เมืองไทยรายเดือน (มกราคม-มีนาคม 2554)

เมืองไทยรายเดือน

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 10-12 มกราคม-มีนาคม 2554)

เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ 2554 ด้วยเหตุการณ์สำคัญอันมีผล “สั่นสะเทือน” ต่อการเมืองไทยในหลายภาคส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการแสวงหาความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำอันอยุติธรรมจากฝ่ายอำมาตย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีชื่อเรียกว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” (นปช.) ซึ่งมีนางธิดา ถาวรเศรษฐ โตจิราการ เป็นแม่ทัพหญิงเหล็ก ทั้งการยื่นขอประกันตัวแกนนำ 7 รายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายขวัญชัย สาราคำ (ขวัญชัย ไพรพนา) นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายนิสิต สินธุไพร และนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) ต่อศาลอาญา แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554 ก็ถูกศาลปฏิเสธ เนื่องจากเหตุผลที่เป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ที่ศาลยกขึ้นอ้างเสมอมาว่าเกรงกลัวผู้ต้องหาจะหลบหนี แต่ก็มิได้ทำให้ความพยายามของ นปช.ลดน้อยถอยลงไปเลย กลับยิ่งเป็นพลังให้กลุ่มคนเสื้อแดงนี้ต่อสู้กับความอยุติธรรมยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงขั้นที่ต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาทุกราย เพื่อร้องขอเพียง “เศษ” แห่งความยุติธรรมให้แก่แกนนำ นปช.และแนวร่วมอื่น ๆ ที่ยังคงถูกจับกุมคุมขังอยู่ทั่วประเทศ ภายหลังจากที่ได้จัดชุมนุมรำลึกวีรชนที่สละชีวิตและร่างกายในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมของปีที่ผ่านมา เพื่อสนองตัณหาของผู้เฒ่ามากบารมีที่มักประกาศว่าตนอยู่ “เหนือ” การเมืองในวันที่ 9 และ 23 มกราคม 2554

ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้พิพากษาตุลาการเท่านั้น ยังปรากฏมีสมุนบริวารของผู้เฒ่ามากบารมีรายนี้ในภาคส่วนอื่นที่ “ดาหน้า” มาชนกับกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่โดยไม่ขาดสาย ทั้งนายชาย ศรีวิกรม์ แห่งห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่า ในฐานะของนายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ซึ่งเป็นบุตรของนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ผู้ทรงบารมีแห่งพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต และยังเป็นพี่ชายของนางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบันอีกด้วย โดยนายชายได้แสดงท่าทีไม่พอใจต่อการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากเห็นว่าตนเองและผู้ค้าในย่านราชประสงค์ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่เคยเข้ารบกวนการประกอบธุรกิจของห้างสรรพสินค้าในอาณาบริเวณเหล่านี้เลย โดยเฉพาะการวางเพลิงศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา ในการชุมนุมใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ก็มิได้เกิดจากฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด หากแต่เกิดจากการกระทำของ “ข้าราชการทหาร” เท่านั้น และฝ่ายอำมาตย์ที่บังคับบัญชาสั่งการข้าราชการทหารได้ ก็ได้นำสิ่งที่ฝ่ายตนเองทำมาโยนความผิดให้กับฝ่ายประชาชนว่าเป็น “พวกเผาบ้านเผาเมือง” จนทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทยที่เตรียมการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอยู่ด้วย ต้องประกาศบนเวที นปช.ว่าตนจะประกาศกลางสภาว่า “สัตว์นรกตัวไหนมันเผาเซ็นทรัล เวิลด์ฯ”

และเมื่อพูดถึงการสละชีวิตร่างกายของกลุ่มคนเสื้อแดงแล้ว ก็เป็นที่น่าดีใจที่จะต้องกล่าวว่า การดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) โดยมีนาย Robert Amsterdam แห่งสำนักงานกฎหมาย Amsterdam & Peroff เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ได้ดำเนินมาจนถึงขั้นที่สามารถเสนอคำฟ้องต่อ ICC ไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 อันจะเป็นหนทางไปสู่การเปิดโปงความจริง และ “กระชากหน้ากาก” ผู้สั่งฆ่าประชาชนให้สังคมโลกได้แลเห็นอย่างแน่นอน โดยไม่ต้องคิดไปฝากความหวังกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่ถูก “สั่งได้” โดยบุคคลที่อ้างมาเสมอว่าตนอยู่ “เหนือ” การเมือง ที่ยังคงแสดงพฤติกรรมรับใช้ “นายใหญ่” ของตนอย่างไม่หยุดหย่อน ดังเช่นกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation :DSI) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในคดีก่อการร้ายและคดีความมั่นคงแห่งรัฐ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ นปช.ตกเป็นผู้ต้องหาและ/หรือจำเลย ได้ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 เกี่ยวกับผู้เสียชีวิต 89 รายในเขตกรุงเทพมหานคร จากทั้งหมด 91 รายในช่วงการชุมนุมดังกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกระทำของ นปช.เอง 12 ราย (ซึ่งรวมถึงพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรมและนาย Hiroyuki Muramoto ช่างภาพจากสำนักข่าว Reuters ด้วย) จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะทหาร 13 ราย ส่วนที่เหลือ 64 รายไม่ทราบสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งในกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุของการเสียชีวิตนี้ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง อาทิ พลตรี ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล นางสาวกมนเกด อัคฮาด จึงนำมาซึ่งข้อสงสัยว่า 64 ศพที่ไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตนี้ จริง ๆ แล้ว DSI สอบสวนไปแล้ว “เจอตอ” เนื่องจากพบว่าฝ่ายทหารมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนใช่หรือไม่ จึงไม่กล้าระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อสังคม

และข้อสงสัยดังกล่าวก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อนายธาริตได้เชิญพลตำรวจโทอัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 ว่านาย Muramoto ถูกยิงโดยอาวุธปืน AK-47 หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “ปืนอาก้า” ซึ่งไม่มีใช้ในราชการทหารไทย อันส่อนัยว่าผู้สื่อข่าวรายนี้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธสงครามของ “กองกำลังชุดดำ” ซึ่งจะเห็นได้ว่า คำกล่าวของพลตำรวจโทอัมพรไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากพลตำรวจโทอัมพรไม่เคยมีบทบาทในการชันสูตรพลิกศพผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นรายนี้มาก่อน อีกทั้งยังมีหลักฐานปรากฏว่านาย Muramoto เสียชีวิตด้วยอาวุธปืน M16 มิใช่ปืนอาก้าดังที่ผลตำรวจโทอัมพรกล่าว และยังปรากฏด้วยว่า ทั้งอาวุธปืน M16 และอาก้า ต่างก็มีใช้ในราชการทหารเป็นจำนวนหลักหมื่นกระบอกทั้งสิ้น ซึ่งนี่มิใช่การกล่าวเท็จครั้งแรกของพลตำรวจโทอัมพร หากแต่นายตำรวจอาวุโสผู้นี้ได้เคยกล่าวเท็จต่อสังคมมาแล้วว่านางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตาจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทั้งนี้มีหลักฐานชัดเจนว่านางสาวอังคณาเสียชีวิตเนื่องจากระเบิดปิงปองที่ตนเองพกไป อีกทั้งแก๊สน้ำตาก็ไม่มีผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียชีวิตและร่างกายด้วย

