เมืองไทยรายเดือน (กรกฎาคม-ธันวาคม 2554)

เมืองไทยรายเดือน

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 4-9 กรกฎาคม-ธันวาคม 2554)

หลังจากที่รัฐบาลสมุนอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้อำนาจมาด้วยความไม่ชอบธรรม ตลอดจนใช้กระบวนการต่าง ๆ ในการรักษาอำนาจเถื่อนนั้นไว้กับตัว ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามประชาชนโดยกำลังทหารที่ (แอบ) มีใจให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเองได้เปรียบในการเลือกตั้ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ได้ดำเนินการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ขึ้นใหม่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เพื่อหวังลึก ๆ ว่ากลไกอำมาตย์ที่ตนเองได้วางไว้จะทำให้ตนกลับคืนสู่อำนาจได้อีกครั้ง ถึงขั้นที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศกร้าวในการหาเสียงโค้งสุดท้ายว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ ตนเองจะ “ขุดรูอยู่” กันเลยทีเดียว

แต่แล้วความหวังของพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการก็กลับพังทลายลง เมื่อพรรคเพื่อไทยที่มีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ศัตรูอันดับหนึ่งของกลุ่มคนเหล่านี้อยู่เบื้องหลัง สามารถฝ่าดง “สหบาทา” จนมี ส.ส.มากที่สุดคือ 265 คนจาก ส.ส.ทั้งหมด 500 คนจนได้ แต่นายสุเทพและพรรคประชาธิปัตย์ ก็มิได้ขุดรูอยู่ดังที่ประกาศไว้แต่อย่างใด มีเพียงแต่การลาออก “ยกชุด” ของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ซึ่งกรรมการบริหารชุดใหม่ก็ไม่ต่างจากชุดเดิมมากนัก ยกเว้นเลขาธิการพรรคที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ได้รับเลือกมาแทนนายสุเทพ ทั้งนี้ไม่รวมถึงความ “หน้าแหก” ไม่เป็นท่าของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เจ้าของแนวคิดไม่เลือกผู้สมัครและ/หรือพรรคการเมืองใดเลย (vote no) ที่เพิ่งประกาศตัวเป็นศัตรูใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ จากการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2554 จนยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2554 ก่อนการเลือกตั้งเพียง 1 วัน ซึ่งมีคะแนนดังกล่าวเพียงกว่า 1 ล้านคะแนน ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 15 และ 1 ใน 10 ของผู้ที่เลือก ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในแบบบัญชีรายชื่อ (party list) ตามลำดับเท่านั้น

ซึ่งดง “สหบาทา” ที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “รุมยำ” พรรคเพื่อไทยนี้ ก็มีทั้งการกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.party list อันดับที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว การกล่าวหาผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบ party list และแบบแบ่งเขตหลายราย ที่เป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ว่าเป็นผู้มีความผิดในคดีร้ายแรง ทั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีก่อการร้าย จากการชุมนุมทางการเมืองเพื่อทวงคืนอำนาจจากพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงขั้นจับแกนนำ นปช.ที่เป็นผู้สมัคร ส.ส.อย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ เข้าคุกตะรางกันเลย ถึงขั้นที่ศาลไม่ยอมปล่อยตัวให้ออกมาสมัครเป็น ส.ส.และไม่ยอมให้ออกไปเลือกตั้งอีกด้วย การเผยแพร่เอกสารและ CD โจมตีพรรคเพื่อไทยผ่านทางเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์และแนวร่วม การใช้กองกำลังผสม 3 หน่วยงาน (ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน) ปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑลภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการ 315” โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อใช้การปราบปรามยาเสพติดมาบังหน้า แต่แฝงไปด้วยการ “สกัด” พรรคเพื่อไทยในเขตดังกล่าว ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เช่น กรุงเทพมหานครชั้นนอกเสียมากกว่า การแสดงความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายอำมาตย์ ที่มีนัยในการ “เชียร์” พรรคประชาธิปัตย์อย่างออกนอกหน้า การพิมพ์เครื่องหมายของพรรคเพื่อไทยในบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบ party list ที่มีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น ซึ่งอาจทำให้เกิดบัตรเสียขึ้นได้ หากลงคะแนนในช่องดังกล่าว เนื่องจากมิใช่ช่องลงคะแนน จนพรรคเพื่อไทยต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนลงคะแนนให้ถูกช่อง เพื่อป้องกันบัตรเสียดังกล่าว ภายหลังจากที่เกิดบัตรเสียด้วยกรณีดังกล่าวมาแล้วในการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร และการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ประชาสัมพันธ์การถอนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ว่าผู้ที่ลงทะเบียนไว้เมื่อการเลือกตั้งคราวก่อน ก็จะยังมีผลบังคับอยู่ตลอดจนกว่าจะไปถอนชื่อออก มิใช่มีผลเฉพาะในการเลือกตั้งเป็นครั้ง ๆ ไป จนทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายล้านรายหมดสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ไม่เว้นแม้กระทั่งพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม.เจ้าของแนวคิด “vote no” ก็ตาม การใช้กลไกภาครัฐทุกวิถีทาง จนทำให้จำนวน ส.ส.พรรคเพื่อไทยต่ำไปอย่างมาก จากที่ผลสำรวจหลังเลือกตั้ง (exit poll) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตรวบรวมไว้ได้ที่ 313 คน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและภาคใต้ ที่คาดว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. 28 และ 5 คนตามลำดับ แต่ผลการเลือกตั้งกลับกลายเป็นว่า พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.กรุงเทพมหานครเพียง 10 คนเท่านั้น และไม่ได้ ส.ส.ในภาคใต้เลย รวมถึงการที่ กกต.ทยอยประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เพื่อยื้อเวลาให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยรับรองนายจตุพรเป็น ส.ส.รายสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 หลังรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 1 วัน นายจตุพรจึงได้รับอิสรภาพพร้อมกับนายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช.อีกราย แต่ กกต.ก็กลับเตรียม “เชือด” นายจตุพรเป็นรายแรกด้วยเหตุที่ขาดสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทยเพราะไม่ไปเลือกตั้ง และความพยายาม “ดิ้นเฮือกสุดท้าย” ของ พธม.ในการคัดค้าน ส.ส.ที่มาจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ ผ่านทางจดหมายเปิดผนึกของนางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตข้าราชการตุลาการหัวใจสีเหลือง และการร้องเรียน กกต.เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและ/หรือสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อื่นใดกับประชาชน ของพรรคการเมืองหลัก ๆ ที่ชนะเลือกตั้ง แต่ก็ต้องประสบกับความ “หน้าแหก” อีกเช่นเคย

ถึงแม้ว่าจะต้องฝ่าอุปสรรคด่านแรกในการเลือกตั้งถึงเพียงนี้แล้ว แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่น ๆ คือพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (หรือต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาติพัฒนา) พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งมี ส.ส.รวมกัน 300 เสียง ก็ได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยได้ลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ให้นางสาวยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แต่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงของนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ถูกสกัดโดยฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอีกครั้ง เนื่องจากประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีลงวันเดียวกันกับที่ลงมติ แต่แทนที่จะได้มีพิธีการรับพระบรมราชโองการดังกล่าวในวันเดียวกัน กลับต้องเลื่อนไปอีก 3 วันเสียนี่

ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองยังไม่หยุดหย่อนในการรังแกนายกรัฐมนตรีหญิงผู้เป็นน้องสาวของศัตรูอันดับหนึ่งของพวกตนเพียงเท่านี้ ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการใส่ร้ายป้ายสี โจมตี และดำเนินการขัดขวางรัฐบาลใหม่ทุกวิถีทาง ทั้งในช่วงก่อนการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2554 จากกรณีที่บริษัท Walter Bau AG สัญชาติเยอรมันอายัดเครื่องบิน Boeing 747 ลำหนึ่งที่จอดอยู่ ณ ท่าอากาศยานมิวนิค เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินของรัฐบาลไทย สืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่ให้รัฐบาลไทยแพ้ข้อพิพาทที่มีต่อบริษัทดังกล่าว ในกรณีเกี่ยวกับโครงการทางยกระดับดอนเมือง แต่ปรากฏว่าเครื่องบินดังกล่าวมิใช่สมบัติของรัฐบาลไทย หากเป็นเครื่องบินพระราชพาหนะส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ดังจะเห็นได้จากสัญลักษณ์ประจำองค์รัชทายาทและชื่อเครื่องบิน “ฑีปังกรรัศมีโชติ” ที่ปรากฏที่ตัวเครื่อง และรหัสประจำเครื่องบิน “HS-CMV” ซึ่ง HS หมายถึงรหัสประจำอากาศยานไทย และ CMV หมายถึง Crown Prince Maha Vajiralongkorn คือพระนามของพระองค์ โดยรัฐบาลรักษาการของนายอภิสิทธิ์ได้กระทำการเพียงแต่วางเงินมัดจำในข้อพิพาทดังกล่าวเท่านั้น มิได้ดำเนินการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ในเครื่องบินดังกล่าวอย่างชัดเจน เพื่อหวังผลักภาระนี้ให้กับรัฐบาลใหม่ จนองค์เจ้าของเครื่องบินต้องสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไประงับข้อพิพาทดังกล่าว กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูงของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้มารังแกฝ่ายตรงข้ามกับตนได้อีกครั้งหนึ่ง

และช่วงภายหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคง “หาเรื่อง” รัฐบาลใหม่อีกจนได้ ดังจะเห็นได้จากการขัดขวางมิให้แกนนำ นปช.ได้รับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร โดยอ้างเรื่องคดีก่อการร้าย และด้วยการที่แกนนำเหล่านี้เคยปราศรัยโจมตีความชั่วร้ายของฝ่ายตนไว้มาก แกนนำ นปช.ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. จึงได้รับตำแหน่งข้าราชการเมืองอื่น ๆ อาทิ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี และผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นการปลอบใจ และการวิพากษ์วิจารณ์เชิงใส่ร้ายรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นคนในวงการตลาดทุนที่รับใช้ “ระบอบทักษิณ” เนื่องจากนายกิตติรัตน์เคยเป็นกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร และนายธีระชัยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เคยสั่งไม่ดำเนินคดีเกี่ยวกับหุ้นของคนในครอบครัวชินวัตรมาแล้ว โดยมิได้มองถึงความสามารถทางเศรษฐกิจของบุคคลทั้งสองเลย

