เมืองไทยรายเดือน (เมษายน-มิถุนายน 2554)

เมืองไทยรายเดือน

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 1-3 เมษายน-มิถุนายน 2554)

ดังที่ได้กล่าวมาเมื่อตอนที่แล้วว่า ระบอบอำมาตย์ไทยได้ตระเตรียมกลไกภาครัฐต่าง ๆ ไว้พร้อมแล้วที่จะกลับคืนสู่อำนาจภายหลังจากการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ตามรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขใหม่ดังที่พรรคประชาธิปัตย์ประสงค์ ซึ่งกลไกแรกที่ฝ่ายอำมาตย์ผู้เป็นเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์และคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศไทยตัวจริงเลือกใช้ คือการกำจัดศัตรูทางการเมืองของตนด้วยการ “ยัด” ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งมีความพยายามมาตั้งแต่การจับกุมนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (สุรชัย แซ่ด่าน) แกนนำกลุ่มแดงสยามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อนายสุรชัยใช้สิทธิขอประกันตัว ศาลก็อ้างเรื่องอัตราโทษที่สูง และเป็นคดีรุนแรงเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ในการมิให้ประกันตัวอยู่เช่นเดิม

โดยในส่วนของคดีที่มีการดำเนินเพิ่มเติมในช่วงนี้ ก็มีทั้งการปราศรัยของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของการปราบปรามประชาชนที่สี่แยกคอกวัวและบริเวณใกล้เคียง ภายหลังจากจบคำปราศรัยของนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยออกมาเปิดเผยความจริงเรื่องการที่พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) (ในช่วงปี 2550-2553) ได้แสดงท่าทีจะยึดอำนาจหากไม่มีการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อปี 2551 หากไม่ยึดอำนาจพรรคพลังประชาชนก็จะถูกยุบ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พร้อม ๆ กับที่นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้นายพสิษฐ์ไปพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้านอาหารย่านสามเสนใกล้กับที่ทำการพรรค เพื่อให้เตรียมตัวเป็นรัฐบาล เมื่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว อีกทั้งนายชัชก็จะได้ไปทำงานรับใช้บุคคลระดับสูงอีกด้วย และนายพสิษฐ์ก็ยังเคยออกมาเปิดเผยภาพการสนทนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ “ปกป้อง” พรรคประชาธิปัตย์จากการยุบเมื่อปีที่ผ่านมา จนถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางรายแจ้งความดำเนินคดี

โดยการปราศรัยในครั้งนี้ นายพสิษฐ์ได้ปราศรัยเปรียบเทียบกระบวนการยุบพรรคพลังประชาชนเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นสู่อำนาจกับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมสีแดงกับทีมสีฟ้า ซึ่งเจ้าของสนามเลือกที่จะเป็น “มือที่มองเห็น” โอบอุ้มทีมสีฟ้า และเป็น “ตีนที่มองเห็น” ในการเตะทีมสีแดงออกจากสนาม หลังจากนั้นนายจตุพรก็ได้ขึ้นปราศรัยขยายความต่อมาว่า ทีมฟุตบอลสีแดงก็คือพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และอาจลามมาถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ส่วนทีมฟุตบอลสีฟ้าก็คือพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเจ้าของสนามฟุตบอลอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์และเครือข่าย โดยสาระสำคัญของคำปราศรัยของนายจตุพรก็คือ การที่พลเอกเปรมได้เขียน “จดหมายน้อย” ถึงนายชัชว่าห้ามยุบพรรคประชาธิปัตย์โดยเด็ดขาด และการขึ้นสู่อำนาจของพรรคประชาธิปัตย์นี่เอง ที่ทำให้เกิดการต่อต้านของประชาชน แต่แทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะละอายในอำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม กลับส่งกำลังทหารที่มีความเกี่ยวพันกับบุคคลชั้นสูงที่เรียกกันว่า “ทหารรักษาพระองค์” มาปราบปรามประชาชน ซึ่งก็น่าสังเกตว่า ทหารเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการขึ้นสู่อำนาจของนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การให้ใช้หน่วยทหารเป็นที่จัดตั้ง (form) รัฐบาล และการส่งกองกำลังมาปราบปรามประชาชนทั้งในปี 2552 และ 2553

และข้อความต่อไปนี้ ก็คือข้อความที่กลั่นกรองออกมาจากใจของ “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ของคนเสื้อแดงอย่างนายจตุพร ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์การปราบปรามประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

“คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ-ผู้เขียน) จำผมไม่ได้หรือ ผมบอกว่า คุณจะเอาทหารหน่วยไหนมาฆ่าผม คุณใช้งบประมาณ 6,000 ล้าน คุณเอาหน่วยไหนมาฆ่า พวกผมยังไม่เจ็บปวด ยกเว้น 2 หน่วย อย่าเอามาฆ่าผมได้ไหม คือหนึ่ง ทหารรักษาพระองค์ สอง ทหารเสือราชินี เพราะพวกเรามีความเจ็บปวด ว่าเป็นกระสุนพระราชทานใช่ไหม ผมไม่ได้บอกว่าไม่ให้คุณฆ่าผม แต่ทหารเสือราชินีกับทหารรักษาพระองค์คุณอย่าเอามาฆ่า เพราะฆ่าแล้วผมมันเจ็บปวด ประชาชนมันเจ็บใจ ผมก็อยากให้วู้ดดี้ (นายวุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ดำเนินรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ซึ่งเชิญบุคคลระดับสูงรายหนึ่งไปออกรายการของตน-ผู้เขียน) เชิญนายจตุพร หรือนางพะเยาว์ อัคฮาด (มารดาของนางสาวกมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม-ผู้เขียน) ไปออกรายการบ้าง เพราะเราไม่ได้เกิดมาคุย แต่พวกเราเกิดมาตาย ๆ ๆ ๆ

พี่น้องที่รักทั้งหลาย วันนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ คุณไม่มีสิทธิ์จะพูดว่าคนเสื้อแดงล้มสถาบัน คนที่ล้มสถาบันตัวจริง คือคนที่เอาทหารรักษาพระองค์ เอาทหารเสือราชินีมายิงหัวประชาชน ครบรอบปี คุณจะยิงใหม่ใช่ไหม ฆ่าแล้วเป็นอย่างไร เสื้อแดงยิ่งเต็มแผ่นดินไม่ใช่หรือ ใครที่ทำให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ใครที่ทำให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เขามีความเจ็บปวด พี่น้องที่รักทั้งหลาย ยิงคนเสื้อแดง บอกว่าปกป้องสถาบัน ยิงคนเสื้อแดง บอกว่าจงรักภักดี ทั้งที่คนเสื้อแดงไม่เคยทำอะไร เป็นไพร่ที่ดี เป็นไพร่ที่ดี มาฆ่าทำไม ถามว่าฆ่าทำไม ยุบสภาได้ยินไหมไม่ใช่ล้มเจ้า

มีประเทศไหนบ้างในโลกนี้ ฆ่าลูกเพื่อปกป้องพ่อ ฆ่าลูกเพื่อพ่อ ฆ่าลูกเพื่อแม่ มีไอ้ประเทศบ้าประเทศนี้ประเทศเดียว ผูกคอฟ้า แรกซีนสีชมพู ยิงบนรางรถไฟฟ้าใส่วัดปทุม สลัดสีชมพู สลัดสีฟ้าไม่ออก แล้ววันนี้ มาโทษคนที่ตายทำไม เราไม่เคยล้มสถาบันเลย แต่เขาเอาทหารเสือราชินี ทหารรักษาพระองค์มาฆ่าเรา ๆ ๆ ไม่เข้าใจภาษาคนหรือ เราบอกว่ายุบสภา มันบอกว่า ล้มสถาบัน ยิงลูกเพื่อพ่อ ยิงลูกเพื่อแม่ ท้ายที่สุดวันนี้คุณมาบอกว่า ให้ทุกคนปกป้องสถาบัน แล้วทีพลเอกเปรมเล่า ที่สัมภาษณ์ Wikileaks ประทุษร้ายองค์รัชทายาท มีใครไปจับพลเอกเปรมบ้าง จะเอาสมเด็จพระบรมฯ ถึงขนาดทำให้หายไป จะอุ้มองค์รัชทายาท ปรากฏว่าพวกปกป้องสถาบันเงียบสนิท แปลว่าพวกคุณประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาทได้ใช่ไหม ประเทศนี้เอาแบบนี้ใช่ไหม

