เมืองไทยรายเดือน (กุมภาพันธ์ 2553)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553)
หลังจากที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ได้จัดการเพื่อประท้วงการบุกรุกที่ดินทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่เขายายเที่ยง จังหวัดนครราชสีมา และเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ในช่วงเดือนที่ผ่านมา จนเกิดเป็นความไม่พอใจอย่างหนักหน่วงของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) นายทหาร “ทาสเปรม” ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องดำรงตำแหน่งตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในเดือนตุลาคม 2553 ต่อจากพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดาให้ได้ จึงเกิดแนวความคิดที่จะ “ดับแดง ล้มรัฐบาล บริหารเอง” แต่ก็ไม่บรรลุผล เนื่องจากไม่สามารถทนทานต่อกระแสของกลุ่มคนเสื้อแดงที่แสดงพลังต่อต้านอย่างสันติผ่านทางการจัดกิจกรรม “ผูกมิตรทหารกล้า ต้านขี้ข้าอำมาตย์” ในช่วงต้นเดือนนี้ได้
ซึ่งก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดกิจกรรมการชุมนุมในช่วงกลางเดือนนั้น ก็ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ถูกทำให้ “สั่นสะเทือน” ด้วยปัจจัยอื่น ๆ อย่างคาดไม่ถึงมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปาอุจจาระจำนวน 4 ถุงใส่บ้านพักของนายอภิสิทธิ์ในช่วงต้นเดือน จนทำให้นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมากล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยว่าจ้างคนมาปา “ของโปรด” ของนายเทพไทเพื่อสร้างกระแสกลบเกลื่อนคดียึดทรัพย์ซึ่งจะตัดสินในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พรรคประชาธิปัตย์ที่นายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคก็ยังถูกปามูล (อุจจาระ) ของวัวด้วยเช่นกัน จากเหตุการณ์นี้ บ้านพักของนายอภิสิทธิ์จึงถูกตั้งฉายาว่าเป็น “บ้านสี่ถุง” เพื่อให้คล้ายคลึงกับ “บ้านสี่เสา (เทเวศร์) ” ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีตัวจริงของประเทศไทยอาศัยอยู่
การขาดทักษะในความบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มีต่อรัฐบาลของไทยและนายอภิสิทธิ์ ผ่านทางการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังจากที่ตนได้ทำพิธีเปิดหน่วยทหารแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 โดยโจมตีที่มาของรัฐบาลไทยชุดนี้ว่ามาจากการปล้นอำนาจประชาชน จนทำให้สังคมแตกแยกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังได้กล่าวว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำที่ไม่ดี ไม่มีความสามารถ ไม่มีประสบการณ์อีกด้วย โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านการทหารที่ตนเองได้รับพระราชทานยศจากการรับราชการทหารอย่างแท้จริง มิใช่ “ดาวลูกไก่” อย่างนายอภิสิทธิ์ ที่แม้ว่าประชาชนจะมอบอุจจาระให้เป็นของขวัญแล้วก็ยังไม่ยอมลงจากตำแหน่ง
และการขาดความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 102 คน จากพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ … ) พุทธศักราช …. ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 คือ มี ส.ส.ได้เขตเลือกตั้งละ 1 คน และปรับปรุงลักษณะของหนังสือสัญญาที่ทำกับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อลดความล่าช้าในการทำหนังสือสัญญาต่าง ๆ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ แต่พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในฐานะแกนนำและผู้สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลตามลำดับ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ออกแบบให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็น “ทาสอำมาตย์” ได้ ส.ส.และเป็นรัฐบาลได้ง่ายกว่าเดิม หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสีย ระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทยก็คงจะ “สูญพันธุ์” อย่างแน่นอน จึงส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับดังกล่าว ต้องถูกนำไป “แช่แข็ง” กลางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.เป็นผู้รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนมากเพื่อนำสาระส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุมไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2551 และได้นำมาพิจารณาพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ได้ถูก “แช่แข็ง” ด้วยการนำหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ขึ้นมาพิจารณาตัดหน้าทุกครั้งไป
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงภายหลังจากที่การเดินทางไปยัง “เขายายเที่ยง-เขาสอยดาว” และการจัดกิจกรรม “ผูกมิตรทหารกล้า ต้านขี้ข้าอำมาตย์” ผ่านไปแล้วนั้น ก็ยังมีโครงการที่จะจัดกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตามหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ ในเดือนนี้ เพื่อ “ประจาน” ความไม่เป็นธรรมในสังคม และเพื่อนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ “ปิดบัญชี” รัฐบาลอำมาตย์ชุดนี้ต่อไป โดยเริ่มต้นจากการเดินทางไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อทวงถามการดำเนินคดีเขายายเที่ยงและเขาสอยดาว รวมถึงคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ได้นำคำปราศรัยที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) มากล่าวซ้ำ แต่มีความคืบหน้าในทางคดีเพียงชั้นพนักงานอัยการเท่านั้น ซึ่งต่างจากดา ตอร์ปิโดที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ภายหลังจากที่ได้ปราศรัยเพียงไม่กี่วัน จนกระทั่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 18 ปีในอีก 1 ปีต่อมา อีกทั้งนายสนธิก็ยังมีคดีความอื่น ๆ ที่เกิดจากการชุมนุมของ พธม.ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอัตราโทษสูง แต่ก็ยังสามารถเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่มีการติดตามตัวมาดำเนินคดีเลย ดังเช่นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 ที่นายสนธิเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ เพื่อไปเปิดที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ซึ่งตนเองเป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นก็เดินทางกลับไปกบดานยังต่างประเทศต่อ
ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 นปช.ก็ได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยของนายชวน หลีกภัยเมื่อปี 2541 ที่ได้นำสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน 56 แห่งที่ถูกองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เข้าควบคุมและสั่งให้ยุติการดำเนินกิจการในเวลาต่อมา ออกจำหน่ายในมูลค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงถึงกว่า 4 เท่าตัว และผู้ที่ประมูลซื้อสินทรัพย์ได้ก็ยังเป็นบริษัทในเครือเดียวกับที่ปรึกษาของรัฐบาลในการจำหน่ายสินทรัพย์อีกด้วย ทำให้รัฐได้รับความเสียหายถึงกว่า 650,000 ล้านบาท แต่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใด ๆ เลยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคดีก็ใกล้จะขาดอายุความแล้ว ผิดกับกรณีที่เกี่ยวข้องกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนที่ ป.ป.ช.ชุดเดียวกันนี้มักจะ “รีบเร่ง” ดำเนินการอย่างลุกลี้ลุกลน เพื่อเอาใจ “อำนาจนอกระบบ” ที่ปล้นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้ง ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญเอาไว้เสียเอง และนอกจากที่ ป.ป.ช.จะเป็น “องค์กรเถื่อน” เนื่องจากมีที่มาที่ไม่ชอบธรรมแล้ว ก็ยังได้ดำเนินการ “ล้ำเส้น” การทำงานของคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ในเรื่องการดำเนินการทางวินัยกับผู้พิพากษาที่ไม่ใช่พวกของตนอีกด้วย สืบเนื่องจากกรณีที่นายอิทธิพล โสขุมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ในความผิดฐานหมิ่นประมาทพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
ในอีก 3 วันต่อมา คือในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดการปราศรัยโจมตีที่มาของ กกต.ทุกคนที่มาจากคณะรัฐประหารเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ยกเว้นนายวิสุทธิ์ โพธิแท่นเพียงคนเดียวที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างถูกต้อง และด้วยความที่มี “ผู้ให้กำเนิด” รายเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้ กกต.แสดงพฤติกรรมอันเป็นสองมาตรฐานเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ดังจะเห็นได้จากการถ่วงการพิจารณากรณีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวนมากถึง 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่านทางบริษัทตัวกลางที่มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางรายร่วมก่อตั้ง โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประชาสัมพันธ์พรรคก่อนการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2548 และไม่ได้แสดงการรับบริจาคดังกล่าวในงบการเงินของพรรค อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างชัดแจ้ง แต่กลับรีบเร่งดำเนินการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 และพรรคพลังประชาชนในปีต่อมา โดยกล่าวหาว่าพรรคการเมืองทั้งสองใช้เงินจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แข่งขันกับตนเองแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 และ “ซื้อเสียง” ผ่านทางกำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายด้วยเงิน 20,000 บาทในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ตามลำดับ ทั้งที่มิได้มีหลักฐานใด ๆ ที่ปรากฏอย่างเด่นชัด มีแต่เพียงคำว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” ที่ใช้เป็นเหตุผลในการยุบพรรคทั้งสองเท่านั้น และในการปราศรัยที่สำนักงาน กกต.ครั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ก็ยังได้กล่าวถึงการที่พลเอกเปรมได้รับเช็คมูลค่าประมาณ 3 ล้านบาทจากนางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสิทธิผลอีกด้วย ซึ่งในวันถัดมา นปช.ก็ได้มีการจัดการแถลงข่าวเพื่อขยายความในกรณีดังกล่าว และถามหาภาระภาษีของพลเอกเปรม เนื่องจากได้รับผลประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือไปจากเงินบำนาญในฐานะข้าราชการทหารเกษียณอายุ และเงินเดือนในฐานะประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดงดังที่จะได้กล่าวต่อไป
ซึ่งในการแถลงข่าวครั้งนี้ นปช.ก็ได้มีการเปิดเผยถึงแผนการที่พลเอกประยุทธ์ได้มอบหมายต่อกำลังพลของตน เกี่ยวกับการใช้กำลังทหารกว่า 50 กองร้อยโดยเฉพาะจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ในการเตรียมการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมใหญ่ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งใกล้เคียงกับการพิพากษาคดียึดทรัพย์กว่า 76,000 ล้านบาทของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในขณะเดียวกันก็ได้สั่งการให้กองทัพภาคต่าง ๆ ดูแลจังหวัดที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมากเป็นพิเศษ 38 จังหวัด มีการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและองค์กรอิสระต่าง ๆ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ การเตรียมกำลังทหารไว้ประจำ ณ เขตพระราชฐานและโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับรักษาพระอาการประชวรอยู่ พร้อม ๆ กับปฏิบัติการทางจิตวิทยา เพื่อใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐบาลชุดนี้ปฏิบัติอยู่เป็นนิจสิน
และก่อนหน้าที่จะมีการเปิดเผย “แผนชั่ว” ของกองทัพในการปราบปรามประชาชนนี้ ก็ได้ปรากฏข่าวการเตรียมการ “จัดการขั้นเด็ดขาด” กับบุคคลจำนวน 212 รายที่ถูกรัฐบาล “ทาสเปรม” มองว่าเป็น “เครือข่ายระบอบทักษิณ” โดยได้จัดทำรายชื่อดังกล่าวเป็นบัญชีดำ ซึ่งมีทั้งเครือญาติและเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) รุ่นที่ 10 ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน แกนนำพรรคเพื่อไทย ข้าราชการและนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่ารับใช้ใกล้ชิดพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แกนนำ นปช. ทนายความและนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย แต่ที่ชั่วร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือการที่ blacklist ดังกล่าวได้บรรจุชื่อของพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายประชาธิปไตยไว้ถึง 17 รูป จึงเกิดคำถามจากสังคมถึงรัฐบาลว่า เพราะมีพระสงฆ์บางรูปที่ชอบประพฤติตัวเป็น “อำมาตย์ในผ้าเหลือง” ที่มักจะคอยให้ท้าย พธม. และกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านทางสื่อต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ ใช่ไหม รัฐบาลจึงได้มองพระสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่งว่าเป็น “พระนอกรีต” ที่ต้องกำจัดทิ้ง
