เมืองไทยรายเดือน (มกราคม 2553)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 10 มกราคม 2553)
เริ่มต้นศักราชใหม่ 2553 ด้วยความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งจากฝ่ายรัฐบาล “ทาสเปรม” โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและคณะ ที่ยังคงสร้างปัญหาไว้ให้เป็นภาระกับชาวไทยและประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง และการเคลื่อนไหวของประชาชนฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจอันไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ ที่ได้มีการแสดงออกผ่านทางการชุมนุม ณ สถานที่ต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้บุคคลที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดนี้ แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและทางกฎหมายให้เป็นไปตามวิถีปฏิบัติเยี่ยงวิญญูชนทั่วไป มิใช่อาศัยความเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ลอยหน้าลอยตาสร้างความปั่นป่วนให้กับชาติบ้านเมืองอย่างที่ทำอยู่ในทุกวันนี้
โดยจะขอเริ่มต้นจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาลชุดนี้กันก่อน โดยในวันที่ 16 มกราคม 2553 ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของปีนี้ ที่ได้มีการแต่งตั้ง ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เพื่อมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจแทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์เพื่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทนนายวิทยา แก้วภารดัย และ ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ ซึ่งเป็นน้องสาวของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แห่งพรรคภูมิใจไทย เพื่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทนนายมานิต นพอมรบดี เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมทั้งสามรายนั้นได้รับพิษ “ไทยเข้มแข็ง” จนต้องลาออก
สำหรับข่าวต่อมาในเดือนนี้ก็คือ การประกาศยกเลิกการดำเนินโครงการสลากกินแบ่งอิเล็กทรอนิคส์ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “หวยออนไลน์” ที่มีบริษัท จาโก จำกัด ในเครือของบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ของตระกูลล่ำซำ ซึ่งเป็นเครือญาติกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงเจ้าสังกัดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนั่นเอง ทำให้เกิดข้อครหามากมายเกี่ยวกับข้อกล่าวหา “ทุจริตเชิงนโยบาย” ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยกล่าวหานายกรัฐมนตรีไทยท่านหนึ่งที่มีชื่อว่า “พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ว่าใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจมาแล้ว แต่พรรคนี้ก็กลับดำเนินการลักษณะดังกล่าวเสียเอง ถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินกว่า 12,000 ล้านบาทให้กับจาโก เพื่อเป็นค่าปรับในฐานะที่เป็นผู้บอกเลิกสัญญา และหากโครงการนี้ยังดำเนินต่อไป จาโกก็จะได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการนี้อีกเช่นกัน จึงเห็นได้ว่า จาโก ล็อกซเล่ย์ และตระกูลล่ำซำได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ “ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
ส่วนการทุจริตที่เป็นข่าว “ฉาวโฉ่” กว่านั้นก็คือ การที่ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดชนิด GT200 ที่ฝ่ายความมั่นคงจัดซื้อสำหรับใช้ในการตรวจวัตถุระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้กล่าวว่า GT200 ให้ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาด เป็นเท็จ เนื่องจากไม่เคยปรากฏว่ามีกลไกการทำงานของเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์ใดเลย ที่อาศัยการทำงานของไฟฟ้าสถิตจากผู้ใช้งาน ในลักษณะเดียวกับพิธีล้างป่าช้า หรือการขุดศพไม่มีญาติจากป่าช้าเพื่อไปทำการฌาปนกิจของชาวจีน