เมืองไทยรายเดือน (มกราคม-มีนาคม 2555)

เมืองไทยรายเดือน

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 10-12 มกราคม-มีนาคม 2555)

หลังจากที่ “รัฐบาลของประชาชน” ที่นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย สามารถชนะการเลือกตั้งได้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา และเตรียมการที่จะดำเนินนโยบายต่าง ๆ ดังที่ได้หาเสียงเอาไว้ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนไทยทุกสีเสื้อ แต่ก็เกิด “กับดักน้ำ” ที่ก่อความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนไทยอย่างมหาศาลขึ้นเสียก่อน จนรัฐบาลต้องทุ่มเทเวลาและทรัพยากรต่าง ๆ ไปกับการแก้ปัญหาดังกล่าว และเมื่ออุทกภัยนี้ยุติลงแล้ว รัฐบาลก็ได้เริ่มกระบวนการฟื้นฟูประเทศขึ้นทันที เพื่อสร้างความมั่นใจต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ด้วยการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดคือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) นำโดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์มือวางอันดับต้น ๆ ของไทย และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำหลายราย อาทิ นายปราโมทย์ ไม้กลัด นายกิจจา ผลภาษี ซึ่งทั้งสองรายนี้เป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และ ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เพื่อกำหนดนโยบายและวางแผนฟื้นฟูประเทศไทยจากภัยพิบัติ และแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

รวมถึงการออกพระราชกำหนด (พรก.) 4 ฉบับ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจด้วยการจัดหาเงินทุนในการฟื้นฟูประเทศ ได้แก่ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ซึ่งมีสาระสำคัญในการให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังกู้เงินได้ไม่เกิน 350,000 ล้านบาท เพื่อนำมาดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พรก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 ซึ่งมีสาระสำคัญในการตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติในกระทรวงการคลัง เพื่อรับประกันภัยและทำประกันภัยต่อ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมา พรก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ในวงเงินไม่เกิน 300,000 ล้านบาท และให้ ธปท.ให้สถาบันการเงินกู้ไปดำเนินการดังกล่าวด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเพียงร้อยละ 0.01 ต่อปี หรือเรียกกันว่า “soft loan” และ พรก.ปรับปรุงการบริหารหนี้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 ซึ่งมีสาระสำคัญในการนำเงินกำไรสุทธิที่ ธปท.จะต้องนำส่งคลังเข้าชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แทน และให้ ธปท.เรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเพิ่มเติมจากที่จะต้องนำส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อนำไปชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลมีภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นฟูประเทศจากอุทกภัย จึงสมควรให้เงินที่นำมาชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มาจากเงินของ ธปท.และสถาบันการเงิน แทนที่จะเป็นเงินของรัฐบาลดังที่เคยทำมา ซึ่งเหมาะสมกับความเป็นจริงที่ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เกิดจากการดำเนินนโยบายของ ธปท. ที่ได้เข้า “อุ้ม” เจ้าหนี้และลูกค้าผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินดังกล่าว อันถือเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 และเกี่ยวพันกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่บริหารประเทศในเวลาต่อมาด้วย

ซึ่ง พรก.ทั้งสี่ฉบับได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2555 และมีผลบังคับในวันถัดไป และตามรัฐธรรมนูญแล้ว พรก.จะต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาเสียก่อน จึงจะมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ แต่แล้วสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นำโดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ก็ “ดึงเกม” ไม่ยอมให้รัฐบาลฟื้นฟูประเทศจากความเสียหายที่ “โคตรพ่อโคตรแม่” ของตนก่อขึ้น ด้วยการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พรก.2 ฉบับ คือ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และ พรก.ปรับปรุงการบริหารหนี้ฯ เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลจะใช้กฎหมายทั้งสองนี้ “ยักย้ายถ่ายเท” ทรัพย์สมบัติของชาติอย่างขาดวินัยการคลังได้โดยง่าย และโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภา แต่ก็เป็นโชคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พรก.ทั้งสองนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อนับเวลาตั้งแต่ พรก.ทั้งสองมีผลบังคับจนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็เท่ากับว่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.กลุ่มดังกล่าวได้ “รวมหัว” กันถ่วงเวลาฟื้นฟูประเทศไปถึงเกือบ 1 เดือน

ต่อไปจะได้กล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ประกาศไว้ที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว ทั้งการปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นเดือนละ 15,000 บาท และการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ซึ่งมีนายจ้างหลายรายยินดีให้ความร่วมมือดำเนินการปรับเพิ่มเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำให้แก่พนักงานของตน ก่อนที่คณะกรรมการค่าจ้างจะมีมติเสียอีก ดังเช่น บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ของนายเอนก จงเสถียร เจ้าของผลิตภัณฑ์ฟิล์มถนอมอาหาร “M-Wrap” และร้านศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น ของนายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น แต่ก็มีนายจ้างบางรายที่แสดง “สันดาน” ของนายทุนผู้ขูดรีดผู้บริโภคและแรงงานของตนอย่างน่าเกลียด อาทิ เครือสหพัฒน์ ที่มีนายบุญชัย โชควัฒนา ส.ว.สรรหาและเครือญาติเป็นผู้บริหาร ซึ่งประกอบกิจการสินค้าอุปโภคบริโภคครบวงจร อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง รวมถึงกิจการพลังงานและสวนอุตสาหกรรมด้วย และเครือโรงแรมดุสิตธานี ที่มีท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย แม่ยายของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเป็นผู้บริหาร เนื่องจากผู้บริหารของกิจการเหล่านี้เห็นว่า ค่าจ้างเงินเดือนที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนั้นกระทบต่อกำไรของพวกตน โดยไม่ได้มองเลยว่า รัฐบาลได้ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้บริษัทเหล่านี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการจ่ายค่าจ้างดังกล่าว อีกทั้งค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นเพียงส่วนน้อยในบรรดาค่าใช้จ่ายทั้งหลายของบริษัทเหล่านี้ เนื่องจากยังมีต้นทุนอื่น ๆ ที่ประกอบเป็นค่าใช้จ่ายอีกหลายส่วน อาทิ ค่าวัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค ค่าขนส่ง จึงเห็นได้ว่านายทุนเหล่านี้ไม่ได้ “ขาดทุน” หรือมีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายเลย แต่เป็นเพียงแค่การ “ขาดทุนกำไร” หรือได้กำไรต่ำกว่าที่ต้องการเท่านั้น

