สยามทัศนะ (ตุลาคม 2555)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 7 ตุลาคม 2555)

 

เดือนตุลาคม 2555 แม้จะมีเทศกาล Halloween หรือ “วันปล่อยผี” อยู่ปลายเดือนก็ตาม แต่บรรดาผีศักดินาอำมาตย์ผู้มีแนวคิดเป็นพวก “ไดโนเสาร์” ก็ยังคงถูกปล่อยออกมาหลอกหลอนคนไทยอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อาทิ การคัดค้านนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดย ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (National Institute of Development Administration: NIDA) ที่ได้รวบรวมรายชื่ออาจารย์และนักศึกษาจากทั้ง NIDA ด้วยกันเองและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของนโยบายดังกล่าว โดยอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 84 (1) ที่ให้รัฐบาลส่งเสริมระบบเศรษฐกิจเสรี และห้ามประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน แต่คนเหล่านี้กลับมองว่ารัฐบาลเป็น “พ่อค้าข้าว” รายใหญ่เสียเอง จึงมองว่าจะทำให้รัฐสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แทนที่คนพวกนี้จะมองว่าการจำนำข้าวทำให้ชาวนาได้รับประโยชน์จากรัฐบาลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องขายข้าวในราคาต่ำให้กับพ่อค้าคนกลางเพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงสี และทำให้รัฐบาลไม่ต้องสูญเสียรายได้จากการชดเชยการเพาะปลูกเกินความจริง ซ้ำร้ายบางรายก็ไม่ได้ปลูกข้าวเลยด้วยซ้ำ ดังเช่นนโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา หรือเพราะบรรดานักวิชาการเหล่านี้แอบ “ซูเอี๋ย” ในการจัดสรรผลประโยชน์กับบรรดาพ่อค้าข้าวที่ “ขาดทุนกำไร” หรือได้กำไรจากการส่งออกข้าวต่ำกว่าที่ต้องการ แทนที่จะเห็นอกเห็นใจ และสำนึกในความลำบากยากเข็ญของชาวนาที่ปลูกข้าวให้พวกตนกิน

แต่ก็ยังโชคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคณะของ ดร.อดิศร์ ไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลก็มิได้อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะผู้อยู่เหนือศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่อยาก “สู้รบปรบมือ” กับชาวนานับแสนนับล้านราย ที่ขู่ว่าจะมาชุมนุมต่อต้านการพิจารณาดังกล่าว ซึ่งถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะ “ถอย” ถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าคนในระบอบอำมาตย์ด้วยกันจะยอมสงบท่าทีแต่โดยดี ดังจะเห็นได้จากการที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ประกาศตนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตยในนาม ส.ว.กลุ่ม 40 ได้ “ประกาศกร้าว” ที่จะยื่นเรื่องขอให้รัฐสภาตรวจสอบการนำข้าวที่หลุดจำนำไปขายต่อให้รัฐบาลประเทศอื่น (government to government: G2G) ว่าเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ ทั้งที่ข้อตกลงการค้าข้าวตามระบบ G2G นี้มิได้ถือเป็นหนังสือสัญญาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางแต่อย่างใดเลย เนื่องจากการกำหนดราคาขายข้าวดังกล่าวนั้น จะพิจารณาจากราคาข้าวในตลาดโลกเป็นสำคัญ จึงมิได้ทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์แต่อย่างใด

