เมืองไทยรายเดือน (เมษายน-มิถุนายน 2555)

เมืองไทยรายเดือน

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 1-3 เมษายน-มิถุนายน 2555)

ไตรมาสที่สองของปี 2555 ต้องยอมรับว่าอากาศในช่วงนี้แม้ว่าจะร้อนแรงอย่างไร แต่การเมืองไทยก็น่าจะร้อนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งการเดินทางมาฉลองเทศกาลสงกรานต์ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นแม่ทัพแห่งขบวนการประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) เพื่อพบปะกับมวลชนที่รักและศรัทธาตน และเพื่อ “ยั่วประสาท” ของฝ่ายอำมาตย์ผู้ถืออำนาจเหนือการเมือง ที่คิดอยู่เสมอมาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้เป็นศัตรูที่ขัดขวางความอยู่รอดของพวกตนเล่น ๆ ทั้งการมอบของที่ระลึกเป็นเสื้อและหน้ากากรูปพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และการขึ้นเวทีขับร้องบทเพลงที่มีความหมายกระทบกระทั่งจิตใจของฝ่ายอำมาตย์ ทั้งเพลงไทยและเพลงสากลบนเวทีที่หน้าปราสาทหินนครวัด เมืองเสียมเรียบ (เสียมราฐ) ประเทศกัมพูชา คือเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” ที่มีเนื้อหาสรุปได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถทำร้ายเราได้ หากเราไม่รับสิ่งเหล่านั้นมาใส่ใจ และเพลง “Let it be” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ช่างมันเถอะ” แต่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้เลือกที่จะแปลให้กระทบกระทั่งศัตรูของตนว่าเป็นเพลง “ช่างแม่มัน” ที่มีเนื้อหาสรุปได้ว่าในเวลาที่มีอะไรมากระทบจิตใจ ก็ควรจะปล่อยวาง ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ เช่นเดียวกับเพลงก้อนหินก้อนนั้น
ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า ฝ่ายศัตรูของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ก็ย่อมต้องมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (feedback) ที่ “ศัตรูตัวพ่อ” ของตนแม้จะเดินทางมา “เหยียบจมูก” กันถึงเพียงนี้แล้วแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งในช่วงก่อนการเดินทาง ระหว่างการเดินทาง และหลังการเดินทางในครั้งนี้ ทั้งกรณีนางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ที่ขู่ว่าจะดำเนินคดีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคเพื่อไทยและข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเจ้าพนักงานแต่ไม่จับกุมผู้ต้องโทษอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ทั้งที่สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจ เหตุใดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลก่อนจึง “ไม่มีปัญญา” จับกุมตัวนักโทษการเมืองรายนี้ที่ต้องโทษด้วยความอยุติธรรมที่ “โคตรพ่อโคตรแม่” ของตนก่อขึ้นเล่า และกรณีนางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร สมุนรายหนึ่งของฝ่ายอำมาตย์ ได้เขียนข้อความลงใน Facebook ของตนเองว่า มี ส.ว.รุ่นพี่คนหนึ่งเล่าให้ตนฟังว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (party list) พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำ นปช.ได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวเดียวกับตนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปเตรียมการจัดงานดังกล่าว ที่กรุงเวียงจันทน์ของประเทศลาว แล้วประสงค์ที่จะขอเลื่อนชั้นโดยสาร แต่เมื่อพนักงานบริการ (air hostess) แจ้งว่าไม่สามารถกระทำได้ นายจตุพรก็โวยวายจนนักบินต้องมาขู่ว่า หากเลื่อนชั้นโดยสารจะไปลงที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่หากไม่เลื่อนก็จะไปที่กรุงเวียงจันทน์ ซึ่งขัดกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากนายจตุพรไม่เคยเดินทางไปประเทศลาวทางเครื่องบินเลย อย่างมากก็เพียงแค่นั่งเครื่องบินไปลงที่จังหวัดอุดรธานีแล้วนั่งรถโดยสารต่อเข้าไปเท่านั้น อีกทั้งในการโดยสารเครื่องบินในเที่ยวบินหนึ่ง ๆ นั้นจะมีจุดหมายปลายทางเพียงจุดเดียวเท่านั้น เว้นแต่มีการพักเติมน้ำมัน หรือเปลี่ยนเครื่องด้วยสาเหตุอื่น ๆ ระหว่างทางเท่านั้น มิใช่มีปลายทางหลายจุดดังเช่น “ป้าย” หยุดรถประจำทางแต่อย่างใด อีกทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชก็มิได้อยู่ในเส้นทางระหว่างกรุงเทพมหานคร-เวียงจันทน์อีกด้วย การสื่อความดังกล่าวของนางสาวรสนานี้ก็เพียงเพื่อจะโจมตีนายจตุพรว่าเป็นชาวใต้แท้ ๆ แต่ก็เดินทางกลับภูมิลำเนาของตนไม่ได้ เพราะชาวใต้ส่วนใหญ่ไม่เอา “ระบอบทักษิณ” ซึ่งหากนับรวมกับกรณีการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน และการเพิกเฉยที่จะตรวจสอบการทุจริตของคนระดับปลัดกระทรวงคมนาคมแล้ว นี่ก็จะถือเป็นการ “ตอแหล” สังคมของนางสาวรสนาได้อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหานายจตุพรว่าโจมตีคนภาคใต้ว่าเป็นคนโง่ที่เลือกพรรคการเมืองนี้มาแล้ว เนื่องจากนายจตุพรเดินทางไปยังภาคใต้ได้บ่อยครั้ง ทั้งการกลับไปเยี่ยมครอบครัว และการเผยแพร่ประชาธิปไตยในนาม นปช. เพื่อให้ภาคใต้หลุดพ้นจากการครอบงำของพรรคประชาธิปัตย์เสียที
และสมุนอำมาตย์อีกรายที่เลือกใช้โลกเสมือนจริงอย่าง Facebook ในการใส่ร้ายโจมตีผู้นำประชาธิปไตยอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและมวลชนคนเสื้อแดงอย่างเลวทรามที่สุดก็คือ นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน (กลุ่มสลิ่มหลากสี) ที่ได้เขียนข้อความว่า “ไอ้” พวกที่ไปหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในงานสงกรานต์ที่ลาวและกัมพูชา เป็นพวกกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ เนื่องจากนายแพทย์ตุลย์มองว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเปรียบเสมือน “พ่อ” ของคนเสื้อแดง ที่จะต้องให้การเคารพ บูชา เชื่อฟังเสียยิ่งกว่าบุพการีที่จะต้องกลับไปกราบไหว้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เสียอีก แต่แท้ที่จริงแล้วพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่มีคนนิยมชมชอบอยู่มาก เมื่อเดินทางมาใกล้ประเทศไทยแต่ยังเข้าประเทศไม่ได้เนื่องจากฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ผู้เปรียบเสมือนบุพการีของนายแพทย์ตุลย์ยังคงยัดเยียดความผิดให้ มวลชนที่สนับสนุนโดยเฉพาะคนเสื้อแดงจึงได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมดังกล่าว เช่นเดียวกับนักการเมืองและผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่าง ๆ ที่มักจะเปิดโอกาสให้บุคคลใกล้ชิด ทั้งที่เป็นและไม่เป็นเครือญาติ แต่มีความนิยมชมชอบตนให้มา “รดน้ำดำหัว” เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ และมวลชนคนเสื้อแดงก็ยังได้ถือโอกาสนี้ท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรี และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของประเทศเหล่านี้ซึ่งหลายอย่างมีความคล้ายคลึง หรือใกล้เคียงกับของไทยอีกด้วย ผิดกับนายแพทย์ตุลย์และเครือข่ายที่ถูกฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “เสี้ยมสอน” ให้เกลียดประเทศเหล่านี้อย่างกับว่าเป็นศัตรูกันก็ไม่ปาน
และอีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายอำมาตย์หยิบยกขึ้นมาโจมตีศัตรูอันดับหนึ่งของตนก็คือ คำว่า “ช่างแม่มัน” ที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแกนนำฝีปากเอกของ นปช.จงใจ “เหยียบตาปลา” คนเหล่านั้นด้วยการกล่าวว่า “ใครจะขวางปรองดอง ช่างแม่มัน ใครจะขวางแก้รัฐธรรมนูญ ช่างแม่มัน” เพื่อแสดงพลังให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็นว่า คนเสื้อแดงหรือ นปช.ไม่สนใจต่อการกระทำใด ๆ ของคนพวกนี้ซึ่งเป็นพวก “มีพ่อมีแม่” คอยให้ท้ายอีกต่อไป แต่จะมีหน้าที่สนับสนุนให้รัฐบาลของประชาชนชุดนี้บริหารประเทศเพื่อสร้างการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย สร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และสร้างสังคมที่มีคุณภาพต่อไป เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคม ASEAN ในปี 2558 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็พยายามที่จะ “เสี้ยม” ให้คนเสื้อแดงกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแตกแยกจากกัน ด้วยการตีความคำว่า “ช่างแม่มัน” ให้กระทบถึงความรู้สึกของคนเป็นแม่อย่างนางพะเยาว์ อัคฮาด ซึ่งสูญเสียบุตรสาวของตนคือนางสาวกมนเกด อัคฮาด จากการใช้อาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่ทหารยิงมาจากรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัดปทุมวนาราม ทั้งที่นางสาวกมนเกดเป็นพยาบาลอาสาดูแลประชาชนที่ใช้วัดนี้เป็นที่พักหลังยุติการชุมนุมของ นปช.เพื่อทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
เหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองต่อมาก็คือ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช… ในวาระที่สอง คือการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาสามารถแปรญัตติ เพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาสาระได้ตามที่ตนเองประสงค์ แต่หากกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ก็สามารถขอสงวนคำแปรญัตติดังกล่าวมาอภิปรายต่อในรัฐสภาเพื่อขอมติจากที่ประชุมได้อีก ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีสมาชิกจำนวน 99 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน ส่วนที่เหลือมาจากนักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยมีสมาชิกรัฐสภาสมุนอำมาตย์ทั้ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.กลุ่ม 40 ขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติกันกว่าร้อยราย เพื่อหวังถ่วงเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ออกไปให้นานที่สุด โดยการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2555 จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 คิดเป็นเวลากว่า 1 เดือน ซึ่งพ้นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติไปแล้ว รัฐบาลจึงได้ขยายสมัยประชุมนี้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรองรับการประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และกฎหมายสำคัญอื่น ๆ ที่ยังค้างอยู่หลายฉบับ เฉพาะการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็ปรากฏมีการ “ตีรวน” กันตั้งแต่ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 3 รายจงใจตั้งชื่อให้กระทบกับศัตรูอันดับหนึ่งของพวกตน ไม่ว่าจะเป็นนายเทพไท เสนพงศ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ตั้งชื่อให้ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญรวบรัดเพื่อทักษิณแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…” นายสาธิต ปิตุเตชะจากจังหวัดระยองที่ตั้งชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นปช.ครองเมืองแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…” และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส. party list ที่ตั้งชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่มาจากการลงประชามติเห็นชอบของประชาชน จำนวน 14.7 ล้านเสียง) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…” เพื่อแสดงอาการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ทำให้พวกตนได้รับอำนาจล้นฟ้า ที่ผ่านการลงประชามติมาด้วยการ “ข่มขืนใจ” ประชาชนให้รับไปก่อน แล้วให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไปแก้ไขในภายหลัง หากไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็อาจหยิบเอารัฐธรรมนูญที่เลวร้ายกว่านี้มาใช้บังคับแทนก็ได้ แต่เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งพวกตนมองว่าเป็นเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ก็กลับไม่ยอมให้แก้ไข โดยอ้างว่า “เจ้าระบอบ” คนนั้นจะได้รับประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว รวมถึงความคิดของสมาชิกรัฐสภาสมุนอำมาตย์รายอื่น ๆ ที่ได้ “โผล่หาง” ความเป็นทาสอำมาตย์ให้สาธารณชนเห็นอีก ดังเช่นกรณีนางสาวรสนา ที่ได้กล่าวหาว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่เผด็จการแท้ ๆ ของนาย Adolf Hitler แห่งพรรค NAZI ซึ่งปกครองเยอรมันอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่ทำเลย เนื่องจากรัฐบาลยืนกรานที่จะขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหวัง “ฉีก” รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้จงได้ โดยผ่านทางการโอนอำนาจไปให้ ส.ส.ร.ในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็สามารถสรุปได้ว่า คนอย่างนางสาวรสนาและสมาชิกรัฐสภาฝ่ายอำมาตย์เหล่านี้ ไม่ประสงค์ที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้แต่อย่างใด ไม่ว่าจะผ่านการยกร่างโดย ส.ส.ร.โดยอ้างเหตุผลที่ได้กล่าวหามาแล้ว หรือหากรัฐบาลจะแก้ไขเสียเอง ก็จะต้องโจมตีว่า “แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตนเองและพวกพ้อง” อีกแน่นอน