ซึ่งเชื่อว่าความพยายามของกลุ่มคนเสื้อแดงในการสร้างกระบวนการยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยดังที่ได้กล่าวมานี้ ก็คงจะสั่นสะเทือนฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองมิใช่น้อย ดังจะเห็นได้จากการที่นายจตุพรได้กล่าวในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ นปช.เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เกี่ยวกับการจัดชุมนุมครั้งต่อไปในอีก 11 วันข้างหน้าภายใต้แนวคิด “ต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านสงคราม ทวงความยุติธรรม” ที่นายจตุพรได้ “แฉ” เกี่ยวกับแผนการรัฐประหารภายใต้ชื่อ “จตุภูมิพิชิตเมือง” โดยมีบุคคลสำคัญทั้งในวงการการเมือง การทหาร และสื่อสารมวลชน ทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ไปสนทนาวางแผนดังกล่าวร่วมกับนายประหยัด บุญสูง นักธุรกิจเหมืองแร่ชื่อดังแห่งจังหวัดภูเก็ต ที่บ้านพักของนายประหยัดใน กทม.ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา อันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้เฒ่ามากบารมีนอกรัฐธรรมนูญได้เดินทางไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์กับผู้ใกล้ชิดอย่างนาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ จึงได้กล่าวเตือนว่า หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นตามแผนดังกล่าวจริง ก็จะต้องเจอกับการต่อต้านของประชาชนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน โดยไม่รับฟังข้ออ้างของฝ่ายอำมาตย์ที่ต้องการทำรัฐประหารเพื่อสกัดการทำรัฐประหารในอนาคตแต่อย่างใด เนื่องจากการทำรัฐประหารไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใด ย่อมมีความผิดฐานเป็นกบฏต่อราชอาณาจักรทั้งสิ้น และการทำรัฐประหารในอนาคตที่ฝ่ายอำมาตย์กล่าวหาว่าจะเกิดขึ้นนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือการ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ซึ่งสั่นคลอนบัลลังก์ของฝ่ายอำมาตย์ต่างหากเล่า และเมื่อถึงการชุมนุมดังกล่าว บรรดาแกนนำ นปช.หลายรายก็ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในประเด็นดังกล่าว และประเด็นอื่น ๆ ตามแนวคิดทั้งสามของการชุมนุมครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะการคัดค้านการก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเพื่อแสดงถึงความ “คลั่งชาติ” ของอำนาจเหนือการเมืองที่ครอบงำรัฐบาลนี้อยู่ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

และในอีก 6 วันจากการชุมนุมดังกล่าวหรือวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งมีการชุมนุมทวงความยุติธรรมในโอกาสครบรอบ 9 เดือนของการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ นายจตุพรก็ได้นำหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นบุคคลซึ่งมี 2 สัญชาติ เนื่องจากมีสูติบัตรที่แสดงว่านายอภิสิทธิ์เกิดที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ และยังมิได้สละสัญชาติอังกฤษจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้ ณ วันที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแม้กระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่สั่งการปราบปรามประชาชนทั้งในเดือนเมษายนและพฤษภาคมของปีที่ผ่านมา ก็ยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่ อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ก็ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษอีกด้วย จึงนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นผู้บริหารประเทศไทยเอาเสียเลย และการถือสัญชาติอังกฤษของนายอภิสิทธิ์นี้เองที่เข้าเงื่อนไขตามธรรมนูญกรุงโรมที่เกี่ยวกับการก่อตั้ง ICC ซึ่งบัญญัติให้ผู้เกิดในรัฐภาคีมีสิทธิ์ถูกดำเนินคดีต่อ ICC ได้ และประเทศอังกฤษก็เป็นหนึ่งในรัฐภาคีสมาชิกของ ICC ด้วย จึงทำให้โอกาสในการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์มีค่อนข้างสูง แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงภาคีที่ยังมิได้ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้ ICC มีเขตอำนาจในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม ซึ่งนายจตุพรก็ได้ใช้ความเป็น ส.ส. ตั้งกระทู้ถามนายอภิสิทธิ์ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ในระเบียบวาระการพิจารณารายงานผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปีแรก (2551-2552) โดยได้รับคำตอบ “กวนประสาท” ตามสันดานของชาวประชาธิปัตย์อย่างนายอภิสิทธิ์ว่า ตนเองมีสัญชาติไทย ไม่เหมือนกับคนของพรรคเพื่อไทยที่เที่ยวไปขอสัญชาติต่าง ๆ มาเพื่อการลี้ภัย เพื่อหวังกระทบไปยังพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแห่งพรรคเพื่อไทยให้จงได้ แต่แล้วนายอภิสิทธิ์ก็เผลอ “หลุดปาก” ออกมาจนได้ว่า ถ้าจะให้ตนเองสละสัญชาติอังกฤษก็ทำได้ จึงเท่ากับนายอภิสิทธิ์ยอมรับว่าตนยังถือสัญชาติอังกฤษอยู่จนถึงปัจจุบัน หลังจากที่นายจตุพรได้ถามซ้ำไปแล้วถึง 2-3 ครั้งว่า “ท่านสละสัญชาติอังกฤษแล้วหรือยัง”

การชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่เพียงแต่ที่จะเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังได้เป็น Red Shirt Model สำหรับการต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนในประเทศต่าง ๆ ในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนบนอีกด้วย อาทิ อียิปต์ ลิเบีย ตูนิเซีย เยเมน ซูดาน และบาห์เรน ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “การปฏิวัติดอกมะลิ” (Jasmine Revolution) อันมีที่มาต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมกับพ่อค้าผลไม้จนต้องเผาตัวเองในตูนิเซีย และมีความเกี่ยวข้องกับการครองอำนาจมายาวนานกว่า 23 ปีของพลเอกไซน์ เอล-อบีดีน เบน อาลี (General Zine el-Abidine Ben Ali) ประธานาธิบดีของประเทศดังกล่าว การประท้วงการครองอำนาจมายาวนานกว่า 40 ปีจากการยึดอำนาจรัฐของพันเอกมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี (Colonel Muammar al-Gaddafi) แห่งลิเบีย และการประท้วงการครองอำนาจมายาวนานกว่า 30 ปีของนายโมฮัมหมัด ฮอสนี มูบารัค (Mohamed Hosni Mubarak) ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์ รวมถึงกรณีที่คล้าย ๆ กันในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ทั้งในเยเมน ซูดานและบาห์เรน ซึ่งการชุมนุมของประชาชนเหล่านี้ ก็ได้พัฒนาไปสู่ “สงครามประชาชน” เต็มรูปแบบ ดังเช่นในลิเบีย ที่มวลชนสามารถดึงเอาทหารใต้อาณัติของพันเอกกัดดาฟีมาร่วมเป็นกองกำลังและมอบอาวุธให้ต่อสู้กับกองทัพที่ยังภักดีกับผู้นำรายนี้ แม้ว่าพันเอกกัดดาฟีจะยังไม่ยอมสละอำนาจง่าย ๆ ดังเช่นกรณีของนายมูบารัคที่ยอมลาออกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 ก็ตาม แต่การต่อสู้ภาคประชาชนของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ได้มาเป็นกรณีศึกษาอย่างดียิ่งสำหรับมวลชนคนเสื้อแดงในประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากคำปราศรัยครั้งแรกหลังการได้รับอิสรภาพของนายณัฐวุฒิเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ว่าหากมีการรัฐประหารในประเทศไทยขึ้นอีกครั้ง ประเทศไทยก็ย่อมต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจาก “อียิปต์ ลิเบีย ตูนิเซีย” อย่างแน่นอน ส่วนสาเหตุที่ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จในระยะเวลาที่สั้นกว่าประเทศไทยนั้น นายณัฐวุฒิเห็นว่า เป็นเพราะในประเทศเหล่านั้น “ครูใหญ่” ตรวจข้อสอบด้วยความเป็นธรรม ไม่เหมือนกับ “ครูใหญ่” ของประเทศไทย ซึ่งคำกล่าวของนายณัฐวุฒิก็ส่อนัยถึงความ “หน้าด้านหน้าทน” ของผู้อยู่เหนือการเมืองที่ยังคงคิดว่าตนเองคือ “เจ้าของประเทศไทยตัวจริง” ได้เป็นอย่างดี