และนโยบายของรัฐบาลอีกเรื่องหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้ก็คือ การดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เด็ดขาด ภายใต้การกำหนดนโยบายของนางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นส่วนราชการหนึ่งในสังกัด และภายใต้การปฏิบัติการของพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการ ป.ป.ส. รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตน ซึ่งเหตุที่ต้องกล่าวชื่อของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนี้ ก็เพราะท่านเหล่านี้เป็นบุคคลที่ได้ร่วมกันสร้างคุณงามความดีไว้ในแผ่นดิน ด้วยการปราบปรามขบวนการยาเสพติด ที่ทำร้ายทำลายประเทศชาติและประชาชนไทย โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ผู้ปกครองหลายรายต้องสูญเสียบุตรหลานของตนให้กับยาเสพติด หรือบางรายที่แม้จะไม่เสียชีวิต ก็ถึงขั้นพิการทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนต้องสิ้นเปลืองเงินทองมากมายเพื่อให้บุตรหลานของตนกลับมาเป็นปกติดังเดิม รวมถึงเป็นเหตุเชื่อมโยงไปสู่การก่ออาชญากรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ ชีวิตและทรัพย์สินอีกด้วย ซึ่งการปราบปรามยาเสพติดนี้ ก็ถือเป็นการสานต่อผลงานของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นพี่ชายของนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน ที่มองเห็นพิษภัยของยาเสพติดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อพ้นจากตำแหน่งด้วยผลของการรัฐประหาร รัฐบาลที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายประชาชนที่ครองอำนาจนานที่สุดในช่วงต่อมาก็มิได้สนใจไยดีที่จะดำเนินการต่อ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ศัตรูของตนได้กระทำไว้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองก็แอบ “มีเอี่ยว” กับขบวนการนรกนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้กับขบวนการก่อการร้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่พอใจอย่างยิ่งต่อนโยบายนี้ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ

โดยในยุครัฐบาลใหม่นี้ก็มีทั้งข่าวการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดทั้งรายย่อยและรายใหญ่ บางรายถึงขั้นซุกซ่อนไปกับอาหารที่นำไปเยี่ยมนักโทษในเรือนจำซึ่งเป็นผู้ซื้อกันเลยทีเดียว ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม จึงได้เสนอแนะแนวความคิดที่จะสร้างเรือนจำความมั่นคงสูงสุด (super max) ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อควบคุมผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดเป็นการเฉพาะ โดยมีมาตรการควบคุมดูแลการติดต่อสื่อสาร ผ่านทางการระงับ (block) สัญญาณโทรศัพท์ เพื่อป้องกันการติดต่อซื้อขายยาเสพติดกับภายนอกเรือนจำ ซึ่งในระหว่างที่ยังมิได้มีการก่อสร้างเรือนจำดังกล่าว ก็จะใช้เรือนจำกลางเขาบิน ที่จังหวัดราชบุรีไปพลางก่อน และยังปรากฏข่าวความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศจีน เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะกรณีการสังหารลูกเรือ 13 รายของเรือสินค้าสัญชาติจีนลำหนึ่งกลางแม่น้ำโขง เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งกรณีนี้มีความพัวพันกับเจ้าหน้าที่ทหารของไทยในนาม “กองกำลังผาเมือง” ของกองทัพภาคที่ 3 ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด

นอกจากที่รัฐบาลจะฟื้นฟูประเทศจากภัยพิบัติ (เหนือ) ธรรมชาติ ภัยทางเศรษฐกิจและภัยจากยาเสพติดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ยังได้เริ่มต้นการฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศไทยให้กลับคืนมาอีกด้วย ด้วยการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พุทธศักราช … ต่อรัฐสภา ซึ่งมีสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีความเป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตยทั้งที่มาและสาระ ดังที่ได้กล่าวมาหลายครั้งแล้ว เช่นเดียวกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญที่มีสาระไปในทางเดียวกับที่รัฐบาลเสนอ พร้อม ๆ กับที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้เป็นเสมือน “มหามิตร” ของรัฐบาลนี้ ที่นำโดยแม่ทัพหญิงเหล็กอย่างนางธิดา ถาวรเศรษฐ โตจิราการ ซึ่งเพิ่งได้รับฉันทานุมัติจากมวลสมาชิกคนเสื้อแดงให้ “นั่งเก้าอี้” ประธาน นปช.อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จากที่ได้รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวมากว่า 15 เดือน เนื่องจากการที่แกนนำ นปช.ชุดเดิมถูกจับกุมคุมขัง และบางรายก็ไปทำงานการเมืองในรัฐบาลชุดนี้ จึงอาจไม่มีเวลาขับเคลื่อนกิจกรรมภาคประชาชนได้เช่นเดิม ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนคนเสื้อแดงจนเกินกว่า 50,000 รายชื่อตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร.ต่อรัฐสภา เช่นเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลและ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอไปแล้ว

แต่ก็อีกเช่นเคยที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองพยายามที่จะ “ยื้อ” รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการที่ใช้อยู่ เพื่อให้ตนเองได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกลไกที่ตนสร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มบุคคลที่อยู่ตรงข้ามฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งกลุ่มเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มสยามสามัคคี นำโดยพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต ส.ว.สรรหา นายสันติสุข โสภณสิริ สามีของนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร พลเอกภาษิต สนธิขันธ์ และพลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ เครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน (กลุ่มสลิ่มหลากสี) นำโดยนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และกลุ่มที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ที่ชื่อว่า “กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์” นำโดย ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (National Institute of Development Administration: NIDA) อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารเพื่อตรวจสอบรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นการเฉพาะ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน จาก NIDA เช่นกัน และนายทวี สุรฤทธิกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) หนึ่งใน ส.ส.ร.ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมหัวกัน “โจมตี” การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยใช้มุกเก่าว่า “ทำเพื่อคนคนเดียว” ซึ่งก็คือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั่นเอง โดยไม่คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปากท้องของประชาชน