การดำเนินการอีกอย่างหนึ่งของฝ่ายอำมาตย์ที่ต้องการ “รับน้อง” รัฐบาลใหม่ โดยไม่แยแสไยดีต่อความทุกข์ยากของประชาชนก็คือ การจงใจกักเก็บน้ำในเขื่อนสำคัญทั้งเขื่อนภูมิพล ที่จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้มีปริมาณสูงผิดปกติในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาล ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่ามีพายุเข้าประเทศไทยและพื้นที่ใกล้เคียงถึง 5 ลูกคือ พายุนาลแก นกเตน ไหฟอง นาสาด และไห่ถาง ซึ่งจะต้องทำให้เกิดอุทกภัยจากฝนตกหนักอย่างแน่นอน และเมื่ออุทกภัยจากพายุดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นในบางภูมิภาคแล้ว เขื่อนสำคัญทั้งสองจึงเพิ่งจะพร่องน้ำออกมา “ซ้ำเติม” ภัยธรรมชาติอีก จึงดูเหมือนกับว่าฝ่ายอำมาตย์ซึ่ง “สั่งการ” การชลประทานและทรัพยากรน้ำของชาติได้ทั้งระบบ จงใจที่จะใช้น้ำรังแกรัฐบาลใหม่และประชาชนอย่างเห็นได้ชัด จนก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของทั้งภาคประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม ภาคการศึกษา ภาคศาสนสถาน และภาคอื่น ๆ อีกมากมายคิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท ถือเป็นมหาอุทกภัย “เหนือ” ธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของไทยเลยก็ว่าได้

แต่รัฐบาลใหม่นี้ก็ยังพอตั้งตัวได้ทัน โดยจะเห็นได้จากการจัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดยมีพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว พร้อมทั้งได้บูรณาการหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (Geo-Informatics and Space Technology Development Agency: GISTDA) เข้าจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยตั้งฐานบัญชาการอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงได้จัดให้มีการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวประจำวันในช่วงเวลา 21.00 นาฬิกาของทุกวัน โดยคณะโฆษกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ อาทิ พลเอกพลางกูร กล้าหาญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย อดีตเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ พงศ์เจริญ ที่ปรึกษา (สัญญาบัตร 10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ GISTDA รวมถึงได้จัดให้มีคณะโฆษกภาคภาษาอังกฤษจากกระทรวงการต่างประเทศมาแปลการแถลงข่าวดังกล่าว เพื่อสื่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว ให้แก่ประชาคมโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยทั้งด้านการค้า การลงทุน การประกอบอาชีพ การพักอาศัย และการท่องเที่ยว และหากวันใดสถานการณ์น้ำเกิดวิกฤติอย่างมาก นายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็จะมาแถลงข่าวด้วยตนเอง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

มวลน้ำปริมาณมหาศาลนับหลายล้านล้านลิตรทั้งจาก “น้ำท่า” จากพายุทั้งห้า ที่ถูกซ้ำเติมจาก “น้ำเหนือ” ที่ไหลมาจากเขื่อนที่ตั้งชื่อตามของบุคคลสำคัญสูงสุดของชาติทั้งสอง ทยอยไหลบ่ามาจากจังหวัดตาก และอุตรดิตถ์ อันเป็นที่ตั้งของเขื่อนทั้งสอง ผ่านแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน เข้าสู่จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ซึ่งใกล้เข้าสู่กรุงเทพมหานครทุกที ๆ ศปภ. จึงได้เร่งใช้เรือผันน้ำบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ รวมถึงผันน้ำสู่แม่น้ำท่าจีนที่จังหวัดชัยนาท เพื่อแบ่งเบาภาระแม่น้ำเจ้าพระยา แต่น้ำก็ไม่ปรานีใคร เมื่อมวลน้ำมหาศาลได้ทะลักผ่านประตูระบายน้ำบางโฉมศรีที่จังหวัดสิงห์บุรี จนเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีโบราณสถานตั้งอยู่หลายแห่ง รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมอีก 7 แห่งทั้งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อเกิดฝนตกหนักบริเวณจังหวัดนนทบุรี ทำให้มวลน้ำมหาศาลทั้งจากฝนตกและแม่น้ำท่าจีนที่ระบายมาท่วมเกือบเต็มพื้นที่จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตก (ธนบุรี) และบางส่วนของจังหวัดนครปฐม ในส่วนของกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก (พระนคร) ก็สาหัสไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อมวลน้ำได้เข้าสู่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพมหานครตอนบนซึ่งติดต่อกัน ทั้งเขตดอนเมือง และสายไหม ก่อนเข้าสู่เขตหลักสี่ บางเขน และจตุจักร จนทำให้ ศปภ.ต้องย้ายที่ทำการจากท่าอากาศยานดอนเมือง มายังอาคาร Energy Complex ซึ่งเป็นที่ทำการของกระทรวงพลังงานแทน จนวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งนี้ยุติลงในช่วงปลายปี 2554

แต่มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกว่า 4 เดือนนี้ ก็ยังมีส่วนดีตรงที่ได้แสดงให้เห็นถึง “จิตอาสา” ของคนไทยทุกหมู่เหล่า ดังจะเห็นได้จากการรับบริจาคเงินและสิ่งของต่าง ๆ และนำไปแจกจ่าย การบริการยานพาหนะ การจัดสถานที่ราชการ สถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ให้เป็นที่พักของผู้ประสบภัย การทำ effective microorganism Ball (EM ball) สำหรับใช้แก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย โดยหน่วยงานภาครัฐ ทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมิได้คำนึงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันเลย ทุกคนต่างถือว่าเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น จนนำไปสู่ข้อสังเกตที่หลายฝ่ายตั้งกันว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่สั่งการกองทัพได้ หวังจะใช้น้ำเป็นเครื่องมือ “สลายสี” ของคนในชาติ

หากแต่การแสดงออกของคนในเครือข่ายเดียวกันกับตนดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ ก็คงทำให้สีของคนในชาติสลายไปในเร็ววันไม่ได้ ทั้งการถอนตัวออกจากการร่วมทำงานกับ ศปภ. โดยนายปรเมศวร์ มินศิริ ในนาม http://www.thaiflood.com พร้อมด้วยการใส่ร้ายโจมตีรัฐบาลว่าเล่นพรรคเล่นพวก การฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐบาล ฐานสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดย ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาทนายความ การที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายรายว่ายักยอกสิ่งของบริจาค เลือกปฏิบัติในการแจกสิ่งของบริจาคแก่ผู้สนับสนุนรัฐบาลและ นปช.และแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ เนื่องจากเป็นคณะทำงานของ ศปภ.อันขัดต่อรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพลตำรวจเอกประชา และด้วยการอภิปรายดังกล่าว ทำให้นายจตุพรในฐานะที่ถูกพาดพิงในกรณีดังกล่าว ต้องแจ้งความกลับต่อ ส.ส.ทุกคนของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากใช้ข้อมูลเท็จมาอภิปราย รวมถึงที่พรรคการเมืองแกนนำฝ่ายค้านแห่งนี้มองว่ารัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จึงได้เสนอให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเหมือนกับที่ฝ่ายตนเคยใช้ในช่วงการชุมนุมทางการเมืองมาแล้ว ทั้งที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องห้ามการชุมนุมเกินกว่า 5 คน ซึ่งขัดแย้งกับภาวะน้ำท่วมที่ผู้ประสบอุทกภัยต้องไปอยู่รวมกันตามแหล่งพักพิงต่าง ๆ เกินกว่าจำนวนดังกล่าวหลายเท่า และพรรคฝ่ายค้านเก่าแก่แห่งนี้ก็ยังได้แสดงพฤติกรรมขัดขวางการแก้ปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคตนเป็นผู้ดูแลเขตดังกล่าว โดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านทางหลายวิธีการ อาทิ การไม่เปิดประตูระบายน้ำ จนรัฐบาลต้องออกคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าว และการขาดความตื่นตัวในการทำงาน จากการที่ปฏิเสธการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลที่ร้องขอมาทางโทรศัพท์ด้วยเหตุ “เข้านอนแล้ว” เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการที่นายอภิสิทธิ์และครอบครัวเดินทางไปประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นหมู่เกาะบนมหาสมุทรอินเดีย ในช่วงอุทกภัยดังกล่าว เมื่อถูกพรรคเพื่อไทย “จับได้” ก็แก้ตัวว่าไปพบกับประธานาธิบดีของประเทศดังกล่าวเพื่อศึกษาดูงานการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อประธานาธิบดีมัลดีฟส์ออกมาปฏิเสธกรณีดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์ก็อ้างอย่างคนที่ “หมดมุกจะสู้” ว่าไม่อยากตอบโต้ในเรื่องไร้สาระ

และไม่เพียงแต่ช่วงที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยเท่านั้น ในช่วงเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ลิ่วล้อของฝ่ายอำมาตย์ผู้ถืออำนาจเหนือการเมืองก็ยังทำให้การสลายสีของคนในชาติเกิดขึ้นโดยเร็วไม่ได้อยู่ดี ทั้งกรณีรายงานของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของ นปช.ที่ตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ได้กล่าวหาการชุมนุมของ นปช.เมื่อช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 ด้วยสาระอันเป็นเท็จใน 9 กรณีคือ

1.การสั่งการของรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยได้ใส่ร้าย นปช.ว่าขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารในการขอคืนพื้นที่การชุมนุม รวมถึงมีกองกำลังติดอาวุธชุดดำปะปนกับผู้ชุมนุม และมีการวางแผนในการสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร ดังเช่นกรณีพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม ที่มีการใช้เลเซอร์ส่องเป้า

2.กรณีกลุ่มเสื้อหลากสีชุมนุมประท้วง นปช. จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 นปช.ได้ใช้อาวุธสงครามยิงมาจากทิศทางการชุมนุมของตน

3.กรณีอนุสรณ์สถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 ทหารที่เสียชีวิตคือพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละถูกยิงมาจากระยะไกล เนื่องจากไม่พบคราบเขม่าดินปืน และอาจมีการส่องเป้าในลักษณะเดียวกับพันเอกร่มเกล้า

4.กรณีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 มีการคุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้ป่วย เนื่องจากได้มีการชุมนุมหน้าโรงพยาบาล และได้มีการเข้าไปตรวจค้นในโรงพยาบาลด้วย จึงถือเป็นการบุกรุก

5.กรณีการสั่งการของรัฐบาลในการสลายการชุมนุมตั้งแต่ 13-19 พฤษภาคม 2553 รวมถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน เช่น การเผาอาคารต่าง ๆ เห็นว่าเนื่องจากการชุมนุมของ นปช.เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธ รัฐบาลจึงมีความชอบธรรมที่จะเข้าจัดการได้โดยอาศัยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนการเผาอาคารต่าง ๆ ก็เป็นการที่ผู้ชุมนุมละเมิดสิทธิของผู้อื่น

6.การเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2553 เห็นว่า ไม่มีพยานยืนยันว่าทุกรายเสียชีวิต ณ ตำแหน่งใด แต่ถูกเคลื่อนย้ายศพมาไว้ในบริเวณวัด

7.กรณีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รวมถึงการระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุเครือข่าย นปช. เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเหมาะสมแล้วกับสถานการณ์ที่มีความรุนแรง และไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

8.การชุมนุมและการเคลื่อนขบวนของ นปช.รอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ละเมิดสิทธิในร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น และการที่แพทย์และพยาบาลรับเจาะเลือดของผู้ชุมนุม เพื่อนำไปเทที่พรรคประชาธิปัตย์และทำเนียบรัฐบาลนั้น ถือเป็นการกระทำผิดต่อวิชาชีพ และละเมิดสิทธิของผู้อื่น

