เมืองไทยรายเดือน (พฤษภาคม 2553)

 

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม 2553)
กลุ่มคนเสื้อแดง หรือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) ได้เริ่มจัดการชุมนุมมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2553 ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และในช่วงต้นเดือนถัดมาได้แบ่งมวลชนมาชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เพื่อขอคืนอำนาจที่รัฐบาลทาสอำมาตย์ได้ไปอย่างไม่ชอบธรรมให้กลับสู่ประชาชนด้วยการยุบสภา แต่ก็กลับไม่นำพาต่อความรู้สึกของรัฐบาลและผู้บงการเลย ซ้ำร้ายกลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังมองกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นศัตรูเสียอีก จนนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อใช้เป็นตราประทับในการเข้าปราบปรามประชาชนโดยอาศัยวาทกรรม “ขอคืนพื้นที่” บังหน้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จนต้องถอนกำลังที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศทั้งหมดมาอยู่รวมกันที่แยกราชประสงค์ และจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็นำไปสู่การใช้สื่อมวลชนในกำกับของรัฐบาลในการกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นขบวนการก่อการร้ายและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ล้มเจ้า” พร้อม ๆ กับการจัดตั้งกลุ่มมวลชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่สวมเสื้อหลากสีแทนเสื้อสีเหลืองที่เคยใช้อยู่เดิม เพื่อใช้ในการต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยข้ออ้างเดียวกัน เมื่อกลุ่มคนเสื้อหลากสีได้เดินทางมาก่อกวนกลุ่มคนเสื้อแดงถึงบริเวณถนนสีลมในวันที่ 22 เมษายน 2553 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว จึงได้สร้างสถานการณ์ด้วยการยิงอาวุธสงครามชนิด M79 เข้าใส่กลุ่มคนเสื้อหลากสี
การใช้ข้ออ้างเรื่องประชาชนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลเป็นขบวนการโจรก่อการร้ายและขบวนการล้มเจ้า และการใช้เครื่องมือของรัฐบาลในการสร้างกระแสให้สังคมเกลียดชังกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 โดยในวันแรกของเดือนนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ได้บุกค้นบ้านพักของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.ในขณะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการยัดเยียดอาวุธสงครามให้นายสุภรณ์ถูกสังคมกล่าวหาว่าเป็นพวก “หัวรุนแรง” (hardcore) เช่นเดียวกับพลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งเป็นนายทหารหัวใจสีแดงรายสำคัญที่ก็เคยถูกปฏิบัติการ “หมาลอบกัด” มาแล้วเช่นกัน และในวันเดียวกันนี้เอง ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หน่วยงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ ก็ยังได้สร้างภาพให้สังคมเห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายและคิดล้มเจ้าอีกเช่นกัน ด้วยการกล่าวหาพันตำรวจโทศุภชัย กุยแก้วคำ น้องเขยของนายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช.ว่าร่วมมือกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนในการเตรียมการใช้อาวุธสงครามชนิด RPG ยิงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังจากที่ได้ยิงกระทรวงกลาโหมโดยใช้อาวุธสงครามชนิดเดียวกันมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนทำให้นางจุรีพร สินธุไพร ภรรยาของพันตำรวจโทศุภชัยต้องประกาศที่จะดำเนินคดีกับ ศอฉ.ที่ได้สร้างกระแสข่าวอันเป็นเท็จและขัดต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งแผ่นดิน
