สยามทัศนะ (16 พฤษภาคม-มิถุนายน 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 2/2-3 16 พฤษภาคม-มิถุนายน 2556)

เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนของปี 2556 ที่ช่างสอดคล้องต้องกันกับสำนวน “ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาพบกัน” โดยแท้ ทั้งการ “หน้าด้านหน้าทน” ชุมนุมที่สนามหลวงของเครือข่ายธรรมาธิปไตยกอบกู้ราชอาณาจักรไทย ของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และการก่อกำเนิดของขบวนการ “หน้ากากขาว” ในโลกไซเบอร์และมาชุมนุมตามแหล่งชุุมชนต่าง ๆ ด้วยมวลชนเพียงหยิบมือเดียว เพื่อต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายหลังจากที่ (พลตำรวจเอก) วสิษฐ เดชกุญชรและนายแก้วสรร อติโพธิได้จุดประกายขบวนการ “Thai Spring” มาก่อนเมื่อไม่นานมานี้ อันเป็นผลสะท้อนจาก “ปาฐกถามองโกเลีย”
ซึ่งปรากฏการณ์ม็อบสนามหลวงและหน้ากากขาวนี้ ก็แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าชนชั้นกลางและชั้นสูงที่ไม่สนใจการเมือง หรือยืนตรงข้ามรัฐบาล ที่ถูกตราหน้าว่า “สลิ่ม” นั้นเป็นผู้ที่ปราศจากภูมิปัญญา โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์โดยสิ้นเชิง เนื่องจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่พรรคประชาธิปัตย์บริหารอยู่ในฐานะเจ้าของพื้นที่สนามหลวง ได้ประกาศสงวนพื้นที่ดังกล่าวไว้สำหรับงานพิธีที่เกี่ยวพันกับสถาบันหลักและการอนุรักษ์วัฒนธรรม โดย “ห้ามขาด” สำหรับการจัดกิจกรรมทางการเมือง แต่เมื่อ “คนเคยเคย” อย่างนายไชยวัฒน์มาใช้สถานที่ กทม.ก็ “ปากว่าตาขยิบ” ทำเป็นขึงขัง ขู่ว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดี แต่เอาเข้าจริงก็แอบ “ส่งกำลังบำรุง” ม็อบธรรมาธิปไตยฯ เสียนี่ จนปรากฏภาพการตากชุดชั้นในรอบสนามหลวง ซึ่งใกล้เคียงกับพระบรมมหาราชวัง และ “วัดพระแก้ว” อย่างยิ่ง หรือพูดง่าย ๆ ว่า “เอายกทรง-กางเกงใน มาตากกันริมรั้ววังหลวง” เลยนั่นแหละ จึงเกิดข้อสงสัยว่า ผู้ว่าราชการ กทม.อย่างหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งเป็นราชนิกูลแท้ ๆ ไปอยู่ที่ไหนจึงไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยกับภาพแบบนี้ ซ้ำร้ายผู้ชุมนุมพวกนี้ก็ยังงัดเอาเครื่องแต่งกายของพวกคอมมิวนิสต์มาสวมใส่ ทั้งที่คนพวกนี้เองมิใช่หรือที่กล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยว่าต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรมาเป็นประธานาธิบดี แต่คนพวกนี้กลับนำสัญลักษณ์ของพวกที่อยู่ตรงข้ามกับสถาบันกษัตริย์อย่างคอมมิวนิสต์มาใช้เสียได้ เช่นเดียวกับกรณี “หน้ากากขาว” ที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ขบวนการล้มเจ้า” ในประเทศอังกฤษ แต่พวก “ปกป้องเจ้า” ในประเทศไทยก็ “เสือก” เอามาใช้กับพวกคนที่ตัวเองคิดว่า “ล้มเจ้า” อย่างไม่รู้ที่มาที่ไป และพวกสลิ่มก็ “เสือก” หลงเชื่อโดยไม่มีวิจารณญาณเลยแม้แต่น้อย จึงมีภาพที่แสดงออกซึ่งความขัดแย้งในตัวเองปรากฏออกมาอย่าง “ปล่อยไก่” อยู่บ่อยครั้ง เช่น แต่งชุดคอมมิวนิสต์แต่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ หรือใส่หน้ากากขาวแต่ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นต้น
และภูมิปัญญาอันน้อยนิดของคนพวกนี้ก็ถูกนำไปแพร่ขยายอย่างน่ากังวลยิ่ง ทั้งการแจกหน้ากากขาว (ล้มเจ้า) ดังกล่าวให้กับนักศึกษาใหม่ในวันปฐมนิเทศของมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์อย่าง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นอธิการบดีและเจ้าของกิจการ และมีคณาจารย์หลายรายที่มีจุดยืนเคียงข้างอำนาจนอกระบบ สนใจเพียงแต่จะ “ล้างสมอง” เยาวชนของชาติให้มีอุดมการณ์ความเชื่อ “สลิ่ม” เหมือนพวกตนเท่านั้น โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรเลยต่อสังคมส่วนรวม วัน ๆ สนใจแต่เพียงความฟุ้งเฟ้อทางวัตถุ ใช้โลกออนไลน์ในการสร้างภาพของตนให้ผิดจากความจริง มัวเมาในเรื่องเซ็กซ์และยาเสพติดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ต้องแต่งงานก็อยู่กินกันฉันผัวเมียได้ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า สอนให้เด็กรุ่นใหม่ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” นั่นเอง เช่นเดียวกับบุตรสาวของ ดร.อาทิตย์ที่มี video clip ปรากฏในโลกไซเบอร์แสดงถึงการใช้ “ผัว” ร่วมกับบิดาของตน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ดร.อาทิตย์เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อันเป็นโรงเรียนชายล้วน จึงอาจสั่งสมความผูกพันใกล้ชิด (จนถึงขั้นลึกซ้ึง) กับคนเพศเดียวกันก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ดร.อาทิตย์และเพื่อนร่วมสถาบันอีกสองคน เคย “แต่งหญิง” ไปงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนดังกล่าวมาแล้ว
