สยามทัศนะ (พฤศจิกายน 2555)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 8 พฤศจิกายน 2555)

แม้ว่าในบางภูมิภาคของประเทศไทยจะเริ่มมีอากาศหนาวเย็นแล้ว แต่สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังคงร้อนระอุเหมือนอากาศในเมืองหลวง ถึงจะมีแผนการ “แช่แข็งประเทศไทย” ของอดีตกบฏอย่าง “เสธ.อ้าย” หรือพลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ และเครือข่ายในนาม “องค์การพิทักษ์สยาม” ปรากฏออกมาจากการนัดชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้งที่ตนเองบริหารอยู่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาก็ตาม และยังคง “ได้ใจ” อยากจะชุมนุมต่อเนื่องอีกครั้ง โดยเสธ.อ้าย “อหังการ์” ที่จะประกาศชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 เวลา 09.01 นาฬิกา ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่บอกว่าเสธ.อ้ายอหังการ์ก็เพราะว่า นอกเหนือจากที่จะจัดการชุมนุมใกล้เคียงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยฝ่ายค้านแล้ว ยังกำหนดเวลาเริ่มชุมนุมอ้างอิงกับรหัสตัวเลขที่เกี่ยวพันกับบุคคลระดับสูงคือ 901 อีกด้วย แม้จะมีการ “พลิกลิ้น” ในภายหลังก็ตาม
ไม่เพียงแต่แผนการแช่แข็งประเทศไทยของเสธ.อ้ายเท่านั้น หากแต่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองยังได้เตรียมการที่จะ “ล่าสังหาร” อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ศัตรูเอกอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลของคนพวกนี้เป็นครั้งที่ห้า จากการที่ท่านมีแผนการจะเดินทางมายังจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่าในช่วงต้นเดือน ซึ่งความมาแตกเอาเมื่อมีการจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมากใกล้เคียงสถานที่ที่จะเข้าพักอาศัย จนอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ต้องยกเลิกแผนการเดินทางดังกล่าว เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองนี้แอบ “สนับสนุน” อาวุธให้แก่ชนกลุ่มน้อยในพม่าเพื่อทำสงครามยาเสพติดกับรัฐบาล แต่เมื่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณขึ้นบริหารราชการแผ่นดินและมีนโยบายปราบปรามยาเสพติด ซึ่งได้มีการขอความร่วมมือกับรัฐบาลพม่าในกรณีดังกล่าว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายอำมาตย์จะไม่พอใจอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ โดยการลอบสังหาร 4 ครั้งที่ผ่านมาเคยทำมาแล้วสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงการส่งเครื่องบินรบ “บินประกบ” เครื่องบินของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่เดินทางมายังประเทศกัมพูชาเมื่อ 3 ปีก่อน เหตุที่ฝ่ายอำมาตย์ต้องการที่จะ “เก็บ” อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ก็ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ท่านถูกตราหน้าจากฝ่ายอำมาตย์ว่าเป็น “ศัตรูเอกอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล” แต่ฝ่ายอำมาตย์ก็อาจ “คาดไม่ถึง” ว่าการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) และองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มิได้ยึดติดตัวที่บุคคลดังเช่นฝ่ายอำมาตย์ที่เห็นตัวแกนนำของระบอบเป็นเสมือน “สถาบัน” ที่ต้อง “ยื้อ” ให้เอาชีวิตให้รอดเป็นวัน ๆ เพื่อจะได้มีชัยชนะเหนือ “ระบอบทักษิณ” ที่พวกเขาสมมติขึ้นมา นั่นคือ ต่อให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ต้องมีอันถึงแก่อสัญกรรมเพราะน้ำมือฝ่ายอำมาตย์ ก็เชื่อแน่ว่าการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยจะไม่ยุติลงอย่างแน่นอน ซ้ำร้ายอาจขยายตัวจนนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” เหมือนประเทศในโลกตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเลยก็ได้ เพราะแกนนำหลักที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ถูกปลิดชีพลงไป