การชุมนุมครั้งสุดท้ายของกลุ่มคนเสื้อแดงก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในเดือนนี้ ก็คือการเดินทางไปปราศรัยที่ธนาคารกรุงเทพ เพื่อเปิดเผยถึงพฤติกรรมของพลเอกเปรมที่มีส่วนอุปถัมภ์ค้ำชูธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศแห่งนี้ อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการเกิดวิกฤติสถาบันการเงินต่างประเทศเมื่อครั้งที่พลเอกเปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2527 ที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความวิตกกังวลถึงเงินที่ได้นำไปฝากไว้ในธนาคารต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ จึงได้มีการแห่ถอนเงินออกกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งในเวลาไม่นานนัก พลเอกเปรมก็ได้ใช้สถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของตนเอง ในการรับรองถึงความมั่นคงของธนาคารแห่งนี้ผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทำให้ผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพเชื่อมั่นในตัวของพลเอกเปรม และได้เชิญเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ภายหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว อันนำไปสู่การสถาปนาเครือข่ายทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพลเอกเปรมขึ้นภายใต้ชื่อว่า “คณะ 11” ซึ่งสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ประกอบด้วยพลเอกเปรม นายชาตรี โสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพ ร้อยตำรวจโทฉัตรชัย บุญยะอนันต์ กรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (Italian-Thai Development Public Company Limited: ITD) หม่อมหลวงตรีทศยุทธ เทวกุล เจ้าของโรงเรียนนานาชาติเปรม ติณสูลานนท์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย แห่งโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งพลเอกเปรมเคยเป็นประธานที่ปรึกษา นางกัลยาณี แห่งกลุ่มบริษัทสิทธิผล และนายดิลก มหาดำรงค์กุล แห่งบริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างมหาอำมาตย์เอกของไทยรายนี้ กับธนาคารกรุงเทพที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติในวงกว้างก็คือ การที่พลเอกเปรมได้เดินทางไปเปิดสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสร้างทับที่ดินอันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยที่บริษัทผู้ดำเนินการสนามกอล์ฟแห่งนี้มี ITD และเครือญาติของตระกูลโสภณพนิชหลายรายร่วมเป็นผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังได้สร้าง “ห้องรัฐบุรุษ” ไว้รับรองพลเอกเปรมที่สนามกอล์ฟดังกล่าวอีกด้วย ซึ่ง นปช.ก็ได้เดินทางไปยังสนามกอล์ฟดังกล่าวเพื่อชุมนุมทวงถามการที่พลเอกเปรม “ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ด้วยการ “บุกรุกสมบัติแผ่นดิน” จากกรณีนี้เมื่อเดือนที่ผ่านมา และอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่พลเอกเปรมใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายเสกสรร ชัยเจริญ (หนุ่มเสก) อดีตศิลปินนักร้องผู้มีชื่อเสียง ในการสั่งการให้ธนาคารกรุงเทพปล่อยเงินให้หนุ่มเสกกู้จำนวนกว่า 500 ล้านบาทโดยที่หนุ่มเสกมีหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันเพียง 10 กว่าล้านบาทเท่านั้น
สำหรับเหตุการณ์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่จะขอกล่าวถึง ก็คือการพิพากษาคดียึดทรัพย์ของครอบครัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งภายหลังจากที่ได้ทราบวันพิพากษานี้ นปช.ก็ได้เลื่อนกำหนดจัดการชุมนุมใหญ่เพื่อทวงคืนอำนาจจากรัฐบาลชุดนี้ออกไปจากช่วงเวลาดังกล่าว เป็นวันที่ 14 มีนาคม 2553 เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาของรัฐบาลและ พธม.ที่ได้โจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงว่าต้องการชุมนุมใหญ่เพื่อกดดันและชี้นำศาลให้พิพากษาคืนทรัพย์สินให้แก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งคนกลุ่มนี้มองว่าเป็น “นายใหญ่” ของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดว่า นปช.ไม่ได้มีพฤติกรรมกดดันหรือชี้นำศาลแต่อย่างใด คงมีแต่คนในฝ่าย พธม.เท่านั้นที่ได้แสดงพฤติกรรมดังกล่าวเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ผู้รับใบสั่งให้มายึดทรัพย์ดังกล่าวจาก “มือที่มองไม่เห็น” ที่ได้เสนอทฤษฎี “วัวกินหญ้า” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดทรัพย์ในครั้งนี้ โดยเปรียบเทียบข้อกล่าวหาที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจให้กับกิจการของตน จึงต้องยึดทรัพย์สินที่ได้จากการใช้อำนาจดังกล่าวให้ตกเป็นของรัฐ ว่าเปรียบเทียบได้กับการที่วัวไปกินหญ้าในทุ่งสาธารณะจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ ก็ต้องยึดวัวทั้งตัวให้เป็นสาธารณสมบัติ นอกจากนั้นนายแก้วสรรยังได้กล่าวอีกว่า หากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณถูกยึดทรัพย์ในครั้งนี้แล้ว คดีนี้ก็จะเปรียบเสมือน “ตรายาง” ประทับรับรองความถูกต้องชอบธรรมให้กับการดำเนินคดีอื่น ๆ ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีกด้วย และนายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ของ พธม.ที่ได้สร้างกระแสข่าวอันเป็นเท็จว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้ติดสินบนผู้พิพากษาในคดีนี้ทั้งองค์คณะจำนวน 9 คน คนละ 1 พันล้านบาท เพื่อให้ตัดสินคดีไปในทางที่เป็นคุณแก่ตนเอง แต่เมื่อมีกระแสสังคมกดดันให้นายสำราญเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้มาก ๆ เข้า นายสำราญก็กลับมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับการถ่ายมูลของสัตว์สี่ขาบางชนิดที่ไม่รับผิดชอบต่อคำพูดพล่อย ๆ ของตนเลย