การเคลื่อนไหวต่อมาของ “ผีศักดินาอำมาตย์ไดโนเสาร์” ก็คือการใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มารังแกผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกันข้าม โดยกล่าวหาว่าผู้อยู่ตรงข้ามฝ่ายตน คือผู้ไม่จงรักภักดีและคิดล้มล้างทำลายสถาบันกษัตริย์ ดังเช่นกรณีที่นางดารุณี กฤตบุญญาลัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ถูกนางสาวมนัสนันท์ หนูคำ อดีตครูโรงเรียนนานาชาติเข้าไปต่อว่าว่าเหตุใดจึงต้องด่าบุคคลระดับสูง เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2555 แม้นางดารุณีจะปฏิเสธ และถามว่าจำผิดคนหรือไม่ เนื่องจากบุคคลที่ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชื่อ “ดารณี” แต่ตนชื่อ “ดารุณี” แต่นางสาวมนัสนันท์ยังคงยืนกรานว่าตนเองต่อว่าคนที่ด่าบุคคลระดับสูงถูกคนแล้ว นางดารุณีจึงกล่าวกับนางสาวมนัสนันท์ว่า “งั้นไปคุยกันที่โรงพักดีกว่า” นางสาวมนัสนันท์จึงยุติการต่อว่านางดารุณี หลังจากนั้นนางดารุณีก็ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตครูสาวคนดังกล่าวที่กองปราบปราม และการณ์ก็ปรากฏชัดเมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ออกแถลงการณ์ช่วยเหลือทางคดีความกับอดีตครูสาวคนดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำตามหน้าที่พลเมืองไทยในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยให้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ พธม.มาเป็นทนายความให้นางสาวมนัสนันท์ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง Blue Sky Channel และ T-News TV ที่ประกาศให้มวลชน “สลิ่มหลากสี” ของตนออกไปให้กำลังใจอดีตครูสาวคนดังกล่าวที่จะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปรามในวันที่ 25 กันยายน 2555 ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ พธม.ยกขึ้นอ้าง พร้อมทั้งแจกจ่ายเสื้อ “ทรงพระเจริญ” ให้มวลชนของตนสวมใส่ด้วย

จากที่กล่าวมาทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้ว่า พธม.กับพรรคประชาธิปัตย์จะขัดแย้งกันเองสักเพียงใด แต่พวกเขาก็ยังถือว่าฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง นปช. พรรคเพื่อไทย ซึ่งพวกเขาเชื่อกันว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็น “หัวขบวน” ยังเป็นศัตรูร่วมกันของเขาทั้งสองอยู่ดี และเมื่อถึงวันรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหา มวลชนที่สนับสนุนทั้ง นปช. พธม.และสลิ่มหลากสีต่างก็เดินทางไปให้กำลังใจคู่กรณี ซึ่งมาแต่เฉพาะนางดารุณี ส่วนนางสาวมนัสนันท์เดินทางไปต่างประเทศ โดยอยู่กันคนละฝั่งถนน แต่ พธม.และกลุ่มสลิ่มหลากสีกลับพยายามก่อกวน นปช.ทั้งการด่าทอ ขว้างปาสิ่งของ และทำลายทรัพย์สิน ซึ่งพฤติกรรมของสมุนอำมาตย์ทั้งสองกลุ่ม ก็ส่อแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีปัญหาทางปัญญาอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนพวกนี้เชื่อในสิ่งที่ผิด และเมื่อรู้ว่าผิดก็ยัง “หน้าด้านหน้าทน” ที่จะเชื่อ เพราะเชื่อว่าคนชื่อ “ดารุณี” คือคนชื่อ “ดารณี” โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงใด ๆ ประกอบ ทั้งการที่คนชื่อ “ดารณี” ถูกพิพากษาจำคุกไปแล้ว และกำลังรับโทษอยู่ในเรือนจำ และยังเชื่อว่าการแสดงออกอย่าง “ดิบ ถ่อย เถื่อน สถุล” ทั้งที่บางรายก็สวมใส่เสื้อ “ทรงพระเจริญ” บางรายก็มีสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และ/หรือพระบรมฉายาลักษณ์อยู่กับตนเอง เป็นการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่การแสดงออกดังกล่าวนี้ เป็นลักษณะของคน “คลั่งเจ้า” ไม่ได้ “รักเจ้า” ดังเช่น Facebook ของหม่อมหลวงมิ่งมงคล (เต่านา) โสณกุล ที่แม้จะเป็นราชนิกูลและเป็นพี่สาวของหม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม แต่ก็กล่าวถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างที่ควรจะเป็นว่า “รักที่สุดคือในหลวง ห่วงที่สุดคือคนที่รักในหลวงจนเสียสติ”