และการเผยแพร่แนวความคิดเรื่อง “หน้ากากขาว” ผ่านทางสื่อสารมวลชนและโลกไซเบอร์ ที่ส่อแสดงถึงความไร้เหตุผล ไร้ตรรกะในการคิด ก้าวไม่ข้ามคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อย่างเห็นได้ชัด จากกรณีที่ผู้ชุมนุมหน้ากากขาวรายหนึ่งได้ phone in ไปแสดงความคิดเห็นในรายการ “คุยได้คุยดี กับวีระ ธีรภัทร” ทางสถานีวิทยุอสมท FM 96.5 MHz และถูกผู้ดำเนินรายการ “ซัก” จนแทบ “ไปไม่เป็น” กันเลยทีเดียว โดยมีข้อความสนทนาดังนี้ (ถอดจาก http://www.youtube.com)
(ผู้ชุมนุม) อาจารย์ครับ เมื่อวานก็… พอดีผมก็ไม่ได้เตรียมอะไรมาก พอดีก็ไปร่วมกิจกรรมกับเขามานะครับ พวกหน้ากาก V for Thailand ครับอาจารย์ ก็รู้…
(วีระ) ไม่ ตกลงคุณไปทำอะไรกันน่ะ ไอ้ V…
(ผู้ชุมนุม) ก็ไม่มีอะไรครับอาจารย์
(วีระ) ไม่ ๆ คุณไปทำอะไรกัน
(ผู้ชุมนุม) ก็ไปชุมนุมลักษณะที่ว่า เรามีประเด็นโจทย์เดียวกัน คือเราต่อต้านระบอบทักษิณ แค่นี้น่ะครับ
(วีระ) รู้จักหรือเปล่าน่ะ
(ผู้ชุมนุม) ไม่มีใครรู้จักใครครับ
(วีระ) ไม่ใช่ คุณน่ะ ตัวคุณน่ะ คุณรู้ที่คุณต่อต้านหรือเปล่า
(ผู้ชุมนุม) รู้บ้างฮะ
(วีระ) ไม่ คุณรู้ไหม นี่คุณต่อต้านอะไร
(ผู้ชุมนุม) รู้ครับ
(วีระ) ระบอบทักษิณอะไรนะพี่
(ผู้ชุมนุม) ก็คือ ง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับว่า สิ่งที่ทักษิณเขาบริหารประเทศ…
(วีระ) ตอนนี้ทักษิณไม่ได้บริหารนะคุณ ตอนนี้มันยิ่งลักษณ์
(ผู้ชุมนุม) แต่ว่ามันยังคงค้างอยู่
(วีระ) ไม่ ๆ คุณรู้ไหม ระบอบทักษิณมันเป็นยังไง
(ผู้ชุมนุม) ก็เป็นสิ่งที่เขาเคยทำงานในอดีตครับ
(วีระ) เอ้า มันคืออะไรเล่า ระบอบทักษิณน่ะ
(ผู้ชุมนุม) ก็คือ วิธีคิด การบริหารของเขาน่ะครับ
(วีระ) ผมไม่ได้ถามวิธีบริหาร ผมถามว่าระบอบทักษิณมันคืออะไร
(ผู้ชุมนุม) ถ้าผมพูดไปก็กลายเป็นว่า…
(วีระ) ไม่ ผมถามคุณเนี่ย ผมถามคุณว่า ไอ้ระบอบทักษิณเนี่ย รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง
(ผู้ชุมนุม) มันก็เป็นคำนิยาม อาจารย์
(วีระ) ไม่ใช่ ผมไม่ได้ถามว่ามันเป็นคำนิยาม ผมถามว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง
(ผู้ชุมนุม) รูปร่างหน้าตา…
(วีระ) มันก็เป็นแบบว่า ถ้านึกไม่ออก อ้ะ… มันเป็นแบบพรรคคอมมิวนิสต์จีนไหม
(ผู้ชุมนุม) ไม่ ๆ
(วีระ) เออ มันเป็นแบบสาธารณรัฐประชาชนลาวไหม
(ผู้ชุมนุม) ไม่ครับ
(วีระ) มันเป็นแบบประธานาธิบดีแบบฟิลิปปินส์ไหม
(ผู้ชุมนุม) ไม่แน่ตอนนี้ครับ
(วีระ) ไม่ใช่ มันเป็นไหม
(ผู้ชุมนุม) ยังครับ ยัง ๆ
(วีระ) เดี๋ยวสิ มันเป็นไหม
(ผู้ชุมนุม) ไม่เป็นครับ
(วีระ) มันเหมือนระบบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไหม
(ผู้ชุมนุม) ไม่ครับ ๆ
(วีระ) มันเหมือนระบอบอังกฤษไหม
(ผู้ชุมนุม) ไม่ครับ
(วีระ) อ้าว แล้วมันคืออะไรพี่ ในโลกมันก็มีระบอบการปกครองอยู่ประมาณนี้แหละพี่ มันเหมือนกับจีนไหม แล้วมันเป็นยังไง
(ผู้ชุมนุม) ผมรับฟังอาจารย์อยู่ครับ
(วีระ) ไม่ใช่รับฟัง ผมถามว่ามันคืออะไร
(ผู้ชุมนุม) OK ครับ
(วีระ) ไม่ ระบอบทักษิณคืออะไร เอาของคุณน่ะ ไม่ต้องไปเอาของคนอื่น ของคุณ
(ผู้ชุมนุม) ก็คือ ผมกำลังจะพูด ก็มันก็มีความหมาย ลักษณะว่า มันก็คือวิธีการทำงานของเขาในการบริหารประเทศ ซึ่งมันมี… มันมีความไม่สุจริตอะไรอย่างนี้ครับ แล้วก็มีการใช้อำนาจ… อำนาจที่เกินขอบเขต ไม่เคารพกติกา ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพศาล แล้วง่าย ๆ ก็คือ แล้วเราจะอยู่กันยังไง อาจารย์
(วีระ) เดี๋ยว ๆ ไอ้ที่คุณพูดมาตอนแรกนี่ ผมยังไม่รู้นะว่าคืออะไรเลยนะนั่น
(ผู้ชุมนุม) อาจารย์ครับ
(วีระ) ไม่ ตอนทักษิณเป็นนายกฯ แล้วมีศาลไหม
(ผู้ชุมนุม) มีครับ
(วีระ) ตอนทักษิณเป็นนายกฯ มันมีพรรคการเมืองไหม
(ผู้ชุมนุม) มีครับ
(วีระ) ตอนทักษิณเป็นนายกฯ มันมีรัฐบาลไหม
(ผู้ชุมนุม) มีครับ
(วีระ) ตอนทักษิณเป็นนายกฯ นี่มันมีภาคธุรกิจเอกชนไหม
(ผู้ชุมนุม) มีทุกอย่าง
(วีระ) อ้าว มีทุกอย่าง แล้วมันจะเป็นยังไงล่ะคุณ
(ผู้ชุมนุม) แล้วมันก็ไม่มีความถูกต้อง มันทำตามกฎกติกา แล้วก็ไม่ตามกฎหมาย
(วีระ) มันต้องว่ากันไปเป็นเรื่อง ๆ ทักษิณเขา…
(ผู้ชุมนุม) ถูกครับ
(วีระ) ทักษิณเขาเป็นรัฐบาล นี่เขาก็ต้องมีกฎหมายรองรับสิ