ซึ่งก็ต้องขอย้อนถามกลับไปยังกลุ่มบุคคลเหล่านี้อีกสักครั้งว่า คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ไปทำอะไรให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ผู้เป็น “โคตรพ่อโคตรแม่” ของท่านเจ็บช้ำน้ำใจหรืออย่างไร หรือเพราะพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ต้องการให้บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลมีข้อยุติที่ตนเอง โดยไม่ต้องไปฟังโคตรพ่อโคตรแม่ของพลเอกสมเจตน์ จนนำไปสู่การออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ในยุคคณะรัฐประหาร เพื่อเปิดช่องให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเข้ามา “ล้วงลูก” กองทัพได้โดยง่าย เสมือนกองทัพไทยเป็นกองกำลังส่วนตัวก็ไม่ปาน หรือกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้เร่งรัดการดำเนินคดีเครื่องเพชรราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม น้องชายของพลเอกสมเจตน์เป็นผู้ต้องหารายหนึ่งด้วย และคดีนี้ก็มีความเกี่ยวโยงกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่ “ว่ากันว่า” ยักยอกเพชรบางเม็ดไว้กับตนเอง จนในรัฐบาลชุดที่แล้วของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้มีการส่งพลตำรวจโทสมคิดไปดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน อันเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เพื่อหวังสกัดพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง หรือการที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ไม่ช่วยเหลือนายสนธิให้ได้รับความสะดวกสบายในการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของตน จนนำไปสู่การ “ฟาดงวงฟาดงา” ระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้กับนายสนธิ และทำให้นายสนธิสามารถเข้าถึง “วงในสุด” ของอำนาจเหนือการเมืองด้วยความสามารถส่วนตัว จนนำไปสู่การล้มรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในที่สุด แต่แล้วสัจจะก็ไม่มีในหมู่โจร เมื่อแย่งชิงอำนาจจากฝ่ายประชาชนไปได้แล้ว นายสนธิก็ออกมา “โวยวาย” ต่อรัฐบาลทั้งของคณะรัฐประหารและพรรคประชาธิปัตย์เนือง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรือกรณีที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ออกกฎหมายเปลี่ยนสถานะของทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจปกครองบังคับบัญชามหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ยกเว้นมหาวิทยาลัยสงฆ์ สถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และมีรูปแบบการบริหารต่างไปจากกระทรวงอื่น ๆ ให้เป็นส่วนราชการระดับกรมในกระทรวงศึกษาธิการที่มีชื่อว่า “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา” (สกอ.) ซึ่งมีศักดิ์เทียบเท่ากรมอื่น ๆ ของกระทรวงนี้ อันเป็นที่ทราบกันดีว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองใช้กลไกของทบวงมหาวิทยาลัย ในการแทรกแซงและครอบงำมหาวิทยาลัยของรัฐมาอย่างยาวนาน จนทำให้พลังทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาไทยด้อยลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับยุคที่ผ่านมา เนื่องจากถูก “ล้างสมอง” ให้ไม่สนใจสังคม แต่กลับไปสนใจค่านิยมผิด ๆ ที่ทำให้สังคมเสื่อมถอยดังเช่นในทุกวันนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีอาจารย์และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยของรัฐเหล่านี้แทบทุกแห่ง ที่พอใจจะเป็น “สุนัขรับใช้ที่จงรักภักดี” ต่อฝ่ายอำมาตย์ ออกมาต่อต้านคัดค้านพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและฝ่ายประชาธิปไตยอยู่บ่อยครั้ง และ “หาง” ของสุนัขเหล่านี้ก็โผล่สู่สาธารณะจนได้ เมื่อกลุ่มนักวิชาการพวกนี้ได้เดินทางแบบ “วิ่งตีนขวิด” ไปพบคณะรัฐประหาร เพื่อขอให้ใช้อำนาจเผด็จการออกประกาศที่มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัยขึ้นมาในลักษณะเดียวกับทบวงมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง และการที่คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจัดตั้งหลังการรัฐประหาร และมีอธิการบดีของมหาวิทยาลัย 3 แห่งรวมอยู่ด้วย ได้ศึกษากรณีการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานด้านการศึกษา โดยอ้างว่า กระทรวงศึกษาธิการมีขนาดใหญ่เกินไป เนื่องจากมีการรวมทบวงมหาวิทยาลัยมาเป็น สกอ.ทำให้งานอุดมศึกษาซึ่งรวมถึงการวิจัยไม่พัฒนาเท่าที่ควร จึงสมควรให้จัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาฯ ขึ้นมาใหม่ โดยไม่โอนมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลไปด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากจะจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาฯ จริง เหตุใดไม่โอนมหาวิทยาลัยอันเป็นของกระทรวงศึกษาธิการมาแต่เดิมไปด้วย หรือเพราะฝ่ายอำมาตย์มองว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นเพียง “มหาวิทยาลัยชั้นสอง” สำหรับงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับสังคมนั้น ก็มิใช่งานผูกขาดของการอุดมศึกษาแต่อย่างใด เนื่องจากในองค์กรนอกภาคการศึกษาก็มีการวิจัยกันทั้งสิ้น และงานการอุดมศึกษาก็มีความเกี่ยวพันกับการศึกษาในระดับอื่น ๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องร่วมมือกันพัฒนามาตรฐานการศึกษาให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นแรงงานวิชาชีพที่ตลาดพึงประสงค์ในที่สุด นอกจากนี้แล้ว สถาบันอุดมศึกษาบางรายก็เปิดสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เรียกกันว่า “โรงเรียนสาธิต” อีกด้วย และการอาชีวศึกษา ที่ผู้เรียนในสาขาต่าง ๆ ทั้งช่างอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรมบางรายที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านทฤษฎี นอกเหนือจากความรู้ด้านปฏิบัติที่มีอยู่แต่เดิม เพื่อเป็น “ใบเบิกทาง” ในการประกอบอาชีพ ก็จะต้องมีการร่วมมือเพื่อกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่สอดคล้องกับผู้เรียนในกลุ่มนี้ และสถาบันอุดมศึกษาบางรายก็ยังเปิดสอนในระดับอาชีวศึกษาอีกด้วย หากงานอุดมศึกษากับงานการศึกษาระดับอื่น ๆ อยู่ต่างกระทรวงกัน ก็เชื่อว่า อาจมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการติดต่อประสานงานและดำเนินงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นน่าโชคดีที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ไม่เกิดขึ้นและไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรือจะเป็นการที่พวกท่านเป็นผู้ได้รับอานิสงส์จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ออกแบบให้พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดช่องให้ ส.ส.พรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ได้โดยง่าย เพราะไม่ต้องฟังมติพรรค ฟังแค่ “มือที่มองไม่เห็น” ดังเช่นกรณีพรรคภูมิใจไทยก็พอแล้ว ซึ่งหากไม่มีกลไกที่ออกแบบไว้นี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้อง “พ่ายแพ้” ในการเลือกตั้ง ส.ส.อยู่ร่ำไปดังเช่นที่ประสบมากว่า 20 ปี ออกแบบให้กรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียวที่ถูกกล่าวหาว่าทำความผิด สามารถนำไปสู่การยุบพรรคได้โดยง่าย ออกแบบให้มี ส.ว.เกือบครึ่งหนึ่งเข้าสู่ตำแหน่งได้โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน แต่สามารถ “ชี้เป็นชี้ตาย” นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้ และที่สำคัญที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้คุ้มครองการกระทำของคณะรัฐประหารในทุกวิถีทาง อย่างปราศจากการตรวจสอบ ซึ่งรวมถึงคดีความที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณถูกดำเนินด้วย และหากรัฐธรรมนูญ “เฮงซวย” ฉบับนี้ยังคงบังคับใช้อยู่ ก็ไม่เป็นที่รับประกันได้ว่า รัฐบาลใหม่นี้จะอยู่ครบวาระได้หรือไม่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของฝ่ายประชาชน 2 รายคือนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ถูก “ล้ม” เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้จนไม่ได้แก้ปัญหาอื่น ๆ ของบ้านเมืองเลย เมื่อจะมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่จะได้จัดทำขึ้นใหม่โดย ส.ส.ร.ทั้งที่ยังไม่ทราบเนื้อหาสาระเลยว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากยังมิได้จัดทำ จึงไม่แปลกใจเลยที่สมุนบริวารของระบอบอำมาตย์จะ “ดาหน้า” ออกมาถล่มรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และ นปช.ที่ร่วมกันเป็นทั้ง “เพชฌฆาต” ทำลายรัฐธรรมนูญเผด็จการ “สัปเหร่อ” จัดการกับซากเดนระบอบอำมาตย์ และเป็น “หมอตำแย” ทำคลอดรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่

ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจำนวน 3 ฉบับที่รัฐบาลและ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอ ก็ได้รับความเห็นชอบในหลักการจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อย่างเข้าสู่วันใหม่ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 399 เสียง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว.จากแทบทุกจังหวัด รวมถึง ส.ว.สรรหาบางรายที่มีใจรักประชาธิปไตย และมีคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ 199 เสียง ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.กลุ่ม 40 ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ว.สรรหา แต่ก็มี ส.ว.เลือกตั้งจาก 4 จังหวัดที่ “ขายจิตวิญญาณ” ให้ฝ่ายอำมาตย์รวมอยู่ด้วย คือ นางสาวรสนา จากกรุงเทพมหานคร นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ จากจังหวัดเพชรบุรี นายสาย กังกเวคินจากจังหวัดระยอง และนายสุรจิต ชิรเวทย์ จากจังหวัดสมุทรสงคราม จากนั้นก็จะเป็นการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยกับข้อความในร่างดังกล่าว สามารถขอแปรญัตติต่อกรรมาธิการได้ หากไม่พอใจในคำชี้แจงของกรรมาธิการอีก ก็สามารถขอสงวนคำแปรญัตติมาอภิปรายต่อในรัฐสภาได้อีก ซึ่งถึงแม้ว่ากระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะได้เริ่มต้นดำเนินการโดยรัฐสภาแล้ว แต่ฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคง “รุกหนัก” ต่อไปอีก ด้วยการตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน” ผ่านทางคำสั่งของ ดร.ประวิช รัตนเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งการเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของตนเอง อีกทั้งน้องสาวคือ ดร.วิชุดา รัตนเพียร ก็ยังเป็น ส.ว.สรรหาอีกด้วย ซึ่งคณะที่ปรึกษาดังกล่าวประกอบด้วยนักวิชาการ “ขาประจำ” ถึง 7 รายคือ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ดร.จรัส สุวรรณมาลา ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ดร.วิษณุ เครืองาม ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายนรนิติ เศรษฐบุตร จากทั้งหมด 10 ราย จึงมีข้อสงสัยมากมายในสังคมว่ากลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับระบอบอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในการชิงชังรังเกียจพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและ สนช.ของคณะรัฐประหาร และที่เลวร้ายกว่านั้น คือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอีกเช่นเคยในฐานะเป็น ส.ส.ร.ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ได้รับ “ใบสั่ง” มาเพื่อ “ล้ม” การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายอำมาตย์ ก็ได้ขึ้นป้ายประท้วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของตน ที่มีเนื้อหาสรุปได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว และเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ โดยไม่ปรากฏการขึ้นป้ายดังกล่าวในภูมิภาคอื่นเลย รวมถึงการออก “ปฏิญญาหาดใหญ่” ที่มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับป้ายดังกล่าว เพื่อหวังปลุกระดมมวลชนของตนมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย และด้วยการดำเนินการดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์นี้เอง ที่ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำ นปช.ต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในเขตภาคใต้ที่ไร้จริยธรรมในการเล่นการเมืองด้วยความเท็จเช่นนี้ แต่พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ส.เหล่านี้แทนที่จะยอมรับในความผิดของตน กลับกล่าวหานายจตุพรว่าด่าคนภาคใต้ว่าโง่ที่เลือก ส.ส.แบบนี้เสียนี่

และเมื่อกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทั้งรัฐบาลและภาคประชาชนเห็นพ้องต้องกันแล้ว นักวิชาการหัวใจประชาธิปไตยในนาม “คณะนิติราษฎร์” รวมทั้งนักคิด นักเขียนที่เป็นแนวร่วม ก็ได้ดำเนินการจัดตั้ง “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก.112) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนอย่างน้อย 10,000 รายชื่อภายใน 112 วัน และนำไปยื่นขอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้ต่อรัฐสภา โดยมีสาระสำคัญในการแก้ไขคือ ยกเลิกมาตรา 112 ที่มีเนื้อหาว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ออกจากความผิดลักษณะ 1 ความผิดว่าด้วยความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของประมวลกฎหมายอาญา แล้วนิยามใหม่เป็นลักษณะ 1/1 ความผิดว่าด้วยพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมถึงปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมกับความผิด กำหนดเหตุยกเว้นโทษและยกเว้นความผิด ในกรณีเดียวกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป กล่าวคือยกเว้นโทษในกรณีพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ตนกล่าวเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และยกเว้นความผิดให้ในกรณีเป็นการติชมโดยสุจริต หรือแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ตลอดจนกำหนดให้สำนักราชเลขาธิการเท่านั้นที่สามารถฟ้องร้องคดีดังกล่าวได้ เนื่องจากสำนักราชเลขาธิการเป็นองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง และเพื่อป้องกันการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยใครก็ได้ อันเป็นปัญหาสำคัญในการแอบอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มาโจมตีทางการเมืองกันอยู่ในเวลานี้

