สยามทัศนะ (กันยายน 2555)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 6 กันยายน 2555)

ดังที่ได้กล่าวไว้เมื่อตอนที่ผ่านมาแล้วว่า การกระทำของฝ่ายอำนาจนอกระบบ เหนือการเมืองและเหนือการตรวจสอบที่มีเครื่องมือทางการเมือง ทางการทหาร และทางการยุติธรรมเป็นของตน ก็นำมาซึ่งความเสื่อมทรามในอำนาจของตนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะได้ขอกล่าวรายละเอียดโดยสมบูรณ์ในเดือนนี้ เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาครบรอบ 6 ปีที่คนพวกนี้ก่อการรัฐประหาร ปล้นอำนาจจากประชาชนที่มีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทน โดยจะขอเท้าความเสียก่อนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของเครือข่ายสื่อมวลชนในเครือผู้จัดการ และ ASTV ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายกรัฐมนตรีท่านนี้ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จในการร้องขอบางอย่าง นายสนธิจึงใช้สายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองนี้ในการขอให้ช่วยกำจัดพันตำรวจโท ดร.ทักษิณออกจากวงการการเมือง ตั้งแต่ปลายปี 2548 และนำไปสู่การหลอมรวมเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) ที่เป็นผู้ “ออกบัตรเชิญ” ให้กองทัพออกมารัฐประหารรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ในที่สุด ซึ่งเป็นการรัฐประหารลับหลังนายกรัฐมนตรีท่านนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการยังต่างประเทศ อันแสดงให้เห็นถึงความไร้ความเป็นลูกผู้ชายของคณะรัฐประหารและผู้อยู่เบื้องหลังได้เป็นอย่างดี

และโดยส่วนตัวผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารเองก็ไม่ค่อยจะมีความเป็นลูกผู้ชายสักเท่าใดนัก โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้อื่นฝ่ายเดียว และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดตรวจสอบตัวเองย้อนกลับได้เลย ดังจะเห็นได้จากการใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและคนในเครือข่ายที่พวกเขาเรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ทั้งที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่ายเป็นผู้มีความปรารถนาดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้สถาบันกษัตริย์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับฝ่ายใด ๆ แต่แล้วอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “หัวหน้าขบวนการล้มเจ้า” ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 ที่มีข่าวปล่อยว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณคิดอยากล้มล้างระบอบกษัตริย์เพื่อสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดี เรื่อยมาจนถึงต้นปี 2549 ที่มีข่าวปล่อยอีกเช่นกันเกี่ยวกับเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” และทั้งสองเรื่องนี้ก็ถูกนำมาเป็น “ตราประทับ” ในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 19 กันยายนของเมื่อ 6 ปีก่อน ท่ามกลางกระแสที่แพร่หลายกันทั่วไปในสังคมว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “รู้เห็นเป็นใจ” กับการทำการรัฐประหารในครั้งนี้อย่างเปิดเผย ไม่เช่นนั้นคนอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะกล้าให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้กับอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเชียวหรือ และไม่เช่นนั้นคนอย่างพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารในครั้งนี้จะบ่ายเบี่ยงในการตอบคำถาม “ใครอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร” ของพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ โดยตอบเพียงว่า “คำถามบางประการตายแล้วก็ตอบไม่ได้” ทำไมเล่า