กลับมาพูดถึงความพยายามของนางธิดาในฐานะรักษาการประธาน นปช.และคณะทนายความกันต่อ ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอประกันตัวแกนนำทั้ง 7 รายมาโดยตลอด และก็ได้รับการปฏิเสธจากศาลมาโดยตลอดเช่นกันดังที่ได้กล่าวในตอนต้น แต่หลังจากการยื่นขอประกันตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ด้วยวงเงินรวม 4.2 ล้านบาท ซึ่งศาลอาญาได้กำหนดฟังผลการขอประกันตัวดังกล่าวในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งได้เลื่อนจากกำหนดเดิม 1 วัน แม้ว่านายธาริต อธิบดี DSI จะยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัวแกนนำ 5 ใน 7 คน คือนายนิสิต นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง นายขวัญชัย และนายยศวริศ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์หัวรุนแรง (hardcore) ก็ตาม แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว ศาลก็ได้ให้ประกันตัวแกนนำทุกคน โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศและห้ามร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย นางธิดาจึงได้กล่าวว่านี่คือ “รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม” (dawn of Thailand’s justice) อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความปรองดองในบ้านเมือง และจะนำไปสู่การยื่นขอประกันตัวแนวร่วม นปช.ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต่อไป

แต่ “รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม” นี้ก็ยังดูไม่เป็นความจริงเท่าใดนัก เนื่องจากในช่วงเวลาเช้ามืดของวันดังกล่าว ก่อนที่จะมีการปล่อยตัวแกนนำ นปช.เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้สนธิกำลังจับกุมนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (สุรชัย แซ่ด่าน) แกนนำกลุ่มแดงสยามที่เคยปราศรัยให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองไทย โดยใช้ข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ท่ามกลางข้อสังเกตจากกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งสองกลุ่ม (ซึ่งมีมวลชนร่วมกัน) ว่านี่เป็นแผนกลยุทธ์ของฝ่ายเหนือการเมือง ที่ประสงค์จะ “ปล่อย นปช. ล่อแดงสยาม” เพื่อสร้างภาพ “ลับ ลวง พราง” ต่อสาธารณชนว่ากระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวดังที่เคยทำมา (แต่ไม่เคยแนบเนียนสักที เนื่องจากถูกประชาชนจับได้เสียก่อน) หรือไม่ เนื่องจากนายสุรชัยได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการถึงแก่อสัญกรรมของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองไว้นานหลายเดือนแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งจะมาจับกุมตัวในช่วงเดียวกับที่จะมีการปล่อยตัวแกนนำ นปช. ซึ่งในช่วงแรก นายสุรชัยก็มิได้ใช้สิทธิ์ขอประกันตัวแต่อย่างใด แต่เมื่อจะขอประกันตัวในภายหลังก็ถูกขัดขวางด้วย “แผ่นเสียงตกร่อง” ที่ว่าด้วย “ข้อหาอัตราโทษสูง เกรงการหลบหนี” อยู่เรื่อยมา นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มแดงสยามอีกคนหนึ่งที่ฝ่ายอำมาตย์จงเกลียดจงชังอย่างยิ่งจนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ จึงได้ออกแถลงการณ์ส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าวที่ไม่น่าจะใช่จุดเริ่มต้นของ “รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม” แต่อย่างใด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของ “อัสดงคตแห่งระบอบประชาธิปไตยไทย” (major sunset to Thailand’s democratization) เสียมากกว่า

แม้ว่า “รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม” จะยังมาไม่ถึงในระยะเวลาอันใกล้จากเหตุการณ์ข้างต้น แต่ก็ยังเชื่อมั่นอยู่ตลอดเวลาว่าความยุติธรรมย่อมต้องเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยในไม่ช้า ดังจะเห็นได้จากการที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องกรณี “อีแตะมหาภัย” หรือการจำหน่ายรองเท้าแตะที่มีรูปหน้านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา การเดินทางเข้ามอบตัวของแกนนำ นปช.รายอื่น ๆ ที่อพยพคดีความไปยังต่างประเทศ หลังจากได้รับสัญญาณที่ดีจากการที่เพื่อน ๆ แกนนำได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็นนายวิสา คัญทัพ และนางไพจิตร อักษรณรงค์ ศิลปินคู่สามีภรรยา ที่เดินทางเข้ามามอบตัวต่อ DSI เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ ที่เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 และ ดร.อดิศร เพียงเกษ เมื่อ 4 วันก่อนหน้านั้น จึงยังคงเหลือนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นางดารุณี กฤตบุญญาลัย ในส่วนแกนนำหลักของ นปช. และนายจักรภพ ในส่วนแกนนำหลักของแดงสยามที่ยังมิได้เดินทางมามอบตัว ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ฝ่ายอำมาตย์มีความประสงค์ที่จะเอาชีวิตของนายอริสมันต์และนายจักรภพ เนื่องจากบุคคลทั้งสองมีข้อมูลลับหลายอย่างเกี่ยวกับฝ่ายตนไว้ในมืออย่างมากมาย บุคคลทั้งสองจึงยังไม่คิดที่จะเข้ามามอบตัวต่อทางการแต่อย่างใด

