เมืองไทยรายเดือน (เมษายน 2553)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน 2553)
ภายหลังจากที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้จัดกิจกรรมชุมนุมใหญ่ ณ บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อทวงคืนจากรัฐบาลสมุนอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2553 และได้จัดกิจกรรมการประท้วงรัฐบาลในหลาย ๆ รูปแบบ ทั้งการเจาะเลือด การโกนผม การดาวกระจายรอบกรุงเทพมหานคร การเจรจาให้ทหารถอนกำลังจากบริเวณใกล้เคียงการชุมนุม และการยื่นหนังสือต่อประเทศมหาอำนาจและองค์การระหว่างประเทศ นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมปราศรัยโดยแกนนำ นปช. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นักการเมืองจากอดีตพรรคไทยรักไทย อดีตพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน นักวิชาการและนักธุรกิจหัวใจประชาธิปไตย สลับกับการขับกล่อมกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยเสียงเพลงจากศิลปินเสื้อแดง เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการชุมนุม ซึ่งก็มิได้นำพาต่อรัฐบาลแต่อย่างใด แม้ว่าจะได้จัดการเจรจาเพื่อหาข้อยุติของปัญหาระหว่างแกนนำของทั้งฝ่าย นปช.และรัฐบาลแล้ว แต่ด้วยความที่รัฐบาลยังคงต้องการรักษาอำนาจของตนไว้ให้นานที่สุด การเจรจาดังกล่าวจึงไม่อาจหาข้อสรุปได้ นปช.จึงยังคงจัดการชุมนุมเพื่อทวงคืนอำนาจที่รัฐบาลได้ไปโดยไม่ชอบธรรมต่อเนื่องมา ซึ่งในเดือนนี้ก็ยังคงปรากฏเหตุการณ์ที่กลไกภาครัฐได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสกัดขัดขวางประชาชนที่เห็นต่างกับตน จนเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (กฎหมายความมั่นคงฯ) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 7 จังหวัดปริมณฑล ต่อไปอีก 15 วัน จากเดิมที่ครบกำหนดในวันที่ 23 มีนาคม 2553
การจัดกิจกรรมต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงในประเด็นต่าง ๆ ทั้งการคัดค้านการยุบสภา การแสดงความไม่เห็นด้วยกับ “สงครามชนชั้น” และการกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มผู้คิดล้มล้างราชบัลลังก์ ในวันที่ 2 เมษายน 2553 โดยเครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรม นำประชาธิปไตย (จคป.) ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ไม่ว่าจะเป็นนางสาวตรีดาว อภัยวงศ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นทายาทของนายควง อภัยวงศ์ ผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ โดยใช้เสื้อสีชมพูแทนเสื้อสีเหลืองที่เป็นสัญลักษณ์หลักของ พธม. ซึ่งเดิม จคป. มีกำหนดจะจัดกิจกรรมดังกล่าวภายในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เมื่อ นปช.ได้ขอใช้สถานที่ดังกล่าวบ้าง มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยแห่งนี้ก็กลับปิดทำการ ยังผลให้กลุ่มคน “เสื้อเหลืองเคลือบชมพู” ต้องย้ายไปจัดกิจกรรมนี้ที่สวนลุมพินีแทน และกิจกรรมนี้ก็ได้ส่อแสดงให้เห็นถึงสันดาน “ดิบถ่อยเถื่อน” ของ พธม.อีกครั้งหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่คนเสื้อชมพูจำนวนหนึ่งได้ดักลอบทำร้ายคนเสื้อแดงที่ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง
และการลงชื่อคัดค้านการยุบสภาของนักวิชาการ (ไม่ถึง) 303 คน อาทิ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นายแพทย์ประมวล วีรุตมเสน ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ดร.จรัส สุวรรณมาลา ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ดร.สุรชัย ศิริไกร ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ดร.สุจริต เพียรชอบ ดร.วรศักดิ์ เพียรชอบ ดร.ปิยนาถ บุนนาค นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นายไว จามรมาน นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ นายยืน ภู่วรวรรณ นายสุรัตน์ โหราชัยกุล ดร.กัลยาณี คูณมี ดร.ต่อตระกูล ยมนาค ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ นางกรรณิการ์ อัศวดรเดชา นางพรรณี ชิโนรส ดร.รสคนธ์ รัตนเสริมพงษ์ ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ดร.กรรณิการ์ สัจกุล ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง ดร.วีระ สัจกุล ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นายแพทย์ตุลย์ นายทวี สุรฤทธิกุล ดร.พิรงรอง รามสูต ดร.ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล ดร.หม่อมราชวงศ์รุจยา อาภากร ดร.ไกร ตั้งสง่า นายคมสัน โพธิ์คง ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล นายศาสตรา โตอ่อน นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นายภราเดช พยัฆวิเชียร และพลตรีหญิงอุษณีย์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา ซึ่งส่วนใหญ่มีความเกี่ยวโยงกับ พธม.เช่นกัน ที่ถูกมองว่าเป็นการใช้กลไลภาครัฐเพื่อ “คัดง้าง” กับนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย 250 คน อาทิ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดร.เกษียร เตชะพีระ นายพนัส ทัศนียานนท์ นายคำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม) ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นายชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ นายประจักษ์ ก้องกีรติ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นายพรชัย เทพปัญญา ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ ดร.ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ดร.วิทยา สุจริตธนารักษ์ นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล นายธโสธร ตู้ทองคำ และ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ในนามของ “เครือข่ายสันติประชาธรรม” ที่ได้ลงชื่อกันก่อนหน้านี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 3 เดือน
ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้จัดกิจกรรมดาวกระจายอีกเป็นครั้งที่สาม โดยคงกำลังส่วนหนึ่งไว้ ณ ที่ตั้งปกติคือสะพานผ่านฟ้าลีลาศ แล้วแบ่งกำลังส่วนหนึ่งเดนทางทางรถยนต์ไปบนถนนวิภาวดีรังสิต อีกส่วนหนึ่งเดินทางไปตั้งเวทีแห่งที่สองที่สี่แยกราชประสงค์ หรือที่ได้ชื่อว่าเป็นแยก 6 เทพ เนื่องจากมีเทวรูปของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ถึง 6 องค์ ประดิษฐานอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทั้งพระพรหม หรือท้าวมหาพรหม หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ พระอินทร์ หรือองค์อมรินทราธิราช หน้าห้างสรรพสินค้าอัมรินทร์พลาซ่า พระนารายณ์ทรงสุบรรณ หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล พระลักษมี บนดาดฟ้าห้างเกษรพลาซ่า พระตรีมูรติ และพระพิฆเนศ หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา ซึ่งวัตถุประสงค์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้มาตั้งเวทีอีกแห่งหนึ่งที่แยกราชประสงค์ นอกจากที่จะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้กล่าวมาเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว ก็ยังเป็นการแสดงพลังมวลชนที่ชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ด้วยการไม่ขัดขวางการดำเนินธุรกิจของห้างสรรพสินค้า โรงแรมและอาคารสำนักงานในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังได้อำนวยความสะดวกในการจราจรด้วยการเปิด 1 ช่องจราจรบริเวณถนนเพลินจิตอีกด้วย
และเค้าลางของการบ้าคลั่งในอำนาจของรัฐบาลทหารนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งโดยอาศัยกฎหมายความมั่นคงฯ ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 ให้กลุ่มคนเสื้อแดงคืนพื้นที่แยกราชประสงค์ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจในบริเวณดังกล่าวเกิดการสูญเสียรายได้อันเนื่องมาจากการชุมนุม ทั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงมิได้ก่อความรุนแรง หรือบังคับขู่เข็ญให้ผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้ปิดกิจการแต่อย่างใด แต่เป็นการปิดกิจการโดยสมัครใจ เพื่อ “หนี” ภัยที่คนเสื้อแดงไม่ได้สร้างต่างหาก และนำไปสู่การขออำนาจศาลแพ่งเพื่อขับไล่กลุ่มคนเสื้อแดงออกจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งศาลก็ได้ยกคำร้องดังกล่าว โดยเห็นว่า ศอ.รส.สามารถใช้อำนาจของตนในการดำเนินการสลายการชุมนุมได้ตามสมควร และต้องเป็นไปตามหลักสากล
แต่การออกประกาศของ ศอ.รส.ก็มิได้สร้างความสะทกสะท้านให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงผู้มากไปด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นการเชิญชวนมวลชนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ได้มีการจัดขึ้นครั้งแรกภายหลังจากที่ได้แบ่งกำลังคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งมาไว้ที่แยกราชประสงค์ก็คือ การเดินทางไปยังอาคารรัฐสภา ที่ได้ใช้เป็นสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 7 เมษายน 2553 เพื่อแสดงพลังกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา และหาผู้รับผิดชอบในการใช้ระเบิดเพลิง (molotov) ในการก่อกวนการชุมนุม แต่เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวมีเป็นจำนวนมาก พันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 จึงได้ให้ตัวแทนแกนนำคนเสื้อแดงเพียง 20 คน อาทิ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายธนกฤต ชะเอมน้อย (วันชนะ เกิดดี) นายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) พันตำรวจตรีเสงี่ยม สำราญรัตน์ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนางศิริวรรณ นิมิตรศิลป เข้าไปยังบริเวณรัฐสภา แต่ก็ปรากฏว่าแกนนำรัฐบาลทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อหลบหนีกลับไปยัง ศอ.รส.ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ในเวลาใกล้เคียงกัน โดยนายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดชุมพร ได้ถือปืนกลคุ้มกันนายสุเทพ เช่นเดียวกับสารวัตรทหาร (สห.) ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากบริเวณรัฐสภาถือเป็นเขตพระราชฐาน แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็มิได้มีความสำนึกกันเลย กลับโยนความผิดให้กับแกนนำคนเสื้อแดงเหล่านี้ด้วยการออกหมายจับในวันถัดไปเสียด้วยซ้ำ ในเวลาต่อมาของวันเดียวกันนี้เอง สถานีโทรทัศน์ People Channel ของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคม ก็ถูกรัฐบาลแทรกแซงด้วยการบังคับมิให้ออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคม เพื่อมิให้ประชาชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศได้เห็นภาพการ “จัดการ” ขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็ยังออกอากาศผ่านดาวเทียมอีกดวงหนึ่งคือดาวเทียม NSS-6 ได้โดยไม่ถูกรัฐบังคับให้หยุดออกอากาศดังเช่นดาวเทียมไทยคม เนื่องจากเป็นดาวเทียมดวงเดียวกับที่สถานีโทรทัศน์ ASTV ของ พธม.ใช้ในการถ่ายทอดสัญญาณ และในเวลาต่อมา People Channel ก็สามารถกลับมาออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคมได้เป็นปกติ
และในช่วงเย็นวันดังกล่าวนั้นเอง รัฐบาลก็ได้ตัดสินใจ “ยกระดับ” ความขัดแย้งกับกลุ่มคนเสื้อแดงถึงขั้นที่จะเอาเลือดเอาเนื้อ เช่นเดียวกับในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้ของปีที่ผ่านมา ด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ประกาศภาวะฉุกเฉิน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 6 จังหวัดปริมณฑล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เดียวกับการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฯ และจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” (ศอฉ.) ขึ้นแทน ศอ.รส. โดยมีนายสุเทพเป็นผู้อำนวยการ (ผอ.) ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีราชประสงค์เพื่อปลุกใจกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งสองเวทีว่า นายซูการ์โน มะทา ส.ส.จังหวัดยะลาของพรรคเพื่อไทย ก็อยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินมานานเช่นกัน จนสามารถปรับตัวได้ จึงขอให้คนเสื้อแดงร่วมกันต่อสู้กับอำนาจเถื่อนนี้ไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องหวั่นเกรงต่อภยันตรายใด ๆ พร้อมกันนี้ยังได้โจมตีการจัดกำลังทหารเพื่อเตรียมปราบปรามคนเสื้อแดงว่ารัฐบาลได้ “ล้างสมอง” ทหารเกณฑ์ที่เข้ากองประจำการมาใหม่อยู่ตลอดเวลาว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้คิดมุ่งร้ายหมายล้มล้างราชบัลลังก์ อีกทั้งผู้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ก็ยังได้อาศัยวิธีการ “ตีท้ายวัง” ในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันชั้นสูงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นนายสุเทพ ที่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวหรือที่มีศัพท์เรียกกันในหมู่วัยรุ่นว่า “เป็นกิ๊ก” กับคุณหญิงทิพยา (ดารา) ยังพัธนา