ที่หยิบยกเหตุการณ์ดังกล่าวมา ก็เพราะในช่วงเวลานี้ยังมี “สงครามแห่งความจงรักภักดี” ปรากฏอยู่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งการเผยแพร่ clip การแก้ตัวของอดีตครูสาวคนดังกล่าวที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ที่ระบุว่าการกระทำของตนเป็นไปเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากการถูกจาบจ้วงล่วงเกิน การขึ้นป้าย “คนกรุงเทพฯ รักในหลวงไม่เปลี่ยน” ของหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในนาม “กลุ่มคิดดีทำดี” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เฉพาะคนในเขต กทม.เท่านั้นหรือที่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ หรือต่อสถาบันกษัตริย์ ประชาชนอีก 76 จังหวัดมิใช่ผู้จงรักภักดีอย่างนั้นหรือ และไม่เพียงเท่านั้น แกนนำฝ่ายประชาธิปไตยอีกรายหนึ่งคือนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin หรือ Red Power ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามดังกล่าวด้วยเช่นกัน จากการที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ได้รับสิทธิ์ในการขอประกันตัวออกไปสู้คดีนอกคุกตะรางเลย แม้จะยื่นเรื่องไปเป็นสิบครั้งก็ตาม ทนายความของนายสมยศจึงตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผลก็ออกมาดังที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองชี้นำ กล่าวคือ มีคำวินิจฉัยออกมาว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด กรณีนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะยังมีคนที่อยู่เหนือการตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ โดยหยิบยกเรื่องความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์และชาติมาบังหน้า เพราะคิดว่าเป็นความมั่นคงของตนเองและพวกพ้อง แต่ในขณะเดียวกันคนที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองดังกล่าวอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.ที่ตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวเนื่องจากนำคำพูดของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ผู้ต้องโทษในคดีดังกล่าว และเป็นบุคคลที่นางสาวมนัสนันท์เข้าใจผิดว่าเป็นนางดารุณีนั่นเองมากล่าวซ้ำ แต่ศาลอาญากลับพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่านายสนธิมีเจตนาที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการดำเนินคดีกับดา ตอร์ปิโด

ผีศักดินาอำมาตย์ไดโนเสาร์ยังคงเคลื่อนไหวในประเด็นอื่นนอกจากการทำ “สงครามแห่งความจงรักภักดี” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ยังปรากฏการปล่อยข่าวให้ร้ายรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย น้องสาวของ “มหาศัตรู” ของพวกตนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกล่าวหาว่ามีการทุจริตในการรับจำนำข้าวที่กล่าวมาแล้วเช่นกัน การกล่าวหาว่าเครือญาติของนายกรัฐมนตรีมีการยักย้ายถ่ายเท (siphon) เงินกว่า 16,000 ล้านบาทไปไว้ที่หมู่เกาะฮ่องกง โดยมีผู้ “จุดประเด็น” คือนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แห่งภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ (ภตช.) ผู้เคยใช้อำนาจเหนือการเมืองเข้ามา “แทรกแซง” การรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) มาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับนาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ เจ้าของฉายา “ปิศาจคาบไปป์-หน้าแหลมฟันดำ” ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งมีความเกลียดชังฝ่ายประชาธิปไตยเป็นทุนเดิม และเป็นคนสนิทของผู้ทรงบารมีเหนือการเมืองรายนั้นอีกด้วย และ “รับลูก” โดย ส.ส.หลายรายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผู้เคยสาธิตการเสพยาบ้ากลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ซึ่งบุคคลทั้งสองต่างก็อ้างว่าข้อมูลที่ตนได้รับมานั้นเป็นความจริง เนื่องจากองค์กร Independent Commission Against Corruption (ICAC) ของทางการฮ่องกง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของไทยเป็นผู้ให้ข่าว แต่เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ของไทย ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ได้ออกมาระบุว่า ไม่มีการโอนเงินดังกล่าวไปที่ฮ่องกง ซึ่งสอดคล้องกับที่ ICAC ออกมาปฏิเสธข้อมูลของ ภตช. ก็ไม่ปรากฏความรับผิดชอบใด ๆ จากทั้ง ภตช.และพรรคประชาธิปัตย์เลยแม้แต่น้อย

และอีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายศักดินาอำมาตย์ยังคงใส่ร้ายรัฐบาล นปช.และพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอย่างไม่เลิกรา ก็คือการกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของ “ชายชุดดำ” หรือกองกำลังติดอาวุธในการชุมนุมของ นปช. เมื่อเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 อันเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สินของทั้งภาครัฐและเอกชนที่ถูกทำลายมูลค่ามหาศาลเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดกิจกรรม “แรลลี่ตามล่าชายชุดดำ” เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการสูญเสียเกิดขึ้นในการชุมนุมดังกล่าวว่า นปช.เป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองเพื่อให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้ขึ้นเสวยอำนาจและยึดครองประเทศ แต่ความจริงก็ยังต้องเป็นความจริงซึ่งมีเพียงอย่างเดียว (unique) เท่านั้น เมื่อการให้ปากคำของพยานและผู้บาดเจ็บทั้งหมดต่างให้การตรงกันว่า บรรดากระสุนที่สาดใส่ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่นั้น ล้วนแล้วแต่มาจากปากกระบอกปืนของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสิ้น กรณีพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม ซึ่งอยู่ในกองบัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าที่โรงเรียนสตรีวิทยา ก็ปรากฏชัดว่าเสียชีวิตจากระเบิดที่ขว้างมาตก ณ บริเวณดังกล่าว จึงทำให้เกิดข้อสังเกตว่า หากชายชุดดำมีส่วนเกี่ยวข้องกับ นปช.จริง เหตุใดจึงทราบว่าฝ่ายทหารตั้งกองบัญชาการ ณ สถานที่ดังกล่าว และภาพคนชุดดำ (จริง ๆ แล้วก็คือทหารนั่นเอง) ยิงอาวุธสงครามบริเวณถนนดินสอที่มีผู้สื่อข่าวไทยนำไปขายให้สำนักข่าว Al Jazeera นั้น ก็พบว่าเป็นการตัดต่อภาพโดยใช้ภาพนิ่งช่วงที่เกิดเปลวไฟที่ปากกระบอกปืนค้างไว้ประมาณ 3 วินาที เพื่อให้ภาพของชายชุดดำดูรุนแรงและสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม โดยจะสังเกตได้จากการเดินของคนในภาพที่ไม่ต่อเนื่องกัน

จะเห็นได้ว่าหากมิใช่ “ชายชุดพราง” ที่รับใบสั่งมาจาก “ชายหน้าดำ” และ “ชายใจดำ” แล้ว ก็ไม่มีความเป็นไปได้อื่นใดเลยที่จะมี “ชายชุดดำ” เกิดขึ้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีการชุมนุมดังกล่าว จึงได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับสำหรับผู้สามารถชี้เบาะแสชายชุดดำใน 7 คดีสำคัญ คดีละ 1 ล้านบาท เช่นเดียวกับนายสมหวัง อัสราษี รองประธาน นปช.ที่ประกาศตั้งรางวัลนำจับจำนวนเดียวกัน และพลโทเสนิส ไพรทอง (ลุงไพร) แห่งสถานีโทรทัศน์ P&P Channel แนวร่วม นปช.ก็ยังได้ประกาศบริจาคตู้น้ำมันหยอดเหรียญ “จาเป่าปั๊ม” ให้แก่ผู้ชี้เบาะแสชายชุดดำด้วยเช่นกัน และเพื่อพิสูจน์ว่าชายชุดดำไม่มีจริง พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ สองผู้ดำเนินรายการ “รามสูร” ทางสถานีโทรทัศน์ Asia Update จึงได้จัดกิจกรรม “แรลลี่ตามหาฆาตกรใจหมา สั่งฆ่าประชาชน กลางเมืองหลวงประเทศไทย” ขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2555 เพื่อ “ประจาน” ความชั่วร้ายของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่มีพฤติกรรมดังกล่าว

