สยามทัศนะ (กรกฎาคม 2555)

สยามทัศนะ (เมืองไทยรายเดือนเดิม)

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 กรกฎาคม 2555)

(แล้วในที่สุดผมก็ได้กลับมาเขียนเป็นรายเดือนเสียจนได้ และด้วยสาระที่เข้มข้นขึ้น ก็เลยขอเปลี่ยนชื่อจาก “เมืองไทยรายเดือน” เป็น “สยามทัศนะ” เสียเลยครับ)

แม้กระแสร้อนแรงแห่งการเมืองจะยังสงบอยู่จากการปิดสมัยประชุมรัฐสภา แต่การสำแดงอิทธิฤทธิ์ของฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองในช่วงเวลานี้ ก็ยังคงมีปรากฏต่อสังคมในหลายกรณี ทั้งการขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ทำให้ตนเองและพรรคพวกได้รับประโยชน์ โดยใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญที่ตนเองควบคุม ครอบงำ สั่งการได้ ร่วมกับสมาชิกรัฐสภาที่ภักดีต่อตน ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้ร่วมกัน “คว่ำ” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่การโจมตีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลนี้อย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรเพียงคนเดียว มิใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งผ่านทางเวทีรัฐสภาและเวทีปราศรัยต่าง ๆ จนถึงขั้นร้องเรียนต่อทั้งอัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ากระบวนการนี้ที่ดำเนินการโดยรัฐสภา รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เข้าข่ายมาตรา 68 วรรคสอง เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเป็นการกระทำเพื่อได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผู้กระทำการดังกล่าวเป็นพรรคการเมือง ก็มีสิทธิ์ถูกยุบพรรคนั้นและตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีได้ และการณ์ก็ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ “บ้าจี้” รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา โดยเปลี่ยนคำว่า “และ” ในรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวเป็น “หรือ” อย่างหน้าด้าน ๆ เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถฟ้องคดีดังกล่าวต่อตนได้โดยตรง ทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ และเพื่อหวังนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองทั้งสองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวน ส.ส.กว่า 280 คน อันจะนำไปสู่การ “ปล้น” อำนาจกลับมาให้ฝ่ายของตนยึดครองต่อไปอีก หรือเรียกว่าเป็นการใช้กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ยึดอำนาจการปกครองแทนกองทัพกันเลยทีเดียว และได้กำหนดให้วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2555 เป็นวันที่จะเรียกคู่ความทั้งสองฝ่ายมาไต่สวน พร้อมกับสั่งให้รัฐสภาชะลอกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
ซึ่งการไต่สวนคู่ความทั้งสองฝ่ายในสองวันดังกล่าว ก็แสดงออกได้เป็นอย่างดีว่าใครกันที่ยืนอยู่ข้างประชาชน และใครกันที่ยืนอยู่ข้างฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมือง ทั้งกรณีการขึ้นเบิกความของฝ่ายผู้ร้องอย่างพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหาอีกรายหนึ่ง นายวรินทร์ เทียมจรัส อดีต ส.ว.สรรหา นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ล้วนแล้วแต่ได้ “โผล่หาง” ออกสู่สาธารณชนด้วยการ “ตั้งธง” หรือกำหนดสมมติฐานอย่างเลื่อนลอยว่ารัฐบาลและรัฐสภาต้องการที่จะล้มล้างการปกครองในระบบกษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นการเฉพาะ โดยหยิบยกคำปราศรัยของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ในฐานะผู้สนับสนุนรัฐบาลมาเป็นข้ออ้าง ทั้งที่บรรดาแกนนำ นปช.เหล่านี้มีเจตนารมณ์ที่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ ต้องการให้สถาบันกษัตริย์อยู่ “เหนือ” การเมืองที่แปลว่าพ้นไปจากการเมือง (above) อย่างแท้จริง มิใช่ให้สถาบันกษัตริย์อยู่ “เหนือ” การเมืองที่แปลว่าครอบงำ แทรกแซง สั่งการ หรือ “ล้วงลูก” การเมืองได้ทุกอย่าง (dominate) ดังที่มีข้อสงสัยในสังคมอยู่ในปัจจุบัน ดังเช่นคำปราศรัยของ ดร.อดิศร เพียงเกษ ที่กล่าวว่าอยากเห็นสถาบันกษัตริย์ของไทยเหมือนกับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ญี่ปุ่น และกัมพูชา