หญิงม่ายที่สูญเสียสามีจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ในขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตกที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2540 นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ที่เป็นกิ๊กกับ ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย พระราชนัดดา (หลาน) ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จนทำให้นายสนธิบังอาจแอบอ้างตัวเองว่าเป็น “พระราชหลานเขย” ได้อย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด เนื่องจาก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สามีของ ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์นั้นมีพฤติกรรมทางเพศบางประการที่เปลี่ยนแปลงไป ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์จึงได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแห่งหนึ่งที่มีเจ้าอาวาสชื่อเหมือนยายของตน และได้พบกับนายสนธิซึ่งก็เป็นลูกศิษย์ของภิกษุอาวุโสรูปนี้เช่นกัน ต่อมาเมื่อนายสนธิไม่ได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจบางประการที่ได้ขอต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นายสนธิจึงสามารถชักจูงใจให้ภิกษุอาวุโสรูปดังกล่าวโจมตีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเรื่องการล้มล้างราชบัลลังก์เพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้สำเร็จ และใช้ ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์เป็นทางผ่านในการเข้าถึง “บุคคลสำคัญรายหนึ่ง” ของชาติ และพลตำรวจเอกสนอง วัฒนวรางกูร คู่เขย (พ่อตาของบุตรชาย) ของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้คบหาเชิงกิ๊กกับท่านผู้หญิงพรรณวดี จุฑารัตนกุล นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ได้รับผลกระทบจากการที่นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีผู้เป็นน้องชายของตนถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณโยกย้ายจากตำแหน่ง ผอ.ศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) ซึ่งสตรีสูงศักดิ์ทั้งสามรายนี้เอง ที่มีส่วนในการรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดงในเรื่องของความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติให้ผู้ที่อยู่เหนือตนเข้าใจคนเสื้อแดงผิด ๆ
ในส่วนของปฏิบัติการแรกของ ศอฉ.ในการคุกคามสิทธิเสรีภาพของคนเสื้อแดงที่ได้เริ่มต้นในวันต่อมาก็คือ การส่งกำลังทหารที่นำโดยพันเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการ (ผบ.) ร.11 รอ. บุตรชายของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ แห่งสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เข้าไปควบคุมสถานีควบคุมและสถานีบริการภาคพื้นของดาวเทียมไทยคม ที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีตามลำดับ เพื่อขัดขวางการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ People Channel ให้ถึงที่สุด ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งต้องแบ่งกำลังไปคุ้มกันสถานีควบคุมดาวเทียมไทยคม และเดินทางไปยังสถานีบริการภาคพื้นของดาวเทียมไทยคมในวันรุ่งขึ้นหรือวันที่ 9 เมษายน 2553 เพื่อขอทวงสิทธิ์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของตนคืน ซึ่งเมื่อเดินทางไปถึงบริเวณดังกล่าว ก็เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ไม่รุนแรงมาก เนื่องจากแก๊สน้ำตาชนิดขว้างที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการสลายการชุมนุมเกิดการปะทะกับกระแสลมที่พัดเข้าหาฝ่ายทหาร จึงทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับความระคายเคืองจากแก๊สน้ำตาแทนผู้ชุมนุม ในเวลาต่อมาแกนนำ นปช.ที่นำมวลชนไปก็ได้เป็นตัวแทนเข้าเจรจากับทหารในการถอนกำลังกลับที่ตั้งปกติ พร้อมทั้งคืนสัญญาณการออกอากาศของ People Channel ให้เป็นปกติด้วย ซึ่งสามารถกลับมาออกอากาศได้อีกประมาณ 5-6 ชั่วโมง แล้วสัญญาณก็หายไปอีกครั้งหนึ่งในช่วงเวลาประมาณ 22.00 นาฬิกา ใกล้เคียงกับการแถลงการณ์ของนายอภิสิทธิ์ ที่ต้องการจะเห็นประชาชนทุกคนต้องจำยอมอยู่ภายใต้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของตน หากใครไม่สามารถยอมรับได้ก็จะถือว่าเป็นศัตรูของชาติที่ต้องกำจัดทิ้ง และผลของการปิด People Channel นี้เองที่ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงความถี่ในการออกอากาศผ่านดาวเทียมเพื่อหนีการรบกวนของฝ่ายทหารที่ไม่อยากให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงอยู่บ่อยครั้ง จึงนำไปสู่การเปิดการออกอากาศในระบบ UHF ทางช่อง 23 ที่กรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ ๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไปที่ไม่มีจานดาวเทียม
ปฏิบัติการต่อมาที่เรียกได้ว่าเป็นการกำจัด “ศัตรูของระบอบอำมาตยาธิปไตย” อย่างกลุ่มคนเสื้อแดงที่ก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่ผู้มีมโนธรรมสำนึกโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศก็คือการที่ ศอฉ.ได้ใช้กำลังทหารเข้า “ขอคืนพื้นที่” บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศในวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยเริ่มตั้งแต่เวลาบ่าย ภายหลังจากที่นายขวัญชัย สาราคำ หรือขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ นปช. ได้ทราบข่าวการเตรียมปราบปรามประชาชนในครั้งนี้ จึงได้นำมวลชนส่วนหนึ่งไปขับไล่กำลังทหารที่ซ่องสุมอยู่ภายในบริเวณกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารก็ได้ตอบโต้ด้วยการฉีดน้ำ และแม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะได้ร่นถอยมาตั้งหลักและระวังป้องกันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว ทหารก็ยังใช้กระสุนยางยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมอีก ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บหลายราย และในช่วงเย็นของวันดังกล่าว เฮลิคอปเตอร์ของทหารก็ได้ปล่อยระเบิดแก๊สน้ำตาลงมาบริเวณเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อหวังสลายการชุมนุมต่อไป แต่ก็ยังไม่เป็นผลอีก กำลังทหารส่วนหนึ่งพร้อมทั้งอาวุธสงครามเต็มอัตราศึก เสมือนจะไปรบราฆ่าฟันกับอริราชศัตรู จึงทยอยเข้ามาประจำการในบริเวณใกล้เคียงกับเวทีชุมนุม ทั้งบริเวณสี่แยกคอกวัว และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และได้ทำการสังหารประชาชนอย่างบ้าคลั่ง โหดเหี้ยม ทารุณ อำมหิต จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก แม้ว่าพันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แกนนำ นปช.