พี่น้องที่รักทั้งหลาย ทีพวกเราออกมาเคลื่อนไหว ถูกฆ่าตาย เพราะลุกขึ้นมาต่อสู้ อภิปรายไม่ไว้วางใจ poll ไปสำรวจ บอกว่าคนไม่เชื่อสุเทพ 70% ปรากฏว่าสุเทพชี้ผม ชี้นายกฯ ทักษิณ (พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร-ผู้เขียน) บอกว่าพวกล้มสถาบัน แปลว่าประเทศนี้ ไอ้พวกล้มสถาบันมี 70% แล้วใช่ไหม สุเทพ เทือกสุบรรณ ความจริงเขาเกลียดคุณ แต่คุณไปอุ้มสถาบัน แล้วไอ้พวกปกป้องสถาบันทั้งหลายไม่มีใครเตือนเลย เราบอกแล้วว่า คนเสื้อแดงนั้นตาสว่างแล้ว แล้วอำมาตย์เล่า คุณตาสว่างแล้วหรือยัง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ครบรอบปี ขอโทษแม่คนตาย ลูกคนตายสักคำไม่ได้หรือ

พี่น้องที่รักทั้งหลาย มันฆ่าพี่น้องคนไทย ฆ่าเสร็จก็ไปเผาเซ็นทรัล เวิลด์ฯ ศาลากลาง เพื่อกลบความผิดของตัวเอง แล้วไปยัดเยียดความผิดให้กับคนเสื้อแดง ว่าพวกนี้สมควรตาย เผาบ้านเผาเมือง เป็นผู้ก่อการร้าย ล้มสถาบัน จึงสมควรตายแล้ว ไอ้ไพร่เอ๋ย ปรากฏว่าความตาย 91 เป็นความตายที่ใครไม่ได้ยิน คนในประเทศนี้เห็นแต่ควันไฟ แต่ไม่ได้เห็นศพ 91 ศพ บาดเจ็บ 2,000 เลย พี่น้องที่รักทั้งหลาย ความตายที่ขจรไกลไปทั่วโลก Hiroyuki Muramoto นักข่าวอิตาลี Fabio (Polenghi-ผู้เขียน) และอีก 90 กว่าชีวิต เขาเป็นคนไทย ออกจากบ้านมา บอกเมียว่าเรียกร้องประชาธิปไตย พี่น้องที่รักทั้งหลาย เขาเป็นลูกที่ดีของประเทศนี้ แต่โชคร้าย ลูกบางคน ไปบอกพ่อว่า ไอ้นี่มันจะล้มพ่อ ฆ่ามันเถอะ วันนี้เราต้องการความรับผิดชอบ สังคมไทยพี่น้องที่รักทั้งหลาย ความตายอยู่ตรงหน้า บางศพยังไม่ได้เผา ไม่มีคำว่าขอโทษ ไม่มีคำว่าเสียใจ ไม่มีคำว่าเห็นใจ พร้อมใจกันใจดำทั้งประเทศ แล้วมาบอกว่าปรองดอง คุณมาบอกว่าไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย คุณจำผมไว้เลยว่า ชาตินี้ ผู้ที่ตาย และพวกอยู่ฝ่ายถูกฆ่า จะไม่มีวันปรองดองกับฆาตกรโดยเด็ดขาดเช่นเดียวกัน

พี่น้องที่รักทั้งหลาย บ้านเมืองนี้ ไม่ให้ใครฆ่าใคร ไพร่ฆ่าไพร่ก็ผิด อำมาตย์ฆ่าไพร่ก็ผิด ไพร่ฆ่าอำมาตย์ก็ไม่ได้ แปลว่าประเทศไทย ไม่ว่าใครก็ตาม คุณจะฆ่าใครไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะสูง ไม่ว่าคุณจะต่ำ ไม่ว่าคุณจะไพร่ ไม่ว่าคุณจะเป็นอำมาตย์ คุณก็เป็นผู้ฆ่า และก็เป็นฆาตกร และคุณก็จะต้องได้รับโทษเฉกเช่นเดียวกัน กฎหมายอาจจะเอื้อมไม่ถึง วันนี้ 13 ศพ ชัดเจน ทหารฆ่า 64 ศพ ความจริงก็ทหารฆ่า มันไม่กล้าสอบสวนต่อ แต่มันบิดเบือน ยื้อคดีความกันไป ไม่เป็นไรครับ คุณคิดว่าคุณชนะ คุณทำไปเถอะ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าประเทศนี้ พระสยามเทวาธิราชจะมีจริงหรือไม่ ถ้าประเทศนี้มีจริง ทำไมท่านไม่ทำงานของท่านบ้าง เอาไอ้ฆาตกรมาลงโทษ ให้ฆาตกรชดใช้กรรม ไปไหนเสียครับ พระสยามเทวาธิราช ไปไหน 91 ศพได้ยินไหมพระสยามเทวาธิราช ปล่อยฆาตกรมันลอยนวลได้อย่างไร พระสยามเทวาธิราช”

และข้อความเดียวกันนี้เองที่ทำให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ยื่นเรื่องต่อศาลอาญาเพื่อขอให้ถอนประกันนายจตุพร พร้อม ๆ กับแกนนำ นปช.อีก 2 คนคือนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน) และนายนิสิต สินธุไพร รวมถึงขยายผลไปยังแกนนำ นปช.คนอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากเห็นว่านายจตุพรปราศรัยจาบจ้วงสถาบันชั้นสูง ดังข้อความที่ได้ยกมาข้างต้น ส่วนแรมโบ้อีสานก็ได้กล่าวสาปแช่งผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชนโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงว่า “อีและไอ้คนไหนที่อยู่เบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชน ขอให้มันฉิบหายวายวอดในสามวันห้าวัน” และพลเอกประยุทธ์ ผบ.ทบ. ก็ได้ส่งนายทหารพระธรรมนูญไปดำเนินคดีกับนายจตุพรที่สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ในข้อหานี้เช่นเดียวกัน พร้อม ๆ กับการสถาปนามวลชนจัดตั้งโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไปแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจนายจตุพรในวันที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหานี้ อีกทั้งยังปรากฏการ “ตบเท้า” เพื่อให้กำลังใจหรือ “เชลียร์” พลเอกประยุทธ์ของบรรดาแม่ทัพนายกองใต้บังคับบัญชาของตน ที่ตัดสินใจดำเนินคดีดังกล่าวต่อนายจตุพรในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันอีกด้วย ทั้งที่นายจตุพรนำความจริงอันเจ็บปวดที่ประชาชนได้รับจากการสลายการชุมนุมมากล่าวถึง เนื่องจากการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ใช้ทหารซึ่งส่วนใหญ่มาจากหน่วยทหารที่เกี่ยวพันกับสถาบันดังกล่าว และกำลังพลก็ยังถูกล้างสมองจากผู้บังคับบัญชาอยู่เนือง ๆ ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและราชบัลลังก์ดังที่เคยกล่าวมาแล้วหลายครั้งอีกด้วย นายจตุพรจึงมองเช่นเดียวกับที่คนเสื้อแดงโดยทั่วไปคิดว่า การกระทำดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการที่สถาบันชั้นสูงนี้จะถูกเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชน ในความเห็นของตนเองจึงคิดว่านายจตุพรไม่ได้กล่าวหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และ/หรือพระราชินีแต่อย่างใด และแรมโบ้อีสานก็มิได้กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินบุคคลระดับสูงเช่นเดียวกัน เนื่องจากคำว่า “อี” และ “ไอ้” ที่แรมโบ้อีสานกล่าวถึงนั้น มีเจตนาเพียงที่จะสาปแช่งผู้สั่งการปราบปรามประชาชนไม่ว่าจะเป็นเพศใดต่างหากเล่า

และเมื่อกล่าวมาถึงนายจตุพรแล้ว ก็สมควรที่จะได้ขยายรายละเอียดในสิ่งที่นายจตุพรได้กล่าวในการปราศรัยครั้งนี้ก็คือ กรณีรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ที่เชิญบุคคลระดับสูงรายหนึ่งไปให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2554 โดยได้ออกตัวว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่กลับกล่าวถึงเหตุการณ์การชุมนุมของ นปช.เมื่อปี 2553 ว่าเป็นการ “เผาบ้านเผาเมือง” จนทำให้ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องตั้งคำถามถึงบุคคลระดับสูงรายนี้ว่า จากการให้สัมภาษณ์ของตนทั้งทางโทรทัศน์ในครั้งนี้และเมื่อปี 2553 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลังการชุมนุมถูกสลายไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ มีเนื้อหาสาระตรงกันว่าบุคคลระดับสูงรายนี้มองว่าการชุมนุมของ นปช.เป็นการชุมนุมที่ลิดรอนสิทธิการทำมาหากินของผู้อื่น แต่เหตุใดบุคคลสำคัญรายนี้กลับไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการชุมนุมที่รุนแรงกว่านี้ จนถึงขั้นปิดท่าอากาศยานนานาชาติของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อปี 2551 และไม่คำนึงถึงการสูญเสียทั้งชีวิตและร่างกายจากการสลายการชุมนุมเลย ผลจากการตั้งคำถามของ ดร.สมศักดิ์นี้ จึงทำให้กองทัพบกต้องเข้าดำเนินคดีกับ ดร.สมศักดิ์ในความผิดเดียวกับนายจตุพร

