เมืองไทยรายเดือน (กรกฎาคม-กันยายน 2553)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 2 ฉบับที่ 4-6 กรกฎาคม-กันยายน 2553)
(“เมืองไทยรายเดือน” ฉบับนี้จะเป็นฉบับพิเศษที่รวมความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยในรอบ 3 เดือน เนื่องจากมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งในช่วงนี้ผมก็มีภาระทางด้านการเรียนอีกด้วย หากจะเขียนแยกเป็น 3 ตอนก็อาจทำให้ท่านไม่ได้อรรถรสในการอ่านเท่าที่ควร)

รัฐบาลทาสอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังคงสร้างมาตรฐานของความไม่มีมาตรฐานให้ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่ได้ “ยืมมือ” กองทัพในการดำเนินการปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงหรือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” ที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศเพื่อทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลอำมาตย์นี้ด้วยการขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ก็กลับถูกสังหารผลาญชีวิตกว่า 90 ศพ และบาดเจ็บกว่าพันรายเสียนี่ และหลังจากที่ได้ปราบปรามหรือ “เด็ดหัว” ประชาชนแล้ว ก็ได้จัดให้มีการ “ลูบหลัง” ด้วยการแถลงแผนปรองดอง (บนกองเลือด) แห่งชาติ และนโยบาย “ปฏิรูปประเทศไทย” ที่มีบุคคลหัวใจอำมาตย์หลายรายเข้าร่วมดำเนินงาน อันนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย ภายใต้กิจกรรม “6 วัน 63 ล้านความคิด” ที่จัดขึ้นในช่วงเวลา 6 วันแรกของเดือนกรกฎาคม 2553
แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ความเป็นจริงที่ปรากฏต่อสังคมนั้นช่างขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลเพียรพยายาม “สร้างภาพ” การปรองดองและการปฏิรูปอย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของประชาชนส่วนหนึ่งที่มี “หัวใจสีแดง” ซึ่งได้โทรศัพท์ไประบายความไม่พอใจของตนต่อการดำเนินงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้กลไกของ “รัฐทหาร” ผ่านทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ “ล้างผลาญ” งบประมาณแผ่นดินหลายพันล้านบาท เพื่อใช้ในการ “ล้างผลาญ” ชีวิตและร่างกายของประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณเมื่อช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา และดำเนินคดีก่อการร้ายกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยกระบวนการ (อ) ยุติธรรมอย่างรีบเร่งและปราศจากเหตุผล ดังที่จะได้กล่าวต่อไป
ซึ่งกระบวนการ (อ) ยุติธรรมและกลไกภาครัฐที่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในช่วงเวลานี้ ก็มีทั้งการกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงด้วยข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จอย่างซ้ำซากต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่อง “กองกำลังติดอาวุธชุดดำ” ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง ดังเช่นคำกล่าวอ้างที่ไร้มูลความจริง (เช่นเคยจนกลายเป็นสันดาน) ของนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อ้างอย่างเลื่อนลอยว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมีการฝึกกองกำลังติดอาวุธชุดดำเพื่อเตรียมการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ การจับกุมบุคคลผู้ใกล้ชิดกับพลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล นายทหาร “ชื่อก็แดง ใจก็แดง” ที่ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่าบุคคลเหล่านี้มีความรู้ความสามารถในการก่อวินาศกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านมา และการสร้างสถานการณ์ด้วยการวางระเบิดและ/หรือยิงอาวุธสงครามในสถานที่ต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อคงการประกาศดังกล่าวไว้ให้นานที่สุด ทั้งห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริในวันที่ 25 กรกฎาคม 2553 ศูนย์การค้าคิงเพาเวอร์ของนายวิชัย รักศรีอักษร นักธุรกิจผู้สนับสนุน “กลุ่มสีน้ำเงิน” ของนายเนวิน ชิดชอบในวันที่ 31 กรกฎาคม และช่วงรอยต่อระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2553 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท. (ช่องหอยม่วง)) ในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ในวันที่ 8 กันยายน 2553 และสวนสาธารณะบึงพระราม กลางเมืองพระนครศรีอยุธยาในวันถัดมา พร้อมกับข่าวลือว่านายอภิสิทธิ์ นายเนวิน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะถูกลอบสังหาร จนนำไปสู่การเพิ่มกำลังทหารและตำรวจในการอารักขาสถานที่สำคัญกว่า 400 จุดรอบกรุงเทพมหานคร และไม่เพียงแต่เขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเพิ่งจะยกเลิกประกาศดังกล่าวไปเมื่อประมาณไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมาคือวันที่ 16 สิงหาคม 2553 ก็ปรากฏว่ามีการสร้างสถานการณ์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณกรมรบพิเศษที่ 5 ค่ายขุนเณร เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 และบริเวณบ้านพักและบริษัทของนายคะแนน สุภา พ่อตาของนายเนวิน เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 ซึ่งก็เป็นที่คาดกันว่าการสร้างสถานการณ์ดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ให้จังหวัดเชียงใหม่อยู่ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง และหลังจากนั้นก็ยังคงมีเหตุระเบิดป่วนเมืองขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครอีกภายหลังจากอาวุธสงครามประเภทจรวด RPG สูญหายไปจากคลังแสงที่จังหวัดลพบุรีไม่นาน ทั้งในวันที่ 26 กันยายน 2553 ที่เกิดเหตุระเบิดบริเวณสะพานลอยหน้าสนามม้านางเลิ้ง เขตดุสิต และวันที่ 30 กันยายน 2553 ที่เกิดเหตุระเบิดในซอยสหการประมูล ถนนประชาอุทิศ เขตวังทองหลาง ซึ่งใกล้เคียงกับสถานทูตประเทศเพื่อนบ้านถึง 2 ประเทศ คือลาวและกัมพูชา
ซึ่งผลที่รัฐบาลได้รับจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครที่เป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือ ชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 6 แทน ดร.ทิวา เงินยวง อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิตที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ลงแข่งขันกับนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.จากพรรคเพื่อไทย จากเดิมที่จะส่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.อีกคนหนึ่งที่มีวาทศิลป์กินใจมวลชนคนเสื้อแดงมาลงสมัคร เนื่องจากนายณัฐวุฒิศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในกรุงเทพมหานครรวมกันเกิน 5 ปีการศึกษาแต่ไม่ต่อเนื่องกัน จึงขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ซึ่งพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็ยอม “เปิดทาง” ให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ด้วยการไม่ส่งพลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ลงแข่งขันด้วย โดยอ้างเหตุผลว่า “ไม่อยากแข่งขันกับผู้ก่อการร้าย” เพื่อกล่าวหานายก่อแก้วที่ยังคงถูกคุมขังร่วมกับนายณัฐวุฒิและแกนนำอื่น ๆ อีกหลายคน แต่สิ่งที่พรรคการเมืองใหม่อ้างนั้นก็ยังพอมีมูลความจริงอยู่บ้าง เนื่องจากนายพนิชก็เป็นลูกน้องคนหนึ่งของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างแท้จริง ซึ่งผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2553 ก็ปรากฏว่า แม้นายก่อแก้วจะไม่สามารถเดินทางออกจากเรือนจำมาหาเสียงด้วยตนเองได้ มีเพียงแต่เทปบันทึกคำปราศรัยของตน และการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงของแกนนำและ ส.