เนื้อหาสาระอีกส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหยิบยกขึ้นมาโจมตีก็คือ มาตรา 291/11 วรรคห้าและวรรคหก ที่ความเดิมห้ามยกร่างรัฐธรรมนูญอันมีผลเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปเป็นระบอบอื่น เช่น ระบอบประธานาธิบดี หรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจากรัฐเดี่ยวอันแบ่งแยกมิได้ไปเป็นรัฐรวม ดังเช่น สหรัฐอเมริกา หากรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างขึ้นใหม่นี้มีเนื้อหาดังกล่าว ให้เป็นอันตกไป ซึ่งก็ถือว่ามีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ว่าประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ และฉบับใด ๆ ก็ตาม จะต้องคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐเช่นเดิม ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ดังที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาโจมตีว่ารัฐบาล พรรคเพื่อไทยและ นปช.มีจุดมุ่งหมายล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่แล้วสมาชิกรัฐสภาฝ่ายตรงข้ามก็ยังคงขอแปรญัตติให้เพิ่มบทบัญญัติที่ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงขึ้นอีก ทั้งหมวดพระมหากษัตริย์ และหมวดศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความหวาดระแวงว่า สถาบันกษัตริย์จะถูก “ลดทอน” พระราชอำนาจ รวมถึงหวั่นเกรงการเข้าแทรกแซงอำนาจตุลาการ และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยฝ่ายการเมือง จนทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้รับการ “ฟอกความผิด” ทั้งที่บทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวมีความ “สุ่มเสี่ยง” ที่จะเกิดปัญหาในหลายประการ ทั้งการเปิดโอกาสให้ประธานองคมนตรีซึ่งเป็นสามัญชน สามารถดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ในระยะ “ผลัดแผ่นดิน” ในช่วงที่ยังมิได้อัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งจะเป็นเวลานานสักเท่าใดก็ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมิได้กำหนดเงื่อนเวลาเอาไว้ รวมถึงการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายตุลาการและฝ่ายตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งไม่ยึดโยงผูกพันกับอำนาจของประชาชน บางองค์กรก็มีที่มาจากฝ่ายอำนาจนอกระบบด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดก็มีเพียงบทบัญญัติที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่รัฐสภาลงมติห้ามแก้ไข
และไม่เพียงแต่จะแสดงความคิดเห็นในเชิง “ปกป้อง” รัฐธรรมนูญฉบับที่ “โคตรพ่อโคตรแม่” ของตนรังสรรค์ขึ้นและทำให้พวกตนได้ประโยชน์เท่านั้น หากแต่สมาชิกรัฐสภาฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคง “โชว์ถ่อย” ให้ประชาชนได้ประจักษ์อีกด้วย ทั้งการที่นางสาวรสนากล่าวหานายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ส.ส.จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทยว่าเสียบบัตรแสดงตนในที่ประชุมแทนผู้อื่น ทั้งที่นายวิวัฒน์ชัยเพียงแค่ยกแขนไปพิงที่นั่งด้านหลังเท่านั้น อีกทั้งที่นั่งด้านหลังนี้ก็ไม่มีช่องให้เสียบบัตรแต่อย่างใด เมื่อนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยร้องขอหลักฐานจากนางสาวรสนา นางสาวรสนาก็กลับ “เบี้ยว” ไม่ส่งหลักฐานให้เสียนี่ เนื่องจากปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แม้ระดับหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยให้ผู้อื่นเสียบบัตรแทนตนเองมาแล้ว นายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส. party list พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.จึงได้เสนอแนะแนวทางในการพิสูจน์ตัวตน (authentication) ของสมาชิกรัฐสภาด้วยวิธีการอื่น อาทิ การตรวจสอบลายนิ้วมือซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อป้องกันการแสดงตัวแทนกัน และในส่วนของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เองก็มีพฤติกรรมถ่อยไม่น้อยหน้าไปกว่านางสาวรสนา ทั้งการนั่งดูภาพลามกในโทรศัพท์มือถือของนายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ บุตรชายของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส. party list และแกนนำอาวุโสของพรรคการเมืองแห่งนี้เช่นกัน ในวันเดียวกับที่มีภาพในลักษณะเดียวกันปรากฏบนหน้าจอ monitor ของรัฐสภา และการตะคอกคำว่า “ไฮล์ ฮิตเลอร์” พร้อมทำวันทยหัตถ์ของนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส. party list พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหวังกระทบกระเทียบนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา แต่แล้วรัฐสภาก็สามารถผ่านการประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สองได้สำเร็จด้วยดี และกำหนดนัดประชุมอีกครั้งในวาระที่สาม เพื่อลงมติเห็นชอบทั้งฉบับในวันที่ 5 มิถุนายน 2555
ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างการรอพิจารณาในวาระที่สามนี้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส. partylist และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิในฐานะที่เคยเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหลายราย ก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ…. ต่อสภาผู้แทนราษฎร ที่มีสาระสำคัญในการลบล้างความผิดของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองทุกราย ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายประชาชน ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” ครั้งแรก จนนำไปสู่การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 อันเป็นวันที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยุบสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีก 2 รายคือนายสามารถ แก้วมีชัย และนายนิยม วรปัญญาต่างก็เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ…. ที่มีสาระไปในทางเดียวกันต่อสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน แต่นายณัฐวุฒิ แกนนำ นปช.ในฐานะ ส.ส. party list พรรคเพื่อไทยก็เห็นว่า ร่างกฎหมายทั้งสามฉบับไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นการนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่ปราบปรามประชาชนในช่วงการชุมนุมของ นปช. จนมีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยศพ และบาดเจ็บกว่าหลายพันราย นิรโทษกรรมคดีความของ นปช.ที่เร่งดำเนินกันเสียเหลือเกิน และนิรโทษกรรมคดีความของ พธม.ที่แทบไม่ระคายผิวเลยแม้แต่น้อยด้วย อย่างในช่วงเวลานี้ ที่มีการจับกุมแกนนำ พธม. 2 รายคือ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 และนายการุณ ใสงาม ที่เจ้าตัวลงทุนขังตัวเองอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวเป็นเวลาวันกว่า ๆ ที่บ้านพักที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2555 แม้จะมารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน แต่บุคคลทั้งสองก็ไม่ได้ลิ้มรส “คุกตะราง” เลย ทำให้การค้นหาความจริงอันเป็นมูลฐานแห่งความปรองดองไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย ตนเองและ ส.ส.ที่เป็นแนวร่วมคนเสื้อแดงรวม 74 คน จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ…. อันมีสาระสำคัญอย่างเดียวกับ 3 ฉบับอื่น แต่ไม่นิรโทษกรรมให้กับคดีก่อการร้าย และความผิดเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งก็หมายถึงคดีความที่เกี่ยวกับ นปช.และ พธม.จะไม่ถูกลบล้างไปด้วยนั่นเอง
และก่อนที่จะกล่าวถึงความพยายามของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองในการขัดขวางกฎหมายฉบับนี้ ขอกล่าวถึงความคืบหน้าของการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนเสียก่อน โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 นาย Robert Amsterdam ทนายความของ นปช.ในการนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีครบรอบ 2 ปี “ทุ่งสังหารราชประสงค์” ว่า มีหลักฐานสำคัญว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองสัญชาติอังกฤษ เนื่องจากมีชื่อปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งขัดแย้งกับที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวไว้ว่า ตนเองลงทะเบียนเรียนในฐานะนักศึกษาต่างชาติ ทั้งที่นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษด้วยการเกิด จึงได้สิทธิ์ในฐานะพลเมืองอังกฤษทุกประการ ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่นด้วย และด้วยการที่อังกฤษเป็นประเทศสมาชิก ICC นายอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศดังกล่าวจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดในคดีนี้ได้ ในส่วนของความพยายามในการนำคดีขึ้นสู่ ICC ก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยกับ ICC” ในช่วงก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน โดยมีการเชิญฝ่ายตุลาการและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องมาร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ประเทศไทยลงนามเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยการจัดตั้ง ICC ตั้งแต่ปี 2543 แต่ยังมิได้ลงนามให้สัตยาบันเพื่อผูกพันรัฐไทยแต่อย่างใด เนื่องจากมีความกังวลกันว่า ประเทศไทยซึ่งมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ (Head of State) จะต้องยอมรับมาตรา 12 ของธรรมนูญกรุงโรม ที่ระบุให้ประมุขแห่งรัฐต้องร่วมรับผิดในคดีที่เข้าสู่ ICC ด้วย แต่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า ประเทศอื่นที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ดังเช่นอังกฤษและญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องให้ประมุขแห่งรัฐร่วมรับผิดแต่อย่างใด หากมิใช่เป็นพระบรมราชโองการสั่งการโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการดังกล่าว ประเทศไทยจึงสบายใจได้ในการเข้าลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมนี้ ถึงแม้ว่าการลงสัตยาบันจะไม่มีผลผูกพันการก่ออาชญากรรมสงครามที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็เพื่อป้องกันการก่อเหตุสังหารประชาชนเช่นนี้อีกในอนาคต อีกทั้งในธรรมนูญกรุงโรมก็ยังเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถทำ “คำแถลงการณ์ฝ่ายเดียว” ซึ่งมิใช่หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แต่อย่างใด เพื่อยอมรับเขตอำนาจ ICC ในการพิจารณาคดีที่ผ่านมาเป็นราย ๆ ไปได้ด้วย โดยนายแพทย์เหวงและ ส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอมติคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการดังกล่าวกับคดี “ทุ่งสังหารราชประสงค์และสี่แยกคอกวัว” เมื่อปี 2553 รวมถึงความพยายามของ นปช. นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ โตจิราการ ประธาน นปช. ที่ได้นำคณะอันประกอบด้วยนายแพทย์เหวง นางพะเยาว์ นายคารม พลพรกลาง (สกุลเดิมพลทะกลาง) ทนายความของ นปช. และ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์มหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปให้การในการไต่สวนมูลฟ้องที่ ICC ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยความหวังว่า ICC จะรับคดีนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากกระบวนการดำเนินคดีของประเทศไทยมีความล่าช้า กว่า 2 ปีแล้วเพิ่งจะได้เริ่มไต่สวนหาสาเหตุการตาย และยังมีความพยายามในการนิรโทษกรรมให้ผู้บงการและผู้ปฏิบัติการผ่านกฎหมายปรองดองเสียอีก