ซึ่งถึงแม้ว่าแนวคิดของ ครก.112 ที่ได้กล่าวมานี้จะเป็นความหวังดีที่จะ “ฟื้นฟูประชาธิปไตย หยุดใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ” ก็ตาม แต่ภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคมก็ดูเหมือนยังไม่เปิดใจรับแนวคิดนี้สักเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากการแสดงออกของคนบางกลุ่มที่คิดว่า มาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ บางกลุ่มบางองค์กรก็ถึงขั้นตั้งเวทีประท้วงการดำเนินการของ ครก.112 กันเลย อาทิ กลุ่มสลิ่มหลากสีของนายแพทย์ตุลย์ ที่ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการแก้ไขกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีศิลปินนักแสดงชื่อดังอย่างนายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง “ปัญญา เรณู 2” เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย เมื่อจับได้ก็มา “แก้ตัว” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ Hot TV ของนางลีนา จังจรรจา (ลีน่า จัง) นักธุรกิจเครื่องสำอางที่มักจะดำเนินรายการโดยใช้วาจาที่หยาบคายว่า ตนเองไม่ได้ต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ต่อต้าน “สัตว์นรก” ที่คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ต่างหาก อีกทั้งตนเองในฐานะอาสาสมัครกู้ชีพก็เคยช่วยเหลือคนเสื้อแดงในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็เห็นว่าการแสดงออกของนายบิณฑ์ไม่เหมาะสม จึงได้ร่วมกันต่อต้านภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว และนำไปสู่การตั้งฉายาให้นายบิณฑ์ว่า “บิณฑ์ บรรลัยแล้ว” เช่นเดียวกับที่นางสาวจิตภัสร์ (ตั๊น) ภิรมย์ภักดี อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำมวลชนจัดตั้งของตนเอง “ฝ่าสายฝน” ไปคัดค้านการแก้ไขกฎหมายนี้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่นาน กลุ่มศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้รวมตัวกันประท้วง ครก.112 และสนับสนุนมติที่ประชุมของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ห้ามการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยในการดำเนินกิจกรรมของ ครก.112 แต่ก็ต้องเผชิญพลังต่อต้านจากนักศึกษาและบุคคลภายนอก เนื่องจากมองว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อสร้าง “แสงสว่างทางประชาธิปไตย” ให้กับสังคม แต่ในยุคปัจจุบันกลับมิได้เป็นเช่นนั้น จนคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องกลับมติดังกล่าว รวมถึงการตอบโต้ผ่านทาง Facebook ของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวและผู้บริหารสื่อในเครือเนชั่น ที่ได้ออกมาตั้งคำถามถึงผู้คิดแก้กฎหมายนี้ว่าเป็นลูกที่ “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” หรืออย่างไร ซึ่งหวังจะให้กระทบชิ่งไปยังนายปราบดา หยุ่น บุตรชายของนายสุทธิชัย หยุ่น ผู้บังคับบัญชาของตนแท้ ๆ แต่เพราะนายปราบดาอยู่ใน ครก.112 ด้วย ซึ่งต่างจากบิดาของตนโดยสิ้นเชิง และด้วยการแสดงออกของนายกนกทั้งในเรื่องนี้ และที่ผ่าน ๆ มาที่มองกลุ่มคนเสื้อแดงและโดยเฉพาะพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในแง่ลบมาโดยตลอด จึงทำให้นายจิรปาณ ศรีเนียน (จ.เจตน์) แนวร่วมคนเสื้อแดงรายหนึ่งและคณะ ต้องเดินทางไปยื่นหนังสือประท้วงและขอความร่วมมือให้เสนอข่าวอย่างเป็นกลาง ต่อนายกนกที่สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ซึ่งนายกนกจัดรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” อยู่ รวมถึงได้ยื่นหนังสือที่มีสาระอย่างเดียวกันให้แก่นายจักรพันธุ์ ยมจินดา รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เจ้าของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวอีกด้วย

แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ การแสดงออกอย่าง “ดิบ ถ่อย เถื่อน” ของผู้ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายนี้ ทั้งทางวาจาจากการโทรศัพท์ไปแสดงความคิดเห็นโจมตี ครก.112 อย่างรุนแรงในรายการวิทยุของนายวีระ ธีรภัทรานนท์ ถึงขั้นที่อยากจะ “ตัดคอ” แกนนำ ครก.112 กันเลยทีเดียว ทั้งที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ดังเช่นการแสดงออกของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะสมุนของฝ่ายอำมาตย์รายหนึ่งที่เคยออกมาโจมตีคณะนิติราษฎร์ ต้นกำเนิดของ ครก.112 มาก่อนหน้านี้ และทางกาย ที่นายสุพจน์ และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ สองพี่น้องฝาแฝดได้บุกไปชกหน้า ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำคณะนิติราษฎร์ และ ครก.112 ถึงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากบุคคลทั้งสองให้การว่า ถูกปลูกฝังให้รักสถาบันกษัตริย์ (จนคลั่ง) และปฏิเสธว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ก็มี “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” กันว่า “แฝดนรก” ทั้งสองนี้เป็นเครื่องมือของนายทหารเรือใหญ่ใน พธม.บางราย อีกทั้งยังปรากฏใน Facebook ของนายสุพจน์ที่ใช้ชื่อว่า “สุพจน์ รักในหลวง” ว่าเป็นเพื่อนกับนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ซึ่งเป็นแนวร่วม พธม.ที่ไปทุบรถของสถานีโทรทัศน์ Voice TV ในการทำข่าวการชุมนุมของ พธม.ในเวลาใกล้เคียงกัน เนื่องจากเห็นว่าสถานีโทรทัศน์ช่องนี้เป็นของบุตรชายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และนายกวีไกรก็ยังเคยกระชากผม “สาวเสื้อแดง” อย่างนางสาวมินตรา โสรส เมื่อครั้งที่ทหารล้อมปราบประชาชนที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อปี 2552 อีกด้วย

ถึงแม้ว่ารัฐบาลเองยังไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ไม่อยาก “เชิญแขก” ดังเช่นที่ ครก.112 ประสบมาตามที่ได้กล่าวแล้วก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าความพยายามของ ครก.112 ในครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า ด้วยการนำเสนอความจริงที่ไม่เคยมีใครเคยรู้เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวแก่สังคม จนเกิดพลังมากพอที่จะผลักดันข้อเสนอดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ในที่สุด และในช่วงที่กฎหมายอาญามาตรา 112 ยังไม่ถูกแก้ไขนี้ ก็ยังคงปรากฏการรังแกผู้ต้องโทษในคดีดังกล่าวโดยกระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง จากการที่ทั้งศาลอาญาและศาลอุทธรณ์ “ยืนกราน” ที่จะไม่ให้ประกันตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ด้วยข้ออ้างเดิม ๆ ที่ว่า “อัตราโทษสูง เกรงการหลบหนี” จนนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายของนายสมยศต้องอดอาหารประท้วงต่อความอยุติธรรมที่บิดาได้รับเป็นเวลา 112 ชั่วโมง และหลังจากที่นายปณิธานอดอาหารจนครบกำหนดเวลาแล้ว ก็ยังมีนางรสมาลิน ตั้งนพกุล ภรรยาของนายอำพล ตั้งนพกุล (อากง) ผู้ต้องหาตามมาตรา 112 อีกรายหนึ่งที่ถูกพิพากษาไปก่อนหน้านี้ และทีมงานศิษย์ “มหาวิทยาลัยสนามหลวง” ของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือนายสุรชัย แซ่ด่าน จำเลยอีกรายของคดีนี้ ก็ได้มาอดอาหารประท้วงความอยุติธรรมที่เกิดกับสามีและครูบาอาจารย์ของตนด้วยเช่นกัน