และกรณี Wikileaks ซึ่งเป็น website รวบรวมเอกสารลับสุดยอดจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นเอกสารปฏิบัติการทางการทหารของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนถึงโทรเลขของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งโทรเลขฉบับที่น่าตกตะลึงถึงขั้น “ทำฟ้าสะเทือน” ที่สุด ก็คือโทรเลขฉบับที่ Bangkok 00000192 001.2 of 003 ลงวันที่ 25 มกราคม 2553 ที่นาย Eric G.John เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในขณะนั้น ที่ได้สัมภาษณ์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญว่า บุคคลทั้งสามเชื่อว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีส่วนที่ทำให้บุคคลระดับสูงของประเทศมีอาการป่วยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจจนถึงปัจจุบัน รวมถึงกล่าวหาพาดพิงสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชา ที่ถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายประเทศไทย และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การที่ทั้งสามรายมองว่าบุคคลสำคัญบางรายมีความใกล้ชิดกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจนไม่เหมาะสมที่จะก้าวขึ้นสู่การดำรงตำแหน่งระดับสูงต่อไปในอนาคต ดังที่นายจตุพรกล่าว และไม่เพียงเท่านั้น โทรเลขของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยฉบับอื่น ๆ ยังได้กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันระดับสูงอย่าง “จัดเต็ม จัดหนัก” เช่นกัน แต่ไม่อาจกล่าวถึงในรายละเอียด ณ ที่นี้ได้ เนื่องจากมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และอาจไม่เกี่ยวข้องกับบทความนี้สักเท่าใดนัก หากท่านผู้อ่านสนใจอาจหาอ่านได้จาก website ดังกล่าวข้างต้น หรืออ่านบทความเรื่อง “Thailand’s Moment of Truth” ซึ่งผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายหนึ่งได้ประมวลเนื้อหาสาระจากโทรเลขดังกล่าวหลาย ๆ ฉบับ รวมถึงหนังสือ “ต้องห้าม” บางเล่ม แต่ถึงแม้ว่าพลเอกเปรมและพวกจะกล่าวจาบจ้วง “องค์รัชทายาท” ถึงเพียงนี้แล้ว รัฐบาล กองทัพบก กอ.รมน. หรือกลไกอื่น ๆ ก็กลับมิได้ดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวเหล่านี้เลย จนนายจตุพรและแนวร่วม นปช.ต้องออกมา “กระทุ้ง” ให้มีการดำเนินการ แต่ก็มิได้นำพาต่อการที่รัฐบาลจะดำเนินคดีกับ 3 ผู้เฒ่ามากบารมีที่แอบ “มีใจ” ให้กับรัฐบาลเลย

ส่วนบุคคลอื่น ๆ นอกจากนายสุรชัย นายจตุพรและ ดร.สมศักดิ์ที่เป็นเหยื่อของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้แล้ว ก็ยังปรากฏว่ามีการจับกุมตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Red Power หรือเดิมชื่อนิตยสาร Voice of Taksin ด้วยข้อหานี้เช่นกัน เนื่องจากเห็นว่าภาพปกและ/หรือ บทความของนิตยสารนี้หลายฉบับส่อไปในทางหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมนายสมยศเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่นายสมยศจัดนำเที่ยวประเทศดังกล่าว และได้ถูกนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง และไม่เคยได้รับสิทธิ์ในการประกันตัวออกมาสู้คดีเลยโดยเหตุผลที่เบื่อจะกล่าวซ้ำว่า “อัตราโทษสูง” จากกรณีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็พอที่จะเห็นได้แล้วว่า กลไกฝ่ายอำมาตย์ที่อ้างตนว่าอยู่ “เหนือ” การเมือง ยังคงดำเนินการอยู่อย่างเข้มข้น และหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่ลดราวาศอก โดยอาศัยความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติมารังแกบุคคลอื่นที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างไปจากตน ผ่านทางการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าว มีพัฒนาการมาจากข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่อยู่ในกฎหมายลักษณะอาญา ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2451 (รัตนโกสินทร์ศก 127) ตรงกับปลายสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 แล้ว ก็ได้มีการปรับปรุงโทษให้เหมาะสมกับกาลสมัย โดยเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาเมื่อปี 2499 ก็ได้มีการกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ในคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 ของกฎหมายนี้ ต่อมาเมื่อมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของ 2 ขั้วมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น (Cold War) คือฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต (ล่มสลายและแตกตัวเป็น 15 ประเทศเมื่อปี 2534) ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองของไทยก็ได้เลือกที่จะ “เดินตามก้น” ฝ่ายโลกเสรีของสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันภยันตรายจากคอมมิวนิสต์ที่จะมาถึงตน ดังเช่นที่เกิดกับ 3 ประเทศในกลุ่มอินโดจีนฝรั่งเศสคือ ลาว เวียดนาม และกัมพูชามาแล้ว ประกอบกับในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมีการประท้วงต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจึงได้อาศัยจังหวะการประท้วงดังกล่าว สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ด้วยการกล่าวหานิสิตนักศึกษาและประชาชนที่เข้าร่วมการประท้วงดังกล่าวว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การปราบปรามโดยฝ่ายทหารในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และการยึดอำนาจรัฐบาลโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่และคณะในนามของ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” (ปร.) ในช่วงเย็นวันเดียวกัน และอีก 15 วันต่อมา ก็ได้มีการออกคำสั่ง ปร.ฉบับที่ 42 แก้ไขโทษตามมาตรา 112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกขั้นต่ำ 3 ปี และขั้นสูง 15 ปี

ซึ่งความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ที่จะขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก็คือ บทบัญญัติของกฎหมายนี้มีอัตราโทษที่ไม่เหมาะสมต่อฐานความผิด เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ที่เปิดช่องให้บุคคลใด ๆ ก็ได้เริ่มกระบวนการดำเนินคดี ประกอบกับการใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ หรือตั้งข้อสังเกตโดยเจตนาสุจริตต่อสถาบันดังกล่าว ซึ่งไม่สมควรจะเป็นความผิด หรือแม้แต่การนำเสนอบทความอื่น ๆ ก็ถูก “เหมารวม” ว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปด้วย ดังเช่นกรณีนิตยสาร Voice of Taksin ที่เคยเผยแพร่บทความเรื่อง “บ้านจะดีต้องเริ่มที่พ่อ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง เป็นรากฐานที่ดีสำหรับสังคมต่อไป แต่กลับมีการมองว่า บทความนี้เป็นการจาบจ้วง “พ่อ” ของแผ่นดิน จนนำไปสู่การจับกุมนายสมยศ กรณีนายจตุพรที่ปราศรัยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ทหารรักษาพระองค์มาปราบปรามประชาชน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว กรณีที่ ดร.สมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทัศนคติของบุคคลระดับสูงบางรายต่อ นปช.และ พธม. และยังมีกรณีอื่น ๆ ที่น่าสนใจโดยเฉพาะการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ที่มีนักวิชาการหลายรายรวมถึงสื่อมวลชนต่างประเทศ ดังเช่นนิตยสาร Forbes จากประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะกรณีของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่จ่ายเงินปันผลให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผล ต่างจากนักลงทุนบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอื่น ๆ จนนำไปสู่การจัดอันดับ “พระมหากษัตริย์ที่ทรงร่ำรวยที่สุดในโลก” (The world richest royals) โดยนิตยสารดังกล่าว แม้จะมีการออกมาตอบโต้ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน จึงไม่ต้องเสียภาษี แต่ก็ยังเกิดข้อสงสัยขึ้นในใจอยู่ดีว่า ถ้าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินจริง เหตุใดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จึงไม่มีสิทธิและอำนาจใด ๆ ในการตรวจสอบกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เลย