ต่อมาอีก 2 วันหรือวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 หัวหน้าทาสอำมาตย์อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศแผนปรองดองแห่งชาติเพื่อ “หาทางลง” ให้กับตัวเองจำนวน 5 ข้อคือ การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้เป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง การปฏิรูปประเทศให้พ้นจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม การปฏิรูปสื่อสารมวลชนให้นำเสนอข่าวด้วยข้อเท็จจริงโดยปราศจากอคติ การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการชุมนุม และการปฏิรูปการเมือง จากนั้นก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 หรืออีกประมาณ 6 เดือนจากนี้ไป แต่ก็ยังตั้งข้อแม้อีกว่า นปช.ต้องยุติการชุมนุมก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 แผนปรองดองดังกล่าวจึงจะสัมฤทธิ์ผล ซึ่งแผนปรองดองนี้ก็ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากแกนนำ นปช. โดยไม่ขอรับการนิรโทษกรรมในคดีการก่อการร้ายและการล้มเจ้า และจะขอยุติการชุมนุมเมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงในฐานะผู้อำนวยการ (ผอ.) ศอฉ.ต้องเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดฐานสั่งฆ่าประชาชนเสียก่อน เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับบุคคลเหล่านี้มิให้มีค่าเพียงแค่การนำชีวิตของพวกเขามา “ขอทานยุบสภา”
แต่การแสดงออกของกลไกภาครัฐกลับสวนทางกับแผนปรองดองดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 ที่ระบุว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกลุ่มคนเสื้อแดง และพลตรี ดร.ขัตติยะที่ถูกกล่าวหาเช่นกันว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม hardcore ของ นปช.ไม่ต้องการให้เกิดการปรองดองดังกล่าว การที่ ศอฉ.ส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (short messaging service: SMS) และไปรษณียบัตรไปยังประชาชนในท้องที่ต่าง ๆ โดยมีเนื้อหาสาระว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย จึงไม่ควรเข้าร่วมชุมนุม เพื่อทำให้บุคคลสำคัญสูงสุดของประเทศมีความสุขกายสบายใจ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของฝ่ายประชาชนด้วยการปิดสถานีโทรทัศน์ People Channel สถานีวิทยุชุมชนและ website ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายแห่ง ในทางกลับกัน รัฐบาลก็ได้ระดมใช้สื่อมวลชนที่อยู่ในกำกับของตนในการใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มคนเสื้อแดงแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากเหตุผลและความรับผิดชอบ การดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการถ่วงรั้งการดำเนินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากการรับเงินที่บริจาคโดยบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 258 ล้านบาท ในลักษณะการทำนิติกรรมอำพราง ซึ่งคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2547 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2548 ที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของปีดังกล่าว แต่ก็เพิ่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้เอง จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงมติส่งกรณีนี้ให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และได้ส่งสำนวนในคดีนี้ให้แก่อัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 เมื่อคำนวณระยะเวลาตั้งแต่ได้กระทำความผิดสำเร็จจนถึงปัจจุบัน ก็พบว่าเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีแล้ว และไม่มีแนวโน้มว่าจะเสร็จสิ้นในระยะเวลาอันใกล้ หากคดีนี้เสร็จสิ้น ก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองทาสอำมาตย์นี้จะรอดพ้นจากการถูกยุบอย่างแน่นอน ซึ่งต่างจากการยุบพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ที่ถูกเร่งรีบยุบด้วยวลี “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” ภายในระยะเวลาหลังจากที่ได้กระทำเหตุอันถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดเพียงประมาณ 1 ปีเท่านั้น