(ผู้ชุมนุม) ที่นี้คำว่าระบอบทักษิณเนี่ย ก็เหมือนเป็นโจทย์ แค่นั้นแหละ อาจารย์
(วีระ) ไม่ใช่ ๆ ไม่ใช่เป็นโจทย์สิ เราต้องรู้ว่ามันคืออะไรก่อน เพราะคุณบอก คุณต่อต้านระบอบทักษิณ นี่ผมถามคุณ…
(ผู้ชุมนุม) ด้วยความเคารพครับอาจารย์
(วีระ) ไม่ต้องเคารพผม ไม่ต้องเคารพ เอางี้ คุณจะต่อต้านอะไร คุณต้องรู้จักมันก่อน
(ผู้ชุมนุม) ใช่ครับ
(วีระ) เอ้า ระบอบทักษิณต่างจากไฟไหม
(ผู้ชุมนุม) ต่างจากไฟไหม ไม่ต่างครับ
(วีระ) ไฟฟ้าเนี่ย คุณรู้ไหมว่าเป็นยังไง
(ผู้ชุมนุม) ต่างครับ
(วีระ) คุณรู้จักไฟไหม
(ผู้ชุมนุม) ไฟอะไรครับ
(วีระ) ไฟ หม้อหุงข้าว คุณรู้จักไหม
(ผู้ชุมนุม) รู้ครับ
(วีระ) ทักษิณ… ระบอบทักษิณเนี่ย ต่างจากหม้อหุงข้าว คุณรู้ไหม
(ผู้ชุมนุม) รู้ครับ มันคนละเรื่อง อาจารย์
(วีระ) (หัวเราะ)
(ผู้ชุมนุม) ไฟมันก็มีหลายอย่าง
(วีระ) ไม่ใช่ ๆ ที่ผมถามก็คือ หม้อหุงข้าวคืออะไร คุณหยิบมาให้ผมดูได้เลยใช่ไหม
(ผู้ชุมนุม) ใช่ครับ
(วีระ) ผมถามคุณ ระบอบทักษิณคุณหยิบมาให้ผมดูสิ เป็นยังไง มันต่างจากหม้อหุงข้าวตรงไหน เพราะพอผมบอก เฮ้ย รองเท้า คุณหยิบให้ผมได้เลย
(ผู้ชุมนุม) ครับ ๆ
(วีระ) จะรองเท้าแตะหรืออะไร คุณก็หยิบรองเท้ามาให้ผมได้คู่หนึ่ง ถูกต้อง ต้นไม้ คุณก็หยิบมาให้ผมได้ต้นหนึ่งล่ะ
(ผู้ชุมนุม) ผมชอบ ๆ
(วีระ) พอผมถามว่าระบอบทักษิณคืออะไร หยิบอะไรมาให้ผมดู คุณจะหยิบอะไรมาให้ผมดู ถ้าเป็นระบอบทักษิณน่ะ
(ผู้ชุมนุม) มันเป็นประชาธิปไตย…
(วีระ) ไม่ คุณจะหยิบอะไรมาให้ผมดู
(ผู้ชุมนุม) อันแรกก่อน อาจารย์ ระบอบการปกครอง
(วีระ) มันคือระบอบการปกครองชนิดหนึ่ง
(ผู้ชุมนุม) ที่อยู่ในคราบประชาธิปไตย แต่มีวิธีการทำงานแบบเผด็จการหลายเรื่อง อาจารย์
(วีระ) เออ มันเป็นระบอบการปกครองแบบหนึ่ง
(ผู้ชุมนุม) OK ครับ อาจารย์
(วีระ) เออ เห็นไหม คุณต้องค่อย ๆ เริ่มสิ มันคือระบอบการปกครอง…
(ผู้ชุมนุม) ใช่ครับ ถูกตัองครับ อันนี้ผมก็พูดในภาพรวม
(วีระ) ไม่เป็นไร ๆ มาถูกทางแล้ว
(ผู้ชุมนุม) ขอบคุณมากครับ อาจารย์
(วีระ) มันก็เป็นระบอบการปกครองอย่างหนึ่ง
(ผู้ชุมนุม) ใช่ครับ อาจารย์ ใช่ครับ
(วีระ) เพราะฉะนั้น เราจะไม่พูดถึงกะโหลกกะลามะพร้าว ไม่เกี่ยวแล้ว
(ผู้ชุมนุม) จริงครับ
(วีระ) คือระบอบการปกครองอย่างหนึ่ง
(ผู้ชุมนุม) จริงครับ อาจารย์
(วีระ) พอคุณบอกมันเป็นระบอบการปกครองอย่างหนึ่ง คุณบอกว่ามันเป็นประชาธิปไตย เผด็จการในคราบประชาธิปไตย
(ผู้ชุมนุม) ใช่ครับ อาจารย์
(วีระ) เพราะฉะนั้น เราก็ต้องถอยกลับไปก่อนว่า ประเทศไทยเนี่ย ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถูกไหม
(ผู้ชุมนุม) ถูกต้องครับ อาจารย์
(วีระ) เพราะฉะนั้น ตอนที่ทักษิณปกครองเนี่ย ประเทศไทยอยู่ในระบอบการปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเปล่า
(ผู้ชุมนุม) เป็นครับ
(วีระ) อ้าว เป็น แล้วตกลงเป็นใช่มั้ย
(ผู้ชุมนุม) เป็นครับ
(วีระ) อ้าว ตอนทักษิณ ตอนที่คุณเรียกระบอบทักษิณ…
(ผู้ชุมนุม) อาจารย์ครับ…
(วีระ) เฮ้ย ผมมีความตั้งใจมากนะ
(ผู้ชุมนุม) ผมชอบครับ อาจารย์ ไม่มีปัญหา
(วีระ) เฮ้ย ผมมีความตั้งใจมากนะ ที่จะแยกแยะ ผมอุตส่าห์ให้คุณเลือกนะ หม้อหุงข้าวกับระบอบทักษิณนี่มันต่างกันยังไง คุณก็ตอบถูกแล้ว คือระบอบการปกครองอย่างหนึ่ง
(ผู้ชุมนุม) ดี ๆ ครับ อาจารย์
(วีระ) แล้วผมก็บอกว่า ที่ทักษิณปกครอง มันเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขใช่ไหม
(ผู้ชุมนุม) ใช่ เป็นอยู่
(วีระ) เป็น ตอนนั้นก็เป็นอยู่
(ผู้ชุมนุม) เป็นอยู่ ๆ อาจารย์
(วีระ) ตอนนี้ก็เป็นอยู่
(ผู้ชุมนุม) ก็เป็นอยู่
(วีระ) แล้วคุณค้านอะไรล่ะคุณ ก็ระบอบการปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คุณค้านอะไรล่ะ
(ผู้ชุมนุม) อาจารย์ ค่อย ๆ ตามผมนะ ประเด็นนี้ผมคงจะตอบว่า เขาไม่ได้ใช้การปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
(วีระ) ไม่ ตอนแรกคุณบอกว่าใช่นี่ ตอนนี้คุณบอกไม่ใช่ เอ๊ะ อ้าว มันก็… ผมถาม… ผมถามคุณตอนแรกว่า ตอนที่ทักษิณปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไหม คุณตอบว่าใช่
(ผู้ชุมนุม) ภาพลักษณ์ใช่
(วีระ) อันนี้ เดี๋ยวสิคุณ คุณบอกว่าใช่
(ผู้ชุมนุม) OK
(วีระ) แล้วตอนนี้คุณบอกว่าไม่ใช่ เอ้า กลับไปเริ่ม อย่างนี้คุณต้อง Stop ตรงนี้
(ผู้ชุมนุม) ผมเข้าใจ
(วีระ) ยังไม่ต้องไปต่อ ๆ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน เพราะเวลามันหมด
(ผู้ชุมนุม) อาจารย์ แต่ผมขอ…