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า นายณัฐวุฒิและแกนนำคนอื่น ๆ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554 และมีเนื้อหาสาระบางส่วนพาดพิงไปถึงผู้มีอำนาจเหนือการเมือง นายธาริตในฐานะ “สมุน” คนสำคัญของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองนี้ จึงได้ “วิ่งตีนแทบขวิด” ยื่นเรื่องขอถอนประกันแกนนำทั้งเจ็ดต่อศาลอาญา ในวันที่ 16 และ 18 มีนาคม 2554 เนื่องจากเห็นว่าการปราศรัยนี้ละเมิดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลกำหนด ซึ่งนายธาริตก็ประสบกับความ “หน้าแหก” เมื่อศาลยกคำร้องดังกล่าวในวันที่ 21 มีนาคม 2554 เนื่องจากเป็นหน้าที่ของอัยการในฐานะโจทก์ มิใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนอย่าง DSI การยกคำร้องเพิกถอนประกันตัวดังกล่าว ทำให้แกนนำ นปช.เหล่านี้ รวมถึงแกนนำคนอื่น ๆ ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศดังรายชื่อที่ได้กล่าวมา และนายวีระกานต์ (หรือเดิมชื่อวีระ) มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช.ที่ถูกศาลสั่ง “ปิดปาก” ภายหลังจากที่ได้รับการประกันตัวออกมาก่อนแกนนำคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสขึ้นครวญเพลงในคอนเสิร์ต “รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม” ที่จัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม 2554 ณ โบนันซ่ารีสอร์ท ปากทางขึ้นเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อันถือว่าเป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของแกนนำ นปช.ภายหลังจากการยุติการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมา หลายรายต้องถูกจับกุมคุมขังหลายเดือน หลายรายก็ต้องหลบหนีไปต่างประเทศ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และในวันที่ 10 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการสังหารประชาชนที่สี่แยกคอกวัวและบริเวณใกล้เคียง นปช.ก็จะได้เตรียมการจัดเวทีชุมนุมรำลึกถึงวีรชนดังกล่าว และจะได้เชิญนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ มา “แฉ” ความจริงเกี่ยวกับการได้ขึ้นสู่อำนาจรัฐของพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วยภายหลังจากที่มีการเผยแพร่จดหมายเปิดโปงข้อเท็จจริงดังกล่าว

เรื่องอื่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมที่จะขอเล่าเสริมเป็นกรณีศึกษาเพื่อการเปรียบเทียบไว้ในที่นี้ก็คือ กรณีที่มีวัยรุ่นสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งเป็นสมาชิกของราชสกุลรายหนึ่งได้ขับรถของผู้ปกครองไปชนผู้อื่นเสียชีวิตบนทางยกระดับดอนเมืองหลายศพ ในช่วงปลายปี 2553 แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับดำเนินคดีกับสาวน้อยดังกล่าวอย่างล่าช้า ผิดกับสามัญชนทั่วไปที่ขับรถของตนไปก่ออุบัติเหตุ แล้วถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วัน กรณีต่อมาก็คือ การที่รัฐบาลเร่งรัดให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการเอาผิดกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (เอไอเอส) เนื่องจากเห็นว่าละเมิดสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ โดยอ้างอิงจากคำพิพากษายึดทรัพย์พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดให้ทีโอทีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอไอเอสภายหลังจากวันอ่านคำพิพากษาแล้วไม่เกิน 1 ปี เพื่อไม่ให้หมดอายุความ แต่คณะกรรมการของทีโอทีก็ไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้ จึงต้องลาออกยกชุดในเวลาต่อมา แต่รัฐบาลกลับละเลยที่จะให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทบทวนการขายกิจการของบริษัท ฮัทชิสัน ไวร์เลส มัลติมีเดีย โฮลดิ้ง จำกัดและบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวม 4 แห่ง ให้แก่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เพื่อให้ทรูมูฟสามารถดำเนินกิจการโทรศัพท์มือถือบนระบบ 3G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ท่ามกลางข้อสงสัยนานัปการจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นความสมเหตุสมผลของราคาที่ซื้อขาย และความโปร่งใสในการซื้อขายดังกล่าว โดยเฉพาะการขายกิจการเพื่อให้ทรูมูฟดำเนินกิจการโทรศัพท์ในระบบ 3G ได้โดยไม่ต้องผ่านการประมูลดังเช่นในย่านความถี่ 2.1 GHz ที่เป็นกรณีพิพาทเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทใหญ่ทางตรงของทรูมูฟ มีกรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบชื่อนายวิทยา เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นอาของนายอภิสิทธิ์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และเป็นผู้ถือหุ้นหลักของทรู คอร์ปอเรชั่นผ่านบริษัทย่อย 3 แห่ง ก็ยังปรากฏชื่อกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบเป็นนายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ บิดาของนายอภิสิทธิ์อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์หรือ CP Group ยังมีพลเอกเปรมเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์อีกด้วย ซึ่งแม้ว่าทั้งบิดาและอาของนายอภิสิทธิ์จะมิใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหารของบริษัททั้งสองก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่ของกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบก็คือ พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยในนิติกรรมใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัท แต่เนื่องจากรัฐบาลที่บุตรหลานของตนเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ได้อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจอย่างกสท โทรคมนาคมขายกิจการให้กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับตน จึงดูเหมือนกับรัฐบาลทำนิติกรรมโดยตรงกับบริษัทเหล่านี้เองโดยขาดความโปร่งใส จนอาจทำให้กรรมการตรวจสอบเกิดความ “กระอักกระอ่วนใจ” ในการทำหน้าที่ดังกล่าวได้โดยง่าย

เหตุที่ต้องยกเรื่องทั้งสองขึ้นมาเปรียบเทียบกับเรื่องการเมืองก็คือ เรื่องทั้งสองมีการปฏิบัติอันเป็นสองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการละเว้นการดำเนินคดีกับบุคคลที่มีความผิดอย่างชัดแจ้ง แต่เป็นราชนิกูล แต่กลับไปเร่งรีบดำเนินคดีเอากับสามัญชนธรรมดาทั้งที่หลักฐานยังไม่สมบูรณ์ หรือการละเว้นการตรวจสอบการซื้อขายกิจการที่เกี่ยวข้องกับรัฐและครอบครัวตนเองอย่างชัดแจ้ง แต่กลับเร่งรัดเอาผิดกับกิจการที่เกี่ยวข้องกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างเอไอเอสให้จงได้ เช่นเดียวกับกระบวนการยุติธรรมกับการเมืองภาคประชาชน “แดง-เหลือง” ที่สีแรกถูก “ขังลืม” ส่วนสีหลังถูก “ลืมขัง” ซึ่งสีที่ถูก “ขังลืม” ได้กล่าวถึงมาพอสมควรแล้ว ต่อไปจะได้กล่าวถึงสีที่ถูก “ลืมขัง” บ้าง ซึ่งในช่วงเวลานี้ได้ปรากฏ “รอยร้าว” ที่ดำเนินมาจนถึง “จุดแตกหัก” ระหว่าง “คนเสื้อเหลือง” และ “พรรคการเมืองสีฟ้า” อันล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองทั้งคู่ แต่ก็เกิดภาวะ “เสพสมบ่มิสม” ขึ้นเสียก่อน ซึ่งภาวะ “เสพสมบ่มิสม” ที่ว่านี้ ก็มีที่มาจากการที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และคณะรวม 7 คน ซึ่งเป็นบุคคลในเครือข่ายลัทธินอกพุทธศาสนาที่มีชื่อว่า “สันติอโศก” อันมีความเกี่ยวเนื่องอย่างแนบแน่นกับ พธม. ได้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาก่อนสิ้นปี 2553 เพียง 2 วัน จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำที่ประเทศกัมพูชา “ข้ามปี” ซึ่งแม้ว่านายพนิชและคณะจะ “แก้ตัว” อย่างไรก็ไม่อาจรับฟังเป็นเหตุผลได้ เนื่องจากมีหลักฐานที่เปิดเผยโดยฝ่ายกัมพูชาว่า นายพนิชได้โทรศัพท์ไปแจ้งนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผ่านทางผู้ใกล้ชิดว่าได้เดินทางเข้าไปยังเขตกัมพูชาแล้ว