และด้วยหลาย ๆ เรื่องที่กล่าวมานั้น ก็ส่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายอำมาตย์ที่จะหาโอกาสโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยการปลุกปั่นมวลชนที่สนับสนุนฝ่ายตนด้วยความเท็จข้างต้น เพื่อให้ออกมาประท้วงรัฐบาล และจะได้ยั่วยุมวลชนฝ่ายตรงข้ามที่สนับสนุนรัฐบาลอย่าง นปช.ให้ออกมาประท้วงต่อต้านเช่นกัน และเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น ก็จะเป็นความชอบธรรมของกองทัพในการเข้าจัดการสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งในช่วงเวลานี้ พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) เลขาธิการกิตติมศักดิ์ ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนามม้านางเลิ้ง) ประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร และเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 12 ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นสภานายกของสนามม้านางเลิ้งด้วยเช่นกัน ก็ได้ร่วมมือกับ “คนหน้าเดิม ๆ ” อย่างนาวาอากาศตรีประสงค์ เจ้าของฉายา “ปิศาจคาบไปป์-หน้าแหลมฟันดำ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่คณะรัฐประหาร (อีกแล้ว) แต่งตั้งขึ้น นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน ผู้ชื่นชอบ “ไม้ป่าเดียวกัน” และเรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ แกนนำกลุ่มนักบวชนอกพระพุทธศาสนา “สันติอโศก” ซึ่งสัมพันธ์กับพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม. เพื่อจัดกิจกรรม “รวมพลคนทนไม่ไหว” ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2555 ที่สนามม้านางเลิ้งในนามของ “องค์การพิทักษ์สยาม”

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีสาระสำคัญที่แทบจะไม่มีสาระอะไรเลย 3 ประการก็คือ ประท้วงรัฐบาลปัจจุบันที่ปล่อยปละละเลยกับการคุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ประท้วงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่เป็นเพียงหุ่นเชิดของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และประท้วงการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่ส่อไปในทางทุจริต ดังเช่นนโยบายการรับจำนำข้าว และในการชุมนุมดังกล่าวก็มีผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่มากนัก ผิดจากคำ “คุยโวโอ้อวด” ของ เสธ.อ้ายที่บอกว่าจะมีคนมากันเป็นหมื่นเป็นแสนรายกันเลยทีเดียว และมวลชนทั้งหมดที่มาก็เป็นกลุ่ม “สลิ่มหลากสี” ที่ยังคงยึดมั่นถือมั่นในการชิงชังรังเกียจ “ระบอบทักษิณ” (จริง ๆ ก็คือระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง) ที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ แต่นิยมชมชอบที่จะเป็นทาสของฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ผู้คิดว่าตนเองคือเจ้าของประเทศตัวจริงอยู่เรื่อยไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ทั้งนี้ เหตุที่มีผู้มาชุมนุมกับเสธ.อ้ายเพียงน้อยนิดนั้น ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่เขา “ตาสว่าง” แล้ว พวกเขาพร้อมที่จะถูกปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพวกเขาเอง ดังเช่นป้ายที่ขึ้นตามหัวเมืองหลัก ๆ แต่พวกเขาไม่พร้อมที่จะถูกปกครองโดยบรรดา “คนดีของอำมาตย์” ที่พวกเขาไม่ได้เลือกมา ดังเช่นคนอย่างเสธ.อ้าย อดีตกบฏ 26 มีนาคม 2520 และอดีตนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ที่ไม่มีปัญญาพิทักษ์ผลประโยชน์ของ “แก้ว พงษ์ประยูร” นักชกโอลิมปิกชาวไทย จนพลาดเหรียญทองในที่สุด คนอย่างนาวาอากาศตรีประสงค์ ผู้เขียนกติกาเผด็จการ และป่วยเป็นโรคพาร์กินสันจนถึงขั้นมือสั่นขณะจับไมโครโฟนแถลงข่าวการชุมนุม และคนอย่างพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข อดีตรองหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเรียกไปทำงานด้วยในตำแหน่ง “องคมนตรี” ภายหลัง “ปิด job” ได้เป็นที่เรียบร้อย และมีข่าว “ระแคะระคาย” ว่าจะมาเป็นผู้บริหารประเทศภายหลังจากที่แผน “แช่แข็งประเทศ” ของเสธ.อ้ายดำเนินการเป็นผลสำเร็จ