เหตุที่เลือกใช้คำว่า “ทุ่งสังหาร” (Killing Field) ก็เพราะเคยมีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในยุคที่เขมรแดงเคยยึดครองประเทศกัมพูชาได้เมื่อปี 2518 และได้กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามและผู้ไม่เกี่ยวข้องไปกว่า 3 ล้านชีวิต ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมียอดผู้เสียชีวิตน้อยกว่าหลายเท่า แต่ด้วยพื้นที่ราชประสงค์ในอดีตมีชื่อเรียกว่า “ทุ่งปทุมวัน” อันแปลว่าดงดอกบัว แต่ด้วยความที่ฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองมีพฤติกรรม “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” คือเห็นผิดเป็นชอบ ด้วยการถูก “ล้างสมอง” ให้เกลียดชังมวลชนคนเสื้อแดงด้วยการตราหน้าว่าเป็นมวลชนรับจ้างของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้จัดส่งกองกำลังทหารซึ่งอยู่ใต้อาณัติของตน โดยเฉพาะกองทัพบก ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปกงจักรมาปราบปรามประชาชนเหล่านี้ ณ ดินแดนที่เคยถูกเรียกว่าทุ่งปทุมวัน พื้นที่แห่งนี้จึงสมควรแก่คำว่า “ทุ่งสังหารราชประสงค์” โดยแท้จริง และก่อนการปราศรัยครบรอบการปราบปรามประชาชน 2 ปีเพียงวันเดียวคือวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองซึ่งครอบงำกระบวนการยุติธรรมได้เช่นเดียวกับกองทัพ ก็ได้ใช้กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ “สังหาร” นายจตุพรให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.ด้วยข้ออ้างที่ว่า นายจตุพรได้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เนื่องจากมิได้ไปเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งที่นายจตุพรถูกคุมขังไว้ในเรือนจำจากการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขอประกันตัวต่อศาลเพื่อออกมาเลือกตั้งก็ไม่ได้ จนศาลรัฐธรรมนูญสามารถนำประเด็นนี้มา “เหยียบ” นายจตุพรซ้ำลงไปอีกได้ว่า เหตุที่ศาลไม่ให้ประกันตัวนั้น ก็ด้วยเหตุ “อัตราโทษสูง” อันเป็นมุกเก่า ๆ ที่ฝ่ายตุลาการใช้อ้างอิงในการไม่ยอมให้บุคคลในฝ่ายประชาธิปไตยได้รับอิสรภาพในคดีความดังกล่าว โดยนายจตุพรได้กล่าวทั้งในการแถลงข่าวของ นปช.ในวันเดียวกับที่พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.และการปราศรัยในวันถัดมาว่า ตนคาดคิดไว้แล้วว่าผลการตัดสินจะออกมาแบบนี้ ถึงขั้นที่เปรียบเทียบว่าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน แต่มีความเกลียดชังตนเสีย 10 คนเลยทีเดียว เนื่องจากตุลาการบางรายกล่าวถึงตนอย่างไม่ให้เกียรติว่า “ไอ้ตู่” เพราะตนเคยนำความชั่วร้ายของคนพวกนี้ออกมาประจานอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังเห็นว่าระหว่างศาลอาญากับศาลรัฐธรรมนูญยังมีกระบวนการ “ส่งไม้ผลัด” ในการรังแกตนอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการที่ศาลอาญาไม่ยอมให้ตนไปเลือกตั้ง เพื่อให้สมาชิกภาพของพรรคสิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นข้ออ้างในการ “ถีบ” ตนตกจากเก้าอี้ ส.ส. ทั้งที่ก่อนการวินิจฉัยคดีนี้ไม่นานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายจตุพรไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำปราศรัยของนายจตุพรเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 หากพิจารณาทั้งหมดแล้วจะพบว่า นายจตุพรมิได้จาบจ้วงล่วงเกินสถาบันกษัตริย์เลย เพียงแต่กล่าวเตือนรัฐบาลที่ผ่านมาเกี่ยวกับการใช้หน่วยทหารที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนี้มาปราบปรามประชาชนเท่านั้น มิใช่พิจารณาเพียงแค่คำว่า “กระสุนพระราชทาน” เพียงแค่คำเดียว จนทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลที่แล้ว ต้องขู่ที่จะดำเนินคดีกับผู้บริหารของ DSI ที่เคย “สนองตัณหา” ให้กับตน แต่ก็ได้ “เปลี่ยนสี” เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล
และเมื่อกล่าวถึงการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับนายจตุพรแล้ว ก็จะได้ขอกล่าวถึงความคืบหน้าในคดีอื่น ๆ พร้อมความเคลื่อนไหวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ก่อนที่จะไปกล่าวถึงการพิจารณากฎหมายปรองดอง โดยเริ่มจากการที่ DSI สั่งยุติการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีที่มีการเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยและ นปช.เข้าเป็นแผนผังเครือข่ายผู้คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ หรือที่รู้จักกันดีว่า “ผังล้มเจ้า” ในช่วงที่มีการชุมนุมของ นปช.เมื่อปี 2553 และถูกใช้เป็น “ใบเสร็จ” สำคัญในการปราบปรามประชาชนในเวลาต่อมา ซึ่งสาเหตุที่ DSI ยุติการสอบสวนในคดีนี้ ก็มีที่มาจากการที่ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้มีรายชื่อปรากฏในแผนผังดังกล่าว ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกในฐานะอดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) องค์กรเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อจัดการสถานการณ์การชุมนุมของ นปช.ในช่วงดังกล่าว ซึ่งพันเอกสรรเสริญก็ได้ให้การในชั้นศาลว่า ผังล้มเจ้าดังกล่าวนี้มิใช่การกล่าวหาบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ นปช.ในทางการข่าวเท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้จัดทำ ดร.สุธาชัยจึงได้ยอมถอนฟ้องในคดีดังกล่าว เมื่อคดีเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ถูกส่งให้ DSI ในฐานะพนักงานสอบสวนแล้ว DSI ก็ได้เรียกพันเอกสรรเสริญเข้าไปให้ปากคำ แต่ก็ไปเพียงไม่กี่ครั้งและยังคงให้ปากคำในลักษณะเดิม แล้วก็มิได้ไปให้ปากคำอีกเลย เมื่อพยานหลักฐานไม่พอรับฟังว่าความเชื่อมโยงของบุคคลเหล่านั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร จึงเป็นการชอบแล้วที่ DSI จะยุติการสอบสวนในคดีนี้
อีกคดีหนึ่งที่น่าจะสะเทือนขวัญสั่นประสาทฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองได้ก็คือ การที่นายอำพล ตั้งนพกุล (อากง) จำเลยในคดีนี้อีกรายหนึ่งที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี จากข้อกล่าวหาการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ (short messaging service: SMS) ไปยังนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ สมัยที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า อากงส่ง SMS ดังกล่าวจริงหรือไม่ จนเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไปในสังคม ซึ่งแม้ว่าครอบครัวของอากงจะต่อสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ แต่เมื่อเห็นว่าหากอุทธรณ์ต่อไปแล้วอาจไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกันตัวออกมารักษาสุขภาพและดูแลครอบครัวที่มีบุตรหลานจำนวนมาก จึงได้ถอนการอุทธรณ์เพื่อให้คดีถึงที่สุด และขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป แต่ไม่ทันที่อากงจะได้รับอิสรภาพ วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 อากงก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเสียก่อน ทั้งที่อากงเริ่มมีอาการเจ็บป่วยและได้ถูกส่งตัวไปที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นวันศุกร์แล้ว แต่โรงพยาบาลปิดทำการเสียก่อน และตรงกับช่วงวันหยุดยาวอีกด้วย ในช่วงเช้าอีก 4 วันต่อมา ยังไม่ทันที่อากงจะได้รับการวัดชีพจรและความดันโลหิตเลย วิญญาณก็ได้หลุดจากร่างอากงไปเสียแล้ว ท่ามกลางข้อสังเกตที่หลายฝ่ายมองว่า อากงถูก “วางยา” จากฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเช่นเดียวกับที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา และนายสมัคร สุนทรเวชเคยโดนมาแล้วหรือไม่ นางรสมาลิน ตั้งนพกุล ภรรยาของอากงจึงได้กล่าวในช่วงที่ไปรับศพสามีของตนว่า “กลับบ้านเรานะ เขาปล่อยลื้อแล้ว” เพื่อ “ประจาน” ความอยุติธรรมที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเล่นงานสามีของตนมาโดยตลอด ทั้งที่มิได้กระทำความผิดนั้นเลย ในทางกลับกันยังปรากฏด้วยซ้ำว่าอากงในฐานะปู่และตา ยังเคยพาหลาน ๆ ไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง และยังได้ประจานความอยุติธรรมนี้เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมศพหน้าที่ทำการศาลอาญา 1 คืน พร้อมกับที่แนวร่วม นปช.บางรายได้เปลี่ยนป้ายที่ทำการศาลอาญาให้เป็น “ศาลอากง” และออกบัตรเชิญไปยังผู้มีส่วนทำให้อากงเสียชีวิต 4 รายอีกด้วย คือนายสมเกียรติ นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีอากง และยังถูก “จับวาง” จากฝ่ายอำนาจนอกระบบให้เป็นเจ้าของสำนวนคดีนี้ของบุคคลในฝ่ายประชาธิปไตยด้วย และนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ผู้เขียนบทความ “อากงปลงไม่ตก” ที่มีสาระไปในทางโจมตีฝ่ายประชาธิปไตยและปกป้องความผิดให้กับฝ่ายอำนาจนอกระบบแต่เหนือการเมือง ที่ปกครองบังคับบัญชาตนอยู่ ก่อนที่จะได้เคลื่อนย้ายศพของอากงไปบำเพ็ญกุศล ณ วัดด่านสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และบรรจุศพไว้ 112 วัน เท่ากับเลขมาตราของประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้ดำเนินคดีกับอากง เพื่อรอการฌาปนกิจต่อไป
ซึ่งความตายของอากงนี้นำมาสู่ประเด็นต่าง ๆ มากมายในสังคม นอกเหนือจากประเด็นเรื่องอากงเป็นผู้ทำผิดจริงหรือไม่แล้ว โดยเฉพาะกรณีมาตรฐานการรักษาพยาบาลผู้ต้องโทษของกรมราชทัณฑ์ ที่ต่ำกว่าโรงพยาบาลของรัฐโดยทั่วไป หรือเพราะคิดว่าผู้ต้องโทษเหล่านี้มีค่าในสังคมน้อยกว่าบุคคลทั่วไป กรณีการไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องโทษในคดีตามมาตรา 112 ที่มิใช่บุคคลในฝ่ายอำมาตย์ โดยอ้างเพียงว่าเป็นคดีอัตราโทษสูง กระทบกระเทือนจิตใจคนส่วนมากในสังคม และเกรงการหลบหนี โดยมิได้คำนึงถึงความจำเป็นทางสุขภาพของผู้ต้องโทษจนเกิดกรณี “ตายคาคุก” ดังเช่นอากง ผู้ต้องโทษในคดีดังกล่าวอย่างน้อย 2 รายที่มีปัญหาทางสุขภาพ คือนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็ขอประกันตัวหลายครั้งเพื่อออกมารักษาโรคภัยไข้เจ็บเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่เป็นผล นายสุรชัยซึ่งมีอายุถึงกว่า 70 ปีแล้วจึงได้เขียนพินัยกรรมถึงนางปราณีด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาและครอบครัวว่า หากตน “ตายคาคุก” เช่นเดียวกับอากง อย่าเพิ่งทำการปลงศพ จนกว่าจะมีการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายมาตรา 112 สำเร็จ ซึ่งก่อนหน้านี้นายสุรชัยก็ได้แนะนำครอบครัวของอากงในลักษณะเดียวกันด้วย รวมถึงนายสมยศยังได้มอบหมายให้นายคารม พลพรกลาง ทนายความส่วนตัว ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าว แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็มิได้รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาแต่อย่างใด ด้วยเหตุที่ “รู้ ๆ กันอยู่” แต่กรณีที่น่าชิงชังรังเกียจที่สุดก็คือ การที่นางสาวบงกช (ตั๊ก) คงมาลัย ดารานักแสดงสาวผู้มีจุดเด่นที่ทรวงอก ได้เขียนข้อความด่าทอต่อว่าอากงและผู้สนับสนุนลงใน Facebook ของตนเอง ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า คนอย่างอากงตายไปก็ดีแล้ว แผ่นดินจะได้สูงขึ้น ใครที่สนับสนุนอากงอยู่ ก็คงจะตกนรกไปตามอากง เพราะจาบจ้วง “พ่อ” และตั๊ก บงกชยังได้กล่าวอีกว่า ถึงตนจะ “เปิดนม” หรือทำตัวไม่ดีในเรื่องใด ๆ ตามแต่ที่คนเสื้อแดงจะกล่าวหา แต่ตนเองก็มีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถึงแม้ว่าดาราสาวทรงโตรายนี้จะลบข้อความดังกล่าวจาก Facebook ของตนไปแล้ว ดังเช่นกรณีนางสาวรสนาที่กล่าวหานายจตุพรเรื่องการเลื่อนชั้นโดยสารเครื่องบิน แต่นี่ก็มิใช่การแสดงออกทางสังคมที่ดีเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้วายชนม์ ทั้งที่ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง หรืออาจทราบแต่คลาดเคลื่อน นายอรรถชัย (โด่ง) อนันตเมฆ ดารานักแสดงรุ่นพี่ ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเป็นแนวร่วมคนเสื้อแดงรายหนึ่ง จึงได้เขียนข้อความ “สอนน้อง” ตั๊ก บงกช ลงใน Facebook ของตนเอง เช่นเดียวกับที่ ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เตือนสติตั๊ก บงกชว่า ความรักที่ไม่กอปรด้วยเหตุผล อาจนำไปสู่ความหลงได้ง่าย และเมื่อตั๊ก บงกชเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่เขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จึงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งต้องเดินทางไปประท้วงตั๊ก บงกช ในกรณีดังกล่าวถึงกองถ่ายทำภาพยนตร์ จนต้องเลิกกองกันเลยทีเดียว ทำให้ ส.ส.และแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์หลายราย ทั้งนายสุเทพ และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาโจมตีรัฐบาลที่ปล่อยให้มวลชนของตนไปคุกคามผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองและปกป้องตั๊ก บงกช ทั้งที่การแสดงออกของตั๊ก บงกชเป็นการกระทำที่เลวร้ายกว่าหลายเท่า และยังปรากฏว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายรายที่แสดงความเห็นต่อต้านคัดค้านในประเด็นต่าง ๆ โดยมีลักษณะไม่ต่างอะไรกับที่ตั๊ก บงกชกล่าวหาอากงคือ ไม่ทราบข้อเท็จจริงของเรื่องที่ตนโจมตีหรือทราบเพียงบางส่วนอยู่เป็นจำนวนมาก