ส.ของพรรคเท่านั้น รวมถึงพรรคเพื่อไทยก็ยังถูก ศอฉ.ระงับการทำธุรกรรมทางการเงินในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจนไม่สามารถนำเงินมาใช้จ่ายเพื่อการหาเสียงได้ตามปกติอีกด้วย และเพิ่งได้รับการ “ปลดล็อก” การทำธุรกรรมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว แต่ประชาชนในเขตเลือกตั้งดังกล่าวคือเขตคันนายาว คลองสามวา หนองจอก และบึงกุ่ม ก็ยังเทคะแนนสงสารให้กับนายก่อแก้ว จนสามารถ “หายใจรดต้นคอ” นายพนิชที่เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนต่างกันไม่ถึง 15,000 คะแนน
และการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่เรียกกันว่า “สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร” (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ในวันที่ 29 สิงหาคม 2553 ที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถคว้าเก้าอี้ ส.ก.ได้ถึง 45 ที่นั่ง จากทั้งหมด 61 ที่นั่ง โดยอีก 16 ที่นั่งที่เหลือเป็นของพรรคเพื่อไทย 15 ที่นั่งและผู้สมัครอิสระ (ที่เป็นญาติกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย) 1 ที่นั่ง ในส่วนของ ส.ข. ที่มีการเลือกตั้งใน 36 เขตในวันเดียวกันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถครองเก้าอี้มาได้ถึง 210 ที่นั่งจาก 30 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ไป 39 ที่นั่งจาก 9 เขต (โดยมี 4 เขตที่มี ส.ข.ทั้งสองพรรค) และผู้สมัครอิสระได้ไป 7 ที่นั่งจากเขตพระนคร โดยที่พรรคการเมืองใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยการส่งผู้สมัครในครั้งนี้ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยแม้แต่รายเดียว ซึ่งเมื่อรวมกับการเลือกตั้ง ส.ข.14 เขตเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ก็จะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถครองที่นั่ง ส.ข.ได้มากถึง 289 ตำแหน่งจาก 41 เขต พรรคเพื่อไทยได้ ส.ข.ไป 65 ตำแหน่งจาก 13 เขต และมี 5 เขตที่มี ส.ข.จากทั้งสองพรรคร่วมกัน
การชะลอการดำเนินคดีก่อการร้ายด้วยการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองของแกนนำและแนวร่วม พธม. หรือ “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” จำนวน 79 คน ซึ่งได้กระทำความผิดดังกล่าวมากว่า 20 เดือนแล้ว แต่ก็ยังหน้าด้านหน้าทนที่จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ได้ถูกดำเนินคดีดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าพลตำรวจโทสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง หัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวเป็นผู้ใกล้ชิดกับนายเนวิน ที่มีส่วนพัวพันกับการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.เมื่อเดือนเมษายน 2552 โดยกลุ่มคนเสื้อเหลืองได้เดินทาง “ยกแก๊ง” กันไปรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวที่กองปราบปราม ในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิด 90 ปีของ “นายใหญ่” ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองนั่นเอง พร้อมกับการประกาศอย่างแข็งกร้าวที่จะดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนในคดีนี้อย่างถึงที่สุด และก็ดูเหมือนว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะยังคงมีใจให้กับ “สีเหลือง” อย่างออกนอกหน้า ดังจะเห็นได้จากคดีต่าง ๆ ที่ศาลอาญาเป็นผู้รับผิดชอบทั้งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ที่ได้พิพากษาให้จำคุกแต่รอลงอาญากับแนวร่วม พธม.ที่ขับรถกระบะทับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณใกล้กับรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 วันที่ 2 กันยายน 2553 ที่ได้พิพากษาจำคุกแต่รอลงอาญา (เช่นกัน) กับนายสนธิที่ได้เคยกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกปล้นอำนาจเมื่อ 4 ปีก่อนว่าชอบกล่าวพาดพิงสถาบันเบื้องสูง และวันที่ 15 กันยายน 2553 ที่ได้ “ตบหน้า” ตำรวจสีน้ำเงินอย่างพลตำรวจโทสมยศ ด้วยการยกคำร้องขอออกหมายจับกลุ่มคนเสื้อเหลืองอีก 45 คนที่ยังไม่ได้มารายงานตัวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 และรายอื่น ๆ ที่สำคัญซึ่งยังไม่ได้ออกหมายเรียก
และในส่วนของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ถูกฝ่ายอำมาตย์ตราหน้าว่าเป็น “แดงตัวพ่อ” ตลอดจนครอบครัวของตนเองก็ยังคงถูกกระบวนการ (อ) ยุติธรรมสีเหลืองรังแกอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ด้วยเสียงข้างมาก 103 ต่อ 4 ไม่รับอุทธรณ์ในคดีที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้เงินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้นบริษัทของครอบครัวตนเองตกเป็นของแผ่นดินเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยอ้างว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไม่ได้หยิบยกข้อกฎหมายใหม่ขึ้นต่อสู้ มีแต่เพียงข้อเท็จจริงในคดีเท่านั้น ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกกระบวนการ (อ) ยุติธรรมละเลยและบิดเบือนมาตั้งแต่ต้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนก่อน ๆ
ส่วนอีกคดีหนึ่งที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปแล้วเมื่อปี 2551 ก็คือคดีที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ยินยอมให้ภรรยาของตนซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกจากกองทุนเพื่อการพื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะคู่สมรส ซึ่งแม้ว่าศาลแพ่งจะได้พิพากษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 ให้ธุรกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้ผู้ขายคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อ เสมือนไม่มีการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเกิดขึ้นเลยก็ตาม แต่โทษจำคุก 2 ปีของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับมิได้เป็นโมฆะไปด้วย ฝ่ายอำมาตย์ยังคงมองพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเป็น “นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน” อยู่เช่นเดิม จึงยังคงจับตามองความเคลื่อนไหวเพื่อ “ใส่ความ” นายกรัฐมนตรีที่เป็นเหยื่อของตนอยู่ตลอดมา หากมีความเคลื่อนไหวก็มองว่าเป็นการป่วนบ้านป่วนเมือง แต่หากไม่มีความเคลื่อนไหวก็กุข่าวว่าป่วยหนักเกือบเอาชีวิตไม่รอด เรียกกันว่า “โผล่ก็หาว่าป่วน ไม่โผล่ก็หาว่าป่วย” เลยทีเดียว