9.การเสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดจนความรุนแรงต่อสื่อมวลชนในรูปแบบอื่น อันเกิดขึ้นจากการยิงปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ติดอาวุธที่แฝงอยู่ในที่ชุมนุม

ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า สิ่งที่ กสม.กล่าวหา นปช.ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ขัดกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ดังเช่นกรณีกองกำลังชุดดำ ที่ไม่สามารถจับตัวมาลงโทษ หรือแม้กระทั่ง “จับตาย” ได้แม้แต่รายเดียว ทั้งในช่วงการชุมนุม และช่วงหลังการชุมนุมที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครองอำนาจต่อมาอีกประมาณ 1 ปี กรณีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า มีทหารจำนวนหนึ่งใช้อาคารของโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นที่ซ่องสุมกำลังพล เพื่อเตรียมการปราบปรามประชาชน แต่กลับไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำเช่นนี้เลย แต่เมื่อ นปช.ขอเข้าไปตรวจสอบกรณีดังกล่าว ก็กลับถูกกล่าวหา กรณีการเผาอาคารต่าง ๆ ก็มิได้เกิดจากผู้ชุมนุม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ในบริเวณดังกล่าวได้ทั้งหมด และกรณีวัดปทุมวนารามที่มีภาพทหารยิงประชาชนจากรางรถไฟฟ้า โดยเล็งเข้าไปในวัด เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ฝ่ายทหารเองก็ได้ยอมรับไว้ในบทความเรื่อง “ข้อเท็จจริง: บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม พ.ศ.2553” ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 60 ฉบับที่ 3/2554 อันเป็นวารสารของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ว่าการกระทำดังที่ได้กล่าวมานี้ เกิดขึ้นเพราะได้รับ “ไฟเขียว” จากผู้ถืออำนาจรัฐในเวลานั้น

การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนกับรัฐบาลใหม่ในหลาย ๆ กรณี ทั้งการแถลงรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2553 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เจ้าของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ส.ส.ท.มีนายเทพชัย หย่อง น้องชายของนายสุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารสื่อมวลชนในเครือเนชั่น เป็นผู้อำนวยการ โดยเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า ทั้งเครือเนชั่นและ Thai PBS มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ นปช.และพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด เนื่องมาจากกรณีไอทีวีที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้มองว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณต้องการแทรกแซงความเป็นอิสระของไอทีวีผ่านบริษัทของตน ดังเช่นข้อเขียนของนายเทพชัยที่แสดงออกผ่านทางหนังสือ “อวสานไอทีวี” จนสบโอกาสที่ไอทีวีถูกเพิกถอนสัมปทานในปี 2550 รัฐบาลจากการรัฐประหารก็ได้ออกกฎหมายโอนกิจการเดิมของไอทีวีมาจัดตั้งเป็น Thai PBS ในที่สุด ทั้งนี้จะพบว่า สถานีโทรทัศน์แห่งดังกล่าวมีผู้บริหารและพนักงานที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมาก อาทิ นายเทพชัย เป็นผู้อำนวยการ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตผู้บริหารสื่อในเครือผู้จัดการของ พธม. เป็นรองผู้อำนวยการ นายเถกิง สมทรัพย์ อดีตนักบริหารกิจการสื่อผู้ใกล้ชิด ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นรองผู้อำนวยการ ซึ่งต่อมาได้ลาออกไปทำกิจการสื่อมวลชนแห่งอื่น ดังที่จะได้กล่าวต่อไป นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ อดีตบรรณาธิการสื่อในเครือเนชั่น “ลูกน้อง” ผู้ใกล้ชิดนายเทพชัย เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว และนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ (บก.เป๊ปซี่) อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่เคยกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าทุจริตในการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จนถูกฟ้องร้อง เป็นบรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคง และ บก.เป๊ปซี่ผู้นี้ ยังคงมีความแค้นฝังลึกต่ออดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการเรียกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ใน Facebook ของตนเองอย่างไม่ให้เกียรติว่า “ทุศีล ณ ดูไบ” รวมถึงมีการนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จด้วยอคติในหลายกรณี อาทิส่วนหนึ่งของหนังสือ “ผ่านฟ้าถึงราชประสงค์” ที่ระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงนำโลงเปล่าที่ไม่มีศพบรรจุอยู่มาแห่รอบเมือง หลังเหตุการณ์สี่แยกคอกวัว ซึ่งในการอภิปรายรายงานดังกล่าว ส.ส.พรรครัฐบาลหลายคน โดยเฉพาะนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร อดีตผู้สื่อข่าวไอทีวี ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเพิกถอนสัมปทาน ก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินกิจการของ Thai PBS ที่ใช้เงินภาษีสุราและบุหรี่ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่หากสถานีโทรทัศน์ไอทีวียังดำรงอยู่ รัฐจะมีรายได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท จึงเท่ากับรัฐสูญเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับถึงปีละกว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเนื้อหาสาระในการนำเสนอที่จริงบ้างเท็จบ้าง และมีอคติกับฝ่ายประชาธิปไตย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และมีเพียงผลงานที่สำคัญคือ การสร้างอาคารที่ทำการที่ถนนวิภาวดีรังสิต ติดกับสโมสรตำรวจ มูลค่าหลายล้านบาทเท่านั้น จนเป็นที่มาของการตั้งฉายาสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ โดยล้อเลียนกับสัญลักษณ์รูปนกว่า “ช่องนกแสก”

การกล่าวหาสื่อมวลชนที่มีความเป็นกลางและมีอุดมการณ์อย่างหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสดซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ว่าได้รับอามิสสินจ้างจาก e-mail ของนายวิม รุ่งวัฒนจินดา ผู้สมัคร ส.ส.แบบ party list ของพรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้นำเสนอข่าวกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ประการใด เนื่องจากหนังสือพิมพ์ทั้งสองนำเสนอข่าวของทุกพรรคการเมืองและทุกรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน และตรงไปตรงมา ดังเช่นการนำเสนอข่าวการสลายการชุมนุมทางการเมืองของ นปช.จนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดยมีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒนเป็นประธาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า นายแพทย์วิชัยเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้อยู่ตรงข้าม “ระบอบทักษิณ” ผ่านทางการแสดงออกในเวทีต่าง ๆ รวมถึงเป็นผู้เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เมื่อครั้งยังเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาแต่งตั้งนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ กสม. ซึ่งเป็นเพื่อนของตนเองให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย ซึ่งนายแพทย์ชูชัยก็คือประธานคณะทำงานของ กสม.ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐาน ในกรณีการชุมนุมของ นปช. ที่ได้สรุปรายงานกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงดังที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนั่นเอง เมื่อตั้งผู้มีอคติมาตรวจสอบ เหตุไฉนเลยที่เครือมติชนจะไม่ถูกกล่าวหาว่าถูก “ซื้อ” โดยพรรคเพื่อไทยเล่า ทั้งที่หนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับมีผู้เขียนบทความ (columnist) หลายรายที่ไม่เอา “ระบอบทักษิณ” รวมอยู่ด้วย อาทิ นางนงนุช สิงหเดชะ และพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ซึ่งใส่วงเล็บหน้ายศของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณทุกครั้งในบทความของตน เพื่อแสดงให้เห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ไม่เคารพต่อองค์ผู้พระราชทานยศ และด้วยผลการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรมนี้เอง ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ในเครือมติชนทุกฉบับคือ มติชน ข่าวสด และประชาชาติธุรกิจ ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในที่สุด

การแสดงออกอย่างชัดเจนของสื่อมวลชนบางรายว่ายืนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย ดังเช่นกรณีนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมืองจากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ซึ่งสนิทสนมกับนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ เมื่อได้มาสัมภาษณ์นางสาวยิ่งลักษณ์ ในคำถามที่เจ้าตัวไม่ประสงค์จะตอบ จึงได้เดินออกจากกลุ่มนักข่าว แต่นางสาวสมจิตต์ก็กลับตะโกนถามนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างไร้มารยาท แม้สังคมส่วนหนึ่งจะกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์จากการแสดงออกดังกล่าว แต่ก็อยากย้อนถามกลับไปยังบุคคลเหล่านี้ว่า ควรปฏิบัติตนกับสื่อมวลชนอย่างไรจึงจะเหมาะสม พันตำรวจโท ดร.ทักษิณตอบโต้กับสื่อมวลชนคำต่อคำ ก็กล่าวหาว่าคุกคามสื่อ แต่พอน้องสาวคือนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ตอบโต้สื่อมวลชน ก็กลับถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความสำคัญกับสื่อมวลชนเสียนี่ กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งนำโดยนางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำ นปช.เพชรบุรีจึงได้ส่งต่อ (forward) e-mail ที่มีเนื้อหาสาระโจมตีพฤติกรรมการปฏิบัติต่อแหล่งข่าวของผู้สื่อข่าวช่อง 7 รายนี้ไปยังแนวร่วม แต่แทนที่นางสาวสมจิตต์จะสำนึกในการกระทำของตน ก็กลับไปแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวพรทิพย์ ในข้อหาข่มขู่คุกคาม เนื่องจากเห็นว่า คำว่า “เจอหน้าที่ไหนขอให้จัดเต็ม จัดหนัก” ใน e-mail ฉบับดังกล่าว เป็นการปลุกระดมให้คนเสื้อแดงที่พบตนเข้ามาทำร้ายร่างกายตนให้หนัก ๆ แต่มิได้คำนึงว่า ข้อความดังกล่าวสามารถตีความไปได้ในทางอื่นด้วย เช่น อาจจะหมายถึงให้วิจารณ์การทำงานของตนอย่างตรงไปตรงมาและซึ่งหน้าก็ได้ และถือเป็นโชคดีที่เมื่อคดีดังกล่าวถึงชั้นพนักงานอัยการแล้ว ก็มีคำสั่งไม่ฟ้องนางสาวพรทิพย์ และด้วยเหตุนี้ แนวร่วม นปช.อีกส่วนหนึ่งก็ได้เดินทางไปยังช่อง 7 เพื่อวางพวงหรีดประท้วงการทำงานของนางสาวสมจิตต์ และพฤติกรรมชั่วของนางสาวสมจิตต์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ดังจะเห็นได้จากการที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ…. ซึ่งฝ่ายตรงข้ามเกรงกันว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจะได้รับประโยชน์ด้วย นางสาวสมจิตต์จึงได้สัมภาษณ์ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบกรณีดังกล่าวด้วยข้อความที่ว่า รัฐบาลจะบีบบังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้พระราชทานอภัยโทษแก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณใช่หรือไม่ ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิมจึงได้กล่าวว่า “คุณสมจิตต์ คุณกล้ามากนะที่พูดแบบนี้ ผมไม่ได้พูดนะ คุณพูดเองนะ” อันส่อแสดงให้เห็นว่านางสาวสมจิตต์ก็มีสันดานไม่ต่างอะไรเลยจากคนในระบอบอำมาตย์ ที่มักจะ “แยกฟ้าออกจากดิน” เช่นเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ขึ้นพาดหัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่า “ทักษิณบังคับในหลวง” แต่เมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แม้ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจะอายุเกิน 60 ปี และต้องโทษจำคุกไม่ถึง 3 ปีก็ตาม แต่เนื่องจากมิได้ถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถาน จึงมิได้อยู่ในข่ายที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าทั้งนางสาวสมจิตต์และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์จะได้แสดงความรับผิดชอบต่อการนำเสนอที่ขัดกับข้อเท็จจริงของตนเลย