และการรัฐประหารดังกล่าว ก็ปรากฏชัดเจนว่ากลไกของอำนาจเหนือการเมืองก็ได้สำแดงอำนาจอย่างเต็มที่ ทั้งการตั้งคณะกรรมการในองค์กรอิสระ (ที่ไม่เป็นอิสระจากฝ่ายตน) การตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อ “เช็คบิล” รัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าบุคคลในองค์กรเหล่านี้มีลักษณะพิเศษร่วมกันคือ “ชิงชังรังเกียจ” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณทั้งสิ้น โดยองค์กรเหล่านี้มีภารกิจสำคัญก็คือ หาความผิดของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่ายให้จงได้ ทั้งการดำเนินคดีอาญา ทั้งจำคุกในคดีที่ค่อนข้าง “ไร้สาระ” และยึด (ปล้น) ทรัพย์สินที่หามาได้โดยสุจริต และการยุบพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคไทยรักไทย โดยเมินเฉยที่จะยุบพรรคการเมืองของฝ่ายอำมาตย์อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็น “พี่น้องท้องเดียวกัน” กับพวกตน รวมถึงการออกแบบ (Design) รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองมีอำนาจเหนือ “ระบอบทักษิณ” ทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้งและสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระที่จงรักภักดีกับฝ่ายตน และอื่น ๆ ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ผ่านการลงประชามติแบบ “ขู่กรรโชก” มาได้ และไม่เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ฝ่ายอำมาตย์ออกแบบมาเท่านั้น หากแต่ยังมีกฎหมายอื่น ๆ ที่ถูกตราขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของพวกตนอีกมากมาย อาทิ การจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เพื่อรองรับการเพิกถอนสัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวี การจัดสรรงบประมาณให้กองทัพสูงกว่าเดิมอย่างผิดปกติ การกำหนดให้ฝ่ายข้าราชการทหารเป็นผู้พิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารชั้นนายพลแทนฝ่ายการเมือง และการให้อำนาจเพิ่มเติมแก่องค์กรกึ่งทหารอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งหลายฉบับก็ผ่านความเห็นชอบในสภาของคณะรัฐประหารด้วยองค์ประชุมที่ไม่ครบ แต่ก็ดันทุรังประกาศใช้เป็นกฎหมายเสียได้

แต่แล้วการรัฐประหารและกลไกต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านี้ก็แทบจะไร้ค่าไปโดยสิ้นเชิง เมื่อพรรคพลังประชาชนที่อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยใช้เป็น “บ้านใหม่” ชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2550 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ได้ชื่อว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มาเป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจึงใช้กลไกต่าง ๆ ทั้งการให้ พธม.ออกมาป่วนบ้านป่วนเมือง ถึงขั้นเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์ของรัฐกันเลยทีเดียว โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติและกระบวนการยุติธรรมที่จะถูก “ระบอบทักษิณ” ทำลาย รวมถึงการใช้องค์กรอิสระที่ไม่เป็นอิสระจากฝ่ายตนมา “จัดการ” กับรัฐบาล ทั้งการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้พจนานุกรมตัดสินคดีที่นายสมัครจัดรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ จนทำให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด และด้วยสันดานอันอำมหิตของฝ่ายอำมาตย์นี้เองที่เห็นว่านายสมัคร “แปรพักตร์” ไปจากฝ่ายตน จึงทำให้นายสมัครล้มป่วยลงหลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่กี่วัน และถึงแก่อสัญกรรมในอีกประมาณ 1 ปีต่อมา นอกจากนี้แล้ว ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองก็ยังเตรียมการที่จะยุบพรรคพลังประชาชนและอีกสองพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลอีกด้วย ซึ่งก็มาสัมฤทธิ์ผลเอาเมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมัคร ซึ่งนายสมชายก็ไม่มีโอกาสเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลเลยแม้แต่วันเดียว เนื่องจากถูก พธม.ยึดครองไว้ จึงได้ใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นทำเนียบรัฐบาลแทน แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการราวีของ พธม.จนได้ เช่นเดียวกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ถูกยึดไว้เช่นกัน เนื่องด้วยผู้อยู่เบื้องหลัง พธม.ประสงค์ที่จะกดดันคนในระบอบทักษิณให้ถึงที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความวิบัติฉิบหายอันเกิดขึ้นจากการกระทำของตนที่มีผลกระทบต่อนานาชาติเลยแม้แต่น้อย