การอนุมัติให้ข้าราชการประจำบางรายทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือนที่มีข้อครหาในหน้าที่ราชการได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นในช่วงรอยต่อของปีงบประมาณ 2553-2554 ไม่ว่าจะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ซึ่งถูกสังคมมองว่าเป็น “นายทหารมือเปื้อนเลือด” จากการสังหารประชาชนที่ผ่านมา ได้ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ. พลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ที่เป็นจำเลยในคดีลักพาตัวนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2533 และเป็นน้องชายของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม นายทหาร “หัวใจสีเหลือง” ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และให้พลตำรวจตรีชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล นายตำรวจคนสนิทของนายสนธิแห่ง พธม.เช่นกัน มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน ท่ามกลางความไม่พอใจของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียที่แสดงออกผ่านทางหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นการออกจดหมายเตือนประชาชนของตนไม่ให้เดินทางมายังประเทศไทย และการขัดขวางการออกตราประทับ (Visa) ให้กับชาวไทยมุสลิมที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์ ซึ่งการกดดันดังกล่าวก็สามารถกระตุก “ต่อมสำนึก” ของพลตำรวจโทสมคิดได้ในระดับหนึ่ง ด้วยการแถลงข่าวเพื่อสละตำแหน่งที่จะได้รับดังกล่าวในวันที่ 22 กันยายน 2553
การเสนอแต่งตั้งนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง “หัวใจสีน้ำเงิน” ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริตในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกรมดังกล่าว จนถูกข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยทั้งอดีตและปัจจุบันจำนวนมากตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมนี้ จนถึงขั้นที่ได้ยื่นถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์ต่อประมุขสูงสุดของชาติ และมีผลทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องระงับการทูลเกล้าฯ ถวายชื่อของนายมงคลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยให้นายขวัญชัย วงศ์นิติกร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาราชการแทนในตำแหน่งดังกล่าวไปก่อน จนกระทั่งนายมงคลต้องแถลงข่าวเพื่อสละตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2553 ในที่สุด และการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล จากผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อ “กำราบ” กลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ดงเสื้อแดง” อีกจังหวัดหนึ่ง และยังเป็นจังหวัดบ้านเกิดของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีกด้วย เนื่องจากหม่อมหลวงปนัดดามีทัศนคติที่ไม่สู้ดีต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อสารมวลชนแขนงต่าง ๆ เกี่ยวกับนักการเมืองผู้ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และคดโกงชาติบ้านเมืองอยู่เนือง ๆ
ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงผู้บริหารสูงสุดขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระของรัฐอีก 2 แห่ง ทั้งคุณหญิงจารุวรรรณ เมณฑกา ผู้ซึ่งมีความ “หน้าด้านหน้าทน” ในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งที่ตนเองไม่มีความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่สูงสุดและไม่เกินกึ่งหนึ่งจากที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แต่ได้รับการเลือกจากที่ประชุมวุฒิสภาตามที่ คตง.เสนอชื่อ ซึ่งขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และระเบียบ คตง.ที่ระบุให้ คตง.เป็นผู้เลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเองจากผู้ได้รับการสรรหา แล้วจึงนำชื่อบุคคลที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดและเกินกึ่งหนึ่งของ คตง.มาขอความเห็นชอบจากวุฒิสภา มิใช่ส่งชื่อผู้ได้รับการสรรหาทุกคนมาให้วุฒิสภาเลือกดังที่ คตง.ชุดที่มี ดร.ปัญญา ตันติยวรงค์เป็นประธานกรรมการได้ดำเนินการไป ซึ่งในปัจจุบัน ดร.ปัญญาก็ได้ถูกนายประธาน ดาบเพชร ผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและเกินกึ่งหนึ่งจากที่ประชุม คตง.ฟ้องร้องจนถูกพิพากษาให้จำคุกฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และต่อมาก็ได้มีการส่งเรื่องกระบวนการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดย คตง.และวุฒิสภา ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยที่ 47/2547 ว่าการที่วุฒิสภาลงมติเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
แต่ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยว่าที่มาในการเข้าสู่ตำแหน่งของคุณหญิงจารุวรรณไม่ถูกต้อง จนนำไปสู่การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่คือนายวิสุทธิ์ มนตริวัตแล้วก็ตาม คุณหญิงจารุวรรณก็ยังคง “เถียงข้าง ๆ คู ๆ ” ว่าตนเองยังคงเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยชอบธรรมอยู่ตลอดมา จนทำให้กระบวนการอำมาตย์ที่หนุนหลังตนเองอยู่ขัดขวางมิให้นายวิสุทธิ์ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทนตนในที่สุด และคุณหญิงจารวุรรณก็ยังคงได้รับ “ไฟเขียว” จากอำนาจพิเศษเช่นว่านี้ต่อไปอีก ในช่วงที่มีการรัฐประหารล้มรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เมื่อเดือนกันยายน 2549 โดยคณะรัฐประหารกำหนดให้ คตง.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และให้คุณหญิงจารุวรรณใช้อำนาจของทั้ง คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้อย่างเต็มที่จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 และหลังจากนั้นจนกว่าจะมี คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่ อีกทั้งยังแต่งตั้งให้คุณหญิงจารุวรรณดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่มีหน้าที่ในการ “ตามล้างตามเช็ด” รัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณโดยเฉพาะอีกด้วย เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ได้บัญญัติให้มีเนื้อหาสาระในการ “ขยายความหน้าด้าน” ของนักบัญชีหญิงแก่รายนี้เช่นเดิมในมาตรา 301 ต่อมาในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 นักบัญชีหญิงแก่ผู้นี้ก็มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ อันเป็นเหตุที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย แต่นักบัญชีหญิงแก่ผู้นี้ก็ยังคงรักษาความ “เหนียว” ของทั้งหนังและหน้าไว้เช่นเดิม ด้วยการประกาศที่จะรักษาการในตำแหน่งดังกล่าวต่อไป ด้วยการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้ตนเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน ตามคำแนะนำของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากการสรรหาซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของประธานวุฒิสภาด้วย โดยไม่แยแสต่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เลย