และการขึ้นเบิกความของฝ่ายผู้ถูกร้องอย่างนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา และนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี ที่ได้ใช้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหักล้างคำกล่าวของบรรดาผู้ร้องอย่างยอดเยี่ยม ทั้งกรณีการรับฟ้องของศาลรัฐธรรมนูญทั้งที่ไม่มีอำนาจ การกล่าวหาอย่างจินตนาการเลื่อนลอยเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยัง “คาราคาซัง” เพราะศาลรัฐธรรมนูญอยู่นี้ ได้บัญญัติเอาไว้แล้วว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะได้จัดทำขึ้นใหม่นี้มีเนื้อหาสาระไปในทางเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือเปลี่ยนรูปของรัฐ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป และที่น่าชื่นชมไปกว่านั้นก็คือ การ “ถอนหงอก” ของฝ่ายผู้ร้องและศาลรัฐธรรมนูญโดยผู้ถูกร้องอย่าง “ถึงพริกถึงขิง” ทั้งกรณีนายภราดรที่ถามพลเอกสมเจตน์ว่า “ไม่ทราบว่าท่านอยู่ในกระบวนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ด้วยหรือไม่” แต่พลเอกสมเจตน์กลับตอบอย่าง “กวนตีน” ว่า “คุณไม่รู้เหรอว่าผมเป็นใคร” ซึ่งก็จะขอตอบพลเอกสมเจตน์แทนนายภราดรก็ได้ว่า ท่านและน้องชายของท่าน คือพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม เป็นบุคคลที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองมาโดยตลอด เมื่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้รับอำนาจปกครองประเทศโดยมติมหาชน ก็ได้ตัดหนทางการเติบโตในหน้าที่การงานของท่านและน้องชาย เนื่องจากทราบมาว่า พลตำรวจโทสมคิดเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการลักพาตัวนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นเครือญาติของราชวงศ์ดังกล่าว ซึ่งมีปัญหาการสูญหายของเครื่องเพชร ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า บุคคลผู้เป็นนายใหญ่ของ “พี่น้องสองสม” นี้เป็นผู้ยักยอกเครื่องเพชรสำคัญบางชิ้นที่เรียกกันว่า “Blue Diamond” ไว้กับตนเอง จนทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและซาอุดีอาระเบียไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ดังจะเห็นได้จากเมื่อมีงานเกี่ยวกับบุคคลระดับสูงของไทยเมื่อ 6 ปีก่อน ซาอุดีอาระเบียก็มิได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม และกรณีนายชูศักดิ์ที่ถามนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า จำได้ว่าท่านเคยบอกว่าให้รับไปก่อน และหากจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาแก้ไขทั้งฉบับก็สามารถกระทำได้ แต่นายจรัญก็กลับแก้ตัวว่า ที่ตนเองพูดหมายถึงหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรจะทำเป็นรายมาตรา เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของสาธารณะ มิใช่แก้ไขมาตราเดียวครอบจักรวาลไปทั้งหมด จึงทำให้สังคมตั้งข้อเคลือบแคลงสงสัยต่อคำพูดของนายจรัญว่า เหตุใดคนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแท้ ๆ ถึงตระบัดสัตย์ หรือพูดให้ชัดไปกว่านี้ก็คือ “ตลบตะแลง” ได้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งตนเองกับตุลาการร่วมคณะอีก 2 คนคือนายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายนุรักษ์ มาประณีต ก็มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนายจรัญและนายนุรักษ์เป็นทั้ง ส.ส.ร.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนายสุพจน์เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงขาดความชอบธรรมอย่างยิ่งในการพิจารณาคดีนี้ แต่ก็มีเฉพาะนายจรัญเท่านั้นที่ถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีนี้ เนื่องจากองค์คณะตุลาการไม่อนุญาตให้นายนุรักษ์และนายสุพจน์ถอนตัว จึงเท่ากับคงเหลือองค์คณะพิจารณาเพียง 8 คน และกำหนดให้คู่ความทั้งสองฝ่ายส่งคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรในวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 และอ่านคำวินิจฉัยในอีก 2 วันต่อมา