ที่จะนำไม้ 2 อันที่งอเป็นมุมฉากมาถือไว้ในลักษณะให้ปลายด้านหนึ่งชี้ลงดิน ปลายอีกด้านหนึ่งชี้ไปข้างหน้า หากบริเวณใดที่มีศพฝังอยู่ ปลายที่ชี้ไปข้างหน้าก็จะเบนไปเป็นแนวซ้าย-ขวา ซึ่งก็ปรากฏว่า GT200 เคยให้ผลที่เป็นเท็จมาแล้ว จากการตรวจสอบสุสานอิสลาม (กูโบร์) ว่ามีวัตถุระเบิดซุกซ่อนไว้ จนทำให้ผู้นำศาสนาในพื้นที่แสดงความไม่พอใจกับผลการตรวจสอบดังกล่าว และทำให้ GT200 ถูกขนานนามว่าเป็นเพียง “ไม้เท้าชี้ศพ” หรือ “ไม้ล้างป่าช้า” ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพได้เพียงร้อยละ 25 ของจำนวนครั้งที่ทดสอบ แม้ว่าแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะยืนยันว่าเครื่องมือดังกล่าวสามารถใช้ได้จริงก็ตาม แต่ข้าราชการระดับสูงทั้งสองรายนี้ก็ไม่เคยลงไปตรวจสอบการทำงานด้วยตนเองเลย ยังคงมีแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ต้องลงไปเสี่ยงชีวิตกับเครื่องมือไร้คุณภาพเช่นนี้อยู่ตลอดมา และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ดร.เจษฎา ผู้เผยแพร่ความจริงที่มีผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐและประชาชน ก็ยังถูกผู้บังคับบัญชาข่มขู่คุกคามเสียอีก
และมีข่าวปรากฏในระยะเวลาต่อมาว่า GT200 เป็นเครื่องมือที่เคยมีการจัดซื้อมาทดลองใช้โดยกองทัพอากาศจำนวน 4 เครื่อง ในสมัยของรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยคุณสมบัติที่บริษัทผู้ขายได้โฆษณาว่า สามารถใช้ตรวจสอบยาเสพติดและวัตถุระเบิดได้ เพียงเปลี่ยนแผงวงจรสำหรับใช้งานของเครื่อง แต่เมื่อเห็นว่าเครื่องมือชนิดนี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง ก็ไม่มีการจัดซื้ออีก จนกระทั่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ จึงได้มีการจัดซื้อเครื่องมือชนิดนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อใช้ในกิจการด้านความมั่นคงทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือน จำนวนหลายร้อยเครื่องในราคาที่ต่างกันมากตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน โดยมิได้คำนึงว่าเครื่องมือดังกล่าวนี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง อีกทั้งบริษัทผู้ขายก็ไม่ยอมให้มีการเปิดดูส่วนประกอบภายในของเครื่องเพื่อตรวจสอบการทำงาน
ความไม่เหมาะสมในการใช้จ่ายเงินของรัฐ นอกเหนือจากการทุจริตดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังปรากฏการให้ความช่วยเหลืออย่าง “เสียไม่ได้” ต่อประเทศเฮติที่ประสบภัยแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 (หรือหากนับตามเวลาในประเทศไทยก็จะเป็นวันที่ 13 มกราคม 2553) จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายและไร้ที่อยู่อาศัยหลายแสนราย โดยกระทรวงการต่างประเทศที่มีนายกษิต ภิรมย์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นรัฐมนตรีว่าการนั้น ได้บริจาคเงินให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูบูรณะประเทศดังกล่าวเพียง 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเพียงประมาณไม่เกิน 700,000 บาทเท่านั้น เนื่องจากนายกษิตเห็นว่าการช่วยเหลือประเทศและประชาชนที่ได้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวในต่างประเทศนั้น ไม่มีสาระมากไปกว่าการติดตามความเคลื่อนไหวของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเลย ซึ่งต่อมารัฐบาลก็ได้ส่งข้าวสารและเงินที่ได้รับบริจาคเพิ่มเติม พร้อมทั้งบริการทางการแพทย์ที่ไม่เพียงแต่จะกู้ชีวิตของชาวเฮติเท่านั้น หากยังเป็นการกู้คืนศรัทธาของรัฐบาลไทยในเวทีโลกอีกด้วย
