เมืองไทยรายเดือน (ตุลาคม-ธันวาคม 2553)

เมืองไทยรายเดือน
(ปีที่ 2 ฉบับที่ 7-9 ตุลาคม-ธันวาคม 2553)

ความพยายามอีกครั้งหนึ่งในหลาย ๆ ครั้งของรัฐบาลทาสอำมาตย์ในการยื้ออำนาจของตนไว้ให้นานที่สุด ก็มีทั้งการวินาศกรรมป่วนบ้านป่วนเมืองเพื่อหวัง “ป้ายสี” ให้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่ง และเพื่อเป็นการประทับความชอบธรรมในการขยายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อไปอีก ในวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ภายหลังจากการวางระเบิดทั้งเมื่อวานนี้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อที่เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร และช่วงเวลาค่ำของวันนี้ที่อาคารสมานเมตตาแมนชั่น อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยมีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ซึ่งกรณีระเบิดอาคารสมานเมตตาแมนชั่นนี้เองที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกจับไปเชื่อมโยงกับกลุ่มการ์ดเสื้อแดง 11 คนที่ไปเก็บตัวอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้ถูกนำตัวไป “ล้างสมอง” ให้เกลียดชังสถาบันสูงสุดของชาติที่ประเทศกัมพูชา ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีการเชื่อมโยงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคเพื่อไทยบางรายเข้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกด้วย และหลังจากนั้นได้ 3 วัน ก็มีการตรวจพบวัตถุระเบิดชนิด RPG ในบริเวณใกล้เคียงกับอาคาร BBD ถนนพระรามที่ 4 ซึ่งเป็นสำนักงานแห่งเดิมของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย และระยะเวลาอีก 1 เดือนถัดมาจากการคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ก็ได้มีการบรรจุระเบิดปิงปองลงในตู้ไปรษณีย์แห่งหนึ่งย่านดินแดง เพื่อหวังสร้างสถานการณ์ให้กลุ่มคนเสื้อแดงตกเป็นจำเลยของสังคมอีกครั้ง และก็ได้ผล เมื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งตั้งขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ได้ออกมา “ให้ข่าวเท็จ” ว่าจะมีการป่วนเมืองครั้งใหญ่ในช่วงเทศกาลลอยกระทงและปีใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2549 ต้อนรับปีใหม่ 2550 มาแล้ว
ในส่วนของฝ่ายที่ถูกกระทำอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง ก็มีปฏิกิริยาต่าง ๆ ตอบสนองข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จและการรังแกอื่นใดของฝ่ายอำมาตย์ รวมถึงการจัดกิจกรรมทางการเมืองเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกฝ่ายอำมาตย์สังหารผลาญชีวิตร่างกายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการ “วิวาทะ” ระหว่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในแกนนำ นปช.ที่ได้ออกมาตอบโต้การใส่ร้ายของนายเมธี อมรวุฒิกุล ดารานักแสดงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2553 ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นพบอาวุธสงครามในรถยนต์ของนายเมธี ซึ่งได้เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อเดือนมีนาคม-เมษายน 2553 และได้ควบคุมตัวนายเมธีไปเพื่อบังคับให้ให้ปากคำตามที่กลไกภาครัฐประสงค์ ซึ่งนายเมธีก็ยอมตกเป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายอำมาตย์ ด้วยการเป็นพยานให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ในคดีก่อการร้ายที่มีแกนนำ นปช.หลายรายตกเป็นผู้ต้องหาและกลายเป็นจำเลยในชั้นศาลในเวลาต่อมา โดยได้กล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ และมีส่วนสำคัญในการสังหารพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม หนึ่งใน “ทหารเสือราชินี” ที่มาปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
การไม่แยแสต่อการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หมาด ๆ ที่มีส่วนร่วมในการสังหารประชาชนในการชุมนุมของ นปช.ที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2553 ในเชิงสกัดขัดขวางการยื่นหนังสือของกลุ่มคนเสื้อแดงให้แก่เลขาธิการสหประชาชาติ ในวันที่ 26 ตุลาคม 2553 เพื่อประจานการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมให้ประชาคมโลกได้รับทราบ และในการสัมภาษณ์ครั้งเดียวกันนี้ ผบ.ทบ.ตาเหล่คนแรกแห่งกองทัพบกไทยยังได้กล่าวหากลุ่มคนบางกลุ่มว่ามีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมต่อสถาบันสูงสุดของชาติอีกด้วย นอกจากนั้นยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยมีเพียง 2 ฝ่ายเท่านั้นคือคนดีกับคนไม่ดี จึงอยากจะถามพลเอกประยุทธ์ว่า คนดีในนิยามของตนนั้นเป็นอย่างไร ต้องอาศัยบารมีของสถาบันสูงสุดของชาติในการคุ้มกันตัวเองใช่หรือไม่ ต้องปราบปรามประชาชนที่คิดต่างกับตนเองโดยมองว่าพวกเขาคิดไม่ดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติใช่หรือไม่ และต้องมีข้อครหาในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้กับกองทัพบกของชาติและพระราชาใช่หรือไม่ ซึ่งการให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้เป็นเพียง “น้ำจิ้ม” ของพลเอกประยุทธ์เท่านั้น เนื่องจากแม่ทัพบกตาเหล่คนนี้ยังได้แสดงพฤติการณ์ “ดิบ ถ่อย เถื่อน” ต่อสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ได้มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและยุบเลิก ศอฉ. ดังที่จะได้กล่าวต่อไป
และนอกจากกิจกรรมดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง นปช.และพรรคเพื่อไทยก็ยังมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการปราศรัยหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานีแทนนายชุมพล กาญจนะ จากพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีเนื่องจากแสดงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ให้กับนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ที่ลงสู้ศึกกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถึงแม้ว่านายสุเทพจะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2553 ด้วยความเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผูกขาดฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้มานานแสนนาน แต่คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยก็ “กระเตื้อง” ขึ้นมาเป็นอย่างมาก จากเดิมที่เคยมีอัตราส่วนคะแนนเสียงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย (หรือพรรคพลังประชาชนในเวลาต่อมา) อยู่ที่กว่า 10-20 เท่า ก็ลดลงเป็นประมาณ 7 เท่าในกรณีของนายสุเทพและนายวรวุฒิ อันเป็นสัญญาณที่ดีว่าคนภาคใต้ก็เริ่มที่จะ “ตาสว่าง” เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ก่อไว้ให้กับแผ่นดินไทยบ้างแล้ว และในการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงพื้นที่ไปปราศรัยหาเสียงช่วยนายสุเทพ โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่วายที่จะกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่า “ฆ่ากันเอง” โดยไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย
ต่อมาในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ก็ได้จัดขบวนจักรยานเดินทางไปยังจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเดินทางต่อไปยังประเทศลาว แต่ในระหว่างที่ขบวนจักรยานดังกล่าวเดินทางผ่านบริเวณเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ก็มีนายตำรวจผู้หนึ่งซึ่งทราบชื่อในเวลาต่อมาคือพันตำรวจโทฐาปณฤทธิ์ อุทัยวงศ์ได้ลอบยิงขบวนจักรยานดังกล่าว โดยที่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นโรคจิตหลอน จึงได้กระทำการดังกล่าว แต่การสืบทราบในภายหลังพบว่า นายตำรวจรายนี้มิใช่ตำรวจในท้องที่แต่อย่างใด หากแต่มาจากกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ซึ่งตนเองก็กลับ “ค้าขายตัวเอง” ให้อยู่ในสังกัด “สีน้ำเงิน” หรือนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีความถนัดในการสร้างสถานการณ์ป่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ดังที่ได้กล่าวมามากพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และเหตุการณ์สงกรานต์เลือด เมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา
กิจกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงเวลาดังกล่าวก็ยังคงดำเนินไปอีกในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 หรือหนึ่งวันถัดมาจากที่เกิดเหตุการณ์ลอบยิงขบวนจักรยานของ บก.ลายจุด โดยเป็นการจัดกิจกรรมปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดอุดรธานี ในวันเดียวกับที่มีการจัดคอนเสิร์ต “ใจประสานใจ” ช่วยเหลือนักโทษการเมืองและผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และครอบครัว โดยมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยดังกล่าว พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่นิยมชมชอบของคนไทยส่วนใหญ่ แต่ถูกรังแกจากฝ่ายอำมาตย์จนต้องลี้ภัยทางการเมืองไปพำนักยังต่างประเทศ จนกลุ่มคนเสื้อแดงต่างก็ถวิลหาให้กลับมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้ร่วมปราศรัยผ่านทางโทรศัพท์ (Phone in) มาเปิดเผยถึงความลับบางอย่างในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีผู้แอบอ้างชื่อของตนไปแสวงหาผลประโยชน์ แล้วตนสามารถตรวจสอบได้ โดยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้กล่าวว่า ขนาดตนเองยังถูกแอบอ้างถึงขนาดนี้ แล้วบุคคลสำคัญระดับสูงของชาติที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยากกว่า ก็ย่อมต้องมีผู้แอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์อย่างแน่นอน และเป็นสาเหตุสำคัญของความแตกแยกของบ้านเมืองในปัจจุบัน โดยตนยืนยันว่า ต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยให้จงได้ โดยในอีก 2 วันถัดมาพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนาได้เดินทางไปพบกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ประเทศนอร์เวย์ ตามแผนการ “เดินสาย” เจรจาปรองดองกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในคราวเดียวกับที่เดินทางไปอัญเชิญธรรมเจดีย์ คัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาอันเป็นจุดเริ่มต้นของพระไตรปิฎกมาประดิษฐานให้ประชาชนไทยสักการบูชาที่พุทธมณฑลในช่วงเดือนธันวาคม 2553 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554
หลังจากนั้นไม่นาน ฝ่ายอำมาตย์ก็ได้กล่าวหาโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่งโดยใช้ ศอฉ.เป็นเครื่องมือ โดยเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 ที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีของ DSI ในฐานะกรรมการคนหนึ่งของ ศอฉ. ได้แถลงข่าวกล่าวหาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีส่วนในการสังหารพันเอกร่มเกล้าดังที่นายเมธี (ถูกเกลี้ยกล่อมให้) ให้การตามนั้น ซึ่งยังข้อสงสัยให้กับสังคมไม่น้อยว่า หากพันเอกร่มเกล้าถูกสังหารโดยกลุ่มคนเสื้อแดงจริง แล้วใครเล่าที่ปลิดชีวิตมวลชนคนเสื้อแดง โดยเฉพาะพลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล นายทหาร “ชื่อก็แดง ใจก็แดง” ซึ่งก็ยังรับราชการอยู่เช่นเดียวกับพันเอกร่มเกล้า หรือจะเป็นจริงดังที่เคยเขียนเอาไว้ในตอนก่อน ๆ ว่า “ทหารและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย” ถูกฆ่าโดย “ทหารฝ่ายอำมาตย์” และหากแกนนำ นปช.มีความผิดจริง เหตุใดจึงไม่รอให้มีการชันสูตรพลิกศพผู้ตายทุกราย โดยเฉพาะ 6 รายที่เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยส่งฟ้องผู้ต้องหาคือแกนนำเหล่านี้ยังศาลเสียเล่า หรือเห็นว่าคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายตรงข้ามของผู้ที่อยู่เหนือตนที่ต้องรีบกำจัดทิ้งไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามแก่พวกเขา จนต้องลนลานสั่งฟ้องคดีดังกล่าว ดังที่เมื่อนายจตุพรได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีดังกล่าว พลเอกประยุทธ์ก็ได้แสดงพฤติกรรม “ฟิวส์ขาด” ตอบโต้นายจตุพร เสมือนว่าต้องการที่จะแสดงให้สังคมเห็นว่า พลเอกประยุทธ์นั้นก็คือ “โฆษกประจำตัว” หรือ “ทนายหน้าหอ” ให้กับใครสักคนที่มองกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเสี้ยนหนามนั่นเอง
และการจัดกิจกรรมที่เป็นสาระสำคัญในการรำลึกถึงวีรชนคนกล้าชาวเสื้อแดงที่ต้องพลีชีพให้กับฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคงจัดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 หรือครบรอบ 6 เดือนหลังจากการชุมนุมที่ “ทุ่งสังหารราชประสงค์” โดยมีทั้งการจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลทางศาสนา การจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการปราศรัยทางการเมือง ซึ่ง ศอฉ.ก็ยังไม่วายกล่าวหาฝ่ายประชาชนด้วยข้อกล่าวหาเดิม ๆ โดยการห้ามขายสินค้าบางชนิดที่มีลักษณะส่อไปในทางจาบจ้วงล่วงละเมิดบุคคลสำคัญ ซึ่งมีที่มาจากเพียงการจำหน่ายรองเท้าแตะรูปหน้าของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2553 เท่านั้น ไม่ได้มีสินค้าใดที่เข้าข่ายจาบจ้วงล่วงละเมิดบุคคลสำคัญระดับสูงไปกว่านี้เลย
ซึ่งการนำทัพคนเสื้อแดงโดย นปช.ก็ได้มีการจัดตั้งแกนนำชุดรักษาการขึ้นทดแทนแกนนำชุดเดิมที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เดินทางออกไปยังต่างประเทศ หรือถูกจำกัดบทบาท เพื่อให้การดำเนินยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดงสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 นางธิดา ถาวรเศรษฐ โตจิราการ ผู้มีประสบการณ์ในงานมวลชนมายาวนาน จนกระทั่งได้เป็นวิทยากรหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ของ นปช.ผ่านโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดินที่เปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี 2552 และเป็นภรรยาของนายแพทย์เหวง โตจิราการ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการประธาน นปช.ทำหน้าที่ “แม่ทัพหญิงเหล็ก” แทนนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.คนเดิมที่ถูก “ปิดปาก” จากศาลอุทธรณ์อันเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการประกันตัว พร้อมกันนี้ก็ได้มอบหมายให้นายสมหวัง อัศราษี นักธุรกิจหัวใจสีแดง เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนตรา “มิซูชิต้า” และนายวรชัย เหมะ แกนนำ นปช.จากจังหวัดสมุทรปราการ เป็นรักษาการรองประธาน นปช. ดร.ประแสง มงคลศิริ เป็นรักษาการเลขาธิการ นปช. และนายวรวุฒิ เป็นรักษาการโฆษก นปช.