และการแสดงออกของกลไกภาครัฐที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนในการสังหารประชาชนที่ต้องการการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่มีเสถียรภาพ ภายหลังจากที่ได้กระทำเช่นนี้มาแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยไม่มีความจริงใจในการรับผิดชอบต่อความสูญเสียชีวิตและร่างกายของประชาชน ดังจะเห็นได้จากวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ถัดจากวันที่ นปช.ได้แถลงข่าวยอมรับแผนปรองดองเพียงวันเดียว นายสุเทพก็ได้เดินทางไปยัง DSI เพื่อใช้การตรวจราชการตามปกติมา “จัดฉาก” ว่าได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ในความผิดฐานสั่งฆ่าประชาชนแล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการยุติการชุมนุมของ นปช. เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มิได้มอบหมายให้ DSI รับผิดชอบคดีดังกล่าว หากนายสุเทพประสงค์จะมอบตัว ต้องไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น นปช.จึงยังคงยืนยันที่จะชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ต่อไป ท่ามกลางการเริ่มกดดันของฝ่ายทหารที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งการยิงอาวุธสงครามชนิด M79 เข้าใส่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอาคารซิลลิคเฮ้าส์ บริเวณแยกศาลาแดง จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในบริเวณดังกล่าวเสียชีวิตและบาดเจ็บ ในช่วงรอยต่อของวันที่ 7 และ 8 พฤษภาคม 2553 และการที่การ์ดรักษาความปลอดภัยของ นปช.สามารถควบคุมตัวบุคคลที่ใช้อาวุธสงครามยิงก่อกวนการชุมนุมได้ที่สถานีรถไฟฟ้าสยามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2553
ซึ่งการกดดันของ ศอฉ.ผ่านทางฝ่ายทหารก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกนับจากวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา เนื่องจาก ศอฉ.ได้เริ่มปฏิบัติการ “กระชับวงล้อม” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถเคลื่อนที่เข้าสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธสงครามได้โดยง่าย อันเป็นการห้ามผู้ชุมนุมใหม่เข้ามาสมทบ และบีบบังคับให้ผู้ชุมนุมเดิมเดินทางออกไป ในส่วนของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม โดยเฉพาะพนักงานของหน่วยงานในละแวกดังกล่าว ศอฉ.ก็ได้จัดกำลังทหารไว้คอยออก “ใบอนุญาตผ่านแดน” เช่นเดียวกับการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ จนสร้างความรำคาญให้กับคนเหล่านี้เป็นอย่างมาก พร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มการบีบบังคับผู้ประกอบกิจการไฟฟ้า น้ำประปา การขนส่งมวลชน และโทรศัพท์มือถือ ให้ระงับการให้บริการของตนในพื้นที่การชุมนุม ซึ่งก็ทำได้แต่เพียงการห้ามการขนส่งมวลชนรับส่งผู้โดยสารในบริเวณการชุมนุม และการระงับสัญญาณโทรศัพท์มือถือเป็นบางช่วงเวลาเท่านั้น ส่วนไฟฟ้าและน้ำประปาไม่สามารถระงับการให้บริการได้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ
และในคืนวันแรกของการ “กระชับวงล้อม” นี้เองที่ฝ่ายอำมาตย์ผู้เป็นนายเหนือรัฐบาลชุดนี้ ได้จัดพลซุ่มยิง (sniper) มาลอบสังหารพลตรี ดร.ขัตติยะ ในระหว่างที่กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศบริเวณถนนราชดำริ ภายหลังจากที่ได้เดินตรวจบริเวณการชุมนุมอันเป็นภารกิจหลักของนายทหาร “ชื่อก็แดง ใจก็แดง” ท่านนี้ จนต้องนำส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว โดยไม่นำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากบุคลากรส่วนใหญ่มีทัศนคติในแง่ลบกับกลุ่มคนเสื้อแดง และด้วยอาการบาดเจ็บที่รุนแรงอย่างมาก นางสาวขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาวของพลตรี ดร.ขัตติยะ จึงได้ตัดสินใจย้ายบิดาออกจากโรงพยาบาลหัวเฉียวไปรับการรักษาตัวต่อที่วชิรพยาบาลในช่วงดึกวันเดียวกัน แต่ในช่วงเช้าของอีก 4 วันถัดมาหรือวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของนายทหารท่านนี้ที่ถูก “โจรชั่ว” ในเครื่องแบบทหารเช่นเดียวกันสังหารได้ ซึ่งในวันเวลาเดียวกันและในพื้นที่ใกล้เคียงกันกับที่พลตรี ดร.ขัตติยะถูกลอบสังหาร ก็ยังปรากฏว่ามี “โจรชั่วชุดพราง” ระดมยิงใส่ประชาชนคนเสื้อแดงอีกด้วย