ซึ่งวันอ่านคำวินิจฉัยคือวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ที่ตรงกับวันศุกร์ อันเป็นที่มาของคำว่า “คำวินิจฉัย ศุกร์ 13” ที่เป็น “วันอาถรรพณ์” ตามความเชื่อของซีกโลกตะวันตกนี้เองที่ทำให้เกิดข้อกังขาคาใจขึ้นมาอย่างมากมายในสังคม เนื่องจากคำวินิจฉัยที่ออกมาในวันดังกล่าวนี้อยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า “เจ๊า” ทั้งสองฝ่าย จากกรณีที่ศาลเห็นว่า ศาลมีอำนาจในการรับคำร้องตามมาตรา 68 ไว้พิจารณาในฐานะของปวงชนชาวไทย ที่จะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อันนำมาสู่ข้อสงสัยประการแรกที่ว่า ถ้าเช่นนั้น อัยการสูงสุดก็ไม่มีความหมายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ เพราะทุก ๆ คนที่ทราบการกระทำที่เข้าข่ายดังกล่าวก็จะ “แห่” กันมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว จนศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีคดีความมากเสียจน “รกศาล” ไม่ต่างอะไรเลยและอาจจะหนักกว่าศาลชั้นต้นอื่น ๆ ทั่วประเทศด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องให้อัยการสูงสุดกลั่นกรองเรื่องดังกล่าวว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอหรือไม่ ผิดกับบางคดีในศาลชั้นต้นที่พนักงานอัยการ (ทั้งระดับสูงและระดับรอง ๆ ลงไป) จะเป็นตัวแทนของรัฐในการวินิจฉัยสั่งคดีว่ามีมูลเพียงพอต่อการฟ้องร้องยังศาลหรือไม่ แต่ก็ยังดีที่ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะผู้ถูกร้องยังถือว่า “ห่างไกล” จากสิ่งที่ฝ่ายผู้ร้องยกขึ้นอ้างอย่างยิ่ง กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จึงไม่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจนอกวิถีทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แต่อย่างใด
แต่ประเด็นต่อมาที่ศาลรัฐธรรมนูญที่มีตุลาการเรียกโดยย่อว่า “ตลก.” ซึ่งได้สร้างความไม่ “ตลก” ไว้เป็นตราบาปของตนก็คือ การที่ได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราสามารถกระทำได้ แต่ข้อความส่วนที่เป็นความเห็นส่วนตัวขององค์คณะตุลาการ ซึ่งไม่ถือเป็นคำวินิจฉัยแต่อย่างใดได้ระบุไว้ว่า หากจะแก้ไขทั้งฉบับก็สมควรที่จะทำประชามติถามความเห็นจากประชาชนเสียก่อน เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นโดย “อำนาจสถาปนา” ของประชาชนจากการลงประชามติ จุดนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกแล้วว่า หากรัฐสภาในฐานะผู้มีอำนาจดำเนินการดังกล่าว ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะทางเลือกใดก็ตาม ก็จะต้องเจอกับ “กับดักหลุมพราง” อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการขอประชามติ ก็เกิดข้อสงสัยว่าทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติด้วยการ “ขู่กรรโชก” ของฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐจากการรัฐประหารในเวลานั้นและผู้สนับสนุน ทั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางรายอย่างนายจรัญ และ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทั้งฝ่ายการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์และ พธม.ที่ทั้ง “ข่มขู่แกมบังคับ” ให้ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน แล้วให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาแก้ไขได้ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการลงประชามติ คณะรัฐประหารจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ ที่อาจเลวร้ายกว่านี้มาใช้บังคับแทนก็ได้ แต่เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะเข้ามาแก้ไข ก็กลับถูก “ตั้งการ์ด” ขัดขวางการแก้ไขเสียนี่ และจะไปลงประชามติในขั้นตอนใด ก่อนการแก้ไขวาระ 3 หรือรอให้วาระ 3 ผ่านไปก่อน และคะแนนเสียงประชามติที่จะถือเป็นข้อยุติ จะต้องผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ มิใช่ถือที่เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง นั่นคือ หากถือจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงใกล้เคียงกับจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปีที่ผ่านมาคือ 47 ล้านเสียง คะแนนเสียงที่จะถือว่าประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบก็คือ 23.5 ล้านเสียง ซึ่งคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส.เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากมีเพียงประมาณ 17 ล้านเสียงเท่านั้น หากยึดถือตามคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ดังที่กล่าวมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะยังไม่ถูกแก้ไข และเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ก็ต้องมีการไปขอประชามติจากประชาชนอยู่ดี หรือหากเลือกที่จะแก้ไขรายมาตรา ก็จะถูกฝ่ายตรงข้าม (แต่เป็นฝ่ายเดียวกับตุลาการ) กล่าวหาโจมตีว่าเอาแต่แก้รัฐธรรมนูญจนไม่คิดจะบริหารประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ และการนิรโทษกรรมเพื่อหวังให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ (อีกแล้ว) ได้รับประโยชน์ และหากจะแก้ไขกันรายมาตราจริง ๆ ก็อยากจะถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้เหมือนกันว่า หากลงมือแก้ไขกันครบทั้ง 309 มาตราแล้ว ก็ยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่นั่นเอง เพียงแต่มีการแก้ไขเพิ่มเติม สรุปความได้ว่า ท่านไม่ต้องการให้แก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยฝ่ายประชาชนเลยใช่หรือไม่ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส.และหนังสือสัญญากับต่างประเทศในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของพรรคประชาธิปัตย์ท่านก็ “ปล่อยผ่าน” มาได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหาในขณะนั้น ได้เคยยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสองประเด็นดังกล่าวนี้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีตุลาการชุดเดียวกับที่พิจารณาคดีนี้ ก็กลับให้จำหน่ายคำร้องนี้เสีย เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้พิจารณานี้มิใช่ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ศาลจะมีอำนาจวินิจฉัย
และเมื่อคำวินิจฉัยของคณะ “ตลก.ที่ไม่ตลก” ออกมาเช่นนี้แล้ว ฝ่ายประชาชนก็มีปฏิกิริยาต่าง ๆ ออกมามากมาย ทั้งการ “ย้อนเกล็ด” ของทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง แห่งพรรคเพื่อไทยที่ปราศรัยไว้ก่อนคำวินิจฉัย 8 วันที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการว่า หากผลของคำวินิจฉัยออกมาไม่เป็นธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็สมควรที่จะถูกร้องเรียนว่าล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 ต่อศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง คณะนิติราษฎร์ที่นำโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ได้ “สนองตัณหา” ของบรรดาตุลาการเหล่านี้ที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ด้วยการเสนอให้ตั้ง “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ โดยจำกัดคุณสมบัติของผู้จะมาดำรงตำแหน่งและจำกัดอำนาจหน้าที่ให้ยากต่อการสกัดขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจาก “อำนาจสถาปนา” ของประชาชนโดยแท้จริง มิใช่มาจากกลุ่มบุคคลที่ “พิทักษ์” รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ดังเช่นในปัจจุบัน
ผลข้างเคียงที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งของคำวินิจฉัย “ศุกร์ 13” นี้ก็คือ ทำให้สังคมได้เห็นถึงนานาความไม่ชอบมาพากลของบรรดา “ตลก.ที่ไม่ตลก” เหล่านี้ในหลายเรื่อง ทั้งการหวาดระแวงว่า นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะไปข่มขู่คุกคามตนเอง ทั้งที่แกนนำหลักของ นปช.ก็ได้ขอความร่วมมือมวลชนของตนให้อยู่ในที่ตั้งปกติไปแล้ว จะมีก็แต่เพียง “กองกำลัง” จัดตั้งของฝ่ายตนเองที่แอบอ้างใช้ชื่อ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) อันมีความหมายถึงอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่ยอมมาเป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายรัฐในภายหลัง ทั้งที่ ผรท.ตัวจริงจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งค่อนศตวรรษ แต่ ผรท.