วันที่ 3 มกราคม 2554 เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งเป็นแนวร่วม พธม.กลุ่มหนึ่งที่มีแกนนำคือนายวีระ สมความคิด หนึ่งในคณะที่เดินทางไปกับนายพนิชและถูกจับกุมดังกล่าว จึงได้แสดงท่าทีไม่พอใจท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาด้วยการจัดการชุมนุมประท้วง ณ พื้นที่ใกล้เคียงกับที่นายพนิช นายวีระ และคณะถูกจับกุมตัว โดยมีพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตนายทหารนาวิกโยธินผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นแกนนำ ซึ่งคณะของนายพนิชก็ได้รับอิสรภาพเกือบทั้งหมด (5 ใน 7 คน) เนื่องจากได้รับการรอการลงโทษจำคุก 9 เดือน แต่ยังมีโทษปรับคนละ 1 ล้านเรียล (ประมาณ 10,000 บาท) ภายหลังจากที่ถูกคุมขังอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เหลือเพียงนายวีระ และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ผู้ติดตาม ที่ถูกศาลกัมพูชาตั้งข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ คือการจารกรรมข้อมูลเพิ่มเติมจากข้อหาบุกรุกเข้าดินแดนที่ได้รับอยู่เดิม

การถูกคุมขังของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และแนวร่วม พธม.ในประเทศกัมพูชานี้ ได้มีผู้นำไปเปรียบเทียบกับการถูกจำคุกของแกนนำ นปช. จนนำไปสู่คำกล่าวที่ว่า “คนดีติดคุกไทย คนจัญไรติดคุกเขมร” ซึ่งกลุ่มคนทั้งสองสีเสื้อนี้ก็เป็น “กำลังสำคัญ” ในการร่วมกัน “ขย่ม” รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้คืนความเป็นธรรมแก่กลุ่มของตน แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มคนทั้งสองจะยอม “จูบปาก” กัน ดังจะเห็นได้จากการที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ “หิ้วปีก” ขณะกำลังรับประทานอาหารกลางวัน ภายในห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส พระราม 1 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 พร้อมกับนายสมบูรณ์ ทองบุราณ และถูกส่งไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในแดนเดียวกับนายณัฐวุฒิแห่ง นปช. แต่นายไชยวัฒน์ก็ถูกคุมขังอยู่ได้เพียงประมาณสัปดาห์เดียวก็ได้รับการประกันตัว ผิดกับนายณัฐวุฒิซึ่งได้รับการประกันตัวในภายหลังดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยในช่วงเวลาดังกล่าว นายไชยวัฒน์ก็ได้ “เอ่ยปาก” ขอการสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงจากนายณัฐวุฒิเพื่อใช้ในการกดดันรัฐบาล แต่ก็ได้รับการปฏิเสธโดยสิ้นเชิงกับนายณัฐวุฒิ เนื่องจากนายณัฐวุฒิเห็นว่า นปช.และ พธม. มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

และในวันเดียวกับที่นายไชยวัฒน์ถูกควบคุมตัว เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาตินำโดยพลเรือเอกบรรณวิทย์ ซึ่งได้ตั้งเวทีชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่หน้าทำเนียบรัฐบาล (ฝั่งถนนพิษณุโลก) ก็ได้ยื่นถวายฎีกาเพื่อขอความช่วยเหลือให้กับนายวีระและนางสาวราตรี ท่ามกลางกระแสต่อต้านคัดค้านจากบุคคลในรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการไม่บังควร ซึ่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลกัมพูชาก็ได้พิพากษาจำคุกนายวีระ 8 ปี ปรับ 1.8 ล้านเรียล (ประมาณ 18,000 บาท) และพิพากษาจำคุกนางสาวราตรี 6 ปี ปรับ 1.2 ล้านเรียล (ประมาณ 12,000 บาท) โดยไม่รอการลงโทษทั้งคู่ จึงทำให้บุคคลทั้งสองยังคงถูกจำคุกอยู่ต่อไป แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างขอพระราชทานอภัยโทษและยื่นอุทธรณ์เพื่อสู้คดีก็ตาม จนนายพนิชต้องพาญาติของบุคคลทั้งสองเข้าขอความช่วยเหลือในกรณีดังกล่าวจากรัฐบาล ซึ่งหากไม่ได้รับความคืบหน้าก็จะขอความช่วยเหลือจากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณต่อไป ในฐานะที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศกัมพูชา

และอีก 2 วันภายหลังจากที่นายวีระและนางสาวราตรีต้องคำพิพากษาให้จำคุกนี้เอง นายการุณ ใสงาม แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวพร้อมตั้งข้อหาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังจากที่เดินทางกลับมาจากการเยี่ยมบุคคลทั้งสอง การที่แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งเป็นแนวร่วมของ พธม.ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่ประเทศกัมพูชา 2 คนคือนายวีระและนางสาวราตรี และการที่แกนนำกลุ่มเดียวกันนี้ถูกดำเนินคดีในประเทศไทย 3 คน คือนายไชยวัฒน์ นายสมบูรณ์และนายการุณ ยิ่งเป็น “ตราประทับ” ได้เป็นอย่างดีสำหรับการนัดชุมนุมใหญ่ของ พธม.ในวันที่ 25 มกราคม 2554 ภายหลังจากที่ได้เลื่อนมาจากกำหนดเดิมในวันที่ 8 ธันวาคม 2553 นอกจากที่ “คนเสื้อเหลือง” จะกดดันให้รัฐบาลของ “พรรคการเมืองสีฟ้า” ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่ง พธม.มองว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนมากไปกว่าปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยได้จัดการชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล (ฝั่งถนนราชดำเนินนอก) หรือยึดถนนคนละเส้นกับเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาตินั่นเอง

