เมืองไทยรายเดือน (มีนาคม 2553)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 มีนาคม 2553)
กลุ่มคนเสื้อแดง หรือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) ได้กำหนดนัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป เพื่อทวงอำนาจรัฐบาลที่ “ทาสเปรม” ชุดนี้ได้มาโดยไม่ชอบธรรมกลับสู่ประชาชนด้วยการยุบสภา ซึ่งก่อนการชุมนุมใหญ่ 2 วัน นปช.ก็ได้จัดกิจกรรม “12 มีนา 12 นาฬิกา เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน” เพื่อให้คนเสื้อแดงตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ของตน เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อเป็นสิริมงคลในการต่อสู้ครั้งนี้
ซึ่งการชุมนุมของ นปช.ทุกครั้งที่ผ่านมา ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้หลักการ “สงบ สันติ อหิงสา” โดยไม่มีอาวุธทุกครั้งเรื่อยมา แต่ นปช.ก็ถูกกลไกภาครัฐใส่ร้ายป้ายสีเรื่องกองกำลังติดอาวุธเสมอมา โดยเฉพาะช่วงเวลาใกล้เคียงกับการพิพากษาคดียึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย จากการยิงระเบิดชนิด M 79 เข้าไปยังบริเวณศาลฎีกา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับทำเนียบรัฐบาล รวมถึงสาขาอีก 2 แห่งของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ครอบงำอำนาจอธิปไตยทั้งสามของไทยเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
การกระทำทั้งหมดนี้ถูกรัฐบาลนำไปเชื่อมโยงกับพลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกที่ถูกสั่งพักราชการ เนื่องจากพลตรี ดร.ขัตติยะเป็นนายทหารที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือที่มีศัพท์เฉพาะเรียกกันว่า “ทหารแตงโม” จึงมีความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาอยู่บ่อยครั้ง ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลเคยตั้งข้อสังเกตถึงความเกี่ยวข้องของพลตรี ดร.ขัตติยะกับการยิงอาวุธสงครามชนิดเดียวกันนี้เข้าไปยังห้องทำงานของผู้บัญชาการทหารบก (บก.ทบ.) ภายหลังจากที่ถูกสั่งพักราชการไม่นาน จนนำไปสู่การบุกค้นบ้านพักและยัดเยียดอาวุธสงครามในเวลาต่อมา พลตรี ดร.ขัตติยะจึงได้แสดงท่าทีไม่พอใจผู้บังคับบัญชายิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะ ผบ.ทบ.ที่เคยเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนอโนชาเพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารมาด้วยกันแต่เมื่อเป็นผู้บังคับบัญชาแล้วก็กลับหยิ่งยโสในตำแหน่งจนลืมเพื่อนคนนี้เสียได้ ทำให้ ผบ.ทบ.ต้องสั่งการให้นายทหารระดับผู้บังคับกองพันขึ้นไปมา “ตบเท้า” ให้กำลังใจตนเองตามหน่วยกำลังหลักของกองทัพบกหลายแห่งทั่วประเทศ และนายทหาร “ชื่อก็แดง ใจก็แดง” ท่านนี้ก็ยังได้เคยกล่าวถึงการปฏิวัติโดยประชาชนอยู่บ่อยครั้ง จึงถูกเชิญตัวไปสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่กองปราบปราม และต่อมาถูกควบคุมตัวร่วมกับนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ (เคทอง) ซึ่งเป็นคนสนิทของตนที่ได้พยากรณ์ความรุนแรงที่รัฐบาลจะได้รับจากนี้ไปผ่านทางอินเทอร์เน็ตก่อนหน้านี้ และถูกนำไปเชื่อมโยงกับกรณีธนาคารกรุงเทพ และในช่วงเวลาที่พลตรี ดร.ขัตติยะถูกควบคุมตัวที่กองปราบปรามนี้เอง ก็ยังเกิดกรณีอาวุธสงครามส่วนหนึ่งในคลังแสงของกองทัพภาคที่ 4 ที่จังหวัดพัทลุงสูญหายไปอีก ซึ่งกรณีดังกล่าวก็ถูกรัฐบาลนำมาโหมประโคมโจมตีอีกเช่นกัน โดยได้กล่าวหาว่ามีทหารแตงโมแอบนำอาวุธดังกล่าวมาขายให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล และจากทั้งกรณีพลตรี ดร.ขัตติยะและกรณีอาวุธสงครามหายนี้เอง ที่เปรียบเสมือนการรับรองความชอบธรรมให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (กฎหมายความมั่นคงฯ) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลอีก 7 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 11-23 มีนาคม 2553 เพื่อดำเนินการสกัดขัดขวางกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาทวงอำนาจคืน โดยนำเรื่องการใช้ความรุนแรงมาเป็นข้ออ้าง