จัดตั้งที่นำมาปกป้องฝ่ายตนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็น “วัยละอ่อน” กันแทบทั้งสิ้น และก็มิใช่เพียงแค่ความผิดปกติของอายุเท่านั้น หากแต่ ผรท.ที่แท้จริงจะต้องไม่นิยมชมชอบระบอบศักดินาอำมาตย์ ซึ่งขัดแย้งกับบรรดา ผรท.เหล่านี้ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาปกป้องคนในระบอบดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ที่กล่าวมานี้เพียงเฉพาะเหตุที่เกิดภายนอกอาคารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เนื่องจากยังปรากฏความผิดปกติภายในสำนักงานดังกล่าว และในคำวินิจฉัยนี้อีกด้วย กล่าวในส่วนของสำนักงานนั้น มีกระแสข่าวว่าฝ่ายอำนาจนอกระบบพยายาม “ต่อรอง” ให้ผลของคำวินิจฉัยเป็นไปดังที่ตนประสงค์ให้จงได้ ตั้งแต่คืนก่อนวันอ่านคำวินิจฉัยจนถึงรุ่งเช้าของวันอ่านคำวินิจฉัย ถึงขั้นที่ต้องส่งฝ่ายผู้ร้องอย่างพลเอกสมเจตน์และ ดร.สุรพลไปร่วมจัดทำคำวินิจฉัยกับองค์คณะตุลาการกันเลยทีเดียว ซึ่งในห้องประชุมตุลาการดังกล่าว พลเอกสมเจตน์ถึงขั้นขู่บรรดาตุลาการเหล่านี้โดยอ้างความประสงค์ของฝ่ายอำนาจนอกระบบนั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วด้วย แต่ตุลาการบางรายก็ไม่ยอมทำตาม จนต้อง “หลุดปาก” ออกมาว่า “ถ้ากูทำอีกที กูจะถึงขั้นเสียคนเลยนะเว้ย” แต่แม้ว่าคำวินิจฉัย “ศุกร์ 13” นี้จะไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองประสงค์ก็ตาม แต่บรรดาตุลาการเหล่านี้ก็ “เสียคน” ไปแล้ว เนื่องจากแทนที่จะเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางในไม่กี่วันหลังอ่านคำวินิจฉัย แต่กลับ “ดอง” ไว้เป็นสัปดาห์ เพื่อหวังให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยว่ามีการ “แอบ” เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำวินิจฉัยซึ่งถือเป็นเอกสารฉบับสุดท้าย (final paper) ที่ไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ ได้อีกแล้ว และแทนที่จะมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละรายก่อนคำวินิจฉัยกลาง เนื่องจากตุลาการแต่ละรายต้องทำความเห็นของตนมาก่อนจะสรุปประเด็นข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย เพื่อลงมติจัดทำเป็นคำวินิจฉัยกลางในที่ประชุมตุลาการ ก็กลับทำตรงกันข้ามเช่นกัน และเมื่อคำวินิจฉัยของบรรดา “ตลก.ที่ไม่ตลก” เหล่านี้ออกสู่สาธารณชนแล้ว ก็ปรากฏสิ่งน่าสงสัยขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะความเห็นของตุลาการที่ “แตก” ออกไปไม่เป็นทิศทางเดียวกัน บางรายเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ทั้งฉบับโดยไม่ต้องทำประชามติ บางรายเห็นว่าต้องทำประชามติก่อนจึงจะแก้ไขได้ทั้งฉบับ แต่บางรายก็เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องนี้มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นการรับคำร้องโดยตรงจากประชาชนทั่วไป ซึ่งทับซ้อนกับบทบาทหน้าที่ของอัยการสูงสุดดังที่ได้กล่าวมา
ผลของคำวินิจฉัย “ศุกร์ 13” นี้เองที่ทำให้รัฐบาลต้องหาหนทาง “ตั้งรับ” กับกลไกของฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองที่ “บิดเบี้ยว” เช่นนี้อย่างระมัดระวัง ด้วยการหารือกันทั้งในพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองและกับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ เพื่อร่วมกันหาข้อยุติในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้ให้จงได้ ซึ่งจากแนวทางที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ก็มีทั้งการถอนร่างรัฐธรรมนูญออกจากรัฐสภา แต่ก็เชื่อว่าฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองคงจะไม่ยอมลงให้ฝ่ายประชาชนอย่างง่าย ๆ แน่นอน เพราะพวกเขาจะต้องพยายามหาข้ออ้างมากล่าวหาอีกแน่นอนว่า รัฐบาล “บิดพลิ้ว” ไม่ยอมทำตามนโยบายที่สัญญาไว้ตอนหาเสียงเป็นแน่แท้ เช่นเดียวกับการ “เดินหน้า” แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งฉบับหรือเป็นรายมาตรา หรือจะลงหรือไม่ลงประชามติก็ตาม ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งข้อกล่าวหาทำเพื่อคนคนเดียว และขัดคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปในที่สุดว่า ให้ชะลอการดำเนินการลงมติในวาระ 3 ไปก่อน เพื่อดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และตั้งคณะทำงานร่วมกันจากทุกพรรคร่วมรัฐบาลมาดำเนินการนี้ แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้ฝ่ายประชาชนโดยเฉพาะกว่า 15-16 ล้านเสียงที่เลือกพรรคเพื่อไทยได้สบายใจได้ว่า อย่างไรเสีย “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” ที่มีความเป็นเผด็จการทั้งที่มาและเนื้อหาอย่างยิ่ง และผ่านประชามติมาโดยการ “ข่มขืนใจ” ประชาชน ก็ต้องมีอันถูกยกเลิกไปไม่ช้าก็เร็วในชั่วชีวิตของทุกท่านอย่างแน่นอน
