สยามทัศนะ (มกราคม-มีนาคม 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 2 ฉบับที่ 10-12 มกราคม-มีนาคม 2556)

(เหตุการณ์ในช่วงนี้มีความเกี่ยวพันกันค่อนข้างมาก จึงขอรวบเนื้อหา 3 เดือนไว้เป็นตอนเดียวกัน และจะขอรวบ 3 เดือนในทุกตอนจนกว่าจะเปลี่ยนแปลงครับ)

เริ่มต้นศักราชใหม่ 2556 พร้อมด้วยประเด็น “ร้อน ๆ ” เหมือนอากาศหลายเวลาในช่วงนี้ ทั้งการยุติการแพร่ภาพละครโทรทัศน์ “เหนือเมฆ 2” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ทั้งที่ใกล้จะอวสานแล้ว โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาว่ามีเนื้อหาบางส่วนกระทบกระเทือนจิตใจของคนในรัฐบาล โดยเฉพาะฉากที่มีคนอยู่เบื้องหลังนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ถูกกล่าวหาว่ามีพี่ชายคือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรคอย “ชักใย” บงการแทนตน จึงเกิดอาการ “ร้อนตัว” ขึ้นมาจนต้องสั่งการให้ถอดละครดังกล่าว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เจ้าของสัมปทานสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ต่างก็ไม่ทราบว่ามีละครเรื่องนี้ฉายอยู่เลย อีกทั้งเนื้อหาของละครเรื่องนี้ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงอำนาจ “เหนือ” การเมืองที่คอยครอบงำระบบการเมืองต่างหากเล่า ดังเช่น “มือที่มองไม่เห็น” ผู้ “บอดปัญญา ธรรมาบิดเบี้ยว” ซึ่งครอบงำและมีอำนาจเหนือพรรคการเมืองบางพรรค กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม กระบวนการยุติธรรม กองทัพ ระบบราชการ ระบบเศรษฐกิจดั้งเดิม และสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยคนกลุ่มนี้ที่ฝ่ายประชาธิปไตยเรียกโดยรวมว่า “เครือข่ายศักดินาอำมาตย์” นั่นเอง และธุรกิจสื่อมวลชนอย่างช่อง 3 ก็ได้รับการอนุมัติต่อสัญญาสัมปทานกับอสมทไปอีก 10 ปีในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน

การปลุกกระแสคลั่งชาติ โดยให้เกิดความรู้สึกว่าชาติของตนเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านใด ๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นการ “รังแกคนไม่มีทางสู้” หรือไม่ แทนที่จะมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นมิตรที่ควรคบหา นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายศักดินา “เสี้ยมสอน” คนในอาณัติของตนเสมอมา โดยเฉพาะกรณีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร ที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา เพื่อต้องการทราบว่าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้เขตอำนาจของชาติใดกันแน่ ซึ่งจะเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดีในช่วงเดือนเมษายน และอาจจะพิพากษาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยคำพิพากษาก็สามารถเป็นไปได้ในหลายทางอันไม่อาจคาดเดาได้ อาจไม่ถึงขั้นที่ไทยต้องเสียดินแดนก็ได้ และผลของคำพิพากษาก็ถือเป็นที่สุด แต่บรรดาลูกสมุนของฝ่ายอำมาตย์ไทยก็กลับแสดงท่าที “คัดค้าน” กระบวนการพิจารณาคดีนี้อย่างเห็นได้ชัด โดยกล่าวหาว่ากัมพูชาจะได้เปรียบ และส่งผลให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณได้รับผลประโยชน์จากปิโตรเลียมบนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของสองประเทศ ทั้งที่คนพวกนี้มิใช่หรือ ที่เคยไปเป็นตัวแทนของ “ผู้ใหญ่” บางราย แอบไปเจรจาเรื่องดังกล่าวทั้งในและนอกประเทศกัมพูชา และก็คนพวกนี้อีกมิใช่หรือ ที่พูดตลอดมาว่า “เคารพในกระบวนการยุติธรรม” แต่กลับมีพฤติกรรมสวนทางกับคำพูดอย่างเห็นได้ชัด หรือเพราะศาลโลกไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมของไทย ที่ทำ “เพื่อและในนาม” หัวขบวนใหญ่ของพวกตน ดังเช่นที่พิพากษาในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นคุณกับพวกตนอย่างนั้นหรือ

แต่ความเคลื่อนไหวของคนพวกนี้ก็ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ “เฮฮา” กันบ้าง จากการที่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แห่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ครองอำนาจเหนือการเมืองบางราย ได้สัมภาษณ์ผู้มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และท่าทีต่อการชุมนุมของแนวร่วม พธม. ซึ่งพลเอกประยุทธ์ก็ได้ตอบกลับไปว่า “ไอ้หนังสือพิมพ์ของคุณนี่ ไอ้ผู้จัดการนี่ ผมบอกได้เลยว่ามันเขียนห่วย ด่าผมอย่างโน้นอย่างนี้ เอาอะไรมาด่าผม เอาศักดิ์ศรีอะไรมาด่าผม ทำไม รักประเทศชาติอยู่คนเดียวหรือไง ดูสิ พฤติกรรมตัวเองเป็นยังไงกันบ้าง” ยังความไม่พอใจให้กับนายสนธิและแนวร่วม พธม.หรือคนเสื้อเหลืองเป็นอันมาก ถึงขั้นที่หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการประจำวันที่ 11 มกราคม 2556 ขึ้นพาดหัวว่า “ไอ้ผู้จัดการห่วย หรือไอ้ ผบ.ทบ.ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชาห่วยกันแน่” โดยกล่าวโจมตี ผบ.ทบ.อย่างเสีย ๆ หาย ๆ ทั้งการแขวะว่า “ต่อมแต๋วแตก” “วัยทอง” และเลยเถิดไปจนถึงตั้งนามสกุลให้ใหม่เป็น “จันทร์ส่องหล้า” เพราะคิดเอาเองว่าพลเอกประยุทธ์แอบ “ปันใจ” ให้ “ระบอบทักษิณ” ไปเสียแล้ว รวมถึงการที่นายสนธิกล่าวตำหนิพลเอกประยุทธ์อย่างรุนแรงว่าเป็น “โมฆะบุรุษ” ที่เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจาก “สุนัขตัวหนึ่ง” เท่านั้นเอง ปฏิกิริยาจากฟากฝั่งของเครือข่าย ASTV นี้เองที่ทำให้ทหารกลุ่มหนึ่งไม่พอใจนายสนธิเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเดินทางไปประท้วงการนำเสนอข่าวดังกล่าวถึงสำนักงาน ASTV ที่ถนนพระอาทิตย์ ย่านบางลำภูติดต่อกันถึง 2 วันเลยทีเดียว