และคณะจะได้ประกาศมิให้ทหารยิงประชาชน และมวลชนคนเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งก็ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการใช้กำลังทหารในการปราบปรามประชาชน ด้วยการบุกเข้าไปยึดและแยกชิ้นส่วนรถถังที่ทหารเคลื่อนมาก็ตาม เนื่องจากทหารกลุ่มนี้ โดยเฉพาะที่มาจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) หรือที่เรียกกันว่า “บูรพาพยัคฆ์” ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) ผู้ประสงค์อย่างแรงกล้าหรือ “กระสัน” ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เคยเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ ถูกมอมเมาความเชื่อที่ผิด ๆ ว่า นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงคือ “ขบวนการล้มเจ้า” ทั้งที่ผู้ชุมนุมบางราย ดังเช่นนายวสันต์ ภู่ทอง ที่สวมเสื้อสีแดงที่มีข้อความว่า “รักในหลวง กลัวคนดี” และกำลังถือธงชาติอยู่ในมือ ก็เสียชีวิตทั้ง ๆ ที่ยังลืมตาอยู่เนื่องจากอาวุธสงครามของทหารที่ยิงมาจากด้านหลัง จึงยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ศีรษะหายไปบางส่วน และไม่เพียงแต่มวลชนคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่ยังปรากฏว่ามีผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าว Reuters ที่ถูกสังหารผลาญชีวิตด้วยความป่าเถื่อนทารุณในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเมื่อทราบว่ามวลชนเสื้อแดงส่วนหนึ่งถูกทำลายชีวิตและร่างกายถึงขั้นนี้แล้ว นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.จึงได้ขึ้นประกาศบนเวที นปช.ให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ในฐานะ “ฆาตกรทรราช” ยุบสภาผู้แทนราษฎรและเดินทางออกนอกประเทศทันที พร้อมทั้งประกาศที่จะดำเนินคดีอาชญากรสงครามกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนทุกรายผ่านทางศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) อีกด้วย
แต่ก็ถือว่ายังเป็นโชคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังสามารถนำศพของผู้เสียชีวิตเหล่านี้มาจากโรงพยาบาลที่เก็บศพเหล่านี้เพื่อนำมาประกอบการแถลงข่าวได้ก่อนที่ทหารจะนำศพไปปิดบังอำพรางดังเช่นเมื่อปีที่ผ่านมา และก็ยังเป็นความโชคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีหลักฐานปรากฏในภายหลังอีกว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีที่คาดว่าน่าจะเป็นทหารวางระเบิดอานุภาพสูงไว้ที่เสาไฟฟ้าแรงสูงที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าเข้ามาในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อหวังทำให้ไฟฟ้าในบริเวณการชุมนุมดับลง จะได้ปราบปรามประชาชนได้สะดวกยิ่งขึ้นอีก แต่ระเบิดก็ไม่ทำงาน จึงไม่เกิดการสูญเสียชีวิตเพิ่มเติมอีกดังที่มนุษย์อำมหิตรายนั้นประสงค์ นอกจากนี้แล้วการปราบปรามประชาชนนี้ก็ยังเป็นการพิสูจน์ผลกรรมในทางพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการเสียชีวิตในที่เกิดเหตุของพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการ (รอง เสธ.) พล.ร.2 รอ. การบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นสูญเสียขาและอาจจะสูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ของพลตรีวลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการ (ผบ.) พล.ร.2 รอ. และทหารอีกหลายรายที่ร่วมกันฆ่าประชาชนในครั้งนี้ โดยที่บางรายดังเช่นพันเอกร่มเกล้าก็เคยมีบทบาทสำคัญในการฆ่าประชาชนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีประชาชนบาดเจ็บล้มตายจากการกระทำของรัฐนับเป็นครั้งที่สองในรอบระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมานี้ แต่กลไกภาครัฐอย่าง ศอฉ. ก็กลับใส่ร้ายมวลชนคนเสื้อแดงว่าได้จัดหาชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่ง แต่งกายและปิดบังใบหน้าด้วยชุดสีดำ หรือที่เรียกกันว่า “นักรบชุดดำ” เข้าแฝงตัวปะปนกับทหารในการขอคืนพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อสังหารมวลชนเสื้อแดงด้วยกันเองและทหาร จึงเป็นการชอบธรรมที่จะต้องปราบปรามผู้ก่อการร้ายจำนวนประมาณ 500 คนที่แฝงตัวในกลุ่มคนเสื้อแดงเหล่านี้ในเวลาต่อมา และได้จัดทำ CD “ใครฆ่าแดง” เพื่อชี้แจง (หรือแก้ตัว) ในประเด็นดังกล่าวต่อสาธารณชน ทั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่ยึดหลักสงบ สันติ ปราศจากอาวุธตลอดมา ต่างจากการชุมนุมของ พธม.ที่นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปของเจ้าหน้าที่รัฐหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจส่วนใหญ่ หรือทหารบางส่วน จนนำไปสู่ข่าวลือแพร่สะพัดในอินเทอร์เน็ตว่า มีทหารส่วนหนึ่งที่ไม่พอใจวิธีการปราบปรามประชาชนอันโหดร้ายนี้ จึงได้เกิดการสังหารกันเองในหมู่ทหารส่วนหนึ่งบริเวณรอบนอกกรุงเทพมหานคร อีกทั้งกลุ่มขบวนการโจรก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางการแบ่งแยกดินแดนไทย ซึ่งเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า แต่รัฐบาลก็กลับเรียกคนกลุ่มนี้อย่างให้เกียรติว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” เสียอีก
ซึ่งเมื่อถูกใส่ความด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นความชอบธรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะต้องทำให้ความจริงปรากฏแก่สังคม และเพื่อให้การตายของวีรชนผู้สละชีพให้รัฐบาลทาสอำมาตย์ไม่สูญเปล่า ด้วยการแห่ศพของวีรชนเหล่านี้ทุกรายใส่โลงสีแดง เพื่อแห่ประจานความชั่วร้ายอำมหิตของรัฐบาลไปรอบกรุงเทพมหานครและนำกลับมาจัดพิธีศพที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 12 เมษายน 2553 พร้อมกับได้เผยแพร่ CD ข้อเท็จจริงในการสลายการชุมนุมด้วยการปราบปรามประชาชนในครั้งนี้ที่ประมวลมาจากสื่อต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้จาก CD ที่เตรียมมาแจกหมดลงอย่างรวดเร็วจนต้องสั่งผลิตเพิ่มเติม พร้อมกันนี้ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างแพทย์จากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจและแพทย์จาก นปช. เพื่อชันสูตรศพของวีรชนทุกราย ซึ่งผลการชันสูตรก็ออกมาตรงกันว่า ทุกรายล้วนแล้วแต่เสียชีวิตเนื่องจากอาวุธสงครามความเร็วสูงทั้งสิ้น จึงเป็นตราประทับให้กลุ่มเสื้อแดงยังคงยืนหยัดชุมนุมเพื่อทวงอำนาจคืนและทวงความชอบธรรมให้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้จากไปได้อย่างดี โดยในวันถัดมา กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้จัดกิจกรรมวันสงกรานต์ขึ้นที่เวทีราชประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย โดยมีกิจกรรมการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรดาวีรชนเหล่านี้ในช่วงเช้า ก่อนที่จะได้จัดกิจกรรมรื่นเริงต่อไปในช่วงบ่าย และเพื่อความปลอดภัยของมวลชนคนเสื้อแดง ในวันที่ 14 เมษายน 2553 นปช.จึงได้ตัดสินใจย้ายการชุมนุมที่เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวที่เวทีราชประสงค์ ซึ่งเมื่อรื้อถอนเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศเสร็จเรียบร้อยในวันรุ่งขึ้นแล้ว ก็ไม่ปรากฏร่องรอยของใบกระท่อม อาวุธสงคราม และถุงยางอนามัย ดังเช่นการชุมนุมของ พธม.ในทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2551 แต่อย่างใด