ส่วนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ในประการต่อมาของรัฐบาลชุดนี้ที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่อีกประการหนึ่ง ก็คือ การแทรกแซง ควบคุม ครอบงำ สื่อสารมวลชนทั้งของรัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการให้นายพิสิทธิ์ กิรติการกุล ผู้ประกาศข่าวจากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 พ้นจากการเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ “101 องศาข่าว” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกองบัญชาการกองทัพไทย FM 101 MHz ตั้งแต่ขึ้นปีใหม่เป็นต้นมา เนื่องจากนายพิสิทธิ์มักจะออกความเห็นที่เป็นไปในทางตรงข้ามกับรัฐบาล และสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยอยู่เสมอ ๆ โดยมีนายโสภณ องค์การณ์ อดีตผู้บริหารเครือเนชั่นที่ปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ ASTV ของ พธม.มาดำเนินรายการดังกล่าว ซึ่งการมาร่วมดำเนินรายการของคน “หัวใจสีเหลือง” ทั้งนายโสภณ นางสาวศุนันทวดี อุทาโย นางสาวบุญระดม จิตรดอน นายวันชัย สอนศิริ และนายรัชชพล เหล่าวานิชนี้เอง ที่ทำให้สถานีวิทยุแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “วิทยุ พธม.” อีกสถานีหนึ่ง นอกเหนือจากสถานีวิทยุ FM 92.25 MHz ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ FM 97.75 MHz ของ ASTV ที่มีอยู่แล้ว
การผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีสาระอันเป็นเท็จ อันส่งผลกระทบต่อความสามัคคีของคนในชาติ โดยเฉพาะรายการของ พธม.และแนวร่วม ที่ออกอากาศในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือที่มีฉายาว่า “ช่องหอยม่วง” ที่มีรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ดำเนินรายการโดยนางสาวบุญระดมและนางสาวจิตดี ศรีดี รายการ “เกาที่คัน” ของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา รายการ “ลงเอยอย่างไร” และรายการ “คลายปม” ดำเนินรายการโดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาสาระโจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยใช้กองกำลังติดอาวุธ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่มีจุดยืนตรงข้ามกับฝ่ายอำมาตย์ จึงมักจะได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรตามเวทีปราศรัยของ นปช.ในต่างจังหวัดเสมอ ๆ เพื่อปราศรัยให้ความรู้เกี่ยวกับเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเคยเรียนกวดวิชาเข้าโรงเรียนเตรียมทหารมาด้วยกันเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อ พธม.ว่า “หน่อมแน้ม” จนกระทั่งถูกกองทัพสอบสวนทางวินัย และได้เดินทางไปพบกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเมื่อเดินทางมายังประเทศกัมพูชาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งถูกพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งพักราชการเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 หลังจากนั้นก็ได้มีเหตุการณ์ยิงระเบิด M79 ใส่ห้องทำงานของ ผบ.ทบ. อันเป็นความพยายามที่จะเชื่อมโยงความผิดไปยังพลตรี ดร.ขัตติยะที่คับแค้นใจจากการถูกสั่งพักราชการ จึงนำไปสู่การบุกค้นบ้านพักของพลตรี ดร.ขัตติยะที่กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) ในวันที่ 22 มกราคม 2553 โดยอ้างว่าพบอาวุธสงครามเป็นจำนวนมาก ซึ่งพลตรี ดร.ขัตติยะก็ได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปค้นในบ้านพักของตน ในขณะที่อยู่ระหว่างการปราศรัยของ นปช.ที่จังหวัดสงขลาว่า มีเพียงอาวุธปืนพกประจำกายเพียงกระบอกเดียวเท่านั้นที่เป็นของตน ส่วนอาวุธสงครามที่พบนั้นเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อหวังเอาความผิดกับตนในกรณียิงระเบิดใส่ห้องทำงาน ผบ.ทบ.ให้ได้