ความเลวระยำของโจรชั่วในเครื่องแบบสีเขียวที่หมดสิ้นแล้วซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นทหารยังคงดำเนินต่อมาอีก ดังจะเห็นได้จากการใช้อาวุธสงครามเข้ายิงกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสะพานลอยไทย-เบลเยียม แยกวิทยุ ชุมชนบ่อนไก่ที่อยู่ใกล้เคียงกันในช่วงเที่ยง และบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงจนถึงแนวถนนราชปรารภ หน้าศูนย์การค้าอินทราที่กลุ่มโจรชั่วชุดพรางเหล่านี้บังอาจกำหนดเอาเองให้เป็น “เขตใช้กระสุนจริง” เพื่ออำนวยความสะดวกในการปราบปรามประชาชนโดยใช้วาทกรรม “กระชับวงล้อม” ติดต่อกันถึง 2 วันคือวันที่ 14 และ 15 พฤษภาคม 2553 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย แต่รัฐบาลโดย ศอฉ.ก็กลับโยนความเป็นฆาตกรให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงได้อย่างเลือดเย็น เมื่อกลุ่มโจรชั่วชุดพรางเข้าปฏิบัติการอันเลวร้ายสุดพรรณนาเช่นนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้นำกองยางรถยนต์ใช้แล้วที่ตั้งอยู่บริเวณรอบพื้นที่การชุมนุมมาเผาเพื่อปกปิดทัศนวิสัยไม่ให้ถูกโจรชั่วชุดพรางเหล่านี้ทำร้ายได้ และยังได้อำนวยความสะดวกสำหรับมวลชนคนเสื้อแดงที่ถูกโจรชั่วชุดพรางปิดกั้นการเดินทางเข้าไปยังแยกราชประสงค์ด้วยการตั้งเวทีปราศรัยย่อยในหลายสถานที่ต่าง ๆ อาทิ ใต้ทางด่วนบริเวณชุมชนบ่อนไก่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สามเหลี่ยมดินแดง มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ที่ทำการพรรคเพื่อไทย และมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย
และแม้ว่าจะมีประชาชนทั้งที่เป็นและไม่เป็นคนเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นจากการ “กระชับวงล้อม” โดยกลุ่มโจรชั่วชุดพรางแล้วก็ตาม แต่ “ผู้เฒ่ามากบารมี” ซึ่งมีอำนาจเหนือรัฐบาลชุดนี้ก็ยังคง “กระหาย” เลือดอย่างไม่หยุดหย่อน ดังจะเห็นได้จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเพิ่มเติมนอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรีและสมุทรปราการทั้งจังหวัด และบางส่วนของจังหวัดปทุมธานี นครปฐมและพระนครศรีอยุธยาที่ได้ประกาศไว้แล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยได้ประกาศเพิ่มเติมทั้งในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง นครสวรรค์ น่าน ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู และอุบลราชธานี และในเขตอำเภอของ 3 จังหวัดที่ยังไม่ได้ประกาศในครั้งแรกอีกด้วย การที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ของสถานศึกษารอบบริเวณการชุมนุมจากวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เป็นวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 เพื่อมิให้สถานศึกษาดังกล่าวได้รับผลกระทบหรือ “ลูกหลง” จากการสังหารผลาญชีวิตประชาชน ส่วนสถานศึกษาอื่น ๆ นอกบริเวณการชุมนุมก็ได้เลื่อนการเปิดภาคเรียนออกไปเป็นวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เช่นกัน การกำหนดให้วันที่ 17 และ 18 พฤษภาคม 2553 ซึ่งตรงกับวันจันทร์และวันอังคารเป็นวันหยุดราชการในเขตกรุงเทพมหานคร (ต่อมาได้ขยายวันหยุดเพิ่มเติมอีก 3 วันคือวันที่ 19-21 พฤษภาคม 2553) เพื่อให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน อันจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้โจรชั่วชุดพรางเข้า “กระชับวงล้อม” ชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ง่ายขึ้น
การกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่าต้องการใช้เด็ก สตรี และคนชราเป็น “โล่มนุษย์” เช่นเดียวกับที่แกนนำ พธม.เคยทำมาแล้วเมื่อครั้งชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเมื่อปี 2551 ศอฉ.จึงได้กำหนดให้บุคคลเหล่านี้ออกจากการชุมนุมในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 แต่เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็น “คนส่วนใหญ่” ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มายืนหยัดต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ “สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ” ตลอดมา นปช.จึงได้จัดให้กลุ่มคนเหล่านี้ไปพักอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับเวทีการชุมนุมแทน เพื่อความปลอดภัยหากโจรชั่วชุดพรางจะเข้าสลายการชุมนุม และเมื่อขอความร่วมมือจากกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้ผลเช่นเคย ศอฉ.จึงได้นำโทษจำคุก 2 ปีตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ขึ้นขู่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่การชุมนุมภายในเวลา 13.00 นาฬิกาของวันถัดมา ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มคนเสื้อแดงเหมือนเดิม แต่หากรัฐบาลถอนกำลังโจรชั่วชุดพราง (ทหาร) ออกจากพื้นที่การชุมนุม และเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช.จะยุติการชุมนุมทันที ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กลุ่มหนึ่งที่นำโดยพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิชที่ได้เดินทางมายังเวทีการชุมนุมในช่วงเย็นวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 เพื่อเป็นตัวกลางระหว่าง นปช.กับรัฐบาลในการเจรจาหาข้อยุติของปัญหาบ้านเมือง แต่รัฐบาลก็ยัง “มึนตีง” ต่อข้อเสนอของ ส.ว.กลุ่มนี้เหมือนเดิม โดยยังคงใช้กำลังโจรชั่วชุดพรางยิงอาวุธสงครามและวางระเบิดในอาณาบริเวณใกล้เคียงการชุมนุม โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงและชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งพื้นที่หลังนี้ กลุ่มโจรชั่วชุดพรางได้นำรถบรรทุกน้ำมันเปล่ามาจอดไว้ที่บริเวณดังกล่าวเพื่อเตรียมจุดไฟเผา ซึ่งเป็นวิธีการในการดำเนินการหรือ “แผนประทุษกรรม” (modus operandi) ที่จะใช้ในการใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงเหมือนกับเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด” เมื่อปีที่ผ่านมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน มีเพียงประเภทของเชื้อเพลิงที่บรรจุภายในและสถานที่ที่ต่างกันเท่านั้น
และซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลังจากพลเอกเลิศรัตน์เดินทางกลับจากการเสนอแนวความคิดเรื่องการเจรจากับรัฐบาลได้ไม่ถึง 12 ชั่วโมง ช่วงรุ่งสางจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 กลุ่มโจรชั่วชุดพรางเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ได้ปฏิบัติการวางเพลิงเผาอาคารสำนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง อีกส่วนหนึ่งก็ได้ดำเนินการ “กระชับวงล้อม” บริเวณการชุมนุมโดยสามารถทลายด่านศาลาแดงของกลุ่มคนเสื้อแดง จนสามารถเข้าประชิดเวทีการชุมนุมได้ในช่วงเที่ยง เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาจนถึงจุดที่ไม่อาจทานทนต่อความชั่วช้าสามานย์ของโจรชั่วชุดพรางที่เรียกตัวเองว่า “ทหาร” ต่อไปได้อีกแล้ว นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สองแกนนำ นปช.ก็ได้ประกาศยุติการชุมนุม และประกาศเข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พร้อมกับแกนนำ นปช.อีก 3 คนคือ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายนิสิต สินธุไพร และนายขวัญชัย สาราคำ หรือขวัญชัย ไพรพนาในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน และได้ให้มวลชนคนเสื้อแดงเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางถนนพระรามที่ 1 เพื่อความปลอดภัยจากกลุ่มโจรชั่วชุดพราง ซึ่งมวลชนคนเสื้อแดงที่ตกค้างก็ยังคงพักผ่อนอยู่ในวัดปทุมวนารามจนถึงวันรุ่งขึ้น
แต่ก็ใช่ว่าการยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จะทำให้ทหารชั่วเหล่านี้จะยุติการกระทำที่มีพฤติกรรมเยี่ยงโจรก่อการร้ายของตนลงตามไปด้วย โดยในช่วงบ่ายจนถึงเย็นของวันที่มีการยุติการชุมนุมนั้นเอง ก็ปรากฏว่ามี “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” บุกเข้าไปวางเพลิงในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา ซึ่งอยู่ในบริเวณการชุมนุม จนทำให้ห้างสรรพสินค้าเซนอันเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท พร้อม ๆ กับการวางเพลิงอาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์ที่อยู่รอบ ๆ เวทีการชุมนุมทั้งเวทีหลักที่แยกราชประสงค์ และเวทีย่อยที่สามเหลี่ยมดินแดงและชุมชนบ่อนไก่ ทั้งศูนย์การค้าเซ็นเตอร์ วัน โรงภาพยนตร์สยาม การไฟฟ้านครหลวงเขตคลองเตย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อสมท และนอกจากจะมีการวางเพลิงเผาอาคารต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานครแล้ว สถานที่ราชการของจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 4 จังหวัดคือ ศาลากลางและสำนักประชาสัมพันธ์เขต 1 ที่จังหวัดขอนแก่น ศาลากลางและสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดมุกดาหารและอุดรธานี เพื่อ “โยนบาป” ให้กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งก็มีข้อสังเกตที่น่าคิดอยู่ว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา ที่นอกจากจะตั้งอยู่ใกล้เคียงกับการชุมนุมแล้วก็ยังปิดให้บริการตามคำสั่งของ ศอฉ.