ความเสียหายอีกประการหนึ่งที่แม้ว่ารัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้สร้างขึ้น แต่ก็ได้แสดงความรับผิดชอบเยียวยาฟื้นฟูทางการเงินแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง ตั้งแต่การชุมนุมของ พธม.เมื่อปี 2548 จนถึงการชุมนุมของ นปช.เมื่อปี 2548 ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ และบาดเจ็บในระดับต่าง ๆ จริงอยู่ที่ว่าเงินไม่อาจซื้อชีวิตและร่างกายให้สมบูรณ์ดังเดิมได้ แต่ก็ถือเป็นการชดเชยกับความเสียหายที่บุคคลเหล่านี้รวมถึงครอบครัวได้รับจากการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ทำให้ขาดปัจจัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน และก็อีกเช่นเคยที่สมุนบริวารของฝ่ายอำมาตย์ “รวมหัว” กันออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างหนักหน่วง อาทิ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนายวัชระ เพชรทอง ที่ต้องการให้จ่ายเงินเยียวยาย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี 2535 และเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2547-2548 ที่กล่าวหาว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีส่วนบงการ นายสาธิต ปิตุเตชะ ที่ประกาศจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต่อศาลปกครอง ฐานใช้เงินภาษีของประชาชนไป “ปูนบำเหน็จ” ให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลโดยเฉพาะ แต่ความพยายามของนายสาธิตในการฟ้องร้องก็ต้อง “คว้าน้ำเหลว” ทุกครั้ง เนื่องจากศาลเห็นว่า นายสาธิตมิใช่ผู้ได้รับผลกระทบ หรือได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการจ่ายเงินเยียวยาดังกล่าว และ ส.ส.ซึ่งเป็นแกนนำระดับอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคแห่งนี้ ก็ได้ออกมากล่าวโจมตีการเยียวยาทางการเงินนี้ว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณควรใช้เงินส่วนตัวในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ เนื่องจากคนเหล่านี้มาชุมนุมเพื่อประโยชน์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเท่านั้น ซึ่งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ได้ “ย้อนเกล็ด” นายชวนในการปราศรัยทางไกลในคอนเสิร์ต “หยุดรัฐประหาร เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ” ที่โบนันซ่ารีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา ในวันเดียวกับที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบในหลักการว่า หากจะให้ตนจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายจากการชุมนุมจริง คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมรับเสียก่อนว่า มีส่วนในการสังหารประชาชนที่มาชุมนุมในครั้งนั้น และสมุนอีกรายของฝ่ายอำมาตย์ที่ออกมาโจมตีรัฐบาลในกรณีเงินเยียวยาก็คือ พลเอกสมเจตน์ ส.ว.สรรหา ที่มีความเคียดแค้นเป็นการส่วนตัวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยได้กล่าวหาการจ่ายเงินเยียวยาในทำนองเดียวกับนายสาธิตว่า นำเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายให้พรรคพวกของรัฐบาล อย่างไม่เกรงใจความรู้สึกของผู้เสียภาษีเลย จึงเห็นได้ว่า ทั้งนายสาธิต นายชวน และพลเอกสมเจตน์ ไม่ทราบข้อเท็จจริงเลยหรือว่าเจ้าหน้าที่ทหาร กลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือ พธม. และกลุ่มสลิ่มหลากสีที่ก็ล้วนอยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดงและรัฐบาลปัจจุบันทั้งสิ้น ต่างก็ได้รับเงินเยียวยาด้วยเช่นกัน

ฝ่ายอำมาตย์ยังไม่หยุด “ราวี” นายกรัฐมนตรีหญิงท่านนี้และคนในรัฐบาลโดยง่าย ดังจะเห็นได้จากการที่รายการ “สายล่อฟ้า” ทางสถานีโทรทัศน์ Blue Sky Channel ที่ถูกสังคมเพ่งเล็งว่าเกี่ยวโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดำเนินรายการโดยนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราชจากพรรคเดียวกัน และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกของพรรคการเมืองแห่งนี้เช่นกัน โดยมีเนื้อหาสาระส่อไปในทางหยาบคาย ลามกอนาจาร หรือที่เรียกว่า “สองแง่สองง่าม” ดังเช่นการกล่าวหานายกรัฐมนตรีใช้เวลาราชการไปปฏิบัติภารกิจลับ หรือที่ใช้รหัสเรียกกันเป็นการเฉพาะว่า “ว.5” ที่โรงแรม Four Seasons ถนนราชดำริ ตามที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตรกล่าวหา และได้มีการขยายความ ว.5 ของนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการกระทำเชิงชู้สาวระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังรายหนึ่งของไทย เช่นเดียวกับบริษัทที่นายกรัฐมนตรีเคยเป็นผู้บริหารมาก่อน ที่ชั้น 7 ของโรงแรมดังกล่าว ด้วยการใช้ศัพท์สแลงที่ว่า “เอาอยู่” “พื้นที่รับน้ำ” และ “สวรรค์ชั้น 7” ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเป็นวิทยากรในงานเสวนาทางธุรกิจ ณ โรงแรมดังกล่าวจริง และได้พบปะสนทนากับนักธุรกิจหลายรายที่ห้องรับรอง ที่ชั้น 7 ของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งมิได้เป็นห้องพักส่วนตัวที่สามารถปฏิบัติกิจกรรมเชิงชู้สาวได้แต่อย่างใด ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏถึงเพียงนี้แล้ว แต่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองยังคง “หน้าด้านหน้าทน” ที่จะโจมตีผู้เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว ทั้งการกล่าวหาโดยนายชวนนท์ว่า แสนสิริร่วม “ฮั้ว” ประมูลที่ดินรัชดาภิเษกกับภรรยาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้ว แสนสิริซื้อซองประมูลที่ดินดังกล่าวในรอบแรก แต่ไม่เสนอราคา กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในฐานะผู้ขายที่ดินดังกล่าวจึงต้องเปิดประมูลใหม่ ภรรยาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจึงเข้าซื้อซองและเสนอราคาที่สูงกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นอีก 2 แห่งคือบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จึงชนะการประมูลในที่สุด และการกล่าวหาโดยหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการของ พธม.ว่า ราคาหุ้นของแสนสิริพุ่งขึ้นสูงจาก 1 บาทปลาย ๆ ขึ้นไปเป็น 2 บาทต้น ๆ เนื่องจากถูก “ปั่น” ราคา ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว แสนสิริเป็นบริษัทที่มีผู้บริหารมืออาชีพ มีธรรมาภิบาล บริหารกิจการจนมีกำไร จ่ายปันผลได้สูงหลายปีต่อเนื่องกัน ใคร ๆ ก็อยากได้หุ้นแบบนี้ไว้ครอบครอง มิใช่อย่างหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวที่ต้องประสบภาวะล้มละลาย ผู้บริหารอย่างนายสนธิก็ “ล้มบนฟูก” เสวยสุขบนความทุกข์ของนักลงทุนรายย่อย ที่ต้องกล่าวชื่นชมกันเช่นนี้มิใช่ในฐานะรุ่นน้องร่วมโรงเรียนมัธยมเดียวกับนายเศรษฐา และนายอภิชาติ จูตระกูล สองผู้บริหารของแสนสิริ และมิใช่ในฐานะของผู้ถือหุ้นในบริษัทแห่งนี้ด้วย แต่กล่าวในฐานะนักลงทุนรายหนึ่งที่ติดตามข้อมูลข่าวสารของบริษัทเหล่านี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงกล้าชื่นชมด้วยความจริงใจ และอยากตั้งคำถามไปถึงฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ผู้ให้การสนับสนุนทั้งพรรคประชาธิปัตย์และ พธม.ว่า เมื่อความจริงในกรณี ว.5 ปรากฏเช่นนี้แล้ว เหตุใดสมุนบริวารทั้งสีเหลืองและสีฟ้าของท่านจึงไม่ออกมารับผิดชอบในคำพูดพล่อย ๆ ของตนเล่า โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศ หรือเพราะพวกท่านมันมีสันดานต่ำทราม หยาบช้า ถ่อยสถุล หมกมุ่นทางเพศจนคิดว่าคนอื่นเขาต้องเป็นเหมือนท่านไปด้วย