(วีระ) ไม่ได้ ๆ เวลาหมด ๆ พรุ่งนี้มาคุยต่อ เวลาหมด ต้องพัก ๆ พัก ๆ หมดเวลาแล้ว พัก ๆ สักครู่ พี่คนนั้นพรุ่งนี้โทร.มาใหม่นะ เดี๋ยวเราค่อย ๆ ต่อ ทีละนิด ๆ ก็แล้วกัน คือพี่เขาไปหน้ากากขาว ไปชุมนุม แล้วพี่เขาบอกว่า เขาต่อต้านระบอบทักษิณ ก็เลยซักไซ้ไล่เรียงกันว่า เออ ไอ้ที่เขาไปต่อต้านกันนี่ เขารู้ไหมว่าเขาต่อต้านอะไร ก็เริ่มจะเข้าที่เข้าทางแล้ว แต่ว่ายังไม่ไปไหน ไกลจากความเป็นจริงเยอะ ก็ต้องค่อย ๆ คุยกันไป เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง พี่เขาจะได้ไปค้านได้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าเราไปต่อต้าน แล้วเราไม่รู้ว่าไปคัดค้านอะไร ไป ๆ มา ๆ กลายไปเป็นคัดค้านสิ่งที่เราสนับสนุน จะยุ่งกันใหญ่นะครับ
และการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาว (ล้มเจ้า) ในหลายพื้นที่ก็ส่อแสดงความรุนแรงอันเป็นสันดานเดิม ๆ ของคนพวกนี้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ หรือกลุ่ม “รักเชียงใหม่ 51” จนคนเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บ รวมถึงที่หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ ที่พบอาวุธที่เตรียมมาจะทำร้ายคนเสื้อแดงที่จัดกิจกรรมประท้วงพวกตน จึงอยากจะถามกลับไปยังคนพวกนี้ว่า นอกจากที่พวกท่านจะกล่าวหาว่าพวกเรา “ล้มเจ้า” แต่ท่านก็กลับนำสัญลักษณ์ของ “ขบวนการล้มเจ้า” ทั้ง “หน้ากากขาว-ดาวแดง” มาใช้แล้ว พวกท่านก็ยังกล่าวหาพวกเราว่าเป็น “แดงถ่อย hardcore” อีกต่างหาก ทั้ง ๆ ที่พวกท่านต่างหากที่ “ดิบ ถ่อย เถื่อน สถุล และนิยมความรุนแรง (hardcore) ” โดยแท้
อีกพฤติกรรมหนึ่งที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ที่คนพวกนี้ชื่นชอบก็คือ การยื่นหนังสือต่อเหล่าทัพต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้ออกมายุติการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ที่ขาดความชอบธรรม และการปฏิเสธอำนาจศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ การที่คนพวกนี้ใช้สัญลักษณ์ “หน้ากากขาว-ดาวแดง” แต่กลับถวายฎีกาขอให้ทรงใช้พระราชอำนาจระงับยับยั้งรัฐบาลชุดนี้ โดยอ้างประชาชนกว่าแปดล้านรายที่ร่วมลงชื่อ ทั้งที่รายชื่อมากมายขนาดนั้นต้องใช้รถบรรทุกหลายคัน หรือคนหลายคนลำเลียงมาหากเป็นกระดาษ ดังเช่นคราวถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ (ซึ่งเงียบหายเป็นสุนัขผายลมมากว่า 3-4 ปีแล้ว) หรือต้องใช้ CD หลายแผ่นจึงจะบรรจุไฟล์สำเนาบัตรประชาชนได้ แต่กลับปรากฏเพียง “ซองกระดาษ” บาง ๆ ที่บรรจุฎีกาอยู่เท่านั้น และเมื่อยื่นฎีกาต่อเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังแล้ว คนพวกนี้ก็รีบ “แจ้น” ไปเสนอหน้าต่อบรรดาแกนนำของอำนาจเหนือการเมืองผู้คอย “ให้ท้าย” ตนเองอย่างเสมอมาที่ทำเนียบองคมนตรีอีกด้วย
พฤติกรรมของพวก “หน้ากากขาว-ดาวแดง” ดังที่ได้กล่าวมา จึงชี้ให้เห็นได้โดยชัดเจนว่า นอกจากที่คนพวกนี้จะ “คิดเองไม่เป็น” ถึงขั้นที่เอาสัญลักษณ์ของการล้มล้างสถาบันกษัตริย์มาใช้ทั้งที่ประกาศตัวว่า “ปกป้องสถาบันกษัตริย์” และ “หูหนวกตาบอด” ขนาดไม่รับรู้เลยว่ารัฐบาลถูกแทรกแซงจากองค์กรอิสระ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป หาใช่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระไม่แล้ว ก็ยังไม่เคารพรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนปกป้องนักหนาดังเช่น “ไข่ในหิน” ไม่ยอมให้ฝ่ายประชาธิปไตยเข้าไปแก้ไข “ซะงั้น” เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 82 วรรคแรก ได้บังคับให้ “รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ” แต่คนพวกนี้กลับไม่อยากให้ประเทศไทยผูกพันตามคำพิพากษาของศาลโลกเสียได้ และคนพวกนี้ก็ยังมีพฤติกรรมแบบที่สำนวนฝรั่งเรียกว่า “องุ่นเปรี้ยว” คือพาลตำหนิสิ่งที่ตนไม่ได้มาอีกด้วย เพราะคนพวกนี้มองว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนชั่วร้าย ทำลายชาติบ้านเมือง แต่กลับมองว่า “คนดี” ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง กล่าวโดยสรุป คนพวกนี้ก็ยังคง “หลงใหลได้ปลื้ม” กับการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและคอยรับ “เศษเนื้อข้างเขียง” จากการนั้นนั่นเอง และถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะยังยุยงให้ “โจร” มาปล้นประชาธิปไตยโดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ได้ แต่ก็มีคนใส่ “หน้ากากขาว” ไปเป็นโจรปล้นเหล้าจากร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ย่านดอนเมืองเสียจนได้ สมควรไหมที่จะด่าคนพวกนี้ว่า “ไอ้เจ็ดแม่!”
อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งของคนที่ยืนตรงข้ามกับรัฐบาลในโลกไซเบอร์ ก็คือคนในแวดวงทหาร ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าคนพวกนี้บางส่วนก็ขาดวิจารณญาณ (อีกแล้ว) เมื่อถูก “ล้างสมอง” ให้เชื่อว่าคนเสื้อแดงเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของพวกตนและคนที่เหนือกว่า ทั้ง Facebook ของสิบเอกศักดิ์ชัย เขื่อนแก้ว ทหารชั้นผู้น้อยในหน่วยทหารแห่งหนึ่งที่จังหวัดพิษณุโลก ที่ “โผล่หาง” ถึงขั้นที่ระบายความในใจของตนว่า หากมีอาวุธจะฆ่าพวก “ควายแดง” ให้หมด และ Facebook ของผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ของกองทัพบกรายหนึ่งที่กล่าวว่า ทหารมาปราบปรามศัตรูของชาติเป็นทรชน แต่คนเผาบ้านเผาเมืองกลับเป็นวีรบุรุษ ซึ่งคำกล่าวของคนทั้งสองนี้ก็สมควรแก่การจับผิดอย่างยิ่ง ทั้งกรณี “ควายแดง” ซึ่งเป็นการกล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยหัวใจสีแดงอย่าง “หน้าด้านสุด ๆ ” เพราะคนเสื้อแดงเป็นผู้มีวิจารณญาณในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร จะรักใครชังใครก็มีเหตุผลและองค์ความรู้ประกอบ ผิดกับพวกเสื้อเหลืองและสลิ่ม ที่รักใครชังใครก็ไม่มีเหตุผล เพราะเชื่อแค่ว่า “love and reason are not going together” (ความรักและเหตุผลไม่อาจไปด้วยกันได้) จึงถูก “ล้างสมอง” หรืออาจจะ “จูงจมูก” ให้เป็นไปตามที่ผู้อยู่เหนือตนปรารถนา โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดีใด ๆ ส่วนกรณี “เผาบ้านเผาเมือง” ก็มีการตัดสินในชั้นศาลไปแล้วว่า อาคารพาณิชย์สามแห่งคือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ ห้างสรรพสินค้าเซน และโรงภาพยนตร์สยาม ที่ถูกเผาในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นการก่อการร้าย แนวร่วมเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ก็ไม่มีความผิด และมีหลักฐานว่า (คนแต่งกายคล้าย) ทหารขัดขวางไม่ให้เข้าไปดับเพลิงในอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์อีกด้วย แต่ก็ไม่นำพาต่อคนพวกนี้ที่จะเปลี่ยนใจ เลิกวิพากษ์วิจารณ์คนเสื้อแดงอย่างงมงายไร้เหตุผลเอาเสียเลย อีกทั้งคนทั้งสองนี้ก็มีนามสกุลตรงกัน ซึ่งอาจจะเป็นเครือญาติกับสมุนอำมาตย์บางรายเสียด้วย ทั้งนามสกุล “เขื่อนแก้ว” อันเป็นนามสกุลเดิมของนางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และนามสกุล “นันทโพธิเดช” อันเป็นนามสกุลของพันเอกณรงค์เดช นันทโพธิเดช ที่ถูก “เก็บ” เพราะเป็น “มือที่สาม” ในปัญหาหัวใจของบุคคลระดับสูง และได้เลื่อนยศเป็นพลเอกเพราะเหตุดังกล่าว และน้องชายของพันเอกณรงค์เดชคือพันโทเกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดชก็ถูกสะเกิดระเบิดจากเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 จนสมองได้รับความกระทบกระเทือน ทั้งสิบเอกศักดิ์ชัยและนักข่าวคนดังกล่าวก็อาจจะมี “อารมณ์ค้าง” ด้วยเหตุนี้กระมัง
จากกรณี “เผาบ้านเผาเมือง” ที่คนเสื้อแดงถูก “โยนบาป” และยังหามือวางเพลิงตัวจริงไม่ได้นี้เอง ที่ทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ต้องประกาศข้ามโลกมายังเวทีรำลึก 3 ปี เหตุการณ์ “ทุ่งสังหารราชประสงค์” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ว่าหากใครสามารถชี้เบาะแสมือวางเพลิงศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ได้ ตนเองก็ยินดีที่จะสละเงินส่วนตัว 10 ล้านบาทให้เป็นรางวัล และด้วยการสั่งการปราบปรามประชาชนจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงทำให้เวที “เดินหน้าผ่าความจริง หยุดล้มรัฐธรรมนูญ-ออกกฎหมายล้างผิดคนโกง” ที่พรรคการเมืองเก่าแก่ลูกสมุนอำมาตย์แห่งนี้จัดขึ้นทุกวันเสาร์ตามจังหวัดต่าง ๆ แม้แต่จังหวัดที่พรรคนี้ไม่มี ส.ส.อยู่แม้แต่คนเดียวก็ตาม ต้องมีมวลชนคนเสื้อแดงตามไปแสดงพลังประท้วง เพื่อถามหาความรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บล้มตายดังกล่าวอยู่ตลอด ๆ ด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น สมุนบริวารฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองยังพยายาม “หาเรื่อง” คนในฝ่ายประชาธิปไตยมาโดยตลอด ๆ ไม่หยุดหย่อน ทั้งกรณีนายพงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ (เท่ง เถิดเทิง) ศิลปินตลกชื่อดังในทีม “แก๊งสามช่า” จากรายการ “ชิงร้อยชิงล้าน” และยังมีเพลง “ร้องไห้หาพ่อเธอเหรอ” “กินตับ” และ “อ๊อดแอด” ที่ฮิตติดตลาดอีกด้วย ได้เข้าร่วมงานวันเกิดอายุครบ 38 ปีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และ “หัวขบวน” คนหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเท่ง เถิดเทิงได้กล่าวแก่ผู้เข้าร่วมงานว่า อยากให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ได้กลับประเทศไทยโดยเร็ว เท่านั้นเอง เท่ง เถิดเทิงก็ถูกโจมตีเสีย ๆ หาย ๆ ถึงขั้นตัดต่อรูปภาพการแสดงในรายการชิงร้อยชิงล้านให้เหมือนกับบุคคลระดับสูงบางราย เพื่อสร้างตราประทับของความเป็น “แดงล้มเจ้า” ให้กับเท่ง เถิดเทิงกันเลยทีเดียว จึงอยากถามว่า ศิลปินตลกที่ยืนเคียงข้างฝ่ายอำมาตย์ อย่าง “เทพ โพธิ์งาม” ที่ทำธุรกิจอะไรก็เจอแต่คำว่า “เจ๊ง” และเคยเข้าร่วมกับเวทีเสื้อหลากสีเมื่อปี 2553 อย่าง “ยอด นครนายก” และ “กล้วย เชิญยิ้ม” ที่ลงสมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แล้วสอบตกทั้งคู่ คนพวกนี้ใช่ไหมที่จะไม่ถูกโจมตีแบบเท่ง เถิดเทิง
ทั้งความเคลื่อนไหวของ “ชมรมแพทย์ชนบท” ที่คัดค้านระบบค่าตอบแทนตามภาระงาน (pay for performance: P4P) สำหรับข้าราชการแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุขในชนบท โดยเสนอแนะให้คงระบบเหมาจ่ายไว้ดังเดิม ซึ่งสามารถชี้ให้เห็นได้เลยว่า อาชีพแพทย์ซึ่งเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ เพราะทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ มีเวลาศึกษาในระดับปริญญาตรีนานกว่าสาขาอื่น ๆ คือ 6 ปี โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ต้องไปปฏิบัติราชการชดใช้ทุนที่รัฐออกให้ 3 ปี จากนั้นจึงเข้ารับการศึกษาต่อเพื่อรับอนุมัติบัตร (fellowship) เฉพาะสาขา อาทิ ประสาทวิทยา (ระบบประสาทและสมอง) จักษุวิทยา (โรคตา) ตจวิทยา (โรคผิวหนัง) อายุรศาสตร์ (รักษาโรคผู้ใหญ่โดยเน้นการใช้ยา) ศัลยศาสตร์ (ผ่าตัด) พยาธิวิทยา (วิเคราะห์สาเหตุโรค) นิติเวชศาสตร์ (งานทางคดี) กุมารเวชศาสตร์ (โรคเด็ก) สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (การคลอดและระบบสืบพันธุ์สตรี) อีก 3 ปี จึงเท่ากับแพทย์หนึ่งคนต้องใช้เวลา 12 ปี หรืออายุประมาณ 30 ปีจึงจะไปประกอบอาชีพส่วนตัวได้