และอีกคดีหนึ่งที่มีการตัดสินในช่วงนี้ก็คือ คดีที่นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการ website ประชาไท (www.prachatai.com) ในฐานะผู้ดูแล (webmaster) ของ website ดังกล่าว ถูกฟ้องร้องตามกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากปล่อยให้มีการเขียนข้อความจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์เป็นจำนวนมาก นางสาวจีรนุชจึงถูกพิพากษาจำคุก 1 ปี แต่ได้รับลดโทษ 2 ใน 3 คงเหลือ 8 เดือน และได้รอการลงโทษ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การลงโทษดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการนำความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือ เนื่องจากในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรี ทุกสถานที่และทุกเวลา webmaster เพียงคนเดียวจึงอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง และเป็นความจริงอยู่ที่ความคิดเห็นบางอย่างอาจพาดพิงถึงบุคคลอื่น ซึ่งหากทำให้บุคคลนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงก็จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่หากเป็นการแสดงออกทางวิชาการ หรือติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็ไม่ต้องรับโทษใด ๆ และหากจะดำเนินคดีหมิ่นประมาทกันจริง ๆ ก็เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่จะต้องไปเริ่มกระบวนการดำเนินคดีเอง ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้เฉพาะการดำเนินคดีหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่หากเป็นคดีหมิ่นประมาทบุคคลในสถาบันกษัตริย์ 4 ตำแหน่งคือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กฎหมายเปิดช่องให้ใครก็ได้เป็นผู้เริ่มกระบวนการดำเนินคดี ในฐานะคดีความมั่นคงแห่งรัฐ และแม้ว่าสิ่งที่ผู้เสียหายกล่าวถึงจะเป็นความจริง หรือการแสดงออกทางวิชาการ หรือการติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็ไม่มีโอกาสได้รับยกเว้นโทษแต่อย่างใด
ซึ่งลักษณะอันวิปริตของกฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ ก็ได้นำไปสู่การที่นักวิชาการสาขานิติศาสตร์ กลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “คณะนิติราษฎร์” เสนอแนวความคิดในการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว และได้ร่วมกับนักวิชาการ นักคิด นักเขียนกลุ่มหนึ่ง จัดตั้ง “คณะรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112” (ครก.112) ขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนต่อรัฐสภาในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้ได้อย่างน้อย 10,000 รายชื่อ โดยเปิดรับรายชื่อเป็นเวลา 112 วันเท่ากับเลขมาตราของกฎหมายนี้ และเมื่อครบกำหนดดังกล่าว ก็ปรากฏว่ามีประชาชนมาร่วมลงชื่อกว่า 26,000 รายชื่อ ครก.112 จึงได้รวบรวมรายชื่อดังกล่าวพร้อมเอกสารประกอบบรรจุลงในกล่องสีดำ อันเป็นสัญลักษณ์ของความมืดบอดของสังคมที่เกิดจากการใช้กฎหมายฉบับนี้ ไปยื่นต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 โดยไม่นำพาต่อการ “เห่าหอน” ของบรรดาลูกสมุนผู้เป็นทาสอันจงรักภักดีของฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองที่รุมโจมตี ครก.112 ทั้งทางกายและทางวาจาในตลอดการรณรงค์ที่ผ่านมา ทั้งการทำร้ายร่างกาย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในสมาชิกของคณะนิติราษฎร์และ ครก.112 โดยสองพี่น้องฝาแฝดคือนายสุพจน์และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ การกล่าวหาคณะนิติราษฎร์และ ครก.112 ด้วยการเปรียบเทียบการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินีว่าหากพ่อแม่ของบุคคลเหล่านี้ป่วยแล้วมีคนมายืนด่าจะพอใจหรือไม่ และการขับไล่ผู้ที่เห็นว่ากฎหมายนี้มีอัตราโทษรุนแรงเกินไปให้ไปอยู่ต่างประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
กลับมากล่าวถึงความพยายามของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองในการขัดขวางกฎหมายปรองดองกันต่อ ซึ่งแม้ว่ากฎหมายทั้งสี่ฉบับนี้จะยังไม่มีผลบังคับ แต่ก็กลายเป็นว่าทำให้ “คนเสื้อเหลือง” อย่าง พธม.และ “พรรคการเมืองสีฟ้า” อย่างพรรคประชาธิปัตย์กลับมา “จูบปาก” ปรองดองกันได้ แม้ว่าจะเคยโกรธเคืองกันถึงขั้น “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” ก็ตาม แต่เพราะคนทั้งสองกลุ่มนี้มีศัตรูร่วมกันก็คือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ นปช.และพรรคเพื่อไทยนั่นเอง ด้วยความคิดที่ตรงกันว่า กฎหมายปรองดองนี้จะเอื้อประโยชน์ให้อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ในการลบล้างความผิดและได้รับทรัพย์ที่ถูกยึดกลับคืน และรวมถึงการลบล้างความผิดให้กับแกนนำ นปช.ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา “เผาบ้านเผาเมือง” อีกด้วย อันถือเป็นการล้มล้างกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายตุลาการ ทั้งที่สิ่งที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณถูกกระทำนั้น ก็มาจากความอยุติธรรมจากการถูกรัฐประหารทั้งสิ้น โดยความเคลื่อนไหวของลิ่วล้อฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองทั้งสองสีนี้ก็เริ่มจากการที่นายสนธิจัดกิจกรรม “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรภาคพิเศษ” ที่สวนลุมพินีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 เพื่อประกาศให้แนวร่วม พธม.ออกมาทำ “สงครามครั้งสุดท้าย” อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการออกมาชุมนุมต่อต้านการเสนอกฎหมายดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรในอีก 4 วันถัดมา ภายหลังจากที่ได้กล่าวเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ถึงขั้นที่กล่าวว่า หากการต่อสู้ครั้งนี้มีผลออกมาอย่างใดก็ตาม ตนเองก็จะขอยุติบทบาททางการเมืองตลอดชีวิต ถ้าชนะก็จะขอลาออกจากการเป็นแกนนำ พธม.ไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ แต่ถ้าแพ้ก็จะขอยอมตาย “คาลูกปืน” กันเลยทีเดียว
และในช่วงบ่ายของ 2 วันถัดมาหลังการจัดกิจกรรมของนายสนธิที่สวนลุมพินี หรือวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 นางลีนา จังจรรจา (ลีน่า จัง) นักธุรกิจเครื่องสำอางผู้เคยพลาดเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาแล้วถึง 2 ครั้ง ก็ได้จัดรายการ “แฉคดี” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม Hot TV ของตน โดยมีเนื้อหาสาระโจมตีกฎหมายปรองดองเช่นกัน ด้วยการให้ร้ายพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นปช. ด้วยการใช้คำเรียกว่า “ไอ้” และ “อี” แต่ที่เลวร้ายและถ่อยสถุลไปกว่านั้นก็คือ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ถึงขั้นใช้อวัยวะเพศหญิงมาด่าออกโทรทัศน์กันเลยทีเดียว โดยลีน่า จังอ้างว่า “กูไม่ใช่แม่ค้า แต่กูเป็นปิศาจที่รักในหลวง” ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่า ทำไมฝ่ายตรงข้ามจึงต้องแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์โดยใช้ความรุนแรง ดิบ เถื่อน ถ่อย สถุล กับฝ่ายตรงข้ามทั้งทางกายและทางวาจาด้วยเล่า หรือเพราะพวกเขาเหล่านั้นถูก “ล้างสมอง” ให้เชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยมีทัศนคติในแง่ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด
และนี่ก็มิใช่เป็นครั้งแรกของลีน่า จังในการกล่าวหารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ เนื่องจากอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรายนี้เคยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีรายนี้หลายครั้งแล้ว อาทิ การกล่าวหาการแจกจ่ายคูปองลดราคาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และการออกนโยบายรถไฟฟ้าเที่ยวละ 20 บาทตลอดสายว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน รวมถึงลีน่า จังก็ยังได้เคยกล่าวหาแกนนำ นปช.ว่ามีส่วนในการเผาบ้านเผาเมืองอีกด้วย ดังเช่นเมื่อปี 2552 ที่ตนพบเห็นรถเมล์ถูกเผาโดยคนที่มีลักษณะมึนเมา แต่แกนนำ นปช. “หายหัว” ไปไหน เห็นแต่มวลชนจำนวนมากเกาะกลุ่มกันอยู่ โดยลีน่า จังไม่เคยกล่าวหาโจมตีฝ่ายทหารเลยแม้แต่เพียงคำเดียวเลย ทั้งที่ฝ่ายทหารเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนและการล้มล้างรัฐบาลแท้ ๆ แต่ดูเหมือนว่าลีน่า จังกลับ “ขี้ขลาด” ที่จะด่าฝ่ายทหารอย่างรุนแรงแบบเดียวกับที่ด่าฝ่ายประชาธิปไตยเลย เสมือนว่าฝ่ายทหารเป็น “โคตรพ่อโคตรแม่” ของตนก็ไม่ปาน และทุกครั้งที่มีการชุมนุมของ นปช.ที่ “ทุ่งสังหารราชประสงค์” ก็จะทำให้โรงแรมและห้างสรรพสินค้าในละแวกดังกล่าวสูญเสียโอกาสทางธุรกิจทุกครั้ง เนื่องจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติหวาดระแวงว่าจะเกิดความรุนแรง อีกทั้งคนเสื้อแดงก็จะเตรียมอาหารมารับประทานกันเองอีกด้วย ขนาดตนเองยังเคยได้รับแจกมาเลย ซึ่งคำวิพากษ์ของลีน่า จังทั้งต่อรัฐบาลและ นปช.ก็ขัดกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิงในทุกกรณี แต่สำหรับคนแบบนี้แล้วชี้แจงความจริงไปก็ไร้ค่า เพราะไม่มีปัญญาพอที่จะรับฟัง
และเมื่อถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 วันเดียวกับที่ครบกำหนดการปลดปล่อยอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คนหรือ “บ้านเลขที่ 111” ให้คืนสู่อิสรภาพทางการเมืองหลังจากถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองไป 5 ปี พร้อมกับการยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย บางรายก็ไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองอื่น ๆ อาทิ พรรคชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย พธม.และกลุ่มสลิ่มหลากสีก็ได้ตั้งเวทีปราศรัยหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อโจมตีกฎหมายปรองดองดังกล่าว จนถึงขั้น “เลยเถิด” ไปว่าหากกฎหมายปรองดองมีผลบังคับ ก็จะเท่ากับเป็นการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ทางอ้อมด้วย เนื่องจากคำพิพากษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั้นออกโดยศาลซึ่งพิจารณาพิพากษาคดี “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” หรือที่นายแพทย์ตุลย์เปรียบเทียบว่าการทำลายกระบวนการตุลาการนั้น เป็นเหมือนกับการทำลาย “กระดูกแกนกลาง” ของประเทศกันเลยทีเดียว ทั้งที่ไม่เพียงแค่อำนาจตุลาการเท่านั้นที่กระทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ หากแต่อำนาจนิติบัญญัติก็ดำเนินการออกกฎหมาย และอำนาจบริหารก็บริหารประเทศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เหมือนกัน แต่ดูเสมือนหนึ่งว่าอำนาจตุลาการจะเป็นเพียงอำนาจเดียวในสามอำนาจอธิปไตยนี้ที่ยากแก่การตรวจสอบของประชาชนที่สุด เนื่องจากขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน อีกทั้งยังสร้าง “เกราะ” คุ้มกันตนเองให้พ้นจากการตรวจสอบอีกเสียด้วย ในขณะที่อีกสองอำนาจถูกตรวจสอบ จนเลยเถิดไปถึงขั้นถูก “จับผิด” จากผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกวงการการเมืองเสมอมา ดังเช่นกรณีการออกกฎหมายปรองดองนี้ที่มีสาระสำคัญก็คือ ให้ “กระดูกแกนกลาง” หรือฝ่ายตุลาการของประเทศทำงานอย่างเป็นปกติ ไม่เป็นโรค “มะเร็งเผด็จการ” หรือตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองที่ “ตั้งธง” ให้ตนต้องยอมสยบตาม ดังเช่นการดำเนินคดีกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ
แต่บรรยากาศนอกสภาของ พธม.และกลุ่มสลิ่มหลากสีก็ยังไม่ดุเด็ดเผ็ดร้อนเท่ากับในสภา เมื่อในช่วงเย็นที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณาญัตติที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนร่างกฎหมายปรองดองทั้งสี่ฉบับขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ท่ามกลางการกล่าวหาโจมตีของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายรายโดยอ้างเหตุผลเรื่อง “คนคนเดียว” ที่จะได้รับประโยชน์ แต่ที่เลวระยำไปกว่านั้นก็คือ การที่นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี นายสาธิต ส.ส.ระยอง และนายพงศ์เวช เวชชาชีวะ ส.ส.จันทบุรี จากพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ ซึ่งรายหลังนี้เป็นญาติกับนายอภิสิทธิ์ด้วย ได้บุกขึ้นไปบนบัลลังก์ประธานสภา เพื่อฉุดกระชากนายสมศักดิ์ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมานายสมศักดิ์จึงได้สั่งให้พักการประชุมเป็นเวลา 15 นาที และระหว่างพักการประชุมนี้ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (อีกแล้ว) เจ้าของฉายา “รังซีม่า ฉี่ฉุน” ก็ได้เดินขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรลงมาเก็บไว้ เพื่อหวังขัดขวางการทำงานของนายสมศักดิ์ จน ส.ส.หญิงหลายรายของพรรคเพื่อไทยต้องรุมกันต่อว่านางสาวรังสิมา ดังเช่นนางสาวขัตติยา (เดียร์) สวัสดิผล ส.ส. party list ที่ทนพฤติกรรมสุดถ่อยของ ส.ส.รุ่นพี่ผู้มีอายุมากกว่าตนถึง 19 ปีรายนี้ไม่ไหว จนต้องกล่าวตำหนินางสาวรังสิมาว่า “หน้าด้าน” แต่ยังโชคดีที่ไม่มีการตบตีกันในระหว่าง ส.ส.หญิงเหล่านี้ มีเพียงแค่การที่นางสาวรังสิมาโทรศัพท์ (phone in) เข้าไปยังรายการพิเศษทางสถานีโทรทัศน์ Blue Sky ในช่วงที่นางสาวอัญชะลี ไพรีรักดำเนินรายการอยู่ว่า อยากใช้รายการนี้เชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาต่อต้านกฎหมายปรองดองกันให้มาก ๆ เพราะเป็นกฎหมายล้างผิดให้กับคนโกง ซึ่งก็หมายถึงพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และด้วยมวลชนที่น้อยนิดของทั้ง พธม.และกลุ่มสลิ่มหลากสีดังที่นายแพทย์ตุลย์ phone in ไปที่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้นี่เองที่ทำให้เวทีชุมนุมของผู้คัดค้านรัฐบาลทั้งสองกลุ่มต้องยุติลงในช่วงค่ำ และให้กลับมาชุมนุมกันใหม่ในวันต่อไป ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาว่าสมควรเลื่อนเรื่องกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ หลังจากที่ต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากพฤติกรรมถ่อยดังกล่าวของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งในวันต่อมาหรือวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 กลุ่มมวลชนของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับการกล่าวหาโจมตีกฎหมายปรองดองด้วยมุกเก่า ๆ เกี่ยวกับการฟอกผิดให้คนโกงอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และคนเผาบ้านเผาเมืองอย่างแกนนำ นปช. พร้อมกับการเล่นเกมในสภาอีกครั้งจากบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายาม “ดึงเกม” ด้วยการให้ประธานสภาส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีตีความว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าจะต้องนำเงินของรัฐไปจ่ายคืนแก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ซึ่งที่ประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาและประธานกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะก็มีมติเสียงข้างมากว่า ร่างกฎหมายทั้งสี่นี้ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยการเงินที่จะต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีรับรองแต่อย่างใด เนื่องจากมิได้มีสาระสำคัญให้ยกเลิกความผิดที่มีคำพิพากษาไปแล้ว แต่เป็นเพียงการให้เริ่มต้นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีขึ้นใหม่ตามหลักนิติธรรมเท่านั้น จึงไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการคืนเงินให้แก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณแต่อย่างใด หากคดียึดทรัพย์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินใหม่นี้ ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจะถูกยึดทรัพย์หรือไม่ จากนั้นเหตุการณ์ในช่วงบ่ายถึงเย็นก็ยิ่งทวีความรุนแรง ดิบ เถื่อน ถ่อย และสถุลหนักขึ้น ด้วยการรุมชี้หน้าด่าประธานสภาผู้แทนราษฎร บางรายก็แต่งตัวเหมือนเป็นผู้นำการชุมนุมนอกสภา อย่างนายเทพไทที่คาดผ้า “สายล่อฟ้า” ไว้บนศีรษะ และเมื่อประธานเรียก ส.ส.มาลงมติว่าจะเลื่อนวาระดังกล่าวเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ จนทราบผลว่าให้เลื่อนขึ้นมา และนัดประชุมต่อไปในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายรายก็เริ่มเข้ามา “ล้อม” บัลลังก์ประธาน บางรายอย่างนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลกก็ “ฟิวส์ขาด” ถึงขั้นปาหนังสือข้อบังคับการประชุมและเอกสารต่าง ๆ ใส่ประธานสภา บางรายอย่างนายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี น้องชายของนายสุเทพก็รี่เข้าไปบีบคอนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยที่กำลังบันทึกภาพเหตุการณ์ชุลมุนนี้อยู่ด้วยวิญญาณความเป็นนักข่าวเก่าพร้อมทั้งตะคอกว่า “มึงมาถ่ายอะไรกู”
ซึ่งเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งสองวันติดกันนี้ ก็ส่อแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า พรรคการเมืองเก่าแก่กว่า 65 ปีแห่งนี้ที่มักประกาศตัวต่อสาธารณะอยู่เป็นเนืองนิจว่าเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่การกระทำดังกล่าวนี้มันช่างตรงกันข้ามกับคำพูดของตนโดยสิ้นเชิง หรือเป็นเพราะตนมิใช่ผู้ครองอำนาจรัฐในปัจจุบัน จึงทำในสิ่งที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ถึงขั้นที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตประธานรัฐสภา ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ในทาง “เสียความรู้สึก” กับ ส.ส.รุ่นใหม่ของพรรคการเมืองนี้ แม้ว่านายแพทย์วรงค์และนายสุเทพ พี่ชายของนายธานีจะออกมาแก้ตัวว่าเป็นการปาเอกสารขึ้นไปยังบัลลังก์ประธานสภาเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และการบีบคอนายจิรายุเป็นการจับชีพจรก็ตาม แต่มันก็ทำให้ปรากฏเด่นชัดแก่สังคมได้ว่า นอกจากพรรคประชาธิปัตย์จะไม่เคารพในระบบรัฐสภาแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาและเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อันมีศักดิ์เทียบเท่านายกรัฐมนตรี ผู้เป็นประมุขฝ่ายบริหารและประธานศาลฎีกา ผู้เป็นประมุขฝ่ายตุลาการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้อำนาจของตน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” ทั้งสิ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พรรคการเมืองแห่งนี้ก็ไม่ให้ความเคารพแต่อย่างใด อันขัดแย้งกับการแสดงออกทางวาจาที่กล่าวตลอดมาว่าพรรคการเมืองแห่งนี้เคารพและจงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์ ซ้ำร้ายพฤติกรรมอันชั่วร้ายของตนที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนไปสู่สายตาสาธารณชนนั้น พวกตนก็กลับไม่ยอมรับ ถึงขั้นที่จะต้องตรวจสอบการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนรายต่าง ๆ ที่เป็นแง่ลบต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” และ “เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์” ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 กันเลยทีเดียว ทั้งที่พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้เคยโจมตีรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณสมัยที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีว่ามีพฤติกรรมแทรกแซงสื่อมวลชนแท้ ๆ แต่ตนก็กลับทำในสิ่งที่เลวร้ายและรุนแรงยิ่งกว่า และก็อีกเช่นเคยที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองและหลากสีต้อง “ล่าถอย” กลับไปเตรียมมวลชนมากดดันการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันรุ่งขึ้น
และเมื่อถึงเช้าของวันดังกล่าว มวลชนทาสอำมาตย์ทั้งสองกลุ่มก็กลับมารวมพลขัดขวางการพิจารณากฎหมายปรองดองกันอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ถึงขั้นปิดทางเข้าออกอาคารรัฐสภากันเลยทีเดียว จนทำให้ ส.ส.หลายรายที่เป็นฝ่ายรัฐบาลต้องหาวิธีการเข้าประชุมเพื่อไม่ต้องการเผชิญหน้ากับพวกคนที่อยู่ตรงข้ามกับตน แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ยังไม่อาจเริ่มขึ้นได้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเหล่านี้จึงได้เดินทางออกไปรวมตัวกันที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ที่ถนนนครสวรรค์ เพื่อรอฟังสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเวลาและ/หรือสถานที่ประชุม และก็เป็นที่แน่ชัดว่าการประชุมก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ในวันนี้ พธม.และกลุ่มสลิ่มหลากสีจึงประกาศสลายการชุมนุม แต่ก่อนที่จะสลายการชุมนุม นายสนธิก็ได้ประกาศบนเวที พธม.ว่าจะมีข่าวดีจากศาลรัฐธรรมนูญมาให้พี่น้องชาวเสื้อเหลืองได้รับฟัง จากการที่มีกลุ่มบุคคล 5 กลุ่ม ประกอบด้วยพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหาและคณะ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายวรินทร์ เทียมจรัส อดีต ส.ว.สรรหา นายวันธงชัย ชำนาญกิจ และนายบวร ยสินทร แนวร่วม พธม.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะลงมติในวาระ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เนื่องจากเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว คาดหวังที่จะใช้กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเพื่อได้มาซึ่งอำนาจการปกครองด้วยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และผลก็ปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็ “บ้าจี้” รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา ด้วยการใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่งผลให้รัฐสภาต้องชะลอการลงมติในวาระ 3 ที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น พร้อมทั้งกำหนดให้คู่ความเข้าให้ปากคำต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2555 ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 68 บัญญัติให้ผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าวยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการกระทำดังกล่าว หากผู้กระทำเป็นพรรคการเมืองก็อาจถึงขั้นยุบพรรคการเมืองนั้นได้ ซึ่งหมายความว่าผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าวจะต้องยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน จากนั้นอัยการสูงสุดจึงจะส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มิใช่ให้สิทธิประชาชนยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับเห็นว่า คำว่า “และ” ที่เชื่อมความดังกล่าวหมายถึงผู้พบเห็นเรื่องราวดังกล่าวสามารถจะยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด หรือจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ และนี่ก็คือข่าวดีที่ พธม.สมุนของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองรายหนึ่งได้รับมาก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาเสียอีก เพราะจะเป็นบันไดนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย และทำให้ฝ่ายตนได้กลับมาครองอำนาจรัฐดังที่ประสงค์
ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นการ “รัฐประหารเงียบ” โดยฝ่ายตุลาการ แทนที่จะใช้ฝ่ายทหารดำเนินการ เนื่องจากเดิมฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองแอบ “สมคบคิด” กันตั้งนานแล้ว จากคำกล่าวของนายจตุพรในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ นปช.ในช่วงบ่ายของวันดังกล่าวว่า ตั้งแต่งานวันเกิดของนายเนวิน ชิดชอบ แห่งพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ได้มีการคุยกันในวงสนทนาว่า รัฐบาลใหม่ของนางสาวยิ่งลักษณ์จะอยู่ได้ไม่เกินเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งสอดคล้องกับข่าวลือที่ปรากฏโดยทั่วไปว่ามีการแอบวางแผนล้มรัฐบาลกันที่บ้านของผู้ยิ่งใหญ่เหนือการเมืองบางราย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมกำลังพลของกองทัพไว้เพื่อล้มล้างอำนาจรัฐในช่วงเวลานี้ ถึงขั้นที่เตรียม “อุ้ม” นายกรัฐมนตรีหญิงท่านนี้ไปไว้ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์กันเลยทีเดียว และในการรัฐประหารครั้งนี้ จะไม่ปรากฏว่าพลเอกประยุทธ์ในฐานะ ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าคณะแต่อย่างใด แต่จะปรากฏชื่อเพื่อนนักเรียนนายร้อยของพลเอกประยุทธ์ 2 ราย คือพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. และพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นแกนหลักแทน แต่แล้วแผนการรัฐประหารโดยกองทัพก็กลับแตกเสียก่อน ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองซึ่งปกครองบังคับบัญชาทั้งกองทัพ ศาล และฝ่ายการเมืองบางส่วนได้ จึงเลือกใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญมา “จัดการ” กับรัฐบาล และใช้กลไกพรรคประชาธิปัตย์และ พธม.มาทำลายระบบรัฐสภา เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนแทน
และเมื่อกลไกของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอย่างศาลรัฐธรรมนูญออกมาแสดงพฤติกรรมรับใช้ “นาย” ของตนอย่างสุดใจขาดดิ้นถึงเพียงนี้แล้ว ก็ได้นำไปสู่ปฏิกิริยาจากหลายภาคส่วนในสังคม อาทิ กลุ่มนักวิชาการทั้งจากคณะนิติราษฎร์และอื่น ๆ แกนนำพรรคเพื่อไทย และ นปช.ที่ต่างออกมาโจมตีศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร้ความปรานี ด้วยเหตุผลเดียวกันก็คือ การที่ตนไม่มีอำนาจแต่กลับรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากการตีความมาตรา 68 โดยเปลี่ยนคำว่า “และ” เป็น “หรือ” อย่างหน้าด้าน ๆ รวมถึงการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญในการระงับการลงมติในวาระ 3 และก็ถือเป็นความหน้าด้านครั้งที่เท่าไรก็ไม่อยากจะนับของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เนื่องจากเคยปรากฏว่ามีการตัดสินคดีทางการเมืองที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมโดยองค์กรนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งการเติมคำว่า “อาจ” ในการพิจารณารูปแบบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 การใช้พจนานุกรมนิยามคำว่า “ลูกจ้าง” จนทำให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การเขียนคำวินิจฉัยในคดียุบ 3 พรรคการเมืองไว้ก่อนล่วงหน้า จึงไม่รับฟังพยานหลักฐานเพิ่ม และเมื่อคู่ความแถลงปิดคดีแล้วเจ้าหน้าที่ศาลก็แจ้งว่าให้ฟังคำวินิจฉัยเลย เมื่อมีผู้สื่อข่าวไปถามนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญว่า การรับคำร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้รับ “ใบสั่ง” มาจากฝ่ายอำมาตย์หรือไม่ นายวสันต์ก็กลับย้อนถามผู้สื่อข่าวรายดังกล่าวว่า “ใครคือหัวหน้าอำมาตย์ นายกรัฐมนตรีมิใช่หรือที่เป็นหัวหน้าอำมาตย์” ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายอำมาตย์ก็คือกลุ่มบุคคลที่อยู่นอกระบบและอยู่เหนือ (dominate) การเมืองต่างหากเล่า ซึ่งคนอย่างนายวสันต์ และฝ่ายศาลทั้งระบบก็ทำงานรับใช้กลุ่มบุคคลเหล่านี้อยู่ เช่นเดียวกับกองทัพ พรรคประชาธิปัตย์และ พธม. ที่ร่วมกัน “เล่นเกม” ทำลายรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ และความหน้าด้านของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ดังจะเห็นได้จากการที่นายวสันต์บอกให้ผู้สงสัยในประเด็นมาตรา 68 ไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษก็จะพบว่าอนุญาตให้ประชาชนร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ “แห่งราชอาณาจักรไทย” ซึ่งตามหลักกฎหมายให้ถือเอาภาษาของประเทศที่ออกกฎหมายนั้นเป็นหลักในการตีความ ซึ่งในที่นี้ก็คือภาษาไทยนั่นเอง แต่หาก “บ้าจี้” ตามนายวสันต์ไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษในมาตราดังกล่าวแล้ว ก็จะพบว่ามีเนื้อความที่กำกวมดังเช่นในภาษาไทยเช่นกัน ดังเช่นความในวรรคสองที่ยกมาต่อไปนี้
“In the case where a person or a political party has committed the act under paragraph one, the person knowing of such act shall have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts and submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act without, however, prejudice to the institution of a criminal action against such person.” ซึ่งส่วนที่มีความกำกวมก็คือข้อความที่ว่า “… have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts and submit a motion to the Constitutional Court …” ที่แปลความได้ว่า มีสิทธิ์เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง โดยนายวสันต์จงใจตีความคำว่า “and” (และ) ให้เชื่อมประโยคที่ว่า “… have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts …” หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “มีสิทธิ์เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง” เข้ากับประโยคที่ว่า “… have the right to submit a motion to the Constitutional Court …” หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “มีสิทธิ์เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ” เมื่อเชื่อมประโยคทั้งสองเข้าด้วยกันก็จะเป็นประโยคความรวม (Compound Sentence) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถร้องเรียนการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อได้มาซึ่งอำนาจการปกครองด้วยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งที่ประโยคดังกล่าวทั้งในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ตาม เป็นประโยคความซ้อน (complex sentence) ที่มีคำว่า “a motion” (เรื่อง) เป็นประธานในประโยครอง มีความหมายว่าข้อเท็จจริงที่อัยการสูงสุดได้ตรวจสอบมาแล้ว ดังนั้นความในรัฐธรรมนูญมาตรานี้จึงต้องแปลได้เพียงสถานเดียวว่า ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วอัยการสูงสุดจึงจะส่งข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้วไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะใช้ภาษาใดมาแปลก็ตาม
ด้วยท่าทีขององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ยืนเคียงข้างฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเช่นนี้ จึงเป็นความชอบธรรมที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะดำเนินกระบวนการต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธการใช้อำนาจทั้งที่ตนไม่มีอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการที่ นปช.รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 ใน 9 รายที่ลงมติรับคำร้องดังกล่าว แม้ว่าการลงมติถอดถอนดังกล่าวจะต้องได้รับคะแนนเสียงจากวุฒิสภาอย่างน้อย 3 ใน 5 ของ ส.ว.ทั้งหมด ซึ่ง ส.ว.ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า มีความยึดโยงกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเช่นเดียวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้เพียงใด รวมถึงความพยายามของสมาชิกรัฐสภาฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่จะขอใช้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาความชอบธรรมของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในการชะลอการลงมติวาระ 3 ดังกล่าวในวันที่ 7-8 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ นปช.นัดชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้ “คว่ำ” คำสั่งที่ไม่ชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว และในคืนวันแรกของการชุมนุมของ นปช. ก็มีการแถลงข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด กรณีคำร้องทั้งห้าฉบับที่คณะของพลเอกสมเจตน์ นายวิรัตน์ นายวรินทร์ นายบวร และนายวันธงชัย ได้ยื่นต่อทั้งอัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้เห็นเหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญคิดก็คือ สามารถใช้สิทธิ์ร้องเรียนการกระทำตามมาตรา 68 ได้ทั้งสองทาง โดยโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดได้แถลงความเห็นของคณะทำงานของอัยการสูงสุดว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะได้จัดทำขึ้นใหม่นี้ มิได้เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองหรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 แต่อย่างใด จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้อง เพื่อไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ซึ่งการวินิจฉัยของอัยการสูงสุดนี้ก็เป็น “ตราประทับ” ให้ นปช.ในการล่ารายชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับคำปราศรัยของนายณัฐวุฒิบนเวที นปช.ว่า เจอคำหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษที่อยากจะบอกให้ตุลาการพวกนี้ได้ทราบก็คือคำว่า “get out”
แต่ถึงแม้ว่าการชุมนุมของ นปช.จะยุติลงในช่วงบ่ายของวันที่ 8 มิถุนายน 2555 ก็ตาม แต่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ยังมิอาจได้ข้อสรุป จึงต้องมาพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน 2555 ว่าจะ “เอาอย่างไร” กับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้ และจะลงมติในวาระ 3 เลยหรือไม่ แต่ก็ด้วยกลไกของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่ควบคุม ส.ว.ไว้ได้ ส.ว.หลายรายจึงมิได้เข้าร่วมประชุม จึงทำให้องค์ประชุมสมาชิกรัฐสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แม้ว่าจะได้เสียงข้างมากก็ตาม จึงทำให้ญัตติที่ว่าด้วยความชอบธรรมของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้ตกไป และทำให้การลงมติพิจารณารัฐธรรมนูญในวาระ 3 ของรัฐสภา และการพิจารณากฎหมายปรองดองของสภาผู้แทนราษฎรต้องเลื่อนออกไปในสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งถัดไป ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เนื่องจากรัฐบาลได้เสนอปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้ในวันที่ 19 มิถุนายน 2555 หลังจากที่ได้ขยายเวลามาประมาณ 2 เดือน และด้วยท่าทีของนายสมศักดิ์ ประธานรัฐสภาที่มิได้ดำเนินการลงมติให้เสร็จสิ้นไปในสมัยประชุมนี้นี่เอง ที่ทำให้ ส.ส.สาย นปช.ในพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงบางส่วนก็แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของนายสมศักดิ์ แต่เมื่อนายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า หากมีการพิจารณารัฐธรรมนูญต่อไป ก็เชื่อแน่ว่าฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองก็คงต้อง “งัดข้อ” กับฝ่ายประชาชนอย่างแน่นอน ด้วยการไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีผลบังคับ จึงทำให้แนวคิดของคนเสื้อแดงกลุ่มนี้กลับมาตรงกันได้เหมือนเดิม
ไม่เพียงแต่เฉพาะการขัดขวางการทำลายล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งถือได้ว่าเป็น “กล่องดวงใจ” และการขัดขวางการตามหาความจริงที่เกี่ยวกับการกระทำอันชั่วร้ายของฝ่ายตนเท่านั้น แต่อำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองก็ยังคงใช้กลไกต่าง ๆ ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอมา ทั้งการใช้องค์กรอิสระที่ไม่เป็นอิสระจากฝ่ายตนในการ “ป้ายความผิด” ให้แก่คนในฝ่ายประชาธิปไตยในช่วงเวลาเดียวกัน โดยในวันที่ 13 มิถุนายน 2555 การที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและพวกรวม 27 คนในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ปล่อยเงินกู้มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ที่ส่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) โดยมองว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีอำนาจในการกำกับดูแลทุกส่วนราชการ ทุกรัฐวิสาหกิจ และทุกองค์กรอื่น ๆ ของรัฐ ดังเช่นกรณีที่ดินถนนรัชดาภิเษก ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในวันเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2544 ที่ได้สรุปว่าที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนั้น ไม่เป็นที่ธรณีสงฆ์ เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีผู้เขียนพินัยกรรมอุทิศให้กับวัดธรรมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่ตนเสียชีวิตไป แต่เนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างไกลจากวัดมาก จึงต้องการที่จะขายที่ดินดังกล่าวเพื่อหารายได้มาบำรุงวัด แต่หากโอนที่ดินมาเป็นของวัดก็จะกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งไม่อาจโอนขายได้ จึงได้ดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้จัดการมรดกของผู้บริจาค เพื่อให้ขายที่ดินดังกล่าวแทนวัด และผู้จัดการมรดกก็ได้ตกลงซื้อขายกับบริษัท 2 ราย ซึ่งได้นำมาสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรรและสนามกอล์ฟแห่งนี้ในที่สุด ซึ่งถึงแม้ว่ากรณีทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งคู่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า กรณีธนาคารกรุงไทย ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้กระทำผิดด้วย แต่ในกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอก ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดแต่อย่างใด หรือเพราะร้อยตำรวจเอก ดร.ปุระชัยย้ายไป “ซบอก” กับฝ่ายอำมาตย์แล้ว อีกทั้งคดีความดังกล่าวทั้งสองก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ทั้งที่คดีความอื่น ๆ ที่มีความเสียหายต่อรัฐมากกว่านี้และเกิดมาก่อนสองกรณีนี้อย่างการประมูลขายสินทรัพย์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในราคาที่ถูกกว่าต้นทุนจริงถึงกว่า 4 เท่าตัว และทำให้รัฐสูญเสียภาษีที่ควรจะได้รับเป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าที่สูญเสียไปถึงกว่า 600,000 ล้านบาท องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.ที่มีอำนาจในการตรวจสอบเรื่องนี้ก็กลับ “ดึง” และ “ดอง” เรื่องดังกล่าวจนแทบจะขาดอายุความอยู่แล้ว