เนื่องจากเห็นว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่สามารถก้าวล่วงมาวินิจฉัยกิจการขององค์กรอิสระได้ และคุณหญิงจารุวรรณก็ “ประกาศกร้าว” ที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวไปจนกว่าจะมีการดำเนินการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งในปัจจุบัน กฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา หากจะนับเวลาที่จะได้ประกาศใช้ก็คงจะนานพอสมควร จึงเชื่อได้ว่า นี่คงจะเป็น “ลูกด้านเที่ยวล่าสุด” ของคุณหญิงจารุวรรณโดยแน่แท้ โดยคุณหญิงจารุวรรณได้แสดงออกถึง “ลูกด้าน” ดังกล่าวด้วยการแสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างจะไร้มารยาทเพื่อขัดขวางการประชุมและการแถลงข่าวภายในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีนายพิศิษฐ์ ผู้รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ถูกต้องชอบธรรม เนื่องจากได้รับแต่งตั้งก่อนที่คุณหญิงจารุวรรณจะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอายุครบ 65 ปี นั่งเป็นประธาน และคุณหญิงจารุวรรณก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นพวกเดียวกับตนในการประทับตราให้กับ “ลูกด้าน” เหล่านี้อีกด้วย โดยเฉพาะการที่ศาลปกครองกลางได้ยกคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลสั่งให้ตนเองยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในกรณีดังกล่าว จนนายพิศิษฐ์ต้องร้องสอดเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยตนเอง และได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 เมื่อศาลปกครองกลางเพิกถอนคำสั่งของคุณหญิงจารุวรรณที่ยกเลิกการรักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยนายพิศิษฐ์ เนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณออกคำสั่งดังกล่าวหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว
และองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองอีกแห่งหนึ่งที่ (น่าจะ) ถูกรัฐบาลแทรกแซงก็คือ ธปท. ที่มีประธานกรรมการและผู้ว่าการเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์และ/หรือ พธม. ไม่ว่าจะเป็นหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.ในฐานะประธานกรรมการ ธปท.ซึ่งมีบุตรชายคือหม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 แทน ดร.ธาริษา วัฒนเกสที่ครบวาระ ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร.ประสารเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของตระกูลล่ำซำ หนึ่งในนายทุนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังเคยเป็นวิทยากรร่วมรายการ “ลงเอยอย่างไร” ของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แนวร่วม พธม.อีกด้วย
ในส่วนของผู้ที่มีแนวความคิดตรงข้ามกับรัฐบาล ก็ยังคงปรากฏความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่หวั่นต่อภยันตรายที่จะมาข่มขู่คุกคามพวกตนเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย และ นปช. ที่ยังคงจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวอยู่บ้าง โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็ได้มีการจัดกิจกรรมที่สำคัญ ทั้งการจัดแสดงนิทรรศการ “7 วัน 7 ความเจ็บปวดของประชาชน” ในช่วงวันที่ 19-25 กรกฎาคม 2553 เพื่อแสดงให้สังคมเห็นถึงความโหดร้ายทารุณที่รัฐบาลทาสอำมาตย์ชุดนี้กระทำต่อประชาชนผู้มาขอทวงอำนาจคืน และการหาเสียงช่วยนายก่อแก้วดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อถึงวันปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นถึงดึกของวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ที่ลานหน้าสวนสยาม แกนนำและ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยหลายรายก็ได้ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นการสังหารประชาชนเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำ นปช.ด้วย ได้เปิดเผยถึงพฤติกรรมรับสินบนจำนวน 150,000 บาทของนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ อดีตข้าราชการกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นภรรยาของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) และกรรมการ ศอฉ. เพื่อแลกกับการไม่ต้องเสียภาษีของนักธุรกิจรายหนึ่งที่ได้เดินทางมาร้องเรียนกับพรรคเพื่อไทย
ในส่วนของ นปช.ก็ได้มีการจัดกิจกรรม “ผูกผ้าแดง” ที่สี่แยกราชประสงค์โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) และคณะ เพื่อรำลึกถึงวีรชนคนเสื้อแดง 91 รายที่พลีชีพให้กับความบ้าอำนาจของรัฐบาล ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวก็เคยจัดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้หลังการสลายการชุมนุมไม่นานนัก แต่ก็ต้องระงับไปเนื่องจาก บก.ลายจุดถูกควบคุมตัวฐานละเมิดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อ บก.ลายจุด ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วจึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง และ บก.ลายจุดก็ยังได้เป็น “แกนนอน” (มิใช่แกนนำ) ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของ นปช. ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม “แต่งชุดดำประท้วงสองมาตรฐาน” ในช่วงวันคล้ายวันเกิดของผู้มีอำนาจตัวจริงของไทย คือวันที่ 24-26 สิงหาคม 2553 “แดงลงทะเล” เพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้รับความบันเทิงในวันที่ 5 กันยายน 2553 ที่หาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี กิจกรรม “วางดอกกุหลาบหน้าเรือนจำ” เพื่อแสดงออกถึงความห่วงใยในสิทธิเสรีภาพของแกนนำและแนวร่วมคนเสื้อแดงที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในวันที่ 17 กันยายน 2553 ที่เรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศที่พวกเขาเหล่านี้ถูกคุมขังอยู่ และกิจกรรม “เขียนจดหมายถึงฟ้า” เพื่อปล่อยลูกโป่งสีแดงขึ้นสู่ท้องฟ้าและรำลึกถึงการปล้นอำนาจไปจากประชาชนที่ครบรอบ 4 ปีในวันที่ 19 กันยายน 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวก็สามารถผ่านไปได้ด้วยความสงบ สันติ ปราศจากกองกำลังติดอาวุธชุดดำที่กลไกภาครัฐหลอกลวงว่าได้รับการฝึกการใช้อาวุธมาจากประเทศกัมพูชาแล้วไปพักอยู่ใกล้บ้านของนายอภิสิทธิ์ แต่กองกำลัง “นักรบชุดดำ” ที่น่าจะเป็นทหาร มิใช่กลุ่มคนเสื้อแดงนี้ ก็กลับไปปรากฏตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงปลายเดือนดังกล่าวแทน
นอกจากนี้ก็ยังมีสายธารน้ำใจจากแกนนำและมวลชนคนเสื้อแดงด้วยกัน ในการช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัวของวีรชนที่ได้สละชีวิตร่างกายเพื่อเซ่นความบ้าอำนาจของรัฐบาล ผ่านทางการจัดคอนเสิร์ตที่จังหวัดสมุทรสาครเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2553 ที่จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2553 และที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังจากการจัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการได้เสร็จสิ้นลง และเป็นวันเดียวกับที่ พธม.จัดคอนเสิร์ตที่หอประชุมใหญ่ซึ่งอยู่ติดกัน แต่ขนาดของหอประชุมที่ทั้งสองสีใช้จัดกิจกรรมนั้นต่างก็แปรผกผันกับผู้เข้าร่วมงานโดยสิ้นเชิง