โชคยังเข้าข้างฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอยู่บ้าง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบรวดสามพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 และนำไปสู่การเจรจาต่อรองซื้อตัว ส.ส.ส่วนหนึ่งจากอดีตพรรคพลังประชาชนในสายของนายเนวิน ชิดชอบ ให้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้บ้านพักของอดีตนายทหารระดับสูงนายหนึ่งในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ที่ย่านดินแดงเป็นที่เจรจา โดยนายทหารระดับสูง (อีกนายหนึ่งแต่ยังรับราชการอยู่) อ้างว่า เป็นความต้องการของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองให้ ส.ส.เหล่านั้นเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่ทำเช่นนั้นก็จะทำการรัฐประหารอีกรอบหนึ่ง ส่วนนายทหารระดับสูง (แต่เป็นอีกนายหนึ่งที่มิใช่สองนายแรก และยังรับราชการอยู่เช่นกัน) ก็สำทับฝ่ายประชาชนที่คิดจะต่อต้านการกระทำของฝ่ายตนว่า “รู้ไหมว่าพวกคุณสู้อยู่กับใคร ไม่มีวันชนะหรอก” เพราะมั่นใจว่านี่คือการที่ฝ่ายอำนาจนอกระบบและเหนือการเมืองทำสงครามกับประชาชนโดยแท้จริง

และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นพรรคการเมือง “นอมินีหุ่นเชิด” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองได้เข้ามายึดครองอำนาจรัฐได้เป็นผลสำเร็จ ก็ย่อมเป็นความชอบธรรมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ที่จะทำกิจกรรมในการต่อต้านการได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรมนี้ แต่ก็ต้องประสบกับการบาดเจ็บล้มตายด้วยฝีมือของกองกำลังทหารที่ฝ่ายอำมาตย์ “ควบคุมได้โดยเบ็ดเสร็จ” ที่เข้าสลายการชุมนุมในปี 2552 และ 2553 ด้วยข้ออ้างที่ว่า นปช.ซึ่งมีพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นนายใหญ่ คิดร้าย ก่อการร้าย และเป็นกบฏที่จะล้มล้างฝ่ายตน (อีกเช่นเคย) จนถึงขั้นที่จัดทำรายชื่อบุคคลเป็น “ผังล้มเจ้า” กันเลยทีเดียว พร้อม ๆ กับการดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนหนึ่งและการสั่งปิด Website ที่วิพากษ์วิจารณ์ความชั่วช้าเลวทรามของพวกตนจำนวนมาก โดยใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยกเรื่องความมั่นคงของ “ชาติ” มาบังหน้า อันแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายอำมาตย์ “หลงตัวเอง” ตลอดมาว่าความอยู่รอดของตนเองคือความอยู่รอดของชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากชาติไม่มีประชาชนเป็นองค์ประกอบหลักเสียแล้ว ฝ่ายอำมาตย์ก็คงจะหยิ่งผยองเหยียบชาติทั้งชาติไว้ในอุ้งตีนของตนไม่ได้แน่นอน และด้วยแนวคิดที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้ ทำให้ศาลซึ่งก็ “เป็นมือเป็นไม้” หนึ่งของฝ่ายอำมาตย์ปฏิเสธที่จะให้จำเลยในคดีเหล่านี้ได้รับการประกันตัวไปสู้คดีนอกคุก และมีคำพิพากษาด้วยอัตราโทษที่สูง แม้ยังพิสูจน์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าจำเลยบางรายทำผิดจริง จนต้องเสียชีวิตระหว่างรับโทษที่ตนเองไม่ได้ก่อในเรือนจำก็มีปรากฏมาแล้ว และก่อนที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจะยอม “ถอย” ด้วยการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางปี 2554 นั้น ก็ได้ทิ้ง “ขยะ” กองใหญ่ให้รัฐบาลใหม่มาเก็บกวาดมากมาย นอกเหนือจากคดีการปราบปรามประชาชนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาทิ มหกรรมการทุจริต “ไทย (ใคร) เข้มแข็ง” ในหลายกระทรวง โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อปรากฏชัดว่าพรรคเพื่อไทยซึ่ง “กลายร่าง” มาจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนซึ่งถูกฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองยุบทิ้งไปอย่างไม่ปรานีสามารถเอาชนะการเลือกตั้ง และยังผลให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเล็กของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย คนเหล่านี้ก็ยิ่งต้อง “เล่นงาน” รัฐบาลให้หนักข้อยิ่งขึ้น ทั้งการปล่อยน้ำที่กักไว้ในเขื่อนหลักมาท่วมพื้นที่จำนวนมากของประเทศ ในช่วงก่อนรัฐบาลใหม่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน และการขัดขวางการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังสามารถบริหารราชการแผ่นดิน “ฝ่าดงตีนอำมาตย์” มาจนครบ 1 ปีดังที่ได้กล่าวมาแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะมีมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลบางส่วนไม่ค่อยพอใจที่รัฐบาลของตนแสดงท่าทีบางประการเหมือน “สมยอม” ต่อฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง อาทิ การปฏิบัติอย่างเป็นมิตรกับ “มือไม้” ของฝ่ายอำมาตย์ และการชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายปรองดองและร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระ 3 ก็ตาม แต่ก็เชื่อได้เลยว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นไปเพื่อ “ถ่วงเวลา” ให้ฝ่ายอำมาตย์ “ตายใจจนแห้งตาย” ไปเอง และเพื่อประคับประคองให้รัฐบาลบริหารงานสนองความต้องการของฝ่ายประชาชนได้ครบวาระ 4 ปีในปี 2558 อีกทางหนึ่งด้วย