อีกกรณีที่สมควรจะกล่าวไว้ก็คือ การที่รัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ ด้วยการปรับปรุงคนให้เหมาะสมกับงาน อาทิ ให้พลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบุคลิกไม่ยอมใครง่าย ๆ ต่างจากพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนเดิมที่ไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงแทน เนื่องจากมักจะแสดงท่าที “หงอ” ต่อฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอยู่บ่อยครั้ง แต่การให้เพื่อนของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไปคุมกองทัพ ก็มิได้ทำให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “คลั่ง” เท่ากับการที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำผู้มีคารมเป็นเลิศของ นปช.ได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากนายณัฐวุฒิเคยปราศรัยโจมตีความชั่วร้ายของฝ่ายอำมาตย์อยู่บ่อยครั้ง จนกระบวนการในเครือข่ายของตนต้องแสดงการต่อต้านรัฐมนตรี “เสื้อแดง” รายนี้ ที่เลวร้ายที่สุดก็คือการบังคับให้โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนายณัฐวุฒิจบการศึกษามา ปลดป้ายแสดงความยินดีกับศิษย์เก่ารายนี้ที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จึงอยากจะถามว่า หากนายณัฐวุฒิมิใช่ชาวนครศรีธรรมราช หรือมิใช่คนภาคใต้แล้ว เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดได้หรือไม่ รวมถึงการร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับปัญหาทางจริยธรรมของนายณัฐวุฒิ ในกรณีเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายและคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง พร้อมกับการร้องเรียน ดร.นลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่าถูกสหรัฐอเมริกาห้ามเข้าประเทศ จึงไม่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่ความจริงแล้ว นายณัฐวุฒิมิได้เป็นผู้กระทำความผิดในคดีการชุมนุมทางการเมืองแต่อย่างใด เพียงแต่คดีที่ได้รับเป็นเพียงความ “หมั่นไส้” ส่วนตัวของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเท่านั้น ส่วนกรณี ดร.นลินีนั้น ก็มาจากการให้การช่วยเหลือในทางสังคมในการให้การต้อนรับกับประธานาธิบดีประเทศซิมบับเวในเวลานั้นที่ได้เดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งทางการสหรัฐอเมริกาเห็นว่าประธานาธิบดีรายนี้มีส่วนพัวพันกับธุรกิจ “สีเทา” ตนเองจึงเพียงถูกดำเนินมาตรการลงโทษทางการเงิน (financial sanction) จากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น มิได้ถูกสั่งห้ามเข้าประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งการที่สหรัฐอเมริกาจะลงโทษกับใคร มิใช่เครื่องแสดงว่าเขาเหล่านั้นเป็นโจรผู้ร้ายเสมอไป แต่เพราะฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองของไทยมักจะทำตนเป็น “ทาส” อันดับต้น ๆ ของประเทศที่เป็น “พญาอินทรี” แห่งนี้มาโดยตลอด จึงมักจะแสดงอาการยอมรับทุกความคิดความเห็นของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้เสมอมา ซ้ำร้ายรัฐบาลที่ผ่านมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ยังเคยตั้งนายกษิต ภิรมย์ แนวร่วม พธม.ในเวลานั้น ซึ่งต้องคดีก่อการร้ายให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้อย่างหน้าตาเฉย และเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอาจถึงขั้น “กระอักเลือด” หากแกนนำ นปช.อีกรายหนึ่งที่ตนเตรียม “เลื่อยขาเก้าอี้” โดยใช้กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญอย่างนายจตุพร ได้เป็นรัฐมนตรีดังที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณคาดการณ์ไว้ในคอนเสิร์ต “หยุดรัฐประหาร เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากนายจตุพรเคย “ลากไส้” พวกตนออกมาประจานต่อสาธารณชนมาบ่อยครั้งเช่นเดียวกับนายณัฐวุฒิ