แพทย์หลายรายเลือกที่จะเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวจากการเปิดคลินิกหรือทำงานในโรงพยาบาลเอกชน แต่เลือกรับราชการต่อไป ทั้งในกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม (แพทย์ทหาร) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แพทย์ตำรวจ) หรือกระทรวงศึกษาธิการ (อาจารย์แพทย์) หากมิได้ประกอบกิจการที่คลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนอื่นใด ก็จะได้เงินเพิ่มเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งระบบดังกล่าวอาจดูไม่เป็นธรรมสำหรับแพทย์ที่มีภาระงานหนักมาก ที่ได้ค่าตอบแทนเท่ากับแพทย์ที่มีภาระงานน้อย จึงนำไปสู่การปรับค่าตอบแทนเป็นระบบ P4P นี้เอง แต่ชมรมแพทย์ชนบทกลับกล่าวหาว่า ระบบ P4P เป็นการทำให้การแพทย์เป็นธุรกิจ เพราะคิดผลตอบแทนตามปริมาณงาน (จำนวนคนไข้) ซึ่งแนวคิดของชมรมแพทย์ชนบทนี้เองที่ส่อแสดงถึงการนิยมชมชอบ “ความไม่เป็นธรรม” อย่างเห็นได้ชัด แทนที่คนทำงานหนักจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าคนทำงานน้อยหรือไม่ทำงานเลย กลับต้องมาได้ผลตอบแทนเท่ากัน จนเกิดปัญหา “สมองไหล” ในวงการแพทย์ไทยจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนที่จ่ายผลตอบแทนดีกว่า และทำให้การบริการทางการแพทย์ภาครัฐต้องด้อยลงไปเพราะขาดแคลนบุคลากร
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชมรมแพทย์ชนบทจะนิยมชมชอบความไม่เป็นธรรม เพราะ “แก๊ง” ของบรรดาแพทย์หรือ “ไอ้หมอนี่” ทั้งหลายก็ประกอบด้วย “หมอ” สันดานอำมาตย์ทั้งสิ้น ทั้งนายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ถูกสถาปนาเป็น “ราษฎรอาวุโส” โดยวงวิชาการแคบ ๆ จนถูกคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งตั้งชื่อและตำแหน่งให้ใหม่เป็น “นายแพทย์ทุเรศ บัดสี ราษฎรโกโรโกโส” นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยุครัฐประหาร ที่ออกมาขู่รัฐบาลว่าหากยังคงใช้ระบบ P4P ก็จะนำผู้ป่วยมาประท้วงที่บ้านพักนายกรัฐมนตรี นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ผู้เคยขอร้องให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ตั้งเพื่อนของตนคือนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข เคยเป็นประธานตรวจสอบการทุจริต “ไทยเข้มแข็ง” ของกระทรวงดังกล่าวแบบ “ปาหี่” ในรัฐบาลชุดนั้นจนต้องตรวจสอบกันใหม่ และเคยตรวจสอบการโฆษณาหาเสียงทางหนังสือพิมพ์ของพรรคเพื่อไทยมาแล้ว และนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล “น้องรัก” ของนายแพทย์วิชัยที่ถูกรัฐบาลปัจจุบัน “ปลดออก” จากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการทุจริตการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนและการปลอมปนวัตถุดิบในการผลิตยาแก้ปวด-ลดไข้ “พาราเซตามอล” (paracetamol) ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ อภ.ผลิตและจำหน่ายสู่สาธารณะหลายล้านเม็ด
และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจละเลยได้ก็คือ กรณีนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดังที่เคยหนีคดี “แชร์ชาร์เตอร์” ไปอยู่ต่างประเทศจนคดีหมดอายุความเมื่อประมาณ 9-10 ปีก่อน จึงกลับมาประเทศไทยในช่วงที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เรืองอำนาจ และได้ร่วมขบวนการโจมตีนายกรัฐมนตรีท่านนี้ร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจรายอื่น ๆ ก่อนการก่อกำเนิดของ “ขบวนการเสื้อเหลือง” เสียอีก เช่น นายอัมรินทร์ คอมันตร์ หลานชายของพันเอก ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายณรงค์ โชควัฒนา แห่งเครือสหพัฒน์ ผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับนักแสดงตลก “ชาลี คดีเด็ด” เจ้าของวาทะ “งานบุญ พุทธศาสนา เหล้าเบียร์เพียบ” และนักวิชาการอย่าง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ถึงขั้นเขียนหนังสือ “รู้ทันทักษิณ” กันเลยทีเดียว และเมื่อพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ถูกอำนาจเหนือการเมือง “ถีบ” ลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2549 ก็ปรากฏชัดว่านายเอกยุทธเป็น “ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ” ด้านการเงินของขบวนการล้มล้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ต่อมาในปี 2554 เมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์จากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเกิดเหตุมหาอุทกภัยแทบทั้งประเทศ นายเอกยุทธก็ได้กล่าวหาโจมตีความสามารถของนายกรัฐมนตรีท่านใหม่โดยเปรียบเทียบหญิงชาวเหนือกับอาชีพขายบริการทางเพศ ต่อมาในต้นปี 2555 เมื่อนายกรัฐมนตรีไปพบปะกับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางรายที่โรงแรม Four Seasons นายเอกยุทธก็กล่าวหาอีกว่านายกรัฐมนตรี “เล่นชู้” กับนักธุรกิจรายหนึ่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อนายกรัฐมนตรีไปราชการที่ประเทศมัลดีฟส์ นายเอกยุทธก็ได้กล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าทำพฤติกรรมแบบเดิมกับคนเดิมอีก และโดยส่วนตัว นายเอกยุทธก็มีสันดานอันธพาลอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ไป “hang out” ที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งแล้วไม่พอใจพนักงานของร้านเนื่องจากบัตรเครดิตของตน “รูดไม่ผ่าน” ตนเองกับพวกจึงทำร้ายร่างกายพนักงานหลายรายทั้งชายและหญิงจนได้รับบาดเจ็บ จึงส่อแสดงให้เห็นว่าคนอย่างนายเอกยุทธเป็นผู้ “หื่นกาม ถามหาความรุนแรง” โดยแท้
และเมื่อนายเอกยุทธไล่ลูกน้องของตนคนหนึ่งออก ลูกน้องอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนขับรถและคู่รักของลูกน้องคนนี้ จึงเกิดความเคียดแค้นขึ้นในใจ จึงหาทาง “อุ้ม” นายของตนโดยบังคับให้เขียนเช็คมูลค่า 5 ล้านบาท จากนั้นจึงได้ฆ่านายเอกยุทธแล้วนำศพไป “หมก” ไว้ที่จังหวัดพัทลุง แต่ทางบ้านทราบเพียงว่าหายออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว จึงให้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ผู้มีหน้าตาประดุจ “คิงคองผสมพันธุ์กับฮิปโปฯ ” ก็ไม่ปาน ไปแจ้งความคนหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อพบร่างผู้ตายที่จังหวัดพัทลุง ในชั้นแรกก็ยังไม่ปักใจเชื่อ ต่อมาเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นนายเอกยุทธแล้ว บรรดาสมุนของอำนาจเหนือการเมืองทั้งข้าราชการประจำอย่างแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์หมาด ๆ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สื่อมวลชนอย่างนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ Thai PBS และนายสุวัตร ทนายความของนายเอกยุทธก็ต่างออกมา “เห่าหอน” โจมตีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเล่นการเมืองกันแรงถึงขั้นเอาชีวิต เร่งรัดการสรุปคดีเร็วเหลือเกิน ทั้งที่คดีมีเงื่อนงำ อาจเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและ “นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน” ที่ไม่พอใจนายเอกยุทธที่วิพากษ์วิจารณ์น้องสาวของตนเสีย ๆ หาย ๆ จึงต้องหาทาง “เก็บ” อันอาจส่งผลให้รัฐบาลถูกตราหน้าว่าเป็น “รัฐตำรวจ” ได้ โดยไม่พิจารณาถึงข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเหตุปัจจัยในการฆาตกรรมนี้ เช่น ความเคียดแค้นส่วนตัว อุปนิสัยของผู้ก่อเหตุ การนำศพไปทิ้งในพื้นที่อิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น อีกทั้งคดีในลักษณะเดียวกันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2529 เมื่อคนขับรถลงมือ “อุ้ม” นายของตนที่เป็นผู้ดูแลอารักขาศาลเจ้าพ่อเสือ หรือเพราะคนพวกนี้ไม่มีความคิด ไม่มีความทรงจำจนกระทั่ง “ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยจากประวัติศาสตร์” เสียจริง ๆ
นอกจากการจัดกิจกรรมประท้วงรัฐบาลจากคนหน้าเดิม ๆ ที่เป็นสมุนบริวารแล้ว ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองก็ยังคงใช้องค์กรอิสระที่เป็นอิสระจากฝ่ายประชาชน แต่ไม่เป็นอิสระจากพวกตนมาคอย “เลื่อยขา” เก้าอี้รัฐบาลอยู่เรื่อยมา โดยในช่วงนี้ ก็มีการที่ศาลปกครองกลางตัดสินสามเรื่องหลัก โดยมีการตัดสินสองเรื่องสำคัญในวันเดียวกัน คือวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ทั้งการสั่งให้รัฐบาลคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว และมีส่วนสำคัญในการปราบปรามประชาชนเมื่อปี 2553 เนื่องจากเป็นเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ทำหน้าที่เสมือน “ฝ่ายเสนาธิการ” ในการดำเนินการดังกล่าว และมีส่วนในการจัดทำ “ผังล้มเจ้า” อีกด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่นายถวิลก็มิได้ “เปลี่ยนสี” ดังคำอ่านนามสกุลของตนเลย จึงถูกรัฐบาลใหม่ “เด้ง” ไป “เข้ากรุ” ด้วยตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งก็ถือว่าเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (นักบริหาร 11 เดิม) เทียบเท่ากัน แต่ไม่ได้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ และรัฐบาลก็ได้โยกย้ายพลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน และต่อมาเมื่อพลตำรวจเอกวิเชียรไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม พลโทภราดร พัฒนถาบุตร ก็มารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช.จนปัจจุบัน ซึ่งหากจะพิจารณากันจริง ๆ แล้ว เลขาธิการ สมช.ถือเป็นบุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติถึงชั้นความลับ “ลับที่สุด” อยู่ในมือ โดยเฉพาะการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี จึงอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อให้แก่ผู้ไม่หวังดีหรือ “ไส้ศึก” ต่อไปได้ ในบางประเทศดังเช่นสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ตำแหน่งที่สำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงดังเช่น ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency: CIA) ที่ทำงาน “เข้าขา” กับรัฐบาลที่ผ่านมาก็จะต้องถูกปรับออก เพื่อให้คนที่ “เข้าขา” กับรัฐบาลใหม่มาทำงานแทน หากนายถวิลจะอ้าง “ข้าง ๆ คู ๆ ” ว่า “นี่ประเทศไทย ไม่ใช่ที่อื่น” ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาก็เคยเด้งพลโทสุรพล เผื่อนอัยกา เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช.เพื่อให้นายถวิลมาดำรงตำแหน่งนี้เช่นกัน
และอีกเรื่องหนึ่งก็คือการที่ศาลสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ห้ามขึ้นค่าเช่าที่ดินตลาดนัดจตุจักร โดยศาลอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจที่ รฟท.จะกระทำได้ เพราะกฎหมายระบุให้ รฟท.มีหน้าที่เพียงแค่ “จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟ เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ” เท่านั้น เพราะศาลตีความอย่างแคบว่าธุรกิจอัน รฟท.พึงกระทำนั้นมีแค่การจัดเดินรถเท่านั้น โดยมิได้ตีความอย่างกว้างเลยว่า รฟท.มีที่ดินอยู่รายรอบเขตทางรถไฟอยู่มาก จนเรียกได้ว่าเป็น “landlord” อันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว หากจะนำที่ดินดังกล่าวมาจัดหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ก็จะสามารถพลิกฟื้นผลประกอบการของ รฟท.ที่มีขาดทุนสุทธิหลายปีติดต่อกัน จนก่อให้เกิดขาดทุนสะสมนับหมื่นล้านบาท หากเป็นบริษัทเอกชนก็เข้าสู่ภาวะ “ล้มละลาย” กันเลย ให้กลับมาเป็นกำไรส่งเข้ารัฐได้อีกมากมาย ดังเช่นผู้ประกอบการขนส่งรายอื่น ๆ ที่มีรายได้เสริมจากการพาณิชย์อื่นนอกเหนือจากกิจการหลักของตน เช่น ร้านค้าภายในสถานีรถไฟฟ้าหรือสถานีขนส่งแล้วแต่กรณี หรือให้เช่าที่จอดรถ
ซึ่งคำพิพากษานี้ ก็อาจใช้เป็น “ตราประทับ” เพื่อเป็นข้ออ้างในการจ่ายค่าเช่าในอัตราต่ำกว่าปกติของกลุ่มทุนบางกลุ่มที่เช่าที่ดินจาก รฟท. โดยเฉพาะกลุ่มเซ็นทรัลที่เช่าที่ดินตั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวได้ด้วย ว่ากันว่าเหตุที่คำพิพากษาออกมาในแนว “ของของเราแท้ ๆ แต่เรากลับทำได้แค่นี้” แบบนี้ ก็ด้วยกลุ่มผู้ค้าจตุจักรที่ไปฟ้องคดีนั้นเป็นพวก “สลิ่มหลากสี” ที่มีใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน จึงยอมไม่ได้ที่ รฟท.ดึงพื้นที่ดังกล่าวไปบริหารเอง ภายหลังจากที่ได้ให้ กทม.ซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้บริหารเช่ามาอย่างยาวนาน ศาลปกครองในฐานะองค์กรอิสระที่ไม่เป็นอิสระจากฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเช่นกันกับพรรคการเมืองแห่งนั้น ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้อง “หงอ” ตามคำขอของคนพวกนี้