จึงขอใช้หน้ากระดาษนี้ถามไปยังฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่ชิงชังรังเกียจฝ่ายประชาธิปไตยที่ท่านเรียกขานว่า “ระบอบทักษิณ” เสียเลยว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาของการรัฐประหารนั้น ท่านมีความสะใจนักใช่ไหม ที่เห็นประเทศชาติที่ท่านอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวกำลังจะถึงกาลวิบัติฉิบหาย เพียงเพราะท่านเกลียดชังคนคนเดียวที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ไม่ยอมสนองตัณหาให้กับท่านใช่ไหม จนถึงขั้นที่ท่านต้องใช้สมุนบริวารทั้งกองทัพ ศาล พรรคประชาธิปัตย์ และ พธม.ออกมารังแกเขาและผู้สนับสนุน นำมาซึ่งการสูญเสียมากมายทั้งชีวิต ร่างกาย สิทธิเสรีภาพ และทรัพย์สิน แต่ท่านก็ยังคง “หน้าด้านหน้าทน” ทำตัวเสมือนเป็นเทวดาอันทรงความประเสริฐเลิศเลอ ที่อยู่เหนือคนไทยทุกคน อยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง และทำอะไรก็ไม่ผิด แม้ผิดก็ไม่เคยเอ่ยคำขอโทษ แถมยัง “หูหนวก ตาบอด และใจบอด” ที่ไม่รับรู้รับทราบ ไม่สำนึกผิด ไม่รู้จักการอโหสิกรรมแก่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่ายอีกด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้น ท่านยังคงเสวยสุข เสวยลาภสักการะ และเสวยผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมจากแผ่นดินนี้อีกด้วย ทั้งการที่ท่านโหยหาคำว่า “พอเพียง” ให้เกิดมีในสังคม แต่ในกมลสันดานของท่านกลับไม่มีคำนี้เลยแม้แต่น้อย ท่านยังคงเป็นมหาเศรษฐี เป็นนายทุนศักดินาบ้าอำนาจอยู่ตลอดมา และอาจตลอดไปจนถึงวันสุดท้ายในชีวิตของท่านก็เป็นได้ ใครที่จงรักภักดีกับท่าน แต่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนและระบอบประชาธิปไตย ท่านก็เอาเขาไปทำงานด้วย และที่สำคัญกว่านั้น ท่านก็ยังคงใช้กลไกของท่านปิดหู ปิดตา และปิดปากประชาชนอยู่เรื่อยมา ผ่านทางการใช้สื่อมวลชน “ล้างสมอง” ให้เห็นท่านแต่ในด้านที่ดี น่าเคารพบูชาสักการะ และให้เห็นฝ่ายประชาธิปไตยเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นกบฏ เป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง และยืนตรงข้ามกับท่าน เพราะความชั่วช้าเลวทรามของท่านที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี่กระมัง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตยสักที ถึงเวลาหรือยังที่ท่านจะ “ตาสว่าง” ยอมรับนับถืออำนาจของประชาชน และอยู่ในสถานะ (Status) ที่ควรจะเป็นของท่านเสียที ที่เขียนมานี้มิใช่ด้วยความเกลียดชังท่าน แต่ด้วยความรักท่านโดยแท้จริง เพราะเชื่อเสมอมาว่า หากเราจะรักใครสักคน เราต้องอยากเห็นคนที่เรารักเป็นคนดี หากเขามีจุดที่ไม่ดีก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น หากความรักมีเพียงแต่การยอมรับในตัวตนที่เขาเป็น โดยไม่คาดหวังให้เขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในด้านที่ไม่ดีแล้ว สิ่งนั้นไม่น่าจะเป็น “ความรัก” แต่มันควรถูกเรียกว่า “ความหลง” หรือ “ความคลั่ง” เสียมากกว่า