และโดยส่วนตัวก็มีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า บุคคลเหล่านี้ที่ออกมาแสดงทัศนะดังกล่าว ล้วนแล้วแต่มีเจตนาที่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น ที่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบันได้ แต่ฝ่ายอำนาจ “เหนือ” การเมืองกลับมองว่าบุคคลเหล่านี้ ซึ่งมีความเห็นทางการเมืองตรงกันข้ามกับตน เป็นอันตรายต่อสถาบันนี้ และเครือข่ายของตนก็จะได้รับผลกระทบอย่าง “พลอยฟ้าพลอยฝน” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาศัยความไม่เป็นลูกผู้ชายของตนในการดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง รวมถึงการ “ล้างสมอง” คนในเครือข่ายของตน ทั้งพรรคการเมือง กองทัพ สื่อมวลชน และศาล ให้ชิงชังรังเกียจบุคคลเหล่านี้และพวก ซึ่งรวมถึงพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย ซึ่งแปรสภาพมาจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.ด้วย โดยแสดงออกผ่านทางวิธีการต่าง ๆ ทั้งการปราบปรามประชาชนที่มาประท้วงรัฐบาล การทำสงครามจิตวิทยาเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” โดยใช้กลไก กอ.รมน. และสื่อมวลชน และการใช้กระบวนการ (อ) ยุติธรรมในการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามโดยอาศัยเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดเป็นเครื่องมือ

ซึ่งการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรังแกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองนี้ ก็ได้เป็นมูลเหตุหลักที่ทำให้ “คณะนิติราษฎร์” อันเกิดจากการรวมตัวกันภายใต้แนวคิด “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” ของคณาจารย์รุ่นใหม่ผู้สอนวิชากฎหมาย นำโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล นางสาวสาวตรี สุขศรี และ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอแนะแนวคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้ ภายหลังจากที่ได้มีการจัดสัมมนาทางวิชาการในประเด็นดังกล่าวเมื่อ 2 ปีก่อน และได้จัดขึ้นอีกครั้งในช่วงนี้ โดยมีสาระสำคัญคือ ปรับลดโทษให้เหมาะสมกับฐานความผิด กำหนดเหตุยกเว้นความผิดและโทษ เช่น การแสดงความเห็นในลักษณะติชมโดยสุจริต หรือเมื่อพิสูจน์ต่อศาลได้ว่าสิ่งที่ตนกล่าวหรือเผยแพร่นั้นเป็นความจริง และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ดังเช่นคดีหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป และกำหนดให้สำนักราชเลขาธิการเท่านั้นที่สามารถดำเนินคดีนี้ได้ เนื่องจากเป็นตัวแทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหาย และเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมืองดังที่เคยมีมา แต่แนวความคิดนี้ก็ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับประชาชน จึงอยากจะถามกลับไปยังคนเหล่านี้ว่า คดีนี้ใครเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงกันแน่ และเหตุใดพวกคนที่ออกมาคัดค้านในเรื่องนี้ จึงออกอาการ “ร้อนตัว” เสมือนเป็นผู้เสียหายเสียเอง เมื่อมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งที่ “ผู้เสียหายตัวจริง” ก็เคยกล่าวเกี่ยวกับความเดือดร้อนของตนเกี่ยวกับคดีดังกล่าวไว้เมื่อปลายปี 2548 ที่เริ่มมีการใช้คดีดังกล่าวโจมตีกันในทางการเมือง แต่บรรดาลูกสมุนอำมาตย์ทั้งหลายทั้งฝ่ายการเมือง กองทัพ ตุลาการ และสื่อมวลชน ก็กลับไม่นำพาต่อคำกล่าวนี้เลย

และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ การที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งตนเองได้ตั้งฉายาให้ว่า “ห้อย เนรวิน” (เนื่องจากนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้าพรรคตัวจริงมีปากห้อยเป็นเอกลักษณ์ และกระทำการเนรคุณต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และประชาชนด้วยการย้ายไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยถูกฝ่ายทหารเกลี้ยกล่อมให้เชื่อว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็น “หัวหน้าขบวนการล้มเจ้า” ซึ่งฉายาดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้ล้อกับชื่อของนางสาวรัชวิน (ก้อย) วงศ์วิริยะ ดารานักแสดงชื่อดัง) ในฐานะดูแลราชการบริหารส่วนภูมิภาคผ่านทางกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้กลไกดังกล่าวดำเนินโครงการ “บ้านฉันรักพระเจ้าอยู่หัว” โดยการแจกจ่ายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ให้ประชาชนนำไปติดที่อาคารบ้านเรือนของตน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี แต่จริง ๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยมีความประสงค์ที่จะแบ่งแยกประชาชนที่ติดกับไม่ติดภาพดังกล่าวเป็นประชาชนที่ “เอาเจ้า” กับ “ไม่เอาเจ้า” เสียมากกว่า แต่ก็เป็นที่น่าดีใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้ออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียง ข้อควรปฏิบัติ และข้อห้ามมิให้ปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการดําเนินการใด ๆ ของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 เพื่อควบคุมการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ซึ่งระเบียบดังกล่าวมี “กฎเหล็ก” ที่สำคัญที่ทุกพรรคการเมืองและทุกผู้สมัครต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็คือ “มิบังควรนําสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง” เพื่อให้การหาเสียงเป็นไปอย่างสุจริต ไม่ใช้ความศรัทธาของประชาชนมาสร้างคะแนนเสียงให้กับตนเอง แต่ถึงกระนั้นแล้ว พรรคและกลุ่มการเมืองสมุนอำมาตย์ก็ยังคงใช้ประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ มาสั่นคลอนฝ่ายประชาธิปไตยเข้าจนได้ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

สำหรับกลไกต่อไปที่เจ้าของประเทศตัวจริงเลือกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองก็คือ การใช้งบประมาณแผ่นดินในการผลิตสื่อโฆษณาชุด “ใครคนนั้น” ทั้งภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์และป้ายโฆษณา โดยมีข้อความสำคัญว่า “รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานหนักเพื่อประชาชน” พร้อมภาพของนายอภิสิทธิ์และเครื่องหมายของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยทำเป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหวังกอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเข้าสู่ตน ภายหลังจากที่ได้ใช้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการกำจัดศัตรูทางการเมืองของตน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และไม่เพียงแต่ที่ฝ่ายอำมาตย์จะดำเนินกลไกในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ตนเท่านั้น หากแต่ยังได้จัดวางบุคคลใกล้ชิดกับพวกตนเข้าเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากการสรรหาหลายรายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น

1.พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งเป็นพี่ชายของพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ที่ตกเป็นจำเลยในคดีลักพาตัวนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย เมื่อกว่า 20 ปีมาแล้วอันเกี่ยวพันกับคดีการโจรกรรมเครื่องเพชรแห่งราชวงศ์ดังกล่าว ทั้งนี้ พลตำรวจโทสมคิด ก็ยังเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) รุ่นที่ 12 กับพลเอกประยุทธ์ พลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป และพลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความใกล้ชิดกับ “เจ้าของประเทศตัวจริง” ทั้งสิ้น และไม่เพียงเท่านั้น สองพี่น้องสกุลบุญถนอมนี้ก็ยังอยู่เบื้องหลังการสร้างหลักฐานเท็จจนนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนอีกด้วย

2.พลเอกรัชกฤต (เดิมชื่อเขมรัฐ) กาญจนวัฒน์ อดีตเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อนร่วมรุ่น นตท. รุ่นที่ 8 ของพลเอกสมเจตน์

3.พลเอกธีรเดช มีเพียร อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

4.พลเรือเอกศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

5 .พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม น้องชายของ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีต “เนติบริกร” ของ คมช.

6.นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ และอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ตั้งขึ้นเพื่อ “เล่นงาน” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณโดยเฉพาะ ทั้งที่นายสักเองก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.มายังไม่ครบ 5 ปี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เนื่องจากนายสักได้รับเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2543 และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 อยู่จนครบวาระ 6 ปี อีกทั้งยังทำหน้าที่ ส.ว.รักษาการในระหว่างที่ยังไม่ได้วุฒิสภาชุดใหม่จนถึงวันที่มีการยุบวุฒิสภาด้วยผลของการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 จึงทำให้ ณ วันที่นายสักได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.คือวันที่ 6 มีนาคม 2554 ยังไม่ครบ 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ในชุดดังกล่าว หรือหากไม่นับอายุวุฒิสภารักษาการ นายสักก็ยังพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ไม่ครบ 5 ปีอยู่ดี

7.นายวันชัย สอนศิริ กรรมการบริหารสภาทนายความ

8.นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตเลขาธิการสภาทนายความ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสภาทนายความมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อฝ่ายประชาธิปไตยและโดยเฉพาะต่อตัวพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมาโดยตลอด

9.นางนรีวรรณ เก่งเรียน จินตกานนท์ พี่สาวของพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน แนวร่วม พธม.