ซึ่งแผนการแช่แข็งประเทศของเสธ.อ้ายนั้น ก็มีสาระสำคัญเพียงแค่การปิดประเทศไทย ไม่ต้องติดต่อคบค้าสมาคมใด ๆ กับต่างประเทศ และยุติบทบาทของนักการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้กองทัพและองคาพยพอื่น ๆ ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเข้ามามีอำนาจเหนือคนไทยทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าในปัจจุบัน จึงอยากถามไปยังเสธ.อ้ายและบรรดาผู้สนับสนุนแนวความคิดแบบ “ไดโนเสาร์เต่าล้านปี” เช่นนี้ว่า ถ้าแผนการที่ท่านคิดไว้นี้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้นมา ประเทศไทยก็จะมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากเกาหลีเหนือในปัจจุบัน ที่ปกครองด้วยระบอบ “คอมมิวนิสต์” เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าระบอบการปกครองนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับสถาบันกษัตริย์ เพราะคอมมิวนิสต์มองว่าสถาบันดังกล่าวเป็นรูปแบบแนวคิดศักดินา ทำให้สังคมเกิดความไม่เสมอภาคและไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งแน่นอนว่าความคิดนี้ย่อมจะขัดแย้งกับแนวคิดของเสธ.อ้ายและเครือข่าย ที่มองว่ารัฐบาลปัจจุบันปล่อยให้มีการจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันกษัตริย์ ถามว่าเสธ.อ้ายคิดอย่างไรที่การกระทำของพวกตนเองขัดแย้งกับคำพูดเช่นนี้ อันเป็นนิสัยเดิม ๆ (จนจะเป็นสันดานกันเลยก็ว่าได้) ของฝ่ายอำมาตย์ที่มีความคิดขัดแย้งกันเองอยู่เรื่อยมา นอกจากการสอนให้ผู้อื่น “พอเพียง” ในขณะที่ตนเอง “ฟุ้งเฟ้อ” และการสอนให้ผู้อื่น “รู้รักสามัคคี” ทั้ง ๆ ที่พวกตนเองคือต้นเหตุของความขัดแย้ง หรือท่านจะลาก “เส้นขนาน” สองเส้นให้มาบรรจบกันเป็นประเทศแรกของโลก