ซึ่งก่อนหน้าวันพิพากษา 4 วัน กลุ่มกรุงเทพ 50 ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลผู้มีชื่อเสียงส่วนหนึ่งที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ได้จัดการเสวนา “ทิศทางประเทศไทย” โดยได้สัมภาษณ์ความรู้สึกของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในคดีดังกล่าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทยผู้ถูกรัฐประหารท่านนี้ก็ประกาศที่จะทวงถามความเป็นธรรมของตนเองในทุก ๆ วิถีทางที่สามารถกระทำได้ ซึ่งอาจจะถึงขั้นดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องโดยใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ก็เป็นได้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างของการต่อสู้กับการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยระบอบอำมาตยาธิปไตย เนื่องจากทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจโดยสุจริต โดยการจัดตั้งบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (Shin Corporation Public Company Limited: SHIN) เพื่อดำเนินกิจการด้านสื่อสารโทรคมนาคมเมื่อปี 2526 และได้นำกิจการเข้าจดทะเบียนใน ตลท.เมื่อปี 2533 ซึ่งก็ปรากฏโดยทั่วไปว่า ราคาหุ้นของ SHIN เคยขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ราคา 1,498 บาท (หากเทียบเป็นราคาปัจจุบันตามที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ (Par) จาก 10 บาท เป็น 1 บาทก็คือ 149.80 บาท) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 ก่อนที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจะเข้าสู่วงการการเมืองเสียอีก ต่อมาเมื่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและคณะได้จัดตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นในปี 2541 และเตรียมการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เพื่อไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการโอนหุ้นใน SHIN ให้กับนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพินทองทา) บุตรชายและบุตรสาวของตนที่บรรลุนิติภาวะแล้วตามลำดับ ในช่วงปลายปี 2543 และเมื่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ของปีต่อมาแล้ว ก็ได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจหลายประการ ซึ่งมีผลทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนใน ตลท. ก็กลับมาด้วยเช่นกัน จึงทำให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใน ตลท.หลายแห่งปรับสูงขึ้น ซึ่งรวมถึง SHIN ด้วย เมื่อบุตรทั้งสองของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ SHIN ให้กับกลุ่มบริษัท Temasek Holdings จากประเทศสิงคโปร์เมื่อต้นปี 2549 ก็พลอยได้รับอานิสงส์ดังกล่าวไปด้วย และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่คณะรัฐประหาร ซึ่งได้ยึดอำนาจจากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในปลายปีนั้น ต้องดำเนินการยึดทรัพย์ของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ผ่านทาง คตส.ให้ได้
สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีนี้สามารถสรุปได้ว่า คตส.สามารถดำเนินคดีนี้ได้ เนื่องจากเป็นองค์กรที่คณะรัฐประหารในนามของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้จัดตั้งขึ้นภายหลังจากการยึดอำนาจของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้แล้ว ซึ่งแม้ว่า คตส.บางรายเช่น ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ นายแก้วสรรและนายกล้านรงค์ จันทิกจะมีพฤติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมกับ พธม.ในการขับไล่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ และการใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนโดยปกติ มิใช่การเป็นปฏิปักษ์ต่อคู่ความแต่อย่างใด
ประเด็นต่อมาที่ศาลวินิจฉัยก็คือ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและภรรยาเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงใน SHIN ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีบุตรชาย บุตรสาวและบริษัท Ample Rich Investment Limited (ARI) ซึ่งมีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นแทน เนื่องจากมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อซื้อขายหุ้นระหว่างบิดามารดากับบุตรและ ARI ตามมูลค่า Par มิได้ชำระเป็นเงินสดตามราคาตลาด ในภายหลังบุตรทั้งสองของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ได้นำเงินปันผลที่ได้รับจาก SHIN มาชำระคืนหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวที่ได้ชำระเกินราคาหุ้น SHIN เอาไว้ เสมือนกับว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นที่มีสิทธิในเงินปันผลที่แท้จริง และพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็ยังคงเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการใน SHIN เนื่องจาก SHIN เป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการสื่อสารโทรคมนาคมขนาดใหญ่ แต่มีกรรมการเพียง 8 คนในปี 2543 และต่อมาได้มีการขยายธุรกิจอื่น ๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ สายการบิน และการให้บริการสินเชื่อรายย่อย จำนวนกรรมการเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจดำเนินกิจการในที่มีความเสี่ยงถึงเพียงนี้ได้เพียงลำพัง ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่เสมอ
ประเด็นถัดไปที่มีการวินิจฉัยก็คือ การที่รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ซึ่งมีสาระสำคัญให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมนำภาษีสรรพสามิตไปหักลดจากค่าสัมปทานที่จะต้องจ่ายให้กับหน่วยงานของรัฐผู้เป็นเจ้าของสัมปทานนั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ SHIN ซึ่งมีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นเจ้าของที่แท้จริง เนื่องจากพระราชกำหนดทั้งสองฉบับดังกล่าวทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากค่าสัมปทาน โดยเฉพาะสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) (ปัจจุบันคือบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)) ได้ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (Advanced Info Service Public company Limited: AIS) ในเครือของ SHIN ที่ทำให้ AIS ได้รับประโยชน์ยิ่งกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ๆ จนทีโอทีแทบจะไม่ได้รับค่าสัมปทานเลย และทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้อีกด้วย เนื่องจากต้องมีภาระภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานของ AIS ในรัฐบาลชุดดังกล่าว ทั้งในส่วนของการปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดเติมเงินล่วงหน้า (prepaid) ให้มีเงื่อนไขต่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดชำระค่าบริการหลังจากได้รับใบแจ้งหนี้ (postpaid) และการเช่าใช้เครือข่ายร่วมกับเครือข่ายอื่น (roaming) โดยให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับที่ได้มา เหลือเท่าใดจึงเป็นรายได้ของ AIS รวมถึงการปรับลดอัตรา roaming ระหว่าง AIS กับบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (Digital Phone Company Limited: DPC) ซึ่งเป็นบริษัทที่ AIS ถือหุ้นเกือบทั้งหมดและได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) (ปัจจุบันแยกธุรกิจโทรคมนาคมเป็นบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) โดยมิได้ลงทุนขยายโครงข่ายให้เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ที่ศาลก็มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ SHIN เช่นกัน
