย่างชัดเจน ก็จำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และยกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย
4.ข้อเสนอแนะ
หากเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น กระทรวงการต่างประเทศขอกราบเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้
4.1 เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างส่วนราชการ ขอให้มีการปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิดก่อนดำเนินการด้านนโยบายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา
4.2 ใช้แนวทางที่เสนอเป็นหลักในการดำเนินการอย่างสอดคล้องกัน
4.3 ใช้แนวทางเดียวกันในการให้ข้อมูลแก่ฝ่ายต่าง ๆ และสาธารณชน
จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาข้อ 4
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
(ลงชื่อ) นายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
กรมเอเชียตะวันออก
กองเอเชียตะวันออก 2
โทร.0 2643 5000 ต่อ 4274
โทรสาร 0 2643 5202”
และตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่จบสิ้นไปพร้อมกับปี 2552  กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้จัดคอนเสิร์ต “สวัสดีปีแห่งชัย” ขึ้นที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันแรกของปี 2553 เพื่อระดมทุนในการชุมนุมใหญ่ทวงคืนอำนาจจากรัฐบาล “ทาสเปรม” ในช่วงต้นปี 2553 ซึ่งจะต้องเป็นปีแห่งชัยชนะของคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนมกราคม 2553)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
3 มิถุนายน 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s