และรายการเหล่านี้ก็ได้กล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงต่อไปอีกว่า มีความมุ่งหวังสูงสุดคือล้มล้างราชบัลลังก์ เพื่อประโยชน์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเพียงคนเดียว เช่นเดียวกับที่มีการจัดทำ CD ที่มีสาระไปในทิศทางเดียวกันกับรายการโทรทัศน์ดังกล่าว โดยกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนตามต่างจังหวัด ดังที่เคยทำมาแล้วในกรณีหนังสือโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้จัดทำมาก่อนหน้านี้จำนวน 3 เล่ม ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้ พธม.และพรรคภูมิใจไทย หรือ “กลุ่มสีเหลือง” กับ “กลุ่มสีน้ำเงิน” จะมีความขัดแย้งกันถึงขั้นที่ทะเลาะกันเองในหลายกรณีที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังคงถือว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและ นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นศัตรูร่วมกันที่ต้องกำจัดให้ได้ตลอดมา ซึ่งรูปแบบและสาระของรายการดังกล่าว ทำให้ ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้สดถามนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 แต่นายสาทิตย์ก็กลับ “โกหกหน้าตาย” กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่เคยมีรายการในลักษณะดังกล่าว และยังได้กล่าวหารัฐบาล 2 ชุดที่ผ่านมาว่าใช้สื่อของรัฐคือ สทท.ในการให้ข้อมูลเท็จเพียงด้านเดียวแก่ประชาชนในนามของรายการ “ความจริงวันนี้” อีกด้วย
และไม่เพียงแต่รัฐจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จเพียงด้านเดียวโดยใช้ สทท.เท่านั้น ก่อนหน้าการตั้งกระทู้ถามในเรื่องดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน ก็ปรากฏข่าวการที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ดำเนินคดีกับหนังสือพิมพ์ Thai Red News ของ นปช. โดยอ้างว่าเป็นเป็นชื่อหรือหัวหนังสือพิมพ์เถื่อนที่ยังมิได้จดทะเบียน ซึ่ง ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น บรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า หนังสือพิมพ์ Thai Red News มีชื่อเต็มว่า “หนังสือพิมพ์วิวาทะ ฉบับ Thai Red News” ซึ่งเดิมเป็นชื่อที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขจดทะเบียนไว้นานแล้ว แต่ยังมิได้ดำเนินกิจการ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด” ในเดือนเมษายน 2552 ดร.วิบูลย์และคณะก็ได้เห็นว่าควรมีสื่อมวลชนของคนเสื้อแดงไว้นำเสนอข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่งที่ถูกปกปิดโดยอำนาจรัฐ จึงได้ติดต่อนายสมยศเพื่อนำชื่อ “วิวาทะ” มาเพิ่มเติมเป็น “วิวาทะ ฉบับ Thai Red News” มิใช่หัวหนังสือพิมพ์ที่ยังมิได้จดทะเบียนแต่ประการใด
สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.ในเดือนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดการชุมนุมเพื่อทวงถามความรับผิดชอบทางกฎหมายจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกรณีการบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ บนยอดเขายายเที่ยง จังหวัดนครราชสีมาของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีร่วมคณะกับพลเอกเปรม นายกรัฐมนตรีตัวจริงของไทย ที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 โดยอ้างเหตุผล “ไม่เจตนา” ทั้งที่ประชาชนบริเวณเชิงเขาดังกล่าวได้ถูกดำเนินคดีไปแล้วหลายราย และพลเอกสุรยุทธ์ก็ได้ที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่ชอบธรรม เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นของนายเบ้า สินนอก (ปัจจุบันอุปสมบทเป็นพระภิกษุ) ที่ได้รับจัดสรรสิทธิครอบครองจากกรมป่าไม้ ต่อมานายเบ้าได้ขายให้กับนายนพดล พิทักษ์วานิชย์ ผู้เป็นบุตรเขยในราคา 700,000 บาท ต่อมานายนพดลได้ถูกพลเอก (ยศในขณะนั้นเป็นพันเอก) สุรฤทธิ์ จันทราทิพย์ นายทหารคนสนิทของพลเอกสุรยุทธ์บังคับขายในราคาเพียง 50,000 บาทเท่านั้น ภายหลังจากที่ได้มีการประกาศกำหนดเขตดังกล่าวให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ ห้ามราษฎรอยู่อาศัย จากนั้นพลเอกสุรฤทธิ์ก็ได้นำที่ดินดังกล่าวมาขายต่อให้กับพันเอกหญิง ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ (ภรรยาของพลเอกสุรยุทธ์) โดยไม่ระบุราคาซื้อขาย แต่ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ดังกล่าวได้บันทึกรายการว่า “ยกให้” และได้สร้างเป็นบ้านพักตากอากาศในเวลาต่อมา