อิทธิฤทธิ์ของลูกสมุนแห่งฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” ยังไม่หมดสิ้นเพียงเท่านี้ เพราะนอกจากที่พวกเขาจะสำแดงตนว่าอยู่เหนือทุกสถาบันทางการเมือง ด้วยการชะลอกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากการเสนอของทั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา ในที่ประชุมรัฐสภาวาระ 3 แล้ว พวกเขาก็ยังได้สำแดงตนว่าเป็นผู้อยู่เหนือการตรวจสอบของบุคคลใด ๆ อีกด้วย ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำและแนวร่วม นปช.หลายสิบราย ภายหลังจากที่ได้ยื่นเรื่องต่อศาลอาญาเพื่อให้เพิกถอนการประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ที่อยู่ใน “บัญชีแค้น” อันดับต้น ๆ ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองผู้เป็นนายเหนือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมได้มีการนัดนายจตุพรไปฟังคำสั่งถอนประกันตัวเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 แต่ศาลก็ยังปรานีนายจตุพร (แบบมีเงื่อนไข) อยู่บ้าง โดยให้เลื่อนไปฟังคำสั่งพร้อมกับแกนนำ นปช.คนอื่น ๆ รวม 24 รายในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 แทน ส่วนที่วงเล็บว่า “แบบมีเงื่อนไข” นั้นก็คือการที่ศาลได้ “ปิดปาก” นายจตุพรมิให้ปราศรัยพาดพิงผู้ใด อันส่อสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่มี “ลูกสมุน” อยู่เต็มทั้งวงการการเมือง การทหาร และการยุติธรรมนั้น เป็น “คนดี” ที่ไม่เคยยอมให้ใครตรวจสอบตนเองเลยแม้แต่น้อย มีแต่ที่ตนเองตรวจสอบกระทั่งเลยเถิดไปถึงขั้น “จับผิด” ผู้อื่นอยู่ฝ่ายเดียวทั้ง ๆ ที่หาความผิดไม่เจอ ซึ่งนี่มิใช่วิสัยของ “สุภาพบุรุษ” หรือแม้กระทั่ง “ลูกผู้ชาย” เลยแม้แต่น้อย
และเมื่อพูดถึงเรื่องของสมุนของฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองที่ไม่ยอมให้ใครตรวจสอบแล้ว ก็ขอกล่าวถึงกรณีการหลบเลี่ยงการตรวจเลือกเป็นทหารกองประจำการ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าการ “เกณฑ์ทหาร” ของนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค “หุ่นเชิด” ของพรรคประชาธิปัตย์ไปในคราวเดียวกันเลย ดังที่เคยกล่าวมาแล้วในช่วงที่นายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2551 ว่า นักการเมืองหนุ่มนักเรียนอังกฤษรายนี้มิได้ไปขึ้นทะเบียนทหารกองเกินเมื่ออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์เมื่อปี 2524 ตามที่กฎหมายกำหนด แต่รอให้ตนเองอายุครบ 22 ปีเสียก่อนเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 ซึ่งในช่วงอายุดังกล่าวควรจะเป็นเวลาที่นายอภิสิทธิ์มาเข้ารับการเกณฑ์ทหาร แต่นายอภิสิทธิ์ก็มิได้ดำเนินการดังกล่าว หากแต่ทำเรื่องขอสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) ของกองทัพบกเสียนี่ ทั้งที่กรมสารบรรณทหารบก (สบ.ทบ.) ได้ร้องขอเอกสารเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการสมัครเข้ารับราชการ โดยเฉพาะใบสำคัญผ่านการตรวจเลือกฯ (สด.43) แต่เจ้าหน้าที่สัสดีกลับแจ้งไปยัง สบ.ทบ.ว่านายอภิสิทธิ์ได้รับผ่อนผันเนื่องจากไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ทั้งที่ไม่มีเอกสารดังกล่าวมาแสดง อีกทั้งใบสำคัญทหารกองเกิน (สด.9) ฉบับเดิมได้สูญหายไป จึงได้มีการออกใบแทนที่ลงวันที่ต่างจากใบเดิม คือวันที่ 8 เมษายน 2531 และเมื่อนายอภิสิทธิ์ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหารเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2531 แล้ว นายอภิสิทธิ์ก็เพียรพยามยาม “ลา” ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานาทั้งลาศึกษาต่อ ลาไปเยี่ยมญาติ จนถึงลาออกจากราชการ รวมวันลาได้ถึง 221 วัน จากนั้นนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2532 สิริรวมเวลารับราชการของนาย (หรือร้อยตรี) อภิสิทธิ์เพียงไม่ถึงปี และหากหักวันลาแล้วก็จะเหลือวันรับราชการจริง ๆ เพียงประมาณ 3 เดือนเท่านั้น และนี่ก็คือสาเหตุที่นายอภิสิทธิ์ไม่เคยใช้ยศประกอบชื่อของตน (ยกเว้นงานฉลองสมรสของตนที่ได้แต่งชุดทหาร) เนื่องจากคงจะ “ยอมรับกลาย ๆ ” ว่ายศที่ตนเองได้รับพระราชทานมานั้นเป็น “ยศเก๊” เพราะใช้หลักฐานเท็จในการได้มา