กรณีต่อไปที่ศาลได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยก็คือ การที่รัฐบาลชุดดังกล่าวได้อนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมที่กระทรวงคมนาคม (ต่อมาได้โอนไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Ministry of Information and Communication Technology (ICT))) ที่ได้ให้แก่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)) ในเครือ SHIN โดยได้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานใน 2 กรณีคือ การอนุมัติให้ใช้ดาวเทียม IPSTAR ซึ่งไม่มีย่านความถี่ C-band เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 แทนดาวเทียมไทยคม 4 และการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำในไทยคมโดย SHIN จากร้อยละ 51 เป็นร้อยละ 40 อีกทั้งยังมีการนำค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่งที่ได้รับจากการทำประกันภัยดาวเทียมไทยคม 3 ซึ่งเสียหายไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศอีกด้วย แทนที่จะนำเงินทั้งหมดไปสร้างดาวเทียมดวงใหม่ โดยศาลก็ยังคงมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ SHIN เช่นเดิม เนื่องจากคุณลักษณะของดาวเทียม IPSTAR ต่างจากลักษณะของดาวเทียมไทยคม 4 หลายประการ อีกทั้งยังเป็นดาวเทียมที่จะนำช่องสัญญาณส่วนใหญ่ไปให้ต่างประเทศเช่าใช้ แทนที่จะเน้นให้บริการภายในประเทศตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน และทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์อันพึงได้จากดาวเทียมไทยคม 4 ส่วนในกรณีการแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำในไทยคมนั้น ศาลมองว่าเป็นวิธีการที่ SHIN ใช้ในการผลักภาระความเสี่ยงในการลงทุนสร้างดาวเทียม IPSTAR ไปให้นักลงทุนรายย่อย โดยมิได้จัดหาเงินมาเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของตนในไทยคมที่ได้มีการเพิ่มทุนเมื่อปี 2547 อีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์จากการขายหุ้นในไทยคมร้อยละ 11 จากการเพิ่มทุนดังกล่าวออกไปอีกด้วย และศาลก็ยังมีความเห็นต่อไปอีกว่า การที่ไทยคมนำเงินสินไหมทดแทนที่ได้จากการทำประกันภัยดาวเทียมไทยคม 3 ไปเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศ เป็นการผิดสัญญาสัมปทานมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่มีการจัดสร้างดาวเทียมไทยคม 4 เป็นดาวเทียมสำรอง อันทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
และประเด็นสุดท้ายที่ศาลนำมาวินิจฉัยก็คือ การที่รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้อนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) (Export-Import Bank of Thailand: EXIM Bank) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง อนุมัติวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 4,000 ล้านบาทให้กับรัฐบาลพม่า เพื่อให้รัฐบาลพม่านำไปซื้อสินค้าและบริการโทรคมนาคมจากบริษัทไทยคม อันมีผลทำให้ EXIM Bank ได้รับความเสียหายจนรัฐบาลของคณะรัฐประหารต้องตั้งงบประมาณชดเชยความเสียหายจากดอกเบี้ยดังกล่าวประมาณ 140 ล้านบาท แม้ว่าทางรัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าจากไทยคมไม่ถึง 400 ล้านบาท และทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในทางกิจการชายแดน การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและด้านพลังงานก็ตาม แต่ศาลก็ไม่รับฟัง
จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ศาลจึงได้วินิจฉัยว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการสั่งการบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวง ทบวง กรม และรวมถึงการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตนผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT และหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ SHIN ที่ตนเองและภรรยายังเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้รับผลประโยชน์ และด้วยเหตุที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้รับผลประโยชน์จาก SHIN โดยใช้สถานะนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งราคาหุ้นของ SHIN สูงขึ้นและได้รวบรวมหุ้นดังกล่าวขายให้กับกลุ่ม Temasek Holdings ของสิงคโปร์ ศาลจึงได้พิพากษาให้มูลค่าหุ้นที่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาในวันที่ 23 มกราคม 2549 ซึ่งมีการขายหุ้น SHIN ที่ราคาหุ้นละ 49.25 บาท กับราคาเฉลี่ยของหุ้น SHIN เมื่อวันที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ราคาหุ้นละ 21.309 บาท รวมกับเงินปันผลที่ได้รับตลอดระยะเวลาเดียวกัน คูณด้วยจำนวนหุ้น 1,419,490,150 หุ้นที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง คิดเป็นจำนวนเงิน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) คงเหลือทรัพย์สิน 30,247,915,606.35 บาทที่มีมาก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติที่ศาลได้เพิกถอนการอายัดและคืนให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