จนกระทั่งมีการชุมนุมของ นปช.ก็ได้มีการกล่าวโจมตีพลเอกสุรยุทธ์ในประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นกัน และได้เดินทางไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกองปราบปราม เพื่อขอให้เร่งรัดการดำเนินคดีกับพลเอกสุรยุทธ์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอันเป็นที่น่าพอใจ นปช.จึงได้จัดการชุมนุมบริเวณหน้าบ้านพักตากอากาศของพลเอกสุรยุทธ์ เพื่อเปิดโปงพฤติกรรมของพลเอกสุรยุทธ์ในวันที่ 11 มกราคม 2553 จนกระทั่งถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งก่อนที่จะยุติการชุมนุมนั้นก็ได้มีพิธีเปิด “หมู่บ้านสองมาตรฐาน” ที่บริเวณการชุมนุม เพื่อประจานการใช้บังคับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมระหว่างราษฎรทั่วไปกับอำมาตย์ “สมุนเปรม” อย่างพลเอกสุรยุทธ์ ซึ่งถึงแม้ว่าจะกระทำผิดกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังไม่มีความผิดใด ๆ มีแต่เพียงการที่กรมป่่าไม้ขับไล่พลเอกสุรยุทธ์ให้พ้นจากพื้นที่ดังกล่าวในวันที่ 20 มกราคม 2553 โดยมีข้อแนะนำจากสังคมว่าควรนำที่ดินดังกล่าวไปดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์แทน จนพลเอกสุรยุทธ์ต้องรื้อถอนบ้านพักตากอากาศนี้ในเวลาต่อมา พร้อม ๆ กับกระแส “เชลียร์” จากบรรดาสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมืองที่เป็นพวกเดียวกับตน ไม่ว่าจะเป็นนายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน) จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสะใภ้ของตระกูลโสภณพนิช เจ้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายต่อไปของ นปช. โดยก่อนหน้าที่กรมป่าไม้จะได้ส่งหนังสือขับไล่พลเอกสุรยุทธ์ 2 วัน นปช.ก็ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบองคมนตรี เพื่อเป็นการเตือนคณะองคมนตรีที่เหลืออีก 17 คนว่า มีองคมนตรีถึง 2 รายที่เกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็นการขัดต่อกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งพลเอกสุรยุทธ์ในกรณีเขายายเที่ยง และพลเอกเปรมในกรณีเขาสอยดาวดังที่จะกล่าวต่อไป และปรากฏในภายหลังอีกว่า ยังมีองคมนตรีอีกรายหนึ่ง คือพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ซึ่งได้ปลูกบ้านล้ำเข้าไปในเขตบึงสาธารณะของหมู่บ้าน แต่กลับแก้ตัวโดยเหตุผลที่สุดจะ “กวนอวัยวะเบื้องล่าง” ว่าที่ตนทำไปก็เพื่อป้องกันมิให้มีการตกปลาในพื้นที่สาธารณะ
สำหรับการบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรีของกลุ่มตระกูลโสภณพนิชนั้น มีหลักฐานปรากฏโดยชัดแจ้งว่า บริษัท สวนจันทบุรี จำกัด เครือญาติของตระกูลโสภณพนิช และพวกพ้องหลายราย เช่น นางพิไลจิตร เริงพิทยา บุตรสาวของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (Italian-Thai Development Public Company Limited: ITD) นายจินดา ศรอำพน อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมกันถือครองที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถึง 482 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา ซึ่งสวนจันทบุรีก็มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องบุคคลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ต่อมาสวนจันทบุรีได้จัดตั้งบริษัท จันทบุรีคันทรีคลับ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์บนพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเมื่อสนามกอล์ฟดังกล่าวสร้างเสร็จสิ้น พลเอกเปรมในฐานะประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพก็ได้เดินทางมาเปิดกิจการ และทางสนามกอล์ฟก็ยังได้สร้าง “ห้องรัฐบุรุษ” ไว้เป็นที่ระลึกให้อีกด้วย ต่อมาในปี 2546 ข้าราชการรายหนึ่งของกรมป่าไม้เห็นว่าการกระทำของบริษัททั้งสองผิดกฎหมาย ก็ได้ไปแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี แต่คดีก็ไป “สะดุด” อยู่ที่ชั้นอัยการจังหวัดจนถึงปัจจุบัน ในวันที่ 23 มกราคม 2553 นปช.