ซึ่งก็ต้องถือว่าการออกมา “ปะทะคารม” ของผู้นำกองทัพและผู้นำมวลชนของฝ่ายอำมาตย์ในครั้งนี้ ต้องถือว่า ผบ.ทบ.มีความชอบธรรมเหนือกว่า พธม.เนื่องจากตนเองเป็นแหล่งข่าวที่ถูกพาดพิงในทางเสียหาย ก็ย่อมมีสิทธิชอบธรรมที่จะแก้ข้อกล่าวหา มิใช่ยอมรับการนำเสนอผิด ๆ ของสื่อมวลชนโดยดุษณี อันถือเป็นการตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนทางหนึ่งด้วย มิใช่ให้สื่อมวลชนตรวจสอบอยู่ข้างเดียว อีกทั้งพฤติกรรมของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวก็ยังนิยมการ “จับผิด” ในทางเสียหายอย่างขาดความรับผิดชอบเสมอมา ดังเช่นคำกล่าวที่เคยนิยามไว้ว่า “ขี้แล้วกลบคือแมว ขี้แล้วแจวคือ ASTV ผู้จัดการ” ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะสื่อมวลชนรายนี้กล่าวหา ผบ.ทบ.ท่านนี้อย่างรุนแรงและไร้มูลความจริงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าละเลยต่อการปกป้องราชบัลลังก์ ทั้งที่เมื่อปีที่ผ่านมา มิใช่ ผบ.ทบ.คนนี้หรือที่ออกมาตอบโต้ผู้คิดแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรง ถึงขั้นที่ไล่กลุ่มคนดังกล่าวออกนอกประเทศกันเลยทีเดียว ทำไมพวก พธม.ถึงเป็นคนที่ลืมอะไรกันง่าย ๆ เชียวหรือ ถึงออกมาต่อว่าด่าทอกระทั่งพวกเดียวกันอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ได้ ไม่รวมถึงกรณีแนวร่วมของพวกตน 2 คนคือนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ที่ถูกจับกุมเพราะบุกรุกเข้าเขตแดนกัมพูชามากว่า 2 ปีแล้วตั้งแต่สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พร้อมกับสมาชิกพรรคการเมืองนี้คือนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ แต่นายพนิชได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อน พร้อมศีรษะที่โล้นเลี่ยน เพราะถูกแมลงสาบ “เล่นงาน” (จึงเป็นที่มาของฉายา “พรรคแมลงสาบ” ของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้) ในขณะที่พวกตนทั้งสองยังถูกจำคุกมาจนถึงปัจจุบัน จนทำให้ พธม.ออกมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ที่เห็นแก่ตัว ไม่ให้ความช่วยเหลือแก่พวกตน จนย่างเข้าสู่รัฐบาลปัจจุบันของพรรคเพื่อไทย บุคคลทั้งสองจึงได้รับการพระราชทานอภัยโทษจากรัฐบาลกัมพูชา ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศดังกล่าว โดยนายวีระได้รับการลดโทษ ส่วนนางสาวราตรีได้รับการปล่อยตัวกลับไทย ซึ่งนายพนิชก็ได้เดินทางไปรับนางสาวราตรีถึงท่าอากศยานสุวรรณภูมิ และได้ถูกแนวร่วม พธม.หลายรายด่าทอต่อว่าในความเห็นแก่ตัวดังกล่าว ซึ่งนายพนิชก็ได้แก้ตัวว่า ที่เดินทางไปชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ไปในนามส่วนตัว ไม่มีใครในรัฐบาลที่แล้วทราบ ทั้งที่มี video clip ที่บันทึกไว้ในคราวนั้นว่า นายพนิชได้โทรศัพท์ไปแจ้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าได้เข้าสู่พื้นที่กัมพูชาแล้ว แนวร่วม พธม.จึงได้กล่าวกับนายพนิชว่า อย่างน้อยก็ต้องชื่นชมนายพนิชที่ยังมีแก่ใจมารับนางสาวราตรี แต่คนที่น่าชิงชังมากกว่าก็คือนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลนายชวน ผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการปักปันเขตแดนของไทยและกัมพูชา ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จะได้กล่าวต่อไป นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่แอบไปเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับผู้บริหารรัฐบาลกัมพูชา ถึงขั้นที่เรียกคนเหล่านี้ว่า “ไอ้” ด้วยซ้ำ และเรียกหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ว่า “ไอ้เอ๋อ” เหมือนกับฉายาที่ฝ่ายประชาธิปไตยเรียกกันเลยทีเดียว

ซึ่งหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม.ก่อนครบวาระเพียง 1 วันในวันที่ 9 มกราคม 2556 และมีกำหนดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 3 มีนาคม 2556 การเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. ซึ่งถือได้ว่าเป็นทั้ง “นายกเทศมนตรี” ของเทศบาลนคร และ “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในฐานะเมืองหลวงในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญอีกเวทีหนึ่งในการทดสอบฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครองมหานครแห่งนี้มานานกว่า 8-9 ปี ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติในนามของสมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ที่มีสมาชิกเกินครึ่งมาจากพรรคนี้ และฝ่ายบริหารที่นับแต่นายอภิรักษ์ โกษะโยธินชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 อยู่จนครบวาระ 4 ปีแล้วชนะการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี 2551 แต่ถูกชี้มูลความผิดในกรณีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง จึงต้องลาออกทั้งที่เพิ่งชนะเลือกตั้งรอบสองไม่กี่เดือน และเมื่อเลือกตั้งใหม่ในช่วงต้นปี 2552 หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์จากพรรค “แม่พระธรณีบีบมวยผม” ก็ยังคงครองมหานครแห่งนี้ต่อมา ท่ามกลางข้อครหาเรื่องความโปร่งใสในการบริหาร กทม.ทั้งการติดตั้ง “กล่อง” บรรจุกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) การต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้า BTS ไปอีก 30 ปีทั้งที่อายุสัญญาเดิมยังคงเหลืออีกกว่า 17 ปี การแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งในปี 2554 และปี 2555 อย่างไม่เป็นมืออาชีพ ทั้งการต่อว่ารัฐบาลที่ติดต่อตนเองในยามวิกาล การปกป้อง กทม.โดยไม่แยแสต่อพื้นที่รอบนอก และการใช้กระสอบทรายอุดท่อระบายน้ำ จนทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่สำคัญ ๆ และการก่อสร้างสนามฟุตซอล Bangkok Arena ที่หนองจอกอย่างล่าช้าจนไม่ทันใช้จัดการแข่งขันฟุตซอลโลก ซึ่งแม้ว่าหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์จะมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตเช่นนี้แล้ว แต่ผู้ว่าราชการ กทม.รายนี้ก็กลับสร้างหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ให้แก่นักเรียนโรงเรียนในสังกัด กทม.เสียได้ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อผู้ใหญ่เองมีพฤติกรรมเช่นนี้แล้วไปสอนเด็ก เด็กที่ไหนจะเชื่อเล่า