และในวันถัดมาคือในวันที่ 14 มิถุนายน 2555 คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ได้ออกมาแถลงในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรมทางการเมืองของรัฐมนตรี 2 รายคือนายณัฐวุฒิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย และ ดร.นลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากถูกทางการสหรัฐอเมริกาดำเนินมาตรการลงโทษทางการเงิน โดยเห็นว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงพฤติกรรมของนายณัฐวุฒิไม่กระจ่างแจ้ง และกรณี ดร.นลินีนั้น แม้จะไม่ขัดต่อข้อกฎหมายแต่หากเกิดความเสียหายก็จะต้องเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ทั้งที่คดีความของนายณัฐวุฒิยังไม่ถึงที่สุด และเกิดขึ้นด้วยอคติทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม ดังเช่นนายกษิต ภิรมย์ อดีตแนวร่วม พธม.ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลที่ผ่านมาของนายอภิสิทธิ์ ทั้งที่ยังมีคดีก่อการร้ายที่ยังไม่ถึงที่สุดติดตัวอยู่เช่นกัน ซึ่ง ดร.ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ออกมา “แถ” ว่ายังไม่เคยมีใครมาร้องเรียน แต่เมื่อนายณัฐวุฒิหยิบยกเอาข้อร้องเรียนของนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ นปช.ในกรณีดังกล่าวมาเปิดเผยแก่สาธารณชน ผู้ตรวจการแผ่นดินผู้มีชื่อเหมือนอำเภอติดทะเลรายนี้ก็กลับ “ออกทะเล” ไปว่าระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้องเสียนี่ ในส่วนของ ดร.นลินีก็ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การที่สหรัฐอเมริกาจะตัดสินโทษผู้ใดนั้น มิใช่เป็นบรรทัดฐานที่จะต้องยอมรับนับถือตามแต่อย่างใด เว้นเสียแต่คนพวกนั้นจะถือว่า “พญาอินทรี” เป็นบรรพบุรุษของตนเท่านั้น แต่ที่น่าอัปยศที่สุดในการทำงานขององค์กรอิสระแห่งนี้ก็คือ การที่คณะผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งสามเป็นผู้มีอคติต่อฝ่ายประชาธิปไตย และมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ภรรยาของ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่วินิจฉัยว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีความผิดในคดีซุกหุ้น ดร.ศรีราชา ส.ส.ร.ผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เคยเสนอแนวคิดว่านายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส. และ ดร.ประวิช รัตนเพียร อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยที่ต่อมาไป “ซบอก” ฝ่ายอำมาตย์ และยังมีน้องสาวคือ ดร.วิชุดา รัตนเพียร เป็น ส.ว.สรรหาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกด้วย
และบุคคลในฝ่ายประชาธิปไตยรายล่าสุดที่ถูกฝ่ายอำมาตย์ “เล่นงาน” ก็คือนายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ “ใบแดง” หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2555 จากการปราศรัยโจมตีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ หรือเดิมชื่อนายเอกชัย บูรณผานิต อดีตดารานักแสดงที่เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่คำกล่าวของนายการุณมิได้เป็นการกล่าวหานายแทนคุณตรง ๆ แต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นปกติวิสัยของการปราศรัยหาเสียงในทางการเมือง ที่จะต้องกล่าวหาโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่มีใครที่ปราศรัยสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด ดร.สดศรี สัตยธรรม กรรมการ กกต.หนึ่งในสองรายที่วินิจฉัยยกคำร้องในกรณีดังกล่าวก็เห็นว่า หากให้ใบแดงนายการุณแล้ว ก็สมควรที่จะให้ใบแดง ส.ส.ทุกคนด้วยเช่นกัน ดังเช่นเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งการลงมติให้ใบแดงนายการุณ เจ้าของฉายา “เก่ง ดอนเมือง” นี้ ก็มีข้อพิรุธที่สมควรจับผิดคือ การที่ กกต.ที่ลงมติมีทั้งหมด 4 ราย โดยลงมติให้ใบแดงและยกคำร้องอย่างละ 2 เสียง นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.จึงได้ใช้สิทธิ์ในฐานะประธานลงมติเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาดให้ใบแดงนายการุณ ทั้งที่การลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการใด ๆ โดยปกติ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานจะงดออกเสียง หรือจะออกเสียงในกรณีลงมติชี้ขาดภายหลังจากที่กรรมการรายอื่น ๆ ลงมติไปแล้ว และเกิดเสียงเท่ากันในความเห็นที่แตกต่างเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี เก่ง ดอนเมืองก็จะยังคงดำรงตำแหน่ง ส.ส.อยู่ต่อไป เพียงแต่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะรับคำร้อง ซึ่งจะมีผลออกมาได้ 2 ทางคือ หากศาลไม่รับคำร้องหรือรับคำร้องแล้วยกในภายหลัง เก่ง ดอนเมืองก็จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ได้เหมือนเดิม แต่หากรับคำร้องแล้วเห็นชอบด้วยกับ กกต. เก่ง ดอนเมืองก็จะพ้นสภาพ ส.ส.และมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็วางตัวนายจตุพร อดีต ส.ส. “หมาด ๆ ” มารักษาเก้าอี้ของพรรคไว้ และด้วยเหตุนี้นี่เอง สมุนของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอย่างศาลรัฐธรรมนูญก็ “สบโอกาส” ในการนำคดีความการข่มขู่คุกคามตน เมื่อครั้งที่นายจตุพรนำความไม่เป็นธรรมในการ “อุ้ม” พรรคประชาธิปัตย์ให้รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค และการทุจริตการสอบเข้ารับราชการของบุคคลใกล้ชิดของตุลาการเหล่านี้มาเผยแพร่ในช่วงปี 2553 มาเป็นเหตุในการขอถอนประกันนายจตุพรในคดีต่าง ๆ โดยเฉพาะคดีก่อการร้าย เพื่อหวัง “เตะ” นายจตุพรไม่ให้เข้าสู่สภาอีกครั้ง จึงเท่ากับว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนมีส่วนได้เสียทางคดีกับนายจตุพรเมื่อครั้งที่ได้ “ถีบ” ตกเก้าอี้ ส.ส.เมื่อเดือนที่ผ่านมา อันถือเป็นอคติอย่างร้ายแรงต่อคู่ความ ทั้งที่ภรรยาของหนึ่งในตุลาการอย่างนายจรัญ ภักดีธนากุล มีคดีความกับนายจตุพร นายจรัญจึงต้องถอนตัวจากการวินิจฉัยกรณีดังกล่าว แต่ตุลาการอื่นอีก 8 คนก็กลับพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้ ทั้งที่ตนเป็นคู่ความกับนายจตุพรแท้ ๆ
การสร้างข่าวที่เกี่ยวข้องกับการทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การใช้กลไกระบอบอำมาตย์จัดตั้ง “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) ให้ออกมาต่อต้าน นปช. นางธิดา นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านแนวคิดเรื่องมาตรา 68 กับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ ผรท.ที่แท้จริงควรจะมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ที่มาเป็น ผรท.เมื่อช่วงประมาณปี 2525 นั้น จะมีอายุอย่างน้อย 30 ปี แต่ ผรท.ในยุคปัจจุบันที่ถูกจัดตั้งขึ้นมามีอายุน้อยกว่านั้นมาก เสมือนใช้ชีวิตอยู่ในป่าตั้งแต่ยังเด็ก นางธิดาในฐานะอดีตกรรมการสำรองพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จึงสามารถ “จับผิด” คนเหล่านี้ได้ว่าเป็นมวลชนจัดตั้ง มิใช่ ผรท.จริง ๆ อีกทั้งพรรคการเมืองเก่าแก่ที่ยึดโยงกับระบอบอำมาตย์ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังได้ “ตอกลิ่ม” ความขัดแย้งในสังคมด้วยการรังแกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ อันเป็นพื้นที่ผูกขาดของตน หรือเรียกว่าไม่ยอมให้ “ต้นกล้าประชาธิปไตย” หยั่งรากลึกในพื้นที่ด้ามขวานกันเลยทีเดียว จากการแสดงความคิดเห็นต่อต้านการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงในทุกภูมิภาค โดยอ้างเหตุผลเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่จะบานปลายจนกลายเป็นวิกฤติ แต่แท้ที่จริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เกรงว่าการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงโดยเฉพาะในภาคใต้ จะทำให้คะแนนเสียงของตนเข้าขั้น “สาละวันเตี้ยลง” ไปเรื่อย ๆ จนทำให้พรรคการเมืองแห่งนี้ “สูญพันธุ์” ไปต่างหากเล่า พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้จึงได้ใช้สรรพวิธีในการขัดขวางการเติบโตของต้นกล้าประชาธิปไตยสีแดงในดินแดนด้ามขวาน ทั้งการจัดมวลชนไปต่อต้านที่จังหวัดภูเก็ต และให้ข่าวบิดเบือนทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ว่าหมู่บ้านเสื้อแดงจะต้องปลดรูปภาพของบุคคลสำคัญบางรายลง แล้วขึ้นรูปภาพของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไว้แทน และกล่าวหาว่าบัตรสมาชิก นปช.สามารถใช้ “เบ่ง” ในการกระทำผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ด้วย แต่การกระทำที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือการเผาศาลาที่พักทางเข้าหมู่บ้านเสื้อแดงที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ทำให้แกนนำ นปช.สามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นพรรคการเมือง “ถนัดเผา” ได้อย่างสะดวกปากกันเลย เพราะขนาดห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ และอาคารสำนักงานก็ยังเผามาแล้ว และก็ยังมาเผากระทั่งศาลาที่พักอีก หรือเป็นเพราะหมู่บ้านเสื้อแดงมีค่านิยมหลักอีกประการหนึ่งนอกจากการส่งเสริมประชาธิปไตย ก็คือการต่อต้านยาเสพติด พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ที่มีภาพลักษณ์ใกล้ชิดกับ “ธุรกิจนรก” นี้จึงชิงชังรังเกียจหมู่บ้านเสื้อแดงอย่างหนัก หรืออยากให้ยาเสพติดเป็นสินค้าที่ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” ดังเช่นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ที่มีผู้บัญชาการเป็นน้องชายของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และได้ปล่อยปละละเลยให้การค้าขายยาเสพติดเป็นไปได้โดยเสรี จนเมื่อมีการสนธิกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ บุกตรวจและพบยาเสพติดและทรัพย์สินหลายอย่าง โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือทันสมัยและราคาแพงหลายรุ่น เรียกกันว่าเปิดงาน Mobile Expo ในเรือนจำกันเลยทีเดียว
การกล่าวหารัฐบาลว่ามัวแต่เอาเวลาไปแก้ไขปัญหาการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จนไม่มีเวลาใส่ใจดูแลปัญหาสินค้าที่ “แพงทั้งแผ่นดิน” จนประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และการสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์และผู้อยู่เบื้องหลังมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ด้วย เมื่อรัฐบาลสามารถดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกให้เข้าสู่ภาวะปกติได้แล้ว ปัญหาดังกล่าวจึงได้ทุเลาลง และด้วยความที่พรรคประชาธิปัตย์เอาแต่เล่นการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สนใจแม้กระทั่งเรื่องใกล้ตัวนี้เอง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และหลานอาของนางสาวยิ่งลักษณ์ จึงได้ใช้ Facebook ของตนในการตอบโต้กับพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ ด้วยการยกตัวอย่างร้านอาหาร “ชูจันทร์” หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข้าวหมูแดงและข้าวหมูกรอบราคาถูกจำหน่าย และด้วยการหยิบกรณี “ของแพง” ขึ้นมาเล่นนี้เองที่ทำให้ปัญหาการยึดครองที่ดินป่าสงวน “เขาแพง” อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายของนายสุเทพ ที่กำลังถูกดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนโดย DSI ดูเหมือนจะถูกลดทอนความสำคัญลงไปเลย