แต่เพราะท่านยังคงทรงอำนาจอยู่ในแผ่นดินนี้นี่เอง ที่ทำให้กลไกต่าง ๆ ที่ท่านสร้างขึ้นและดำรงอยู่ถูกตั้งคำถามขึ้นอย่างมากมายในสังคม ทั้งการเผยแพร่รายงานการดำเนินงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่นำโดย ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แต่ในภายหลังได้แยกตัวออกมาเพราะ “ลายอำมาตย์” มันออก ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับขุนศึกใหญ่แห่งฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองบางราย ในช่วงหลัง ดร.คณิตจึงได้เข้าร่วมงานกับฝ่ายดังกล่าว อาทิ การเป็นประธานกรรมการตรวจสอบนโยบายการปราบปรามยาเสพติดในรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วยข้อกล่าวหา “ฆ่าตัดตอน” โดยการแต่งตั้งของรัฐบาลหลังการรัฐประหาร และการรับเป็นประธาน คอป.ให้กับรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์

ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า การดำเนินงานของ คอป.ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งสามประการในชื่อคณะกรรมการชุดนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งความเป็น “คณะกรรมการอิสระ” ทั้งที่มีความเกี่ยวพันกับฝ่ายอำมาตย์อย่างเห็นได้ชัด ทั้งตัว ดร.คณิตดังที่ได้กล่าวมา และกรรมการบางรายเช่นนายสมชาย หอมลออ ที่มีความใกล้ชิดกับแกนนำ พธม.อย่างพลตรีจำลอง ศรีเมืองอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมการหลายรายที่เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยในการชุมนุมของ พธม. ถัดมาก็คือภารกิจ “ตรวจสอบและค้นหาความจริง” ก็ช่างขัดแย้งกับผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้จากข้อกล่าวหาเรื่อง “ชายชุดดำ” ที่เป็นฆาตกรสังหารประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ทั้งที่มีหลักฐานปรากฏว่า ชายชุดดำที่นำภาพมาแสดงบางรายเป็นเพียงการ์ดรักษาความปลอดภัยในการชุมนุมของ นปช.และมีอาชีพหลักในการเก็บของเก่าขายเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว รวมถึงมีการตัดต่อภาพการใช้อาวุธสงครามของฝ่ายทหารให้เข้าใจผิดว่าชายชุดดำ (ซึ่งในที่นี้คือทหาร) คือกองกำลังพวกเดียวกับ นปช.อีกด้วย เพื่อปกป้องการสั่งการของรัฐบาลที่ผ่านมา และการกระทำของกองทัพซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลจักรสำคัญของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองให้พ้นจากความผิดทั้งปวง และเพื่อ “โยนบาป” ให้กับแกนนำและแนวร่วม นปช.ซึ่งรวมถึง “โคตรศัตรู” ของฝ่ายดังกล่าวอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณด้วย ทั้งที่ศาลอาญามีคำสั่งออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันแล้วว่า นายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่แนวร่วม นปช. เสียชีวิตจากอาวุธที่ “ใช้ในราชการสงคราม” ที่บริเวณถนนราชปรารภ และเชื่อเหลือเกินว่า ทุกศพที่เสียชีวิตจากการชุมนุมในครั้งนี้ ทั้งที่สี่แยกคอกวัว อนุสรณ์สถานแห่งชาติ บ่อนไก่ ราชปรารภ และในวัดปทุมวนาราม ก็ต้องมาจากสาเหตุเดียวกันอย่างแน่นอน ซึ่งอาวุธที่ใช้ในราชการสงคราม ก็มีเพียงหน่วยงานราชการทหารและตำรวจเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครองและใช้งาน แต่ในเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมาใช้ทหารในการปราบปรามประชาชน จึงสามารถตีความไปได้เพียงสถานเดียวว่า ทหารเท่านั้นที่ใช้อาวุธพวกนี้มาฆ่าประชาชนในชาติเดียวกัน