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยชนะการเลือกตั้งระดับชาติอย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มากว่าสองทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่พรรคการเมืองแห่งนี้ต้องปราชัยให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่ายถึงสามพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลจึงถือเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะส่งตัวแทนลงชิงพื้นที่ ซึ่งเดิมก็มีการคาดการณ์ตัวเต็ง (candidate) ผู้สมัครของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยนี้ไว้หลายราย ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งดูแล ส.ส.กทม. พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) หมาด ๆ และพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ส่งพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศลงสมัคร ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจลาออกจากราชการตำรวจ ทั้ง ๆ ที่ยังมีอายุราชการเหลืออีก 3 ปี และมีโอกาสจะได้เป็น ผบ.ตร.คนต่อไปอีกด้วย โดยชูนโยบาย “ไร้รอยต่อ” (seamless) ในการทำงานประสานกับรัฐบาลที่เป็นพรรคเดียวกัน จึงทำให้ทำงานได้สะดวกขึ้นกว่าเดิมมาเป็นจุดขาย และเมื่อจับสลากกำหนดหมายเลขผู้สมัคร นายตำรวจนักประชาสัมพันธ์รายนี้ก็จับได้หมายเลข 9 ซึ่งจดจำง่ายและเป็นสิริมงคล หมายถึงความก้าวหน้าของ กทม. ส่วนหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ แชมป์เก่าจับได้หมายเลข 16 ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า หมายถึงชั้นที่พระอินทร์ เทพในตราประจำ กทม.ประทับอยู่ ตนเองจะได้กลับมาทำงานรับใช้พระอินทร์อีกครั้ง เท่านี้ก็พอเห็นภาพแล้วว่า ใครมีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประชาชนมากกว่ากัน

ส่วนผู้สมัครอิสระรายอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงและลงสมัครเป็น “ไม้ประดับ” ในครั้งนี้ ก็มีทั้งพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.ซึ่ง พธม.หนุนหลังอยู่ ได้หมายเลข 11 โดยชูจุดขายที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง จึงทำงานรับใช้ประชาชนได้สะดวกกว่า และไม่วายที่จะ “แขวะ” สองพรรคใหญ่ว่า “ดีแต่พูด” และ “คอร์รัปชันอย่างไร้รอยต่อ” ก็สงสัยขึ้นมา (อีกแล้ว) ว่าหากชนะการเลือกตั้งแล้วจะทำงานกับพรรคการเมืองที่ตัวเองเคยแขวะไว้ได้จริง ๆ หรือ นายโฆษิต สุวินิจจิต ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ Spring News และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันถูกบริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ซื้อกิจการ) และบริษัท เอเชีย เทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย จำกัด ร่วมกับนางยุวดี บุญครอง ผู้ภรรยา ได้หมายเลข 10 โดยชูนโยบาย “กรุงเทพฯ 24 ชั่วโมง” และนายสุหฤท สยามวาลา นักจัดรายการเพลง (DJ) ขวัญใจวัยรุ่นและเจ้าของบริษัทเครื่องเขียนตราช้าง ได้หมายเลข 17 โดยชูนโยบาย “กรุงเทพฯ สุดฤทธิ์กับสุหฤท”

ซึ่งเมื่อพรรคเพื่อไทย “เคาะ” ชื่อพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศเป็นผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม.แล้ว การเล่นการเมืองอย่างหน้าด้าน ๆ จากเจ้าถิ่นเก่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มขึ้น “ณ บัด now” ทั้งการตัดต่อป้ายหาเสียงให้มีสุนัขมาปัสสาวะรด การกล่าวหาว่าเคยไปขโมยของสมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา และขอพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพลโดยเปลี่ยนชื่อจาก “ไพรัช” เป็น “พงศพัศ” เพื่อกลบเกลื่อนกรณีดังกล่าว ทั้งที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อมีการพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี ก็ยังคงใช้ชื่อว่า “ไพรัช” อยู่ การกล่าวหาพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าต้องการขยายเครือข่าย “กินรวบ” ผูกขาดการบริหารประเทศไทย ดังเช่นที่นายจิตกร บุษบา นักจัดรายการโทรทัศน์ (แต๋ว) ลูกน้องของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ระบุว่าควรเลือกหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ไว้เป็น “ไม้กันหมา” จนทำให้หม่อมหลวงมิ่งมงคล (เต่านา) โสณกุล ซึ่งมีบิดาเป็นญาติผู้พี่ของหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ จึงมีศักดิ์เป็นหลานอา แต่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย ต้องตอบโต้นายจิตกรว่า “ราชสกุลบริพัตรเป็นแค่ไม้กันหมาไปแล้วหรือ” ตัวของ ดร.เจิมศักดิ์เองก็ระบุว่า หากพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศชนะการเลือกตั้ง ก็เท่ากับสมุนนักโทษหนีคดี (ก็คือพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั่นแหละ) จะได้ดี คนขี้ขลาดที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองก็จะครองเมือง ทั้งที่คนที่มีอำนาจเหนือ ดร.เจิมศักดิ์ เป็นคนที่ขี้ขลาดมากกว่า เพราะมีทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ไว้ป้องกันตนเองให้พ้นจากการตรวจสอบ หรือแม้แต่การติชม วิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ และแนวคิดของ ดร.เจิมศักดิ์นี้ก็ยังสอดคล้องกับ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการ (เกย์เฒ่า) นายสมชัย กตัญญุตานันท์ เจ้าของนามปากกา “ชัย ราชวัตร” นักเขียนการ์ตูนสมุนอำมาตย์ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส. ศิวรักษ์) นักวิชาการผู้ไม่ชมชอบ “ระบอบทักษิณ” ที่ต่างก็ออกมา “ดาหน้า” สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้ปกครองเมืองหลวงแห่งนี้ให้พ้นจาก “หายนะ” ของระบอบทักษิณ