10.ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ พี่ชายของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่มีข่าวว่าจะไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยหลังพ้นการถูกตัดสิทธิทางการเมืองในปี 2555

11.นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช พี่ชายของนายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภาชุดที่ผ่านมา

12.นายบุญชัย โชควัฒนา ผู้บริหารเครือสหพัฒนพิบูล

13.นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ลูกพี่ลูกน้องของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ยังไม่รวม ส.ว.สรรหาชุดที่ผ่านมาที่ “เชื่อง” ต่อฝ่ายอำมาตย์จนได้รับการสรรหาเข้ามาอีกรอบหนึ่ง อาทิ พลเรือเอก ดร.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายสมชาย แสวงการ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ นายมณเฑียร บุญตัน และนายตวง อันทะไชย เป็นต้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ ส.ว.สรรหาในรอบแรก ซึ่งดำรงตำแหน่งเพียงครึ่งวาระ (3 ปี) ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่ได้ และดำรงตำแหน่งได้เต็มวาระ (6 ปี) ในขณะที่ ส.ว.สรรหาผู้ใดที่ไม่มีใจให้กับฝ่ายอำมาตย์ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าย่อมไม่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวอีก เช่น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช

ซึ่งบทบาทหน้าที่ของ ส.ว.ที่สำคัญก็คือ กลั่นกรองกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประธานในองค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องย้อนกลับมาเป็นกรรมการสรรหา ส.ว.ทั้งสิ้น หรือมีลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็นการ “สรรหาแบบป้อนกลับ” (feedback selection) อีกทั้งอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ก็เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกด้วย ดังเช่น การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมา เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. เป็นต้น จึงเห็นได้ชัดว่า เจ้าของประเทศตัวจริงต้องอาศัยข้อได้เปรียบนี้เพื่อพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่สามารถ “เป็นมือเป็นไม้” ให้กับตนได้เป็นอย่างดี

และก่อนการยุบสภาได้ไม่ถึงสัปดาห์ รัฐบาลทาสอำมาตย์ชุดนี้ก็ได้ทำการ “สร้างภา (อุจจา) ระ” ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี “มาราธอน” กว่า 15 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ด้วยการอนุมัติหลายร้อยโครงการให้แก่กระทรวง ทบวงกรมต่าง ๆ เป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท โดยจัดการประชุมดังกล่าวที่รัฐสภา แทนที่จะจัดที่ทำเนียบรัฐบาล เรียกว่าประชุมกันจนต้อง “เลี้ยงข้าวต้มรอบดึก” กันเลยทีเดียว อีก 6 วันต่อมาคือวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ก็ได้แถลงผ่านทางโทรทัศน์ทุกช่อง เรื่องการคืนอำนาจทางการเมืองให้ประชาชนกลับไปเลือกตัวแทนของตนอีกครั้ง ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ภายหลังจากที่ได้พยายามยื้ออำนาจไว้กับตนให้นานที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการกับศัตรูทางการเมืองด้วยการลิดรอนชีวิต ร่างกาย สิทธิเสรีภาพ และสร้างภาพของตนเองต่อสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” เพื่อปูทางกลับคืนสู่อำนาจต่อไป

และเมื่อมีการยุบสภาแล้ว หลาย ๆ พรรคการเมืองก็เริ่มมีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยที่ได้รณรงค์แนวคิด “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” และ “ขอคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคนอีกครั้ง” เพื่อชูพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและแนวคิดเดิมของพรรคไทยรักไทยเป็นจุดขาย ซึ่งต่อมาก็ได้เปิดตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเล็กของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ (party list) ลำดับที่ 1 เพื่อเตรียมตัวเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ท่ามกลางกระแสการ “รับน้อง” ทางการเมืองจากนายบุญยอด สุขถิ่นไทย แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์เรื่องการสมรสโดยไม่จดทะเบียน ทั้งที่บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนายบุญยอดอย่างนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ พิธีกรข่าวของสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่นายบุญยอดเคยทำงานอยู่ และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายอำมาตย์ ก็สมรสกับนายรัชชพล เหล่าวานิช และนายสันติสุข โสภณสิริตามลำดับ โดยไม่จดทะเบียนสมรสเช่นกัน แต่นายบุญยอดกลับไม่เคยคิดที่จะตรวจสอบบุคคลเหล่านี้เลย

และในส่วนของนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือที่รู้จักกันในนาม “กลุ่มเสื้อหลากสี” หรือที่มีชื่อนิยามกันในหมู่กลุ่มคนเสื้อแดงว่า “กลุ่มสลิ่ม” เนื่องจากความ “หลากสี” เหมือนขนมซ่าหริ่มนั่นเอง ก็ได้ออกมากล่าวหาโจมตีนางสาวยิ่งลักษณ์ว่าไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตั้งแต่ ส.ส. จนถึงนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเคยเป็นพยานเท็จในคดียึดทรัพย์พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและยังมีคดีการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ยังค้างการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงแล้วว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิดใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่นายแพทย์ตุลย์ก็ยังคงไม่ละเว้นความพยายามที่จะ “สกัดดาวรุ่ง” นางสาวยิ่งลักษณ์ จนนายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส.ต้องเอ่ยปากวิจารณ์การกระทำนี้ของนายแพทย์ตุลย์ว่า “แบบนี้นักเลงเขาไม่ทำกัน” แต่ไม่นานนายแก้วสรรก็ตระบัดสัตย์ด้วยการกระโดดลงมา “ร่วมวง” ต่อต้านนางสาวยิ่งลักษณ์กับเขาด้วย

และไม่เพียงแต่การใช้เรื่องส่วนตัวอันดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเท่าใดนักกับนางสาวยิ่งลักษณ์ดังที่ได้กล่าวมา ฝ่ายอำมาตย์ผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริงยังใช้กรณีการปราศรัย “สะท้านฟ้า” ของนายจตุพรในการกดดันให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายทหารที่มีภาพของความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูงต้องลาออกจากพรรคเพื่อไทยหลังจากการปราศรัยดังกล่าวได้ไม่นาน เพื่อหวังใช้ความจงรักภักดีนี้สร้างความระส่ำระสายให้แก่มวลชนคนเสื้อแดงในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากนักการเมืองที่ใกล้ชิดกับพลเอกชวลิต ต่างก็ยังคงเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยกันอยู่เช่นเดิม และด้วยกรณีการปราศรัยของนายจตุพรนี้เอง ที่ทำให้ความพยายามของ DSI ที่จะขออำนาจศาลเพิกถอนการประกันตัวนายจตุพรเป็นผลสำเร็จเมื่อยุบสภาไปเพียง 3 วัน จนนายจตุพรต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครพร้อมกับนายนิสิตในช่วงการหาเสียง ด้วยฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองหวังว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้คะแนนนิยมในตัวของนายจตุพรและผู้สมัคร ส.ส.รายอื่น ๆ ที่เป็นแกนนำ นปช.ลดลงไป แต่กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ดังจะเห็นได้จากการที่แนวร่วม นปช.เดินทางไปให้กำลังใจ “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ทั้งที่เรือนจำและที่ศาลอาญา เมื่อต้องมาเบิกความหรือมาขอประกันตัวอย่างเนืองแน่น ซึ่งทนายความของ นปช. ก็ไม่ละเว้นความพยายามที่จะยื่นขอประกันตัวนายจตุพรเพื่อไปสมัคร ส.ส. จนกระทั่งไปหาเสียง แต่ศาลก็ไม่เคยให้นายจตุพรได้รับอิสรภาพเลย โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาดังที่เคยกล่าวซ้ำกล่าวซากมาแล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงความพยายามของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่บีบบังคับให้พรรคเพื่อไทยแก้ไขเทปบันทึกการแถลงผลงานประจำปี ซึ่งจะแพร่ภาพผ่านทางสถานีโทรทัศน์หลัก ๆ ทุกช่อง โดยขอให้ตัดส่วนที่กล่าวหาฝ่ายตนเรื่องการปราบปรามประชาชนออกอีกด้วย

แม้ว่าจะถูกกดดันถึงเพียงนี้แล้ว แต่คณะผู้สมัคร ส.ส. และคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแกนนำ นปช.หลายรายรวมอยู่ด้วย ก็ยังมีโอกาสได้เดินสายปราศรัยหาเสียงในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยใช้สัญลักษณ์ที่ง่ายดายเพียงการชูนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียว (เนื่องจากได้หมายเลข 1) ด้วยนโยบายในด้านต่าง ๆ อาทิ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติตามแนวคิด “แก้ไข ไม่แก้แค้น” พัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะทั้งในกรุงเทพมหานคร ด้วยรถไฟฟ้า 10 สาย เก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย และในต่างจังหวัดด้วยรถไฟความเร็วสูง เชื่อมกรุงเทพมหานครกับหัวเมืองสำคัญ ๆ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานเป็นวันละ 300 บาท เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นเดือนละ 15,000 บาท รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการในฐานะนายจ้าง เพื่อลดผลกระทบทางการเงินที่จะเกิดจากการจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น จัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีในสถานที่สาธารณะ แจกคอมพิวเตอร์แบบพกพา (tablet) ให้แก่นักเรียน ถมทะเลบริเวณอ่าวไทยเพื่อลดปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน การแจกบัตรเครดิตให้เกษตรกร เพื่อให้สินเชื่อในการซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง รถไถนา รถเกี่ยวข้าว และเครื่องจักรกลทางการเกษตรต่าง ๆ การแจกบัตรเครดิตให้ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถตู้ เพื่อให้สินเชื่อในการเติมเชื้อเพลิง การจัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรี และการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรายเดือนจากเดิมที่จะได้คนละ 500 บาทในทุกอายุ เป็นแปรผันตามอายุของผู้รับเบี้ยแทน รวมถึงสานต่อนโยบายหลัก ๆ ที่พรรคไทยรักไทยโดยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเคยใช้ในการบริหารประเทศ