เหตุที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่มีเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่งของหลาย ๆ ตัวที่ปรากฏออกมาต้องเร่ง “ปิดเกม” ประเทศไทยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ก็เพราะวิบากกรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนกระทำมาเริ่มสำแดงผลแล้ว ทั้งการสลายการชุมนุมปี 2553 โดยคำสั่งของฝ่ายการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์และผู้อยู่เหนือขึ้นไป ที่ไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) โดยได้มีการส่งหนังสือขอเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นมายังนายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทย ซึ่งนี่ก็จะเป็นก้าวแรกของการ “คืนความเป็นธรรม” ให้แก่ทายาทของผู้สูญเสียชีวิตกว่าร้อยราย และผู้บาดเจ็บกว่าพันรายจากการสลายการชุมนุมดังกล่าว หาก ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามยอมรับเขตอำนาจ ICC ในกรณีนี้ ก็ยิ่งเป็นการเร่งความคืบหน้าคดีให้ฆาตกรต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้เร็วขึ้นไปอีก
การที่พลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามในคำสั่งถอดยศร้อยตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำหุ่นเชิดแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จในการสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหารเมื่อประมาณ 24-25 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ข้าราชการทหารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเลือกทหารกองประจำการและการบรรจุแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ (ยกเว้นทหารชั้นยศนายพลและทหารที่เกษียณอายุราชการไปก่อน ที่ไม่สามารถลงโทษได้) ต่างก็ถูกลงโทษทัณฑ์ทางวินัยไปตาม ๆ กัน แต่นายอภิสิทธิ์เพิ่งจะถูกลงโทษ หรือเป็นเพราะมี “อภิสิทธิ์” สมชื่อก็ไม่ทราบได้ กรณีดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจพร้อมถอดถอนพลอากาศเอกสุกำพลไปด้วยในคราวเดียวกัน โดยอ้างการทุจริตในกระทรวงคมนาคมที่พลอากาศเอกสุกำพลเป็นรัฐมนตรีมาก่อนมาบังหน้า ทั้ง ๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่ามีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงพาณิชย์ และในโครงการบริหารจัดการน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่น่าแปลกใจเหลือเกินที่ “เจ้ากระทรวง” เหล่านี้ไม่ถูกยื่นถอดถอนเลย
การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) แจ้งข้อกล่าวหากับนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ และนางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นภรรยาของนายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำของพรรค เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตามโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่มีข้อสงสัยว่าจะมีการทุจริต โดยเฉพาะการจัดซื้อสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของสถาบันแต่ละแห่ง อาทิ เครื่องตั้งศูนย์ถ่วงล้อสำหรับสถาบันที่สอนทางการประมง เครื่องวัดประจุไฟฟ้าสำหรับสถาบันที่สอนทางคหกรรม เป็นต้น ทั้งนี้ไม่รวมถึงการที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวเรือใหญ่และแนวร่วมแห่งขบวนการ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) อีกหลายคน ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีต่าง ๆ ที่ล้วนมีความหนักหน่วงทั้งสิ้น ทั้งคดีการยึดทำเนียบรัฐบาล คดีการยึดท่าอากาศยานหลักจนเข้าข่ายเป็นกบฏและผู้ก่อการร้าย รวมถึงคดีหมิ่นประมาทพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าเป็นคนโกงชาติอีกด้วย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “เชื้อไฟ” ชั้นดีในการขับเคลื่อนกลจักรของฝ่ายอำมาตย์ที่จะมาล้มล้างอำนาจของประชาชนได้เป็นอย่างดี