รวมถึง (พลตำรวจเอก) วสิษฐ เดชกุญชร ที่กล่าวว่า หากพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศชนะ จะทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณและเครือข่าย สามารถนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาล้างผลาญได้หนักหน่วงกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติมากไปกว่านี้ จึงควรเลือก “เบอร์ 16” เพื่อมาป้องกันปัญหาดังกล่าว ทั้งที่ในรัฐบาลที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์ มีการทุจริตในการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนอาคารเดิม 396 แห่ง และแฟลตที่พักอาศัยของครอบครัวอีกกว่าร้อยแห่ง ด้วยการรวมสัญญาก่อสร้างในทุกกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) มาเป็นฉบับเดียวกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จตามกำหนด แม้จะมีการรับเหมาช่วง (subcontract) ไปก็ตาม อีกทั้งบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างก็ยังมีความใกล้ชิดกับนักการเมืองบางคนในพรรคภูมิใจไทยที่สนิทกับนายสุเทพอีกด้วย จนทำให้สถานีตำรวจเกือบทั้งหมดสร้างไม่เสร็จ “โรงพัก” หลายแห่งต้องไปอาศัยโรงเรียน วัดวาอาราม หรือสถานที่ราชการอื่นเป็นที่ทำการแทน หรือบางรายก็ต้องเช่าตู้คอนเทนเนอร์มาเป็นโรงพักชั่วคราวไปก่อน ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการติดต่อและปฏิบัติราชการเป็นอย่างมาก คนอย่าง (พลตำรวจเอก) วสิษฐ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรบ้างหรือ หรือเพราะตนเองเคยแต่เป็น “ตำรวจวัง” จึงไม่เข้าใจหัวอก “ตำรวจโรงพัก”

ซึ่งโครงการก่อสร้างโรงพักดังกล่าว ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน “ไทยเข้มแข็ง” ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ที่เต็มไปด้วยสารพัดการทุจริต นอกจากโครงการ “ถนนปลอดฝุ่น”ของกระทรวงคมนาคม โครงการ “ชุมชนพอเพียง” ของสำนักนายกรัฐมนตรี โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกสาธารณชน “เปิดโปง” ความไม่ชอบมาพากลมาระยะหนึ่งแล้ว โดยรักษาการ ผบ.ตร.ในยุคดังกล่าวคือพลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ ได้เสนอโครงการดังกล่าวต่อนายสุเทพ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งนายสุเทพก็ได้อนุมัติโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะความเห็นว่า “ไม่ควรรื้ออาคารเดิม เพราะจะของบประมาณสร้างใหม่ยากขึ้นในอนาคต” แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น และพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ก็พยายามโยนความผิดให้กับพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศเสียอีกด้วย เนื่องจากเป็นผู้ลงนามเห็นชอบโครงการดังกล่าว เมื่อครั้งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ทั้งที่จริงแล้ว พลตำรวจโท ดร.พงศพัศ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา ในลักษณะเดียวกับ “ฝ่ายเสนาธิการ” ของทหาร เพื่อแยกสัญญาก่อสร้างเป็นราย บช.ภ. แต่ผู้บังคับบัญชาก็กลับรวมเอาสัญญาก่อสร้างทุก บช.ภ.มารวมเป็นสัญญาเดียวกัน โดยไม่สนใจว่าจะดำเนินงานได้เสร็จตามกำหนดหรือไม่

ประเด็นต่อมาที่พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศถูกโจมตีก็คือ การเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ “เผาบ้านเผาเมือง” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยนายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดต่อภาพรถปราศรัยหาเสียงของพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ เข้ากับภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อโยงผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยรายนี้เข้ากับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้สมัครท่านนี้ยังรับราชการตำรวจอยู่ อีกทั้งไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มคนเสื้อแดง หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ซึ่งให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย มีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาศาลแพ่งที่พิพากษาให้บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์และเซน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันรวมกว่าครึ่งหมื่นล้านบาท และให้บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ของตระกูลล่ำซำ นายทุนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเจ้าของพื้นที่โรงภาพยนตร์สยาม เนื่องจากเหตุการณ์วางเพลิงสถานที่ทั้งสาม ไม่ปรากฏว่าเกิดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ส่วนแกนนำ นปช.ที่ปราศรัยขู่ว่าจะมีการก่อความรุนแรงโดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปราศรัยก่อนการชุมนุมใหญ่ดังกล่าวว่า “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบ” นั้น ก็เป็นเพียงการเตือนไม่ให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองยึดอำนาจและปราบปรามประชาชนเท่านั้น มิใช่เป็นการสั่งการให้มวลชนไปวางเพลิงเผาสถานที่ต่าง ๆ แต่อย่างใด อีกทั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่ถูกเผา ก็ยังยินยอมให้เผยแพร่ป้ายหาเสียงของพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศที่อาคารของตนอีกด้วย หากพรรคเพื่อไทยและ นปช.มีส่วนรู้เห็นกับการเผาอาคารดังกล่าวจริง เหตุใดเจ้าของอาคารผู้ถูกคนเหล่านี้สนับสนุนให้เผา ถึงยอมให้พื้นที่โฆษณาหาเสียง และหลังจากเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ไปแล้ว ศาลอาญากรุงเทพใต้ก็มีคำพิพากษายกฟ้องคนเสื้อแดง 2 คนที่ต้องคดีดังกล่าว และถูกจำคุกมานานกว่า 3 ปี แต่ไม่เคยได้รับสิทธิในการประกันตัวเลย ซึ่งเมื่อกล่าวถึงการเลือกตั้งจบแล้วจะได้กลับมากล่าวถึงในประเด็นนี้ต่อไป

รวมถึงประเด็นปลีกย่อยอื่น ๆ ที่มีความพยายาม “เตะตัดขา” พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยนี้ เช่นการขัดขวางไม่ให้พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศไปหาเสียงในหน่วยงานของ กทม.บางแห่ง เนื่องจากข้าราชการหัวหน้าหน่วยงานแห่งนี้ “เลือกข้าง” ยอมให้แต่เฉพาะหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์เท่านั้นที่เข้ามาหาเสียงได้ การเผยแพร่ภาพสตรีสูงวัยที่สวมเสื้อแดงเข้าพบหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ในวารสารของสำนักอนามัย กทม. แต่มีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงสีเสื้อที่คุณป้ารายนี้สวมใส่เป็นสีเขียว ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของ กทม. แต่ก็ “ไม่เนียน” เพราะปรากฏพิรุธหลายอย่าง ทั้งข้อความ “Truth Today” (ความจริงวันนี้) ของ นปช. และการลงสีที่เลยเสื้อไปจนถึงมือและแขนของคุณป้ารายดังกล่าว การที่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำภาพดาราวัยรุ่นรายหนึ่งจากโฆษณาเครื่องสำอาง มาแถลงข่าวว่าเป็นภาพของบุตรสาวนอกสมรสของร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือ (discredit) คนในพรรคเพื่อไทยว่าแม้แต่ครอบครัวตนเองก็ไม่รับผิดชอบ นับประสาอะไรกับเมืองหลวง ทั้งที่รองนายกรัฐมนตรีท่านนี้มีภรรยาเพียงคนเดียวและมีแต่บุตรชายเพียง 3 คนเท่านั้น การปราศรัยของนายสุเทพที่ระบุว่า “อย่าให้ใครมาทำร้ายเมืองที่พ่ออยู่” ซึ่งก็ถือเป็นการใช้สถาบันกษัตริย์มาหาเสียงให้กับพรรคของตนชัด ๆ แม้จะผิดระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตาม เพราะคิดว่าพรรคนี้เป็นของฝ่ายอำมาตย์ อีกทั้งหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์เองก็เป็น “ราชนิกูล” ที่สามารถ “นับญาติ” ได้กับบุคคลสำคัญบางรายของประเทศนี้ได้ด้วย พร้อม ๆ กับข่าวที่หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ในนาม “สำนักงานบริพัตร” ผู้บริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เชิงพาณิชย์สำคัญแปลงหนึ่งในนาม “เวิ้งนาครเขษม” ให้กับ 5 ตระกูลสำคัญ คือราชสกุลบริพัตร กิติยากร สวัสดิวัตน์ โสณกุล และสกุลบุณยะปานะ ประกาศขายที่ดินในบริเวณดังกล่าวให้กับกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมารายใหญ่ เพื่อสร้างศูนย์การค้าขึ้นทดแทน โดยสำนักงานบริพัตรได้เงินจากการนี้กว่า 4,800 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า เป็นการระดมทุนในการเลือกตั้งครั้งนี้ และการปราศรัยของนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่อยากให้ชาว กทม.เลือกผู้สมัครอิสระ