ส่วนในการช่วยเหลือทางคดีความนั้น ก็มีทั้งความพยายามในการขอประกันตัวแกนนำที่ยังคงถูกคุมขังด้วยกระบวนการ (อ) ยุติธรรม โดยทนายความแนวร่วม นปช.เช่นนายคารม พลทะกลาง ที่ได้ยื่นเรื่องขอประกันตัวแกนนำเหล่านี้ต่อศาลหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีเพียงนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.เท่านั้นที่ได้รับการปล่อยตัวตามคำสั่งศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ส่วนแกนนำคนอื่น ๆ ทั้งศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างก็ “ยืนกระต่ายขาเดียว” ที่จะไม่ให้อิสรภาพ โดยอ้างว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวออกไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมได้ แม้ในช่วงที่นายก่อแก้วจะต้องเดินทางไปสมัคร ส.ส. ก็อนุญาตเพียงให้ออกจากเรือนจำไปสมัครแล้วกลับเข้ามาเท่านั้น โดยที่ศาลไม่ได้ใส่ใจไยดีกับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวแกนนำเหล่านี้ที่หัวหน้าครอบครัวถูกดำเนินคดีไปเลยแม้แต่น้อย และศาลก็ไม่เคยคิดที่จะออกคำสั่งควบคุมตัวแกนนำ พธม.ที่กระทำความผิดกรรมเดียวกันเลย หรือเป็นเพราะศาลไทยมี “บัลลังก์เหลือง” อย่างนายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นอดีตอธิบดี DSI ที่เป็นปฏิปักษ์ในทางคดีความกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมาแล้ว
และการดำเนินคดีสังหารประชาชนต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) โดยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมาย Amsterdam & Peroff ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินคดีระหว่างประเทศรายหนึ่งของโลกในการต่อสู้ทางคดีความในครั้งนี้ ซึ่งคณะของทนายความจากสำนักงานกฎหมายดังกล่าวนำโดยนาย Robert Amsterdam ก็ได้เตรียมการที่จะเดินทางมาแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเทศไทย แต่ก็ถูกกลไกภาครัฐสกัดขัดขวางเอาไว้ ด้วยเกรงจะทำให้ความจริงปรากฏแก่สังคมโลกมากไปกว่านี้ แต่อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสังหารประชาชนในครั้งนี้ ก็ได้ถูกสำนักงานกฎหมายแห่งนี้นำไปจัดทำเป็นสมุดปกขาวที่มีชื่อว่า “The Bangkok Massacres: A Call for Accountability” (ซึ่งได้มีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วภายใต้ชื่อว่า “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ”) เพื่อเผยแพร่ความจริงอันโหดร้ายของรัฐบาลไทยสู่ประชาคมโลก โดยสมุดปกขาวดังกล่าวได้กล่าวถึงการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 ที่ได้ดำเนินนโยบายอันเป็นที่ชื่นชมของประชาชนไทยส่วนใหญ่ จนนำไปสู่การทวงคืนอำนาจของฝ่ายอำมาตย์โดยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และขบวนการต่าง ๆ ที่ตามมาในภายหลัง โดยเฉพาะ “ตุลาการภิวัตน์” และนำไปสู่การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นิยมชมชอบในระบอบประชาธิปไตย และตัวนายกรัฐมนตรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยท่านนี้ จนกระทั่งถูกกลไกของระบอบอำมาตย์สังหารผลาญชีวิตและร่างกายทั้งในเดือนเมษายน 2552 เมษายน 2553 และพฤษภาคม 2553 ซึ่งก็เป็นที่น่าดีใจว่า ขณะนี้ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมการส่งฟ้องยัง ICC ภายในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อที่จะนำไปสู่ความรับผิดชอบทางคดีความของผู้นำรัฐบาลไทยทั้งตัวจริงและหุ่นเชิดต่อไป
ในส่วนของสื่อมวลชนที่ยืนอยู่เคียงข้างความถูกต้อง ซึ่งสมควรจะเรียกว่า “สื่อมวลชน” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำนั้น ก็ยังคงถูกตามราวีจากกลไกภาครัฐอยู่เสมอมา ทั้งสื่อมวลชนสาย “สีแดง” อย่างเช่นนิตยสาร Red Power ที่ออกฉบับแรกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2553 แทนนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งถูก ศอฉ.สั่งปิดไปก่อนหน้านี้ ก็ยังถูกรังแกผ่านทางการสั่งปิดโรงพิมพ์ที่จังหวัดนนทบุรี โดยอ้างกฎหมายควบคุมอาคารภายหลังจากที่เผยแพร่ไปได้ไม่กี่ฉบับ จนต้องเปลี่ยนโรงพิมพ์ไปยังจังหวัดเชียงใหม่แทน ในส่วนของสถานีโทรทัศน์ Asia Update ที่เริ่มออกอากาศในช่วงใกล้เคียงกับการเปิดตัวนิตยสาร Red Power แทนสถานีโทรทัศน์ People Channel ที่ถูกปิดไปหลังจากการสลายการชุมนุม ก็ยังมีความพยายามในการรบกวนการออกอากาศอยู่บ่อยครั้งเช่นเดิม ด้านสื่อมวลชนสาย “สีขาว” ที่เป็นกลาง มุ่งนำเสนอความจริงและความถูกต้องสู่สังคม ก็ถูกรังแกรังควานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งกรณีที่ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาลรายหนึ่ง ได้สัมภาษณ์นายสุเทพเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2553 ถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลโดย ศอฉ.ในการตรวจสอบการใช้อาวุธสงครามของทหาร แต่ผู้สื่อข่าวรายนี้กลับถูกนายสุเทพตั้งคำถามสวนกลับอย่างแข็งกร้าวว่า “คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า” เสียนี่ และการแถลงข่าวของ ศอฉ. ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2553 อันเป็นการคุกคามสื่อทั้งสีขาวและสีแดงอย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและนิตยสาร Red Power ที่นำเสนอความจริงอันเลวร้ายที่ฝ่ายทหารกระทำต่อประชาชน
ผิดกับสื่ออย่างเครือเนชั่นหรือเครือ ASTV ผู้จัดการ ที่ไม่เคยนำเสนอข้อมูลดังกล่าวด้วยความเป็นจริงเลย แต่กลับยอมตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายอำมาตย์ในการบิดเบือนข้อเท็จจริงสู่สาธารณชน และยังได้ร่วมกับรัฐบาลทาสอำมาตย์ด้วยกันในการสร้างภาพ “การปรองดอง” เมื่อนายอภิสิทธิ์เข้าเยี่ยมกิจการของทั้งสองกลุ่มบริษัทสื่อเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 และวันที่ 10 กันยายน 2553 ตามลำดับ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทหลังที่นายอภิสิทธิ์ใช้เวลาสนทนาเป็นการส่วนตัวกับผู้บริหารสูงสุดอย่างนายสนธินานเป็นพิเศษ เนื่องจากนายสนธิและ พธม.ก็คือผู้มีบุญคุณรายหนึ่งที่ผลักดันนายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารที่เป็นหุ่นเชิดของฝ่ายอำมาตย์ จนทำให้ผู้มีบุญคุณรายอื่นอย่างกลุ่มสีน้ำเงินของนายเนวินไม่พอใจ และนำมาสู่การแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกลุ่มการเมืองฝ่ายอำมาตย์ทั้งสองสี โดยมีการลอบสังหารนายสนธิเมื่อเดือนเมษายน 2552 เป็นจุดเริ่มต้น จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่าการสนทนาลับในครั้งนี้ นายสนธิน่าจะได้สั่งการให้นายอภิสิทธิ์ “จัดการ” ขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มสีน้ำเงินเป็นแน่