เมื่อคำพิพากษา “ยึดทรัพย์” ดังกล่าวได้ปรากฏต่อสาธารณชนแล้ว ก็มีปฏิกิริยาจากทั้งฝ่ายที่ต่อต้านและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีท่านนี้ โดยที่ผ่ายต่อต้านโดยเฉพาะรัฐบาลและ พธม.ได้แสดงพฤติกรรมอันไร้น้ำใจนักกีฬา และขาดความเป็นสุภาพบุรุษให้ปรากฏต่อสังคมด้วยการแสดง “สันดานดิบ” ของความเป็นทาสอำมาตย์ให้เห็นและ “กระทืบ” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณซ้ำลงไปอีก ทั้งการเขียนบทความ นำเสนอความคิดเห็น และเผยแพร่คำพิพากษาซ้ำผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อยู่ใต้อาณัติของตน ดังเช่น การที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษานี้ไว้ใน Facebook ของตนว่า ถ้าหากตนเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้ จะตัดสินให้ยึดทรัพย์ทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังได้สั่งการให้กระทรวง ICT เตรียมดำเนินการกับบริษัทในเครือ SHIN ที่กระทำการละเมิดสัญญาสัมปทาน ซึ่งรวมถึงการชำระค่าปรับเป็นจำนวนเกินกว่าทรัพย์สินที่ได้รับคืนไป ส่วนฝ่ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และผู้สนับสนุนต่างก็มีปฏิกิริยาในแง่ลบกับกระบวนการ (อ) ยุติธรรมในครั้งนี้ ทั้งตัวของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเอง ที่ได้แสดงความคิดเห็นภายหลังจากทราบผลคำพิพากษาว่า นี่ไม่ใช่การยึดทรัพย์ แต่เป็นการปล้นทรัพย์ และในวันถัดมาก็ได้มอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของตนเดินทางไปยังพรรคเพื่อไทย เพื่อแถลงถึงแนวทางการต่อสู้คดีในขั้นต่อไป โดยจะเริ่มต้นจากการยื่นขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาทบทวนคำพิพากษาก่อนที่จะนำคดีนี้ไปสู่เวทีสากล ซึ่งก่อนที่นายนพดลจะแถลงข่าวในครั้งนี้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของประเทศไทย ก็ได้นำสมาชิกพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งมาแถลงข่าวถึงข้อสงสัยของสังคมที่มีต่อคำพิพากษาในครั้งนี้ว่าน่าจะมี “ใบสั่ง” จากใครบางคนให้มาปล้นทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาทในครั้งนี้ และอีกไม่นานนัก นปช.ก็ได้จัดการแถลงข่าวเกี่ยวกับคดีนี้อีกเช่นกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความเป็นกลางของผู้พิพากษาที่อยู่ในองค์คณะพิจารณาคดีนี้ ทั้งนายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาหัวหน้าเจ้าของสำนวนและเป็นหัวหน้าคดีนี้ ที่ร่วมเป็นองค์คณะพิพากษาคดีที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษก จนทำให้ต้องถูกจำคุก 2 ปี นายกำพล ภู่สุดแสวง ที่ร่วมอยู่ในองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน และการให้ EXIM Bank ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่พม่า นายธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ แม้ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อย (3 ใน 9) ที่ไม่เห็นด้วยกับการนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ซึ่งได้เพิ่มโทษเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคในภายหลังก็ตาม และนายประทีป เฉลิมภัทรกุล หนึ่งในองค์คณะพิจารณาคดีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งแม้ว่า นปช.เชียงใหม่ ในนาม “กลุ่มรักเชียงใหม่ 51” จะได้รวบรวมรายชื่อประชาชนยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา 2 ราย คือนายกำพลและนายพงษ์เทพแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นผล
และคำพิพากษานี้ก็ยังปรากฏข้อพิรุธอีกหลายประการ ซึ่งเมื่อได้อ่านคำพิพากษาโดยละเอียดแล้ว พบว่ามีข้อพิรุธมากกว่าที่ นปช.ได้จัดแถลงข่าวเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการที่ศาลยอมรับการแต่งตั้ง คตส.อันเป็นอำนาจของคณะรัฐประหาร ซึ่งมีสถานะเป็นกบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ดังที่สำนักข่าว Thai People News (TPNews) ส่งข้อความไปยังสมาชิกในวันพิพากษาคดีนี้ว่า “ทำไมตาชั่งยอมรับขบวนการกบฏ” อีกทั้งศาลยังยอมรับนับถือบุคคลที่เป็นประกาศตนเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดแจ้งกับคู่ความ ว่าสามารถพิจารณาคดีนี้ได้ โดยนำข้ออ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพมาบังหน้า ไม่เพียงเท่านั้น ข้อเท็จจริงหลายประการที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณยกขึ้นต่อสู้ในคดีนี้ ก็กลับไม่ถูกหยิบยกขึ้นพิจารณา ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คำพิพากษาฉบับนี้ก็ยังมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงในสาระสำคัญอีกด้วย กล่าวคือ เหตุผลที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและภรรยาขายหุ้นใน SHIN ด้วยราคา Par ให้กับบุตรของตนโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาหุ้นที่ขาย ไม่ได้โอนให้ฟรี ก็เพื่อที่จะสอนบุตรของตนให้รู้จักถึงคุณค่าของเงิน มิใช่ว่าจะได้อะไรมาโดยง่ายดาย เมื่อมีรายได้แล้วจึงค่อยนำเงินนั้นมาชำระคืนหนี้ให้กับตน ซึ่งมูลค่าของตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกินราคาหุ้น SHIN ไปนั้น ก็มาจากจำนวนเงินที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและภรรยาได้ขายหุ้นในบริษัทอื่น ๆ อีก 3 บริษัทให้กับบุตรของตนด้วยวิธีเดียวกันและในคราวเดียวกันนั่นเอง ส่วนในกรณีของ ARI นั้นก็เป็นบริษัทที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณตั้งขึ้นที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน (British Virgin Islands: BVI) เพื่อโอนหุ้น SHIN ที่ตนถือส่วนหนึ่งให้เป็นหุ้นสัญชาติต่างด้าว เพื่อเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอันเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่บริษัทด้านเทคโนโลยีจากทั่วทุกมุมโลกนิยมนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียน แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในช่วงเวลาต่อมา พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจึงได้ยับยั้งแผนการนำ SHIN เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว จากนั้นก็ได้ขายหุ้น ARI ให้กับนายพานทองแท้ และต่อมา ARI ก็ได้ขายหุ้น SHIN ที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาผู้เป็นน้องสาว ซึ่งกรณีการซื้อหุ้น SHIN จาก ARI นี้เองที่ทำให้เกิดบรรทัดฐานที่ลักลั่นขัดแย้งกับคดีนี้ เนื่องจากในคดีนี้ศาลพิพากษาตามสำนวนของ คตส.ว่าหุ้นทั้งหมดเป็นของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ให้บุตรของตนถือแทน แต่กรมสรรพากรกลับระบุว่าบุตรของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นที่ซื้อมาจาก ARI ซึ่งมีภาระภาษีที่ต้องชำระถึงกว่า 12,000 ล้านบาท จนทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ต้องออกปากวิพากษ์วิจารณ์กรณีนี้ว่า “กติกาส้นตีนอะไร”