ซึ่งเนื้อหาสาระในการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปีของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ก็มีเพียงไม่กี่ประเด็นเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ส่อไปในทาง “ปลุกกระแสคลั่งชาติ” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้รัฐบาลยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าว โดยเน้นการใช้ศักยภาพทางทหารที่เหนือกว่า และการกดดันให้รัฐบาลดำเนินการให้นายวีระและนางสาวราตรีได้รับอิสรภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำของกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เนื่องจากสมเด็จฮุนเซนเคยวิพากษ์วิจารณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ว่าเป็นคนบ้าเสียสติ เป็นคนโง่เง่า ชอบพูดจาในเรื่องไร้สาระอย่างหน้าด้าน ๆ หากการชุมนุมของ พธม.ในครั้งนี้จะมีประเด็นอื่น ๆ ที่สอดแทรกเข้ามาก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พธม.เองเสียส่วนใหญ่ เช่น การถึงแก่มรณภาพของพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) พระภิกษุอาวุโสผู้เป็นที่เคารพนับถือของนายสนธิและบุคคลสำคัญบางรายของชาติ ในเช้ามืดของวันที่ 30 มกราคม 2554 และการปราศรัยกล่าวหาโจมตี “ศัตรูเดิม” อย่างพรรคเพื่อไทย พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและ นปช. รวมถึงการผลักมิตรเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นศัตรูใหม่โดยอาศัยประเด็นเรื่องกัมพูชามาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งทางวาจาผ่านการปราศรัยและคอนเสิร์ตจากศิลปินสีเหลือง และทางลายลักษณ์อักษรผ่านทางหนังสือชื่อ “ดื้อตาใส ทำไทยเสียดินแดน” และหนังสือ “33 ประเด็นถาม-ตอบ ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน” จากความช่วยเหลือที่ พธม.ไม่อาจได้รับจากรัฐบาลที่เคยเป็นพรรคพวกกันมาในการขับไล่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ก็เลเพลาดพาดไปสู่การโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนักข้อขึ้นทุกวัน ๆ จนยกระดับไปสู่การขับไล่รัฐบาลในเวลาต่อมา ทั้งนี้ โดยมีความเคียดแค้นนายอภิสิทธิ์ในการ “นิ่งเฉย” กับผู้ลอบยิงนายสนธิเมื่อเดือนเมษายน 2552 ซึ่งคาดกันว่าเป็นกลุ่มสีน้ำเงินของนายเนวิน ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือ “อำนาจใหม่ อำมาตย์ อำมหิต” ของสำนักพิมพ์ ASTV ผู้จัดการเป็นทุนเดิม จนนำไปสู่การเสนอแนวความคิดให้กลุ่มคนเสื้อเหลืองแสดงพลังไม่ประสงค์จะเลือกผู้สมัครคนใดและ/หรือพรรคการเมืองใด (vote no) ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากหมดศรัทธาเสียแล้วในพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งรายละเอียดจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป) ความแตกแยกระหว่างกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองนอมินีอำมาตย์ทั้งคู่นี้ จึงทำให้สังคมไทยได้เห็นภาพของภาษิตโบราณที่ว่า “ไม่มีสัจจะในหมู่โจร” ได้เป็นอย่างดี และพลังความอหังการ์ของ พธม.ยังมีมากมายเสียจนกลไกภาครัฐต้องยอมก้มหัวให้อยู่เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (กฎหมายความมั่นคงฯ) ในช่วงวันที่ 9-23 กุมภาพันธ์ 2554 ในเขตที่เป็นการชุมนุมของทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มคนเสื้อเหลือง เช่น เขตดุสิต เขตปทุมวัน เขตวังทองหลาง เป็นต้นรวมถึงเขตวัฒนาอันเป็นที่ตั้งบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ด้วย แต่ก็ไม่อาจ “ระคายผิว” ของคนเสื้อเหลืองได้แม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเขตห้ามผ่านรอบทำเนียบรัฐบาลและขอคืนพื้นที่บริเวณดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ทำได้เพียงการเปิด 1 ช่องการจราจรบริเวณถนนราชดำเนินนอกหน้ากระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น และอีก 1 เดือนต่อมา ในช่วงที่มีการเตรียมจัดงานกาชาด กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติก็ไม่ยอมคืนถนนพิษณุโลกเพื่อใช้ในการจัดงานดังกล่าวอีกด้วย ประกอบกับก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายปี 2553 พลตำรวจโทสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี พธม.ยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็ได้ยื่นฟ้อง 114 แกนนำและแนวร่วม พธม.ในความผิดฐานก่อการร้าย อันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ศาลแพ่งสั่งให้ พธม.ชำระค่าเสียหายกว่า 500 ล้านบาทให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ในฐานะเจ้าของท่าอากาศยานทั้งสองแห่ง พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม.อีกรายหนึ่งจึงสบโอกาสที่จะใช้ช่วงเวลาการชุมนุมในครั้งนี้ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากพลตำรวจโทสมยศ เป็นจำนวนเงินถึง 220 ล้านบาท เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย อีกทั้งยังเป็นนายตำรวจ “สีน้ำเงิน” ที่ใกล้ชิดกับนายเนวินอีกด้วย และแกนนำและแนวร่วม พธม.ที่ถูกกล่าวหาเหล่านี้ก็ได้ทยอยกันไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว เหตุที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองแม้จะน้อยด้วยปริมาณ แต่กลับแสดงอำนาจอหังการ์ได้เพียงนี้ ก็เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า พธม.เป็นกลุ่มการเมืองที่แอบอิงอำนาจของใครสักคนที่มักจะคิดว่าตนเองนั้นคือ “เจ้าของประเทศไทยตัวจริง” นั่นเอง

ซึ่ง “อุดมการณ์ความคลั่งชาติ” (มิใช่รักชาติ) ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยดังที่ได้กล่าวมาเท่านั้น อำนาจ “เหนือ” การเมืองผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ยังได้แสดงออกถึงท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ถึงขั้นที่วางตนเป็นศัตรูกับรัฐบาลกัมพูชากันเลย ดังจะเห็นได้จากการที่นายอภิสิทธิ์ชี้แจงผ่านทางโทรทัศน์ทุกช่องในช่วงค่ำของวันที่ 23 มกราคม 2554 ว่าพื้นที่ที่คนไทยทั้งเจ็ดถูกจับกุมอยู่ในเขตประเทศไทย มิใช่เขตกัมพูชา ดังนั้นกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมในเขตประเทศไทย ซึ่งขัดแย้งกับการที่นายพนิชโทรศัพท์ไปแจ้งผู้ใกล้ชิดของนายอภิสิทธิ์ว่าเดินทางเข้าสู่เขตกัมพูชาแล้ว แต่ใช่ว่าการเล่นเกม “หลอก” ประชาคมโลกอย่าง “หน้าด้าน ๆ ”จะทำให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองหยุดความเลวของตนลงไป หากแต่ช่วงเย็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ยังได้สั่งการให้มีการเคลื่อนกำลังไปยังบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งอยู่ในเขตกัมพูชา ใกล้กับปราสาทพระวิหาร ทำให้เกิดการปะทะกันของทหารทั้งสองชาติจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย และปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายอย่างมาก การปะทะกันดังกล่าวทำให้รัฐบาลกัมพูชาโดยสมเด็จฮุนเซน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องส่งหนังสือประท้วงการกระทำของรัฐบาลไทยไปยังสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) แต่ก็ใช่ว่าความโหดร้ายในใจของผู้สั่งการจะหมดไป ดังจะเห็นได้จากที่มีการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองชาติ ณ สถานที่ใกล้เคียงกันในอีก 2 วันถัดมา ซึ่ง UNSC ก็ได้เสนอแนะให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศเจรจากันอย่างทวิภาคี เพื่อนำไปสู่การหยุดยิงถาวร โดยมีสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nation: ASEAN) เป็นตัวกลาง ซึ่งอินโดนีเซียในฐานะประธาน ASEAN ก็ได้จัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ และได้มีมติส่งตัวแทน 15 คน เข้าสังเกตการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554