ในส่วนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็ปรากฏว่ามีการแสดงออกทางความคิดเกี่ยวกับการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน และทุกรายต่างก็ถูกกลไกของระบอบอำมาตย์ตามรังควานอีกเช่นกันโดยเฉพาะกรณีของนายวิทวัส (มาร์ค) ท้าวคำลือ ผู้เข้าร่วมประกวด True Academy Fantasia (AF) รุ่นที่ 7 ที่มีรหัสในการประกวดว่า “มาร์ค V11” ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์การสังหารประชาชน ของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “มาร์ค” เช่นกันและสั่งการมาจาก ศอฉ.ที่ตั้งอยู่ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ จึงเป็นที่มาของฉายา “มาร์ค ราบ 11” ที่ตั้งให้ล้อกัน โดยมาร์ค V11 ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงตามประสาวัยรุ่น ระบายความไม่พอใจลงใน Facebook ของตนก่อนที่จะเข้ามาประกวด AF เสียอีก ซึ่งสื่อในเครือข่าย พธม.อย่างหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ ก็ได้กล่าวหามาร์ค V11 ว่าเขียนข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพลงใน Facebook ดังกล่าว ทั้งที่เป็นการตัดต่อข้อความและรูปภาพขึ้นเองทั้งสิ้น และนำไปสู่การจัดตั้ง“ขบวนการล่าแม่มด” ที่โจมตีมาร์ค V11 อย่างรุนแรงผ่านทางอินเทอร์เน็ต จนต้องขอถอนตัวออกจากการประกวด AF ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ส่วนกรณีอื่น ๆ ก็มีทั้งจัดกิจกรรมประท้วงการสังหารประชาชนโดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดเชียงราย จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 การที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตรียมจัดการประท้วงนายอภิสิทธิ์ในกรณีเดียวกัน ในวันที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปบรรยายที่คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2553 แต่ถูกอาจารย์สันดานอำมาตย์เก็บป้ายสำหรับการประท้วงดังกล่าวเสียก่อน และการที่มีเยาวชนถามนายอภิสิทธิ์ในกิจกรรม “นิสิตนักศึกษาพบนายกรัฐมนตรี” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 เกี่ยวกับการใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในการคุกคามสื่อสารมวลชน ซึ่งได้นำมาออกอากาศในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ทางช่องหอยม่วงเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 ก็ยังถูกพลเรือเอก ดร.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ส.ว.สรรหาสันดานอำมาตย์กล่าวหากลางที่ประชุมวุฒิสภาในวันต่อมาว่า เยาวชนคนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองตรงข้ามรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการสบประมาทความคิดเห็นของเยาวชนที่น่าละอายที่สุดอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับปัญหาสำคัญอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากกลไกภาครัฐและ/หรือกลไกของระบอบอำมาตย์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็มีทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) และค่าเงินบาทจะปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นก็ตาม แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็ยังประโยชน์ให้เฉพาะกับนายทุนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น มิได้ทำให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์อันใดเลย ดังจะเห็นได้จากราคาไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของประชาชนที่มีราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติถึงฟองละไม่ต่ำกว่า 3 บาท เนื่องจาก ผลผลิตไม่พอเพียงต่อความต้องการของผู้บริโภค ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2553 ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอำมาตย์ชุดนี้ที่เน้นเฉพาะความอยู่รอดของผู้ผลิตแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งเจ้าของปัจจัยการผลิต ผู้ผลิตและผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กัน
ในส่วนของกลไกอื่น ๆ ของระบอบอำมาตย์ที่สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ ก็มีส่วนสำคัญในการขัดขวางความเจริญทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนสาย พธม.หรือที่เรียกกันว่า “ NGO หางเหลือง” ที่ไม่พอใจคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ที่ให้ดำเนินโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 74 โครงการจากทั้งหมด 76 โครงการต่อไปได้ โดยยกเว้น 2 โครงการคือโครงการโรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์ (ethylene oxide: EO) และเอทธิลีนไกลคอล (ethylene glycol: EG) (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด ในเครือบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (vinyl chloride monomer :VCM) โรงงานที่ 1 และโรงงานที่ 2 ของบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) โดย NGO หางเหลืองกลุ่มนี้ในฐานะผู้ฟ้องคดีก็หวังที่จะอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้ทุกโครงการ “ล้ม” ไปให้หมด โดยอ้างเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบังคับไว้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในวงกว้างที่จะเกิดกับทั้งบริษัทเจ้าของโครงการที่ได้ดำเนินโครงการมาก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นี้เสียอีก และผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ผู้ถือหุ้น และผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้ ตลอดจนถึงภาครัฐเลย
และอีกกรณีหนึ่งที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการโทรคมนาคมก็คือ การที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งได้ร้องขอต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ระงับการจัดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่านความถี่ 2.1 GHz หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ “โทรศัพท์มือถือ 3G มาตรฐาน IMT” ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เตรียมที่จะจัดการประมูลในวันที่ 20 กันยายน 2553 ซึ่งกสท โทรคมนาคมก็ได้รับชัยชนะในกรณีดังกล่าวก่อนที่ กทช.จะจัดการประมูลเพียง 4 วัน โดยศาลยกเหตุผลเรื่องความไม่แน่นอนในข้อกฎหมายเป็นข้ออ้าง เนื่องจากกฎหมายจัดตั้ง กทช.เป็นกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และปัจจุบันกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ศาลปกครองกลางจึงเห็นว่า ควรรอให้มี กสทช.เสียก่อนจึงจะเหมาะสมกว่า กทช.จึงได้อุทธรณ์คำสั่งระงับการประมูลนี้ต่อศาลปกครองสูงสุด แต่แล้วในวันที่ 22 กันยายน 2553 ศาลปกครองสูงสุดก็อ้างเหตุผลแบบเดียวกับศาลปกครองกลางในการระงับการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือ 3G มาตรฐาน IMT นี้