ในส่วนของพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ลงสมัคร ส.ส.ในครั้งนี้ที่น่าสนใจ (เรียงตามลำดับหมายเลข) นอกจากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 10 และพรรคการเมืองแนวร่วม พธม.จำนวน 2 พรรคคือหมายเลข 18 พรรคเพื่อฟ้าดิน และหมายเลข 20 พรรคการเมืองใหม่ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดต่อไปแล้ว ก็มีทั้งหมายเลข 2 พรรครวมชาติพัฒนา หรือเดิมชื่อพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ได้รวมพรรคกับพรรคเพื่อแผ่นดินของนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี หรือที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม 3P และกลายเป็น “พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” เพื่อเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางที่จะสามารถคานอำนาจกับพรรคภูมิใจไทยได้ โดยเฉพาะจำนวน ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตเจ้าพ่ออาบอบนวด หมายเลข 6 พรรคพลังชลของนายสนธยา คุณปลื้ม หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติของร้อยตำรวจเอก ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หมายเลข 14 พรรคกิจสังคมของนายสุวิทย์ คุณกิตติ หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน หมายเลข 18 พรรคประชากรไทยของนายสุมิตร สุนทรเวช น้องชายนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองกำจัด หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิของ ดร.มั่น พัธโนทัย ซึ่งมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.เป็นผู้สมัครแบบ Party list ลำดับที่ 1 หมายเลข 33 พรรคประชาสันติของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งได้รวบรวมอดีตแนวร่วม พธม.หลายรายมาอยู่ในพรรคนี้ อาทิ พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ และหมายเลข 34 พรรคความหวังใหม่ของนายชิงชัย มงคลธรรมและนายคฤกพล ยงใจยุทธ บุตรชายของพลเอกชวลิต

สาเหตุที่ต้องแยกการกล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองแนวร่วม พธม.มากล่าวถึง ณ ที่นี้แยกจากพรรคการเมืองอื่น ๆ เนื่องจากมีรายละเอียดเรื่องความขัดแย้งของบุคคลกลุ่มดังกล่าวที่ได้ดำเนินมาจนถึงที่สุดที่จะต้องกล่าวถึงเป็นการเฉพาะ จากที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ผ่าน ๆ มาว่า พรรคประชาธิปัตย์ หรือที่ได้รับสมญานามจากนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าของพรรคนี้เองว่าเป็น “พรรคแมลงสาบ” เนื่องจากอยู่คู่โลกมานานและสูญพันธุ์ยาก (แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นพรรคการเมืองที่ใคร ๆ ก็รังเกียจและชอบเล่นการเมืองด้วยวิธีสกปรกเสียมากกว่า) กับมวลชนคนเสื้อเหลืองหรือ พธม. ที่ได้ร่วมปล้นอำนาจมาจากเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ภายใต้ใบสั่งจากอำนาจเหนือการเมืองมาด้วยกันตั้งแต่ปลายปี 2548 จนนำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549 และมีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบให้เข้าข้างฝ่ายตนในปลายปี 2550 แต่พรรคการเมืองในเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ก็ยังคงชนะการเลือกตั้งอยู่ดี

ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจึงบัญชาการให้ลูกน้องทั้งสองสีของตนนี้ออกมาล้มรัฐบาลในเวลานั้นให้จงได้ ผ่านทางการยึดทำเนียบรัฐบาลและท่าอากาศยานนานาชาติ กอปรกับความร่วมมือจากองค์กรตุลาการและกองทัพ ที่ต่างก็ถือว่าฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองนั้นคือ “โคตรพ่อโคตรแม่” ของตนเช่นกัน จนพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทยในที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดปริร้าวของความสัมพันธ์ระหว่าง “คนเสื้อเหลือง” กับ “พรรคการเมืองสีฟ้า” ทั้งกรณีการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.หลังการชุมนุมของ นปช.ได้ไม่กี่วัน ในช่วงที่ยังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การอนุมัติโครงการรถเมล์พลังงาน NGV การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และการเพิกเฉยต่อการช่วยเหลือมวลชนของตนที่ยังติดคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชา เนื่องจากปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดน มีเพียงแต่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือ จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของ พธม. เพื่อประท้วงรัฐบาลในประเด็นดังกล่าว และแสดงถึงความ “คลั่งชาติ” ด้วยการประกาศท้ารบกับกัมพูชาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2554 ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวก็ยิ่งตอกย้ำภาษิตโบราณที่เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีสัจจะในหมู่โจร” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแกนนำ พธม.หลายรายผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยโจมตีแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลหลายราย เรียกกันได้ว่า “จับแก้ผ้ากันล่อนจ้อน” เลยทีเดียว อาทิ ตัดพ้อต่อว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพที่ไม่ยอมเร่งรัดการดำเนินคดีลอบสังหารนายสนธิ รวมถึงกล่าวหาเรื่อง “รสนิยมทางเพศ” ของนายอภิสิทธิ์และคนใกล้ชิดอย่างนายศิริโชค โสภา ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นพวก “ไม้ป่าเดียวกัน” กล่าวหาพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและพลเอกประยุทธ์ ผบ.ทบ. ว่าเกี่ยวพันกับกรณีดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวของนายสนธิที่ว่า “คุณประยุทธ์ คุณไม่รู้เหรอว่าไอ้สัตว์นรกที่มันยิงหัวผมก็อยู่แถว ๆ คุณนั่นแหละ” และยังได้กระทำพฤติกรรมเช่นนี้ต่อสื่อมวลชนและอดีตแนวร่วม พธม.หลายราย อาทิ กล่าวหานายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่มาแสดงจุดยืนปกป้องดินแดนไทยร่วมกับ พธม. เพราะจะไปลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหา ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทองว่าที่ต้องไปยืนข้างพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะต้องการให้ ดร.จิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นภรรยาของตนได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศก่อนเกษียณอายุราชการในปีนี้ ถึงขั้นที่นายสนธิต้อง “ทวงบุญคุณ” กับ ดร.เจิมศักดิ์ว่า “คุณเจิมศักดิ์ ผมให้คุณจัด 3 รายการที่ ASTV ไม่เคยติดสตางค์คุณเลยนะ แล้วคุณก็มาทำอย่างนี้กับพวกผม” กล่าวหานายสุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารเครือเนชั่นว่าเป็นสื่อมวลชนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวหานายแพทย์ตุลย์ที่จัดตั้งกลุ่มเสื้อหลากสีไว้เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะสนับสนุน พธม. และการโจมตี “คนเคยเคย” อย่างพรรคประชาธิปัตย์นี้เอง ที่นำไปสู่แนวคิดไม่เลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด (vote no) ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะได้กล่าวต่อไป และถือได้ว่านี่คือ “จุดแตกหัก” ระหว่าง “คนเสื้อเหลือง” และ “พรรคการเมืองสีฟ้า” โดยสมบูรณ์ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พฤติกรรม “จับแก้ผ้า” ยังเกิดขึ้นกับ “พวกเดียวกัน” อย่างแกนนำและแนวร่วม พธม.บางรายที่ไปดำเนินงานพรรค การเมืองใหม่ภายหลังจากที่นายสนธิถอนตัว อย่างนายสมศักดิ์ โกศัยสุขและนายสุริยะใส กตะศิลาอีกด้วย เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในครั้งนี้ด้วย อันขัดกับแนวคิด vote no ของ พธม.