และสันดานความคิดกับการกระทำที่ขัดแย้งกันเองนี้ของฝ่ายอำมาตย์ ก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัดจากการบริหารงาน กทม.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยโดยพรรคประชาธิปัตย์และหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ ที่พบความไม่ชอบมาพากลเพิ่มเติมนอกจากการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) และการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า BTS ที่เคยกล่าวถึงไปแล้ว ทั้งอุโมงค์ยักษ์ที่บึงพระราม 9 ที่ไม่อาจใช้ระบายน้ำท่วมได้จริง จนทำให้เกิดการจราจรติดขัดนานหลายชั่วโมงและน้ำท่วมขังในพื้นที่สำคัญ ๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมา จนทำให้พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลต้องใช้อำนาจเหนือ กทม.ด้วยการสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดนักโทษชั้นดีและเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการขุดลอกท่อระบายน้ำตามถนนสำคัญ ๆ จึงทำให้สังคมได้พบเห็นความไม่ชอบมาพากลในการบริหารจัดการน้ำท่วมของ กทม.อีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏมีกระสอบทรายจำนวนมากอุดขวางหรือ “คาราคาซัง” อยู่ในท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “ท่อระบายน้ำ” ไม่อาจทำหน้าที่ของมันได้อย่างแท้จริง หากเป็น “ท่อกักน้ำ” ให้ท่วมขังหลายพื้นที่ใน กทม.เสียมากกว่า แต่แม้ว่าความจริงจะปรากฏถึงขั้นนี้แล้ว แต่ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการ กทม.กลับพยายามเล่นเกมการเมืองเพื่อเรียกความชอบธรรม (ที่ไม่มีอยู่เลย) กลับคืน ทั้งการกล่าวหาว่า “คนดูไบ” หรือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้นำกระสอบทรายไปอุดท่อ และแม้กระทั่งมีภาพปรากฏว่ากระสอบทรายเหล่านี้มีตราสัญลักษณ์และชื่อสำนักการระบายน้ำ กทม.ปรากฏอยู่ รองผู้ว่าราชการ กทม.รายนี้ก็กลับ “แถ” ไปว่านี่เป็นกระบวนการจัดการน้ำท่วมเพื่อชะลอน้ำไม่ให้เข้าสู่ใจกลางเมือง ดังเช่นในประเทศเนเธอร์แลนด์เสียนี่ ทั้งที่เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่พื้นดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แต่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ในโลกตรงข้ามกัน

และอีกประเด็นหนึ่งที่ กทม.ที่พรรคประชาธิปัตย์ของฝ่ายอำมาตย์ตกเป็น “ขี้ปาก” ของคนทั้งในวงการการเมืองและการกีฬาก็คือ การก่อสร้างสนามฟุตซอล Bangkok Futsal Arena บริเวณศูนย์ฝึกอบรม สถาบันพัฒนาข้าราชการ กทม.ที่เขตหนองจอก เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาฟุตซอลโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงวันที่ 1-18 พฤศจิกายน 2555 ร่วมกับสนามอื่น ๆ อาทิ สนาม Indoor Stadium หัวหมาก สนามศุภชลาศัย ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ และสนามชาติชาย Hall ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่ปรากฏว่าการก่อสร้างล่าช้าไปจากแผนค่อนข้างมาก จากที่เริ่มการก่อสร้างเมื่อต้นปี 2555 ใช้เวลา 270 วัน หรือประมาณ 9 เดือน แต่เมื่อจะใกล้จะแข่งขันอีกเพียงไม่ถึง 1 เดือนในช่วงเวลานี้ สนาม Bangkok Futsal Arena ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะก่อสร้างเสร็จ แม้ว่าหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์จะลงไปควบคุมงานก่อสร้างด้วยตนเอง ตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม และด้วยการรีบเร่งก่อสร้างอย่าง “สุกเอาเผากิน” นี้เอง ที่ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (International Federation of Association Football : FIFA) ไม่อนุญาตให้ใช้สนามดังกล่าวในการแข่งขันฟุตซอลโลกในทุกรอบ โดยให้ไปใช้ 3 สนามอื่นที่กล่าวชื่อมาแล้วแทน แต่หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ เจ้าของฉายา “คุณชายเอ๋อ” ก็กลับโยนความผิดให้กับรัฐบาลที่ไม่จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้าง รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมาที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าเสียนี่ ทั้งที่ กทม.ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างสนามนี้ในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยงบประมาณกว่า 1,200 ล้านบาท อีกทั้งพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยจากน้ำท่วม จึงแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า การก่อสร้างสนามฟุตซอล Bangkok Futsal Arena นี้ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง “อนุสรณ์” แห่งนักการเมือง “ผีทะเล” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นอย่างดี

