สยามทัศนะ (เมษายน-15 พฤษภาคม 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 1-2/1 เมษายน-15 พฤษภาคม 2556)

ความร้อนแรงทางการเมืองในช่วงนี้ อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่ต่างอะไรเลยกับอุณหภูมิของอากาศในช่วงนี้ ที่แม้บางวันจะพอมีฝนตกลงมาคลายร้อนบ้าง แต่ก็ไม่ทุกวัน จึงยังคงร้อนแรงพอ ๆ กันทั้ง “อากาศ” และ “การเมือง” โดยจะขอเริ่มจากการที่รัฐบาลผลักดันเรื่องสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาถึง 3 เรื่องในช่วงติด ๆ กัน ทั้งการเสนอกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ “Thailand 2020” เพื่อขอกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทไปพัฒนาระบบดังกล่าว ทั้งทางถนน และโดยเฉพาะทางรางจากที่มีการสร้างไว้กว่าศตวรรษแล้ว โดยจะมีทั้งการตัดถนนสายใหม่ พัฒนาทางรถไฟจากรางเดี่ยวให้เป็นรางคู่ทั้งหมด การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไปยังเมืองหลักในทุกภูมิภาค และการสร้างรถไฟฟ้าทั้งต่อขยายจากสายเดิมและสร้างสายใหม่ขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและการเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย
ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแทนของฝ่ายอำมาตย์ ผู้ซึ่งนิยมความ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) ก็ต้องลุกขึ้นมาต่อต้านโครงการดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่อ้างว่า โครงการที่เสนอมา “เป็นไปไม่ได้” แต่บางทีก็กลับกลอกเป็นว่า “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยคิดไว้แล้ว” แต่ไม่ทราบว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการในช่วงดังกล่าว หรือที่พูดมาก็เพื่อต้องการ “เตะตัดขา” ไม่อยากให้รัฐบาลของประชาชนมีผลงานเท่านั้นเองหรือ บางทีก็ไปไกลถึงขั้นที่ระบุว่า โครงการเหล่านี้สวนทางกับแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งก็ถือว่าถูกต้อง เพราะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ดูเหมือนจะเป็นการสอดรับกับคำกล่าว “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” ดังเช่นที่เห็นทั่วไป อาทิ การใช้อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอย่างไม่สร้างสรรค์ การใช้สถานะทางสังคมเป็นตัวตัดสินคุณค่าของคน การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ผ่านการสมรส การประกาศตัวว่าเป็นชาวพุทธ แต่งมงายกับเรื่องโชคลาง การบูชาผีสางเทวดา และการบนบานศาลกล่าว แต่อยากจะให้ลองคิดดูดี ๆ ว่า หากโครงการ Thailand 2020 ดำเนินการไปได้ ก็จะต้องมีการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างมโหฬาร ซึ่งผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดอย่างเครือซิเมนต์ไทย (Siam Cement Group: SCG) ที่เกี่ยวพันกับฝ่ายอำมาตย์ก็จะพลอยได้รับผลประโยชน์มหาศาลจนแทบจะลืมคำว่า “พอเพียง” ไปได้เลย
เรื่องต่อมาก็คือการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยแนะนำเอาไว้เมื่อปีที่ผ่านมาแท้ ๆ โดยสมาชิกรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลายร้อยรายได้ยื่นรายชื่อเสนอแก้ไขใน 3 ประเด็นคือ
1.ที่มาของ ส.ว.จากเดิมที่มี 150 คน แบ่งเป็นเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ที่เหลือมาจากการสรรหา ให้เปลี่ยนเป็นมี 200 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยที่แต่ละจังหวัดจะมี ส.ว.ไม่เท่ากัน ขึ้นกับจำนวนประชากร ทำนองเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วน ส.ว.ที่มาจากการสรรหาก็ “เมตตา” ให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระในปี 2560 และจะไม่มีการสรรหามาทดแทนตำแหน่งเดิมอีก ในกรณีตำแหน่ง ส.ว.สรรหาว่างลง
2.แก้ไขหนังสือสัญญาที่ทำกับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยคงเหลือแต่เฉพาะหนังสือสัญญาที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือต้องออกกฎหมายเพื่ออนุวัติการนั้น และตัดหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการค้าการลงทุน มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางออกไป เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะทำให้การติดต่อกับต่างประเทศ “จุกจิก” ด้วยระเบียบขั้นตอนมากขึ้น และ
3.แก้ไขถ้อยคำ (wording) เกี่ยวกับการยื่นเรื่องการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้เสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น เพื่อให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน แล้วจึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป เพื่อป้องกัน “มือแม่นาค” ของศาลรัฐธรรมนูญดังเช่นคำวินิจฉัย “ศุกร์ 13” หรือคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ ซึ่งได้ “กีดกัน” แนวคิดดังกล่าว เพื่อ “ทรงไว้” ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอันมีค่าเทียบเท่า “มหาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์” ของฝ่ายตนที่ไม่อาจละเมิดได้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังยกเลิกการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบอีกด้วย
แต่ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเองที่กล่าวไว้ในคำวินิจฉัยนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากอำนาจสถาปนาของประชาชน โดยผ่านการลงประชามติ หากจะแก้ไขทั้งฉบับก็สมควรที่จะถามความเห็นจากประชาชนเสียก่อน หรือมิฉะนั้นก็อาจแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่เมื่อมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ผู้ถืออำนาจเหนือการเมืองก็ยังไม่ยอมลงให้ประชาชนเสียจนได้ โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.กลุ่ม “ขาประจำ” ที่ดาหน้าออกมาโจมตีบรรดาเพื่อนสมาชิกรัฐสภาฝ่ายประชาธิปไตยว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อประชาชนเลย หนำซ้ำยังลดทอนการใช้อำนาจการตรวจสอบของประชาชนอีกด้วย ทั้งการยกเลิก ส.ว.สรรหาที่จะมาถ่วงดุลกับ ส.ว.เลือกตั้ง การปิดโอกาสให้ประชาชนไม่ทราบการทำสัญญากับต่างประเทศ อันอาจนำไปสู่การสูญเสียอธิปไตยของชาติได้ ดังเช่นกรณีกัมพูชา การปิดกั้นมิให้ประชาชนสามารถร้องเรียนการล้มล้างการปกครองต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการตัดบทลงโทษสำหรับกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งที่คนพวกนี้เองมิใช่หรือ ที่เคยพูดไว้เมื่อมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อปี 2550 ว่าอยากให้ “รับไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง” แม้แต่นายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในปัจจุบันก็มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียเอง เรียกได้ว่ามี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับรัฐธรรมนูญนี้อย่างชัดเจนก็ยังพูดในลักษณะเดียวกัน ถึงขั้นที่บอกว่าจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับเลยก็ทำได้ แต่เมื่อรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยของพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ และเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับ คนพวกนี้เองนั่นแหละก็ “เสือก” ออกมาโจมตีรัฐบาลเสียได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อย และเสนอแนะให้แก้ไขรายมาตรา แต่พอเสนอแก้ไขรายมาตราเข้าจริง ๆ พวกคนเหล่านี้ก็ออกมาโจมตีอีกเช่นเคย ซึ่งเหตุผลในการขอเสนอแก้ไขรายมาตราที่คนพวกนี้ “ไม่แยแส” ที่จะฟังนั้นก็ได้กล่าวไว้ในตอนที่ผ่านมาแล้ว และสำหรับผู้มีสติปัญญาแบบ “บัวใต้น้ำ” พูดไปอย่างไรเขาก็ไม่เปิดใจรับฟังอยู่ดี
การโจมตีของสมุนอำมาตย์ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ หากแต่ยังมีการหยิบยกกรณีที่นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา ได้ใช้สิทธิ์ในฐานะ ส.ว.ฉะเชิงเทราในการลงชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญสองฉบับหลังมาโจมตีถึงความเป็นกลางของนายนิคม โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจะไม่อภิปรายในช่วงที่นายนิคมขึ้นมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมในการอภิปรายรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับ ทั้งที่นายนิคมเองก็มิได้มีส่วนได้เสียกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอแต่อย่างใด หากนายนิคมร่วมเสนอในร่างแรกเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ด้วย จึงค่อยน่าโจมตีหน่อย แต่เพราะนายนิคมเป็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงมีอุดมการณ์ผูกพันกับระบอบประชาธิปไตย และไม่เป็นที่น่าพิศมัยของฝ่ายอำมาตย์เท่าใดนัก และกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำของประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้เสนอร่างที่สามรวมจำนวน 312 คน โดยอ้างสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ที่กำลังจะถูกแก้ไขอีกครั้งโดยคนเหล่านี้ พร้อมทั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองสมาชิกรัฐสภาเหล่านี้ และปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหลังจากที่นายสมชายยื่นเพียงวันเดียว (และหลังจากนั้นก็มีคำร้องทำนองเดียวกันของนายบวร ยสินทร และพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา ซึ่งศาลก็รับคำร้องทั้งสองไว้พิจารณาในระยะเวลาอันรวดเร็วอีกเช่นกัน ในขณะที่คำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหาที่ยื่นเรื่อง “ย้อนเกล็ด” กับพรรคประชาธิปัตย์ฐานส่ง ส.ส.ไปเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก็กลับถูกตีตกไปเสียนี่) และกำหนดให้บุคคลเหล่านี้ต้องทำคำให้การไปยังศาลภายใน 15 วัน ดังที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับนายสมชาย ได้ตะคอกกลางที่ประชุมเมื่อทราบข่าวนี้ว่า “กลัวอะไรกับความจริงครับ” และก็ไม่น่าเชื่อว่า คนอย่างนายบุญยอดและคนทั้งพรรคประชาธิปัตย์จะไม่กลัวความจริง ดังจะเห็นได้จากการที่สมาชิกรัฐสภาเหล่านี้ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว ด้วยการออกแถลงการณ์ความว่า (คงตัวสะกดตามต้นฉบับเดิมจาก website พรรคเพื่อไทย http://www.ptp.or.th แต่มีการจัดวรรคตอนใหม่ให้เหมาะสม)
“เรื่อง คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ
เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่าน
อ้างถึง มติคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 และวันที่ 11 เมษายน 2556 กรณีรับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไว้พิจารณา

ตามที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 กล่าวอ้างว่าการที่ประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภารวม 312 คน ได้เสนอและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 68 ถือเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และต่อมานายบวร ยสินทร ได้ยื่นคำร้องในกรณีเดียวกันอีก ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 และวันที่ 11 เมษายน 2556 รับคำร้องทั้งสองฉบับไว้พิจารณา นั้น
ข้าพเจ้าในนามสมาชิกรัฐสภาทั้ง 312 คน ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ขอเรียนว่า การรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณานั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ดังเหตุผลที่จะเรียนให้ทราบดังต่อไปนี้
ข้อ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไว้พิจารณา
1.1 ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะตามที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องให้อำนาจไว้เท่านั้นเรื่องใดที่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจที่จะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ และการที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลย่อมต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 197 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญต้องผูกพันและปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับศาล และองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนไว้พิจารณา ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในหมวด 15 มาตรา 291 โดยกำหนดถึงผู้ที่จะเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ข้อห้ามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วิธีการเสนอญัตติ กระบวนการหรือขั้นตอนในการพิจารณา และลงมติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงขั้นตอนการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้ ทั้งนี้ ไม่มีถ้อยคำใดในมาตรา 291 หรือมาตราอื่นในรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบกระบวนการเสนอและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้เลย และไม่มีหลักการในรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้เช่นกัน อันแตกต่างกับการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และการตราพระราชบัญญัติที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างหรือพระราชบัญญัติดังกล่าวได้
1.2 อำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภานั้น มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 291 วรรคสองของรัฐธรรมนูญเท่านั้นกล่าวคือ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจากรัฐเดี่ยวเป็นสาธารณรัฐ หรือรัฐรูปแบบอื่น ๆ จะเสนอมิได้ นอกเหนือจากข้อจำกัดนี้แล้ว รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติห้ามมิให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ว่าในมาตราใดแต่อย่างใด ศาลรัฐธรรมนูญจะสร้างข้อจำกัดเพิ่มเติมในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือตีความรัฐธรรมนูญเพื่อขยายอำนาจของตนในเรื่องนี้มิได้เลย ดังนั้น รัฐสภาจึงชอบที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้อย่างกว้างขวาง เช่น ปรับโครงสร้างองค์กรต่าง ๆ ให้มีหรือยกเลิกองค์กรบางองค์กร เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไขใด ๆ ในรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่การยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแล้วจัดตั้งเป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ย่อมทำได้ เหตุที่รัฐธรรมนูญกำหนดข้อจำกัดไว้เพียงเท่าที่กล่าวไว้ข้างต้น เพราะโดยหลักการแล้วแม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุด แต่รัฐธรรมนูญก็ต้องพลวัตรเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้วเกิดปัญหาก็ชอบที่รัฐสภาจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมได้ การวางข้อจำกัดมากเกินไปจนไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้โดยวิถีทางรัฐสภาก็อาจทำให้มีการใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญในการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การทำรัฐประหาร เป็นต้น ดังจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับก่อน พ.ศ.2540 ไม่เคยวางข้อห้ามหรือข้อจำกัดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้เลย ประกอบกับรัฐสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งสมาชิกเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และเกือบทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน การที่สมาชิกรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงถือเป็นการกระทำในนามของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมให้ยากกว่าพระราชบัญญัติทั่วไป อันเป็นเหตุผลสำคัญของหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ก็แต่โดยรัฐสภาซึ่งได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชนโดยตรงเท่านั้น