ซึ่งแม่ทัพหญิงแห่งกองทัพแดงอย่างนางธิดา ก็มีภารกิจหลัก ๆ ที่สำคัญอันควรกล่าวถึงไว้ในที่นี้ ทั้งการจัดกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนที่บาดเจ็บล้มตายจากการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเริ่มต้นในครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ และครบรอบ 8 เดือนการสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และจะมีการจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวทุกวันที่ 10 และ 19 ของทุกเดือน แต่อาจเลื่อนเข้าหรือเลื่อนออกจากวันดังกล่าวได้ หากตรงกับวันธรรมดา เพื่อมิให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนโดยทั่วไปได้รับความเดือดร้อนทางการจราจร และการดำเนินการช่วยเหลือแกนนำและแนวร่วม นปช.รายต่าง ๆ ที่ยังถูกจับกุมคุมขังให้ได้รับอิสรภาพ ผ่านทางความพยายามในการเดินทางไปยังศาล โดยเฉพาะศาลอาญา เพื่อยื่นเรื่องขอประกันตัวให้กับแกนนำและแนวร่วม นปช.ที่เป็นจำเลยในคดีการก่อการร้ายและความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้รับการประกันตัวทุกราย เมื่อมารับทราบข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนตั้งให้ แม้ว่าคนเสื้อเหลืองจะไม่มีโอกาสได้ “นอนคุก” ดังเช่นคนเสื้อแดงก็ตาม
ต่อมานางธิดาและนายวีระก็ได้พบกับนายอภิสิทธิ์โดยบังเอิญเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ย่านหลักสี่ และได้พูดคุยกันถึงแนวทางการปล่อยตัวแกนนำและแนวร่วมเหล่านี้ให้ได้รับอิสรภาพซึ่งก็ดูเหมือนว่านายอภิสิทธิ์จะยอมรับข้อเสนอดังกล่าว แต่วันรุ่งขึ้นนั้นเอง ศาลอาญาก็กลับออกหมายจับแกนนำ นปช.ที่ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศจำนวน 5 คนคือ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ดร.อดิศร เพียงเกษ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายชินวัฒน์ หาบุญพาดเสียนี่ และยังไม่รวมถึงท่าทีของ DSI ที่พยายามคัดค้านการให้ประกันตัวแกนนำและแนวร่วม นปช.ต่อศาล รวมถึงยังมีความพยายามที่จะ “ลากคอ” แกนนำที่ไม่ถูกควบคุมตัวโดยเฉพาะนายจตุพรให้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำให้ได้ จนถูกพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นการเล่น “ปาหี่” ระหว่างรัฐบาลกับ DSI เพื่อให้คนเสื้อแดงดูหรืออย่างไร
โดยนางธิดาก็ยังคงมีความพยายามในการประกันตัวแกนนำและแนวร่วมคนเสื้อแดงมาโดยตลอด แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะดูเหมือนจะ “ไม่มีใจ” ให้กับฝ่ายประชาธิปไตยในทุกครั้งที่ได้ไปยื่นขอประกันตัว โดยอ้างเหตุผลหลักในการไม่ยอมให้ประกันตัวว่า “เป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง” ทั้งที่คนเสื้อเหลืองก็ถูกดำเนินคดีเดียวกัน มีอัตราโทษเท่ากัน แต่เพราะกลุ่มคนเสื้อเหลืองเป็นกลุ่มคนที่มี “พ่อแม่เดียวกัน” กับกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มีชื่อว่า “ระบบอำมาตย์” หรือเรียกว่าเป็น “พี่น้องท้องเดียวกัน” ก็ว่าได้ กลุ่มคนเสื้อเหลืองจึงได้รับการ “เอาใจใส่” อย่างเกินกว่าเหตุ เกินสมควรและเกินพอดีจากกระบวนการยุติธรรมดังที่ได้กล่าวมาบ่อยครั้งแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้นี่เองที่เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยในเวลานี้ไม่สมควรที่จะถูกเรียกว่า “กระบวนการยุติธรรม” ได้อีกต่อไป
และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้จัดขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2553 ก็มีทั้งการจัดกิจกรรม talk show “วอน นอน คุก” ของ บก.ลายจุดในวันที่ 5-6 ธันวาคม 2553 แต่ถูกแม่ทัพนายกองบางรายกล่าวหาว่าวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ บก.ลายจุดจึงจัด talk show ดังกล่าวเพียงวันเดียวคือวันที่ 6 ธันวาคม 2553 และในวันต่อมา นายจตุพรได้จัดแถลงข่าวเหตุการณ์การสังหารประชาชนเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยได้ระบุถึงยศ ชื่อและสังกัดของทหารซึ่งปฏิบัติภารกิจดังกล่าวด้วย โดยข้อมูลที่นายจตุพรนำมาแถลงนี้ ก็เป็นข้อมูลเดียวกับที่สำนักงานกฎหมาย Amsterdam & Peroff ใช้ในการยื่นฟ้องรัฐบาลต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ด้วยเช่นกัน ซึ่งการแถลงข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ DSI ประสบความล้มเหลวในการยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอถอนประกันอยู่ “ตลอด ๆ ” เพื่อหวังที่จะ “ลากคอ” นายจตุพรเข้าคุกเช่นเดียวกับเพื่อนแกนนำคนอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมา มีเพียงแต่การที่ศาลอาญาสั่ง “ปิดปาก” นายจตุพรเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553 เพื่อมิให้นายจตุพรให้ข้อมูลเหล่านี้แก่ประชาชนทั่วไป เว้นแต่การกระทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น แต่แม้นายจตุพรจะถูกกระบวนการยุติธรรมปิดปากถึงเพียงนี้ นางธิดาในฐานะรักษาการประธาน นปช.ก็ยังคงยืนยันที่จะจัดกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนครั้งต่อไปในวันที่ 9 มกราคม 2554 เช่นเดิมโดยไม่มีการยกเลิก
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่รัฐบาลได้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อันเป็นผลให้ ศอฉ.ซึ่งตั้งขึ้นตามประกาศดังกล่าวต้องถูกยุบเลิกตามไปด้วย แต่สถานการณ์ที่ตนยังอยู่ในภาวะเสียเปรียบเช่นนี้ จึงได้ใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในเขตพื้นที่เดียวกัน และตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ขึ้นมาแทน และถือเป็นความชอบธรรมที่พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่มี ส.ส.อันเป็นตัวแทนประชาชนมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร จะตั้งคำถามต่อผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลและกองทัพว่า การดำเนินงานของ ศอฉ.กว่า 8 เดือนที่ผ่านมา นอกจากจะมีประชาชนถูกสังหารผลาญชีวิตและร่างกายแล้ว งบประมาณของแผ่นดินอันมาจากภาษีอากรของประชาชนนั้นได้ถูก “ล้างผลาญ” ไปสักเท่าใด แต่ก็ไม่มีใครกล้าให้คำตอบที่น่าพอใจแก่สาธารณชน ผู้เกี่ยวข้องบางรายอย่างพลเอกประยุทธ์ก็ยัง “หางโผล่” ใส่สื่อมวลชนที่ถามคำถามเช่นนี้อีก ดังจะเห็นได้จากคำตอบของพลเอกประยุทธ์ที่ว่า “ผมจะชี้แจงทำไม ผมไปทำความผิดที่ไหน ผมไม่ได้ประโยชน์อะไร คนที่ได้คือเจ้าหน้าที่ ที่ไปนอนกลางดิน กินกลางทรายทุกวัน ๆ เขาเป็นใคร เขาไม่ใช่มนุษย์เหรอ ” จึงเกิดข้อสงสัยจากคำกล่าวนี้ของพลเอกประยุทธ์ว่า แล้วคนเสื้อแดงที่มาประท้วงรัฐบาลสายเลือดอำมาตย์นี้เล่า มิใช่มนุษย์หรืออย่างไร ถึงได้รับคำสั่งจาก “คนบางคน” มาเข่นฆ่าพวกเขาเพื่อสนองตัณหา
ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ก็มีความเคลื่อนไหวจากทั้งกรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ ผู้บริหารสูงสุดของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมากล่าวหา “นายเก่า” ของตนเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2553 อันเป็นวันคล้ายวันเกิดครบอายุ 52 ปีของตนว่าต้องการตั้งค่าหัวล่าสังหารตนในราคา 20 ล้านบาท ทั้งที่นายเนวินก็ผ่านนายทางการเมืองมาแล้วหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา แห่งพรรคชาติไทย (หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน) หรือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แห่งพรรคไทยรักไทย (หรือพรรคพลังประชาชน-พรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน) จึงไม่ทราบได้ว่านายเก่าที่นายเนวินหมายถึงนั้นคือใครกันแน่ อีกทั้งค่าหัวที่นายเก่ารายนี้ตั้งให้นายเนวินก็ช่างถูกแสนถูกเหลือเกิน เมื่อเทียบกับค่าตัวที่นายเนวินเป็น “พ่อเล้า” ซื้อ ส.ส.จากอดีตพรรคพลังประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน และรวมถึงการซื้อ ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่น ๆ อีก ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคเพื่อแผ่นดิน