และข้อความสุดท้ายที่คณะกรรมการชุดนี้ไม่อาจกระทำได้ก็คือ “เพื่อความปรองดองแห่งชาติ” เนื่องจาก คอป.มองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้เป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งเดือดร้อนวุ่นวายในบ้านเมือง ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นผิดในคดี “ซุกหุ้น” เมื่อปี 2544 จึงทำให้สังคมแตกแยกมาจนปัจจุบัน คอป.จึงเสนอให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเสียสละ โดยการยุติบทบาททางการเมือง และใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในต่างประเทศ ดังเช่นหลวงประดิษฐมนูธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค์) อดีตนายกรัฐมนตรีที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่นอกประเทศหลายสิบปีจนถึงแก่อสัญกรรมที่ประเทศฝรั่งเศส แต่ข้อเสนอของ คอป.ก็นำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายในสังคม ทั้งการที่ ดร.คณิตในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แท้ ๆ แต่กลับ “บิดเบือน” ประวัติผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้อย่างหน้าด้าน ๆ เนื่องจาก ดร.ปรีดีเคยพยายามจะกลับประเทศไทยหลายครั้งแล้ว แต่ถูกฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองขัดขวาง เช่นเดียวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณซึ่งก็เป็นญาติเกี่ยวดองกับ ดร.ปรีดี และถูกฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเล่นงานโดยใช้กระบวนการยุติธรรมที่ตนเอง “สั่งได้” จนทำให้สื่อมวลชนและนักการเมืองในฝั่งอำมาตย์พากันตราหน้าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ว่า “นักโทษชาย” ทั้งที่ประกอบคุณงามความดีแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมาย แต่เพราะทำความดี “เกินหน้าเกินตา” ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองมากไปหน่อย จึงถูกรังแกเช่นนี้

กลไกถัดมาที่เป็น “สมุน” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่รับใช้ใกล้ชิดฝ่ายอำมาตย์อย่าง “สุดจิตสุดใจ” ก็คือกองทัพ โดยในช่วงเดือนนี้ มีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล ประจำปีงบประมาณ 2556 ตามกฎหมายที่ออกในสมัยคณะรัฐประหาร ซึ่งก็ยังปรากฏชื่อนายทหารที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนในรัฐบาลที่ผ่านมาทั้งในช่วงปี 2552-2553 ได้รับการ “ปูนบำเหน็จ” กันอีกเช่นเคย ทั้งพลตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา รองแม่ทัพภาคที่ 1 และอดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ได้รับเลื่อนยศเป็นพลโทในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และพันเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองผู้บัญชาการ พล.1 รอ. และอดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ที่ “กบดาน” และ “บัญชาการ” ปราบปรามประชาชนของรัฐบาลที่แล้ว ได้รับเลื่อนยศเป็นพลตรีในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 (พล.ร.11) รวมถึงตำแหน่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้ควบคุมกำลังพลในเชิงยุทธการ แต่เป็นในเชิงธุรการเสียมากกว่าอย่างในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ก็มีข่าว “กระเส็นกระสาย” ว่าพลเอกเสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหมแอบนำบัญชีหรือโผแต่งตั้งโยกย้ายนี้ไปให้ “แกนนำ” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองให้ความเห็นชอบเสียก่อน เพื่อให้พลเอกชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหมได้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่แทนตนที่จะเกษียณอายุราชการ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งในกองทัพอยากให้พลเอกทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว ท่ามกลางข้อโต้แย้งของฝ่ายพลเอกเสถียรที่เห็นว่า พลเอกชาตรีเป็นพลเอกที่ครองอัตราจอมพล แต่พลเอกทนงศักดิ์เป็นเพียงพลเอกธรรมดา จึงไม่สามารถมาดำรงตำแหน่งที่เป็นอัตราจอมพลอย่างปลัดกระทรวงกลาโหมได้ ทั้งที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ มารองรับ ดังเช่นข้าราชการพลเรือนระดับปลัดกระทรวง (ระดับ 11 เดิม) ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ก่อนก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องดำรงตำแหน่งที่ระดับนี้มาก่อน เพียงแค่ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ระดับ 10 เดิม) มาก่อนก็เลื่อนขึ้นได้ อีกทั้งยังมีอดีตปลัดกระทรวงกลาโหมถึง 3 รายที่มาดำรงตำแหน่งนี้ได้โดยยังไม่ครองอัตราจอมพลมาก่อนคือ พลเอกธีรเดช มีเพียร พลเอกอู้ด เบื้องบน และพลเอกวินัย ภัททิยกุล ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนในระบอบอำมาตย์ทั้งสิ้น พลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงตัดสินใจให้พลเอกเสถียร พลเอกชาตรี และพลเอกพิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา ไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรี จนสิ้นปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน โดยให้พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม และบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายที่ออกมา ก็ปรากฏชื่อพลเอกทนงศักดิ์เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ส่วนพลเอกชาตรีและพลเอกพิณภาษณ์ก็ถูกเชิญไป “เข้ากรุ” ในตำแหน่งจเรทหารทั่วไปและที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมตามลำดับ

และอีกกลไกหนึ่งที่อำนาจเหนือการเมือง “ฝัง” ไว้ในระบบการเมืองไทย ก็คือกระบวนการยุติธรรม ทั้งผ่านทางศาลและองค์กรอิสระ โดยความพิกลพิการของกระบวนการยุติธรรมที่จะขอกล่าวถึงในช่วงนี้ก็คือ การจงใจเร่งรีบดำเนินคดี และหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพของผู้ที่มิใช่ฝ่ายเดียวกับตน ดังเช่นกรณีนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) แกนนำ นปช.ที่ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นมูลเหตุที่ทำให้ถูกถอนประกันตัวและถูกคุมขังอีกรอบหนึ่งนานเกือบเดือน รวมถึงการไม่ยอมให้อิสรภาพแก่นักโทษทางการเมืองรายอื่น ๆ โดยอ้างเรื่องคดีที่มีอัตราโทษสูง ทั้งคดี “ล้มเจ้า” (ซึ่งจะมีเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งในตอนต่อไป) คดี “ก่อการร้าย” และคดี “เผาบ้านเผาเมือง” และเกรงการหลบหนี ในขณะที่คดีการเใืองของฝ่ายตรงข้ามอย่าง พธม. และคดีอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่มีผลกระทบต่อประชาชนมากกว่านี้ทั้งกรณีราชนิกูลสาวขับรถยนต์ชนรถตู้บนทางด่วนดอนเมืองจนมีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และล่าสุดคือคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” ขับรถชนตำรวจจราจรจนเสียชีวิต ฝ่ายอำมาตย์ก็กลับจงใจหน่วงเหนี่ยวการดำเนินคดีและเร่งรีบให้อิสรภาพแก่คนพวกนี้ แถมคดีหลังก็มีความพยายามเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องการเมือง ด้วยการกล่าวหาพลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่เร่งรัดคดีดังกล่าวว่าเป็นตำรวจที่ได้ดีเพราะ “ระบอบทักษิณ” เนื่องจากได้รับเลื่อนยศเป็นพลตำรวจโทในรัฐบาลปัจจุบัน และให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณติดยศให้ โดยละเลยที่จะดำเนินคดี ทั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ของ ผบช.น.พำนักอยู่นอกประเทศไทย ซึ่งพ้นเขตอำนาจของตำรวจไทย อีกทั้งคดีความที่ท่านได้รับ ก็มาจากการรัฐประหารอีกด้วย พลตำรวจโทคำรณวิทย์จึงมีความชอบธรรมที่จะไม่จับกุมพันตำรวจโท ดร.ทักษิณทุกประการ อีกทั้งนายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความประจำตระกูลอยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังดังกล่าว ก็ยังเป็น ส.ว.สรรหาที่ยืนตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตยเสียนี่