แต่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแสดงออกซึ่งอุดมการณ์ความคลั่งชาติที่ผ่านทางการทำสงครามในรูปแบบ เนื่องจากยังปรากฏอีกว่า มีการทำสงครามจิตวิทยาให้คนทั้งสองชาติเกลียดชังซึ่งกันและกันอีกด้วย โดยเฉพาะการที่รายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งดำเนินรายการโดยนางสาวบุญระดม จิตรดอน และนางสาวจิตดี ศรีดี ได้ชื่นชมบทบาทของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกปักรักษาดินแดนของไทยอย่างกล้าหาญ จนบางรายต้องสูญเสียชีวิตร่างกาย และยังได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำกัมพูชาอย่างสมเด็จฮุนเซนอย่างรุนแรงและไร้เหตุผล เช่น กล่าวหาว่าเป็นพวกบ้าอำนาจ กระหายเลือด นิยมสงคราม และต้องการรวบอำนาจจากทุกสถาบันทั้งประเทศมาไว้ในมือของตนเองและพวกพ้อง ไม่เว้นแม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่วายที่จะ “แว้งกัด” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่ามีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรเลยจากสมเด็จฮุนเซนในทุก ๆ ด้าน และสำนักข่าวทีนิวส์ ผู้ผลิตรายการดังกล่าว ยังได้แปลเนื้อหาการวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จฮุนเซนเป็นภาษาเขมรเพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของตนเอง และเพื่อ “เสี้ยม” ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งให้เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลของตนอีกด้วย การที่กลไกภาครัฐของฝ่ายอำมาตย์ไทยซึ่งมีศักยภาพเหนือกว่ากัมพูชาในทุก ๆ ทาง ทั้งประชากร ดินแดน และกองทัพ ประกาศศักดาต่อประเทศที่ด้อยกว่าอย่างกัมพูชาเช่นนี้ ก็อาจกล่าวได้อย่างไม่เกรงใจว่าฝ่ายอำมาตย์ไทยนั้น “ไม่เป็นลูกผู้ชาย” เอาเสียเลย เนื่องจากนี่คือ “สันดานดิบ” ของพวกเขาเหล่านั้น ที่ชอบประกาศศักดากับฝ่ายที่ไม่มีทางสู้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในชาติเดียวกัน หรือประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่นใดที่เป็นพวกเดียวกับ “มหาศัตรู” ของพวกเขาอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ฝรั่งเศส (อดีตเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา) รัสเซีย จีน และอินเดีย ซึ่งให้การสนับสนุนทางการทหารและเศรษฐกิจแก่กัมพูชามาโดยตลอด ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา แต่รัฐบาลของทั้งสี่ประเทศก็กลับถูกนายกษิตวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเสียนี่

และประเด็นสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงก็คือ การ “นับถอยหลัง” สู่การคืนอำนาจที่ฝ่ายอำมาตย์ในนามพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายได้มาให้กับประชาชนภายหลังจากที่ต้องใช้ชีวิต ร่างกาย และอิสรภาพของประชาชนจำนวนมากเข้าแลก เพื่อหวังที่จะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มต้นจากการแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช… ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 จำนวน 2 ใน 4 ฉบับ โดยเฉพาะการพิจารณาปรับปรุงการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เป็นแบบ 375 เขตเลือกตั้ง ๆ ละ 1 คน (one man one vote) และอีก 125 คนเป็นแบบบัญชีรายชื่อเดียวกันทั้งประเทศ (party list) แทนระบบเดิมที่ใช้อยู่ที่เป็นเขตเลือกตั้งใหญ่ และมีบัญชีรายชื่อ 8 บัญชีแยกตามกลุ่มจังหวัด และการแก้ไขรายละเอียดการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 190 และได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติในวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2554 ภายหลังจากที่กรรมาธิการได้พิจารณาสูตรกำหนดจำนวน ส.ส.ทั้งแบบ 375 ต่อ 125 และแบบอื่น ๆ เช่น 400 ต่อ 100 ของพรรคชาติไทยพัฒนา และสูตร 400 ต่อ 125 ของพรรคภูมิใจไทย แต่ในที่สุด สูตร 375 ต่อ 125 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการมาแล้ว ก็สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยคะแนนเสียง 298 เสียง ไม่เห็นด้วย 211 เสียง ภายหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์จัดงานเลี้ยง “รวมพลังสร้างสรรค์ประเทศไทย” เพื่อหวังซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาลให้ยอมรับสูตรดังกล่าวที่ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์เป็นผู้ออกแบบแทนสูตรที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ เสนอแนะไปเมื่อ 2 วันก่อน และได้พิจารณาในวาระที่ 3 จนมีผลบังคับในเวลาต่อมา อันเป็นการเริ่มต้น “บันไดก้าวแรก” สู่การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมกลับคืนให้ประชาชน โดยมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดรับกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขไปแล้วนี้ เป็นบันไดขั้นต่อมา

ซึ่งแม้ว่ารัฐบาล “นอมินีอำมาตย์” ชุดนี้จะรู้ว่าตนเองต้องหมดวาระลง และอาจไม่ได้กลับคืนสู่อำนาจด้วยวิธีที่ชอบธรรมอีก แต่ก็ยังไม่วายที่จะสร้างภาพ (อัป) ลักษณ์ทิ้งไว้ให้กับแผ่นดินหลายประการ ดังเช่นการทุจริตในโครงการต่าง ๆ ของรัฐ ที่พรรคเพื่อไทยได้เคยรวบรวมมาจัดทำเป็นหนังสือ “ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด” แจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ เนื่องในโอกาสที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บริหารราชการแผ่นดินมาครบ 2 ปี จนนำไปสู่การตั้งคำขวัญ “5 ล้มเหลว 10 จำทน” เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลงานของรัฐบาลที่ไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน และก็ยังคงมีปรากฏพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันอีกในหลาย ๆ กรณี ทั้งในด้านเศรษฐกิจ อาทิ การแก้ไขวิกฤติไข่ไก่ราคาแพง ด้วยการว่าจ้างบริษัทต่างชาติที่มีชื่อว่า McKinsey and Company โดยใช้งบประมาณแผ่นดินกว่า 69 ล้านบาท ทามกลางข้อครหาที่ว่าผู้บริหารของบริษัทแห่งนี้เป็นผู้บริจาคเงินสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นที่ปรึกษาในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขายไข่ไก่จากรายฟองเป็นรายกิโลกรัม หรือที่เรียกกันว่า “ไข่ชั่งกิโล” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 แต่ต้องยกเลิกไปหลังจากที่เริ่มดำเนินการไปได้ไม่นาน พร้อม ๆ กันนั้นก็เกิดวิกฤติการณ์น้ำมันปาล์มขาดแคลน จนราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติถึงเกือบ 2 เท่า เนื่องจากการ “ปีนเกลียว” กันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยซึ่งกำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ ที่เปรียบเทียบกันว่าเหมือนกับการ “กระทบกระทั่ง” ระหว่างคู่สามีภรรยา และนำไปสู่การเปิดโปงผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ในธุรกิจน้ำมันปาล์ม ไม่ว่าจะเป็นนายสุเทพที่มีธุรกิจสวนปาล์ม และสตรีชื่อขึ้นต้นด้วย อ.ซึ่งก็คือนางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ที่มีธุรกิจในครอบครัวของตนเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบจากผลปาล์มสด หรือเรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมต้นทางของธุรกิจน้ำมันปาล์มก็ว่าได้ จึงนำไปสู่การเรียกรัฐบาลนี้ด้วยฉายาใหม่ว่า “รัฐบาลสวาปาล์ม”