จึงได้เดินทางไปยังสนามกอล์ฟแห่งนี้ เพื่อโจมตีการบุกรุกที่ดินของเครือข่าย “มหาอำมาตย์เอก” แห่งประเทศไทยในกรณีดังกล่าว และพฤติกรรมในการละเมิดกฎหมายด้วยการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ก็ยังเกิดขึ้นกับสนามกอล์ฟเดอะรอยัล เชียงใหม่ คันทรี่คลับ ของนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ แห่งหนังสือพิมพ์แนวหน้าอีกด้วย ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มักจะเรียกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่า “นักโทษชาย (นช.) ทักษิณ” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.จึงได้เรียกนายวารินทร์ว่า “ระวังเถอะ นช.วารินทร์ พูนศิริวงศ์” ขณะปราศรัย
ภายหลังจากการชุมนุมที่เขาสอยดาวเพียง 1 วัน ก็มีกระแสข่าวภายในกองทัพว่า ได้มีการประชุมกันที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) ระหว่างพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) พลอากาศเอกอิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไว้ใจได้ เพื่อหาหนทางในการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจคืนจากรัฐบาลชุดนี้มาบริหารเอง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถดำเนินการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นศัตรูกับ “นายใหญ่” ของตนอย่างพลเอกเปรมได้ ดังจะเห็นได้จากการจัดการชุมนุมบริเวณเขายายเที่ยงและเขาสอยดาวที่ผ่านมา และหลังจากนั้นในช่วงดึกวันที่ 25 มกราคม 2553 ก็มีผู้พบเห็นการเคลื่อนกำลังรถถังจำนวนมากบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต แม้ว่าทางกองทัพจะชี้แจงว่าเป็นเพียงการนำรถถังไปซ่อมที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อเตรียมส่งไปปฏิบัติการรักษาสันติภาพที่ประเทศซูดาน แต่สังคมก็ไม่อาจไว้วางใจในความ “หน้าเนื้อใจเสือ” ของผู้นำกองทัพไทยได้ นปช.จึงได้จัดชุมนุมอีกครั้งในอีก 4 วันต่อมาที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เพื่อพิสูจน์ความเป็น “ลูกผู้ชาย” ของพลเอกประยุทธ์ว่าจะทำการยึดอำนาจหรือไม่ และเพื่อทวงถามถึงการดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ที่ใช้ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ (สด.43) ปลอม ในการสมัครเข้ารับราชการทหาร และการรับราชการทหารของนายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นการอำพรางการเกณฑ์ทหารอีกด้วย เนื่องจากเข้ารับราชการได้ไม่ถึง 1 ปี ก็ลาออก ในระหว่างรับราชการทหารก็ยังมีวันลารวมกันประมาณ 3-4 เดือนอีกด้วย
ซึ่ง นปช.ก็ได้จัดการชุมนุมเพื่อทวงถามทั้งสองเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ที่กระทรวงกลาโหม โดยเปลี่ยนแปลงจากสถานที่เดิมที่กำหนดไว้คือ บก.ทอ. เนื่องจากเห็นว่ากระทรวงกลาโหมเป็นศูนย์กลางการบัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ และการคมนาคมก็ยังสะดวกกว่าที่ บก.ทอ.อีกด้วย และในอีก 2 วันต่อมา นปช.ก็ได้มีการจัดกิจกรรม “ผูกมิตรทหารกล้า ต้านขี้ข้าอำมาตย์” ขึ้น โดยให้กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางไปยังหน่วยทหารต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อขอให้ทหารให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่า จะไม่มีการยึดอำนาจและไม่มีการทำร้ายประชาชนดังเช่นเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด” อีก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยทหารส่วนใหญ่ คงมีแต่หน่วยทหารบางแห่งเท่านั้นที่ได้แสดง “สันดานอำมาตย์” ให้เห็น ดังเช่นค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นที่ตั้งของกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) หน่วยทหารหลักที่สังหารคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมา
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2553)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
11 มิถุนายน 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s