และไม่เพียงแต่ที่คนในพรรคประชาธิปัตย์จะมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการยึดครองทรัพยากรของชาติ หากแต่ยังปรากฏพฤติกรรมการแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเองและพวกพ้องอย่างส่อว่าจะผิดกฎหมายในช่วงเวลานี้ถึง 2 กรณี ทั้งกรณีการลงนามสัญญาให้บริการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสายสีลม ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ ซึ่งได้เปิดดำเนินการไปแล้ว และช่วงวงเวียนใหญ่-บางหว้า ซึ่งจะเปิดดำเนินการต่อไป ระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System Public Company Limited: BTSC) กับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่กรุงเทพมหานครถือหุ้นเกือบทั้งหมด โดยมีสาระสำคัญให้กรุงเทพธนาคมว่าจ้าง BTSC ให้บริหารรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยาย และเส้นทางเดิมแทนตนเป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2585 ท่ามกลางข้อสงสัยในหลายประเด็น อาทิ สัญญาเดิมมีกำหนดระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2572 เท่ากับว่าในปัจจุบันสัญญาเดิมเพิ่งมีอายุได้ไม่ถึง 13 ปี แต่ก็ถูกยกเลิกโดยสัญญาฉบับใหม่เสียก่อน อีกทั้งสัญญาฉบับใหม่นี้ลงนามในช่วงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์มีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่ประมาณ 7-8 เดือน เหตุใดจึงไม่รอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่มาดำเนินการเสียเล่า รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการที่มีมูลค่ากว่า 188,000 ล้านบาทเช่นนี้ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นไม่อาจอนุมัติได้เอง ต้องส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความเห็นชอบเสียก่อน รวมถึงสถานะของกรุงเทพธนาคมถือว่าเป็น “รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ เนื่องจากเป็นนิติบุคคลที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง แต่กรุงเทพมหานครกลับเห็นว่าตนเองมิใช่หน่วยงานของรัฐ แต่เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ดังเช่นคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในรายการ “เจาะข่าวเด่น” ของนายสรยุทธที่ว่า เมื่อครบอายุสัมปทานแล้ว ทรัพย์สินในโครงการนี้จะตกเป็นของ “กรุงเทพมหานคร” มิใช่เป็นของ “รัฐ” กรุงเทพธนาคมจึงไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือกิจการของรัฐแต่อย่างใด และนอกจากประเด็นในทางกฎหมายแล้ว ก็ยังพบข้อพิรุธทางจริยธรรมของโครงการนี้อีกด้วย อาทิ เหตุใดกรุงเทพมหานครจึงไม่เป็นคู่สัญญากับ BTSC เสียเอง แต่กลับดำเนินการผ่านกรุงเทพธนาคม และกรุงเทพธนาคมเองก็ยังปรากฏชื่อประธานกรรมการเป็นนายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ลูกพี่ลูกน้องของบิดา หรือนับได้ว่าเป็นลุงของนายอภิสิทธิ์อีกด้วย อีกทั้งนายประพันธ์พงศ์เองก็ยังเป็นประธานกรรมการและ/หรือกรรมการในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายราย ที่มีโครงการอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าอีกด้วย จึงเห็นได้ชัดเจนว่านายประพันธ์พงศ์มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโครงการรถไฟฟ้านี้อย่างชัดเจน แม้นายอภิสิทธื์จะออกมาอ้างว่า นายประพันธ์พงศ์นอกจากเป็นลุงของตนแล้ว ก็ยังเป็นอาของนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งต่อมาหลังครบกำหนดตัดสิทธิทางการเมืองก็ได้ร่วมงานกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกด้วย แต่นายประพันธ์พงศ์ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับ “หลานมาร์ค” มากกว่า “หลานปุ้ม” เนื่องจากเคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และยังมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่คนในพรรคเก่าแก่แห่งนี้แสวงหาผลประโยชน์ในวิถีทางที่มิควรได้ก็คือ การที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ได้ตรวจสอบพบการบริจาคเงินของบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) (Eastern Water Resources Development and Management Public Company Limited: East Water) ที่ได้บริจาคเงินให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2553 จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รวบรวมเงินบริจาคจากทั้ง East Water และผู้บริจาครายอื่น ๆ ถอนเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่าย “กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” ซึ่งการบริจาคเงินของ East Water นี้ก็มีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การที่ East Water มีการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กว่าร้อยละ 40 ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้บัญญัติห้ามนิติบุคคลที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่เกินกว่า 1 ใน 3 (ประมาณร้อยละ 33.33) บริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง แม้ว่า กกต.บางรายจะออกมาแก้ตัวให้พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ว่า ในช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติ พรรคการเมืองสามารถเป็นตัวกลางรับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ก็ตาม แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า East Water มีสถานะที่ต้องห้ามบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมือง หาก East Water ประสงค์จะบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจริง ๆ เหตุใดจึงไม่บริจาคเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรีโดยตรงเล่า และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คนของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้พยายามหนีความจริงในกรณีดังกล่าว จนถึงขั้นลงทุนปิด Website ของพรรคเพื่อนำข้อมูลในกรณีดังกล่าวออก แล้วก็มาแก้ตัวว่าไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้ข้อมูลใน Website ของพรรคสูญหายไป
ประเด็นต่อมาที่พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ลุกขึ้นมาขัดขวางทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของการสำรวจและวิจัยทางทรัพยากรธรรมชาติก็คือ การที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautical and Space Administration: NASA) ของสหรัฐอเมริกาได้ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาของกองทัพเรือในการดำเนินโครงการศึกษาองค์ประกอบเมฆ และการเชื่อมโยงของสภาวะอากาศระดับภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study :SEAC4RS) ซึ่งมีการตกลงเจรจากันในเบื้องต้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 หรือในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแท้ ๆ ระหว่าง NASA และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) (Geo-Informatics and Space Technology Agency: GISTDA) แต่บรรดาแกนนำของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้และเครือข่าย อาทิ ส.ว.สรรหาบางราย และผู้ตรวจการแผ่นดินอย่าง ดร.ศรีราชาก็กลับโยนความผิด “สุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยของชาติ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในกรณีดังกล่าวให้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เนื่องจากหวังจะให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่คนพวกนี้มองว่าเป็น “นายใหญ่” ของรัฐบาลชุดนี้ได้เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเสียนี่ ทั้งที่โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลของตนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด เป็นเพียงการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพและอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น โดยมีคำยืนยันจากทั้งผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ในฐานะผู้ดูแลสนามบินอู่ตะเภา ผู้อำนวยการ GISTDA และอาจารย์ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยหลายราย และด้วยการ “ดึงเกม” ของฝ่ายอำมาตย์ผู้หูหนวกตาบอดทางปัญญา และมีแต่ความหน้าด้านทางการเมืองนี่เองที่ทำให้ NASA ต้องยุติการดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจากไม่สามารถขนอุปกรณ์มาปฏิบัติงานได้ทันตามกำหนดในเดือนสิงหาคม 2555
และการปล่อยข่าวสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย และ นปช.ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เครือข่ายอำมาตย์นิยมสร้างขึ้น ทั้งการตีความคำปราศรัยทางไกลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในโอกาสครบ 2 ปี ทุ่งสังหารราชประสงค์ที่ได้กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องคนเสื้อแดงทุกท่านที่พายเรือส่งตนขึ้นถึงฝั่งแล้ว ต่อไปตนจะขึ้นภูเขา ไม่ต้องตามมา โดยฝ่ายตรงข้ามจงใจตีความว่า อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ “หลอกใช้” คนเสื้อแดงจนสำเร็จแล้ว ทั้งที่คำพูดดังกล่าวหมายถึง การต่อสู้ในมิติทางการเมืองนั้น พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งโดยประชาชนมาแล้ว ต่อไปก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารประเทศแทนประชาชนต่อไป ประชาชนเพียงแต่ให้กำลังใจและคอยปกป้องรัฐบาลให้พ้นจากภัยจากฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ซึ่งในการปราศรัย “ครึ่งทศวรรษความจริงวันนี้” ที่ Thunder Dome เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2555 วันเดียวกับที่พรรคการเมืองลูกสมุนของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่เพิ่ง “โชว์ดิบ เถื่อน ถ่อย สถุล” ไปในสภาเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา จะเริ่มต่อสู้นอกสภาด้วยการจัดการปราศรัย “ผ่าความจริง หยุดกฎหมายล้างผิด” ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ได้โจมตีความเลวร้ายของฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองด้วยข้อความที่ว่า “ต่อไปนี้จะไม่ยอมให้ใครหลอกอีกแล้ว” เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า ฝ่ายดังกล่าวหลอกให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณตายใจด้วยการยอมรับกฎหมายปรองดองและยอมให้กลับประเทศได้โดยไม่มีความผิดใด ๆ และจะคืนเงินที่ถูกยึดให้ด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงกันข้ามดังที่ได้กล่าวมา
และฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนก็ยังคงมีพฤติกรรม “โกหกตอแหล” อยู่อีก แต่มิใช่กับอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ หากแต่หลอกลวงคนเสื้อแดงที่นิยมชมชอบพรรคเพื่อไทยว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ส่งสตรีสูงศักดิ์ 2 ราย และบุรุษที่ใกล้ชิดบุคคลระดับสูงอีก 1 รายไปขอให้พรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาล เพื่อผ่านกฎหมายปรองดองและรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พรรคแรกทำงานรับใช้ประชาชน เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนที่ถูกฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “ฆ่าทิ้ง” ไปแล้วทั้งสิ้น เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสมุนบริวารของตนเข้ายึดครองแผ่นดินนี้แทน และด้วยความที่เป็น “ทาสผู้จงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้” ของฝ่ายอำมาตย์ ประกอบกับการที่ไม่ชนะเลือกตั้งมากว่า 20 ปีนี้เองที่ทำให้พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ไม่เคย “เห็นหัว” ประชาชนแม้แต่น้อย จนสามารถทำร้ายทำลายชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงได้อย่างลงคอ
จึงขอใช้ย่อหน้าสุดท้ายนี้ถามไปยังฝ่ายอำมาตย์ผู้ถืออำนาจนอกระบบและเหนือการเมือง พร้อมทั้งสมุนบริวารของท่าน ทั้งกองทัพ ศาล พรรคประชาธิปัตย์ พธม. กลุ่มสลิ่มหลากสี นักวิชาการ และนักธุรกิจบางส่วนว่า ท่านคิดว่าท่านครอบครองประเทศนี้อยู่เพียงกลุ่มเดียวหรืออย่างไร ท่านไม่เห็นคุณค่าของพวกเราบ้างเลยหรือ นึกอยากจะปู้ยี่ปู้ยำย่ำยีอะไรกับประเทศชาติและประชาชนอย่างพวกเรา ท่านก็ทำอย่างไร้ความเกรงใจกันเลย และท่านไม่อยากเห็นประเทศไทยนี้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศอื่นใดเลยหรืออย่างไร จะให้ประชาธิปไตยในประเทศนี้เกิดเฉพาะรูปแบบแต่ไม่มีเนื้อหาหรืออย่างไร ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านอยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ออกกฎกติกาที่เอื้อประโยชน์ต่อตนและพวกพ้อง ทำอะไรก็ไม่มีความผิด หากมีผู้ต่อต้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ก็จะกลายเป็นฝ่ายผิดเสียเอง โทษฐานที่ทำให้พวกท่านดำรงอยู่ลำบาก ก็สมควรแล้วที่ นปช.จัดกิจกรรม “80 ปี ยังไม่มีประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2555 อันเป็นวันชาติไทยที่แท้จริง (แต่ถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เปลี่ยนเป็นวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับสถาบันกษัตริย์) อยากให้ท่านอายประเทศพม่าบ้าง หลังจากที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมานานหลายสิบปี วันนี้เขายอมให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างนางอองซาน ซูจี กลับมาเล่นการเมืองด้วยการลงสมัคร ส.ส.ได้อีกครั้ง แม้จะยังไม่อาจก้าวไปถึงจุดสูงสุดของรัฐบาล ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่เธอก็สามารถเดินทางออกนอกประเทศพม่าเพื่อสัมผัสบรรยากาศแห่งเสรีภาพได้แล้ว และประเทศไทยนี้เองก็เป็นประเทศแรกที่ “ดอกไม้เหล็ก” แห่งพม่าผู้นี้เดินทางมา เพื่อร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ แม้ว่าท่านจะส่งนายอภิสิทธิ์ไป “สาระแนเสนอหน้า” พบเธอก็ตาม แต่เธอก็ต้องจำใจต้อนรับและสนทนากับอดีตนายกรัฐมนตรีหัวใจเผด็จการทรราชผู้นี้เพื่อรักษามารยาทในฐานะที่นายอภิสิทธิ์เป็นรุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัย Oxford

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
3 กรกฎาคม 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s