แต่ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้ใช้กฎหมายความมั่นคงฯ สกัดขัดขวางกลุ่มคนเสื้อแดงจนถึงระดับนี้แล้ว ก็มิได้ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงไหวหวั่นในการต่อสู้แต่อย่างใด ยังคงทยอยเดินทางกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ชุมนุมที่มาจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถทลายด่านของเจ้าหน้าที่ที่สกัดกั้นพวกตนที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้สำเร็จจนเดินทางมาสมทบกับผู้ชุมนุมจากภาคอื่น ๆ ได้ ส่วนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ว่าไม่ต้องเดินทางในระยะไกลมากนัก แต่ก็ได้มีการจัดกิจกรรม “12 มีนา 12 นาฬิกา เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน” เช่นกัน โดยจัดกิจกรรมดังกล่าวบริเวณสถานที่สำคัญหลายจุด อาทิ สนามกีฬากรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วงเวียนใหญ่) และศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น ซึ่งในทุก ๆ จุดจะมีแกนนำ นปช.ส่วนกลางร่วมในการทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกล่าวปราศรัย “เรียกน้ำย่อย” แก่แนวร่วมคนเสื้อแดงที่มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว ก่อนที่จะจัดการชุมนุมใหญ่อย่างเป็นทางการที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศในอีก 2 วันต่อมา ซึ่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ซึ่งเป็นวิศวกรคนหนึ่งได้ออกแบบและวางระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะห้องน้ำและห้องสุขาไว้รองรับมวลชนจำนวนเรือนแสนที่จะต้องมาชุมนุมอย่างยื้ดเยื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้วยเหตุที่รัฐบาลมัวแต่ใช้เวลาในการเกาะติดพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยแทบจะไม่สนใจต่อภัยจากขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์แบ่งแยกดินแดนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งควรจะเป็นภัยหลักมากกว่านี่เอง ที่ทำให้วันที่มีการจัดกิจกรรมเคลื่อนพลทั้งแผ่นดินของกลุ่มคนเสื้อแดงนี้ ต้องเป็นวันสิ้นชีพของพันตำรวจเอกสมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการ (ผกก.) สถานีตำรวจภูธร (สภ.) บันนังสตา จังหวัดนราธิวาส อันเนื่องมาจากการปฏิบัติราชการในการตรวจพื้นที่เสี่ยงภัย จนกระทั่งถูกลอบวางระเบิดและถูกยิงจาก ขจก. และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งพันตำรวจเอกสมเพียรนี้ได้เคยเดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมต่อรัฐบาลเมื่อไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ย้ายตนไปดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.กันตัง ที่จังหวัดตรัง จะได้กลับไปพักผ่อนในครอบครัวในปีสุดท้ายของชีวิตราชการ แต่ก็ถูก “พิษการเมือง” เล่นงานจนมีการเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และทำให้พันตำรวจเอกสมเพียรได้รับยศเป็นพลตำรวจเอกภายหลังจากที่สิ้นชีวิตไปแล้ว
และเมื่อถึงวันที่ 14 มีนาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหลายแสนคนจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ ต่างก็ได้มารวมตัวกันบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อเริ่ม “นับหนึ่ง” ในการทำสงครามทางชนชั้นกับรัฐบาลอำมาตย์ชุดนี้ด้วยสันติวิธี และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ร่วมขึ้นปราศรัยบนเวที นปช.เพื่อยืนยันถึงความจงรักภักดีที่กลุ่มคนเสื้อแดงโดยเฉพาะตัวของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีต่อสถาบันสูงสุดของชาติในวันที่สองของการชุมนุม และอีก 9 วันต่อมา สตรีสูงศักดิ์ท่านนี้ก็ได้เป็นประธานจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในนามของ นปช. เพื่อขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน
สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นำมาใช้กดดันรัฐบาลในการชุมนุมในช่วงเดือนนี้ ก็มีทั้งการเจาะเลือดจากผู้ชุมนุมรายละ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตรในวันที่ 16 มีนาคม 2553 ภายใต้ชื่อกิจกรรม “เลือดไพร่ 1 ล้านลิตร ทาแผ่นดิน” เพื่อเป็นการ “เอาเคล็ด” มิให้กลุ่มคนเสื้อแดงต้องเสียเลือดเสียเนื้ออีกครั้งเหมือนเมื่อปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเช้า แกนนำ นปช.ทุกรายได้ร่วมเจาะเลือดเป็นการประเดิม ก่อนที่แนวร่วมคนเสื้อแดงจะได้เข้ารับการเจาะเลือดจาก “หมอเสื้อแดง” เป็นลำดับต่อไป ซึ่งได้มีการนำเลือดที่ได้ส่วนหนึ่งไปเทที่ประตูทำเนียบรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน และเลือดอีกส่วนหนึ่งก็ได้นำไปเทที่หน้าบ้านของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ที่ซอยสุขุมวิท 31 (สวัสดี) ในวันถัดไป ภายหลังจากที่ได้ยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรัฐบาลและการต่อสู้ของ นปช.ต่อสถานทูตอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้นแล้ว และหลังจากยื่นหนังสือต่อสถานทูตประเทศมหาอำนาจทั้งสองแล้ว 8 วัน ก็ตรงกับช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union: IPU) ครั้งที่ 122 นปช.และพรรคเพื่อไทยจึงได้ไปยื่นหนังสือที่มีสาระเดียวกันต่อตัวแทน IPU
และก่อนหน้านั้นในวันที่ 20 มีนาคม 2553 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้ “ดาวกระจาย” ไปรอบกรุงเทพมหานคร เพื่อพิสูจน์ถึงพลังมวลชนจำนวนมากที่ได้มาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยความสงบ สันติ อหิงสา โดยออกเดินทางจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ในช่วงสาย สู่ถนนเพชรบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรัชดาภิเษกที่แยกอโศก เลี้ยวขวาเข้าถนนลาดพร้าวที่แยกรัชดา-ลาดพร้าว จากนั้นก็เลี้ยวขวาเข้าถนนรามคำแหงที่แยกลำสาลี และได้เดินทางตรงจนถึงปลายถนนสุขุมวิท 71 จึงได้เลี้ยงขวาเข้าถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 จนถึงถนนเจริญกรุง จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังวงเวียนใหญ่โดยข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่ถนนจรัลสนิทวงศ์ และขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อเดินทางกลับสะพานมัฆวานรังสรรค์ในช่วงเวลาใกล้ค่ำ อันผิดไปจากเวลาที่คาดการณ์ไว้ว่าผู้ชุมนุมจะสามารถกลับมาได้ทั้งหมดในเวลาเย็น เนื่องจากมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงเย็นวันดังกล่าว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของประเทศไทย และประธานพรรคเพื่อไทย ที่ได้เดินทางมาบริจาคยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ชุมนุม ก็ได้ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยชื่นชมกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาต่อสู้เพื่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ดีขึ้น และได้กล่าวชื่นชมนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.ซึ่งร่วมงานทางการเมืองมากับตนตั้งแต่ยุคพรรคความหวังใหม่ว่า “วีระ นายแน่มาก” ต่อมาในวันที่ 25 มีนาคม 2553 นปช.ก็ได้จัดกิจกรรมการโกนศีรษะประท้วงรัฐบาลขึ้น โดยมีแกนนำ นปช. 3 คน คือนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) นายธนกฤต ชะเอมน้อย (วันชนะ เกิดดี) และนายณรงค์ศักดิ์ มะณี (เป๋ คลองเตย) เข้ารับการโกนศีรษะพร้อมกับผู้ชุมนุมทั้งชายและหญิงจำนวนมาก