ซึ่งการขับเคลื่อนแนวคิด vote no ของ พธม.นี้ก็ได้ดำเนินการทั้งการจัดทำป้าย “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ซึ่งเป็นป้ายสีเหลือง มีรูปภาพของสัตว์ 5 ชนิดคือ สุนัข (หมา), กระบือ (ควาย), จระเข้, เสือ และตัวเงินตัวทอง (เหี้ย) และป้ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอาทิ “เลือกพรรคไหนก็แพ้ทักษิณ” โดยติดตั้งป้ายดังกล่าวทั้งบนเวทีการชุมนุม พธม. และตามท้องถนนทั่วไปปะปนกับป้ายหาเสียงของผู้สมัครพรรคอื่น ๆ รวมถึงแจกจ่ายในรูปสติกเกอร์ให้แนวร่วมของตนอีกด้วย พร้อมทั้งการแจกเอกสารแนวคิด “vote no” ที่มีสาระสำคัญในการโจมตีทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยในประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะทำให้ไทยเสียดินแดนให้กัมพูชา ส่วนพรรคเพื่อไทยยอมให้กัมพูชาครอบงำประเทศ กล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เป็นพวกยอมให้คนมาเผา กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีโจรโกงชาติเต็มพรรค ส่วนพรรคเพื่อไทยก็มีโจรล้มเจ้าเต็มพรรคเช่นกัน พธม.จึงเห็นว่าการลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองเหล่านี้ เท่ากับให้ใบเสร็จในการข่มขืนกระทำชำเราประเทศแก่บุคคลเหล่านี้ จึงควรลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดหรือพรรคใด เพื่อให้ได้ ส.ส.ไม่ถึงจำนวนที่จะเปิดสภาได้ จะได้นำไปสู่การให้ “คนดี” มาปฏิรูปการเมืองต่อไป เนื่องจาก พธม.มองว่าระบบการเลือกตั้งและระบบรัฐสภาในปัจจุบันนี้ไม่มี “คนดีจริง” ให้เลือกด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งเดิมการเผยแพร่แนวคิด vote no นี้ ไม่ปรากฏชื่อผู้จัดทำในป้ายดังกล่าว ซึ่งขัดกับกฎเกณฑ์ของ กกต. จึงได้มีการใส่สัญลักษณ์พรรคเพื่อฟ้าดินเป็นผู้จัดทำในเวลาต่อมา ซึ่งบางท่านที่เห็นป้ายดังกล่าวเผิน ๆ ก็อาจเข้าใจผิด คิดว่าพรรคเพื่อฟ้าดินของ พธม.ส่งเหี้ยลงสมัคร ส.ส.หรืออย่างไร เนื่องจากพรรคการเมืองนี้ก็ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงแข่งขันด้วย แต่ไม่มีป้ายหาเสียง

แต่ก็ใช่ว่า พธม.จะมัวแต่เปิดศึกโจมตีทั้ง “คู่ขา” อย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่แกนนำ นปช.หลายรายต้องกล่าวเปรียบเทียบว่า “ปล่อยผัวเมียเขาทะเลาะกันไปเถอะ เราเป็นคนนอก” และ “คู่กัด” อย่างพรรคเพื่อไทย นปช.และพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเพียงอย่างเดียว จนลืมแสดงอุดมการณ์ล้าหลังคลั่งชาติเสียเมื่อไรเล่า เนื่องจากการปราศรัยของ พธม.ยังเต็มไปด้วยการปลุกระดมให้มวลชนคนเสื้อเหลืองของตนเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาอย่างไร้เหตุผล ทั้งการโจมตีสมเด็จฮุนเซนทั้งในฐานะส่วนตัว ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว และในฐานะที่บุตรชายของตนเป็นผู้บัญชาการกองกำลังที่ดูแลพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารอีกด้วย รวมถึงโจมตีข้าราชการทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำที่เพิกเฉยต่อการดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกัมพูชา โดยเฉพาะพลโทธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อน นตท.12 ของพลเอกประยุทธ์ ถึงขนาดที่กล่าวหาว่าทำธุรกิจ “ขายกุนเชียง” ให้ชาวกัมพูชากันเลยทีเดียว จึงปล่อยปละละเลยการดำเนินการปกป้องดินแดนไทย ซึ่งการจุดกระแสคลั่งชาติของ พธม.ก็เกิดผลปรากฏขึ้นจริงทั้งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เนื่องจากได้เกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนเป็นเวลานานถึง 12 วันติดต่อกันคือวันที่ 22 เมษายน ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายที่ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียง 2-3 สัปดาห์ ไทยและกัมพูชาสามารถตกลงกันได้ในการส่งผู้สังเกตการณ์ลงพื้นที่พิพาทแล้ว แต่ติดขัดด้วยเงื่อนไขที่ยังไม่มีการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ประกอบกับการจุดไฟ “คลั่งชาติ” ของ พธม.ดังกล่าว จึงก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนทั้งสองประเทศ

ผลจากการก่อศึกของคนเสื้อเหลืองดังกล่าว ทำให้วันที่ 28 เมษายน 2554 กัมพูชาตัดสินใจยื่นคำขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เพื่อให้ไทยต้องเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร ด้วยการถอนกำลังต่าง ๆ ออกจากบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้ศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ไทยปฏิบัติตามก่อนมีคำพิพากษาด้วย ซึ่งกระบวนการพิจารณาคำขอดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และถูกมองว่าอาจเป็น “มรดกบาป” ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทิ้งไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากพรรคเพื่อไทยเป็นแน่แท้ เช่นเดียวกับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในอีกประมาณ 2 เดือนต่อมา คือในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 ที่นายสุวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย แสดงเจตนารมณ์ต่อที่ประชุมว่าจะขอบอกเลิกการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก เนื่องจากมีการพิจารณาในเรื่องที่ยังไม่ได้ตกลงกันจากทั้งสองฝ่าย แต่ก็ยังโชคดีที่การแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากการบอกเลิกการเป็นภาคีต้องยื่นหนังสือที่ลงนามโดยผู้นำรัฐบาลหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐภาคีนั้น ๆ ประเทศไทยจึงยังคงเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกอยู่

ถึงแม้ว่าฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจะมีแนวความคิดแตกแยกกันจากกรณีของพรรคประชาธิปัตย์และ พธม.ดังที่ได้กล่าวมา แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินกระบวนการต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความชอบธรรมและสร้างคะแนนเสียงให้กับฝ่ายตนเองอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการ 315 ของ กอ.รมน.เพื่อใช้การปราบปรามยาเสพติดมาบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการใช้กลไกฝ่ายทหารไปลงพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เพื่อหวัง “ล้างสมอง” ประชาชนให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากเล่า เช่นเดียวกับกรณีที่พลเอกประยุทธ์ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของกองทัพบกทั้ง 2 ช่องคือช่อง 5 และช่อง 7 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 โดยมีสาระสำคัญในการแนะนำให้ประชาชนเลือกคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม และจะต้องมีความสามารถในการปกป้องสถาบันหลักคือสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วย ทั้งนี้ การหาเสียง “ทางอ้อม” ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยแนวคิดแบบ “สุดโต่ง” ยังแสดงออกผ่านทางนักจัดรายการและพระภิกษุ “หัวใจอำมาตย์” อีก 2 รายคือนายจรัสพงษ์ สุรัสวดี (ซูโม่ตู้) และพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากแนวคิดของซูโม่ตู้ที่เสนอให้คะแนนเสียงของคนชนบทและผู้ที่มีการศึกษาน้อย มีค่าเพียง 1 ใน 3 ของคะแนนเสียงของคนเมืองและผู้ที่มีการศึกษาสูง หรือแนวคิดของ ว.วชิรเมธีที่ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรจะเป็น “คนดี” เพิ่มเติมจากที่พลเอกประยุทธ์ที่เสนอแนะว่าผู้ถูกเลือกตั้งต้องเป็น “คนดี” จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นในใจว่า คนชนบท หรือคนที่มีการศึกษาน้อย ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หรืออย่างไร คนอย่างซูโม่ตู้จึงให้คุณค่ากับพวกเขาเพียง 1 ใน 3 ของคนในเมือง หรือคนที่มีการศึกษาสูง และคนดีของ ว.วชิรเมธีนั้น ต้องใช้มาตรวัดอะไรไปตัดสิน หรือต้องเป็นคนที่ยอม “ศิโรราบ” ให้กับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองโดยไม่มีข้อโต้แย้ง และโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะของตน

ซึ่งนี่มิใช่ครั้งแรกของทั้งซูโม่ตู้และ ว.วชิรเมธี ที่ได้แสดงออกถึงแนวคิดแบบอนุรักษนิยมศักดินาล้าหลังต่อสังคม เนื่องจากบุคคลทั้งสองได้เคยแสดงจุดยืนของตนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นซูโม่ตู้ที่เคยเสนอแนวคิด “สมบูรณาญาภาษีธิปไตย” เพื่อให้จำนวน ส.ส.ในแต่ละจังหวัดขึ้นกับภาษีที่ส่งเข้ารัฐ อันแสดงให้เห็นได้เด่นชัดว่าต้องการให้ความสำคัญกับคนเมืองมากกว่าคนชนบท และซูโม่ตู้ยังได้เคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุน พธม.ที่ต้องการให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ถวายคืนพระราชอำนาจเมื่อต้นปี 2549 เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองโดยฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอีกด้วย หรือแนวคิดของ ว.วชิรเมธีที่นำเสนอผ่านงานเขียนเชิง “กระแหนะกระแหน” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่ายหลายครั้ง อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแก่สมณเพศเอาเสียเลย อาทิ ข้อเขียนที่ว่านักการเมืองบางคนต้องการครอบครองประเทศ มหกรรมการทุจริตเป็นมูลเหตุนำไปสู่การสร้าง “การเมืองใหม่” การจาบจ้วงล่วงเกินเป็นการแสดงความอกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ไม่อยากเห็นคนไทยถูกนักการเมือง “หลอกใช้” ให้มาทำสงครามกลางเมือง และรวมไปถึงบทกลอน “ยึดทรัพย์” ที่เขียนขึ้นเพื่อ “สมน้ำหน้า” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ต้องคำพิพากษาในคดีดังกล่าว และภิกษุหนุ่มรูปนี้ยังได้เคยร่วมรายการโทรทัศน์ของฝ่ายอำมาตย์อีกด้วย เช่น รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ร่วมกับนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ซึ่งลงสมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย และรายการ “ธรรมาภิวัตน์” ทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ของ พธม. ท่ามกลาง “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” ที่แพร่กระจายทั่วไปในสังคมว่าภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็น “เด็กในคาถา” ของหัวขบวนเสื้อเหลืองบางรายอย่างนายสนธิ ซึ่งก็มี “พระปลอม” อย่างลัทธิสันติอโศกอยู่ในกำกับของตนด้วย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์และองค์กรแนวร่วมเองนั้น ก็มีกลวิธีในการหาเสียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนและ “ป้ายสี” ให้กับฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน ทั้งการแสดงความคิดเห็นของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ผ่าน Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก เนื่องจากมีผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมากกว่าประชากรสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของนายอภิสิทธิ์จำนวน 8 ฉบับเกี่ยวกับที่มาของการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของตน โดยปฏิเสธว่าไม่มีอำนาจนอกระบบใด ๆ เข้าแทรกแซง และการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากเป็นกองกำลังติดอาวุธร้ายแรง และถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณปลุกปั่นให้ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ยึดทรัพย์ของตน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเดิม อย่างพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ออกมาตอบโต้นายอภิสิทธิ์ว่าถูก “อำนาจนอกระบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้” ซึ่งก็น่าจะหมายถึงอำนาจเหนือการเมืองนั่นเอง บังคับให้ต้องเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคฝ่ายค้านเดิมอย่างพรรคเพื่อไทย จาก Facebook ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส. party list ในฐานะแกนนำ นปช. ที่ได้ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ว่าผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงพกพาอาวุธสงครามเข้ามาในที่ชุมนุมเลย ทั้งผู้ที่เสียชีวิต บาดเจ็บ และผู้ที่ไม่ได้รับอันตราย มีแต่เพียงเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้นที่ใช้อาวุธในการปราบปรามประชาชนอย่างป่าเถื่อนบ้าคลั่ง เสมือนเป็นอริราชศัตรู และ Facebook ของนายกรณ์ที่ได้กล่าวหานายณัฐวุฒิว่าประกาศตนว่าเป็นไพร่ แต่กลับกระทำตนเป็นอำมาตย์ ด้วยการพาครอบครัวไปรับประทานอาหารย่านซอยทองหล่อที่ร้านเดียวกับตน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่ง “ชุมชนคนรวย” ทำให้นายณัฐวุฒิต้องตอบโต้นายกรณ์ว่า คำว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” มิใช่กำหนดกันจากฐานะทางเศรษฐกิจว่ารวยหรือจน แต่กำหนดจากแนวความคิดทางการเมือง ที่มองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศหรือไม่ต่างหาก ผลของการใช้ social network ในการสร้างความเท็จ (fake) กล่าวหาใส่ร้ายในทางการเมืองนี้เอง จึงมีผู้ตั้งฉายาว่านี่เป็น “Facebook” หรือ “Fakebook” กันแน่

และการจัดกิจกรรมปราศรัยหาเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ที่หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งได้รับสมญานามว่า “ทุ่งสังหาร” ไปแล้ว โดยกล่าวหาพรรคเพื่อไทยและ นปช.ว่าเป็นกลุ่มคน “เผาบ้านเผาเมือง” ด้วยกองกำลังติดอาวุธชุดดำ ที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนคนเดียวคือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ดังเช่นที่ปรากฏในป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีภาพนายอภิสิทธิ์และข้อความที่ว่า “ผมพร้อมที่จะทำงานให้กับคนทุกคน แต่จะไม่ทำงานให้กับคนใดคนหนึ่ง” ที่ต่อมาได้มีการแก้คำว่า “ไม่ทำงานให้กับคนใดคนหนึ่ง” เป็น “ไม่ล้างผิดให้กับคนใดคนหนึ่ง” เพื่อหวังใช้ “พิษทักษิณ” เป็นเครื่องมือหลักในการหาเสียง การกล่าวหาเรื่อง “แดงเผาเมือง” นี้ยังสอดคล้องกับที่ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งกำกับดูแลโรงเรียนคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทั่วประเทศ ได้กล่าวหาไว้ในตำราเรียนวิชาสังคมศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยแสดงออกผ่านทางการปราศรัยของแกนนำคนต่าง ๆ ของพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่กล่าวว่าคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ตนเองที่พักอยู่ในเขตทหารนอนไม่หลับ จนภรรยาต้องมาปลอบ ทั้งที่คืนดังกล่าว นายอภิสิทธิ์อยู่กับนายศิริโชค จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หรือนายอภิสิทธิ์กับนายศิริโชคจะเป็น “คู่เกย์” อย่างที่ พธม. กล่าวหาเสียจริง ๆ และการปราศรัยของนายสุเทพ ที่ถึงขั้นหลั่งน้ำตาเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

ซึ่งการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์นี้ ก็สอดคล้องกับการแถลงข่าวของกลุ่มสยามสามัคคีในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่นำโดยพลเอกสมเจตน์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ นายสมชาย ส.ว.สรรหา นายวรินทร์ เทียมจรัส นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว.สรรหา นายสันติสุข นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย พลเอกภาษิต สนธิขันธ์ และพลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ ที่ได้ออกมาแสดงแนวคิด “ไม่เลือกคนเผาบ้านเผาเมือง ไม่เลือกคนแค้นเคืองสถาบัน” เพื่อหวังกระทบพรรคเพื่อไทยด้วยการกล่าวหาว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ นิรโทษกรรมให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยใช้คะแนนเสียงของประชาชนมาลบล้างความผิด และจะมีการ “เผาบ้านเผาเมือง” ซ้ำรอยเดิมนั่นเอง จึงอยากจะถามไปยังบุคคลเหล่านี้ว่า เพราะกลุ่มของตนมีที่มาที่ไม่อิงอาศัยกับประชาชนใช่หรือไม่ จึงปฏิเสธอำนาจที่มาจากประชาชน หากปฏิเสธการนิรโทษกรรมผู้ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแล้ว ทำไมกลุ่มของตนจึงยอมรับการนิรโทษกรรมการรัฐประหารที่ถือได้ว่าเป็นกบฏ มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตเล่า และหากคิดว่าพรรคเพื่อไทยและ นปช. ทำเพื่อคนคนเดียวอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแล้ว กลุ่มพวกของตนและเครือข่ายอย่างพรรคประชาธิปัตย์และ พธม.ทำเพื่อใครกันเล่า ใช่คนที่เป็นฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองหรือไม่

ซึ่งกระบวนการกลับสู่อำนาจนี้ ก็ยังไม่รวมถึงการ “เล่นงาน” ถึงขั้นเอาชีวิตหรือไม่ก็ร่างกายผู้สมัคร ส.ส.หรือผู้ใกล้ชิดกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารคนสนิทของนายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล อดีต ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคเพื่อไทย การลอบยิงนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสมุทรปราการ เขต 7 พรรคเพื่อไทยเช่นกัน และการลอบสังหารนายสุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี พี่ชายของนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช อดีต ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดลพบุรี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ด้วยสาเหตุการแข่งขันทางการเมืองในการเลือกตั้งนั่นเอง ส่วนพรรคการเมืองต่าง ๆ จะได้รับชัยชนะมากน้อยเพียงใดในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น ก็จะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

29 มีนาคม 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s