ดังนั้น ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากไม่อยู่ในข้อจำกัดของการห้ามแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 291 วรรคสอง และการดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 291 แล้ว ย่อมเป็นอำนาจโดยชอบของรัฐสภาที่จะดำเนินการได้ องค์กรอื่นใดตามรัฐธรรมนูญรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งการแก้ไขจะเหมาะสมหรือไม่ ถูกใจทุกฝ่ายหรือไม่ ศาลไม่มีอำนาจตรวจสอบ เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐสภาต่อประชาชน
1.3 การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ได้ยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจหรือแบ่งแยกภารกิจในการใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ออกจากกัน โดยอำนาจนิติบัญญัตินั้น ใช้โดยองค์กรรัฐสภา อำนาจบริหารใช้โดยคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการใช้โดยองค์กรศาลทั้งหลาย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีกระบวนการถ่วงดุลหรือกำหนดความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจระหว่างองค์กรไว้บางประการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ หรือการให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ด้วยการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เป็นต้น ทั้งนี้ เฉพาะเท่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น หากกรณีใดรัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติถึงความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจระหว่างองค์กรไว้แล้ว องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะใช้อำนาจหน้าที่ของตนไปกระทบหรือแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นมิได้
เมื่อรัฐสภาได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และรัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปตรวจสอบได้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจที่จะรับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาได้ไม่ว่ากรณีใด ในทำนองเดียวกับที่ศาลปกครอง ศาลแพ่ง หรือศาลแรงงาน ไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีอาญา
1.4 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับในอดีตที่ผ่านมารัฐสภาหรือองค์กรที่ทำหน้าที่รัฐสภาก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งการแก้ไขเป็นรายมาตรา หรือแก้ไขทั้งฉบับเช่นใน พ.ศ.2538 หรือแก้ไขเพียงมาตราเดียวเพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเช่นใน พ.ศ.2539 และรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับนั้น ก็ได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอง ก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้ว และยังคงมีผลใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน กรณีจึงเห็นได้ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกระบวนการปกติในระบบรัฐสภาอันเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยบัญญัติให้อำนาจแก่องค์กรใดเข้าไปตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาเลยไม่ว่ากรณีใด
1.5 การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้นั้น ต้องไม่หมายความรวมถึงการใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เมื่อพิจารณาถ้อยคำของบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ..” ย่อมมีความหมายในเบื้องต้นว่า “บุคคล” นั้น ต้องเป็นบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองให้มีสิทธิและเสรีภาพ และสิทธิและเสรีภาพนั้นต้องเป็นสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เมื่อพิจารณาบทบัญญัติ ในหมวด 3 ซึ่งใช้คำว่า “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” ซึ่งตัวบุคคลที่จะมีสิทธิเสรีภาพในหมวดนี้ได้ คือ บุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย แต่สิทธิเสรีภาพบางอย่างนิติบุคคลอาจเป็นผู้ทรงสิทธิได้ ดังนั้นคำว่า “บุคคล” นอกจากหมายถึงบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยแล้ว ย่อมรวมถึงนิติบุคคลสัญชาติไทยด้วยตามแต่ลักษณะและสภาพแห่งสิทธิเสรีภาพนั้น และโดยหลักแล้วย่อมไม่หมายถึงนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติถึงหมวดสิทธิและเสรีภาพไว้เป็นการเฉพาะในหมวด 3 ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 13 ก็ย่อมมีความหมายว่า การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามความในมาตรา 68 วรรคหนึ่งนั้น ก็ย่อมหมายถึงการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้เท่านั้น
องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญนั้นมิได้เป็น “บุคคล” ตามความหมายใน มาตรา 68 วรรคแรก แต่เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ไว้ ได้แก่ รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ การที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ไว้ เป็นเรื่องของการกำหนดภารกิจขององค์กรนั้น ๆ ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่บัญญัติไว้ การปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายขององค์กรเหล่านี้ จึงมิใช่เป็นเรื่องการใช้สิทธิและเสรีภาพ เพราะหากเป็นสิทธิและเสรีภาพแล้วก็เป็นสิทธิขององค์กรนั้นจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่กรณีนี้ถือเป็นอำนาจหน้าที่และภารกิจขององค์กร ทำนองเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย เช่น เมื่อศาลได้ส่งคำร้องของคู่ความให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะอ้างว่าเป็นสิทธิของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาหรือไม่พิจารณาก็ได้ เช่นนี้ย่อมไม่อาจทำได้ ดังนั้น การใช้สิทธิและเสรีภาพอันจะเข้าข่ายเป็นการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องการใช้สิทธิและเสรีภาพของ “บุคคล” และต้องจำกัดขอบเขตเฉพาะสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญในหมวด 3 เท่านั้น จะตีความขยายความไปถึงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ได้ใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญด้วยมิได้
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะดำเนินการได้ตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ การที่สมาชิกรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ย่อมเป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ และเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาไปตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กรณีมิใช่เป็นเรื่องของการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 68 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด
การที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเสนอญัตติของสมาชิกรัฐสภา และการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อันอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบได้ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญนั้น ผลจะกลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือองค์กรทุกองค์กรในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เพราะศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรเหล่านั้นได้ทั้งหมด อันจะกระทบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญขององค์กรต่าง ๆ การตีความเช่นนี้เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง และมีฐานะอยู่เหนือองค์กรอื่นทั้งปวง อันจะทำให้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญฯ และหลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในรัฐธรรมนูญและหลักการสำคัญในระบบกฎหมายของรัฐถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ข่าวที่ 7/2556 วันพุธที่ 3 เมษายน 2556 ที่ว่า “…คงเหลือแต่เพียงให้บุคคลผู้ทราบการกระทำเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงประการเดียว และให้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในกรณีที่บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยเท่านั้น ไม่อาจใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้พ้นจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในลักษณะอื่นนอกเหนือจากการใช้สิทธิและเสรีภาพ” แล้ว ยิ่งน่ากลัวและน่าเป็นห่วงว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปตรวจสอบการกระทำอื่นที่มิใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ด้วยการอ้างสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในส่วนที่ 3 ของรัฐธรรมนูญนั้น มีบัญญัติไว้เพียง 2 มาตรา คือ มาตรา 68 และมาตรา 69 ถ้อยคำดังกล่าวในข่าวทำให้เข้าใจได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของทุกองค์กรได้หมดแม้รัฐธรรมนูญจะมิได้บัญญัติไว้ก็ตาม และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเสียเอง ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการลงประชามติโดยตรงของประชาชน การจะแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ก็ควรให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภา
ถ้อยคำที่ปรากฏในข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเสมือนจะบอกเป็นนัยว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เคารพคำวินิจฉัยเดิม และหาทางออกให้กับคำร้องในขณะนี้ว่าศาลมีอำนาจ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะยิ่งเป็นการจงใจฝ่าฝืนทั้งคำวินิจฉัยของตนเองและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ข้อ 2.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 ไว้พิจารณาโดยตรงโดยมิได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุดก่อน
2.1 ตั้งแต่แรกที่มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องผ่านองค์กรหรือบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดให้สิทธิประชาชนที่จะเสนอคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ครั้นเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เช่นกัน รัฐธรรมนูญยังคงหลักการใช้สิทธิต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ต้องกระทำโดยองค์กรหรือบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือโดยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีเพียงกรณีเดียวที่ประชาชนอาจใช้สิทธิโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ คือ ตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกรณีที่บุคคลผู้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ก็มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีอื่นได้แล้วเท่านั้น และอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็เพียงวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น นอกเหนือจากนี้แล้วไม่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิประชาชนในการใช้สิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เลย เช่นเดียวกับการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 ที่ต้องเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน
2.2 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนั้น มิใช่สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสิทธิที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะของคนทั้งประเทศ เพราะการล้มล้างการปกครองฯ ก็ดี หรือการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ดี ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม ดังนั้น การจะปล่อยให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้สิทธิโดยลำพังต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงโดยที่ไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนั้น อาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้ เนื่องจากการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ เช่น การประกาศชักชวนประชาชนเพื่อแช่แข็งประเทศไทยด้วยการใช้กำลัง หรือกรณีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน เพื่อบีบบังคับรัฐบาลให้ลาออกนั้น ถือเป็นความผิดคดีอาญาร้ายแรงฐานกบฏในราชอาณาจักร บุคคลผู้ทราบการกระทำย่อมมีสิทธิแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ถ้าเห็นว่ามีมูลพนักงานสอบสวนก็เสนอเรื่องต่ออัยการ หากอัยการเห็นว่าคดีมีมูลก็มีหน้าที่ฟ้องคดีต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา และศาลก็มีหน้าที่ในการพิพากษาคดี อันเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นหลักสากล ซึ่งคดีเหล่านี้รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โดยอัยการเป็นตัวแทนรัฐในการฟ้องคดีต่อศาล และหากอัยการเห็นว่าคดีไม่มีมูล บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะไปฟ้องคดีเองแทนรัฐไม่ได้
ดังนั้น หากมีการกระทำตามมาตรา 68 วรรคแรก และบุคคลสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้อง เพราะไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ ผลของคำวินิจฉัยย่อมต้องผูกพันอัยการสูงสุดด้วย แม้อัยการสูงสุดมีความเห็นว่ามีการล้มล้างการปกครองฯ จริง ก็อาจมีปัญหาว่าจะดำเนินการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดต่อไปได้หรือไม่เพียงใด การตีความและสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการทำตัวเป็นทั้งพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล เช่นนี้ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 68 เสียเอง และทำให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบไม่อาจเดินไปได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ก็ดี พ.ศ.2550 ก็ดี คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 12/2549 ก็ดี เอกสารทางวิชาการและเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญก่อนมีคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ตลอดจนความเห็นของนักวิชาการจึงตรงกันหมดว่าต้องเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเสียก่อน เพราะอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้มีเพียง 2 กรณี คือ การสั่งห้ามกระทำและสั่งยุบพรรคการเมืองหากพรรคการเมืองเป็นผู้กระทำผิด อันเป็นการเพิ่มเติมและดำเนินไปคู่ขนานกับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
อนึ่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้อภิปรายไว้ในสภาร่างรัฐธรรมนูญว่า “…บทบัญญัติในมาตรา 67 (คือมาตรา 68 ในปัจจุบัน) ได้บัญญัติให้เป็นสิทธิของบุคคลที่จะใช้สิทธิในการนำเรื่องเสนอต่ออัยการสูงสุด…..บทบัญญัติของมาตรา 67 นั้น มีลักษณะของการที่จะลงโทษ ทั้งในเชิงของการเป็นโทษทางอาญาตามที่ปรากฏอยู่ในข้อความในวรรคที่ 2 รวมถึงโทษที่ไม่มีลักษณะทางอาญา แต่เป็นการลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งหรือการเมือง นั่นคือโทษการยุบพรรค … ในทางอาญานั้น ถ้าเราทราบว่ามีการกระทำความผิดกฎหมายอาญาเกิดขึ้น แม้ไม่รู้ตัวว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ยังเปิดช่องว่า สามารถไปกล่าวโทษกับเจ้าพนักงานได้… ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นควรที่จะต้องมีสิทธิที่จะมาร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้ทำการตรวจสอบได้ ขั้นตอนที่มาร้องเรียนนั้นนี่ ก็เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดครับ ท่านประธานครับ ที่จะต้องตรวจสอบเรื่องราวว่ามีมูลหรือไม่มีมูล ก่อนที่ท่านจะนำเรื่องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป… ขอแก้ไขคำว่า ผู้รู้ เป็นผู้ทราบการกระทำดังกล่าวมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงได้”