สื่อมวลชนรายต่อมาที่ยืนตรงข้ามฝ่ายประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ก็คือสำนักข่าว T-News ของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (นามสกุลเดิมหนูแก้ว) ซึ่งผลิตรายการโทรทัศน์ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (สทท.) มาตั้งแต่กลางปี 2552 โดยมีนางสาวบุญระดม จิตรดอนและนางสาวจิตดี ศรีดี เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเนื้อหาสาระในรายการดังกล่าว ก็แสดงให้เห็นถึงแนวคิด “ศักดินา ล้าหลัง คลั่งชาติ (และเจ้า) ” ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์กรณีการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ว่าเป็นการกดดันเบื้องสูง การชุมนุมของ นปช.ในฐานะ “ขบวนการล้มเจ้า” และกองกำลังติดอาวุธชุดดำ การยึดทรัพย์พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เนื่องจากได้ประโยชน์ที่ไม่สมควรจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และความสัมพันธ์ระหว่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ กับประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน (สมเด็จฮุนเซน) เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและสมเด็จฮุนเซนว่าเป็นผู้นำที่ “บ้าอำนาจ” ทั้งคู่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ไม่นาน ก็เป็นช่วงเดียวกับที่สัญญาร่วมผลิตรายการดังกล่าวกับ สทท.หมดลงพอดี รายการดังกล่าวจึงมิได้ออกอากาศผ่านโทรทัศน์ของรัฐแห่งนี้อีกต่อไป มีแต่เพียงสถานีโทรทัศน์ T-News TV ของตนเองเท่านั้น เช่นเดียวกับรายการ “คลายปม” และรายการ “ลงเอยอย่างไร” ของ ดร.เจิมศักดิ์ ที่มีเนื้อหาสาระไปในทางเดียวกันกับรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” และออกอากาศทาง สทท.เช่นกัน เมื่อสัญญาร่วมผลิตรายการกับ สทท.หมดลงในช่วงเปลี่ยนรัฐบาล รายการทั้งสองนี้ก็ต้องออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวคือ T-News TV เช่นกัน นอกจากนี้แล้ว รายการวิทยุ “มุมมองของเจิมศักดิ์” ก็ต้องยุติการออกอากาศผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (สวท.) ด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็กลับนำประเด็นนี้ไปกล่าวหารัฐบาลว่าแทรกแซงสื่อมวลชนภาคเอกชนจนได้

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ได้ขึ้นพาดหัวว่า “กูไม่กลัวมึง” และได้นำเสนอการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งที่ทหารชั้นผู้น้อย “แหก” คำสั่งผู้บังคับบัญชา ด้วยการแห่กันไปเลือกพรรคเพื่อไทยอย่างถล่มทลาย กองทัพบกจึงได้ออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยไม่มีใครกล้าออกมากล่าวหากองทัพบกว่า “แทรกแซงสื่อ” เลย และในช่วงเวลาต่อมาเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกจำนวน 3 ลำ ที่ตกในเวลาใกล้เคียงกันบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จนมีนายทหารและผู้สื่อข่าวเสียชีวิตหลายราย เมื่อผู้สื่อข่าวรายหนึ่งได้สอบถามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เกี่ยวกับข้อห่วงใยของสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ แต่ก็กลับถูกพลเอกประยุทธ์เดินออกจากลิฟท์มาชี้หน้าผู้สื่อข่าวรายดังกล่าว แต่ก็ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์พลเอกประยุทธ์ว่า “คุกคามสื่อ” อีกเช่นเดิม

และในช่วงเวลานี้ ก็ปรากฏสื่ออำมาตย์ “น้องใหม่” คือสถานีโทรทัศน์ Blue Sky ซึ่งดำเนินการโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์หลายราย ทั้งอดีตผู้ผลิตรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และเลขานุการส่วนตัวรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังมีแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ร่วมเป็นวิทยากรในหลายรายการอีกด้วย อาทิ นายอภิสิทธิ์ ในรายการ “เช้าวันใหม่กับอภิสิทธิ์” นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. party list และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรายการ “ข้ามขอบฟ้ากับกษิต ภิรมย์” และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนายกษิต ในรายการ “สายล่อฟ้า” แม้จะมีคำ “แก้ตัว” ออกมาจากคนในพรรคประชาธิปัตย์ว่าตนไม่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่ด้วยข้อมูลที่ยกมาข้างต้น ประกอบกับคำพูดของนายสุเทพที่เคยกล่าวไว้ว่า พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งให้แก่พรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยมีสถานีโทรทัศน์และโรงเรียนการเมืองในการปลุกระดมมวลชนมาเป็นฐานเสียง ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ควรจะมีสถานีโทรทัศน์และโรงเรียนการเมืองเพื่อดำเนินการอย่างเดียวกันบ้าง และด้วยชื่อของสถานีดังกล่าว ที่มีความเกี่ยวพันกันกับสีฟ้า อันเป็นสีสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ข้อแก้ตัวของคนในพรรคการเมืองแห่งนี้ ดูไร้ความหมายไปทันที

ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการดำเนินงานของสื่อมวลชนภาครัฐอย่างบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เจ้าของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั้งที่ดำเนินงานเองและผ่านหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (สกอ.) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เครือเนชั่น บริษัท กันตนากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชียเทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย จำกัด เป็นต้น รวมถึงสถานีวิทยุ 62 สถานีทั่วประเทศ สำนักข่าวไทย นอกจากนี้แล้วอสมทก็ยังได้ให้สัมปทานกับภาคเอกชนในการดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกในนามทรู วิชั่นส์ (เดิมชื่อยูบีซี) อีกด้วย โดยนายธีระชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กระทำการแทนกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นกว่าร้อยละ 77 ในอสมท ได้ทำหนังสือถึงอสมทเพื่อขอเปิดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาถอดถอนกรรมการยกคณะ ที่นำโดย ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นที่ทราบกันว่าอิงแอบแนบชิดกับระบบอำมาตย์มายาวนาน รวมถึงกรรมการบางรายอย่างนายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นญาติกับ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว อาจารย์ มสธ.ที่มีบทบาทในการต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตยมาโดยตลอด ดังเช่นการเข้าร่วมกลุ่ม 303 ที่คัดค้านการยุบสภาของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปีที่ผ่านมา ในช่วงการชุมนุมของ นปช.เมื่อปีที่ผ่านมา และนายสุทัศน์ ก้องธรนินทร์ น้องชายของนายสุกิจ ก้องธรนินทร์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และจะได้พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับรายการของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ที่มีเครือเนชั่นร่วมผลิตรายการต่อไป อาทิ รายการ “เข้าข่าวข้น” และรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” ที่ผู้ดำเนินรายการของทั้งสองรายการ โดยเฉพาะนายกนก รัตน์วงศ์สกุล มักจะนำเสนอข่าวอย่างมีอคติต่อฝ่ายประชาธิปไตยและ “เชลียร์” ฝ่ายอำมาตย์อย่างออกนอกหน้า โดยมุ่งเน้นการให้ความเห็นของตนจนเหนือกว่าข้อเท็จจริง จนพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ต้องออกมากล่าวหารัฐบาลว่าใช้อำนาจบริหารไปแทรกแซงรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่นายธีระชัยกระทำการในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้ถือหุ้นในอสมท ซึ่งสามารถรวบรวมคะแนนเสียงให้ได้ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อขอให้บริษัทที่ถือหุ้นอยู่คืออสมท จัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้ มิใช่เป็นการใช้อำนาจรัฐมนตรีสั่งการตามอำเภอใจกับรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

จากข้อมูลเกี่ยวกับสื่อมวลชนที่ได้กล่าวมาทั้งกรณี Thai PBS กรณีมติชน กรณีนางสาวสมจิตต์ กรณี T-News กรณี Blue Sky และกรณีอสมท ก็มีข้อสังเกตที่จะขอกล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้คือ กิจการสื่อมวลชนถือเป็นกิจการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากประชาชนในฐานะผู้บริโภคข่าวสาร จะต้องใช้วิจารณญาณของตนในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หากสื่อมวลชนให้ข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง หรือมุ่งเน้นในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว ก็จะทำให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ในวงกว้างได้โดยง่าย อาทิ ในด้านการเมือง จะเห็นการใช้กำลังเข้าตัดสินปัญหาอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน โดยที่ฝ่ายกระทำมองว่าฝ่ายถูกกระทำเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกับตนไม่ได้ ต้องกำจัดทิ้ง ดังเช่นการ “ล้างสมอง” ทหารรักษาพระองค์เพื่อให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นภัยต่อชาติและราชบัลลังก์ และนำไปสู่การสังหารประชาชนกลางเมืองหลวงเมื่อปี 2552-2553 ในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยอาศัยข่าวลือที่ปราศจากมูลความจริง และนำไปสู่การสร้างราคาอย่างผิดปกติ หรือ “ปั่นหุ้น” ในที่สุด และในด้านสังคม จะเห็นการที่เยาวชนไทยมักใช้ชีวิตเลียนแบบบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคม อาทิ ศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดงต่าง ๆ โดยเฉพาะวิถีชีวิต (lifestyle) ที่มุ่งเน้นความสุขด้านวัตถุ ดังเช่น การเปลี่ยนแฟน หรือคู่รักไปเรื่อย ๆ เนื่องจากได้รับค่านิยมความรักที่เพ้อฝันจากเพลง ภาพยนตร์ หรือนิยายต่าง ๆ การนิยมบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย การเข้าสู่อบายมุข อาทิ ยาเสพติด การพนัน และการเที่ยวกลางคืน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และเอื้อต่อการละเมิดศีลธรรมได้โดยง่าย สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดย่อมแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสื่อมวลชนหรือที่บางรายเรียกว่า “ครูมหาชน” ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น วิชาชีพสื่อมวลชนจึงควรมีการกำกับดูแลให้มีมาตรฐานกว่านี้ มิใช่เพียงแค่การกำกับดูแลกันเอง (self-regulation) ในหมู่สื่อมวลชนแยกตามกลุ่มสื่อคือ หนังสือพิมพ์และวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ดังเช่นในปัจจุบันเท่านั้น โดยอาจพัฒนาให้อยู่ในรูปการจัดตั้งสภาที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ดังเช่นวิชาชีพครู แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด สัตวแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ทนายความ และวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น และการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเหล่านี้ ไม่เพียงแต่มีเฉพาะภาควิชาการเท่านั้น หากแต่ยังมีการทดสอบภาคจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพของตนอีกด้วย จึงเป็นการดีหากวิชาชีพสื่อมวลชนจะได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของวิชาชีพนี้ให้ดียิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน

การขับเคลื่อนของกลไกข้าราชการประจำที่ยึดโยงกับฝ่ายอำมาตย์ ทั้งฝ่ายพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกต่อการที่รัฐบาลโยกย้ายพลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทนนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.คนเดิมที่ถูกย้ายไป “เข้ากรุ” เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ และแต่งตั้งให้พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ที่มีอาวุโสสูงสุดให้เป็น ผบ.ตร.แทนพลตำรวจเอกวิเชียร เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ทั้งฝ่ายการเมืองและสื่อมวลชนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลก็ดาหน้ากันออกมากล่าวหาการโยกย้ายในครั้งนี้ว่าเล่นพรรคเล่นพวกและต้องการล้างแค้นรัฐบาลที่แล้ว เนื่องจากมองว่าพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์เป็นพี่ชายของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ หรือ ณ ป้อมเพ็ชร์ พี่สะใภ้ของนายกรัฐมนตรี อีกทั้งนายถวิลก็เป็นกรรมการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีการจัดทำ “ผังล้มเจ้า” โดยการเชื่อมโยงแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยหลายราย ให้เป็นเครือข่ายของผู้คิดร้ายต่อสถาบันสูงสุดของชาติ และผังนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็น “ตราประทับ” ในการปราบปรามประชาชนเมื่อปี 2553 ดังที่ได้กล่าวมาหลายครั้งแล้ว แต่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมิได้มองเลยว่า พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์เป็นนายตำรวจมือปราบ ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในคดียาเสพติด จึงมีความเหมาะสมต่อการที่จะเลือกใช้มาทำงานดังกล่าว เพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ต่างกับพลตำรวจเอกวิเชียรที่เติบโตมาจากการเป็นตำรวจราชสำนัก จึงขาดความเชี่ยวชาญในงานป้องกันและปราบปราม แต่ในฐานะที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทมาทั้งสาขารัฐประศาสนศาสตร์ กฎหมายเศรษฐกิจ และบริหารธุรกิจ จึงเป็นการเหมาะสมแล้วที่พลตำรวจเอกวิเชียรจะได้เปลี่ยนตำแหน่งงานมาดูแลนโยบายความมั่นคงของชาติในภาพรวมแทนนายถวิล ซึ่งความมั่นคงของชาติ มิใช่มีแต่เฉพาะด้านการเมืองเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย

และฝ่ายทหาร ที่ได้มีการใช้คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งออกโดยสภาของคณะรัฐประหาร ที่กำหนดให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ คือกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวม 5 หน่วยงาน ให้กระทำโดยการเสนอชื่อของผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้น ๆ ต่อคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน และมีผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานทั้งห้าร่วมเป็นกรรมการ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมที่มีต่อกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเป็นการ “วางยา” ให้ฝ่ายการเมืองที่มีได้สูงสุดเพียง 2 เสียงในคณะกรรมการดังกล่าว หากมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย แต่หากไม่มีดังเช่นปัจจุบันก็จะมีเพียงเสียงเดียว ยอม “หงอ” ต่อฝ่ายทหารที่มีคะแนนเสียงถึง 5 เสียง เพื่อให้ฝ่ายทหารสามารถจัดวางคนของตนในตำแหน่งสำคัญ ๆ อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจฝ่ายการเมือง และความรู้สึกของประชาชน เนื่องจากนายทหารหลายรายที่ “ได้ดิบได้ดี” ในชั้นยศนายพล ก็ด้วยความสามารถในการรังแกคนในชาติเดียวกัน เพียงเพื่อเอาใจอำนาจเหนือการเมืองเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การทำงานระหว่างฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และฝ่ายทหาร ในฐานะผู้ปฏิบัติเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น ตราบใดที่ฝ่ายทหารยังคงทำตัวเป็น “กล้ามเนื้อนอกบังคับ” ของรัฐบาลพลเรือน แต่ทำตัวเป็น “สุนัขรับใช้ที่จงรักภักดี” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองดังเช่นในปัจจุบัน รัฐบาลจึงสมควรที่จะแก้ไขกฎหมายเผด็จการฉบับนี้ เพื่อเอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถ “วางคนให้ถูกงาน” (put the right man on the right job) ได้กับข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน โดยไม่จำต้องสนใจต่อการคัดค้านของ “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” ของระบอบอำมาตย์ อย่างนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แห่งเครือข่าย “สลิ่มหลากสี” ที่เคยกล่าวไว้ว่า หากรัฐบาลจะโยกย้ายข้าราชการพลเรือนใด ๆ อาทิ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถทำได้โดยเสรี แต่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการทหาร ทั้งที่ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนต่างก็เป็นผู้กินเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น จึงควรตอบสนองต่อการทำงานให้กับประชาชน และรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ควรมองประชาชนในชาติเดียวกันเป็นอริราชศัตรู ดังเช่นที่นายแพทย์ตุลย์ ในฐานะสูตินรีแพทย์ที่มีหน้าที่ในการให้กำเนิดชีวิตใหม่ แต่กลับ “ให้ท้าย” กลุ่มบุคคลที่ชอบทำลายชีวิตคนในชาติเดียวกันอย่างน่ารังเกียจ

ความพยายามในการขัดขวางเสรีภาพของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในการเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ โดยยกข้ออ้างการเป็น “นักโทษหนีคดี” ที่ต้องเดินทางมารับโทษในประเทศเสียก่อน จนเลยเถิดไปถึงการปล่อยข่าวที่ว่า องค์การตำรวจสากล (International Criminal Police Organization: ICPO หรือ Interpol) ออก “หมายแดง” จับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วยข้อหาเพียงอนุญาตให้ภรรยาซื้อที่ดินเท่านั้น ทั้งที่ข้อหาที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้รับนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากตั้งขึ้นโดยพนักงานสอบสวนที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร และมีอคติชิงชังรังเกียจกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง จนขาดความเป็นกลางในการดำเนินคดี คดีดังกล่าวจึงถือเป็น “ผลไม้” อันเกิดมาจาก “ต้นไม้พิษ” จึงมีพิษตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และคดีความในลักษณะนี้ Interpol ก็ไม่อาจดำเนินการออกหมายแดงให้ได้ ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา

โดยการขัดขวางดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลคืนหนังสือเดินทางการทูต (เล่มสีแดง) ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ หลังจากที่รัฐบาลที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์ได้เพิกถอนไป เนื่องจากรัฐบาลนี้เห็นว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เป็นผู้ทำคุณงามความดีต่อประเทศชาติ และถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งจากกรณีดังกล่าวและกรณีอื่น ๆ ที่ได้กล่าวถึงมาหลายครั้ง ซึ่งประเทศแรกที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้เดินทางไปภายหลังจากที่รัฐบาลจัดตั้งได้ไม่นานในช่วงเดือนสิงหาคม 2554 ก็คือ ญี่ปุ่น โดยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลายสำนัก เกี่ยวกับชัยชนะของพรรคเพื่อไทย และได้มีสื่อมวลชนไทยส่วนหนึ่งเดินทางไปทำรายการสัมภาษณ์พิเศษด้วย เพื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นเกิดมากว่า 5 ปี และถูกยัดเยียดความอยุติธรรม แต่แล้วฝ่ายการเมืองสมุนอำมาตย์อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคง “หาเรื่อง” รัฐบาลอย่างไม่หยุดหย่อน โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลยอมให้ “โจร” เดินทางได้โดยเสรีไม่มีการจับกุมคุมขัง และจะดำเนินคดีกับบุคคลในรัฐบาลที่กระทำการดังกล่าว ทั้งที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่รังแกอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้และประชาชนไทยต่างหากเล่า ที่สมควรจะถูกตราหน้าว่าเป็น “โจร” ปล้นชาติปล้นแผ่นดินที่แท้จริง

ประเทศต่อไปที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้เดินทางไปก็คือ กัมพูชา เพื่อไปบรรยายแนวคิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2554 ในฐานะที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสมเด็จฮุนเซน จึงหวังที่จะใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้ ฟื้นฟูความรู้สึกของทั้งสองชาติในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน มิใช่ศัตรูที่ต้องล้างผลาญราวีกันดังเช่นที่ฝ่ายอำมาตย์ไทยมองกัมพูชาอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากการถอนกำลังทหารออกจากบริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) แม้จะไม่ได้เป็นไปตามที่กัมพูชาร้องขอทั้งหมด แต่นี่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (win-win situation) โดยแท้ สัญญาณต่อมาก็คือการที่ นปช.จัดการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพระหว่างแกนนำ นปช.และนักการเมืองฝ่ายไทย และนักการเมืองฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 โดยคละผู้เล่นทั้งสองชาติในทีมเดียวกัน เนื่องจากมิได้หวังผลแพ้ชนะ แต่หวังจะสร้างสัมพันธภาพที่ดีของทั้งสองชาติ และเพื่อหวังสร้างความปรองดองในชาติ เพื่อปูทางไปสู่การนำนักโทษชาวไทยอย่างนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกคุมขังอยู่ที่กัมพูชากลับสู่ประเทศไทย แม้จะยังไม่พ้นโทษ แต่ก็อาจใช้วิธีการแลกเปลี่ยนนักโทษกับนักโทษชาวกัมพูชาที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศไทยก็ได้ และโดยไม่คำนึงว่านักโทษทั้งสองมีอคติต่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไร เพราะแม้แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็น “มหามิตร” ของบุคคลทั้งสอง และ พธม. ก็ยังไม่อาจดำเนินการใด ๆ ให้ได้รับอิสรภาพเลย จนพรรคประชาธิปัตย์กับ พธม.ต้องกลายมาเป็น “โคตรศัตรู” กันในเวลาต่อมา และก็ยังปรากฏหลักฐานในเวลาต่อมาว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แสดงพฤติกรรมเห็นแก่ตัวต่อกัมพูชาโดยแท้ ดังจะเห็นได้จากการที่นายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผู้ดูแลองค์การปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา (Cambodian National Petroleum Authority: CNPA) ได้ออกมา “แฉ” การกระทำของรัฐบาลที่แล้วว่า นายสุเทพในฐานะรองนายกรัฐมนตรีไทย ได้แอบไปเจรจาลับกับผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชาถึง 3 ครั้ง ที่ประเทศจีน 2 ครั้ง และอีกครั้งหนึ่งนายสุเทพถึงขั้นไป “ดักรอ” สมเด็จฮุนเซนที่บ้านพักเลย เพื่อหวังให้บริษัทพลังงานบางแห่ง ที่มีความใกล้ชิดกับฝ่ายอำมาตย์ แทนที่จะเป็นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ของรัฐบาลไทย เข้าร่วมทุนกับ CNPA ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตรของประเทศทั้งสอง