แต่ก็ใช่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทยและ นปช.เท่านั้น หากแต่ “คนเคยเคย” อย่างพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล และอดีต ผบ.ทบ. ในฐานะ ส.ส.พรรคมาตุภูมิ และประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ก็ยังถูก “เล่นงาน” โดยพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน จากการที่พลเอกสนธิและคณะกรรมาธิการดังกล่าวได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาความรู้เรื่องประชาธิปไตยของรัฐสภา จัดทำรายงานการวิจัยเรื่องการเสริมสร้างความปรองดองของคนในชาติ ด้วยการใช้ประสบการณ์ในต่างประเทศมาเป็นกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่าย นปช. พธม. พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งสิ้น 47 คน และได้มีการนำเสนอรายงานดังกล่าว ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 โดยมีนักการเมืองและนักวิชาการของสถาบันแห่งนี้ร่วมรับฟังและซักถาม แต่ที่เป็นจุดเด่นของการนำเสนอรายงานนี้ก็คือ การที่พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนาและประธานที่ปรึกษาพรรคดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันการปรองดองด้วยการเดินสายไปพบกับบุคคลสำคัญของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ เมื่อครั้งที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา ได้ถามพลเอกสนธิว่า ใครเป็นผู้สั่งการให้ทำการรัฐประหาร และมีบุคคลระดับสูงรู้เห็นเป็นใจกับการนี้ด้วยหรือไม่ โปรดตอบคำถามเพื่อให้สังคมหายคลางแคลงสงสัย ซึ่งถึงแม้ว่าพลเอกสนธิจะตอบว่า คำถามแบบนี้ไม่ควรถาม เรื่องบางประการแม้ตนตายไปแล้วก็ตอบไม่ได้ก็ตาม แต่คำตอบนี้ของพลเอกสนธิก็เท่ากับเป็น “ใบเสร็จ” สำคัญที่พลตรีสนั่นและคนส่วนใหญ่ในสังคมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองกับการรัฐประหารได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย ที่ทำให้คนไทยแม้ว่าจะ “ตาสว่าง” แต่ก็ไม่อาจที่จะ “ปากสว่าง” ได้สักเท่าใดนัก และด้วยกรณี “คำตอบที่ไม่ได้ตอบ” ของพลเอกสนธินี้เอง ที่ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งรุม “ล้อมกรอบ” พลเอกสนธิกลางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่ออนุญาตให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานฉบับดังกล่าวในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555โดยลืมไปแล้วว่าพลเอกสนธิเป็นผู้มีพระคุณที่เคยทำให้พรรคของตนเป็นรัฐบาลมาแล้ว จนนายณัฐวุฒิในฐานะสมาชิกรัฐสภารายหนึ่งต้องกล่าวเตือนบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า “ไหว้พี่เขาเสียสิ”

ความเลวร้ายของสมุนแห่งอำนาจเหนือการเมืองยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ทั้งจากกรณีที่นายครรชิต ทับสุวรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารนายอุดร (ตุ่น) ไกรวัตนุสสรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร จากพรรคเพื่อไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยหลักฐานที่มัดแน่นหนา แต่นายครรชิตก็พยายามที่จะไม่ให้ความจริงในคดีดังกล่าวปรากฏแก่สังคม ด้วยการใช้สิทธิประกันตัว และไม่ยอมส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งยังได้รับเอกสิทธิ์ในฐานะ ส.ส.ที่จะไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในช่วงสมัยประชุมแห่งรัฐสภาเสียอีก ซ้ำร้ายกว่านั้น นายเอนก ทับสุวรรณ บิดาของนายครรชิตยังได้ “แขวะ” คนเสื้อแดงด้วยว่า บุตรชายของตนได้รับประกันตัว ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย คนเผาบ้านเผาเมืองยังได้รับประกันตัวมาเป็น ส.ส.ก็ยังมีเลย ทั้งที่คนเสื้อแดงไม่ได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าว ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว บางรายที่ถูกตั้งข้อหาวางเพลิง ก็ถูกศาลยกฟ้องในช่วงไล่เลี่ยกัน มีเพียงรายเดียวที่ถูกจำคุก “ครึ่งปี” จากข้อหาลักทรัพย์เท่านั้น แต่ถูกคุมขังมากว่า 1 ปีครึ่ง จึงได้รับการปล่อยตัวไปในที่สุด หากผู้ต้องหารายใดคดีดังไม่ถึงที่สุด ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือประกันตัวให้เป็นอิสระเลย ด้วยเหตุผลเดิม ๆ คือโทษสูงและเกรงจะหลบหนีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ผิดกับสมุนอำมาตย์อีกรายหนึ่งคือนายสนธิ แกนนำ พธม.ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 85 ปี แต่สามารถลงโทษได้จริงตามกฎหมายเพียง 20 ปี และเมื่อรวมกับคดีอื่น ๆ ก็จะเท่ากับนายสนธิต้องโทษจำคุกรวมกันกว่า 24 ปี 6 เดือน จากคดีที่นายสนธิเคยใช้เอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ค้ำประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,070 ล้านบาท ของบริษัท เดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ตนเองถือหุ้นใหญ่กว่าร้อยละ 85 ที่กู้ยืมจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง อันเป็นการ “ฉ้อโกง” เงินฝากของประชาชนจากธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ และ “ยักยอก” เงินจำนวนเท่ากันจากแมเนเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อ “ผ่องถ่าย” ผลประโยชน์เข้าสู่เดอะ เอ็ม.กรุ๊ป ซึ่งเป็นเสมือนกระเป๋าเงินส่วนตัวของนายสนธิ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แมเนเจอร์ต้องประสบภาวะล้มละลาย และต้องตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการแทน ที่แม้จะต้องคดีโทษสูงถึงเพียงนี้ และปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณชนอยู่บ่อยครั้งว่าเดินทางไปต่างประเทศ แต่นายสนธิก็ได้รับความเมตตาจากศาลให้ได้รับการประกันตัวระหว่างรออุทธรณ์คดีดังกล่าว ในฐานะที่เป็น “ทาสที่จงรักภักดีอย่างสุดใจขาดดิ้น” ของฝ่ายอำมาตย์ด้วยกัน

ถึงแม้ว่าคนในฝ่ายอำมาตย์จะมีพฤติกรรมเลวระยำต่ำทรามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และยังไม่มีท่าทีจะยุติลงได้โดยง่าย แต่ด้วยเหตุที่รัฐบาลชุดนี้ประสงค์ที่จะสร้างความปรองดองในสังคม นางสาวยิ่งลักษณ์ในฐานะหัวขบวนแห่งรัฐบาลนี้ จึงได้ “สร้างไมตรี” ต่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้ที่สังคมมองว่าเป็นหัวขบวนลำดับต้น ๆ ของฝ่ายอำมาตย์ผู้ถืออำนาจเหนือการเมือง ผู้คิดว่าตนเองคือเจ้าของประเทศตัวจริงอยู่วันยังค่ำ ทั้งการเข้าร่วมงานเลี้ยงวันกองทัพบก เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 และการเชิญเข้าร่วมคอนเสิร์ต “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณผู้มีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาวิกฤติอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 และจะขอเข้าไปรดน้ำดำหัวอวยพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ณ บ้านสี่เสาเทเวศร์ด้วย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของคนในพรรคประชาธิปัตย์ สมุนรายหนึ่งของระบอบอำมาตย์ที่ “ดาหน้า” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พลเอกเปรมว่าแอบไป “มีใจ” ให้กับรัฐบาลของประชาชน แต่ด้วยความเป็น “นักฆ่าเลือดเย็นแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ของอดีต ผบ.ทบ. และอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งรายนี้ ก็ยากที่จะเชื่อว่า แกนนำระบอบอำมาตย์รายนี้จะปันใจให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้โดยง่าย

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

2 มิถุนายน 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s