ซึ่งแม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะกดดันรัฐบาลมากถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง ดังจะเห็นได้จากทำสงครามจิตวิทยาโดยสื่อมวลชนทั้งของรัฐเองและที่เป็นแนวร่วมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ผู้มีอุปการคุณสูงสุดของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ดำเนินรายการโดยนางสาวบุญระดม จิตรดอน และนางสาวจิตดี ศรีดี ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือ “ช่องหอยม่วง” ที่ได้เผยแพร่สารคดีกล่าวหาโจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งในประเด็นการใช้ความรุนแรง และการล้มล้างราชบัลลังก์ที่เคยนำเสนออย่างซ้ำไปซ้ำมาน่าเบื่อหน่าย ประเด็นการกล่าวหาว่าการรวมพลคนเสื้อแดงให้ได้จำนวนมากนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องสาธารณูปโภค และเมื่อท่านผู้หญิงวิระยาขึ้นเวทีคนเสื้อแดงแล้ว รายการนี้ก็ยังได้นำเสนอกรณีที่ท่านผู้หญิงวิระยามีปัญหาขัดแย้งกับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็น “เหลืองตัวแม่” ที่คอยให้การช่วยเหลือ พธม.ตลอดมาและกล่าวหา นปช.ว่าเป็นกลุ่ม “ล้มเจ้า”
และในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนี้ สทท.ก็ได้ผลิตรายการโทรทัศน์พิเศษขึ้นรายการหนึ่ง คือรายการ “สถานีข่าวสารเพื่อประชาชน” (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า) ซึ่งมักจะดำเนินรายการโดยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ และนายสันติสุข มะโรงศรี โดยรายการดังกล่าวมุ่งเน้นการเชิญวิทยากรที่เป็นปฏิปักษ์กับ นปช.เช่นเดียวกับผู้ดำเนินรายการทั้งสองราย มากล่าวหาโจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในหลาย ๆ ประเด็นดังที่กล่าวหา และยังมีกรณี “ไพร่-อำมาตย์” ที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้กล่าวหาว่ากลุ่มคนเสื้อแดงทำสงครามกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง โดยมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่พวกตนทำอะไรที่แม้จะผิดกฎหมายแต่ก็ไม่มีการลงโทษ ต่างกับคนเสื้อแดงที่แม้จะทำผิดในอัตราโทษที่น้อยกว่าก็ถูกดำเนินคดีโดยทันทีทันใด จึงเห็นว่ากลุ่ม พธม.เป็นชนชั้นขุนนางหรืออำมาตย์ ส่วน นปช.เป็นชนชั้นไพร่หรือสามัญชนธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น พธม.ต่างหากที่ทำสงครามกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง นั่นก็คือ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งไม่เพียงแต่รายการ “สถานีข่าวสารเพื่อประชาชน” เท่านั้นที่นำเสนอความเท็จเช่นนี้ หากแต่โทรทัศน์ช่องหอยม่วงนี้ยังมีรายการ “คลายปม” ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่เชิญนายวันชัย สอนศิริ และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการหัวใจสีเหลืองมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีคนเสื้อแดงในกรณีชนชั้นอีกรายการหนึ่ง และในเวลาต่อมาแถบข่าว (news bar) ของช่องหอยม่วงนี้ ก็ได้นำเสนอข้อความโจมตีการทำสงครามชนชั้นของกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นกัน ซึ่งสอดรับกับที่หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการของ พธม.ได้นำเสนอบทความและข่าวสารที่มีภาษารุนแรงในประเด็นเดียวกันนี้ ซ้ำยังเรียกท่านผู้หญิงวิระยาอย่างเหยียดหยามว่า “ไพร่ตัวแม่” เสียอีก ด้วยเหตุที่สื่อกระแสหลักทั้งของรัฐและเอกชนไม่อาจเป็นที่พึ่งในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ตรงไปตรงมาได้ดังกล่าว สื่อทางเลือกสีแดงกว่า 10 รายจึงได้เปิดสำนักข่าว Democracy News Network (DNN) ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการชุมนุมในครั้งนี้สู่สาธารณชน
ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้สื่อสารมวลชนในการทำสงครามจิตวิทยาเท่านั้น บุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเองก็ปล่อยข่าวทำลายความน่าเชื่อถือ (discredit) กลุ่มคนเสื้อแดงเช่นกัน ทั้งกรณีที่พันโทนายแพทย์กุศล ประวิชไพบูลย์ ที่แอบอ้างเป็น “กลุ่มเพื่อนมหิดล” นำเลือดของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นำไปเทที่ทำเนียบรัฐบาลไปตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดีแล้วพบเชื้อไวรัสถึง 3 ชนิดคือ ไวรัส HIV ที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ และไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C นอกจากนี้แล้วก็ยังพบเลือดของสัตว์ปะปนมาด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีปรากฏตามการแถลงข่าวของนายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่ได้เผยแพร่การแถลงข่าวของผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ไม่เคยมีการนำเลือดดังกล่าวไปตรวจวิเคราะห์แต่อย่างใด อีกทั้งเลือดที่เหลือก็ถูกเทลงพื้นและถูกทำความสะอาดไปจนหมดสิ้น จึงไม่มีเลือดส่วนใดที่เหลือเพียงพอที่จะนำไปตรวจวิเคราะห์ ซึ่งเลือดทั้งหมดนี้ได้มาจากการเจาะออกจากร่างกายของแกนนำและแนวร่วมของกลุ่มคนเสื้อแดง หาได้มีเลือดสัตว์เจือปนดังที่พันโทนายแพทย์กุศลกล่าวหาไม่
และในการแถลงข่าวครั้งเดียวกันนี้ นายจตุพรก็ได้กล่าวถึงพันโทนายแพทย์กุศลว่า เป็นหนึ่งในแนวร่วม พธม.ที่ต่อต้านพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเข้าพบพลเอกเปรมเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2549 ก่อนการรัฐประหารไม่นาน พร้อมกับนักวิชาการและบุคลากรทางการแพทย์หลายราย เช่น ดร.ไชยันต์ ไชยพร นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ (ปัจจุบันเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)) นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป (ภายหลังการรัฐประหารได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ดร.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ทันตแพทย์ศุภผล เอี่ยมเมธาวี (แกนนำ พธม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) นางสุภาพรรณ รัตนาภรณ์ และหม่อมหลวงวัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธุ์ (ต่อมาใช้นามสกุลเดิมคือจรูญโรจน์) เป็นต้น
ไม่เพียงแต่จะมีการกล่าวหาเลือดของคนเสื้อแดงว่ามีเชื้อโรคและปลอมปนด้วยเลือดสัตว์เท่านั้น หากแต่นิสิตแพทย์ที่บริการเจาะเลือดให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างว่าที่นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายของนายแพทย์เหวงซึ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในเร็ว ๆ นี้ (จากนั้นก็จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ว.ว.) เสียก่อนจึงจะใช้คำนำหน้าว่านายแพทย์ได้โดยสมบูรณ์) ก็ยังถูกแพทย์รุ่นพี่ที่มีหัวใจสีเหลืองบางรายต่อต้านต่าง ๆ นานา ทั้งการเขียนวิจารณ์ลงใน Facebook ส่วนตัว และการยื่นหนังสือถึงคณะต้นสังกัด เพื่อขอให้ระงับปริญญาบัตรของนายสลักธรรม โดยอ้างว่านายสลักธรรมทำให้พระนาม “จุฬาลงกรณ์” เสื่อมเสีย ทั้งที่ พธม.ซึ่งได้นำผ้าอนามัยใช้แล้วไปทำพิธีอัปมงคลที่พระบรมรูปทรงม้า อันเป็นพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระนามดังกล่าว ก็มีทั้งนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าร่วม แต่แพทย์กลุ่มนี้กลับไม่เคยคิดว่านี่เป็นการกระทำที่ทำให้พระนามนี้เสื่อมเสียเลย และนอกจากกรณี “เลือดไพร่” แล้ว ก็ยังปรากฏในเวลาต่อมาอีกว่า รัฐบาลได้ใช้กลไกของ พธม.ในการทำลายความน่าเชื่อถือของ นปช.ดังจะเห็นได้จากการปรากฏตัวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพ” ซึ่งอ้างว่าเป็นการรวมตัวกันขององค์กรชุมชนกว่า 1,200 องค์กร ที่ได้จัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 ต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการชุมนุมครั้งนี้ทำให้พวกตนเดือดร้อน และสนับสนุนไม่ให้รัฐบาลยุบสภา แต่ความลับก็ไม่มีในโลก เมื่อแกนนำ นปช.ได้ค้นพบหลักฐานสำคัญว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ แท้ที่จริงก็คือแนวร่วม พธม.ที่ถูกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านคนเสื้อแดง จึงได้จัดการดาวกระจายรอบกรุงเทพมหานครขึ้นอีกครั้งหนึ่งในวันถัดมา พร้อม ๆ กับการปล่อยขบวนรถจักรยานยนต์เพื่อแจกสติกเกอร์ “ยุบสภา” แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งการจัดกิจกรรมดาวกระจายทั้งสองครั้งนี้ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากประชาชนในบริเวณที่ขบวนผ่าน ต่างจากคำโป้ปดมดเท็จของคนกลุ่มดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
และบุคคลสำคัญอีกรายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากเป็นผู้นำประเทศที่มวลชนกลุ่มนี้รักและศรัทธาในผลงานที่ได้สร้างคุณูปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินมากที่สุดเท่าที่เคยประสบพบเจอมา และน่าจะพัฒนายิ่งขึ้นไปอีกหากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ โดยไม่ถูก “อีแอบผมขาว” รัฐประหารไปเสียก่อน จึงอยากให้กลับมาบริหารชาติบ้านเมืองเพื่อสานต่อภารกิจที่ค้างอยู่ให้สำเร็จเสร็จสิ้น ซึ่งก็คือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั่นเอง โดยในเดือนนี้นายกรัฐมนตรีท่านดังกล่าวก็ยังคงตกเป็นเหยื่อแห่งลมปากพล่อย ๆ ของบุคคลในรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง ได้ปล่อยข่าวภายหลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้เดินทางไปยี่นหนังสือต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกาว่า สหรัฐอเมริกาได้ดักฟังโทรศัพท์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและพบว่าได้วางแผนการวินาศกรรมกรุงเทพมหานคร เพื่อหวังล้มล้างรัฐบาล และการที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ปล่อยข่าวว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณถูกรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) ขับไล่ออกนอกประเทศ เพื่อมิให้ใช้เมืองดูไบของประเทศดังกล่าวเป็นฐานในการก่อกวนประเทศไทย ซึ่งการปล่อยข่าวนี้ ก็หวังที่จะให้สังคมโดยทั่วไปเกลียดชังพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ทำลายชาติบ้านเมือง แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศได้ชี้แจงปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีทั้งสองจะได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ
หรือไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่รัฐบาลสร้างขึ้น ทั้งในนามของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่ได้จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายความมั่นคง ฯ ดังเช่นกรณีการย้ายที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ไปยังกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เพื่อหวังล่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงติดกับดัก เช่นเดียวกับกรณีกระทรวงมหาดไทยเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน และภายหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น ก็มีการยิงระเบิด M79 บริเวณลานจอดรถของกระทรวงอีกด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นแผนของรัฐบาลที่มุ่งหวังการกล่าวหาใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงเรื่องความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ศอ.รส.ยังได้ประกาศห้ามใช้ถนนจำนวน 8 สายในบริเวณใกล้เคียงกับการชุมนุม จนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่อาจเดินทางเข้าไปปฏิบัติภารกิจของตนที่รัฐสภาได้ และได้ซ่องสุมกำลังทหารไว้ในสถานที่สำคัญในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัดและสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งไม่เป็นการเหมาะสม ในวันที่ 27 มีนาคม 2553 นปช.