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยนั้นก็ได้ถูก “ซื้อ” ส.ส.เพิ่มเติมอีก 8 คนคือนายจุมพฏ บุญใหญ่ จากจังหวัดสกลนคร ร้อยตรีปรพล อดิเรกสาร จากจังหวัดสระบุรี นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร จากจังหวัดนครนายก นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ และนายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ระบบสัดส่วน นายปิยะรัช หมื่นแสน จากจังหวัดร้อยเอ็ด นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ และนายนที สุทินเผือก หรือดารานักแสดงชื่อดังนาม “กรุง ศรีวิไล” จากจังหวัดสมุทรปราการ ภายหลังจากที่ได้ซื้อ ส.ส.ชุดใหญ่กว่า 30 คนที่เรียกว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ภายหลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดย ส.ส.ที่แปรสภาพตนเองเป็น “โสเภณีทางการเมือง” ในชุดที่สองนี้ก็ได้ถูกที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหาร และ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยลงมติขับออกจากพรรคไปแล้วทั้งสิ้น 2 คนคือร้อยตรีปรพลและนายจุมพฏภายหลังจากที่ได้แสดงท่าที “แปรพักตร์” ไปดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยก่อนหน้านี้
การดำเนินการซื้อ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยดังกล่าวส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยของนายเนวินนี้กลายเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางที่มี ส.ส.ถึงกว่า 40 คน ที่มีพลังอำนาจ (power) มากพอที่จะใช้ในการต่อรองทางการเมืองต่าง ๆ กับพรรคประชาธิปัตย์และ พธม. ซึ่งการ “งัดข้อ” ของกลุ่มสีน้ำเงิน (พรรคภูมิใจไทย) และกลุ่มสีเหลือง (พธม.) ก็มีทั้งกรณีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.เมื่อเดือนเมษายน 2552 การตีกลับโครงการรถประจำทางพลังงานก๊าซธรรมชาติ (NGV) เมื่อกลางปีเดียวกันและสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน จนนำไปสู่การประท้วงโดยเดินออก (walk out) จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนหลัก จนทำให้องค์ประชุมไม่ครบหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “สภาล่ม” หลายต่อหลายครั้ง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครองในกระทรวงมหาดไทยที่มีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหุ่นเชิดของนายเนวินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว การเสนอกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้งกลุ่มสีเหลือง และกลุ่มสีแดง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดังที่จะได้กล่าวต่อไป
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามความประสงค์ของฝ่ายอำมาตย์นั้น ก็ได้รับความกรุณาในการ “ต่อชีวิต” จาก “ผู้ให้กำเนิด” ของตนด้วยการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยกคำร้องในคดียุบพรรคทั้งสองกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับจัดสรรมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 29 ล้านบาทโดยผิดวัตถุประสงค์ ที่ได้อ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และกรณีการรับบริจาคเงินจำนวน 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ในลักษณะที่เข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพราง ที่ได้อ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 9 ธันวาคม 2553 หรืออีก 10 วันถัดมาจากการวินิจฉัยในกรณีแรก โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกขึ้นอ้างเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายอำมาตย์ได้ต่อไป ก็คือการที่ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ปรากฏการกระทำดังกล่าว (ช่วงปลายปี 2547 ถึงช่วงต้นปี 2548 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ไม่นานนัก) ในกรณีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง และความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ที่ได้มีมติส่วนตนให้ยกคำร้องในกรณีทีพีไอ โพลีน และเสนอให้ที่ประชุม กกต.วินิจฉัย มิได้แสดงให้เห็นว่านายอภิชาตให้ความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องมีความเห็นยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด
เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญยกขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนเวลานี้ นำมาซึ่งความสงสัยของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม เนื่องจากเห็นว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่เคยมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญล่าช้ากว่า 15 วัน แต่พรรคการเมืองเหล่านั้นกลับถูกยุบทุกพรรค หากนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องหลังจากครบกำหนด 15 วันที่ปรากฏเหตุดังกล่าวแล้ว พรรคการเมืองเหล่านั้นต้องรอดพ้นจากการยุบสถานเดียว เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องที่ขาดอายุความไว้พิจารณาได้ แต่ในกรณีของพรรคประชาธิปัตย์นั้น แม้ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายหลังจากระยะเวลา 15 วัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็กลับ “หลอก” คนไทยทั้งประเทศให้ตายใจว่ากระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียว ด้วยการรับคดีของพรรคประชาธิปัตย์ไว้พิจารณา แต่กลับวินิจฉัยให้ยกคำร้อง หรือกล่าวโดยง่าย ๆ ว่าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์เสียนี่
ซึ่งมูลเหตุหลักที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องกระโดดมาปกป้องพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็คือ การสนทนากันระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางรายเพื่อให้ยกคำร้องในกรณีดังกล่าว ตามคำบงการของผู้อยู่เบื้องหลังตน ทั้งการสนทนากันเองในที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ และการเจรจาต่อรอง (lobby) กับพยานจาก กกต.ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ และไม่เพียงแต่จะมีบทสนทนาดังกล่าวที่สุดจะท้าทายคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” ในแผ่นดินเท่านั้น ยังปรากฏว่ามีการสนทนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางรายเกี่ยวกับการใช้เส้นสายของตนในการฝากบุตรหลานเข้ารับราชการในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ซึ่งแทนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะมีสำนึกรับผิดชอบในการกระทำอันไม่ชอบธรรมของตน กลับกล่าวหาและให้ร้ายบุคคลที่นำบทสนทนาเหล่านี้ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตในรูปของ video clip โดยเฉพาะนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถึงขั้นปลดออกจากตำแหน่งดังกล่าวและฟ้องร้องดำเนินคดี เช่นเดียวกับสื่อมวลชนและพรรคการเมืองที่นำความไม่ชอบธรรมนี้มาเผยแพร่อย่างหนังสือพิมพ์มติชนและพรรคเพื่อไทย ที่ก็ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 ราย คือนายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายจรูญ อินทจาร และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ดำเนินคดีหมิ่นประมาทและเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จพร้อมกับนายพสิษฐ์ด้วยเช่นกัน
กรณี video clip ห้ามยุบพรรคประชาธิปัตย์นี้เองที่ส่อแสดงให้สังคมได้เห็นถึงสันดานเดิม ๆ ของระบบอำมาตย์ที่ไม่สนใจว่า “การกระทำ” ของตนจะชั่วช้าเลวทรามอย่างไร แต่หากมี “ใคร” สักคนที่เห็นการกระทำนั้นของตนแล้วนำไปเผยแพร่สู่สาธารณชน เขาผู้นั้นจะต้องกลายเป็นคน “ชั่วช้าเลวทราม” ไปทันที เช่นเดียวกับกรณีการที่พรรคไทยรักไทยกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยด้วยการไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เมื่อเดือนเมษายน 2549 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นคราวแรก แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นมาแทนศาลรัฐธรรมนูญโดยผลของการรัฐประหารในภายหลัง ก็กลับวินิจฉัยเข้าข้างฝ่ายอำมาตย์ด้วยการไว้ชีวิตพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งกล่าวหาว่าพรรคไทยรักไทยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจนต้องยุบพรรคไทยรักไทยทิ้งแทนเสียนี่ รวมถึงการห้ามวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาลต่าง ๆ แม้ว่ากระบวนการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลเหล่านั้นจะไม่ถูกต้องชอบธรรมก็ตาม การนำกำลังทหารมาซ่องสุมตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเตรียมปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงในช่วงปลายเดือนเมษายน 2553 โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ แต่เมื่อคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งได้เดินทางไปตรวจสอบการซ่องสุมกำลังพลดังกล่าว กลับถูกสังคมอำมาตย์กล่าวหาโจมตีอย่างรุนแรงว่า “เอาผู้ป่วยเป็นตัวประกัน” เสียอีก และกรณีการที่พนักงานเทศกิจของกรุงเทพมหานครที่เก็บ CD เก่าตามถังขยะมาจำหน่ายต่อ แล้วถูกดำเนินคดีจำหน่าย CD ละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 โดยที่ผู้ผลิต CD ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวแทบไม่ถูกดำเนินคดีเลย