และการณ์ก็ปรากฏชัดยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อการสำแดงฤทธิ์ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองทั้งจากนอกสภา คือกลุ่มของเสธ.อ้าย อดีตกบฏ 9 มีนาคม 2520 และจากในสภา โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ถูกสะท้อนกลับ (feedback) จากกลุ่มบุคคลที่ยืนอยู่ตรงข้ามฝ่ายดังกล่าวอย่างรุนแรง ทั้งการที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาออกมาจัดกิจกรรม “ขอไฟเขียวให้ประเทศไทย” เพื่อต่อต้านแนวคิดล้าหลังคลั่งชาติและราชบัลลังก์ขององค์การพิทักษ์สยาม การที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) แนวร่วม นปช.จัดกิจกรรมสวมชุดกันหนาวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการ “ประชด” เสธ.อ้ายที่จะ “แช่แข็ง” ประเทศไทย ในฐานะที่เสธ.อ้ายจัดกิจกรรม “รวมพลคนทนไม่ไหว” ดังที่จะได้กล่าวต่อไป ก็อาจถือได้ว่าการแสดงออกของคนเหล่านี้ก็เป็นการ “รวมพลคนทนเสธ.อ้ายไม่ไหว” ได้เช่นกัน และการเมืองในสภา เหล่าบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ได้รุม “โจมตี” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีท่านใดกันแน่ เพราะมักจะกล่าวกระทบกระเทียบเปรียบเปรยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณอยู่เสมอ เสมือนว่าเป็นนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน
และการชุมนุมของเสธ.อ้ายเองนั้น ก็ไม่สามารถดึงดูดมวลชนของตนได้เท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากการที่นายทหารแก่อดีตกบฏรายนี้ลดเป้าหมายของผู้ชุมนุมที่จะใช้ในการโค่นล้มรัฐบาล “หุ่นเชิด” ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณลงมาเรื่อย ๆ จากเดิมที่ต้องการคนถึงหลักล้าน ซึ่งเป็นไปได้ยากถึงเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ ก็ลดลงมาจนถึงเพียงหลักหมื่น ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้ใช้กลไกตำรวจในการควบคุมการชุมนุมดังกล่าว ด้วยการประกาศเขตพื้นที่ใช้บังคับกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และการกำหนดพื้นที่ควบคุมบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากไม่ประมาทกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวที่อาจยกระดับเป็นการก่อจลาจลจนนำไปสู่การยึดอำนาจโดยฝ่ายอำนาจนอกระบบดังที่พลเอกบุญเลิศโหยหาและนิยมชมชอบ
ซึ่งการชุมนุมนี้เมื่อเริ่มต้นในเวลาที่อ้างอิงกับบุคคลสำคัญดังกล่าว กลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เริ่มยั่วยุเจ้าหน้าที่ ด้วยการเดินฝ่าแนวกั้นของตำรวจที่สะพานมัฆวานรังสรรค์เพื่อเข้าร่วมชุมนุม และเกิดการปาแก๊สน้ำตา ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเริ่มต้นจากผู้ชุมนุมก่อน เนื่องจากแก๊สน้ำตาที่นำมาใช้นั้นมิใช่ชนิดเดียวกับที่ใช้ในราชการ และนอกจากนั้นแล้ว ตำรวจก็ยังพบอาวุธและสัตว์มีพิษเป็นจำนวนมากที่ผู้ชุมนุม โดยเฉพาะเครือข่ายนักบวชนอกพุทธศาสนา “สันติอโศก” นำมา จึงพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าการชุมนุมของเสธ.อ้าย อาจบานปลายไปสู่การก่อจลาจลได้โดยแท้จริง หากตำรวจไม่ตรวจพบสิ่งต้องห้ามเหล่านี้เสียก่อน