คำสั่งระงับการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือ 3G มาตรฐาน IMT ของศาลปกครองทั้งสองชั้น นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูในสังคม เนื่องจากโทรศัพท์มือถือ 3G มาตรฐาน IMT เป็นมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เนื่องจากสามารถรองรับการสื่อสารข้อมูลโดยเฉพาะผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ดีกว่าโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบันด้วยช่วงความถี่ (Bandwidth) ที่มากกว่า จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการศึกษา การสาธารณสุข การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการสื่อสารมวลชน ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศโดยเฉพาะลาวและกัมพูชาก็ใช้มาตรฐานดังกล่าวมาก่อนประเทศไทยเสียอีก และในขณะเดียวกัน บางประเทศก็ยังสามารถพัฒนาระบบโทรศัพท์มือถือให้ก้าวหน้าไปยิ่งกว่า 3G คือถึง 4G แล้วด้วย หากประเทศไทยจะรอให้มีการจัดตั้ง กสทช.เพื่อมาจัดทำแผนบริหารคลื่นความถี่และจัดประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือ 3G จนสามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจริง ๆ ก็จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นก็ไม่ทราบได้ว่า ประเทศไทยจะ “วิ่งตาม” เทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาได้ทันหรือไม่
อีกทั้งการที่กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ร้องต่อศาลในกรณีนี้ ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงผลประโยชน์ทับซ้อนที่กสท โทรคมนาคมและบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอีกแห่งหนึ่งจะได้รับ เนื่องจากทั้งสองบริษัทต่างก็เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G โดยที่กสท โทรคมนาคมให้บริการบนมาตรฐาน HSPA ที่ความถี่ 850 MHz ส่วนทีโอทีได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามมาตรฐาน IMT จาก กทช.มาส่วนหนึ่งแล้ว และ กทช.ได้เตรียมการที่จะนำคลื่นความถี่ตามมาตรฐานเดียวกันนี้ที่เหลือไปเปิดประมูล แต่ก็ถูก “คว่ำ” โดยศาลเสียก่อน จนทีโอทีสามารถ “ประกาศศักดา” ว่าตนเองเป็น “ผู้วางโครงข่ายระบบ 3G ที่แท้จริงแห่งประเทศไทย” ได้ในที่สุด หากบริษัทเอกชนรายใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่ระบบ 3G ก็ต้องมาขอเช่าใช้จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองรายนี้เท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างอะไรเลยกับการให้บริการโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบันที่รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งให้บริการทั้งโดยตนเองและผ่านทางการให้สัมปทานกับบริษัทเอกชน และยิ่งแสดงออกให้เห็นถึงความเป็น “สองมาตรฐาน” ของรัฐบาลในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ที่ห้ามรัฐประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชนในกิจการที่ไม่ใช่สาธารณูปโภค และไม่ส่งเสริมการผูกขาดตัดตอน เนื่องจากในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้ รัฐบาลได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยในการที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจะเข้าไปประมูลซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์จากประเทศฝรั่งเศส แต่กลับสนับสนุนให้กสท โทรคมนาคมและทีโอทีผูกขาดตัดตอนภาคเอกชนในการใช้คลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือเสียนี่
ส่วนอีกปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยมีปัญหากับประเทศต่าง ๆ ที่สำคัญถึง 4 ประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่เกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาลไทยเนื่องจากกรณีของพลตำรวจโทสมคิดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ประเทศกัมพูชาที่มีปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาลชุดปัจจุบันและ พธม.มาโดยตลอด โดยในเดือนนี้ พธม.ได้หยิบยกกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมา “ปลุกกระแสคลั่งชาติ” อีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากการที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม.ได้นำมวลชนเสื้อเหลืองส่วนหนึ่งไปประท้วงการขึ้นทะเบียนดังกล่าว ที่สำนักงานองค์การ UNESCO ประจำประเทศไทยที่ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2553 และในอีก 2 วันต่อมา คณะกรรมการมรดกโลก ในคราวประชุมครั้งที่ 34 ที่ประเทศบราซิล ก็ได้มีมติเลื่อนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปในคราวประชุมครั้งต่อไปที่ประเทศบาห์เรน เนื่องจากนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหัวหน้าคณะของไทยได้แสดงการคัดค้านแผนการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณดังกล่าวที่กัมพูชาเสนอ เมื่อผลการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าปราสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนหรือไม่ ความ “หน้าด้านหน้าทน” ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองจึงยังไม่หมดสิ้นไปได้โดยง่าย เรือตรีแซมดิน เลิศบุษย์ และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แห่ง พธม.พร้อมกับนักวิชาการหัวใจสีเหลืองอย่างหม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ และนายเทพมนตรี ลิมปพยอม จึงต้องเข้าพบนายอภิสิทธิ์ถึงทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 6 สิงหาคม 2553 เพื่อทวงถามถึงข้อเสนอ 4 ประการที่ขอจากรัฐบาลไว้ตั้งแต่วันที่ไปประท้วงที่สำนักงาน UNESCO คือ ขอให้รัฐบาลยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ที่ทำไว้เมื่อปี 2543 จึงมีชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า MOU 2543 ขับไล่ทหารและประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อน และคัดค้านการตั้งคณะกรรมการจาก 7 ประเทศเข้าบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนนี้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของไทยโดยสมบูรณ์ มิใช่พื้นที่ทับซ้อน และอาจถึงขั้นที่จะต้องทวงคืนปราสาทพระวิหารให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของไทยอย่างไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศอีกด้วย และเตรียมการที่จะจัดการชุมนุมต่อต้านการขึ้นทะเบียนดังกล่าวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันรุ่งขึ้น โดยแอบอ้างตัวเองว่าเป็น “เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ” ซึ่งถึงแม้ว่า ศอฉ.จะประกาศปิดการจราจรรอบทำเนียบรัฐบาล คือถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนินนอก ถนนลูกหลวง และถนนนครปฐม จนทำให้นายปานเทพต้องประกาศย้ายสถานที่จัดกิจกรรมประท้วงไปเป็นสนามกีฬากรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ที่เขตดินแดงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีกลุ่มคนเสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งนำโดยนายวีระ สมความคิด มาชุมนุมที่หน้ากองทัพภาคที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันกับทำเนียบรัฐบาล และในวันที่ 8 สิงหาคม 2553 หรือวันถัดมาจากการชุมนุมดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ก็ได้ร่วมจัดรายการพิเศษทางสถานีโทรทัศน์ช่องหอยม่วงเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารร่วมกับนายปานเทพและแนวร่วม พธม.อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวได้นำเสนอมาพอสมควรแล้ว จึงจะไม่ขอกล่าวซ้ำในที่นี้อีก