กลับมาพูดถึงเรื่องของความพยายามในการ “งัดข้อ” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลอย่าง พธม.กันต่อ โดยจะขอเริ่มจากกรณีการที่พรรคภูมิใจไทยเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้ง พธม.หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง และ นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องในการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 พ.ศ. …” ที่มีสาระสำคัญในการนิรโทษกรรมการชุมนุมของ พธม.และ นปช.ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยไม่รวมถึงผู้เป็นตัวการ ผู้ใช้ให้กระทำ และผู้โฆษณาให้กระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามลักษณะ 1/1 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ตามลักษณะ 6 และความผิดต่อชีวิตและร่างกาย ตามลักษณะ 10 โดยได้จัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 ซึ่งมีทั้งการเผยแพร่หนังสือ “ทำไมต้องนิรโทษกรรม” ที่นายเนวินเป็นผู้เขียน และรวบรวมรายชื่อประชาชนที่เห็นด้วยเพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายดังกล่าว ไม่เพียงเท่านั้น พรรคภูมิใจไทยยังได้จัดฉากนำประชาชนสวมเสื้อสีเหลืองและเสื้อสีแดงมาจับมือกัน เพื่อสร้างภาพต่อสังคมว่ากลุ่มการเมืองทั้งสองสีเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมดังกล่าว ซึ่งไม่ตรงกับความจริงแม้แต่น้อย เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองเห็นว่าตนเองเคยถูกตำรวจที่มีผู้บังคับบัญชาในขณะนั้นเป็นน้องชายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน ซึ่งมีจิตใจเอนเอียงไปทาง “สีน้ำเงิน” ประทุษร้ายจนได้รับอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ก็บาดเจ็บ แต่ก็ยังไม่ถูกดำเนินคดีใด ๆ เลย รวมถึงแกนนำของตนอย่างนายสนธิ ที่ก็ถูก “กลุ่มสีน้ำเงิน” ลอบสังหารดังที่ได้กล่าวมา จนนำไปสู่การออกหนังสือ “อำนาจใหม่ อำมาตย์ อำมหิต” โดยสำนักพิมพ์ ASTV ผู้จัดการของ พธม.เพื่อโจมตีกลุ่มสีน้ำเงินในประเด็นนี้ ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงก็เห็นว่าควรให้กระบวนการยุติธรรมได้พิสูจน์ความผิดของทั้งฝ่ายตนและฝ่ายรัฐ อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาสาระที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปรองดองอย่างแท้จริง เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายแฝงในการ “จัดการ” กับแกนนำการชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีที่มีอัตราโทษสูงซึ่งไม่อยู่ในข่ายได้รับการนิรโทษกรรม แต่กลับนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐที่ถืออาวุธออกมาเข่นฆ่าทำร้ายทำลายชีวิตร่างกายของผู้ชุมนุม จึงไม่ขอรับการนิรโทษกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ นายจตุพร ซึ่งเป็นทั้งแกนนำ นปช.และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ได้ขู่พรรคภูมิใจไทยไว้ว่า หากกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อใด กลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศก็พร้อมที่จะชุมนุมคัดค้านอย่างแน่นอน
ประเด็นที่ใช้ในการ “งัดข้อ” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและ พธม.ที่ควรกล่าวถึงไม่น้อยไปกว่าการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้งสองสีก็คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันในวาระแรก โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยใช้ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 4 ฉบับเป็นหลักในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่มีเนื้อหาสาระไปในทางเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดของไทย แต่มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนให้ง่ายต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐยิ่งขึ้น ซึ่งเสนอโดยการรวบรวมรายชื่อประชาชน 71,543 รายชื่อของนายแพทย์เหวงแห่ง นปช.ในนามของ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” (คปพร.) ฉบับที่มีการปรับปรุงเขตเลือกตั้งของ ส.ส.แบบแบ่งเขตให้เป็นเขตที่เล็กลง และแต่ละเขตก็จะมี ส.ส.ได้เพียงคนเดียวดังเช่นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 (one man one vote) และให้กำหนดประเภทของหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ไว้ในกฎหมายเฉพาะด้วย ซึ่งเสนอโดย ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 102 คน ที่ส่วนใหญ่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นนอกเหนือจากพรรคประชาธิปัตย์ ฉบับที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.จำนวน 500 คนเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แต่แทนที่จะมี ส.ส. one man one vote 400 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ (party list) 100 คน ก็กลับมี 375 และ 125 คนตามลำดับ และฉบับที่กำหนดรายละเอียดของหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ซึ่งสองฉบับหลังนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นักวิชาการผู้อิงแอบแนบชิดกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานกรรมการ
โดยได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสี่ฉบับในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งผลปรากฏว่า มีร่างรัฐธรรมนูญเพียง 2 ฉบับที่ผ่านวาระแรก หรือได้คะแนนเสียงรับหลักการเกิน 313 เสียง หรือกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่คือ 625 เสียง นั่นก็คือร่างที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอทั้งสองฉบับ โดยสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็น ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้งเลือกตั้งและสรรหา ที่รับหลักการด้วยคะแนนเสียง 330 เสียง และ 354 เสียง ตามลำดับ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปอีก 2 ฉบับ ซึ่งได้พิจารณาในช่วงเวลาก่อนหน้าฉบับของรัฐบาล ก็ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติรับหลักการ ต่างไปจากฉบับของรัฐบาล ทั้งฉบับของ คปพร.ซึ่งมี ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาราช รวมถึง ส.ว.เลือกตั้งจากภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับหลักการจำนวน 222 คน และฉบับของ ส.ส. 102 คนที่มีผู้รับหลักการเพียง 148 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ของพรรคที่เสนอร่างดังกล่าว
เมื่อทราบผลว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ คปพร.ที่มีสาระเป็นประชาธิปไตยที่สุดถูก “คว่ำ” โดยรัฐสภาแล้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทยจึงได้ walk out จากที่ประชุมทันทีที่ทราบผลดังกล่าว ยกเว้นพันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.จังหวัดนนทบุรีเพียงรายเดียวที่ได้ประกาศชัดเจนต่อที่ประชุมว่า “ผม พันเอกอภิวันท์ วิริยะชัย ไม่รับหลักการครับ” ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ อาจจะมีผู้สงสัยว่า ในช่วงท้ายการพิจารณาดังกล่าว ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณา ซึ่งปรากฏชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางราย เช่นกรุง ศรีวิไล นายจิรพันธ์ และนายวุฒิชัย เป็นต้น เหตุใดจึงกล่าวว่ามีเพียงพันเอก ดร.อภิวันท์เพียงรายเดียวจากพรรคเพื่อไทยเล่า คำตอบก็คือ ส.ส.ดังกล่าวนั้น ได้ประกาศ “ขายตัว” ทางการเมืองให้กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว แต่ยังคงแอบอิงอาศัยชื่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งที่พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนอย่างชัดเจนในการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เท่านั้น