และในช่วงบ่าย เสธ.อ้ายก็ได้นำ video clip หนึ่งที่อ้างว่าเป็น “หมัดเด็ด” ที่จะใช้ล้มรัฐบาลมาเปิดเผย ซึ่งก็เป็นการตัดต่อคำปราศรัยของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ แกนนำ นปช.และแนวร่วมในฝ่ายประชาธิปไตย อันได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง พันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย นายใจ อึ๊งภากรณ์ และนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน ที่มีสาระเกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์ จึงขอถามไปยังเสธ.อ้าย ในฐานะนายทหารรักษาพระองค์ท่านหนึ่งว่า หากท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านนำมาเผยแพร่ ทั้งคำกล่าวของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ระบุว่าบุคคลระดับสูงมีส่วน “รู้เห็นเป็นใจ” กับการรัฐประหารเมื่อปี 2549 คำกล่าวของนายจตุพรที่ระบุว่า กระสุนที่นำมาเข่นฆ่าคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 เป็น “กระสุนพระราชทาน” ใช่ไหม คำกล่าวของนายก่อแก้วที่ระบุว่า “มีการปลดรูปบุคคลสำคัญ” คำกล่าวของพันเอก ดร.อภิวันท์ที่ระบุว่า “คุณลุงสั่งฆ่า คุณป้าสั่งยิง” คำกล่าวของนายใจที่ระบุว่า “คนไทยส่วนหนึ่งมีทัศนคติที่ไม่ดีกับบุคคลสำคัญ” และคำพูดของนายชูพงษ์ที่ระบุว่า “จะขอทำสงครามกับระบอบราชาธิปไตย” เป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐแล้วละก็ เหตุใดท่านถึงไม่ดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้เสียก่อนเล่า แต่กลับนำคำกล่าวเหล่านี้มาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายของพวกตน 3-4 สถานี ซึ่งหากบุคคลเหล่านี้ผิดจริง สถานีโทรทัศน์เหล่านี้ก็จะต้องมีความผิดตามไปด้วย หรือเพราะท่านมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นพวกเดียวกับท่าน คงจะเห็นว่าพวกท่านเร่งรัดให้มีการดำเนินคดีกับฝ่ายประชาธิปไตย และตัดสินให้พวกท่านไม่มีความผิด ดังเช่นที่นายสนธิเคยได้รับความปรานีมาแล้ว และเหตุใดที่คนฝ่ายเดียวกันและเป็น “กองเชียร์” ของท่านที่พูดและทำส่อไปในแนวเดียวกับที่ฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวมา ดังเช่นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งพรรคประชาธิปัตย์เคยกล่าวแก่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อปี 2550 ในทำนองเดียวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณแต่มีรายละเอียดมากกว่า และนายสุเทพเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เอง ก็ได้มีส่วนร่วมในการสั่งการปราบปรามประชาชนโดยใช้หน่วยทหารที่มีความใกล้ชิดกับสถาบันระดับสูง จนทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไปในสังคม และนำมาซึ่งปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” ทั้งแผ่นดินในเวลาต่อมา ซึ่งก็ทำให้อดนึกถึงคำพูดของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม แนวร่วมคณะรัฐประหารและสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหาที่เคยกล่าวไว้ว่า “ลูกทำผิด พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ” ไม่ได้ และ (พลตำรวจเอก) วสิษฐ เดชกุญชร อดีต “ตำรวจวัง” (ที่ใส่วงเล็บหน้ายศก็เพราะบุคคลดังกล่าวก็ใส่วงเล็บหน้ายศพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเช่นกัน) ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย” แท้ ๆ แต่ท่านก็ปล่อยให้คนพวกนี้พูดในเรื่องที่กระทบต่อสถาบันระดับสูงเช่นนี้ได้ โดยไม่ปฏิเสธอะไรเลย หรือจะให้สรุปเอาเองว่า นี่คือการ “ยอมรับ” ว่าเป็นความจริงโดยดุษณี (เงียบเฉย) หากฝ่ายท่านเป็นผู้พูดเท่านั้น