การใช้ข้ออ้างอย่างไร้เหตุผลเชิงการเปรียบเทียบรองรับ อาทิ การพิพากษาลดโทษนายสนธิ แกนนำ พธม.ในคดีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ฟ้องหมิ่นประมาทในชั้นศาลอุทธรณ์ แต่ได้รับการรอลงอาญาเนื่องจากจำเลยคือนายสนธิ “อายุมากแล้ว มีครอบครัวที่ต้องดูแล” แต่ศาลกลับไม่ใช้ประเด็นนี้มารอลงอาญานายอำพล ตั้งนพกุล (อากง) จนเสียชีวิตในคุกในที่สุด อีกทั้ง “โจทก์กับจำเลยไม่มีความขัดแย้งเป็นการส่วนตัว” ทั้งที่สื่อในเครือข่ายของนายสนธิเรียกนายนพดลว่า “นพเหล่” หรืออย่างการพิพากษาจำคุกนายอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานกรรมการ และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อดีตเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในคดีความเกี่ยวกับการจำหน่ายสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการในยุคที่นายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของชาติและประชาชนกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งคดีนี้ถือเป็นเพียงความเสียหายบางส่วนของ ปรส.เท่านั้น แต่ทั้งนายอมเรศและนายวิชรัตน์ก็กลับได้รับการรอลงอาญาเช่นกัน ด้วยข้ออ้างที่ว่า “อายุมากแล้ว และเคยทำคุณงามความดี” แต่อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับถูกดำเนินคดีที่ดินรัชดา เนื่องจาก “เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบคุมหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง” แทนที่จะมองคุณงามความดีที่ท่านทำให้กับประเทศและประชาชนบ้าง และไม่เพียงแต่คดี ปรส.ซึ่งการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะหมดอายุความในกลางปี 2556 เท่านั้น หากยังปรากฏเครือญาตินักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์หลายรายมีความเกี่ยวพันกับการทุจริตในทางการเงินและเป็นคดีความในชั้นศาล อาทิ น้องชายของนายชวน หลีกภัย ซึ่งคดีหมดอายุความไปแล้ว มารดาของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งคดีกำลังจะหมดอายุความในปลายเดือนหน้า (ตุลาคม 2555) และมารดาของนายศิริโชค โสภา ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกไปแล้ว

และเมื่อพูดถึง ป.ป.ช.แล้ว ก็จะขอถือโอกาสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์กรนี้เสียด้วยเลย ดังจะเห็นได้จากการที่ ป.ป.ช.เลือกที่จะส่งข้อกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่แล้ว ก้าวก่ายแทรกแซงราชการกระทรวงวัฒนธรรมให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอน แทนที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา เนื่องจาก ป.ป.ช.เห็นว่า อย่างไรเสียนายสุเทพก็รอดพ้นจากการถอดถอนของวุฒิสภาอยู่ดี ด้วยคะแนนเสียงที่ไม่ถึง 3 ใน 5 ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมด และผลก็ออกมาอย่างนั้นจริง ๆ แต่หากเลือกที่จะส่งคดีนายสุเทพขึ้นศาลเสียแล้ว อย่างน้อย ๆ นายสุเทพก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีคำพิพากษา เรื่องอะไรจะต้องให้นายสุเทพ “ทำงานไม่ได้” ด้วยเล่า จากความพิกลพิการในกระบวนการยุติธรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงจะใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์สรุปได้ว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นฟังก์ชัน (function) สามตัวแปร คือขึ้นกับฐานะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของคู่ความ หากใครมีตัวแปรทั้งสามตรงกับฐานะของฝ่ายอำมาตย์ ก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกแก่ตน แต่เป็นลบแก่สังคม กล่าวคือ ได้รับประโยชน์อันเกิดแก่ตน แต่ย่อมนำมาซึ่งการติฉินนินทาในสังคม และในทางตรงกันข้าม หากใครมีตัวแปรทั้งสามขัดแย้งกับฝ่ายอำมาตย์ ผลที่ออกมาแม้จะเป็นลบแก่ตน แต่ก็จะเป็นบวกแก่สังคมอย่างแน่นอน กล่าวคือ แม้จะเกิดความทุกข์ยากลำบากใจขึ้นแก่ตน แต่ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่านี้

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

23 ตุลาคม 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s