การดำเนินกลยุทธ์อำมหิตของฝ่ายอำมาตย์ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ดังจะเห็นได้จากวันเดียวกับที่มีการแห่ศพวีรชนประชาธิปไตย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก ให้ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ส่งเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับจาก กกต.อย่างผิดวัตถุประสงค์ ไปให้อัยการสูงสุดเพื่อจะได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป พร้อมกันนั้นก็ได้ลงมติเอกฉันท์ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการรับเงินบริจาคกว่า 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ในลักษณะการทำนิติกรรมอำพรางอีกกรณีหนึ่งไปให้อัยการสูงสุดพิจารณาพร้อม ๆ กัน ภายหลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยซึ่งต่างก็มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยสอดคล้องกัน ได้เคยยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบมานานพอสมควรแล้ว และได้ทวงถามความคืบหน้ามาโดยตลอด เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายอำมาตย์ ในขณะที่พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย กลับถูกเร่งรัดพิจารณาคดีด้วยพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจนถูกยุบอย่างรวดเร็ว แต่การเริ่มดำเนินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเวลานี้ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า เป็นเพียงวิธีการที่ใช้ในการ “กล่อม” กลุ่มคนเสื้อแดงให้ยุติการชุมนุมและยื้อเวลาให้รัฐบาลสามารถอยู่ต่อไปได้อีกระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากต้องการจะสร้างภาพให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังจะถูกยุบและรัฐบาลก็จะต้องสิ้นสภาพไป
และในวันที่ 16 เมษายน 2553 ที่นายอริสมันต์และนายสุภรณ์พร้อมแกนนำส่วนหนึ่ง ได้เข้าพักที่โรงแรม SC Park เพื่อเตรียมการที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนเสื้อแดงจากสถานีโทรทัศน์หลักช่องต่าง ๆ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วย Commando ส่วนหนึ่งได้บุกเข้าไปล้อมโรงแรมดังกล่าวเพื่อเข้าจับกุมนายอริสมันต์และคณะจากกรณีบุกรัฐสภา ซึ่งเมื่อทราบข่าวดังกล่าว แกนนำ นปช.ก็ได้ประกาศระดมมวลชนจากเวทีราชประสงค์เพื่อไปช่วยเหลือแกนนำส่วนที่ถูกตำรวจปิดล้อม โดยนายอริสมันต์ก็สามารถโรยตัวออกมาจากอาคารโรงแรมแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย สามารถเดินทางกลับมายังเวทีราชประสงค์ได้พร้อมกับแกนนำคนอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วยกัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจทานทนต่อการกดดันของมวลชนคนเสื้อแดงที่เดินทางไปได้ จึงยอมปล่อยแกนนำเหล่านี้ และในช่วงเย็นของวันดังกล่าว ก็ได้ปรากฏมวลชนจัดตั้งจำนวนหนึ่งที่รู้จักกันในนามของ “กลุ่มคนเสื้อหลากสี” โดยใช้ชื่อต่าง ๆ กันทั้ง “เครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน” “กลุ่มประชาชนเพื่อพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” มาชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลและต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ซึ่งเป็นที่ทำการของ ศอฉ. ภายหลังจากที่ได้เริ่มต้นจัดกิจกรรมลักษณะเดียวกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ และได้จัดมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้มา “ระราน” กลุ่มคนเสื้อแดงถึงบริเวณถนนสีลมในเวลาต่อมา โดยมีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายรายเข้าร่วมกิจกรรมนี้ อาทิ พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายถกลเกียรติ วีรวรรณ นางสาวศิริลักษณ์ (จอย) ผ่องโชค นายชัชชัย สุขาวดี (หรั่ง ร็อคเคสตร้า) นายเจตริน (เจ) วรรธนะสิน นางญาณี (ตุ๊ก) จงวิสุทธิ์ นางปวันรัตน์ (เหมี่ยว) นาคสุริยะ นางสาวยศวดี (โย) หัสดีวิจิตร นายพุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ (ลีโอ พุฒ) นายสุเทพ โพธิ์งาม (เทพ โพธิ์งาม) และกลุ่มศิลปินพี่น้องนามสกุลสินเจริญหรือ “สินเจริญ บราเธอร์ส” ซึ่งกลุ่มคนเสื้อหลากสีนี้ ก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกับ พธม.หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง เนื่องจากแกนนำคือนายแพทย์ตุลย์และบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายรายที่ได้กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่เป็นแนวร่วม พธม. ที่เคยประสบความล้มเหลวในการใช้เสื้อสีชมพูมาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงต้นเดือนมาแล้ว อีกทั้งเนื้อหาสาระของการชุมนุมก็เป็นไปในทางโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในประเด็นเดียวกับที่ พธม.ใช้โจมตีมาโดยตลอด ทั้งการทุจริตคดโกงชาติบ้านเมือง และการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นได้จากอีก 2 วันต่อมาคือวันที่ 18 เมษายน 2553 ที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม.ได้ประกาศท่าทีที่สอดรับกันในการที่จะใช้ความดิบ ถ่อย เถื่อน “จัดการ” กับกลุ่มคนที่พวกตนเห็นว่าที่เป็นภัยต่อสถาบันหลักของชาติอย่าง นปช.ที่มีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณผู้ใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเป็น “นายใหญ่” ซึ่งแนวคิดนี้ก็ยังสอดคล้องกับแนวความคิดของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ฝ่ายอำมาตย์ในนามของ “กลุ่ม 40” (จริง ๆ อาจมีไม่ถึงจำนวนดังกล่าว) ที่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงให้สิ้นซากด้วยเหตุผลเดียวกัน