แต่ยังไม่ทันที่เสธ.อ้ายจะ “เดินหน้า” ล้มรัฐบาลด้วยการชุมนุมยืดเยื้อ ตนเองก็มีอันต้อง “ล้มม็อบ” ไปก่อน ในช่วงเย็นของวันดังกล่าวนั่นเอง โดยยกข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ชุมนุมขึ้นมาอ้าง แต่จริง ๆ แล้ว พลเอกบุญเลิศ “เสียหน้า” ที่ไม่อาจระดมมวลชนมามากพอถึงขนาดที่จะล้มรัฐบาลได้ ถึงขั้นไปกดดันกองทัพให้มายึดอำนาจรัฐบาลโดยอ้างเรื่องตำรวจทำ “เกินกว่าเหตุ” กับผู้ชุมนุมในช่วงเช้าแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ อีกทั้งยังมีฝนตกหนักทั่วทั้งพื้นที่การชุมนุม และมีข่าว “แว่ว ๆ ” มาว่ามี “สัญญาณพิเศษ” บางอย่างมาสั่งระงับการชุมนุม หากไม่ระงับแล้วพลเอกบุญเลิศเองนั่นแหละที่จะไม่ปลอดภัย สิริรวมแล้ว ม็อบ “แช่แข็งประเทศไทย” ก็มาชุมนุมกันได้เพียง 8 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง โดยพลเอกบุญเลิศถึงขั้น “ประกาศกร้าว” เลยทีเดียวว่าจะไม่ขอเป็นแกนนำการชุมนุมอีกแล้ว แต่แล้วชายชาติทหารรายนี้ก็กลับ “ตระบัดสัตย์” เสียได้ในอีกไม่กี่วันถัดมา
ผลสะท้อนกลับหรือ “ควันหลง” ของการชุมนุมนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ความขัดแย้งระหว่างเสธ.อ้ายกับกลุ่มสันติอโศก ที่อยากจะชุมนุมให้นาน ๆ แต่ก็ถูก “หักหน้า” เสียนี่ แม้แกนนำบางคนจะทำใจได้ ดังเช่นนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แห่งกลุ่ม “สลิ่มหลากสี” ที่ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ Nation Channel หลังการยุติการชุมนุมว่า ขอชื่นชมความเป็นสุภาพบุรุษชาติทหารของเสธ.อ้ายที่เป็นห่วงผู้ชุมนุม แต่นั่นก็ทำให้แนวร่วมบางคนก็มี “อารมณ์ค้าง” อย่างเห็นได้ชัด ดังเช่นพนักงานบริการบนเครื่องบินหญิง (air hostess) รายหนึ่งของสายการบิน Cathay Pacific ที่มีภาพปรากฏว่าเข้าร่วมการชุมนุมกับฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตยมาโดยตลอด ได้นำบัญชีรายชื่อผู้โดยสารเที่ยวบินไปยังฮ่องกงมาเปิดเผยเฉพาะชื่อนางสาวแพทองธาร (อิ๊ง) ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่เดินทางไปเยี่ยมบิดา พร้อมทั้งเขียนข้อความ “ระบายอารมณ์” ลงใน Facebook ของตนเองว่า ทำใจไม่ได้ที่ต้องมาให้บริการคนในครอบครัวที่ทำลายประเทศชาติ แต่ยังยับยั้งชั่งใจควบคุมสติได้ หากไม่แล้วก็คงจะนำชาหรือกาแฟไปสาดนางสาวแพทองธารอย่างแน่นอน แต่นางสาวแพทองธารก็มีเมตตาธรรมกับ air hostess รายนี้อย่างมาก ด้วยการกล่าวขอโทษหากตนเองทำอะไรให้ใครไม่พอใจผ่านทาง Instagram ของตน และไม่ติดใจเอาความใด ๆ แต่ air hostess รายดังกล่าวก็มีอันต้องถูกพักงาน และต้องออกจากงานในที่สุด จากกรณีดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า สันดาน “เหวี่ยงแห” หรือการไม่พอใจผู้ใดก็พาลเกลียดเหมารวมทั้งโคตรตระกูลยังคงฝังรากลึกในสันดานของฝ่ายอำมาตย์และสมุนอย่างมั่นคงไม่คลอนแคลน
แต่ในช่วงกลางเดือนนี้นี่เอง ก่อนการชุมนุมของเสธ.อ้ายและการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นานนัก ได้ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า เกิดพายุฝนรุนแรงทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร จนทำให้ต้นกร่างที่ปลูกอยู่หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ของฝ่ายอำมาตย์มีอันต้องโค่นล้ม ทั้งที่เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่และฝังรากลงดินลึกมาก ไม่น่าจะโค่นล้มง่าย ๆ เช่นเดียวกับต้นโพ ต้นไทร และต้นไกร ดังเช่นคำกล่าว “โพ ไทร ไกร กร่าง” จนนำมาสู่คำถามที่ว่า “ขนาดต้นกร่างฝังรากในแผ่นดินยังล้ม แล้วพวกอำมาตย์เล่า ถึงคราวเลิกกร่างในแผ่นดินไทยได้หรือยัง”

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

30 ธันวาคม 2555

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s