จึงได้เดินทางไปขอให้ทหารที่ซ่องสุมกำลังอยู่ในสถานที่สำคัญ 8 แห่ง คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดตรีทศเทพ วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) วัดโสมนัสราชวรวิหาร สนามม้านางเลิ้ง สวนสัตว์ดุสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ถอนกำลังออกจากสถานที่ดังกล่าว โดยในช่วงที่มีการเดินทางไปยังสวนสัตว์ดุสิต นายสุภรณ์และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ก็ได้แวะทำพิธีเผารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อันเป็นผลิตผลของระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่อาคารรัฐสภาซึ่งอยู่เยื้องกันอีกด้วย นอกจากนั้น กลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินของนายเนวิน ชิดชอบ แห่งพรรคภูมิใจไทยก็ยังได้มาก่อกวนการชุมนุมด้วยการเผาคลังเสบียงของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวงในช่วงก่อนหน้านี้อีกด้วย
และด้วยเหตุที่รัฐบาลประพฤติตนเยี่ยง “รัฐทหาร” นี้เอง ทำให้วันที่ 28 มีนาคม 2553 หนึ่งวันหลังจากการขอให้ทหารออกจากบริเวณต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมา กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งจึงได้เดินทางไปยังกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศอ.รส. และยังถูกใช้เป็นที่พักของแกนนำรัฐบาลบางราย เช่น นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพอีกด้วย เพื่อกดดันให้รัฐบาลเข้าร่วมกระบวนการเจรจาเพื่อยุติปัญหาการเมืองโดยสันติวิธี ซึ่งรัฐบาลก็ตอบตกลงและได้ส่งแกนนำจำนวน 3 คนคือ นายอภิสิทธิ์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าเจรจากับแกนนำ นปช.จำนวน 3 คนเท่ากันคือ นายวีระ นายจตุพร และนายแพทย์เหวง โดยเริ่มการเจรจาในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ณ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากสถานที่เดิมคือ ร.11 รอ. พร้อมกับถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์หลักทุกช่อง การเจรจาในครั้งนี้ นปช.มีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว คือให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 2 สัปดาห์ โดยยกเลิกเงื่อนไขเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมและ/หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยให้พรรคการเมืองที่จะลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเสนอนโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน ซึ่งรัฐบาลก็ยังคงแสดงพฤติกรรมหวง “อำนาจเถื่อน” อย่างเห็นได้ชัด โดยขอยื้อเวลาอยู่ในตำแหน่งอีก 3 เดือน เมื่อความประสงค์ของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาลไม่ตรงกันเช่นนี้ จึงทำให้การเจรจาในวันแรกที่ดำเนินมาได้ 3 ชั่วโมงต้องยุติลง และได้กำหนดเจรจาต่อในเวลาเดียวกันของวันรุ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้เช่นเดิม โดยรัฐบาลอ้างเหตุผลเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมืองของ พธม.และ นปช. เพื่อขอขยายเวลาการอยู่ในตำแหน่งเป็น 9 เดือนแล้วค่อยยุบสภา การเจรจาของกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาลจึงสิ้นสุดลงในวันที่สองนั่นเอง ซึ่งแกนนำ นปช.ได้จัดแถลงข่าวในอีก 1 วันต่อมาว่า ไม่ปฏิเสธกระบวนการเจรจาที่หวังว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่รัฐบาลกลับไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ขอให้ยุบสภาใน 2 สัปดาห์เลย นปช.จึงขอสงวนสิทธิ์ที่ยืนยันข้อเรียกร้องเดิมโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หากได้รับการปฏิเสธ ก็จะได้มีการยกระดับการชุมนุมต่อไป ซึ่งรัฐบาลก็ยังคงรักษาความ “ด้าน” ในอำนาจไว้เช่นเคย ด้วยการไม่แยแสต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ฝังร่องรอยแห่งความขัดแย้งไว้บนแผ่นดินนี้อีกด้วย ดังที่จะได้กล่าวในตอนต่อไป
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนเมษายน 2553)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
1 กรกฎาคม 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s