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

10 พฤศจิกายน 2555

 

(บันทึกของผู้เขียน)

เนื่องในโอกาส 4 ปี ของการเขียน “Thailand Twilight สยามสนธยาประชาธิปไตย” และครบรอบ 4 ปีเช่นกัน ของภาพยนตร์มหากาพย์ความรักข้ามสายพันธุ์ “Twilight” บทประพันธ์ของ Stephanie Meyer นำแสดงโดย Robert Pattinson และ Kristen Stewart ผมจึงเร่งปิดตอนตุลาคม 2555 ให้เสร็จสิ้นทันการออกฉายของภาพยนตร์ดังกล่าวในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อส่งท้ายตำนานรักอมตะระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ที่อยู่ในนิยายเรื่องนี้ และก็หวังลึก ๆ ว่าแวมไพร์ในคราบอำมาตย์ของไทยก็คงจะได้เวลา “ปิดตำนาน” ไปด้วยกันเสียที ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็เคยกล่าวไปแล้วนะครับว่า ทำไมผมจึงตั้งชื่องานเขียนของตัวเองว่า “Thailand Twilight สยามสนธยาประชาธิปไตย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว นิยายรักข้ามสายพันธุ์บันลือโลกเรื่องนั้น กับงานเขียนของผมก็มีจุดต่างกันอยู่บ้าง ทั้งมูลเหตุในการเขียน ซึ่งนิยายเรื่องดังกล่าวเขียนขึ้นจากความฝันของผู้เขียน แต่งานเขียนชิ้นนี้ ผมเขียนขึ้นมาจากพื้นฐานความจริงที่ประจักษ์ชัดในระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ในส่วนแกนหลักของเรื่องก็ต่างกัน นิยายเรื่องนั้นกำหนดให้พระเอกเป็นแวมไพร์ นางเอกเป็นมนุษย์ และยังมีมนุษย์หมาป่าที่ต้องมาทำ “ศึกชิงนาง” กับแวมไพร์ แต่งานเขียนชิ้นนี้ ผมกำหนดให้พระเอกและนางเอกคือพี่น้องประชาชนไทยทุกคน โดยมีฝ่ายอำมาตย์ผู้อยู่เหนือพวกเราเป็นตัวร้าย ผู้คอยดื่มกินเลือดเนื้อของคนชาติเดียวกัน ก็ที่ผมยกขึ้นมาเปรียบเทียบเป็น “แวมไพร์” นั่นแหละครับ และจุดจบของเรื่อง นิยายเรื่องนั้นกำหนดให้พระเอกกับนางเอกได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบ happy ending ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือออกวางขายทั่วโลกแล้ว และจะออกฉายตอนสุดท้ายในโรงภาพยนตร์ในอีกไม่กี่วัน แต่งานเขียนชิ้นนี้ของผม ผมกำหนดให้ตอนจบอยู่ที่ประเทศไทยได้รับประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนไทยทั้งแผ่นดินสามารถทำสงคราม (ไม่จำเป็นว่าต้องใช้อาวุธแต่อย่างใด หากแต่เป็นสงครามทางปัญญา หรือสงครามทางความคิดก็ได้) จนมีชัยชนะเหนือฝ่ายอำมาตย์ และมีอำนาจปกครองประเทศนี้โดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นเมื่อใด แต่อยากให้ท่านทั้งหลายได้มารวมพลังกับผมในการ “ต่อสู้เพื่อเอาชนะอำมาตย์” ด้วยกันต่อไปจนกว่า “ตอนจบ” แห่ง “Thailand Twilight สยามสนธยาประชาธิปไตย” จะมาถึงนะครับ

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s