แม้ว่าการบริหารจัดการภายในพรรคประชาธิปัตย์จะมีข้อบกพร่อง ดังที่มีข่าวปรากฏก่อนหน้านี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์วางตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม.ไว้หลายราย เพื่อจะให้หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ถูก “เบียด” ไปลงสมัครในนามอิสระ จนนำไปสู่คำปราศรัยสะท้านเวที “พูดอย่างนี้ ดูถูกกูฉิบหายเลย” และ “อย่าดูถูกกู เพราะกูคือคนของพรรคประชาธิปัตย์” ของหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ และการบริหารพรรคที่พึ่งพิงแต่คนรุ่นใหม่ ในนาม “แก๊งไอติม” ที่มีสายของนายอภิสิทธิ์ครอบงำอยู่ จนถูกนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคกล่าวตำหนิก็ตาม แต่คำปราศรัยของนายองอาจก็มีผล ด้วยคะแนน 1,256,349 คะแนนที่หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ได้รับ เอาชนะพลตำรวจเอก ดร.พงศพัศที่มีคะแนนกว่า 1,077,899 คะแนนไปได้ ส่วนผู้สมัครอิสระรายอื่น ๆ มีคะแนนตั้งแต่หลักแสนลงไปถึงหลักร้อยเท่านั้น จึงทำให้หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์สามารถรักษาเก้าอี้ “พ่อเมืองบางกอก” เอาไว้ได้ ซึ่งพลิกผันจากที่ผลสำรวจคะแนนหลังเลือกตั้ง (exit poll) ทั้งสามรายที่จัดทำคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 และเครือเนชั่น และผลสำรวจความคิดเห็น (poll) ของหลายสถาบันที่ระบุว่าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งเป็นอย่างมาก

ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ว่า ชาว กทม.อยู่ในสังคมเมืองที่มีความอ่อนไหวทางความคิดค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งก็ขาดวิจารณญาณ ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันว่าพวก “สลิ่ม” เพราะเอาความรักในพรรคการเมืองหนึ่ง (ฉันทาคติ) และความเกลียดชังอีกพรรคการเมืองหนึ่ง (ภยาคติ) เป็นใหญ่เหนือเหตุผล ไม่สนใจเลยว่าสมัยที่ผ่านมา หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริหารงาน กทม.จนเกิดปัญหาอะไรบ้าง สนใจแต่เพียงว่าพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนหุ่นเชิด (nominee) ของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณที่ตนเองเกลียดและกลัว ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการ “เผาบ้านเผาเมือง” และ “หัวหน้าขบวนการล้มเจ้า” เท่านั้น ทั้งที่ไม่มีมูลความจริงอยู่เลย จึงกล่าวได้ว่า เพราะความกลัว “ผีทักษิณ” นี้เองที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ครองเมืองหลวงต่อไปอีก แม้ว่าจะหลังจากวันเลือกตั้งไปกว่าค่อนเดือนก็ตาม เนื่องจาก กกต.สอบสวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งกรณี “เผาบ้านเผาเมือง” “ปกป้องเมืองของพ่อ” กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่ กกต.ประกาศและ กทม.ประกาศต่างกันกว่า 3-4 แสนราย และกรณีการประกาศแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการ กทม.เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด จึงต้องประกาศรับรองไปก่อน แต่ในความพ่ายแพ้ของฝ่ายประชาธิปไตยนี้ก็ยังมีชัยชนะบางอย่างแฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยที่เพิ่มขึ้นถึงกว่าสามในสี่จากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.คราวก่อน และเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ทั้งผู้ “สอบได้” และ “สอบตก” ในอันดับถัดมามีคะแนนเสียงถึงหลักล้านทั้งคู่ หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช เคยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนถึงหลักล้านมาแล้ว ในขณะที่ผู้ “สอบตก” ได้คะแนนเพียงตั้งแต่หลักแสนลงไปเมื่อปี 2543 และเมื่ออดีตนายตำรวจใหญ่ท่านนี้แพ้การเลือกตั้งแล้วจะกลับเข้ารับราชการอีก ก็ไม่วายตกเป็น “ขี้ปาก” ทางการเมืองของพรรคการเมืองเก่าแก่และแนวร่วมจนได้ ทั้งที่มีปรากฏมาแล้วหลายรายว่าข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่ลาออกไปลงเลือกตั้งแล้ว “สอบตก” ก็สามารถกลับเข้ารับราชการได้อีก และบางรายก็สังกัดพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนั้นด้วยซ้ำ

และไม่เพียงแต่จะขัดขวางไม่ให้ฝ่ายประชาธิปไตยเข้าครองเมืองหลวงเท่านั้น พรรคการเมืองฝ่ายอำมาตย์นี้ยังขัดขวางการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ ทั้งด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรม “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” ที่นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ของพรรคการเมืองแห่งนี้จากจังหวัด “ระยอง” แต่มีพฤติกรรมสุด “ระยำ” ด้วยการนำข้อความดังกล่าวขึ้น post ใน Facebook ของตนคู่กับภาพของนักการเมืองที่เสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย คือนายสมัคร และนายชุมพล ศิลปอาชา ภาพของนักการเมืองที่ป่วยหนัก (และเสียชีวิตในเวลาต่อมา) คือพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ และภาพของนักการเมือง “โคตรศัตรู” ของตนเองอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มิหนำซ้ำยังได้กล่าวโจมตีมวลชนคนเสื้อแดงว่าเป็นพวก “สวะ” อีกด้วย จึงไม่แปลกใจเลยที่ “สวะ” อย่างฝ่ายประชาธิปไตยที่ถูกตราหน้าโดยนายสาธิต ต้องถูกกำจัดเสียถึง 2 ปีติดกัน

การพยายามขัดขวางการเจรจากับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN ซึ่งทรงอิทธิพลเป็นอันดับต้น ๆ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานหลายปี เพื่อนำไปสู่การยุติเหตุการณ์ความรุนแรง และนำสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะคำสบประมาทที่ว่า รัฐบาลไทย “ไม่มีปัญญา” แก้ไขปัญหานี้เองหรือไร จึงต้องไป “ยืมมือ” มาเลเซียมาช่วย จึงอยากถามกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ยึดครองจนแทบจะ “ผูกขาด” ส.ส.ส่วนมากในภาคใต้ว่า เหตุใดในช่วงที่ท่านเป็นรัฐบาลในปี 2535-2538,2540-2544 และ 2551-2554 รวมกว่าหนึ่งรอบนักษัตร ท่านจึงไม่มีปัญญาแก้ปัญหาพวกนี้เสียเล่า ปล่อยให้ “คาราคาซัง” มาถึงปัจจุบันทำไม หรือเพราะท่านมี “ประโยชน์ได้เสีย” กับขบวนการดังกล่าวดังที่สังคมสงสัย

และความพยายามในการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่เป็นเสมือน “คัมภีร์” อันศักดิ์สิทธิ์ที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองประสิทธิ์ประสาทไว้ให้กับลูกน้องสมุนบริวารของพวกตน ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา เพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในวาระรับหลักการและแปรญัตติมาก่อน และกำลังจะได้ลงมติขั้นสุดท้ายอยู่แล้ว แต่ก็มีสมุนบริวารของฝ่ายอำมาตย์ ทั้ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สายอำมาตย์ส่วนหนึ่งไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก “คิดเอาเอง” ว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง และได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามมาตรา 68 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้รับคำร้องไว้พิจารณาโดยตรง ไม่ผ่านอัยการสูงสุดตามที่รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวกำหนด เนื่องจาก “หากอัยการสูงสุดดำเนินการล่าช้า ย่อมไม่ทันการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งห้ามการกระทำที่มิชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ได้” นั่นแสดงให้เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็ยึดถือคติ “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือการปฏิเสธความยุติธรรม (ให้ความอยุติธรรม) ” (justice delayed is justice denied) อยู่เหมือนกัน (แต่เป็นความยุติธรรมของใครกันแน่)

และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังห่างไกลจากการล้มล้างการปกครองดังกล่าว จึงยกคำร้อง แต่ก็ยังเสนอแนะความเห็นส่วนตนของตุลาการบางคนไว้ในคำวินิจฉัยฉบับนี้ว่า “การตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นกระบวนการที่ได้ผ่านการลงประชามติโดยตรงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภาก็ตาม แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม และเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291”

ด้วยความเห็นเพียงย่อหน้าเดียวในคำวินิจฉัยนี้ที่ได้ยกมา มีความน่าเคลือบแคลงสงสัยว่าจะมีผลผูกพันผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ รัฐสภาจึงได้ชะลอการลงมติขั้นสุดท้ายในวาระที่สามไปก่อน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ สมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. กว่าสามร้อยคนจึงได้ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราใน 3 ประเด็นหลักคือ ที่มาของ ส.ว. การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยการปรับปรุงถ้อยคำ (wording) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ป้องกัน “ศรีธนญชัย” ทางกฎหมายอย่างศาลรัฐธรรมนูญที่จะทำตัวเหมือน “แม่นาค” เข้ามาจุ้นจ้านกระบวนการนิติบัญญัติอีก รวมถึงยกเลิกการตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกำจัดการลงโทษแบบ “เหวี่ยงแห” หรือ “ยกเข่ง” ดังเช่นที่ทำในปัจจุบัน

และก็เป็นความจริงว่า บรรดาศักดินาอำมาตย์ “กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้” จงใจพยายามที่จะสกัดขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ถึงที่สุด แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแนวทางจากการแก้ไขทั้งฉบับเป็นรายมาตราแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าบรรดาคนเหล่านี้ที่บ้าคลั่งไม่ยอมให้ทั้งฉบับอยู่จะยอม “สงบสติอารมณ์” ไปโดยง่าย โดยยกข้ออ้างการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งการไม่มี ส.ว.สรรหามาถ่วงดุลอำนาจ ส.ว.เลือกตั้ง ทำให้ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง การ “ปิดหูปิดตา” ประชาชนในการตรวจสอบการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ การตัดโอกาสให้ประชาชนไม่สามารถร้องเรียนการล้มล้างการปกครองโดยศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง และการขาดมาตรการลงโทษนักการเมืองที่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีข้อกล่าวหาทุจริตการเลือกตั้ง โดยมิได้พิจารณาความเป็นจริงที่ว่า ส.ว.สรรหามีที่มาจากองค์กรอิสระ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ในขั้นเริ่มต้น (initialize) บรรดาสมาชิกในองค์กรเหล่านี้ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร และบรรดา ส.ว.สรรหาเหล่านี้ก็ต้องกลับมาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทดแทนชุดเดิมต่อไป รวมถึง ส.ว.เองก็สามารถใช้อำนาจตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งได้อีกด้วยเช่นกัน หากจะให้มี ส.ว.อีกต่อไปก็ควรจะต้องมาจากประชาชนเท่านั้น ในส่วนของการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศนั้น สมควรที่จะให้เป็นการดำเนินการโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน เนื่องจากหากปล่อยให้ล่าช้า ก็อาจไม่ทันต่อเหตุการณ์ หรือหากให้ดำเนินการโดยเปิดเผยโดยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็อาจจะเป็นการเผยแพร่ความลับของชาติต่อสาธารณชนและต่างชาติได้ การกำหนดให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่ “กลั่นกรอง” เรื่องการล้มล้างการปกครองก่อนถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อลดภาระการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการเปลี่ยนถ้อยคำให้ไม่กำกวมดังเช่นที่ผ่านมา และหากประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิร้องเรียนในทางใด ๆ ได้แล้ว จึงค่อยใช้สิทธิตามมาตรา 212 ฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ต่อไป จึงมิใช่เป็นการตัดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนแต่อย่างใด อีกทั้งการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ไม่รู้เห็นกับการกระทำความผิดดังเช่นกรณี 111 ของพรรคไทยรักไทย กรณี 109 ของพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถือเป็นบทลงโทษที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ไม่ได้กระทำความผิดเลย

และดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม (ให้ความอยุติธรรม) ” (justice delayed is justice denied) การอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูก “รังแก” ด้วยความอยุติธรรมจากฝ่ายอำมาตย์จึงยังคงดำเนินต่อไป แม้แต่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญเองก็ยัง “หลุดปาก” สารภาพออกมาว่าคดี “ชิมไปบ่นไป” ที่ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2551 เป็นกระบวนการพิจารณาที่ “สุกเอาเผากิน” เพราะใช้ข้อกฎหมายนำหน้าข้อเท็จจริง และการยุบสามพรรคการเมืองในปลายปีเดียวกันก็ทำไปเพราะมีแรงกดดัน (pressure) จากการชุมนุมทางการเมืองที่เลยเถิดไปเป็นการยึดสนามบินของ พธม. แต่ในเมื่อนายสมัครก็ได้ “ไปสู่อีกภพชาติหนึ่งแล้ว” กรรมการบริหารสามพรรคการเมืองรายอื่น ๆ ก็ถูก “เล่นงาน” ไปแล้ว จึงถือได้ว่า การออกมาพูดที่ล่าช้าไปกว่า 4-5 ปีของนายวสันต์เช่นนี้ ถือเป็นการปฏิเสธความยุติธรรมที่บุคคลทั้ง 109 คนนี้ควรจะได้รับอย่างแท้จริง

ที่กล่าวมานั้นคือนักการเมืองที่ถูกเล่นงานอย่างไม่เป็นธรรม ในส่วนของภาคประชาชน นักวิชาการหัวใจประชาธิปไตยหลายรายก็ได้จัดตั้ง “เครือข่าย 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง” ขึ้นในวันดังกล่าว เพื่อผลักดันข้อเสนอการนิรโทษกรรมมวลชนที่มิใช่แกนนำ ที่ต้องโทษในคดีการชุมนุมทางการเมืองให้เป็นอิสระ รวมถึงทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ต้องขังที่ไม่มีความผิดแต่ถูกคุมขังมานานกว่า 3 ปี โดยไม่ได้รับสิทธิ์การประกันตัว ดังเช่นนายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ ในคดีก่อการร้าย จากการเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ผิดกับแกนนำและแนวร่วม พธม.กว่าร้อยราย ที่ได้รับการประกันตัวระหว่าดำเนินคดีก่อการร้ายโดยการปิดสนามบินเมื่อปลายปี 2551 ซึ่งคดีเพิ่งจะขึ้นสู่ศาล แม้ว่าแนวทางของเครือข่าย 29 มกราฯ จะต้องการให้บัญญัติการนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ต้องขัดรัฐธรรมนูญ แนวทางของรัฐบาลและ ส.ส.กลุ่มหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ต้องการให้ออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ และแนวทางของ นปช.ที่ต้องการให้ออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อมีผลบังคับทันทีเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ แม้ตกในการพิจารณาของรัฐสภาก็ไม่มีผลย้อนหลัง เพื่อช่วยนักโทษการเมืองให้เป็นอิสระให้เร็วที่สุดก็ตาม แต่เชื่อว่า อย่างไรก็ดีก็คงต้อง “ตกผลึก” ให้เหลือเพียงแนวคิดเดียวเพื่อช่วยเหลือ “เพื่อนร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย” เหล่านี้ให้กลับคืนสู่ครอบครัวได้อย่างแน่นอน

ในส่วนของการทวงความเป็นธรรมแทนมวลชนที่ถูกสังหารผลาญชีวิต ที่ศาลมีคำสั่งการตายออกมาในช่วงนี้ทั้งสามราย คือนายบุญมี เริ่มสุข และนายฐานุทัศน์ (ลุงคิม) อัศวสิริมั่นคง ที่ถูกทหารยิงบริเวณชุมชนบ่อนไก่ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 และนายมานะ อาจราญ พนักงานสวนสัตว์ดุสิต ที่ถูกทหารที่ซ่องสุมกำลังในที่ทำงานของตนยิงเมื่อเดือนเมษายน 2553 ซึ่งศาลได้สั่งว่าการตายของบุคคลทั้งสามไม่ทราบว่ามาจากผู้ใด ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายทหารแท้ ๆ เป็นผู้ “สาดกระสุน” ใส่บุคคลทั้งสาม จากทั้งประจักษ์พยานหลักฐาน และคำบอกเล่าของผู้ตายบางรายที่ป่วยหนักจนเสียชีวิตในภายหลัง แต่หลักฐานเหล่านี้ก็ไม่นำพาต่อการที่ศาลจะสั่งว่าการตายของบุคคลทั้งสามมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเลย โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่นผู้ตายบางรายเจ็บป่วยมาก่อนจะมาถูกยิง ทั้งที่การถูกยิงนั่นเองที่เป็นสาเหตุในการทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงจนเสียชีวิตในที่สุด หรืออ้างเรื่อง “ชายชุดดำ” ที่ถูกจับไปเชื่อมโยงกับกองกำลังติดอาวุธของ นปช. ซึ่งทนายความของ นปช.ก็ยังคงมีความหวังที่จะยื่นขอทบทวนคำสั่งในกรณีดังกล่าวต่อศาลต่อไป เพื่อ “สะกิด” ให้ศาลทราบในประเด็นดังกล่าว

และความเป็นธรรมที่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin หรือ Red Power ได้รับ จากการถูกควบคุมตัวเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการอ้างเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากบทความที่ผู้ใช้นามปากกา “จิตร พลจันทร์” เขียนและมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ และนายสมยศก็ถูกจองจำไว้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แม้จะขอยื่นประกันตัวกว่าสิบครั้ง ทั้งโดยตัวเอง โดยภรรยา โดยทนายความ ด้วยหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเลขเจ็ดหลักก็ตาม แต่ศาลก็อ้างจนเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีอัตราโทษสูง มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และกระทบกระเทือนต่อจิตใจของคนในชาติ นายสมยศจึงไม่ได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำจนถึงวันพิพากษาคดี โดยก่อนการพิพากษาคดี นายสมยศก็ยังได้ใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าประมวลกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยด้วยมติ “เอกฉันท์” ว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ เพราะ “ถึงตายก็ตอบไม่ได้” และนำไปสู่การพิพากษาจำคุกนายสมยศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาในที่สุด