หากพิจารณาถึงการกำหนดจำนวน ส.ส.ตามร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอนั้น ก็จะเห็นได้ถึงความ “กะล่อน” และความ “ตอแหล” ของพรรคประชาธิปัตย์ผู้เป็นแกนนำรัฐบาลได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีการกำหนดให้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเป็นแบบ one man one vote และมี ส.ส. party list เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ตาม แต่ด้วยจำนวน ส.ส. one man one vote ที่น้อยลง อันแสดงให้เห็นว่าเขตเลือกตั้งต้องใหญ่ขึ้น แทบไม่ต่างอะไรไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงทำให้ ส.ส.ยังคงต้องรับภาระในการดูแลประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ใหญ่เช่นเดิม และยังคงเป็นหนทางที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นจากคะแนนที่เป็น “เบี้ยหัวแตก” กระจายอยู่ในเขตเลือกตั้งขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น ก็จะสามารถนำคะแนนดังกล่าวมารวมจนได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นอีกดังเช่นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในส่วนของ ส.ส. party list ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยตั้งข้อสังเกตเชิงชิงชังอย่างยิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการเปิดช่องทางให้นายทุนเข้าสู่วงการเมือง หรือที่เรียกกันว่า “ธนกิจการเมือง” จนนำไปสู่การทุจริตต่าง ๆ นานาได้มากมาย โดยเฉพาะในยุคของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แต่ในคราวนี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กลับเสนอให้เพิ่มจำนวน ส.ส.ประเภทดังกล่าวจาก 100 เป็น 125 คน เหมือนกับลืมสิ่งที่ตนเองเคยโจมตีไว้เสียสนิท แม้รัฐบาลจะโต้แย้งว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้เป็นไปตามที่คณะกรรมการชุดของ ดร.สมบัติ เป็นผู้เสนอ เช่นเดียวกับการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 แต่ก็อยากถามกลับไปยังรัฐบาลเช่นกันว่า ถ้าหยิบยกข้อเสนอของคณะกรรมการดังกล่าวมาปฏิบัติ ก็ควรหยิบยกข้อเสนออื่น ๆ อีก 4 ประการของคณะกรรมการชุดนี้มาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่มาของ ส.ว. การห้าม ส.ส.ดำรงตำแหน่งอื่นใดในทางการเมือง และการห้าม ส.ส.และ ส.ว.ช่วยเหลือประชาชนด้วยการติดต่อประสานงานหน่วยงานของรัฐ
ได้กล่าวถึงความพยายามในการ “งัดข้อ” หรือการเจรจาต่อรองระหว่างขั้วอำนาจในฝ่ายอำมาตย์ด้วยกันเองมาพอสมควรแล้ว ต่อไปจะได้กล่าวถึงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของบุคคลในรัฐบาลและตัวรัฐบาลบ้าง โดยจะขอเริ่มต้นจากตัวบุคคลกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมิได้มีตำแหน่งใด ๆ เลยในการประสานราชการการเมืองระหว่างนายกรัฐมนตรีกับบุคคลภายนอก แต่ก็ชอบยืนปรากฏกายเบื้องหลังนายกรัฐมนตรี จนได้รับฉายาว่า “wallpaper” และด้วยความเป็น wallpaper นี้เองที่ทำให้นายศิริโชคสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานบางอย่างที่มีความเกี่ยวพันกับการเมืองได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบกับนายวิคเตอร์ บูท ผู้ค้าอาวุธสงครามข้ามชาติซึ่งต้องคดีขนย้ายอาวุธและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ พร้อม ๆ กับข้อสังเกตที่ถูกตั้งขึ้นหลายประการ ทั้งการแอบอ้างตนว่าเป็น “ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี” ซึ่งไม่เคยมีปรากฏในสารบบของการเมืองไทย การเข้าพบนายวิคเตอร์ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ทั้ง ๆ ที่บุคคลทั่วไปไม่มีสิทธิดังกล่าว และการขอร้องให้นายวิคเตอร์หาวิธีการที่จะยัดเยียดอาวุธสงครามเหล่านั้นให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณให้จงได้
รวมไปจนถึงการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงในเขตกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (บช.ภ.9) หรือเขตจังหวัดภาคใต้ตอนล่างนั่นเอง จนเป็นเหตุให้พันตำรวจเอกสมเพียร เอกสมญา ซึ่งรับราชการอยู่ที่จังหวัดยะลา และเคยมาร้องขอกับรัฐบาลเพื่อจะเข้ารับราชการที่จังหวัดตรังในช่วงปีสุดท้ายของอายุราชการ ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฝ่ายการเมืองไม่ดำเนินการตามความประสงค์ แต่กลับมีการ “เล่นพรรคเล่นพวก” จนทำให้พันตำรวจเอกสมเพียรต้องจบชีวิตที่จังหวัดยะลา และได้รับยศเป็นนายพลเมื่อสิ้นชีพแล้วดังที่เคยคาดไว้ เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงปรากฏต่อมาอีก เมื่อพลตำรวจตรีวิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบช.ภ.9) ซึ่งถูกโยกย้ายไปเป็นรองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.) ได้จัดแถลงข่าวถึงความไม่เป็นธรรมดังกล่าวที่ตนและพลตำรวจเอกสมเพียรประสบ พร้อมกับได้ตั้งฉายาให้กับนายศิริโชคว่าเป็น “ศิริโรค” เนื่องจาก wallpaper ที่ไม่ดี อาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บต่อเจ้าของบ้านได้ และยังได้กล่าวท้านายศิริโชคต่อไปว่า “คุณต้องมากราบจู๋ผม” เนื่องจากนายศิริโชคได้เรียกตนว่าเป็น “มือปราบจู๋เทียม” เหตุเพราะพลตำรวจตรีวิสุทธิ์เป็นนายตำรวจที่มีชื่อเสียงในด้านการปราบปรามสื่อลามกเป็นอย่างมาก
ส่วนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เกิดขึ้นมาเพิ่มเติมจากที่เคยกล่าวมาแล้ว ก็มีทั้งกรณีการวิสามัญฆาตกรรมนายชาญชัย ประสงค์ศิลป์ เจ้าของฉายา “โจ๊ก ไผ่เขียว” ผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ก่อเหตุยิงเด็กชายอายุ 10 ปีและนำไปสู่การขยายผลไปจนถึงการวิสามัญฆาตกรรมนายนพพล ประสงค์ศิลป์ หรือ “จิ๊บ ไผ่เขียว” น้องชายของโจ๊ก ไผ่เขียวในช่วงเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยพุ่งเป้าไปยังผู้ค้าและผู้ผลิตเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่บุคคลในรัฐบาลมิได้สนใจไยดีเลยว่าตนเองเคยกล่าวหารัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่า “ฆ่าตัดตอน” ผู้ค้ายาเสพติดกว่า 2,000 ราย แล้วก็กลับมาทำพฤติกรรมแบบเดียวกัน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และไม่เพียงแต่กรณีโจ๊กและจิ๊บ ไผ่เขียวนี้ที่มีการกระทำ “ซ้ำรอย” สิ่งที่ตนเองเคยกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเอาไว้เท่านั้น รัฐบาลนี้ก็ยังได้ “เกทับ” นโยบาย “ประชานิยม” ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยการออกนโยบาย “ประชาวิวัฒน์” รวมไปถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการและนักการเมืองทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ท่ามกลางข้อครหาที่ถาโถมเข้ามาสู่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำกับดูแลราชการส่วนท้องถิ่นผ่านกระทรวงมหาดไทยว่าการออกนโยบายและการขึ้นเงินเดือนนี้เป็นการ “ซื้อเสียง” ล่วงหน้า
และในช่วงนี้ก็ยังปรากฏข่าวด้านการต่างประเทศที่มีผลกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทรรศนะขององค์กรและรัฐบาลต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย ดังเช่นการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Right Commission: AHRC) ที่ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (2010 Annual Report) อันมีเนื้อหาวิพากษ์รัฐบาลไทยว่าเป็น “รัฐทหาร” เนื่องจากการใช้องค์กรฝ่ายทหารอย่างเกินจำเป็นและสมควรดังเช่นการใช้ ศอฉ.ในการปราบปรามคนเสื้อแดง รวมถึงการใช้กองกำลังพิเศษอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในการ “จัดการ” กับภัยความมั่นคงที่ไม่มีตัวตนโดยใช้เรื่องสถาบันชั้นสูงเป็นข้ออ้าง การออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ “บุคคลระดับสูงของไทย” บางรายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และบงการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ทาง website Wikileaks ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในการเผยแพร่ข้อมูลลับเกี่ยวกับบุคคลสำคัญทั่วโลก รวมไปถึงการที่นายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) นายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นน้องร่วมโรงเรียนมัธยมอีตัน (Eton College) ของนายอภิสิทธิ์ ได้ “ตบหน้า” นักเรียนรุ่นพี่ผู้นี้อย่างแรง ด้วยการประกาศที่จะไม่ “ผลาญภาษี” ของประชาชน ด้วยการเดินทางมายังประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
และก็ยังมีความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยกับงานด้านการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการที่ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ แสดงความเป็นห่วงภาพยนตร์ไทยที่มีการใช้ภาษาวิบัติจนอาจไม่เป็นที่เข้าตาของประเทศจีน โดยเฉพาะคำว่า “ชิมิ” ที่เป็นศัพท์สแลงของวัยรุ่นอันแปลว่า “ใช่ไหม” ซึ่งมีที่มาจากเพลงลูกทุ่งของวงดนตรี “บลูเบอร์รี่” ของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) จึงขอตั้งข้อสังเกตต่อ ดร.ไตรรงค์ว่า หากการใช้ภาษาวิบัติจะทำให้ภาพยนตร์ไทยไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติแล้ว เหตุใดการใช้ชื่อบุคคลโดยเฉพาะชื่อแกนนำ นปช.คือ “เหวง” มาเป็นศัพท์สแลง จึงเป็นที่ยอมรับได้ในฝ่ายอำมาตย์ของไทย โดยเฉพาะในสื่อมวลชนเครือข่าย พธม.
ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะแทรกแซงแม้กระทั่งกิจการภาคเอกชนโดยภาครัฐ อันไม่ต่างอะไรเลยกับประเทศเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งอย่างประเทศพม่า ที่ปกครองด้วยระบบทหารมานานกว่ากึ่งศตวรรษ และเพิ่งมีการเลือกตั้ง “จอมปลอม” ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ โดยประวัติศาสตร์การปกครองของฝ่ายทหารในประเทศดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่นายพลเนวินยึดอำนาจการปกครองพม่าภายหลังจากที่เพิ่งจะได้รับเอกราชจากอังกฤษได้เพียงประมาณ 12 ปี (และทำให้นายชัย ชิดชอบนำชื่อของนายพลดังกล่าวมาตั้งเป็นชื่อบุตรชายของตนที่เกิดในปี 2501 ด้วย) จากนั้นนายพลเนวินก็บริหารประเทศมานานร่วมสามทศวรรษ จนถึงปี 2531 ก็เกิดการประท้วงและยึดอำนาจขึ้นอีกครั้งโดยนายพลซอหม่องในปีถัดมา และเมื่อถึงปี 2533 รัฐบาลทหารพม่าก็ได้จัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ของนางอองซาน ซูจี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างถล่มทลาย แต่เนื่องจากนางอองซานเป็นบุตรของนายพลอองซาน นักปฏิวัติรายสำคัญของพม่า จึงทำให้พรรค NLD ถูกสกัดขัดขวางจากฝ่ายทหารมิให้จัดตั้งรัฐบาล และทำให้นางอองซานต้องถูกกักบริเวณในบ้านของตนนานกว่า 20 ปี นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลทหารพม่าก็ยังได้สังหารหมู่ประชาชนที่มาประท้วงการสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหารเมื่อปี 2531 แทรกแซงสื่อสารมวลชนโดยการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ Myanmar Radio and Television (MRTV) หลายช่องรายการเพื่อเป็นกระบอกเสียงข้างเดียวสำหรับรัฐบาล และปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนภาคเอกชน สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศตั้งแต่เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษของประเทศจาก Burma เป็น Myanmar รวมถึงเปลี่ยนธงชาติจากผืนผ้าสีแดง ที่มุมซ้ายบนเป็นสีน้ำเงิน มีรวงข้าววางอยู่บนฟันเฟืองและมีดาวล้อมรอบ มาเป็นผืนผ้าที่มีสีเหลือง เขียวและแดงเรียงกันตามแนวนอน และมีดาวสีขาวอยู่กึ่งกลาง และการออกรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะ “คุมกำเนิด” ฝ่ายประชาชนเมื่อปี 2551 ไม่ว่าจะเป็นการห้ามผู้สมรสกับชาวต่างชาติลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อปิดกั้นโอกาสของนางอองซานซึ่งมีสามีเป็นชาวอังกฤษ และกำหนดค่าสมัครที่สูง เพื่อให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party :USDP) ซึ่งเป็น “นอมินี” ของฝ่ายทหารที่นายพลเต็ง เส่ง ผู้นำอันดับ 2 ของรัฐบาลทหารพม่ารองจากนายพลอาวุโสตาน ฉ่วยตั้งไว้ ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Force: NDF) ซึ่งสืบต่อเจตนารมณ์ของพรรค NLD ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้เนื่องจากต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ไม่มีเงินมากพอที่จะส่งผู้สมัครลงในทุกเขตเลือกตั้งได้ รวมไปถึงการให้อำนาจฝ่ายทหารที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภาได้เป็นจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกที่ได้จากการเลือกตั้งในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีการ “ข่มขืนใจ” ประชาชนชาวพม่าให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยการโฆษณาเพียงฝ่ายเดียวโดยสื่อมวลชนภาครัฐอีกด้วย และผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ก็เป็นที่คาดการณ์กันว่าพรรค USDP ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการทหารที่ “ถอดชุดพรางมานุ่งโสร่ง” เพื่อล้างคราบไคลของฝ่ายทหารก็จะต้องชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
ที่ได้กล่าวถึงประเทศพม่ามาเสียยืดยาวนี้ ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความเหมือนกันบางประการของรัฐบาลที่ปกครองโดยฝ่ายอำมาตย์ของทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ครองอำนาจอย่าง “หน้าด้านหน้าทน” ของฝ่ายอำมาตย์ที่ไม่เคยมองเห็นหัวของประชาชนเจ้าของประเทศเลย เมื่อมีนักการเมืองที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามาสู่วงการเมืองอย่างนางอองซานของพม่า หรือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณของไทย ก็เกิดความรังเกียจเดียดฉันท์ขึ้นจนต้องหาหนทางในการขับไล่ให้พ้นจากอำนาจไป เพื่อที่ฝ่ายของตนจะได้หวนคืนมากดขี่ข่มเหงประชาชนได้ต่อไป ซึ่งวิธีการในการขับไล่ให้พ้นไปจากอำนาจก็มีทั้งการยึดอำนาจโดยฝ่ายทหาร การควบคุมสื่อมวลชนภาคเอกชนและการแทรกแซงสื่อมวลชนภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายเดียว (one-way propagation) จนภาคประชาชนต้องตั้งสื่อมวลชนเป็นของตนเอง ดังเช่นสถานีโทรทัศน์ Democratic Voice of Burma (DVB) ของพม่า และสถานีโทรทัศน์ People’s Television (PTV) ซึ่งเป็นรากฐานในกาลต่อมาให้กับสถานีโทรทัศน์ Democracy Station (D-Station) สถานีโทรทัศน์ People Channel และสถานีโทรทัศน์ Asia Update ของไทย การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศเพื่อ “แหกตา” สังคมโลก การออกและบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักการเมืองและประชาชนที่สนับสนุนนักการเมืองเหล่านี้ และเมื่อมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอำมาตย์ ก็มีการทำร้ายทำลายได้แม้กระทั่งชีวิตร่างกายของประชาชนในชาติเดียวกัน ด้วยข้ออ้างที่ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของผู้ครองอำนาจสูงสุดแห่งรัฐ แต่ถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกันในทาง “สันดาน” ถึงเพียงนี้ ก็ยังปรากฏว่าฝ่ายอำมาตย์ของไทยก็มักจะวิจารณ์ฝ่ายอำมาตย์ของพม่าอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหารัฐบาลทหารของพม่าไม่เป็นประชาธิปไตยโดยนายอภิสิทธิ์ ผู้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยฝีมือการ “ทำคลอด” โดยฝ่ายอำมาตย์ไทย และการเรียกรัฐบาลพม่าว่าเป็น “Burmese military government” (รัฐบาลทหารพม่า) โดยหนังสือพิมพ์ The Nation และเรียกประเทศพม่าว่า Burma เสมอเนื่องจากรังเกียจรัฐบาลทหารที่ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า Myanmar แต่กลับเรียกรัฐบาลไทยที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่า “Thai government” (รัฐบาลไทย) ตามปกติ เสมือนว่ามิใช่รัฐบาลที่ทหารเป็นผู้ตั้งขึ้น จึงถือได้ว่าฝ่ายอำมาตย์ของไทยนั้นไม่เคยที่จะ “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา” ของตนเสียบ้างเลย