จะเห็นได้ว่า ผู้ร่างได้เสนอให้แก้ไขคำว่า “ผู้รู้เห็นการกระทำ” เป็น “ผู้ทราบการกระทำ” เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ประชาชนทั่วไปสามารถไปแจ้งความกล่าวโทษบุคคลที่ใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ได้ จึงต้องเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดก่อน
นอกจากนี้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 18-22/2555 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่ารัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน ที่วินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ซึ่งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาการรับคำร้อง การละเลยในข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญ จึงทำให้เห็นว่ามาตรฐานการรับคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มิได้ยืนอยู่บนหลักการของรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ จึงไม่อาจยอมรับได้
2.3 เมื่อพิจารณาข้อความในมาตรา 68 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “…ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว…” หากพิจารณาตามหลักการตีความตามถ้อยคำภาษาที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเหตุผลทางกฎหมายจะได้ความหมายว่า ผู้ทราบการกระทำมีสิทธิอย่างเดียวคือ เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด ส่วนอัยการสูงสุดนั้นสามารถกระทำได้ 2 ประการ คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ เพราะคำว่า และระหว่างคำว่า ตรวจสอบข้อเท็จจริง กับยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นคำกริยาที่แสดงถึงการกระทำของอัยการสูงสุด มิใช่ของผู้ทราบการกระทำ หากแปลความว่าการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นของผู้ทราบการกระทำเสียแล้ว อัยการก็จะเหลือเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น เมื่อตรวจสอบแล้วก็ไม่อาจทำอะไรต่อไปได้ ยิ่งหากแปลความว่าการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำได้ทั้งอัยการสูงสุดและผู้ทราบการกระทำแล้ว นอกจากจะขัดแย้งต่อบทบัญญัติโดยชัดแจ้งแล้วยังขัดต่อหลักแห่งเหตุผลอีกด้วย เพราะการบัญญัติเช่นนั้นจะทำให้การทำหน้าที่ของอัยการสูงสุดไม่อาจเป็นไปได้อีกต่อไป เพราะเมื่อผู้ทราบการกระทำสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็ไม่จำต้องเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดอีก หรือเมื่อเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดแล้ว ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองอีกเช่นนี้ สิ่งที่อัยการสูงสุดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้ก็จะไร้ผลอีกเช่นกัน การตีความของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ จะทำให้เกิดผลประหลาดที่ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ
การตีความของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิผู้ทราบการกระทำใช้สิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ได้ 2 ทาง ย่อมทำให้อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ขาดสภาพบังคับ และไร้ผลในทางปฏิบัติ จึงเป็นการตีความที่ขัดต่อหลักความเป็นเอกภาพของรัฐธรรมนูญและหลักการคำนึงถึงภารกิจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพราะการตีความรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องตีความให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้และต้องมีความสอดคล้องต้องกันทั้งระบบ จะทำให้บทบัญญัติส่วนหนึ่งมีผลบังคับใช้ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่มีผลบังคับใช้มิได้ และการตีความจะต้องไม่ไปกระทบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 วรรคแรก แล้ว เห็นได้ว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวนี้เป็นเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 94 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ด้วย ขั้นตอนการยุบพรรคการเมืองได้กำหนดไว้ในมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบก่อนเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนพรรคการเมือง หลังจากนั้นนายทะเบียนต้องเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วจึงจะแจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาการขอให้ยุบพรรคการเมืองก็ดำเนินการโดยผ่านอัยการสูงสุดทุกครั้งไปดังนั้น เมื่อองค์ประกอบแห่งการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองทั้ง 2 กรณีเหมือนกัน การที่มาตรา 68 วรรคสอง กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงสอดคล้องกับกรณีการยุบพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองเป็นการบัญญัติกฎหมายที่สอดคล้องต้องกันเป็นระบบ
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับบทบัญญัติอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญแล้ว หากกรณีใดรัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่จะให้บุคคลเลือกใช้สิทธิได้ 2 ทาง ก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน เช่น มาตรา 275 วรรคสี่ เรื่องการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ซึ่งให้สิทธิผู้เสียหายเลือกใช้สิทธิได้ โดยบัญญัติว่า
“ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าวจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 250 (2) หรือจะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา 276 ก็ได้แต่ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ต่อเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่รับดำเนินการไต่สวน ดำเนินการล่าช้าเกินสมควร หรือดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา”
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนถึงทางเลือกของผู้เสียหายในการยื่นคำร้องให้ดำเนินคดีอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง และยังกำหนดข้อจำกัดไว้ด้วยว่า หากเลือกดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว จะมาดำเนินการอีกช่องทางหนึ่งได้ ต้องเข้าเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ด้วย แต่กรณีตามมาตรา 68 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติให้ทางเลือกไว้สำหรับผู้ทราบการกระทำที่จะเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดก็ได้ หรือจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ดังนั้น จึงต้องตีความถ้อยคำในบทบัญญัติและตามเจตนารมณ์ไปพร้อมกันว่า ผู้ทราบการกระทำต้องเสนอเรื่องไปยังอัยการสูงสุดได้ช่องทางเดียวเท่านั้น ส่วนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญจะไปกำหนดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญขึ้นเองโดยปราศจากเหตุผลทางกฎหมายรองรับไม่ได้ ถ้าเป็นดังนั้น เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นเอง และกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง จนอาจทำให้เข้าใจได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะทำให้รัฐสภาไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้
ข้อ 3.มาตรฐานการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจยอมรับได้
3.1 การเร่งรัดพิจารณารับคำร้องอย่างผิดปกติวิสัยและขาดหลักความเสมอภาคในการพิจารณารับคำร้อง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 เมษายน 2556 ปรากฏว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงในวันนั้นว่า ในวันที่ 3 เมษายน 2556 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาคำร้องซึ่งก็ปรากฏว่า ในวันที่ 3 เมษายน 2556 นั้นมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญติดภารกิจไปต่างประเทศถึง 4 คน คงเหลือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียง 5 คน แต่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 คน ได้ประชุมและมีมติอย่างเร่งด่วนในวันนั้นเองด้วยมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา ทั้งที่ข้อเท็จจริงตามคำร้องมิใช่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ศาลจะต้องรับดำเนินการในทันทีทันใดควรต้องรอให้ตุลาการที่เหลืออีก 4 คน ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แม้องค์คณะทั้ง 5 คน ถือได้ว่าครบองค์ประชุมแต่การมีมติด้วยคะแนน 3 เสียง จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 คนนั้น ย่อมขาดซึ่งความชอบธรรม แม้ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2556 ได้มีผู้มายื่นคำร้องในกรณีเดียวกันและศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณาด้วยคะแนน 5 ต่อ 3 เสียงก็หาได้สร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญไม่ เพราะหากเปรียบเทียบข้อเท็จจริงที่มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมายื่นคำร้องต่อศาลดังเช่นกรณีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลและประกาศจะแช่แข็งประเทศไทยของพลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ กับพวกซึ่งมีเจตนาล้มล้างรัฐบาล เมื่อมีผู้มายื่นคำร้องในวันที่ 5 และ 15 พฤศจิกายน 2555 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งห้ามกระทำการ ศาลรัฐธรรมนูญกลับมิได้เร่งดำเนินการทั้งที่จะมีการนัดชุมนุมและปฏิบัติตามแผนในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 ปรากฏว่าในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ศาลได้เรียกแกนนำมาไต่สวนและมีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณาในวันเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องการดำเนินการของรัฐสภาซึ่งมีขั้นตอนชัดเจนไม่จำเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเร่งรัดพิจารณาในทันที แต่กรณีของการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนั้นเป็นกรณีเร่งด่วน แต่ศาลกลับมิได้เร่งดำเนินการแต่อย่างใด
นอกจากนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน ที่มีมติรับคำร้องไว้พิจารณาประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าทั้ง 2 คน มีส่วนได้เสียในรัฐธรรมนูญเพราะเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในด้านจรรยาบรรณของตุลาการ และตามหลักวิชาชีพแล้ว ย่อมไม่สมควรที่ตุลาการ 2 คนดังกล่าว จะร่วมพิจารณาคำร้องนี้ตั้งแต่แรกเพราะเป็นการขัดกันแห่งประโยชน์อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล เอง ได้เคยแถลงผ่านสื่อมวลชนเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปทำนองว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้น มีข้อบกพร่องและเห็นสมควรว่าจะต้องมีการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขอาจทำแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 คือ แก้มาตราเดียวเพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างได้ และเมื่อครั้งการพิจารณาคดีในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 นั้น นายจรัญ ภักดีธนากุล ได้ถูกทักท้วงในเรื่องนี้ และได้ขอถอนตัวออกจากคดีไป มาในวันนี้ นายจรัญ ภักดีธนากุล กลับมีมติรับคำร้องเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา ทั้งที่ตนเองเคยพูดไว้ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าทำได้ และในคดีดังกล่าวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน ได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตนโดยชัดเจนว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจไปวินิจฉัยกรณีดังกล่าว
3.2 การตีความของศาลรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับหลักการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรและหลักการตีความรัฐธรรมนูญ เมื่อพิเคราะห์การตีความของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำร้องไว้พิจารณาเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้ทั้งหลักการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรและหลักการตีความรัฐธรรมนูญแต่ได้ใช้หลักการตีความของศาลเอง ทั้งนี้ เพราะเมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดและวรรคสองเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอคำร้องต่อศาลแล้ว ศาลได้ตีความผิดไปจากบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน กล่าวคือได้ตีความว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการที่บุคคลได้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และตีความว่าการเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ 2 ช่องทาง คือ เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ ซึ่งการตีความเรื่องนี้ทำให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีความขัดแย้งกันเอง ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพของรัฐธรรมนูญ ทำให้บทบัญญัติส่วนที่ให้อำนาจอัยการสูงสุดไร้สภาพบังคับ และมีผลกระทบต่ออำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของอัยการสูงสุด และรัฐสภา อันเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าไปใช้อำนาจหน้าที่แทนอัยการสูงสุดและรัฐสภาเสียเอง
อีกทั้งเนื้อหาสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 นั้นก็เพียงเพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงกรอบ ขั้นตอนและวิธีการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของบุคคลผู้ทราบว่ามีการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ โดยให้เสนอเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนก็ยังมีอยู่เช่นเดิม มิได้มีการตัดสิทธิดังกล่าวแต่อย่างใด เหตุที่มีการแก้ไขก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความในลักษณะของการขยายเขตอำนาจรับคดีของตนเองว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง อันไม่สอดคล้องกับถ้อยคำในบทบัญญัติรวมถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 ฯลฯ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นทั้งที่อำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภานั้น จะยกเลิกมาตรา 68 หรือแก้ไขเป็นประการใดก็ย่อมทำได้
การตีความขยายเขตอำนาจตนเองของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ นับเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยิ่ง เพราะการตีความเพิ่มอำนาจให้กับตนเองดังกล่าว มีผลเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง และไม่ต้องผูกพันตนต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งไม่มีองค์การใดตรวจสอบถ่วงดุลได้ หากยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็จะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายอำนาจของตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักการสำคัญอื่นในรัฐธรรมนูญลงโดยสิ้นเชิง
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ในนามของสมาชิกรัฐสภาขอประกาศยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันอีกครั้งว่า ขอคัดค้านการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำร้องเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาไว้พิจารณาทั้งยังเป็นการรับคำร้องโดยตรงโดยไม่ผ่านอัยการสูงสุดเสียก่อน สมาชิกรัฐสภาที่เกี่ยวข้องทุกคนขอยืนยันอย่างแน่วแน่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และเพื่อคงไว้ซึ่งหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หลักการแบ่งอำนาจ หลักนิติธรรม และเกียรติภูมิของสถาบันรัฐสภาอันเป็นหลักการและสถาบันที่สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไป
อย่างไรก็ดีเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 และการรับคำร้องไว้พิจารณาในคดีนี้ พวกเราขอแจ้งมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านและศาลรัฐธรรมนูญว่า ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ไตร่ตรองและพิจารณาแนวทางการรับคดีเรื่องนี้เสียใหม่ เพื่อให้คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญเอง โดยที่พวกเรามิได้มีอคติหรือเจตนาร้ายใด ๆ ต่อศาลรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย แต่สถานะความเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชน ไม่อาจทนเห็นและยอมรับความผิดพลาดบกพร่องของศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นและปล่อยให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไปได้ ทั้งที่สมาชิกรัฐสภาได้โต้แย้งและคัดค้านอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่รับวินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 แล้ว จึงพร้อมกันแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการดำเนินการครั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจอ้างผลแห่งคำวินิจฉัยที่เป็นเด็ดขาดและผูกพันองค์กรต่าง ๆ มาใช้ในกรณีนี้ได้เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเด็ดขาดและผูกพันองค์กรต่าง ๆ นั้นต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นหากเป็นการวินิจฉัยที่เกินขอบเขตอำนาจแล้วก็ไม่มีผลผูกพันองค์กรอื่น องค์กรต่าง ๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญจึงชอบที่จะใช้อำนาจหน้าที่ของตนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ต่อไปได้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

ขอแสดงความนับถือ

คณะสมาชิกรัฐสภา”
ซึ่งก็จะขอใช้พื้นที่หน้ากระดาษ ณ ที่นี้กล่าวถึงรายนามของสมาชิกรัฐสภา 311 ท่าน (นายสมชายยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ 312 รายแต่เป็นผู้มีรายชื่อเสนอร่างที่สาม 311 ราย จึงอาจเป็นได้ว่านายสมชายรวมนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาเป็นอีกรายชื่อหนึ่งด้วย) เนื่องจากท่านเหล่านี้เป็นผู้มีจุดยืนสอดคล้องกับฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อท่าน วงศ์ตระกูล และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของคะแนนเสียงที่ทำให้ท่านได้รับเลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้
1.ดร.ดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี
2.นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี
3.นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม
4.ดร.วรวิทย์ บารู ส.ว.ปัตตานี
5.พลตำรวจตรีองอาจ สุวรรณสิงห์ ส.ว.เลย
6.นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม
7.นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร
8.นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น
9.พลตำรวจโทพิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี
10.นายสุพจน์ เลียดประถม ส.ว.ตราด
11.พลตำรวจเอกวงกต มณีรินทร์ ส.ว.สรรหา
12.นายมานพน้อย วานิช ส.ว.พังงา
13.นายภิญโญ สายนุ้ย ส.ว.กระบี่
14.นายโสภณ ศรีมาเหล็ก ส.ว.น่าน
15.นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ ส.ว.ยะลา
16.ดร.ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี
17.พันตำรวจโทจิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว.มุกดาหาร
18.นายสุเมธ ศรีพงษ์ ส.ว.นครราชสีมา
19.นายแพทย์สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล ส.ว.กาญจนบุรี
20.นายพีระ มานะทัศน์ ส.ว.ลำปาง
21.พลตำรวจเอกโกวิท ภักดีภูมิ ส.ว.อ่างทอง
22.นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ ส.ว.สกลนคร
23.นายนิคม ส.ว.ฉะเชิงเทรา
24.นางจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา ส.ว.ชัยนาท
25.พลตำรวจโทมาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี
26.นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ส.ว.กาฬสินธุ์
27.พลตรีกลชัย สุวรรณบูรณ์ ส.ว.ชุมพร
28.นายสุโข วุฑฒิโชติ ส.ว.สมุทรปราการ
29.นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี
30.นายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง ส.ว.สระบุรี
31.นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ส.ว.สมุทรสาคร
32.นายธันว์ ออสุวรรณ ส.ว.ประจวบคีรีขันธ์
33.นายรักพงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู
34.นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์
35.นายแพทย์จตุรงค์ ธีระกนก ส.ว.ร้อยเอ็ด
36.นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ
37.นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์
38.นายสุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล
39.นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง
40.นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี
41.นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ส.ว.ภูเก็ต
42.ดร.ถนอม ส่งเสริม ส.ว.อุบลราชธานี
43.นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ
44.นายบุญส่ง โควาวิสารัช ส.ว.แม่ฮ่องสอน
45.นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ส.ว.สุรินทร์
46.นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร ส.ว.สิงห์บุรี
47.นายขวัญชัย พนมขวัญ ส.ว.แพร่
48.นางภารดี จงสุขธนามณี ส.ว.เชียงราย
49.ดร.ยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร
50.นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ ส.ว.ลพบุรี
51.พลโทพงษ์เอก อภิรักษ์โยธิน ส.ว.พะเยา
52.นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ส.ว.เชียงใหม่
53.นายวิทยา อินาลา ส.ว.นครพนม
54.นางสมหญิง บัวบุตร ส.ส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย
55.นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย
56.นายบุญฐิน ประทุมลี ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย
57.นายสุทิน นพขำ ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย
58.นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย
59.พลเอกสมชาย วิษณุวงศ์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย
60.นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย
61.นายองอาจ วงษ์ประยูร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย
62.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
63.นายศรีเรศ โกฏคำลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
64.นายยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย
65.นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
66.นายกานต์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
67.นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
68.นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
69.นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
70.นายปวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
71.นายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
72.นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
73.นายไตรรงค์ ติธรรม ส.ส.บึงกาฬ พรรคเพื่อไทย
74.นางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
75.พันเอก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
76.นายปัญญา จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
77.นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ ส.ส.บึงกาฬ พรรคเพื่อไทย
78.นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
79.นายวิทยา ทรงคำ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
80.นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
81.นางวไลพร อัจฉริยะประสิทธิ์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย
82.นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย
83.นายชูกัน กุลวงษา ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย
84.นายวันชัย บุษบา ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย
85.นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
86.นายมานพ จรัสดำรงนิตย์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
87.นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
88.นายพหล วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย
89.นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย
90.นางสาวพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย
91.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
92.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
93.นายทองดี มนิสสาร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
94.นายชูศักดิ์ แอกทอง ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
95.นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
96.นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
97.นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย
98.พลเรือเอกสุรพล จันทน์แดง ส.ส.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย
99.ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
100.นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย
101.นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย
102.นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
103.ดร.พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
104.นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
105.นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคเพื่อไทย
106.นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย
107.นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
108.นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย
109.นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ ส.ส.นครปฐม พรรคเพื่อไทย
110.นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย
111.นายสมศักดิ์ ใจแคล้ว ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย
112.ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
113.นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย
114.นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย
115.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
116.นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
117.ดร.ไพโรจน์ ตันบรรจง ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย
118.นางสาวอรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย
119.นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย
120.นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
121.นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
122.นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
123.นายเวียง วรเชษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
124.นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
125.นายนิพนธ์ ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย
126.นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย
127.นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
128.นายกิตติ สมทรัพย์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
129.นายแพทย์นิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย
130.นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
131.นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
132.รองศาสตราจารย์นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
133.นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย
134.นายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
135.นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
136.นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
137.นายณัฐพงศ์ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย
138.นายเอกธนัช อินทร์รอด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
139.นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
140.นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย
141.นายอภิชาติ ตีรสวัสดิ์ชัย ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
142.นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
143.นายสุรพล เกียรติไชยากร ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
144.นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
145.นายธวัชชัย สุทธิบงกช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
146.นายพายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
147.นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
148.นางสิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย
149.นางอนุสรา ยังตรง ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
150.นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย
151.นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
152.จ่าสิบตำรวจประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
153.นางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
154.นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
155.นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย
156.นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย
157.นายเอี่ยม ทองใจสด ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย
158.นายพ้อง ชีวานันท์ ส.ส.พระนครอยุธยา พรรคเพื่อไทย
159.ดร.ประวัฒน์ อุตโมท ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
160.นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
161.นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย
162.นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย
163.นายรส มะลิผล ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย
164.นายพงศกร อรรณนพพร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
165.นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย
166.พันตำรวจโทนุกูล แสงศิริ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย
167.นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
168.นายดิสทัต คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย
169.นางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย
170.นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
171.นางดวงแข อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
172.นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
173.นายสหรัฐ กุลศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย
174.นายเกียรติชัย ติรณศักดิ์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
175.นายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย
176.นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
177.นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย
178.นายมานะ โลหะวณิชย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
179.นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย
180.ดร.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย
181.นางรังสิมา เจริญศิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
182.ดร.เยาวนิตย์ เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
183.นายพิชัย เกียรติวินัยสกุล ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย
184.นายพีระเพชร ศิริกุล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย
185.นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
186.นายสุชาย ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
187.นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
188.นายสมโภช สายเทพ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย
189.นายนิยม วรปัญญา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
190.นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
191.นายสรรพภัญญู ศิริไปล์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
192.นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย
193.นายจักรัตน์ พั้วช่วย ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย
194.นางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย
195.นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย
196.นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
197.นายคณวัฒน์ วศินสังวร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
198.นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย
199.ดร.หนูแดง วรรณกางซ้าย ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย
200.นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
201.นายศราวุธ เพชรพนมพร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
202.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย
203.นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย
204.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
205.นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย
206.นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
207.นางชมภู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย
208.พลตำรวจเอกวิรุฬห์ พื้นแสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
209.นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
210.นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย
211.นายสัญชัย วงษ์สุนทร ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย
212.นายนริศร ทองธิราช ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
213.พันตรีอาณันย์ วัชโรทัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
214.นายธนิก มาสีพิทักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
215.นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
216.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
217.นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
218.นายอรรถพล วงษ์ประยูร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย
219.นางสาวตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
220.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย
221.นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
222.นางปิยะดา มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
223.นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ส.ส.นครปฐม พรรคเพื่อไทย
224.นางสาวตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย
225.นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย
226.นางอนุรักษ์ บุญศล ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
227.นายโกศล ปัทมะ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย
228.นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
229.นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
230.นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
231.นายสุรชาติ เทียนทอง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
232.นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
233.นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย
234.นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
235.ว่าที่ร้อยตรี ดร.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย
236.นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
237.นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย
238.นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย
239.นายวิชัย สามิตร ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย
240.นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
241.นายบุญแก้ว สมวงศ์ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย
242.นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย
243.นายนพคุณ รัฐผไท ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
244.นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
245.นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
246.นางเอมอร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
247.นายวาสิต พยัคฆบุตร ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย
248.นางสาวมาลินี อินฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
249.นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
250.นายสมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
251.นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
252.นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย
253.นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย
254.นายธนเทพ ทิมสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
255.นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
256.นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
257.ร้อยตำรวจเอก ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
258.นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
259.นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย
250.นายพิสิษฐ์ สันตพันธุ์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
261.นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
262.ดร.สุรสาล ผาสุข ส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย
263.นายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
264.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย
265.ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย
266.นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย
267.พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
268.นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
269.นายเกษม อุประ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
270.นายเสรี สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย
271.ดร.อัสนี เชิดชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
272.นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
273.นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
274.นายนพพล เหลืองทองนารา ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย
275.นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย
276.นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย
277.นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา
278.นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา
279.นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา
280.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา
281.พันโท ดร.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา
282.นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา
283.นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา
284.นายยุทธพงศ์ อังกินันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา
285.นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา
286.นางสาวพัชรี โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา
287.นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา
288.นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา
289.นายธานินทร์ ใจสมุทร ส.ส.สตูล พรรคชาติไทยพัฒนา
290.นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา
291.นางปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา
292.นายนพดล มาตรศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา
293.นายสรชัด สุจิตต์ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา
294.นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา
295.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา
296.นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
297.ร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา
298.นายประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
299.นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา
300.นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราขสีมา พรรคชาติพัฒนา
301.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
302.นายประสาท ตันประเสริฐ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนา
303.นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล
304.นางสุกุมล คุณปลื้ม ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล
305.นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล
306.นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล
307.นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล
308.นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล
309.นายรณเทพ อนุวัฒน์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล
310.นายอภิรัต ศิรินาวิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมหาชน
311.นางพัชรินทร์ มั่นปาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่
และด้วยการพฤติกรรมอันเป็นสองมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ในการเลือกรับพิจารณาในกรณีมาตรา 68 ดังแถลงการณ์ของสมาชิกรัฐสภากลุ่มนี้ที่ได้ยกมาข้างต้น ประกอบกับการที่นายเรืองไกรได้เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวร เมื่อปี 2554 ซึ่งทำให้ความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัชสิ้นสภาพตามไปด้วย เนื่องจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งด้วย ต่างจากกรณี ส.ส.หรือ ส.ว.ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณี หากลาออกจากตำแหน่งประธานหรือรองประธาน แต่สถานะความเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ก็ยังคงอยู่ อันถือได้ว่านายชัชพ้นจากตำแหน่งไปตั้งแต่บัดนั้น และไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นประธานหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ดังจะเห็นได้จากพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแทนนายชัช แต่มิได้ระบุให้นายชัชดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด จึงทำให้สถานีวิทยุชุมชนฝ่ายประชาธิปไตย 13 แห่ง ในนาม “กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (กวป.) ต้องเดินทางมาชุมนุมประท้วงกรณีดังกล่าวที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายก่อแก้ว แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ถูกควบคุมตัวเข้าสู่เรือนจำหลังหมดสมัยประชุมรัฐสภา เนื่องจากศาลอ้างว่านายก่อแก้วมิได้สำนึกกับการกระทำของตน ทั้งที่นายก่อแก้วเคย “เตือนสติ” ศาลรัฐธรรมนูญไว้เมื่อปีที่ผ่านมาในกรณีมาตรา 68 ว่าการตัดสินในกรณีดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมได้ แต่ศาลก็กลับเห็นว่านายก่อแก้วพูดจาข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญเสียนี่ จึงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของนายก่อแก้วที่จะไม่ขอโทษในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิด แต่นายก่อแก้วก็ได้รับความเมตตาปล่อยตัวชั่วคราวจากศาลในอีก 18 วันถัดมา พร้อมกับการถูก “ปิดปาก” เช่นเดียวกับเพื่อนแกนนำหลาย ๆ คน และช่วงบังเอิญเหลือเกินว่า วันที่นายก่อแก้วได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ก็ถัดจากวันที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีกคนหนึ่งคือนายการุณ โหสกุล เจ้าของฉายา “เก่ง ดอนเมือง” ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากการปราศรัยในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการโจมตีใส่ร้าย ซึ่งหากกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันจริง ๆ ก็ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ใหม่ เนื่องจากคนของพรรคประชาธิปัตย์หลายรายได้ปราศรัยและเผยแพร่รูปภาพโจมตีผู้สมัครพรรคเพื่อไทยด้วยสาระที่รุนแรงกว่าหลายเท่า ซึ่งสามารถสรุปและวิเคราะห์ได้ว่า จากกรณีสมาชิกรัฐสภา แนวร่วมคนเสื้อแดงในนาม กวป. และนายก่อแก้วนี้เอง ที่บ่งชี้ให้สังคมได้เห็นว่า ฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมแล้วที่จะ “ทำสงครามขั้นแตกหัก” กับฝ่ายศักดินาอำมาตย์ ถึงขั้นที่ “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” (whatever will be will be) กันเลยทีเดียว
อีกตัวบ่งชี่หนึ่งที่ยืนยันเจตนารมณ์ดังกล่าวของฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ การที่นายวรชัยร่วมกับเพื่อน ส.ส.จำนวนหนึ่งได้เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เพื่อนิรโทษกรรมแก่แนวร่วมผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกสีเสื้อ โดยไม่รวมถึงแกนนำผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้สั่งการชุมนุม แต่ก็ไม่วายถูกพรรคการเมืองเก่าแก่สมุนอำมาตย์และ ส.ว.ฝ่ายเดียวกันโจมตีจนได้ โดยเฉพาะการพาดพิงไปถึงอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร มหาศัตรูอันดับหนึ่งของตนและผู้อยู่เหนือกว่าว่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้และร่างกฎหมายปรองดองแห่งชาติที่ยังค้างพิจารณาอยู่ ทั้งที่คนพวกนี้เองมิใช่หรือ ที่บอกว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ คือ “เบอร์ 1” ในการตัดสินใจใด ๆ ของพรรคเพื่อไทยและ นปช. ดังนั้น หากใช้ตรรกะนี้แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ย่อมไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากกฎหมายฉบับนี้ หากแต่มวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองจนนำไปสู่คดีความต่างหากเล่าที่จะได้รับประโยชน์จากการได้รับอิสรภาพจากการพ้นโทษทัณฑ์ทั้งปวง ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ได้ผ่านการลงมติเลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนเป็นลำดับแรกในสมัยประชุมต่อไป เพื่อจะได้รีบดำเนินการคืนอิสรภาพให้แก่บรรดามวลชนเหล่านี้โดยเร็ว
ประเด็นต่อมาซึ่งร้อนแรงพอ ๆ กับหรือยิ่งกว่าอากาศในเวลานี้ ก็คือการที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาในที่ประชุมประชาคมประชาธิปไตย (Community of Democracies) ครั้งที่ 7 ที่ประเทศมองโกเลีย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 ซึ่งแปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า (คงตัวสะกดเกือบทั้งหมดตามต้นฉบับเดิมจาก Website พรรคเพื่อไทย http://www.ptp.or.th และมีการจัดวรรคตอนใหม่ แก้ตัวสะกดให้เหมาะสม และแก้ปี ค.ศ.เป็น พ.ศ.)