ซึ่งการตรวจสอบในกรณีดังกล่าวนี้ต้องขอ “ยกนิ้ว” ให้กับนายกมล บันไดเพชร สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมากว่า 13 ปีจนนำไปสู่การลงโทษเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องกับการดังกล่าวหลายราย และต้องขอยกนิ้วให้กับพลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกรายหนึ่ง ที่ได้ลุกขึ้นมาแถลงข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยไม่นำพาต่อท่าทีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่พยายามจะปิดเรื่องดังกล่าวเมื่อมีผู้สื่อข่าวไปถาม โดยใช้คำพูดที่ว่า “เรื่องนี้จบไปนานแล้ว” ซึ่งก็มิใช้่เรื่องแปลกอะไรของคนอย่างพลเอกประยุทธ์ ที่มีส่วนในการรับบัญชาจากอำนาจเหนือการเมืองมา “อุ้มชู” ให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นรัฐบาลสนองตัณหาของพวกตน จนนำไปสู่การต่อต้านคัดค้านของมวลชนคนเสื้อแดง และนำไปสู่การปราบปรามประชาชนเหล่านี้ถึงสองปีติดต่อกัน และคดีความก็กำลังรุกคืบไปเรื่อย ๆ จนจะได้เวลา “กระชากหน้ากาก” ฆาตกรในคราบนักบุญออกมาเสียที
และช่างเป็นที่น่าบังเอิญเสียจริง ๆ ที่ในช่วงเวลานี้ พบการระบาดของโรค “มือ-เท้า-ปาก” ในหมู่เด็กไทยอยู่พอสมควร และไม่เพียงแต่เด็กไทยที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว จนหลายโรงเรียนประถมต้องงดการเรียนการสอนเท่านั้น หากแต่ในวงการการเมืองไทย ก็ยังมี “เด็ก” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่ติดเชื้อดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดย “มือ” หมายถึง “มือตบ” สัญลักษณ์ของ พธม. และ “มือที่มองไม่เห็น” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่มีไว้โอบอุ้มพวกของตน “ตีน” หมายถึง “ตีนที่มองเห็น” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเช่นกันแต่เอาไว้ “ถีบ” และ “กระทืบ” ฝ่ายประชาธิปไตยโดยเฉพาะ และ “ปาก” ก็คือ “ปากอันโสมม” ของบรรดาทาสของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเหล่านี้ ทั้งการออกมาโจมตีรัฐบาลในการดำเนินการต่าง ๆ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเมือง อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเสนอกฎหมายปรองดอง โดยกล่าวหาเรื่อง “ทำเพื่อคนคนเดียว” ดังที่เคยกล่าวมาหลายครั้งแล้ว นโยบายเศรษฐกิจ อาทิ การออกนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้า อาทิ การแจกบัตรสินเชื่อ (credit card) เพื่อใช้ซื้อปัจจัยการผลิตสำหรับเกษตรกร การเปลี่ยนระบบการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นผลิตผลสำคัญของไทย จากการประกันราคาที่ดูเหมือนเป็นการ “ทำนาบนหลังคน” จากการจ่ายผลประโยชน์ส่วนต่างให้กับผู้เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกที่มาแจ้งต่อทางการ ซึ่งอาจเป็นการแจ้งเท็จก็ได้ เนื่องจากไม่มีการพิสูจน์ทราบว่าเจ้าของพื้นที่นั้นมีนาจริงหรือไม่ หากมีจริงก็ไม่ทราบอยู่ดีว่ามีพื้นที่เพาะปลูกมากจริงตามที่แจ้งหรือไม่ รวมถึงมีการ “แอบ” นำข้าวที่เก็บไว้ในโกดังไปขายต่อ และนำผลประโยชน์เข้าสู่เจ้าของโกดังนั่นเอง มาเป็นการรับจำนำข้าว เพื่อให้รัฐบาลจ่ายเงินให้กับชาวนาโดยตรง อันจะเป็นการจ่ายผลประโยชน์จากรัฐสู่เกษตรกรโดยแท้จริง การยกเว้นภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก การพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามขนาดของชุมชน (S-M-L) รวมถึงจัดตั้งกองทุนเพื่อการส่งเสริมอาชีพสำหรับสตรี ในนาม “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” และกองทุนเพื่อการส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการสำหรับบัณฑิตจบใหม่ ในนาม “กองทุนตั้งตัวได้” การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสำหรับผู้ใช้แรงงานเป็นวันละ 300 บาท และปรับขึ้นเงินเดือนสำหรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นเดือนละ 15,000 บาท และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยกล่าวหาว่าเป็นไปเพื่อการมอมเมาประชาชนให้เสพติดกับ “เศษเงิน” ที่รัฐบาลหว่านให้ รวมถึงอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบางโครงการด้วย และนโยบายสังคม อาทิ การดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติด การเยียวยาทางการเงินแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง และเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแจกคอมพิวเตอร์พกพา (Tablet) เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา การพัฒนากองทุนสวัสดิการทางสุขภาพสำหรับประชาชน โดยกล่าวหาว่าเป็นการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา แบบที่เคยกล่าวหารัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเป็นการ “ฆ่าตัดตอน” เป็นการ “ปูนบำเหน็จ” ให้แก่คนเผาบ้านเผาเมือง เป็นการทำให้นักเรียนละเลยความสำคัญของ “ครูมนุษย์” แต่ไปให้ความสนใจกับ “ครูคอมพิวเตอร์” แทน และเป็นการทำลายวินัยทางการเงินของระบบประกันสุขภาพแห่งชาติิตามลำดับ
การแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล ทั้งในระบบรัฐสภาโดยพรรคประชาธิปัตย์ จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในช่วงที่ผ่านมา ที่ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อหน้าที่ของตนอยู่บ่อยครั้ง หรือจะพูดให้สุภาพกว่านั้นก็คือ “ดิบ เถื่อน ถ่อย สถุล” นั่นเอง และยังมีการ “ส่งไม้ผลัด” ต่อไปให้กับ “มือไม้” อื่น ๆ ของอำนาจเดียวกัน ทั้ง พธม. ส.ว.สรรหา จนกระทั่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคำวินิจฉัยของ “ตลก.ที่ไม่ตลก” นั่นเอง และไม่เพียงแต่ที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจะพยายามใช้ “มือ-เท้า-ปาก” ของตนในการก่อกวนรัฐบาลแค่นี้ หากยังมีการสร้างปัญหาขึ้นใหม่ และก่อกวนฝ่ายประชาธิปไตยเพิ่มเติมอีก ทั้งการกล่าวหารัฐบาลว่าไม่สนใจไยดีต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีมัวแต่ “เฮฮาปาร์ตี้” อยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่สนใจว่าเกิดเหตุระเบิดที่จังหวัดปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ทั้งที่เป็นปัญหาซับซ้อนสะสมเรื้อรังมานานหลายสิบปี พรรคประขาธิปัตย์ในฐานะผู้แทบจะ “ผูกขาด” ฐานเสียงในบริเวณดังกล่าว ย่อมควรจะรู้ “ตื้นลึกหนาบาง” ปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี เพื่อเสนอแนะในการหาหนทางแก้ไขต่อรัฐบาล หรือเพราะว่าตนเองและเครือข่าย “มีเอี่ยว” กับปัญหาเหล่านี้จึงไม่อยากหาจุดยุติก็ไม่อาจทราบได้ และการที่นายอภิสิทธิ์สวมเสื้อแดงที่เขียนว่า “ผ่าความจริง หยุดกฎหมายล้างผิดคนโกง” ขึ้นเวทีปราศรัยชื่อเดียวกัน ณ สนามกีฬากรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 เพื่อหวังจะทวงคืนสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนชาติมาจากเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” เช่นเดียวกับที่นายสุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) ศิลปินแห่งชาติแนวร่วม พธม.เคยกล่าวหา นปช.ไว้ แต่แทนที่ “สีแดง” จะถูกฝ่ายอำมาตย์ “ปู้ยี่ปู้ยำ” มากไปกว่านี้ ก็กลับกลายเป็นนายอภิสิทธิ์เสียเองที่ถูกปู้ยี่ปู้ยำจน “เละแทบไม่มีชิ้นดี” โดยสังคมมองว่านายอภิสิทธิ์นั้นเป็น “ตัวตลกที่เสียสติ” ไปเสียแล้ว และดูเหมือนจะหนักกว่าที่บุคคลผู้นี้เคยเลียนเสียงจ่าสิบตำรวจประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย แนวร่วม นปช.ว่า “กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ” ที่เวทีผ่าความจริงฯ ลานคนเมือง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2555 เสียอีก

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

24 สิงหาคม 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s