และนอกจากที่จะกล่าวหารัฐบาลทหารพม่าโดยไม่ดูสารรูปของตนเองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ฝ่ายอำมาตย์ของไทยก็ยังได้ขยายวงของความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในฐานะที่สนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าได้ให้ที่พักพิงกับแกนนำ นปช.หลายรายที่หลบหนีคดีก่อการร้ายที่ตนเป็นผู้สร้างขึ้น รวมถึงให้สถานที่แก่การ์ดของ นปช.ในการปลูกฝังอุดมการณ์ “ล้มเจ้า” ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น จนนำไปสู่การเพิกถอนหนังสือเดินทางของแกนนำ นปช.เหล่านี้จำนวน 9 รายคือนายอริสมันต์ พันตำรวจโทไวพจน์ นายอารี ไกรนรา นายสำเริง ประจำเรือ นายสุภรณ์ ดร.อดิศร นายพายัพ ปั้นเกตุ นายชินวัฒน์ และนางกัญญาภัค มณีจักร และการปลุกระดมกระแส “คลั่งชาติ” โดย พธม.โดยเริ่มจากการที่นายสนธิกล่าวหานายอภิสิทธิ์เรื่องการไม่ยอมยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ที่ไทยทำกับกัมพูชาเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไว้เมื่อปี 2543 เนื่องจากนายอภิสิทธิ์มีผลประโยชน์ส่วนตัวกับรัฐบาลกัมพูชา ซ้ำร้ายไปกว่านั้นนายสนธิยังถึงขั้นที่กล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์รู้เห็นเป็นใจให้สมเด็จฮุนเซนอำนวยความสะดวกให้กับแกนนำ นปช.ดังกล่าวในการหลบหนีคดีก่อการร้ายในประเทศกัมพูชาอีกด้วย และร่องรอยของความแตกหักระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับ “ผู้มีอุปการคุณอันดับหนึ่ง” ก็ปรากฏขึ้นจากการนัดชุมนุมที่รัฐสภาของ พธม.เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 เพื่อแสดงการต่อต้าน MOU ฉบับดังกล่าว และคัดค้านการนำบันทึกการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) ไทย-กัมพูชา จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งได้ประชุมกันเมื่อปี 2551 และ 2552 อันมีสาระสำคัญในการสำรวจและจัดทำเขตแดนตาม MOU ฉบับดังกล่าวและทำให้ พธม.เห็นว่าจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดนส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา แต่การที่รัฐสภามีมติตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวก็ทำให้ พธม.มองว่านี่คือเกมการ “เลี้ยงไข้” ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล จากนั้น พธม.ก็ได้เดินทางมาชุมนุมที่รัฐสภาอีกครั้งเมื่อวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2553 เนื่องจากมีการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ พธม.หวงแหนยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะปราศรัยพาดพิงถึงเรื่อง MOU และบันทึกการประชุม JBC ดังกล่าว โดยได้นัดหมายที่จะมาชุมนุมใหญ่ในวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ในประเด็นนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ต้องเลื่อนเป็นวันที่ 25 มกราคม 2554 แทน และการชุมนุม “เปิดศักราช 2554 ปีกระต่าย” ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองนี้เองที่เป็นสัญญาณปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “คนเสื้อเหลือง” กับ “พรรคการเมืองสีฟ้า” กำลังจะไม่มีวันเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว และข้อความดังกล่าวยิ่งเป็นจริงมากขึ้นในวันที่ 29 ธันวาคม 2553 เมื่อนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และ ส.ส.ใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปยังบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาที่ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พร้อมกับนายวีระ สมความคิด แนวร่วม พธม.ที่จัดตั้งกลุ่มของตนขึ้นมาใหม่คือ “เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ” และคณะผู้ติดตามคือ เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ นายตายแน่ มุ่งมาจน นายกิจพลธรณ์ ชุสนะเสวี นางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ และนางนฤมล จิตรวะรัตนา ซึ่งมาจากเครือข่ายของนักบวชนอกรีต “สันติอโศก” อันเป็นแนวร่วมสำคัญของ พธม.อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาจับกุม ซึ่งทำให้นายพนิชและคณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกัมพูชา “ข้ามปี” กันเลยทีเดียว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไม่ว่าจะในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือนายกรัฐมนตรีก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธการรับรู้การเดินทางในครั้งนี้ได้เลย เนื่องจากนายพนิชในฐานะลูกพรรคของตนได้โทรศัพท์ไปบอกคนใกล้ชิดของนายอภิสิทธิ์ว่า ได้เดินทางเข้าเขตกัมพูชาแล้ว และยังได้กำชับุคคลดังกล่าวอีกด้วยว่า “อย่าให้ใครรู้นะ”
สำหรับประเด็นสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงในช่วงนี้ แม้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง อย่างเหตุอุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางหลายจังหวัดในช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ยังถูกทำให้เป็น “การเมืองเรื่องน้ำท่วม” เสียจนได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยอย่างมีสองมาตรฐาน หรืออาจมองได้ว่าเป็นการ “ทำดีเอาหน้า” กันอย่างน่าเกลียดในหลายกรณี ทั้งการสกัดขัดขวางหรือ “แย่งซีน” ทีมงาน “ครอบครัวข่าว” ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่นำโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และนายกิตติ สิงหาปัด ทั้งที่นายสรยุทธได้เดินลุยน้ำลงไปแจกสิ่งของช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยด้วยตนเอง ผิดกับนายอภิสิทธิ์และคณะที่เดินทางด้วยเรือท้องแบนลงไปตรวจพื้นที่ โดยที่เท้าไม่สัมผัสน้ำเลย ซ้ำยังล่าช้ากว่าคณะของนายสรยุทธเสียอีก ซึ่งแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะสร้างภาพช่วยเหลือประชาชนเพื่อหวังผลทางคะแนนเสียงได้ถึงเพียงนี้ จนนายสนธิ แห่ง พธม.ต้องกล่าววิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาน้ำท่วมของนายอภิสิทธิ์ และมองปัญหาแบบนี้ว่าเป็น “ขนมหวาน” ที่ง่ายต่อการบริหารจัดการของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แต่นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง ก็กลับ “เชลียร์” นายอภิสิทธิ์ว่าเป็น “รัฐบุรุษ” แก้ปัญหาน้ำท่วมเสียนี่ และยังปรากฏกรณีที่ฝ่ายทหารพยายามที่จะ “ซื้อใจ” ผู้ประสบภัยด้วยการ “แย่งซีน” กลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนดังกล่าวอีกด้วย แต่ก็มิได้ทำให้กระแสธารน้ำใจของฝ่ายประชาธิปไตยลดลงเลย ดังจะเห็นได้จากการจัดคอนเสิร์ต “เราไม่ทิ้งกัน” โดยพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 เพื่อหารายได้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว
ซึ่งไม่เพียงแต่ภัยจากน้ำท่วมที่พวกเขาเหล่านั้นได้ประสบ หากแต่รายการ “เจาะข่าวทั่วไทย” ซึ่งออกอากาศผ่านสถานีวิทยุในเครือข่ายของกองทัพบกในต่างจังหวัด และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอยู่เนือง ๆ ยังได้กล่าววาจาอันเป็นการสร้าง “ภัยจากน้ำลาย” ซ้ำเติมผู้ประสบภัยในครั้งนี้อีกด้วย โดยกล่าวว่าเหตุที่เกิดอุทกภัยขนาดใหญ่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและมีมวลชนคนเสื้อแดงอยู่มาก เนื่องจากประชาชนภาคดังกล่าวคิดไม่ดีต่อบ้านเมือง คำพูดของผู้ดำเนินรายการดังกล่าวมีจุดน่าสงสัย 2 ประการคือ หากคนภาคดังกล่าวคิดไม่ดีต่อบ้านเมืองจริง แล้วทำไมบ้านของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และบ้านของแกนนำ นปช.คนอื่น ๆ ที่ทั้งอยู่และไม่อยู่ในเขตจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม จึงไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ ทั้งที่รายการดังกล่าวกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและแกนนำ นปช.เหล่านี้มาโดยตลอดว่าเป็นภัยต่อบ้านเมือง และหลังจากเกิดอุทกภัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ไม่นาน หลายจังหวัดในภาคใต้ก็ประสบภัยดังกล่าวเช่นกัน หากใช้ตรรกะเดียวกันแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าคนภาคใต้ก็คิดไม่ดีต่อบ้านเมืองเหมือนกัน ใช่หรือไม่

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนมกราคม 2554)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
20 มิถุนายน 2554

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s