อีกด้วย หากมิใช่กลุ่มโจรชั่วชุดพรางแล้วจะเข้าไปวางเพลิงได้โดยง่ายเพียงนี้หรือ และเมื่อเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจะเข้าไปทำการดับเพลิง เหตุใดจึงต้องมีการใช้อาวุธสงครามยิงสกัดการดับเพลิงด้วย ในกรณีของอาคารอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับเวทีย่อยก็ปรากฏว่าไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงเหลืออีกแล้ว ส่วนในต่างจังหวัด ก็ปรากฏว่าทั้งสี่จังหวัดอยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ช่วงเวลาที่มีการวางเพลิงดังกล่าวซึ่งใกล้เคียงกัน เป็นช่วงเวลาบ่ายถึงเย็น ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงได้ยุติการชุมนุมไปแล้ว และกลุ่มโจรชั่วชุดพรางก็สามารถควบคุมพื้นที่เหล่านี้ได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และหากกลุ่มคนเสื้อแดงประสงค์จะวางเพลิงเผาสถานที่ต่าง ๆ เหล่านี้จริง ก็จะต้องเตรียมเชื้อเพลิงมาก่อนล่วงหน้า ซึ่งปรากฏว่าช่วงเวลาที่ประกาศยุติการชุมนุมจนถึงช่วงเวลาที่มีการวางเพลิงเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก จนกลุ่มมวลชนที่ต่อสู้ด้วยสันติวิธีเหล่านี้ไม่น่าที่จะเตรียมเชื้อเพลิงได้ทัน จึงไม่มีความเป็นไปได้เลยที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะ “เผาบ้านเผาเมือง” ตามที่ถูกกล่าวหา และภายหลังจากที่ได้สลายการชุมนุมด้วยกำลังอาวุธโดยใช้กองโจรชุดพรางที่เรียกตัวเองว่า “ทหาร” ภายใต้วาทกรรม “กระชับวงล้อม” แล้ว ศอฉ.ก็ได้ประกาศห้ามประชาชนในเขตพื้นที่ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ต่อมาได้ยกเว้นเขตเมืองพัทยาในจังหวัดชลบุรี เนื่องจากเกรงผลกระทบที่จะเกิดกับการท่องเที่ยว) ออกนอกเคหสถาน (curfew) ในคืนวันนี้ตั้งแต่เวลา 20.00 นาฬิกา จนถึงเวลา 06.00 นาฬิกาของวันถัดไป และให้อำนาจกับกลุ่มโจรชั่วชุดพรางเหล่านี้ในการ “จัดการ” กับผู้ฝ่าฝืนได้ตามสมควร ซึ่งการประกาศ curfew นี้ก็ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 วัน โดยลดจำนวนชั่วโมงลงจาก 10 ชั่วโมง เป็น 8 ชั่วโมง หรือช่วงเวลา 21.00 นาฬิกาถึง 05.00 นาฬิกาของวันที่ 20-21, 21-22 และ 22-23 พฤษภาคม 2553 ต่อมาได้ลดเหลือ 5 ชั่วโมง หรือช่วงเวลา 23.00 ถึง 04.00 นาฬิกาของวันที่ 23-24 และ 24-25 พฤษภาคม 2553 และได้ลดครั้งสุดท้ายเป็น 4 ชั่วโมง หรือช่วงเวลา 00.00 นาฬิกาถึง 04.00 นาฬิกาของวันที่ 25-26, 26-27 และ 27-28 พฤษภาคม 2553 หลังจากนั้นจึงได้ยุติการประกาศ curfew ไปในที่สุด
วันรุ่งขึ้นหรือวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 นายวีระ มุสิกพงศ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ก็ได้เดินทางเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองปราบปราม ซึ่งทั้งสามรายก็ถูกควบคุมตัวไปยังกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เช่นเดียวกับแกนนำคนอื่น ๆ ที่ได้มอบตัวไปแล้วเมื่อวานนี้ ยกเว้นนายจตุพรที่ไม่ได้ถูกควบคุมตัวด้วย เนื่องจากมีเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จะไม่ถูกควบคุมตัวในระหว่างสมัยประชุมแห่งรัฐสภา ส่วนแกนนำ นปช.รายอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้เดินทางมามอบตัว ไม่ว่าจะเป็นนายวิสา คัญทัพ นางไพจิตร อักษรณรงค์ นางดารุณี กฤตบุญญาลัย ดร.อดิศร เพียงเกษ พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุภรณ์ และรวมถึงพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ต่างก็ถูกกลไกภาครัฐไล่ล่าด้วยการออกหมายจับในข้อหาก่อการร้ายเช่นเดียวกัน ทั้งที่พฤติกรรมการใช้อาวุธสงครามสังหารผลาญชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งที่เป็นและไม่เป็นคนเสื้อแดง ซึ่งรวมถึงสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศจนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 100 ราย ผู้บาดเจ็บประมาณ 2,000 ราย และยังมีผู้สูญหายจากการชุมนุมอีกจำนวนหนึ่งของกลุ่มคนที่แต่งชุดทหารต่างหากที่น่าจะเข้าข่าย “ก่อการร้าย” อย่างแท้จริง ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ก็ยังพบผู้เสียชีวิตอีก 6 ราย ภายในวัดปทุมวนารามอันเป็นเขตอภัยทานและใช้เป็นที่พักของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังมิได้เดินทางกลับบ้าน โดยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของ สตช.