กรณีต่อมาที่ไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลก็คือ การออกกฎหมายเพื่อแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนั้น ไม่เป็นการกระทำที่ทำให้ SHIN ได้รับประโยชน์ หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์แต่อย่างใดเลย หากแต่เป็นการทำให้ภาครัฐได้รับรายได้จากกิจการโทรคมนาคมที่สูงขึ้น โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากภาษีชนิดใหม่เพิ่มเติมอีก อีกทั้งในปี 2540 ได้มีการออกแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคม ตามพันธกรณีที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้กำหนดให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมในปี 2549 โดยแผนดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ ให้ ทศท. และ กสท. ต้องแปลงสภาพเป็นบริษัท 3 แห่ง เพื่อเตรียมเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินการให้เป็นผู้ประกอบการ (operator) เช่นเดียวกับภาคเอกชนรายอื่น ๆ มิใช่เป็นผู้กำกับดูแล (regulator) กิจการภาคเอกชนผ่านทางการให้สัมปทานอย่างที่เคยทำมาในอดีต โดยการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมจะเป็นหน้าที่ขององค์กรที่เป็นอิสระจากรัฐที่จัดตั้งใหม่ ซึ่งก็คือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัทที่เกิดจากการแปลงสภาพ ทศท.และธุรกิจโทรคมนาคมของ กสท.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมถือหุ้น ซึ่งหากไม่มีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตแล้ว รัฐบาลก็จะได้รับผลประโยชน์จากค่าสัมปทานที่จัดเก็บผ่าน ทศท. และ กสท. (หรือทีโอทีและกสท โทรคมนาคมในปัจจุบัน) อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากต้องนำรายได้ดังกล่าวไปจัดสรรเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ ที่มิใช่ภาครัฐด้วย และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้ก็มิได้เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่และสร้างความไม่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการรายเดิมในกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหม่จะมีภาระเพียงภาษีสรรพสามิตเท่านั้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานดังเช่นผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ภายใต้ระบบสัมปทาน รัฐจึงยอมให้นำภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระแล้วไปหักออกจากค่าสัมปทาน อีกทั้งคลื่นความถี่ที่ใช้ในยุคปัจจุบัน (second generation: 2G) ได้ถูกจัดสรรไปหมดแล้ว และในปัจจุบันก็ยังมิได้มีการเปิดประมูลเพื่อจัดสรรสิทธิในคลื่นความถี่ระบบใหม่ (third generation: 3G) เลย ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยใช้ประกอบการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับไว้เมื่อปี 2546 และ 2548 แต่ศาลฎีกามิได้นำคำวินิจฉัยนี้มาประกอบการพิพากษาเลย ทั้งที่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลทุกศาลด้วย
ส่วนในกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานของ AIS ที่เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิด prepaid มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประเทศไทยเพิ่งจะมีการใช้โทรศัพท์ในระบบดังกล่าว จึงต้องมีการตกลงอัตราผลตอบแทนสำหรับโทรศัพท์ประเภทนี้ขึ้นใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (Total Access Communication Public Company Limited: TAC หรือใช้ชื่อทางการค้าว่า DTAC) ก็ได้เจรจาตกลงกับ ทศท. เพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่าย (access charge) สำหรับบริการชนิดนี้ที่อัตราร้อยละ 18 ของมูลค่าหน้าบัตรเติมเงินมาแล้ว ทศท.จึงได้กำหนดให้ AIS ชำระอัตราผลตอบแทนสำหรับบริการ prepaid ที่ร้อยละ 20 ของมูลค่าบัตรเติมเงิน โดยให้ชำระเป็นรายเดือน ต่างจากระบบ postpaid ที่ต้องชำระเป็นรายปี ซึ่งระบบ prepaid นี้ก็เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากให้ความสะดวกสบายในการใช้บริการมากกว่าระบบ postpaid กล่าวคือ ไม่ต้องจดทะเบียนก่อนการใช้งาน และไม่มีภาระค่าบริการรายเดือน หากประสงค์จะใช้บริการเท่าใดก็เติมเงินเป็นจำนวนไม่เกินที่ต้องการใช้
สำหรับข้อเท็จจริงในกรณีการ roaming นั้นก็คือ ในบางช่วงเวลามีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแต่ละเครือข่ายเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งช่วงความถี่ (bandwidth) ของเครือข่ายนั้น ๆ เต็ม ผู้ให้บริการเครือข่ายดังกล่าวจึงได้ตกลงกันเพื่อเช่าใช้เครือข่ายอื่น ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้บริโภค และโดยเฉพาะ AIS ที่มี bandwidth เพียง 7.5 MHz ซึ่งต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ทั้ง DTAC DPC และบริษัท ทรูมูฟ จำกัดถึง 10 เท่า จึงเกิดปัญหาช่องสัญญาณเต็มได้ง่ายกว่าปกติ อันนำไปสู่การตกลงกันระหว่าง AIS และผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในการเปิดให้บริการ roaming ซึ่งรายได้จากการให้บริการ roaming นี้ ก็ยังไม่เป็นรายได้ของบริษัทหนึ่งบริษัทใดในทันที หากแต่ต้องหักค่าเช่าใช้เครือข่ายให้กับเครือข่ายอื่นก่อน เหลือเท่าใดจึงเป็นรายได้ของตน เช่นเดียวกับการใช้เครือข่ายร่วมในต่างประเทศ (international roaming: IR) ที่ผู้ให้บริการในประเทศต่าง ๆ ยินยอมให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายของประเทศอื่น ๆ นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนไปใช้ที่ประเทศของตนได้ โดยคิดค่าเช่าใช้เครือข่ายในทำนองเดียวกัน และบริการ roaming นี้ก็มิได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์ดังเช่นในคำพิพากษาแต่อย่างใด เนื่องจาก AIS ยังคงมีภาระที่จะต้องสร้างโครงข่ายเพื่อโอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของทีโอทีตามสัญญาสัมปทานอยู่เช่นเดิม อีกทั้งผู้ประกอบการทุกรายก็ต้องนำรายได้จากการ roaming ในส่วนของตนมารวมเป็นผลประโยชน์ตอบแทนส่งให้กับทีโอทีและกสท โทรคมนาคมอีกด้วย