ส่วนความไม่ชอบมาพากลที่ฝ่ายอำมาตย์ก่อไว้ในแผ่นดินไทย ระหว่างที่ยังปกครองประเทศนั้น ซึ่งปรากฏผลขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า “น้ำลดตอผุด” ที่ควรกล่าวถึงก็คือ การที่มีโจรกลุ่มหนึ่งเข้าไปปล้นบ้านพักของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม โดยได้เงินสดไป 18 ล้านบาท จากที่เก็บไว้หลายร้อยล้านบาท แต่นายสุพจน์กลับให้การขัดแย้งกันว่า เงินที่มีอยู่ในบ้านของตนมิได้มากมายขนาดนั้น หากแต่เป็นเงินที่ได้มาจากสินสอดและเงินช่วยงานสมรสของบุตรสาว ท่ามกลางข้อกังขาคาใจของคนในสังคมที่ว่า นายสุพจน์เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ “ได้ดิบได้ดี” ในสมัยที่พรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบควบคุมกระทรวงดังกล่าวอยู่ โดยนายสุพจน์เริ่มต้นชีวิตราชการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กรมชลประทาน ต่อมาได้โอนย้ายมาอยู่กระทรวงคมนาคม และเติบโตจนถึงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และได้ก้าวสู่ตำแหน่ง “เบอร์ 1” ของข้าราชการประจำในกระทรวงคมนาคมในยุคดังกล่าว ซึ่งขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงคมนาคม ที่ปลัดกระทรวงมักจะมาจากอธิบดีกรมทางหลวง เนื่องจากเป็นกรมใหญ่ที่สุดในกระทรวงนี้ ดังเช่นกรณีปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เป็นทหารบกอย่างต่อเนื่องกว่าสิบปี เหตุเพราะกองทัพบกเป็นเหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุดในกองทัพไทยเช่นกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่ากระทรวงดังกล่าวรับผิดชอบงานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ คิดเป็นมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านบาท และก็เป็นที่ทราบกันดีว่า พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินงานโครงการต่าง ๆ เกี่ยวกับกระทรวงนี้ในหลายเรื่อง อาทิ โครงการรถเมล์พลังงานก๊าซ NGV ที่เสนอให้เช่าจากเอกชนแทนการซื้อ แต่ค่าเช่ากลับมีราคาแพงกว่าราคาซื้อถึงกว่า 4 เท่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่มีบริษัทของครอบครัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และโครงการ “ถนนไร้ฝุ่น” แต่ไม่ไร้หลุมบ่อ ด้วยข้อครหาเรื่องการทุจริตในทุกกรณีดังที่ได้กล่าวมา (และอาจมีกรณีอื่น ๆ อีก) ทำให้เชื่อกันว่า แกนนำระดับสูงของพรรคภูมิใจไทยน่าจะได้รับผลประโยชน์แบบ “เนื้อ ๆ ” จากทรัพย์สินของแผ่นดินเหล่านี้อย่างแน่นอน และย่อมต้องมีข้าราชการประจำระดับสูงที่ “รู้เห็นเป็นใจ” กับกรณีดังกล่าว ได้รับ “เศษเนื้อข้างเขียง” หรือส่วนแบ่งจากเงินดังกล่าวด้วย และเมื่อความไม่ชอบมาพากลในทรัพย์สินของข้าราชการประจำเกิดขึ้นเช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องน่าดีใจที่คณะรัฐมนตรีมีมติย้ายนายสุพจน์ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และตั้งนายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ รองปลัดกระทรวงคมนาคม รักษาราชการในตำแหน่งดังกล่าวแทน พร้อมทั้งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนคู่ขนานไปกับการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้ตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สินของนายสุพจน์ ที่ได้ยื่นไว้ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และกรรมการรัฐวิสาหกิจ แล้วพบว่ามีความขัดแย้งกับที่ปรากฏในบ้านของตน

แต่แล้วฝ่ายอำมาตย์ก็ “ออกลาย” ใส่ร้ายคนในรัฐบาลเสียจนได้ จากกรณีที่นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้เชิญร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม รองนายกรัฐมนตรีไปให้ปากคำในเรื่องนี้ต่อคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่าร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม “จัดฉาก” ในคดีปล้นบ้านนายสุพจน์ แต่มิได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องทรัพย์สินของนายสุพจน์เลยแม้แต่น้อย ซึ่งขัดต่อชื่อของกรรมาธิการชุดนี้โดยสิ้นเชิง หรือเพราะนางสาวรสนามองว่า นายสุพจน์ไม่ใช่คนใน “ระบอบทักษิณ” จึงไม่คิดจะติดตามตรวจสอบ

และ “น้ำลดตอผุด” อีกกรณีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาและพรรคประชาธิปัตย์ที่สมควรกล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้ก็คือ การทุจริตในการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (closed circuit television: CCTV) ของกรุงเทพมหานคร จากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ทางอินเทอร์เน็ตเรื่องการติดตั้งกล้องดังกล่าวที่มีเพียง “กล่อง” เท่านั้น ไม่มี “กล้อง” บรรจุอยู่ และพรรคเพื่อไทยก็ได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาขยายผล ด้วยการร้องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว และได้พบข้อพิรุธหลายประการ อาทิ กล่องที่ไม่มีกล้องบรรจุ (dummy) มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ราคาจัดซื้อเท่ากับราคากล้องจริง โดยอ้างว่าเป็นหลัก “จิตวิทยาอาชญากรรม” เพื่อตบตาให้ผู้ร้ายเกรงกลัวหากมีการบันทึกภาพการกระทำความผิดของตน รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็มีราคาสูงเกินจริง อาทิ สายใยแก้วนำแสง (fiber optic) เป็นต้น แต่แทนที่กรุงเทพมหานครจะออกมารับผิดชอบและติดตั้งกล้องจริงให้ครบถ้วน แต่ ดร.ธีระชน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็กลับขู่ที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวและคนในพรรคเพื่อไทยเสียนี่

และด้วยกรณีของนายสุพจน์และกรณี CCTV ที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า “น้ำลดตอผุด” นี่เอง ที่เชื่อว่าอีกไม่นาน “ตอ” อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริตในรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งโดยนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์เองและพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ก็จะปรากฏสู่สายตาสาธารณชนเช่นกัน อาทิ การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขที่มีราคาสูงผิดปกติและเกินความจำเป็น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม การจัดการศึกษาอย่างไม่มีคุณภาพ การซื้อกิจการโทรศัพท์มือถืออย่างมีเงื่อนงำ เป็นต้น และขอถือโอกาสนี้สาปแช่งผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตในกรณีต่าง ๆ ทั้งที่กล่าวถึงและไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ ให้มีแต่ความวิบัติฉิบหาย ทั้งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบาย และข้าราชการประจำผู้รู้เห็นเป็นใจในการปฏิบัติการอันชั่วร้ายต่อทรัพย์สินของชาติ จนกว่าจะได้สำนึกผิดด้วยการชดใช้ความผิดของตนเองให้สาสม และชดใช้ความเสียหายคืนต่อแผ่นดิน

และอีกสิ่งหนึ่งที่อำนาจเหนือการเมืองรังแกฝ่ายประชาชนอย่างไม่น่าให้อภัยก็คือ การขัดขวางกระบวนการสร้างความเป็นธรรมในชาติ อันเป็นบันไดก้าวแรกสู่ความปรองดอง ทั้งกรณีการดำเนินคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรมทั้งในเนื้อหาและในการบังคับใช้ จากการกำหนดอัตราโทษที่สูงเกินเหตุ การไม่กำหนดเหตุยกเว้นโทษและเหตุยกเว้นความผิด และการเปิดโอกาสให้บุคคลใด ๆ ก็ได้สามารถริเริ่มการดำเนินคดีดังกล่าว จนนำไปสู่การกลั่นแกล้งรังแกทางการเมืองมากมายเป็นประวัติการณ์ในสังคมปัจจุบัน แต่คนในเครือข่ายอำมาตย์กลับไม่เคยได้รับโทษจากกฎหมายนี้เลย มีเฉพาะฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น โดยมีทั้งการดำเนินคดีเพิ่มเติมกับผู้ต้องหารายใหม่ ดังเช่นกรณีนายนรเวศย์ ยศปิยะเสถียร บัณฑิตใหม่จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลในสังคมไทยในหลายกรณีผ่านทาง http://www.dek-d.com โดยมองว่าฝ่ายอำมาตย์ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้คิดว่าตนเองเป็น “เจ้าของประเทศไทยตัวจริง” หรืออย่างไร แต่ความจริงที่นายนรเวศย์นำมาตีแผ่ก็กลับทำให้บัณฑิตใหม่ผู้นี้ถูกดำเนินคดีเสียได้

และยังมีการพิจารณาพิพากษาคดีของจำเลยรายเดิมในชั้นศาลอีก 3 รายคือ กรณีนายอำพล ตั้งนพกุล (อากง) ที่ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ (short messaging service: SMS) ที่มีเนื้อหาจาบจ้วงบุคคลระดับสูงไปยังเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีในช่วงที่มีการปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 จำนวน 4 ครั้ง โดยศาลอาญาได้พิพากษาจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 20 ปี ท่ามกลางข้อสงสัยมากมายในสังคมจากกรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการที่อากงส่ง SMS ไม่เป็นแต่กลับถูกดำเนินคดีได้ และหากอากงส่ง SMS เป็น แล้วอากงทราบหมายเลขโทรศัพท์ของเลขานุการนายอภิสิทธิ์ได้อย่างไร และในสำนวนการพิจารณาคดีก็ยังปรากฏข้อพิรุธอีกด้วย อาทิ การที่อ้างว่ามีหลักฐานจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งว่าหมายเลขของอากงเป็นผู้ส่ง SMS จริง ทั้งที่อากงมิได้ใช้โทรศัพท์มือถือของบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด และที่อ้างว่าหมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์ (International Mobile Equipment Identity: IMEI) ที่มีการส่ง SMS ดังกล่าวตรงกับ IMEI ของโทรศัพท์มือถือของอากง ทั้งที่หมายเลข IMEI ที่ยกขึ้นอ้างนั้นไม่ครบถ้วนพอที่จะเชื่อตามนั้นได้ แต่แล้วศาลก็พิพากษาโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเท็จดังกล่าวนี้เสียได้ และยังปรากฏร่องรอยการรังแกอากงโดยกระบวนการยุติธรรมขึ้นอีก จากบทความเรื่อง “อากงปลงไม่ตก” ที่นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรมเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน โดยบทความดังกล่าวมีสาระสำคัญอันขัดต่อข้อเท็จจริงทั้งสิ้น โดยมีประเด็นแรกคือ ศาลจะใช้กฎหมายที่รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น ทั้งที่กฎหมายที่ใช้พิจารณาพิพากษาคดีอากง คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นั้น ล้วนแล้วแต่ออกใช้โดยคณะรัฐประหาร ที่มาจากการปล้นอำนาจของประชาชน นายสิทธิศักดิ์ในฐานะผู้พิพากษาคนหนึ่ง ที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมายอยู่ตลอดเวลา เพื่อใช้ประกอบการทำงานของตน จะไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เลยหรือ ประเด็นต่อมาคือ การที่อากงอายุ 61 ปี แต่ก็มิได้แก่ชราถึงขนาดที่ช่วยเหลือตนเองมิได้ ศาลจึงลงโทษจำคุกเพียงกระทงละ 5 ปี มิได้ลงโทษเต็มที่ตามกฎหมายดังกล่าวที่กระทงละ 15 ปี ทั้งที่อากงก็มีโรคประจำตัวที่ต้องเข้ารับการตรวจรักษาอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีบุตรหลานอยู่ในความดูแลอีกจำนวนมาก เมื่อขอประกันตัวเพื่อออกมาสู้คดีนอกเรือนจำ ศาลก็ปฏิเสธทุกครั้ง ด้วยข้ออ้างอัตราโทษสูง เกรงการหลบหนี แต่ด้วยโรคประจำตัวและภาระทางครอบครัวที่กล่าวมา ไฉนเลยที่อากงจะหลบหนีได้เล่า และประเด็นสุดท้ายที่นายสิทธิศักดิ์แสดงความคิดเห็นไว้ก็คือ คดีความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชั้นสูงนี้ ควรลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สังคม เพื่อให้ผู้มีสันดานเป็นผู้คิดร้ายต่อสถาบันดังกล่าวได้หลาบจำ และเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่บุคคลทั่วไป ในการปกปักรักษาสถาบันนี้ และในฐานะที่สถาบันกษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมไทย แตกต่างจากในสังคมอื่น ๆ จึงสมควรแล้วหรือที่จะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่อากงมิได้เป็นผู้กระทำความผิด แต่ถูก “ยัดเยียด” ให้เป็นผู้ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และในทางกลับกัน ยังปรากฏหลักฐานด้วยว่า อากงเคยพาบุตรหลานไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อยู่หลายครั้ง รวมถึงกฎหมายดังกล่าวก็มีความผิดปกติในเนื้อหาและการบังคับใช้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คนเป็นผู้พิพากษาอย่างนายสิทธิศักดิ์ไม่รู้สึกรู้สาอะไรบ้างหรือกับการใช้กฎหมายแบบนี้ และการพิจารณาพิพากษาคดีโดยใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จและมีข้อสงสัยอย่างเช่นคดีอากง แทนที่จะยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยนี้ให้แก่อากง และด้วยความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับอากงนี้เอง ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหว “ก้าวข้ามความกลัว” นำโดย ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ แห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ ที่ได้จัดกิจกรรม “ฝ่ามืออากง” โดยให้ผู้ร่วมกิจกรรมเขียนคำว่า “อากง” ไว้ที่ฝ่ามือของตนแล้วถ่ายภาพส่งขึ้น (upload) Facebook ของโครงการดังกล่าว เพื่อแสดงออกถึงความไม่กลัวเกรงต่ออำนาจที่ครอบงำกระบวนการนี้อยู่

กรณีถัดไปในการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาพิพากษาคดีก็คือการที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 15 ปี นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ที่ได้ปราศรัยเกี่ยวกับผลกระทบของระบอบอำมาตย์ต่อสถาบันกษัตริย์เมื่อปี 2551 และถูกคุมขังหลังจากปราศรัยเสร็จได้ไม่นาน โดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเลย แม้จะมีอาการเจ็บป่วย ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับอากง ท่ามกลางข้อครหาจากสังคมว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. ที่ได้นำคำกล่าวของดา ตอร์ปิโดมากล่าวซ้ำ แต่ไม่เคยถูกจำคุกเลย หรือเพราะนายสนธิมักจะอิงแอบแนบชิด โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสถาบันดังกล่าว

และอีกกรณีหนึ่งที่มีการพิพากษาผู้ต้องโทษในคดีดังกล่าวก็คือ การที่นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ หรือที่ใช้นามปากกาว่า “โจ กอร์ดอน” ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายอเมริกัน ที่ได้เดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาตัว แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปดำเนินคดี เนื่องจากแปลหนังสือ “The King Never Smiles” อันเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์บุคคลในสถาบันกษัตริย์ของไทยเชิงลึก จนสื่อในเครือข่าย พธม.ต้องตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือเล่มดังกล่าวน่าจะมีชาวไทยเป็นผู้เขียน แต่แอบอ้างชื่อนักวิชาการชาวอเมริกัน เนื่องจากมีเนื้อหาสาระที่ “เจาะลึก” มากเกินกว่าที่คนต่างชาติจะล่วงรู้ได้ง่าย และโจ กอร์ดอน ก็ไม่เคยได้รับสิทธิในการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดีเช่นกัน จนถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือน และนำไปสู่การที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินคดีดังกล่าว โดยแม้ว่าทางการสหรัฐอเมริกาจะเคารพสถาบันกษัตริย์ของไทยก็ตาม แต่ก็มองว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม จนนายแพทย์ตุลย์ และกลุ่มสลิ่มหลากสีในฐานะ “ลูกสมุน” คนหนึ่งของระบอบอำมาตย์ผู้ถือครองอำนาจเหนือการเมือง ต้องออกมาตอบโต้ทางการสหรัฐอเมริกาในกรณีดังกล่าว ทั้งที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “โคตรพ่อโคตรแม่” ของกลุ่มสลิ่มหลากสี ก็เคยเดินตามก้น “พญาอินทรี” หรือสหรัฐอเมริกามาแล้ว เนื่องจากเกรงภยันตรายที่จะมาถึงตน หากระบอบคอมมิวนิสต์หยั่งรากในประเทศไทยได้สำเร็จ แต่วันนี้เมื่อพญาอินทรีจะ “บินหนี” จากฝ่ายอำมาตย์มาถือหางฝ่ายประชาธิปไตย ดังเช่นรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ นายแพทย์ตุลย์ก็กลับเป็นตัวแทนของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองออกมา “กระฟัดกระเฟียด” แทนนายของตนเสียนี่

และด้วยกรณีความไม่ชอบธรรมของมาตรา 112 ดังที่ได้กล่าวมานี้เอง ที่คณะนิติราษฎร์ อันเป็นคณะนักวิชาการยุคใหม่ที่สอนวิชากฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และนักวิชาการ และนักคิด นักเขียนแนวร่วมอื่น ๆ ได้เตรียมการที่จะจัดตั้ง “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก.112) ในวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่อรวบรวมรายชื่อของประชาชนในการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต่อรัฐสภา พร้อมทั้งท้าให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาแสดงความคิดเห็นในเชิงโต้วาที (debate) กับตน แต่ยังไม่ทันที่การดำเนินการดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ลูกสมุนของฝ่ายอำมาตย์อีกรายอย่างพลเอกประยุทธ์ ผบ.ทบ. ก็ออกมา “คำราม” ใส่กลุ่มนักวิชาการกลุ่มนี้ถึง 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการไล่ผู้ที่คิดว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรมให้ไปอยู่นอกประเทศ เนื่องจากสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง จึงไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง พร้อมทั้งกล่าวหาว่านักวิชาการเหล่านี้ไม่ซึมซับในพระราชกรณียกิจและความผูกพันของสถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย เพราะคิดในแง่สิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว รวมถึงคำกล่าวเชิงเปรียบเทียบที่ว่า หากบิดามารดาของคนพวกนี้เจ็บไข้ได้ป่วย แล้วมีคนไปยืนด่า จะพอใจหรือไม่ และไม่ควรนำทหารไปยุ่งเกี่ยวกับทุกเรื่อง ทั้งที่สิ่งที่พลเอกประยุทธ์กล่าวมาเป็นการที่ทหารในฐานะสมุนอำมาตย์เข้ามายุ่งเกี่ยว หรือถ้าจะพูดให้สุภาพก็คือ “เสือก” กับสิทธิมนุษยชนในการแสดงออกทางวิชาการมากเกินไปแล้ว เพราะนี่มิใช่การด่าบุคคลในสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด หากแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเพื่อให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่ “เหนือ” การเมืองในความหมายที่ว่า “ปลอดพ้นไปจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง” มิใช่ “เหนือ” การเมืองในความหมายที่ว่า “ครอบงำ ควบคุม สั่งการ และดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ทุกอย่าง” ดังที่เป็นข้อกล่าวหาในสังคมอยู่ ณ ปัจจุบัน และทั้งที่พลเอกประยุทธ์ออกมาคัดค้านการดำเนินการของคณะนิติราษฎร์และ ครก.112 ดังที่ได้กล่าวมา ก็เพียงแค่ผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น แต่กลับ “ขี้ขลาด” ที่จะไป debate แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่าง “ตัวต่อตัว” กับคณะของ ดร.วรเจตน์เสียได้ และเชื่อว่าคนส่วนหนึ่งในสังคมก็คงจะ “ขี้ขลาด” กับความจริงที่ปรากฏอยู่ในสังคมดังเช่นพลเอกประยุทธ์อย่างแน่แท้ ดังเช่นการแสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตให้ร้ายโจมตีคณะนิติราษฎร์และผู้เกี่ยวข้องอย่างรุนแรง ทั้งที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ในการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

กรณีต่อไปที่สุนัขรับใช้ของฝ่ายอำมาตย์ดูหมิ่นดูแคลนประชาชน โดยเฉพาะหญิงชาวเหนืออย่างไม่น่าให้อภัยอีกเช่นกันก็คือ การที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตร อดีตผู้ต้องโทษคดี “แชร์ชาร์เตอร์” ที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศหลายปี และเคยออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เมื่อปี 2547 ก่อนการกำเนิดของ พธม.มาแล้ว ที่ได้แสดงทรรศนะชิงชังนายกรัฐมนตรีหญิงท่านนี้ผ่านทาง Facebook ของตนเองโดยใช้คำกล่าวเปรียบเทียบว่า หญิงชาวเหนือไม่มีความสามารถในการบริหาร มีเพียงความสามารถในการขายบริการทางเพศเท่านั้น คำกล่าวของนายเอกยุทธนี้ถือได้ว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นสตรีเพศ อันเป็นเพศเดียวกับมารดาผู้ให้กำเนิดของตนอย่างเลวทรามต่ำช้าที่สุด โดยใช้เรื่องเพศมาเป็นตัวตัดสิน จึงถูก “ตอบโต้” อย่างรุนแรงจากทั้งฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย เครือข่าย “เสียงสตรี” อันเป็นกลุ่ม “ผู้หญิงเสื้อแดง” ที่มีนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ เป็นแกนนำ และนักเขียนแนวสตรีนิยม (feminist) อย่างนางสาวลักขณา ปันวิชัย เจ้าของนามปากกา “คำ ผกา” เช่นเดียวกับการที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นำคำว่า “เอาอยู่” ที่นายกรัฐมนตรีใช้ในการแสดงความมั่นใจในการรับมือกับสภาวะน้ำท่วมมาล้อเลียนในทางเพศ ที่ก็สะท้อนให้เห็นถึง “สันดานดิบ” ของสมุนบริวารอำมาตย์ที่หมกมุ่นกับเรื่อง “ใต้สะดือ” หรือเรื่องทางเพศจนถึงขั้นหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมือง

อีกเรื่องหนึ่งที่ฝ่ายอำมาตย์ผู้ถืออำนาจเหนือการเมืองพยายามที่จะสั่นคลอนรัฐบาลใหม่ชุดนี้ก็คือ การพยายามทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของฝ่ายตน จากการที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อส่งเสริมความปรองดองและฟื้นฟูหลักนิติธรรมของชาติ อันได้แก่คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ (ป.คอป.) เพื่อดำเนินการแปลงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งตั้งไว้ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้เป็นการปฏิบัติ โดยข้อเสนอหลัก ๆ ที่ คอป.ได้เสนอต่อรัฐบาลก็มีทั้งการย้ายนักโทษทางการเมืองไปยังสถานที่คุมขังโดยเฉพาะ เนื่องจากผู้ต้องโทษเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างไปจากผู้ต้องโทษประเภทอื่น หากคุมขังรวมกันก็อาจเกิดผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ง่าย การจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทั้งผู้เสียชีวิต และผู้พิการทุพพลภาพและการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกต่อไป ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมดำเนินการตามสองข้อเสนอแรกแล้ว ด้วยการจัดโรงเรียนพลตำรวจแห่งเดิมที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ไว้ให้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษการเมืองแทนเรือนจำต่าง ๆ ที่ถูกคุมขังอยู่เดิม และมีกำหนดที่จะส่งตัวนักโทษเหล่านี้เข้ามาคุมขังในปลายปีนี้ แต่ด้วยปัญหาอุทกภัยที่เพิ่งยุติลงไป จึงต้องเลื่อนกำหนดส่งตัวนักโทษเป็นต้นปี 2555 แทน รวมถึงได้เตรียมร่างหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองด้วยเช่นกัน ส่วนการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ยังมิได้ดำเนินการในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลต้องการทำงานเพื่อบ้านเมืองให้เต็มที่เสียก่อน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปแก้ปัญหาการเมือง และคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งก็คือ คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ซึ่งมี ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ทางกฎหมายอีกรายหนึ่งเป็นประธาน เพื่อผดุงหลักนิติธรรมและส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาคและคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็ได้โจมตีการดำเนินการของรัฐบาลผ่านคณะกรรมการทั้งสองในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาการตั้งเรือนจำสำหรับนักโทษการเมืองว่าเป็นการเตรียมการให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและนักโทษการเมืองเหล่านี้ได้มา “เสวยสุข” ยิ่งกว่านักโทษปกติ ทั้งที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ก็มิได้มีสภาพต่างไปจากเรือนจำอื่น ๆ เลย การกล่าวหาการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองว่าเป็นการ “ปูนบำเหน็จ” ให้กับพรรคพวกของรัฐบาลที่ “เผาบ้านเผาเมือง” จนได้ดี โดยไม่เกรงใจผู้เสียภาษีเลย ทั้งที่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บบางรายก็เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร หรือเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาลปัจจุบันด้วยซ้ำ ดังเช่นกรณีพันเอกร่มเกล้า และกรณี “สลิ่มหลากสี” ที่นายแพทย์ตุลย์นำไปประท้วงคนเสื้อแดง การคัดค้านการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และการต่อต้าน คอ.นธ. เนื่องจากมองว่า ดร.อุกฤษเป็นคนในระบอบทักษิณ แต่กลับไม่มองเลยว่า ภรรยาของ ดร.อุกฤษเป็นคนที่ทำงานรับใช้บุคคลระดับสูงที่ถูกพวกตน “เสี้ยม” ให้อยู่ตรงข้ามกับประชาชน

แต่ถึงกระนั้นแล้ว รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องก็ยืนยันที่จะทำให้ความจริงในการปราบปรามประชาชนปรากฏขึ้นให้จงได้ ทั้งจากการที่แกนนำคนเสื้อแดงหลายรายที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศทยอยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในคดีความที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเห็นว่า บรรยากาศแห่งความปรองดองได้มาถึงพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นฝ่ายตนแล้ว ซึ่งมีทั้งกรณีที่นางดารุณี กฤตบุญญาลัย ที่ได้เข้ามอบตัวต่อสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ตามด้วยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีต กสม. ที่ได้เข้ามอบตัวต่อสถานีตำรวจเดียวกันในอีก 2 วันต่อมา และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่ได้เข้ามอบตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 แม้จะถูกนำตัวไปควบคุมไว้ในเรือนจำถึง 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกมา และถูกอายัดตัวไปพิจารณาอีกคดีหนึ่งที่นายศิริโชคเป็นผู้ฟ้องร้องที่ศาลจังหวัดสงขลา แต่ก็ยังนับเป็นโชคดีที่นายอริสมันต์สามารถ “รอดพ้น” จากการคุกคามของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่เตรียมวางแผนกำจัดตนเองได้ จนได้เข้าพิธีอุปสมบทในเวลาต่อมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรชนประชาธิปไตยทุกราย การประกาศสละเอกสิทธิ์ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 9 คนที่เป็นแกนนำและแนวร่วม นปช.คือ นายจตุพร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายพายัพ ปั้นเกตุ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.party list นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร และจ่าสิบตำรวจประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ เพื่อยินยอมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของ DSI ในสมัยประชุม แต่สภาผู้แทนราษฎรก็มีมติให้ ส.ส.ดังกล่าว คงมีเอกสิทธิ์ไม่ต้องถูกดำเนินคดีในสมัยประชุมแห่งรัฐสภาเช่นเดิม การที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจังหวัดอุดรธานีใช้ตำแหน่งของตนประกันตัวผู้ต้องหาในคดีการเมือง 22 รายต่อศาลจังหวัดอุดรธานี และได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 การตรวจพบหลายสิบศพถูกฝังไว้ที่พื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งที่จังหวัดระยอง ซึ่งคาดกันว่าเป็นศพของคนเสื้อแดงที่ถูกฆ่าโดนฝ่ายทหารเมื่อปี 2552 และนำมาอำพรางไว้ โดยจะได้มีการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป รวมถึงความพยายามที่จะนำตัวผู้สั่งการปราบปรามประชาชนมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมให้จงได้ นอกเหนือจากการที่ นปช.มอบหมายให้นาย Robert Amsterdam เป็นที่ปรึกษากฎหมายในการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) แล้ว รัฐบาลโดยร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้สั่งการโอนสำนวนการสอบสวนการตายของผู้ตาย 16 ราย ที่ DSI เคยสรุปไว้ว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่มิได้ดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติมอีก ให้ฝ่ายตำรวจท้องที่ที่ศพนั้นอยู่กลับไปสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลที่ผ่านมาจงใจที่จะถ่วงรั้งการสืบหาสาเหตุแห่งการฆาตกรรมที่ฝ่ายตนก่อขึ้น จึงสมควรคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ล่วงลับเหล่านี้ ด้วยการดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป เช่นเดียวกับศพอื่น ๆ อีกกว่า 80 รายที่จะได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งผู้บาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ อีกกว่า 2,000 รายที่ย่อมจะต้องได้รับความเป็นธรรมคืนมา ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ และทางการเงิน นอกเหนือจากการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลและ นปช.แล้ว ก็ชอบที่จะได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังเช่นกรณีที่แนวร่วม นปช. 2 รายได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก ในฐานะผู้ควบคุมกำลังพลหลักของ ศอฉ.ที่ตั้งขึ้นในช่วงการชุมนุมดังกล่าวต่อศาลแพ่ง ในฐานละเมิดด้วยการใช้อาวุธสงครามประทุษร้ายร่างกายจนพิการ และได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2554 ในที่สุด

รวมถึงท่าทีของนักวิชาการหัวใจประชาธิปไตยอย่างคณะนิติราษฎร์ ที่ได้แสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ด้วยการเสนอแนะแนวคิดลบล้างผลพวงของการรัฐประหารในทุกรูปแบบ เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2554 พร้อมกับข้อเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว แต่ข้อเสนอดังกล่าวมิใช่เป็นเพียงการนิรโทษกรรมให้แก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เพียงผู้เดียว หากเป็นการทำให้ผลทางคดีที่เกิดเพราะการรัฐประหารสิ้นสุดลงเท่านั้น โดยให้เริ่มกระบวนการดำเนินคดีขึ้นใหม่ ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ และยกเลิกรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหารและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการขานรับเป็นอย่างดีจากทั้งแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย ดังจะเห็นได้จากการที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. party list พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำ นปช.ด้วย ได้เสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ การที่นายจตุพรเตรียมเสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนกฎหมาย 177 ฉบับที่ออกโดยคณะรัฐประหารที่ไม่มีสภาพบังคับ เนื่องจากผ่านการพิจารณาด้วยองค์ประชุมที่ไม่สมบูรณ์ และการที่พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล ได้ประกาศที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม คู่ขนานไปกับการเข้าชื่อของประชาชนอย่างน้อย 50,000 ราย เพื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านทาง นปช.

ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองไม่ปรารถนาที่จะให้สิ่งเลวร้ายที่พวกตนสร้างไว้สิ้นผลบังคับไปโดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเตะถ่วงการตั้งคณะกรรมาธิการที่นายก่อแก้วเสนอ โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็น “สุนัขรับใช้” ของฝ่ายดังกล่าว เช่นเดียวกับท่าทีของพรรคการเมืองนี้ ส.ว.ที่ได้ดิบได้ดีเพราะฝ่ายอำมาตย์ ในนาม “กลุ่ม 40” กลุ่มสลิ่มหลากสีของนายแพทย์ตุลย์ รวมถึง “คนเคยรัก” ของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง พธม. ที่แม้จะเกลียดชังกันเองเพียงใด แต่ก็ยังถือว่าคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นศัตรูร่วมกันอยู่ดี ที่ได้กล่าวหาพรรคเพื่อไทยและ นปช.ว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่พวกตนหวงแหนประหนึ่ง “จงอางหวงไข่” เพื่อประโยชน์ของ “คนคนเดียว” ซึ่งก็คือศัตรูของคนเหล่านี้นี่เอง และไม่อยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยถูก “หลอกใช้” เพื่อสร้างประชาธิปไตยจอมปลอมโดยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอีก ดังเช่นคำกล่าวของนายแพทย์ตุลย์ในงานเสวนาครบรอบ 5 ปีรัฐประหารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนถูกกลุ่มคนเสื้อแดงขับไล่ด้วยความไม่พอใจ เนื่องจากเห็นว่าคำกล่าวของนายแพทย์ตุลย์เป็นการดูหมิ่นดูแคลนฝ่ายประชาชนอย่างไร้ศักดิ์ศรีว่าเป็นเพียงแค่ทาสของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ทั้งที่นายแพทย์ตุลย์ก็เป็นเพียงแค่ทาสของคนที่คิดว่าตัวเองเป็น “เจ้าของประเทศไทยตัวจริง” ผู้ครองอำนาจเหนือการเมืองเช่นกัน อันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลเหล่านี้ยังคงเป็นโรค “ก้าวไม่พ้นทักษิณ” ที่เชื่อว่าจะรักษาไม่หายในระยะเวลาอันใกล้นี้แน่นอน และเชื่ออีกด้วยว่าอาการจะยิ่งกำเริบมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกับคนเหล่านี้ ก็จะเป็นโรค “ตาสว่าง” ทั้งแผ่นดินที่เชื่อว่าจะรักษาไม่หายด้วยเช่นกัน

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

19 พฤษภาคม 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s