สามารถจับภาพของชายชุดพรางที่ยิงประชาชนจากรางรถไฟฟ้า BTS ได้อย่างชัดเจน นี่ก็ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนความเป็น “โจรก่อการร้าย” ของกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าเป็น “ทหาร” ได้เป็นอย่างดี และไม่เพียงแต่กลุ่มโจรก่อการร้าย “สีเขียว” เท่านั้นที่เข้ามาระรานกลุ่มคนเสื้อแดง หากยังมีกลุ่มโจรก่อการร้าย “สีเหลือง” หรือ พธม.นำโดยนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ที่ได้เดินทางเข้ามาค้นตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงก่อนส่งตัวกลับบ้าน โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ และนายแพทย์ตุลย์ก็ยังได้ระรานกลุ่มคนเสื้อแดงโดยอาศัยกระบวนการยุติธรรมที่เข้าข้างพวกตน ด้วยการอำพรางตัวเองและพวกเป็น “คนเสื้อหลากสี” ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อถอดถอน ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำการชุมนุมจำนวน 3 รายคือ นายจตุพร พันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย และนายการุณ โหสกุลอีกด้วย
และไม่เพียงแต่ที่แกนนำ นปช.จะถูกดำเนินคดีในข้อหาก่อการร้ายเท่านั้น ในวันที่ 16, 18, 20 และ 25 พฤษภาคม 2553 ศอฉ.ยังได้ประกาศให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ระงับการทำธุรกรรมทางการเงิน และรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 ถึง 17 พฤษภาคม 2553 ของบุคคลและนิติบุคคลหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ อดีตข้าราชการทหารและตำรวจหัวใจสีแดง และเครือญาติของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ตลอดจนบริษัทของบุคคลเหล่านี้ เนื่องจากสงสัยว่าบุคคลเหล่านี้เป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ของกลุ่มก่อการร้าย จนทำให้บุคคลและนิติบุคคลเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถเบิกจ่ายเงินมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และดำเนินกิจการตามปกติของตนได้ ซึ่งการดำเนินคดีก่อการร้ายและการให้สถาบันการเงินรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดงนี้ ก็ยิ่งเป็นตราประทับถึงกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐานในประเทศไทยที่มีอยู่แล้วให้ปรากฏชัดเจนแก่สังคมโลกยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่ได้ปรากฏการกระทำความผิดที่สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการการเมืองไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการล้มล้างรัฐบาลของประชาชนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และการชุมนุมพร้อมกองกำลังติดอาวุธของ พธม.เพื่อต่อต้านรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ในช่วงปี 2551 ที่มีการยึดทำเนียบรัฐบาลและท่าอากาศยานนานาชาติอันเข้าข่ายความผิดร้ายแรงทั้งกบฏและก่อการร้าย ซึ่งมีผู้สนับสนุนทางการเงินมากมายในหลาย ๆ วงการ แต่กระบวนการยุติธรรมก็ไม่อาจ “ก้าวล่วง” ไปดำเนินการกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ เนื่องจากเป็นเครือข่ายของ “ผู้เฒ่ามากบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ที่ยังคงใช้อำนาจของตนเองสั่งการ ก้าวก่าย แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมจนก่อให้เกิดความปั่นป่วนแก่ประเทศชาติและประชาชนจนถึงทุกวันนี้ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติในระยะเวลาอันใกล้ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณจึงได้ประกาศที่จะจัดหาทนายความชาวต่างชาติ เพื่อนำคดีความที่เกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนในครั้งนี้และปีที่ผ่านมา รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการล้มล้างรัฐบาลเมื่อปี 2549 ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ต่อไป
ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการสลายการชุมนุมและดำเนินคดีกับแกนนำแล้ว แต่กลุ่มคนเสื้อแดงยังถูกกลไกของระบอบอำมาตย์ตามราวีต่อไปอีก ดังจะเห็นได้จากการควบคุมตัว ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยในเครือข่ายของ นปช.ไปยังศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ภายหลังจากที่ได้จัดแถลงข่าวเตรียมการจัดชุมนุมของกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ที่จังหวัดราชบุรีซึ่งไม่ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ก่อนที่จะมาจัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้งในกรุงเทพมหานครในโอกาสต่อไป แต่บุคคลทั้งสองก็ถูกควบคุมตัวเสียก่อน กิจกรรมดังกล่าวจึงถูกระงับไป การสั่งระงับการเผยแพร่สื่อสิ่งพิมพ์ 4 ฉบับของกลุ่มคนเสื้อแดงคือ หนังสือพิมพ์ Thai Red News หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ นิตยสาร Voice of Taksin และหนังสือพิมพ์วิวาทะ ซึ่งหากนับกันจริง ๆ แล้ว ศอฉ.ได้สั่งระงับการเผยแพร่ไปเพียง 3 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากหนังสือพิมพ์ Thai Red News มีชื่อเต็มว่า “หนังสือพิมพ์วิวาทะ ฉบับ Thai Red News” และการชี้แจงข้อเท็จ (ไม่มีจริง) แก่ทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศถึงการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยอาศัยวาทกรรม “กระชับวงล้อม” โดยโยนความผิดให้กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายที่สังหารประชาชน มิใช่โจรชั่วชุดพรางที่เรียกตัวเองว่า “ทหาร” เพื่อสร้างภาพให้สังคมโลกเกลียดชังกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็ไม่เป็นผล
ในทางตรงกันข้าม สื่อมวลชนและนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงจากต่างประเทศหลายรายก็ “รวมหัว” กันกดดันให้รัฐบาลชี้แจงความจริงเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมครั้งนี้ บางรายดังเช่นนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลทหารของพม่า ก็ถึงขั้นที่กล่าวตรง ๆ เลยว่าสาเหตุของปัญหาทางการเมืองที่นำมาสู่การชุมนุมในครั้งนี้ ก็คือการที่รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณถูกล้มล้างโดยฝ่ายทหาร จนอาจจะเรียกรัฐบาลไทยว่า “รัฐบาลทหารไทย” เลยก็ได้ จึงทำให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.ที่ได้รับการสรรหาจากนอมินีของทหารต้องออกมากล่าวหานางอองซานว่าถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจ้างให้มาวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทย แต่นายไพบูลย์อาจจะ “หูหนวกตาบอด” ไปสักหน่อย ที่ไม่ได้เห็นภาพการใช้กองกำลังโจรชั่วชุดพรางที่รับราชการเป็น “ทหารรักษาพระองค์” โดยเฉพาะจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) หรือที่เรียกกันว่า “บูรพาพยัคฆ์” ในการสังหารผลาญชีวิตประชาชน และยังคงตรึงกำลังอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครอีก 1 สัปดาห์หลังการชุมนุมเสร็จสิ้น เมื่อไม่มีคนเสื้อแดงให้ฆ่าแล้วจึงได้ถอนกำลังออกมา เนื่องจากถูกล้างสมองอย่างรุนแรงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็น “ขบวนการล้มเจ้า” เป็น “โจรก่อการร้าย” และเป็น “กบฏ” ที่ต้องปราบปรามเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติและราชบัลลังก์ จนทำให้สังคมเกิดความสงสัยถึงบทบาทหน้าที่ของ “ทหารรักษาพระองค์” กลุ่มนี้ จึงสมควรที่จะเปลี่ยนนามเรียกขานจาก “บูรพาพยัคฆ์” เป็น “บูรพาสุนัข” จะเหมาะสมกว่า จากพฤติการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้พรรคเพื่อไทยในฐานะแนวร่วมทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่อาจทนต่อการบ้าคลั่งในอำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐเช่นนี้ได้ จึงได้หยิบยกประเด็นการสั่งสังหารประชาชนในครั้งนี้มาใช้ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงตามลำดับ พร้อมกันนี้ก็ยังได้เปิดอภิปรายรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดินอีก 4 คนในคราวเดียวกันอีกด้วย โดยมีกำหนดอภิปรายในวันที่ 31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน 2553

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนมิถุนายน 2553)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
19 สิงหาคม 2553

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s