ซึ่งเมื่อคำพิพากษาดังกล่าวเผยแพร่ออกมาแล้ว ก็นำไปสู่ความกังขาคาใจของคนมากมายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการที่บรรณาธิการไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดอันเกิดจากข้อเขียนใด ๆ ตามกฎหมายที่ออกมาใหม่ แต่กลับต้องรับโทษตามมาตรา 112 และสาระของบทความในคดีดังกล่าวทั้งสองชิ้นซึ่งเป็นงานเขียนเชิงนิยายที่อิงกับเรื่องจริง (based on true story) ชิ้นแรกก็เป็นการสมมติเหตุการณ์เมื่อ 200 ปีก่อนที่มีการประหารชีวิตบุคคลสำคัญบางราย และชิ้นต่อมาก็กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน ที่มี “หลวงนฤบาลแห่งโรงแรมผี” เป็นผู้มีอำนาจครอบงำแผ่นดิน ได้ใช้อิทธิพลออกกฎหมายบริหารทรัพย์สินส่วนตัวเมื่อปี 2491 และอยู่เบื้องหลังการโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยของประชาชน ด้วยการ “ให้ท้าย” จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการล้มล้างรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเมื่อปี 2500 การล้มล้างรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรเมื่อปี 2516 การสังหารฝ่ายซ้ายในช่วงใกล้เคียงกัน การ “เขียนโปรแกรม” ให้พลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมืองทะเลาะกันจนนำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี 2535 และการลอบสังหารพันตำรวจโท ดร.ทักษิณในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ศาลก็กลับมองว่า คำกล่าวเหล่านี้มีนัยถึงบุคคลสำคัญสูงสุดของชาติ ทั้งที่ในกรณีแรกมีข้อสังเกตว่า บทความดังกล่าวเขียนเมื่อปี 2553 นับไป 200 ปีย้อนหลังก็เป็นต้นยุครัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว จึงมิใช่เป็นการกล่าวหาว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกสำเร็จโทษโดยพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแต่อย่างใด ส่วนในบทความชิ้นที่สองนั้น ศาลต้องการที่จะจับไปเชื่อมโยงกับกฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ถูกแก้ไขใหม่ในปี 2491 และต้องการสื่อเสมือนว่าสถาบันกษัตริย์มีบทบาทและมีอำนาจครอบงำเหนือระบบการเมืองไทยโดยแท้ นี่แสดงให้เห็นว่า คนในระบอบอำมาตย์อย่างศาล ก็ยังไม่รู้สึกเลยว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ “เหนือ” การเมืองในความหมายใดกันแน่

และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งรายการตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ตัดสินใจที่จะตั้งประเด็น “สถาบันกษัตริย์กับการเมือง” ในรายการดังกล่าวจำนวน 5 ตอน ในวันที่ 11-15 มีนาคม 2556 โดยได้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์อย่าง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สามีของ ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ซึ่งเป็นพระราชนัดดา (หลานป้า) ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากพระกนิษฐา (น้องสาว) ของพระองค์คือหม่อมราชวงศ์บุษบา สธนพงศ์ เป็นมารดาของ ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ (พลตำรวจเอก) วสิษฐ ในฐานะอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ ส. ศิวรักษ์ในฐานะนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างสร้างสรรค์ มาเป็นวิทยากรในรายการ โดยในสามตอนแรกที่เชิญ ดร.สุรเกียรติ์ และ (พลตำรวจเอก) วสิษฐมาออกอากาศ ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร มาหนักเอาก็ตอนที่ ดร.สมศักดิ์และ ส. ศิวรักษ์มาพูดในตอนที่สี่ และมีภาพแนะนำ (teaser) ตอนสุดท้ายที่มีเนื้อหา “จัดหนัก จัดเต็ม” เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นี่แหละ ที่แทงใจดำฝ่ายอำมาตย์ “เต็ม ๆ ” จนต้องระงับการเผยแพร่ตอนสุดท้าย ท่ามกลางกระแสการประท้วงของกลุ่ม “สลิ่มหลากสี” ที่โจมตีสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวว่า เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจมีอะไรที่น่าจะ “ตอบโจทย์” ได้มากกว่า ทำไมต้องหยิบเรื่องที่สะเทือนใจคนไทยมานำเสนอด้วย นายภิญโญพร้อมทีมงานจึงได้ประกาศ “สละรายการเพื่อรักษาหลักการ” ในที่สุด แม้ว่าในอีกไม่กี่วันต่อมา Thai PBS จะยอมให้ออกอากาศตอนสุดท้ายก็ตาม

และเมื่อรายการดังกล่าวออกอากาศจนจบได้แล้ว ก็ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสมุนอำมาตย์ตามมา ดังเช่นพลเอกประยุทธ์ที่ออกมาคำราม “อีกครั้ง” ว่า “ถ้าอึดอัดก็ไปอยู่ที่อื่น” ทั้งที่คนอย่าง ดร.สมศักดิ์และ ส. ศิวรักษ์ไม่เคยคิดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์เลย แต่เพราะเชื่อว่านี่คือความรักในสถาบันกษัตริย์ที่แท้จริง เป็นความรักที่กอปรด้วยเหตุผล ซึ่งเป็นสิ่งที่มวลชนฝ่ายศักดินาอำมาตย์ทั้ง พธม.และสลิ่มหลากสีไม่มี เพราะคนพวกนั้นคิดเสมอมาว่า “ความรักย่อมอยู่เหนือเหตุผล” ส. ศิวรักษ์แม้จะไม่ชอบระบอบทักษิณ แต่ก็ไม่พอใจคำกล่าวของพลเอกประยุทธ์เช่นนี้เช่นกัน ถึงขั้นที่เขียน Facebook โจมตีพลเอกประยุทธ์ว่า กองทัพไทยจะรบสู้ประเทศเพื่อนบ้านได้หรือ หากมี ผบ.ทบ.แบบนี้ และนำไปสู่การแต่งกลอน “ฉันเป็นคนอึดอัด” โดย ดร.เกษียร เตชะพีระ และตัวนายภิญโญเองก็ถูกนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายนายสนธิโจมตีอย่างหนักในประเด็นเดียวกัน นายภิญโญเองก็ได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวถึงการที่ตนเคยทำงานกับ “ทายาท” นักธุรกิจสื่อหลายราย เช่น นายจิตตนาถ บุตรชายนายสนธิแห่งเครือ ASTV ผู้จัดการ นายปราบดา หยุ่น บุตรชายนายสุทธิชัย หยุ่น แห่งเครือเนชั่น นางระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ บุตรสาวนางเมตตา อุทกะพันธุ์ แห่งเครืออมรินทร์ และนายธรรมา มาลากุล ณ อยุธยา ผู้ล่วงลับ บุตรชายนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา แห่งเครือแปซิฟิก จึงสัมผัสได้ว่าแต่ละคนเป็นคนอย่างไร โดยเฉพาะนายจิตตนาถซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่คนแบบนี้ จึงไม่เข้าใจว่าอะไรมาดลใจให้ทายาทแห่ง “หัวหมูพระอาทิตย์” “เปลี๊ยนไป๋” ได้ถึงเพียงนี้

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

2 พฤษภาคม 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s