ซึ่งทั้งข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” และ “ล้มเจ้า” ที่ยัดเยียดให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ก็ได้รับการขยายผลโดย ศอฉ.อย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้จากการลักพาตัวนายเมธี อมรวุฒิกุล ศิลปิน (ที่อ้างว่าเป็น) แนวร่วม นปช.ไปกักตัวไว้ ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี เพื่อนำมาเป็นพยานเท็จในการกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีกองกำลังติดอาวุธในลักษณะของโจรก่อการร้ายแฝงอยู่ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งหลงเชื่อว่า นปช.เป็นองค์กรโจรก่อการร้าย และการออกแผนภูมิ “ขบวนการล้มเจ้า” ที่พัฒนามาจากหนังสือชื่อเดียวกันซึ่งจัดทำโดยหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ อันเป็นสื่อมวลชนสาย พธม. ที่ไม่มีสาระสำคัญใด ๆ เลย มีเพียงการเชื่อมโยงพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วยวิธี “จับแพะชนแกะ” ไปยังสื่อมวลชนสีแดง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั้ง นปช.และแดงสยาม และนักการเมืองบางราย ซึ่งรวมถึงพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 22 และ 26 ของประเทศไทยที่ได้เสนอแนวความคิดขอพึ่งพระบารมีเพื่อดับวิกฤติชาติเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2553 จนถูกกลไกของรัฐทั้งคนในรัฐบาลและ พธม.โจมตีอย่างหนัก ก่อนหน้าการเผยแพร่แผนภูมิดังกล่าวไม่นาน จนพลเอกชวลิตในฐานะนายทหารราชองครักษ์พิเศษ อดีต ผบ.ทบ. และอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ซึ่งครองยศทหารชั้นนายพลเอกครบทั้งสามเหล่าทัพต้องแต่งชุดพลเอกเต็มยศไปรายงานตัวที่ ศอฉ.เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
และสื่อของรัฐโดยเฉพาะสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) หรือฉายา “ช่องหอยม่วง” สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.) หรือ “ช่อง 5” หรือ “ช่องห่า” สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) และสถานีวิทยุในเครือข่ายของกองทัพ ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการให้ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในประเด็นการก่อการร้ายและการล้มเจ้า ด้วยความเท็จทั้งที่ซ้ำไปซ้ำมา และความเท็จที่สร้างขึ้นใหม่ นอกเหนือจากการรบกวนการรับชมโทรทัศน์และรับฟังวิทยุของประชาชนด้วยการตัดรายการปกติเข้าสู่การแถลงข่าวของ ศอฉ.ซึ่งมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ในฐานะกรรมการ ศอฉ.และพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกในฐานะโฆษก ศอฉ. เป็นผู้แถลงข่าวหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่แถบข่าว (News Bar) ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทั้งสองช่อง อันมีข้อความเชิงการทำสงครามจิตวิทยากับคนเสื้อแดง โดยอ้างว่าสังคมส่วนใหญ่เบื่อหน่าย เอือมระอา และชิงชังรังเกียจการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มุ่งร้ายต่อความมั่นคงของชาติ หวังเพียงประโยชน์ของบุคคลเพียงคนเดียวคือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ทั้งที่สังคมของคนเสื้อแดงมีสมาชิกมากกว่าสังคม “จอมปลอม” ที่รัฐอำมาตย์นี้สร้างขึ้นเสียด้วยซ้ำ และรัฐอำมาตย์นี้ต่างหากที่บริหารราชการแผ่นดินไปเพื่อประโยชน์ของอำมาตย์ตัวพ่อ (หรือตัวแม่ก็ไม่ทราบ) เพียงคนเดียวที่ชื่อ “เปรม ติณสูลานนท์” การจัดรายการโทรทัศน์ “สถานีข่าวสารเพื่อประชาชน” หรือต่อมาได้เปลี่ยนชื่อรายการเป็น “ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า” ทางช่องหอยม่วง โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ พธม.เช่นนายแทนคุณ จิตต์อิสระ และนายสันติสุข มะโรงศรีเป็นผู้ดำเนินรายการที่มีเนื้อหาสาระไปในทางการโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงมาตั้งแต่เริ่มการชุมนุมเมื่อเดือนที่ผ่านมา และก็ยังมีรายการวิทยุในลักษณะเดียวกันทางสถานีวิทยุในเครือข่ายกองทัพบกทั่วประเทศที่ดำเนินรายการโดยนางฟองสนาน จามรจันทร์ อดีตนักจัดรายการจาก สวท.อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีรายการต่าง ๆ ของช่องหอยม่วงที่มักจะ “ปั้นแต่ง” ข้อมูลอันเป็นเท็จจนเป็นสันดานไปเสียแล้ว ดังเช่นรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ประจำวันที่ 26 เมษายน 2553 ซึ่งดำเนินรายการโดยนางสาวบุญระดม จิตรดอน และนางสาวจิตดี ศรีดี ที่ได้นำคำปราศรัยของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) มาแอบอ้างว่าเป็นคำปราศรัยบนเวที นปช.ของนางดารุณี กฤตบุญญาลัย นักธุรกิจหัวใจสีแดงท่านหนึ่ง ซึ่งการเผยแพร่ข่าวสารของรัฐบาลแต่เพียงด้านเดียว เพื่อ “ล้างสมอง” ประชาชน พร้อม ๆ กับการ “มัดมือชก” การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงข้ามกันอย่างกลุ่มคนเสื้อแดงนี้เอง ที่เคยทำให้ประเทศรวันดา ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาต้องเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างชนเผ่าตุดซี (Tutsi) และชนเผ่าฮูตู (Hutu) ในปี 2537 เนื่องมาจากการที่สถานีวิทยุของรัฐได้ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อ โดยกล่าวว่าชนเผ่าตุดซีเป็น “แมลงสาบ” ที่ต้องกำจัดทิ้ง จนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว
และข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” ก็ถูก ศอฉ.สร้างภาพให้ดูเหมือนจริงยิ่งขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้จากการปล่อยข่าวลือว่าทหารที่ได้สั่งการให้เข้าประจำการอยู่บริเวณถนนสีลม ที่บางส่วนได้ซ่องสุมกำลังพลอยู่ในอาคารสำนักงานในละแวกดังกล่าว โดยเฉพาะอาคารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อาคาร CP Tower และอาคารสำนักงานดุสิตธานี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพลเอกเปรมทั้งสิ้น จะเข้าสลายการชุมนุมในช่วงเช้ามืดของแทบทุกวันในช่วงเวลานี้ นปช.จึงต้องจัดกำลังรักษาความปลอดภัยจำนวน 6 จุด รอบบริเวณการชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 เป็นต้นไป โดยมอบหมายให้แกนนำส่วนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลในแต่ละด่าน ดังนี้
1.ด่านถนนราชดำริ ข้างสวนลุมพินี ควบคุมโดยนายขวัญชัย นายพายัพ นายสุภรณ์ และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด
2.ด่านแยกปทุมวัน หน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ควบคุมโดยนายยศวริศ
3.ด่านถนนอังรีดูนังต์ หน้าสถาบันนิติเวชวิทยา ควบคุมโดยนายสมชาย ไพบูลย์
4.ด่านแยกประตูน้ำ ควบคุมโดยนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์และพันตำรวจตรีเสงี่ยม
5.ด่านถนนเพลินจิต หน้าโรงเรียนมาแตร์แดอีวิทยาลัย ควบคุมโดยนายนิสิต สินธุไพรและนายธนกฤต
6.ด่านแยกหลังสวน ควบคุมโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุลและกลุ่มรักเชียงใหม่ 51
ซึ่งการเข้าซ่องสุมกำลังของทหารเต็มอัตราศึกดังเช่นช่วงเกิดสงคราม ในบริเวณที่ได้ชื่อว่าเป็นเขตธุรกิจใจกลางเมือง (central business district: CBD) อย่างถนนสีลมนี้ ก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำมาค้าขายของผู้ประกอบธุรกิจในบริเวณนี้ไม่ใช่น้อย และไม่เพียงแต่บริเวณสีลมเท่านั้น ศอฉ.ยังได้ใช้อำนาจเผด็จการสั่งให้องค์กรธุรกิจย่านสยามและราชประสงค์ ซึ่งใกล้เคียงกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งกว่าบริเวณสีลม หยุดการทำงานในช่วงเวลาต่อมา อันมีนัยเพียงประการเดียวคือ เป็นการ “แผ้วถาง” บริเวณดังกล่าวให้ง่ายต่อการเข้าปราบปรามประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่สนใจต่อความวิบัติฉิบหายของบ้านเมืองนั่นเอง และยังปรากฏอีกว่า ศอฉ.ยังรู้เห็นเป็นใจให้มีการจัดทำสติกเกอร์ที่มีข้อความว่า “ทักษิณ ชินวัตร ประธานาธิบดีรัฐไทยใหม่” ติดตามตู้โทรศัพท์สาธารณะบริเวณถนนสีลม เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ข้อหา “ล้มเจ้า” ของกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งขึ้นไปอีกนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้ว่าสื่อมวลชนสาย พธม.จะออกมาประณามว่านี่เป็นการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากสติกเกอร์ดังกล่าวได้ลงชื่อ นปช.เป็นผู้จัดทำก็ตาม แต่อยากให้ไตร่ตรองดูให้ดีว่า บริเวณดังกล่าวทหารสามารถควบคุมได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากกลุ่มคนเสื้อแดงนำสติกเกอร์นี้ไปติดจริง เหตุใดจึงไม่ถูกทหาร “จัดการ” ไปเสียก่อนเล่า
ซึ่งในส่วนภูมิภาค ก็มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่ามีการเคลื่อนกำลังพลจากที่ตั้งปกติเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครมาปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้ง จนกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่นต้องเดินทางไปยังสถานีรถไฟขอนแก่นในวันที่ 21 เมษายน 2553 เพื่อสกัดขัดขวางทหารที่จะเดินทางมาฆ่าประชาชน จนรูปแบบการสกัดขัดขวางทหารนี้ถูกเรียกว่า “ขอนแก่นโมเดล” ที่กลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดอื่น ๆ ได้นำไปปฏิบัติเช่นเดียวกัน และก่อนที่มวลชนคนเสื้อแดงจะถูกสังหารผลาญชีวิตอีกเป็นครั้งที่สองของปีนี้ นปช.ก็ได้จัดให้นานาอารยประเทศได้ทราบถึงความพฤติกรรมอันชั่วช้าป่าเถื่อนของรัฐอำมาตย์ไทยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการที่นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ยื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ในวันที่ 22 เมษายน 2553 และการที่นักการทูตจาก 42 ประเทศเข้าเยี่ยมชมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันต่อมา เพื่อพิสูจน์ถึงการชุมนุมด้วยหลักความสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ มิใช่การชุมนุมติดอาวุธเยี่ยงผู้ก่อการร้ายดังที่รัฐบาลกล่าวหา
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่ชุมนุมด้วยความสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ เมื่อพบว่าแนวด่านราชดำริ หรือด่านศาลาแดง มีส่วนหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกับทางเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงได้มีการร่นแนวด่านดังกล่าวเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการโรงพยาบาลแห่งนี้ในวันที่ 23 เมษายน 2553 และในวันเดียวกันนี้เอง นปช.ก็ได้ประกาศที่จะหาทางออกให้กับบ้านเมือง ด้วยการขอกลับเข้าสู่เวทีเจรจากับรัฐบาลเป็นครั้งที่สาม ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 2 ครั้งในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวเกี่ยวกับการยุบสภาได้ เนื่องจากรัฐบาลอำมาตย์ต้องการที่จะยื้ออำนาจที่ตนได้มาโดยไม่ชอบธรรมให้นานที่สุด โดย นปช.ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขในการอยู่ในอำนาจของรัฐบาลจากเดิมที่เสนอไว้ 2 สัปดาห์ หรือครึ่งเดือน เป็นให้รัฐบาลดำรงอำนาจได้ 30 วันหรือ 1 เดือน จากนั้นก็ให้คืนอำนาจกลับสู่ประชาชนด้วยการยุบสภา โดยอนุญาตให้รักษาการต่อในระหว่างยังไม่มีรัฐบาลใหม่ได้อีก ซึ่งเมื่อรวมกับช่วงก่อนยุบสภาแล้วจะต้องไม่เกิน 90 วันหรือ 3 เดือน แต่ด้วยท่าทีที่ยังคงอันแข็งกร้าวและด้านทนของนายอภิสิทธิ์และผู้อยู่เบื้องหลัง จึงทำให้ข้อเสนอนี้ต้องเป็นโมฆะไปในที่สุด
และดังที่ได้กล่าวไว้อีกว่า การชุมนุมมวลชนคนเสื้อหลากสีที่จัดขึ้นทุกเย็นเพื่อแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลและต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เดินทางมา “ระราน” กลุ่มคนเสื้อแดงถึงบริเวณถนนสีลม โดยอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทและชาวบ้านในละแวกดังกล่าวที่ไม่ชอบการกระทำกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งที่เมื่อสืบค้นประวัติและซักถามคนเหล่านี้แล้ว ก็พบว่าไม่ได้เป็นไปตามที่อ้างเลย บางรายก็ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งถนนหนทางในย่านนี้เสียด้วยซ้ำ และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการสาย พธม.ได้จัดรายการวิทยุเชิญชวนแนวร่วมของตนไปรวมสมทบกับกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ถนนสีลมที่ได้ (รับจ้าง) ระดมพลกันมาต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง จนถึงช่วงค่ำ ทหารก็ได้ใช้อาวุธสงคราม M79 ยิงเข้าใส่กลุ่มคนเสื้อหลากสี เพื่อหวังสร้างสถานการณ์จะได้โยนความผิดให้กลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่ง จนทำให้มีผู้ชุมนุมเสื้อหลากสีแตกกระเจิงจนต่างพากันแยกย้าย บางรายก็เสียชีวิตและบาดเจ็บ อีกทั้งยังมีคนเสื้อหลากสีรายหนึ่งที่ได้ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณดังกล่าว ทำให้ตำรวจผู้นี้ต้องวิ่งไล่ตามไปจนถึงแนวรักษาความปลอดภัยของทหาร แต่ก็กลับถูกทหารสกัดกั้นไม่ให้เข้าไปตามตัวออกมา เสมือนว่าเป็นพวกเดียวกัน และทำให้นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าว 3 มิติ” จากสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อสมท ที่ได้นำข่าวการทำร้ายร่างกายตำรวจโดยคนเสื้อหลากสีมานำเสนอผ่านทาง Twitter ส่วนตัว ต้องถูกสื่อมวลชนสาย พธม.ตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง จากพฤติการณ์ที่ได้กล่าวมาทั้งก่อนหน้านี้และที่ได้กล่าวเพิ่มเติม ก็น่าจะเป็น “ใบเสร็จ” ที่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันข้อสมมติฐานที่ได้ระบุไว้ว่า “เสื้อหลากสี คือนอมินีของ พธม.” ได้เป็นอย่างดี
ภายหลังจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสี 3 วัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก นปช.ก็ได้ประกาศให้ นปช.ยุติการสวมเสื้อสีแดงและยุติการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ นปช.จนกว่าจะได้รับอำนาจอธิปไตยคืนจากรัฐบาลเถื่อนนี้ อันนำไปสู่การเรียก นปช.ว่า “กลุ่มคนไร้สี ไม่มีเส้น” แต่เพื่อความสะดวกก็จะยังขอเรียกว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” ต่อไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจำแนกแยกแยะ นปช.กับ พธม.ไม่ออก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากสีสัญลักษณ์หลักของตนไปแล้ว ซึ่งกิจกรรมการเคลื่อนไหวแรกของภายหลังจากที่ได้เปลี่ยน “เครื่องแบบ” ในวันที่ 28 เมษายน 2553 ก็คือ การนำ CD ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสังหารประชาชนภายใต้วาทกรรม “ขอคืนพื้นที่” เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ไปแจกจ่ายให้กับประชาชนบริเวณตลาดไท ที่จังหวัดปทุมธานี แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารสกัดกั้นและทำร้ายประชาชนอีกครั้งหนึ่งที่บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติเสียก่อน จนทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บหลายราย และยังปรากฏว่ามีพลทหารเสียชีวิตอีกรายหนึ่งเนื่องจากการ “ยิงกันเอง” ของฝ่ายทหารอีกด้วย
ส่วนในที่ตั้งปกติของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็ปรากฏข่าวค่อนข้างแน่ชัดว่า ได้มีการซ่องสุมกำลังทหารส่วนหนึ่งไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงสนองตัณหาของ “ผู้เฒ่ามากอำนาจ” บางรายที่มองเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นศัตรูหลักของตนให้จงได้ ในช่วงเย็นของวันถัดมา ภายหลังจากที่นายพายัพให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในการแถลงข่าวประจำวันของ นปช. นายพายัพพร้อมทั้งแกนนำ นปช.บางส่วนจึงได้ใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องชีวิตและร่างกายของประชาชน ด้วยการพาสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งถึงแม้ว่าการนำทหารไปซ่องสุมไว้ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ อันเป็นหน่วยงานของสภากาชาดไทย และใช้บุคลากรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการดำเนินงาน จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งผู้ป่วยที่ไม่ได้รับความสะดวกในการรับบริการทางการแพทย์ และกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะถูกสังหารผลาญชีวิตก็ตาม แต่แทบจะไม่มีสื่อมวลชนรายใดที่ประณามการซ่องสุมกำลังทหารเลย ซ้ำร้ายสื่อมวลชนทาสอำมาตย์บางรายก็กลับกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นคนเลวที่ไปบุกค้นโรงพยาบาล จนทำให้ผู้ป่วยหลายรายได้รับผลกระทบเสียอีก และในวันเดียวกันนี้เอง พธม. ก็ได้จัดกลุ่มคนเสื้อเหลือง (เคลือบชมพู) ประมาณไม่กี่หยิบมือไป “เชลียร์” รัฐบาล ทหารและ ศอฉ.ที่ ร.11 รอ.เช่นกัน แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงทำให้สื่อมวลชนสาย พธม.สามารถขยายภาพข่าวดังกล่าวจากภาพจริงที่มีกลุ่มคนเสื้อเหลือง (เคลือบชมพู) ไปกระจุกตัวอยู่หน้า ร.11 รอ.จนได้ภาพที่ดูเสมือนว่ามี พธม.จำนวนมากเดินทางไปให้กำลังใจรัฐบาลและทหาร ส่วน พธม.ในส่วนภูมิภาค ก็ได้จัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกันขึ้นที่ค่ายทหารรวม 40 ค่ายทั่วประเทศเช่นกัน ซึ่งแม้ว่าการชุมนุมของ พธม.ทั้งที่แสดงออกโดยชัดแจ้งและที่ผ่านทางกลุ่มคนเสื้อหลากสีจะเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อประกาศภาวะฉุกเฉินที่ห้ามมิให้ชุมนุมเกิน 5 คนก็ตาม แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการใด ๆ กับ พธม.ได้ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า พธม.ได้รับความอุปถัมภ์ค้ำชูจาก “มือที่มองไม่เห็น” แม้ว่าจะเป็นความผิดที่ร้ายแรงกว่าชุมนุมเกิน 5 คน ดังเช่นการยึดทำเนียบรัฐบาลในสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ปรากฏว่าท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ (หรือที่คนเสื้อแดงรู้จักกันดีในนามของท่านผู้หญิง จ.จ.) รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้โทรศัพท์มาสั่งการกับพลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในขณะนั้น เพื่อให้ระงับการดำเนินคดีใด ๆ กับ พธม. จนนำไปสู่การขนามนาม พธม.ว่าเป็น “ม็อบมีเส้น” ในเวลาต่อมา
และในช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดการชุมนุม ดร.กอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศอังกฤษก็ได้ประกาศยุบสภาในวันที่ 12 เมษายน 2553 เพื่อรับผิดชอบต่อปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องมีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งต่างจากรัฐบาลไทยของนายอภิสิทธิ์ ศิษย์เก่าอังกฤษแท้ ๆ ที่ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม จึงด้านชาต่อการที่ประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องขออำนาจคืน ซ้ำร้ายยังมองประชาชนเหล่านี้เป็นศัตรูที่ต้องกำจัดทิ้งเสียอีก ซึ่งการ “กำจัด” ประชาชนยังไม่ได้สิ้นสุดแต่ในเดือนนี้เท่านั้น หากแต่ยังปรากฏความพยายามเช่นนี้ต่อไปอีก ดังที่จะได้กล่าวต่อไป
(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2553)
กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
28 กรกฎาคม 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ เมืองไทยรายเดือน (เมษายน 2553)

  1. armypds50 พูดว่า:

    ขอขอบคุณคุณ woodoopui ครับที่ยังเชื่อว่าพวกผมเป็นคนเลวคนชั่ว แล้วมโนว่าตัวเองเป็นคนดี โดยไม่รู้จักใช้วิจารณญาณไตร่ตรอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s