“ท่านประธาน,
ท่านผู้มีเกียรติ,
ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถา ณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้
ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลีย ประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย แต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมาก และที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉัน ประเทศไทยที่ดิฉันรัก
ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมาก และในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรี ๆ สิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้ และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ? ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพ พวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน
มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่าง ๆ จากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้
ในระดับภูมิภาค หลักการสำคัญ ๆ ในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตย และรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลง ดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์
ในปี 2540 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้ว และจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2549 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา
หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉัน อาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป ซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้น จากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป
คำว่า “ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมา แต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ
คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์ แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่
ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้า จนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ
มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่ รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย
ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้ จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม
นี่คือความท้าทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน ดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม เจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภา ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า เราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน
เมื่อประชาชนมีความรู้ ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่ และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย
การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ
นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร
และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน
เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,
อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญ การกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้ การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย
เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้ การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือ หากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดดันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน
ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร (Governing Council) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย (Asian Partnership Initiative for Democracy) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้
ท่านผู้มีเกียรติ,
ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่า ดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับ ที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย
ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักรักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อ ๆ ไป
ขอบคุณค่ะ”
ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ปาฐกถาดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี ก็นำมาซึ่งผลสะท้อนกลับ (Feedback) ทั้งฝ่ายประชาธิปไตยในฐานะผู้สนับสนุน ที่เห็นว่านายกรัฐมนตรีหญิงท่านนี้เริ่มออกท่าที “หืออือ” ต่อฝ่ายอำมาตย์อย่างเห็นได้ชัด ไม่มีแนวโน้มที่จะ “อ่อนข้อ” ให้ดังเช่นที่ผ่านมา และฝ่ายอำมาตย์ในฐานะผู้ต่อต้าน ที่ต่างก็ “โผล่หาง” ออกสู่โลกอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือการที่นายสมชัย กตัญญุตานันท์ (ชัย ราชวัตร) นักเขียนการ์ตูนล้อการเมือง “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้เขียน Facebook โจมตีนายกรัฐมนตรีโดยเปรียบเทียบกับหญิงขายบริการทางเพศ จนนำไปสู่การประท้วงของแนวร่วม นปช.ต่อหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวในหลายกรณี ทั้งการวางพวงหรีด การเผาหนังสือพิมพ์ และการงดซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จนยอดขายลดลง และแม้แต่นายดำรง พุฒตาล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร เจ้าของนิตยสาร “คู่สร้างคู่สม” ซึ่งมิใช่คนเสื้อแดง ก็ยังต้องออกมาปกป้องนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ในฐานะสุภาพสตรีคนหนึ่ง
และในโลกสังคมออนไลน์เอง ก็ยังปรากฏสมุนอำมาตย์ผู้ทรงอำนาจเหนือการเมืองอีกห้าราย ที่แสดงความเห็นต่อต้านปาฐกถานี้ โดยมีสามรายคิดไปในทางเดียวกับชัย ราชวัตร ไม่ว่าจะเป็น ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่นำภาพนางแบบวัยรุ่นคนหนึ่งถ่ายคู่กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพในลักษณะไม่เหมาะสม นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยำแห่งจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้นำภาพ Pretty ชุดแดงสองคนมาประกอบคำพูดของชัย ราชวัตร จนทำให้หญิงสาวทั้งสามคนที่ได้รับผลกระทบจาก ดร.เจิมศักดิ์และนายสาธิตต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีที่ก็ได้ส่งทนายความเข้าดำเนินคดีกับชัย ราชวัตรด้วยเช่นกัน และนายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหาที่กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ถูก “เขียนโปรแกรม” ให้ใส่ร้ายประเทศไทย ทั้งที่มีโสเภณีอยู่เต็มแผ่นดิน แต่ทำไมนายกรัฐมนตรีไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดบ้าง จากกรณีชัย ราชวัตร ดร.เจิมศักดิ์ นายสาธิต และนายวันชัยนี้เอง ทำให้เราได้ทราบว่า กมลสันดานของบุคคลเหล่านี้มีแต่เรื่องเพศและเรื่องกามารมณ์ หรือเรียกได้ว่าเป็นพวก “เซ็กซ์จัด” ทั้งทางกาย วาจา และใจ โดยแท้ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงกรณีการเจาะ (hack) website ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเปลี่ยนแปลงรูปภาพของนายกรัฐมนตรี และเขียนข้อความไม่เหมาะสมทางเพศอีกเช่นกัน ซึ่งในขณะนี้ได้ตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช และเรียนมาทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์มาแล้ว
ส่วนอีกสองสามรายก็เป็นผู้ที่กระหายเลือด ปรารถนาความรุนแรงล้างผลาญทำลายเข่นฆ่า เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจดั้งเดิมของฝ่ายตน ทั้ง (พลตำรวจเอก) วสิษฐ เดชกุญชร นายตำรวจใหญ่รับใช้อำมาตย์ ที่อยากจะเห็นการทำสงครามกลางเมืองล้มล้างอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย และถึงขั้นร่วมมือกับนายแก้วสรร อติโพธิ อดีต ส.ว.กทม. ร่วมกันจัดทำ website http://www.change.org และเผยแพร่แถลงการณ์ต่อต้านปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี โดยไม่วายที่จะ “แขวะ” พันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าขึ้นสู่และครองอำนาจได้ด้วยระบอบ “ทุนนิยมสามานย์” ทั้งที่ตัว (พลตำรวจเอก) วสิษฐเองมิใช่หรือที่กล่าวหาว่ามีพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เกลียดชังสถาบันที่ตนเองทำงานรับใช้ใกล้ชิด และต่อต้านลัทธิทุนนิยมแฝงตัวอยู่ใน “ระบอบทักษิณ” ด้วยการแสดงออกที่ไร้เหตุผลของอดีตตำรวจวังอย่าง (พลตำรวจเอก) วสิษฐและนักกฎหมายอย่างนายแก้วสรรนี้เอง ที่ไม่สมควรจะเรียกขบวนการของคนทั้งสองนี้ว่า “Thai Spring” ที่หวังจะสร้างสัญลักษณ์ “ดอกบัวแห่งการตื่นรู้” แต่ควรจะเรียกว่าพวก “บัวใต้น้ำ” หรือ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” เสียมากกว่า
และผู้ใช้โลกออนไลน์ที่ไม่มีตัวตนจริง ซึ่งมาทำสงครามกับความจริงอีกรายหนึ่งก็คือนางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้ “มีส่วนได้เสีย” กับเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ที่กล่าวว่ามีส่วนได้เสีย ก็เพราะสามีคือพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม “ได้” รับยศเป็นพลเอกเมื่อ “เสีย” ชีวิตไปแล้ว ที่ออกมาห้ามนายกรัฐมนตรีรวมสามีของตนเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต 91 ราย เพราะมีอุดมการณ์ที่ต่างกัน ซึ่งที่นางนิชากล่าวนี้ก็มีมูลความจริงอยู่บ้าง เพราะพันเอกร่มเกล้ารวมถึงทหารอีกหลายรายก็เป็นแค่ “สุนัขรับใช้” ของฝ่ายอำมาตย์ที่ถูก “เขียนโปรแกรม” ว่าคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของพวกตน
กรณี ส.ว.58 คน ในนาม “กลุ่ม ส.ว.รักชาติ” นำโดยนายสมชาย พลเอกสมเจตน์ นางนรีวรรณ จินตกานนท์ (พี่สาวของพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน นายทหารทาสอำมาตย์) และบรรดา ส.ว.สรรหาที่ “ร้อนตัว” จากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเรื่องที่มาของ ส.ว.และองค์กรอิสระ รวมถึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการจะยกเลิก ส.ว.สรรหาโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ได้ออกมาแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ปาฐกถานี้ โดยกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเอาความไม่ดีของประเทศไปเผยแพร่ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีขอโทษประชาชนและมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรรมาธิการ 4 คณะของวุฒิสภา คือคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีบุคคลเหล่านี้รวมอยู่ด้วย ทั้งที่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้นเป็นความจริงทุกประการ คนพวกนี้ “กลัวอะไรกับความจริงครับ”
และดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ทั้งที่นายบุญยอด ในฐานะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวไว้เองว่า “กลัวอะไรกับความจริงครับ” แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็กลับกลัวความจริงเสียได้ โดยการออกแถลงการณ์ตอบโต้การปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีสาระเพียงแต่กล่าวหาการขึ้นสู่อำนาจของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ด้วยความเท็จมากกว่าความจริง อาทิ ได้สัมปทานดาวเทียมจากคณะรัฐประหาร รสช.เมื่อปี 2534 ใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของธุรกิจตัวเอง มีส่วนร่วมในการฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติด ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเมื่อยุบสภาเมื่อปี 2549 คณะทหารก็ได้ “เข้าแทรกแซง” การบริหารราชการแผ่นดิน และได้ตั้งรัฐบาลพลเรือน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งผ่านการลงประชามติของประชาชน และต่อมาพรรคพลังประชาชนที่ตั้งขึ้นมาแทนพรรคไทยรักไทยก็ชนะการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนจากพรรคการเมืองดังกล่าวก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปเพราะทำผิดกฎหมาย และถูกยุบพรรคในเวลาต่อมา ส.ส.ส่วนหนึ่งจากพรรคพลังประชาชนจึงได้ “เปลี่ยนใจ” มาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาลแทน ในส่วนของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็เดินทางกลับมายังประเทศไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินทางออกไปต่างประเทศอีกก่อนจะถูกพิพากษาจำคุกในคดีที่ดินรัชดาไม่นาน การชุมนุมทางการเมืองที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายเมื่อปี 2553 ก็เพราะ นปช.มีกองกำลังติดอาวุธ หรือ “ชายชุดดำ” แฝงตัวปะปนอยู่ในผู้ชุมนุม
เหตุที่สงวนสิทธิ์ไม่นำแถลงการณ์ฉบับเต็มมาลงไว้ ณ ที่นี้ ก็เพราะไม่ต้องการนำความเท็จทั้งหมดมาเผยแพร่ แต่ต้องการนำเพียงบางส่วนมาหยิบยกให้ดู เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองเก่าแก่กว่า 67 ปีที่ได้รับทุนประเดิม 700,000 บาทจากอำนาจเหนือการเมืองแห่งนี้ ยังคงก้าวไม่พ้นคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ดี และต้องการออกแถลงการณ์ฉบับนี้มา “ฟอกขาว” (whitewash) ให้กับคณะรัฐประหารซึ่ง “คุยกับตัวเองรู้เรื่อง” ด้วยความเกรงใจถึงขั้นที่ใช้คำว่า “เข้าแทรกแซง” แทน “รัฐประหาร” กันเลย เสมือนไม่เป็นความผิด ด้วยแนวคิดและจิตใจที่คับแคบของพวกคน “หัวโบราณ” อย่างนายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่คุยกันได้กับพวกคน “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายศิริโชค โสภา นายเทพไท เสนพงศ์ และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุตนี้เอง จึงร่วมกันปกครองพรรคการเมืองแห่งนี้ ซึ่งก็ประสบกับความพ่ายแพ้ในทางการเมืองมากว่า 21 ปี ตั้งแต่การเลือกตั้ง 13 กันยายน 2535 2 กรกฎาคม 2538 17 พฤศจิกายน 2539 6 มกราคม 2544 6 กุมภาพันธ์ 2548 23 ธันวาคม 2550 และ 3 กรกฎาคม 2554 รวม 7 ครั้ง จนทำให้นายอลงกรณ์ พลบุตร แกนนำอีกคนหนึ่งของพรรคการเมืองแห่งนี้ ซึ่งรัก หวังดี และจริงใจกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนพวกนี้ ต้องออกมาเสนอแนวทางการปฏิรูปพรรคนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ดูถูกประชาชนและพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าใช้เงินซื้ออำนาจจึงชนะเลือกตั้งได้ แต่ควรดูว่าพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ที่ชนะพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี 2544 ก็เพราะเสนอนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติ (implementation) ได้จริงต่อประชาชน และเมื่อชนะเลือกตั้งแล้วก็ลงมือทำทันที ไม่ใช่ “ดีแต่พูด” เหมือนหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้ครองใจประชาชนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แต่แล้วแนวคิดของนายอลงกรณ์ก็กลับไม่นำพาต่อคนพวกนี้ ที่จะพัฒนาพรรคของตนให้เจริญก้าวหน้า จนสามารถกลับมาบริหารประเทศได้เพราะชนะใจประชาชน มิใช่เพราะรับ “เศษเนื้อข้างเขียง” จากฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองดังเช่นที่เคยเป็นมา จึงขอใช้หน้ากระดาษตรงนี้ ยกข้อเขียนของตนเองที่เขียนไว้เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2555 มาอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นกำลังใจกับนายอลงกรณ์ และใครก็ตามที่มีความรักที่แท้จริงให้กับผู้อื่น ไม่ว่าจะในสถานะทางครอบครัว เพื่อนฝูง หรือชู้สาวก็ตาม ดังนี้
“เชื่อเสมอมาว่า หากเราจะรักใครสักคน เราต้องอยากเห็นคนที่เรารักเป็นคนดี หากเขามีจุดที่ไม่ดีก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น หากความรักมีเพียงแต่การยอมรับในตัวตนที่เขาเป็น โดยไม่คาดหวังให้เขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในด้านที่ไม่ดีแล้ว สิ่งนั้นไม่น่าจะเป็น “ความรัก” แต่มันควรถูกเรียกว่า “ความหลง” หรือ “ความคลั่ง” เสียมากกว่า”
และไม่เพียงแต่ความเพียรพยายามที่จะ “สร้างภาพ” ความเป็นผู้รักประชาธิปไตยทั้งที่ไม่เป็นจริง หรือจะพูดให้สุภาพก็คือ “ตอแหล” เท่านั้น หากแต่ผลพวงความชั่วร้ายที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองได้ก่อเอาไว้ก็เริ่มส่งกลิ่น “โชย” สู่สาธารณะ ทั้งเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา จากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ จนนำไปสู่การปะทะกันตามแนวชายแดน และเป็นคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในเวลาต่อมา โดยศาลโลกได้เริ่มกระบวนการไต่สวนในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ให้การว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองนี้เป็นไปด้วยดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และเมื่อรัฐบาลดังกล่าวถูกยึดอำนาจในปี 2549 ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่เข้ายึดครองประเทศไทยก็มองกัมพูชาเป็นศัตรูอยู่เรื่อยมา จึงเป็นที่มาของการฟ้องคดีดังกล่าว คำให้การของฝ่ายกัมพูชานี้ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ “ตบหน้า” อำนาจเหนือการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งก็ว่าได้ แต่จะรู้สึกเจ็บบ้างไหมหนอ เพราะ “หน้าด้านหน้าทน” กันเสียเหลือเกิน
ดังเช่นกรณีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และแกนนำกลุ่มแนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ ต้องระดมมวลชนขึ้นใหม่ในนาม “กลุ่มธรรมาธิปไตยกอบกู้ราชอาณาจักรไทย” โดยมีอดีตผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ที่สมัครใจเข้าเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) ทางภาคอีสานและเครือข่ายนักบวชนอกพุทธศาสนา “สันติอโศก” เป็นหลัก เพื่อคัดค้านอำนาจศาลโลก และกดดันให้รัฐบาลพ้นหน้าที่เพราะหมดความชอบธรรม พร้อม ๆ กับการปลุกกระแส “คลั่ง” สถาบันหลักของชาติขึ้นมาอีกครั้ง โดยยกเรื่องการสูญเสียดินแดนปราสาทพระวิหารและการดำเนินกิจการพลังงานที่เอาเปรียบประชาชนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขึ้นมา “เล่น” ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว คนพวกนี้ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ เลยที่จะแสดงออกถึงการจงรักภักดีต่อสถาบันทั้งสามได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันชาติ เนื่องจากปราสาทพระวิหารถูกตัดสินให้เป็นของกัมพูชาไปแล้วเมื่อปี 2505 และรัฐบาลไทยมีภาระที่จะต้องผูกพันตนเองกับคำตัดสินของศาลโลก ในฐานะองค์การระหว่างประเทศแห่งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณี ปตท.นั้นก็ปรากฏว่าข้อมูลที่คนพวกนี้ร่วมกับนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.และหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรีนำมาเผยแพร่นั้นก็เป็นความจริงบ้างเท็จบ้าง อาทิ
1.กรณีประเทศไทยส่งออกน้ำมันดิบในปริมาณพอ ๆ กับบรูไน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว น้ำมันดิบไทยมีสารหลายอย่างเจือปนจนโรงกลั่นไทยไม่สามารถกลั่นได้ ต้องจ้างโรงกลั่นต่างประเทศกลั่นให้ และรับซื้อในรูปน้ำมันสำเร็จรูปกลับมาขายในประเทศต่อไป อีกทั้งบรูไนมีประชากรเพียงหลักแสน บริโภคน้ำมันดิบไม่มาก จึงส่งน้ำมันดิบส่วนเกินของตนออกขายต่างประเทศได้
2.กรณีประเทศไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป แต่คนไทยต้องใช้น้ำมันแพง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วน้ำมันที่ส่งออกเป็นชนิดที่คนไทยบริโภคกันน้อย โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน
3.กรณีให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบเก็บสำรองอยู่ใต้ดินค่อนข้างมาก โดยพิจารณาจากแผนที่แปลงสำรวจของกระทรวงพลังงาน ทั้งที่จริงแล้ว เป็นเพึยงการกำหนดพื้นที่เชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจปิโตรเลียมเท่านั้น โดยไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องมีปิโตรเลียมอยู่แต่อย่างใด
4.กรณีกล่าวหา ปตท.ว่าขูดรีดราคาน้ำมันจากประชาชน โดยเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันของประเทศอื่น ๆ แล้วพบว่าไทยแพงกว่า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ปตท.มิใช่ผู้กำหนดราคาน้ำมันได้ตามอำเภอใจ หากแต่กำหนดจากราคาหน้าโรงกลั่นรวมกับภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล เงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เงินนำส่งกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีเฉพาะค่าการตลาดเท่านั้นที่ตกเป็นรายได้ของ ปตท. และผู้ค้าน้ำมันรายอื่นก็ใช้สูตรเดียวกันในการคำนวณราคาน้ำมัน ทั้งเชลล์ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติดัตช์ (Royal Dutch Shell) เอสโซ่และคาลเท็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน (ExxonMobil และ Chevron ตามลำดับ)
5.กรณีต้องการทวงคืน ปตท.ด้วยการคืนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจดังเดิม เพื่อมิให้รัฐต้องเสียผลประโยชน์ที่พึงได้ และทำให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาที่ถูกลง ทั้งที่นางสาวรสนาเคยฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองสูงสุดมาแล้ว แต่ได้เพียงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้จากการเวนคืนให้กลับคืนเป็นของแผ่นดินเท่านั้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะ ปตท.ได้ เนื่องจากศาลเห็นว่ามีผลกระทบต่อนักลงทุนและประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งตุลาการบางรายที่ทำความเห็นแย้งไม่รับฟ้องคดีนี้ตั้งแต่ต้น ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า หาก ปตท.กลับไปเป็นสถานะเดิมแล้ว ราคาน้ำมันจะลดลงไปได้อย่างไร อีกทั้งการที่ ปตท.ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็ยังมีรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังถือหุ้นประมาณสองในสาม (ทั้งโดยกระทรวงการคลังเองร้อยละ 51.11 และผ่านทางกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งร้อยละ 15.24) จึงยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องถูกตรวจสอบกิจการโดยองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อยู่เช่นเดิม รวมถึงรัฐบาลก็ยังได้รับผลประโยชน์อื่น ๆ จาก ปตท.และบริษัทในเครือนอกจากเงินปันผลอีกด้วย ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้และค่าภาคหลวงปิโตรเลียม อีกทั้งการที่ ปตท.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ถือเป็นการส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเลียมของไทยในเวทีสากลอีกด้วย ดังเช่นบริษัท Petronas ของมาเลเซีย CNOOC ของจีน BP ของอังกฤษ Total ของฝรั่งเศส Royal Dutch Shell ของเนเธอร์แลนด์ ConocoPhillips ExxonMobil และ Chevron ของสหรัฐอเมริกา
ส่วนสถาบันศาสนา ก็เป็นที่ชัดเจนว่า กลุ่มธรรมาธิปไตยฯ มีความเกี่ยวพันกับเครือข่ายสันติอโศกที่เป็นกบฏต่อพุทธศาสนา และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น เมื่ออดีต ผกค.ผู้มีอุดมการณ์ชิงชังรังเกียจต่อระบบศักดินา โดยเฉพาะต่อสถาบันกษัตริย์แต่กลับมาแสดงพลังปกป้องสถาบันดังกล่าวเสียได้ เรียกได้ว่า “เปลี่ยนสี” กันง่ายจังเลย ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ซึ่งมีประมาณ “หยิบมือเดียว” ก็มาชุมนุมอยู่ที่เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราขสีมา ก่อนจะเคลื่อนพลลงสู่ กทม.ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม โดยปักหลักชุมนุมอยู่ที่สนามหลวงกันอย่าง “ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม” กันเลยทีเดียว ทั้งการไม่ยอมย้ายไปยังสถานที่อื่นในช่วงงานวันพืชมงคล และวันวิสาขบูชา จึงยิ่งเป็นตราประทับถึงความ “จงรักภักดี” ต่อสถาบันหลักของชาติของคนพวกนี้ว่ามีเท่าใด อีกทั้ง กทม.ในฐานะผู้ดูแลสนามหลวงก็กลับ “เมินเฉย” ที่จะดำเนินการขับไล่หรือ “ขอคืนพื้นที่” จากคนพวกนี้ ทั้งที่เคยออกกฎห้ามใช้สนามหลวงเป็นที่ชุมนุมทางการเมืองแท้ ๆ แถมยัง “ส่งกำลังบำรุง” คนพวกนี้เสียอีก หรือเพราะเห็นว่าคนพวกนี้ก็เป็น “เด็กในคาถา” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเช่นเดียวกับพวกตน โดยไม่นำพาต่อการที่ “หัวขบวน” ของพวกตนกำลังเสวยวิบากกรรม จนไม่สามารถสั่งการใด ๆ ได้อีก และอาจจากไปสู่โลกอื่นหรือ “ตายวันตายพรุ่ง” ก็ได้ ใครจะไปรู้
อีกกรณีหนึ่งก็คือ การที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถจับกุมรถกระบะดัดแปลงที่บรรทุกน้ำมันเถื่อนมาได้ที่จังหวัดสงขลา โดยที่ผู้ควบคุมรถดังกล่าวให้การซัดทอดไปยัง “นาย” ของตนซึ่งคาดกันว่าคือนายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แห่งจังหวัดนี้ ผู้ถูกสังคมเพ่งเล็งว่ามีความเกี่ยวพันกับเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งผู้ควบคุมรถดังกล่าวยังสวมเสื้อ “สายล่อฟ้า” รายการโทรทัศน์ที่ 3 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (อีกแล้ว) เป็นผู้จัด ซึ่งเสื้อดังกล่าวแจกจ่ายเฉพาะ “แฟนคลับสีฟ้า” เท่านั้น มิได้ทำจำหน่ายกันโดยทั่วไปเหมือนเสื้อแดงสัญลักษณ์ นปช.ที่ใครจะซื้อไปสวมใส่แล้วเป็น “แดงปลอม” ไปก่อความวุ่นวายจนทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.โดยรวมถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “เผาบ้านเผาเมือง” หากท่านสนใจคำให้การของบุคคลดังกล่าว ก็โปรดหาชมได้จากอินเทอร์เน็ต รับรองว่า “เรื่องนี้เป็นภาพจริง ไม่ได้ถ่ายทำ คนที่เห็นในภาพก็เป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวแสดง” ยิ่งกว่ารายการคดีเด็ดเสียอีก และไม่เพียงแต่ที่ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกเปิดโปงเท่านั้น หากแต่ความพยายามของรัฐบาลที่จะเจรจาสันติภาพกับแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดน และชัยชนะของพรรครัฐบาลเดิมของมาเลเซียในการเลือกตั้ง สามพลังเหล่านี้เองที่เชื่อว่าจะทำให้ “ใต้ร่มเย็น” ได้ในเร็ววัน
และเรื่องสุดท้ายที่เป็นผลงาน “ชิ้นโบดำ” ของฝ่ายอำมาตย์ก็คือปัญหาเศรษฐกิจ จากกรณีการแข็งค่าผิดปกติของค่าเงินบาท จนต่ำกว่า 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ สรอ. จนทำให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องสูญเสียรายได้ ซึ่งแม้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์จะได้เสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 2.75 เพื่อปล่อยเงินบาทเข้าสู่ระบบมากขึ้น จะได้อ่อนค่าลงมาเป็นปกติ แต่ก็ไม่นำพาต่อ ธปท.ที่จะดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพราะ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของตระกูลล่ำซำ นายทุนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของบรรดาธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ๆ ซึ่งหลายแห่งเกี่ยวกันกับระบอบอำมาตย์เอาไว้ ซึ่งนี่ก็คือผลพวงจากการออกกฎหมาย ธปท.ในยุคเผด็จการ คมช.เพื่อให้ธนาคารกลางแห่งนี้เป็น “รัฐอิสระ” ที่ไม่ต้องฟังรัฐบาล ทั้งที่กฎหมายฉบับดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ธปท.ต้อง “เห็นหัว” รัฐบาลด้วย
เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงคำสอนของครูบางคนที่เคยสอนไว้เมื่อ 12-13 ปีก่อนว่า “ต้องง้อสังคม ไม่ใช่ให้สังคมมาง้อ” จึงอยากเรียนถามครูท่านนี้ว่า จะให้เรายอมง้อ กระทั่งยอมหงอกับสังคมศักดินาอำมาตย์ที่ท่านชื่นชอบ ทั้งที่สังคมนี้มันมีแต่กฎกติกาหรือ “กติกู” ที่ออกมาจากกลุ่มบุคคลอันอุดมไปด้วยความเลวระยำต่ำทราม ดิบถ่อยเถื่อนสถุล เฮงซวยห่วยแตก ตรวจสอบคนอื่นฝ่ายเดียว แต่ตนเองกลับอยู่เหนือการตรวจสอบ ประกาศตนเองว่าประเสริฐเลิศเลอยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน วัดค่าของคนที่เงินตราและสถานะทางสังคม กดขี่ทางชนชั้น มองตัวเองและพวกว่าสูงส่ง ทั้งถ้อยคำที่ว่า “ไฮโซ” (high society) “เซเลบ” (celebrity) “ชนชั้นสูง” (elite) ซึ่งจริง ๆ คำพวกนี้มันก็ความหมายเดียวกับคำว่า “อำมาตย์” กับ “ศักดินา” นั่นแหละ ในขณะที่มองคนอื่นต่ำต้อย ใครตามใจตัวเองก็ได้ดี ใครขัดใจตัวเองถูกรังแก คนชั่วยึดครองแผ่นดิน คนดีอยู่ในแผ่นดินไม่ได้ ดังเช่นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทั้งสองพี่น้องแห่งสกุลชินวัตรใช่ไหม หรือสรุปง่าย ๆ ว่า จะให้เรายอมสยบใต้อุ้งตีนของพวก “สุนัขอำมาตย์ขลาดเขาสิ้น มีราคินแผ่นดินต้องบัดสี ชอบทำนามาบนหลังประชาชาชี บุญบาปไม่เคยมีที่จิตใจ น้ำลายย้อยติดสอยห้อยศักดินา ยืนหยัดหน้าด้านทนหม่นหมองไหม้ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวชั่วจัญไร ถ่อยสถุลอยู่ได้ไร้อายเอย” อยู่อีกหรือ
แม้อาจมีผู้หวังดีท้วงติงว่า การวิพากษ์วิจารณ์ครูบาอาจารย์เช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ประสบความเจริญในชีวิต ก็ต้องตอบกลับไปว่า คำสอนลักษณะนี้ขัดกับแนวคิดประชาธิปไตย จึงไม่อาจยอมรับได้ หากยอมรับต่างหากเล่าชีวิตจึงจะวิบัติฉิบหาย หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “ถ้าเชื่อครูสันดานศักดินาก็ต้องไปแย่งข้าวหมาแดกแล้ว” และด้วยคำสอนแบบนี้เอง ที่ทำให้ต้องประกาศให้สังคมได้ทราบว่า “จะขอเป็นกบฏต่อคนชั่วและความชั่วตลอดไป” หรือจะพูดให้สุภาพกว่านี้ก็คือ “จะไม่ยอมถอยให้กับคนถ่อยและความถ่อย” และจะขอ “ร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ขึ้น” ดังคำโฆษณาของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังตลอดไปเช่นกัน

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

19 พฤษภาคม 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s