ซึ่งปฏิกิริยาของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกมาถึงความไม่พอใจต่อไทยในกรณีดังกล่าว ก็มีทั้งการที่สื่อมวลชนกัมพูชากล่าวโจมตีนายสนธิ แกนนำ พธม.ว่าเป็นผู้บ้าคลั่งในไสยศาสตร์ และการที่รัฐบาลกัมพูชาโดยสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงการกระทำของรัฐบาลไทย ที่ได้ขู่ว่าจะยกเลิก MOU 2543 แล้วใช้มาตรการทางทหารในการดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนแทน ไปยังประธานสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) ในส่วนของคนไทยรายหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถจนได้รับเกียรติให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประเทศนี้อย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 เพื่อมิให้ตกเป็นข้อครหาของฝ่ายอำมาตย์ว่าเห็นประเทศเพื่อนบ้านสำคัญกว่าประเทศของตน
และอีก 2 ประเทศที่ประเทศไทย “ลาก” มาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ก็คือประเทศรัสเซียและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ต่างก็ต้องการตัวของนายวิคเตอร์ บูท (Viktor Bout) พ่อค้าอาวุธสงครามข้ามชาติที่ได้รับฉายาว่า “พ่อค้าความตาย” ไปดำเนินคดีในประเทศของตน แต่กระบวนการ (อ) ยุติธรรมทาสอำมาตย์ของไทยก็เลือกที่ส่งตัวนายวิคเตอร์ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากที่ได้ใช้ให้พ่อค้าอาวุธสงครามรายนี้เป็น “ตราประทับ” ความเป็น “ผู้ก่อการร้ายตัวพ่อ” ให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำของประเทศรัสเซีย ซึ่งเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “wallpaper” เนื่องจากชอบยืนเป็นฉากหลังของนายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปพบนายวิคเตอร์ถึงเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553 ซึ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ “ขอคืนพื้นที่” สะพานผ่านฟ้าลีลาศได้เพียง 5 วัน โดยแนะนำตัวว่าเป็น “ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี” และได้สอบถามนายวิคเตอร์ว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ซื้ออาวุธสงครามของเกาหลีเหนือที่บรรจุมาภายในเครื่องบินของจอร์เจีย ซึ่งถูกควบคุมโดยตำรวจและกองทัพอากาศไทยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2552 เพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงนำไปใช้ในการชุมนุมใช่หรือไม่ และมีวิธีการใดที่จะสามารถควบคุมเครื่องบินที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเดินทางเพื่อจับกุมตัวได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ถูกภรรยาของนายวิคเตอร์นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน และแม้ว่านายศิริโชคจะได้ออกมา “แก้ตัว” ต่อสื่อมวลชนว่า ได้ไปพบนายวิคเตอร์จริง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553 ซึ่งขัดแย้งกับที่ภรรยาของนายวิคเตอร์ระบุถึง 4 วันก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่น่าสงสัยก็คือ วันที่นายศิริโชคอ้างคือวันที่ 11 ตรงกับวันอาทิตย์ และวันที่ภรรยาของนายวิคเตอร์อ้างคือวันที่ 15 ตรงกับวันหยุดเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งทั้งสองวันต่างก็เป็นวันหยุดราชการทั้งสิ้น แม้แต่ญาติและทนายความก็ไม่สามารถเข้าเยี่ยมนักโทษได้ หากนายศิริโชคเข้าพบนายวิคเตอร์จริง ไม่ว่าวันหนึ่งวันใดหรือทั้งสองวัน และหากนายศิริโชคแนะนำตัวกับนายวิคเตอร์ว่าเป็นผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีอยู่จริงในสารบบข้าราชการการเมืองไทยนั้น การที่นายศิริโชคเข้าพบนายวิคเตอร์ จะเป็นการ “รับใบสั่ง” มาจากผู้มีอำนาจเหนือตนในการสร้างพยานหลักฐานเท็จให้สังคมเกลียดชังพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงในฐานะผู้ก่อการร้าย โดยมีกระบวนการ (อ) ยุติธรรมเป็นฐานสนับสนุนใช่หรือไม่
แม้ทั้งหมดที่กล่าวมาจะแสดงให้เห็นว่า ระบอบอำมาตย์จะมีพฤติกรรมเหยียบย่ำห้ำหั่นล้างผลาญระรานการเมืองไทยสักเพียงใด แต่ก็มิได้ทำให้ความพยายามของฝ่ายการเมืองอื่นที่อยากเห็นความปรองดองสมานฉันท์กลับคืนมาในแผ่นดินไทยยุติไปได้เลย ดังจะเห็นได้จากการที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้เขียนไว้ใน Twitter ส่วนตัวว่า อยากเห็นความปรองดองในบ้านเมืองอย่างแท้จริง และแกนนำ นปช.ก็ได้ระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมด้วยว่า การปรองดองดังกล่าวต้องมิใช่การยอม “ซูฮก” หรือ “ซูเอี๋ย” กับฝ่ายที่ปราบปรามประชาชน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแนวร่วมทางการเมืองที่ดีที่สุดของกลุ่มคนเสื้อแดง จึงได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 เพื่อเตรียมการให้พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร.ซึ่งเป็นผู้มีบุคลิกลักษณะประนีประนอมมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน แต่ด้วยความที่พลตำรวจเอกโกวิทในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคพลังประชาชน ได้เคยตั้งฉายา พธม.ว่าเป็น “ม็อบมีเส้น” ที่สามารถปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้โดยไม่มีใครกล้าดำเนินคดี จึงทำให้ “อำนาจพิเศษ” ผู้เป็นเจ้าของ “เส้น” ของ พธม.ออกมาหักหลังประชาชนด้วยการกีดกันไม่ให้พลตำรวจเอกโกวิทมาสร้างความปรองดองในตำแหน่งดังกล่าว ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจึงได้ลงมติให้นายยงยุทธกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคพร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในอีก 5 วันต่อมา
ในส่วนของพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ปรารถนาจะเห็นความปรองดองในบ้านเมืองเช่นกัน จึงได้เดินสายไปเผยแพร่แนวคิดการปรองดองของตนกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองภาคประชาชนต่าง ๆ โดยเริ่มจากการเข้าสนทนากับนายณัฐวุฒิ แกนนำ นปช.ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 เข้าสนทนากับนายสนธิ แกนนำ พธม.เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 เข้าสนทนากับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 และยังมีโครงการที่จะเดินทางไปยังพรรคการเมือง และองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในโอกาสต่อไป ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปพบพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งเกือบทุกฝ่ายต่างก็ขานรับแนวคิดของพลตรีสนั่นอย่างเต็มที่ ดังเช่นนายสนธิที่ยอมรับอย่างมีเงื่อนไขซึ่งแม้แต่ตนเองก็ยัง “ทำไม่ได้” และ “ไม่ได้ทำ” สักข้อ ทั้งการไม่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง การปกครองประเทศด้วยระบบนิติรัฐ การดำเนินคดีทุจริตกับนักการเมือง และการปฏิรูปนักการเมืองทั้งระบบ แต่คงไม่ต้องกล่าวซ้ำในรายละเอียด ณ ที่นี้ว่าสิ่งใดที่นายสนธิ “ทำไม่ได้” และ “ไม่ได้ทำ” บ้าง

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนตุลาคม 2553)

;

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
28 ตุลาคม 2553

;

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s