กรณีต่อไปที่ถูกละเลยการพิจารณาจากศาลก็คือ กรณีดาวเทียมไทยคม ทั้งการให้ใช้ดาวเทียม IPSTAR เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 แทนดาวเทียมไทยคม 4 เนื่องจากในสัญญาฉบับดังกล่าวระบุให้ดาวเทียมสำรองของดาวเทียมหลักต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าดาวเทียมหลัก ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า ดาวเทียม IPSTAR มีศักยภาพในการให้บริการสูงกว่าดาวเทียมไทยคม 3 เป็นอย่างมาก แต่ความต้องการใช้ภายในประเทศค่อนข้างน้อย จึงมีช่องสัญญาณเหลือให้บริการแก่ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ส่วนสาเหตุที่ไม่มีย่านความถี่ C-band ก็คือ ประเทศจีนได้ขอจองใช้วงโคจรสำหรับดาวเทียม Asia Sat ที่ 122 องศาตะวันออก ประกอบกับประเทศอินโดนีเซียก็มีดาวเทียม Palapa ที่ตำแหน่ง 118 องศาตะวันออกอยู่แล้ว ซึ่งดาวเทียมของทั้งสองประเทศนี้ล้วนใกล้เคียงกับตำแหน่งดาวเทียมไทยคมของประเทศไทยที่ 120 องศาตะวันออกเป็นอย่างมาก หากดาวเทียมไทยคมใช้ย่านความถี่นี้ ก็จะถูกรบกวนโดยดาวเทียมทั้งสองจนไม่อาจให้บริการแก่ลูกค้าได้ และด้วยประสิทธิภาพที่ดีกว่าดาวเทียมไทยคม 4 นี้เอง ที่ทำให้รัฐโดยกระทรวง ICT ได้รับมอบดาวเทียม IPSTAR ที่มีมูลค่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าดาวเทียมไทยคม 4 ถึงกว่า 4 เท่าตัว
การแก้ไขสัญญาสัมปทานเกี่ยวกับการลดสัดส่วนการถือหุ้นของ SHIN ในไทยคมก็มิได้มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐแต่อย่างใด เนื่องจากตามสัญญาสัมปทานได้กำหนดให้ SHIN และไทยคมมีภาระรับผิดชอบร่วมกันและแทนกัน ถึงแม้ว่า SHIN จะมีหุ้นอยู่ในไทยคมสักเท่าใดก็ตาม อีกทั้งกรรมสิทธิ์ในดาวเทียมทุกดวงรวมถึงอาคารสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ ก็จะต้องตกเป็นของรัฐทันทีที่ได้จัดหามา ประกอบกับการลดสัดส่วนการถือหุ้นด้วยการขายหุ้นสามัญเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนในปี 2548 ก็ทำให้นักลงทุนในประเทศได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทที่ประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสารของชาติในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยที่ SHIN ยังคงถือหุ้นจำนวนเท่าเดิมแต่มีอัตราส่วนที่ลดลง มิได้ขายหุ้นไทยคมออกไปดังเช่นในคำพิพากษาเลย เงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดเป็นของไทยคม
และการนำเงินค่าสินไหมทดแทนจากการเสียหายของดาวเทียมไทยคม 3 ไปเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมในต่างประเทศ ก็มิได้เป็นการละเลยไม่สร้างดาวเทียมสำรองให้กับรัฐ เนื่องจากสัญญาสัมปทานระบุให้ไทยคมต้องทำประกันภัยทรัพย์สินเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง หากจะรอให้มีการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ก็จะต้องใช้เวลาถึง 2 ปี และเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ต้องเตรียมการยิงขึ้นสู่วงโคจรอีก 6 เดือน ซึ่งแน่นอนว่าการให้บริการดาวเทียมก็จะไม่ต่อเนื่อง ไทยคมจึงต้องขออนุญาตกระทรวง ICT เพื่อนำเงินค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่ง คือประมาณร้อยละ 20 ของที่ได้รับทั้งหมด ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ และนำเงินค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือรวมกับเงินของไทยคมเอง ไปจัดสร้างดาวเทียมไทยคม 5 ต่อไป
ส่วนกรณีสุดท้ายที่ถูกบิดเบือนในคำพิพากษาก็คือ การที่ EXIM Bank ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่รัฐบาลพม่า ซึ่งมิใช่การหาผลประโยชน์เชิงธุรกิจแต่อย่างใด หากแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือตามปฏิญญาพุกาม ที่ได้กำหนดให้มีการจัดตั้ง “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง” (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ระหว่างไทย พม่า ลาวและกัมพูชา ซึ่งมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งกำหนดให้มีการให้กู้แบบให้เปล่าหรือดอกเบี้ยต่ำเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ชายแดน และส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน โดยมีหลักฐานปรากฏชัดว่า มีบริษัทเอกชนของไทยถึง 16 ราย ที่รัฐบาลพม่าเปิดโอกาสให้เข้าไปลงทุน ซึ่งมีทั้งรายใหม่และรายเดิมดังเช่นไทยคม ที่ได้เข้าไปทำธุรกิจดาวเทียมในพม่ามาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว ทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทเหล่านี้ ที่มากกว่าส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ได้ชดเชยให้ EXIM Bank เสียอีก และนอกจากผลประโยชน์อันเป็นตัวเงิน ประเทศไทยก็ยังได้รับผลประโยชน์อันมิใช่ตัวเงินจากพม่าในหลาย ๆ ด้านตามพันธกรณีของ ACMECS ที่ศาลไม่รับฟังดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ซึ่งจากที่ข้อเท็จจริงที่ได้ประมวลมาทั้งห้ากรณีนี้จะเห็นได้ชัดว่า ไม่ปรากฏกรณีใดเลยที่สร้างประโยชน์แก่ SHIN อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอันคำนวณเป็นตัวเงินได้เท่ากัน เนื่องจากไม่สามารถจำแนกแยะแยะได้เลยว่านโยบายใดของรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณส่งผลต่อราคาหุ้น SHIN มากน้อยเพียงใด อีกทั้งราคาหุ้นของ SHIN ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการซื้อขายของนักลงทุน (อุปสงค์และอุปทาน) เช่นเดียวกับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนรายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร แต่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ พธม.และพลเอกเปรม ซึ่งเมื่อคำนวณการเปลี่ยนแปลงของราคาโดยใช้ฐานเวลาเดียวกับคำพิพากษา กล่าวคือ คิดตั้งแต่วันที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่มีการขายหุ้น SHIN ก็จะพบว่า ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้นเช่นกัน และบางบริษัทก็มีอัตราการเปลี่ยนแปลงสูงกว่า SHIN เสียอีกด้วย และเมื่อพิจารณาถึงวิธีการคำนวณทรัพย์สินที่ยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินในครั้งนี้ สังคมก็เกิดคำถามขึ้นว่า หากราคาหุ้น SHIN ณ วันที่ขายออกไปลดลงกว่าวันที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายความว่า บุตรของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจะต้องขายหุ้นในราคาที่ขาดทุนแล้ว ศาลจะยึดทรัพย์นี้หรือไม่ และนักลงทุนรายอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นใน ตลท.จะต้องถูกยึดเงินกำไรนี้เป็นของแผ่นดินหรือไม่ หรือนี่เป็นเพียงคำประกาศิตจากผู้ที่ควบคุมบังคับบัญชาศาลได้ เพื่อให้นำทรัพย์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจำนวนมากเช่นนี้ไว้บำเรอเปรอปรนความสุขในวัย “ไม้ใกล้ฝั่ง” ของตน
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนมีนาคม 2553)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
25 มิถุนายน 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s