อีกทั้งด้านการเมือง และด้านสังคม อาทิ การที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้แสดงความเห็นของตนเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงที่ประเทศอียิปต์ โดยแนะนำให้รัฐบาลของประเทศดังกล่าวปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และมีความอดทนอดกลั้นต่อประชาชน ทั้งที่ประเทศของตนก็เคยมีผู้ชุมนุมประท้วงทางการเมืองมาแล้ว แต่ก็กลับปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังเท้าโดยสิ้นเชิง และการเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2554 ทั้งที่ภูมิภาคดังกล่าวเป็นฐานเสียงอย่างเหนียวแน่นและยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์แท้ ๆ แต่ก็ปรากฏว่ารัฐบาลกลับช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเหล่านี้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร มีเพียงแต่บทบาทของภาคเอกชนเท่านั้นที่ดูจะโดดเด่นกว่า โดยเฉพาะภาคสื่อมวลชน ดังเช่นเหตุการณ์อย่างเดียวกันที่เกิดเมื่อปีที่ผ่านมา ผิดกับการเกิดวิกฤติการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ (tsunami) ที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกันนี้คือวันที่ 11 มีนาคม 2554 ทำให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ต้องระเบิด อันเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วยจากทั้งคลื่นยักษ์และสารกัมมันตรังสีเป็นจำนวนมาก ซึ่งปรากฏว่าทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของญี่ปุ่น ต่างก็ร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูพัฒนาประเทศของตนจนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ในเวลาไม่นาน

ซึ่งในช่วงเวลานี้เช่นกัน พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการอันไม่ชอบธรรมต่าง ๆ ของรัฐบาลในทุกวิถีทาง เช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว รวมถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุด ไม่ว่าจะโดยการยุบสภาหรือการที่รัฐบาล “หน้าด้านหน้าทน” อยู่ไปจนครบวาระก็ตาม โดยได้เปิดอภิปรายเป็นเวลา 3 วัน คือวันที่ 15-18 มีนาคม 2554 ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ๆ ที่หยิบยกมาอภิปราย อาทิ การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ภายใต้การสั่งการของรัฐบาล รวมถึงการโอนสำนวนการสอบสวนสาเหตุการตายจากกรณีดังกล่าวจากตำรวจไปให้ DSI และจาก DSI กลับคืนมาให้ตำรวจรับผิดชอบ เพื่อถ่วงเวลาและปกปิดความผิดของฝ่ายตน การที่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จำกัด สำแดงภาษีบุหรี่อันเป็นเท็จ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 68,881 ล้านบาท การโยกย้ายนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ จากอธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้นายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทยมาดำรงตำแหน่งแทน เนื่องจากนายวงศ์ศักดิ์เป็นผู้ดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ เป็นผู้ดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารร่วมกันดำเนินโครงการบัตรประจำตัวประชาชนระบบ smart card แทนที่จะให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเอง จนเกิดการล่าช้าในการผลิตบัตรประจำตัวประชาชน เป็นผู้ตั้งข้อสังเกตถึงสัญญาการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนของกรมการปกครองที่มีเงื่อนไขบางประการที่ผิดปกติ และเป็นผู้ไม่ยอมส่งมอบอาวุธปืน 5,000 กระบอกให้แก่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อใช้ในการปราบปรามประชาชน จนทำให้นักการเมืองบางรายไม่พอใจตนเองจนต้องสั่งย้าย นายวงศ์ศักดิ์จึงได้นำประเด็นดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) จนได้รับการวินิจฉัยจาก ก.พ.ค.ให้ได้รับตำแหน่งดังกล่าวคืนในเวลาต่อมา การลงทุนในธุรกิจทรายน้ำมัน (oil sand) ของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีภาวะขาดทุน การบริหารจัดการเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนลดลงต่ำมากถึงขั้นวิกฤติ การให้กลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่นเข้าดำเนินกิจการโทรศัพท์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และวิกฤติราคาสินค้าที่สูงขึ้น

ซึ่งคำตอบที่ได้รับจากรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องก็ส่อแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงกมลสันดานของนักการเมืองสายพันธุ์อำมาตย์ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะคำตอบของนายสุเทพ ที่ได้ตอบโต้นายจตุพรโดยอ้างเรื่อง “ชายชุดดำ” ที่เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังติดอาวุธของ นปช. ว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อการร้ายและวางเพลิงสถานที่สำคัญต่าง ๆ รัฐบาลโดย ศอฉ.จึงต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม รวมถึงใน นปช.เอง ก็มีการให้ความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับคำว่า “รัฐไทยใหม่” อีกด้วย ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง เนื่องจาก นปช.เป็นกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่ยึดหลักสันติวิธีเป็นหลักในการต่อสู้ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธใด ๆ หากมีกองกำลังชายชุดดำอยู่จริง ๆ เหตุใดจึงไม่ปรากฏผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่เป็นชายชุดดำถืออาวุธครบมืออยู่เลยเล่า และคำว่า “รัฐไทยใหม่” ก็มิได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือรูปแบบประมุขแห่งรัฐดังที่นายสุเทพ “โกหกกลางสภา” แต่อย่างใด และคำตอบของนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ชี้แจงในประเด็นเกี่ยวกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นในลักษณะเดียวกับครูที่สอนนักเรียนอยู่หน้าชั้นเรียน โดยไม่มีบุคลิกของความเป็นนักการเมืองมืออาชีพเลยแม้แต่น้อย แต่ผลการลงมติในวันที่ 19 มีนาคม 2554 ถัดจากการอภิปรายเสร็จสิ้น 1 วัน ก็ปรากฏว่านางพรทิวาได้รับคะแนนไว้วางใจสูงสุดในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปเช่นกันกับรัฐมนตรีรายอื่น ๆ

(โปรดติดตามเหตุการณ์ต่อไปได้จาก “เมืองไทยรายเดือน” ฉบับเดือนเมษายน 2554)

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

20 ธันวาคม 2554

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s