เช่นเดียวกับอีกเรื่องหนึ่งที่ตัดสินในเวลาถัดมาเกือบเดือนก็คือการที่แนวร่วม “คนเสื้อเหลือง” อย่างนายศรีสุวรรณ จรรยาในนาม “สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน” ที่เคยประสบความสำเร็จจากการ “คว่ำ” โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและการขยายสนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยศาลได้พิพากษาให้รัฐบาลนำแผนงานดังกล่าวกลับไปจัดทำประชาพิจารณ์และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (environmental impact assessment: EIA) เสียก่อน จึงค่อยดำเนินการต่อไป คำพิพากษานี้นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่าง “หนาหู” ในสังคม ทั้งการที่ศาลตัดสินในลักษณะ “ถ่วงเวลา” การแก้ไขทรัพยากรน้ำของประเทศ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้ศาลรัฐธรรมนูญ “ถ่วงเวลา” มาครั้งหนึ่งเมื่อปีกลาย และรัฐบาลก็เปิดการประมูลจนได้เอกชนมาดำเนินการ และต่อรองค่าจ้างกันจนจะเซ็นสัญญากันอยู่แล้ว โดยไม่เกรงว่าหากทำประชาพิจารณ์และ EIA จริง ๆ โดยไม่เริ่มดำเนินการอื่นใดเลย ต้องใช้เวลานานกว่าสองปี ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่า “เทวดา” จะปล่อยน้ำมาท่วมเหมือนปี 2554 อีกหรือเปล่า หรือเพราะศาลไม่เคยได้ยินว่า “การป้องกันที่ล่าช้า คือการปฏิเสธการป้องกัน” (prevention delayed is prevention denied) เพราะศาลปกครองมุ่งแต่จะเอาหลัก “นิติศาสตร์” เหนือ “รัฐศาสตร์” ไม่แคร์ต่อความเดือดร้อนอันใดของประชาชนกว่าค่อนประเทศ หรือมันจะเป็นความจริงที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเคยวิพากษ์คนในระบบอำมาตย์และบรรดา “สลิ่ม” เอาไว้ว่า “นิยมการคิดแบบแยกส่วน ไม่ชอบคิดอะไรเป็นองค์รวม” เวลามีปัญหาอะไรก็แก้เป็นส่วน ๆ ไม่คิดที่จะมองโครงสร้างภาพรวมที่ต้องบูรณาการองค์ความรู้หลาย ๆ ด้านเข้าหากัน แต่ก็อย่างที่บอก คนพวกนี้เขา “คิดอะไรเองไม่เป็น” จริง ๆ
และก่อนหน้าที่ศาลจะตัดสินได้ไม่นาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้เคยกล่าวว่ามหาอุทกภัยปี 2554 ที่ผ่านมา แม้แต่ “เทวดา” ก็เอาไม่อยู่ (ทำอย่างกับว่าตนเองเป็นสมุนบริวารของ “เทวดา” ผู้เป็น “ชลบดี” แห่งประเทศไทยองค์นั้นก็ไม่ปาน) ก็ได้ออกมา “ชี้นำ” ศาลด้วยการแสดงความคิดเห็นว่าแผนการบริหารจัดการน้ำนี้ควรทำประชาพิจารณ์เสียก่อน และการที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ได้พยายามนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับบริษัท Korea Water Resources (K-Water) จากเกาหลีใต้ หนึ่งในผู้ชนะการประมูลโครงการดังกล่าวว่ามีฐานะทางการเงินอ่อนแอ อีกทั้งยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ จึงไม่สมควรรับงานมูลค่าสูงขนาดนี้ ทั้งที่ K-Water มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ จึงมีความมั่นคงทางการเงินในระดับสูงมาก โดยพิจารณาจากสถานะทางการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนทุน) และผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่ายและผลกำไร) รวมถึงหนังสือรับรองฐานะการเงิน (bank guarantee) ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ในเครือ Standard Chartered Bank ธนาคารพาณิชย์อันดับต้น ๆ ของอังกฤษออกให้ เพื่อยืนยันว่า K-Water มีเงินทุนมหาศาลถึง 1.5 หมื่นล้านบาทสำหรับดำเนินโครงการนี้ และยังมีประสบการณ์ในงานด้านนี้มานาน จึงขัดแย้งกับสิ่งที่สื่อของกองทัพนี้พยายามจะนำเสนอโดยสิ้นเชิง
การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) “รีบร้อนผิดปกติ” ในการออกมาตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยอ้างว่าจะทำให้รัฐบาลขาดทุนกว่า 2.6 แสนล้านบาท แต่ ป.ป.ช.กลับไม่คำนึงเลยว่า รัฐบาลจะได้ผลตอบแทนในรูปภาษีมูลค่าเพิ่มกลับมาชดเชยผลขาดทุนจากการนำข้าวที่หลุดจำนำแล้วไปขายต่อ และยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาที่เป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของชาติอีกด้วย ผิดกับรัฐบาลที่ผ่านมาที่ใช้เงินประกันราคาข้าว โดยรัฐไม่ได้รับข้าวมาเก็บไว้เพื่อขายนำเงินกลับมาเป็นรายได้แผ่นดินเลย ซ้ำร้ายยังมีการ “ปั้น” หลักฐานแสดงพื้นที่เพาะปลูกอันเป็นเท็จเพื่อขอรับเงินประกันอีกด้วย เนื่องจากโครงการประกันราคานี้จ่ายผลตอบแทนตามขนาดพื้นที่เพาะปลูกตามหลักฐานที่นำมาแสดง โดยไม่ลงไปตรวจสอบพื้นที่จริง ผิดกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ ที่จ่ายผลตอบแทนตามปริมาณข้าวที่ผลิตได้จริง อีกทั้ง ป.ป.ช.ก็ยัง “หูหนวกตาบอด” ไม่คิดจะทำอะไรเลยกับการทุจริตขายสินทรัพย์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่เกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาทเมื่อกว่า 15 ปีก่อน หรือเพราะช่วงเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอยู่ ถึงขั้นที่กรรมการ ป.ป.ช.บางคนออกมา “ฟอกขาว” ให้กับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นอย่างนายชวน หลีกภัย และนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์กันเลยทีเดียว และไม่เพียงต่อเมินเฉยต่อการทุจริตครั้งมโหฬารของ ปรส. ป.ป.ช.ยังได้ “ยุส่ง” ให้นายถวิลทำการกระด้างกระเดื่องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชา ด้วยการเสนอแนะให้ฟ้องร้องเรื่องการ “เด้ง” พ้นเก้าอี้เลขาธิการ สมช.ต่อ ป.ป.ช.อีกด้วย
การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งยุติสอบสวนเรื่องเงินและสิ่งของบริจาคช่วยน้ำท่วมของบริษัท East Water ที่บริจาคผ่านพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2553 และการบริจาคเงินบำรุงพรรคของ ส.ส.พรรคเดียวกัน ซึ่งมีผลนำไปสู่การยุบพรรคเก่าแก่แห่งนี้ทั้งสองกรณี แต่พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ก็รอดพ้นจากการถูกยุบอีกแล้ว (ครับท่าน) ด้วยข้ออ้างของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ผู้มีหน้าตาเหมือน “หม้อต้มตด” ในฐานะอดีตผู้พิพากษาที่ระบุว่ากรณีทั้งสองทำไปโดยไม่มีเจตนา ทั้งที่ East Water มีรัฐวิสาหกิจสองแห่งถือหุ้นรวมกันกว่าร้อยละ 40 ซึ่งเกินกว่าหนึ่งในสาม จึงไม่สามารถบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองได้ ไม่ว่าจะอ้างเรื่องการสาธารณกุศลใด ๆ หาก East Water จะบริจาคเงินและสิ่งของช่วยน้ำท่วมจริง เหตุใดจึงไม่บริจาคให้แก่รัฐบาลโดยตรงเล่า และการบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองเกินกว่า 20,000 บาท จะต้องกระทำด้วยการสั่งจ่ายในรูปตั๋วแลกเงินและ/หรือเช็คขีดคร่อม (Account Payee Only) เท่านั้น มิใช่โอนเงินออกจากบัญชีดังเช่นที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กระทำ หรือเพราะประธาน กกต.หน้าเป็นหม้อต้มตดคนนี้เห็นว่าเป็น “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “รักนักรักหนา” เหมือนลูกบุญธรรมของตนก็ไม่ปาน จึงต้องปกปักรักษาไว้ยิ่งชีพ
แม้ว่า กกต.ชุดที่ผ่านมาที่นำโดยพลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ จะต้องมีอันพ้นไปเพราะเหตุถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 และเป็นเหตุให้ กกต.ชุดปัจจุบันได้เข้าสู่ตำแหน่งหลังการรัฐประหารก็ตาม แต่ความยุติธรรมก็ยังพอเกิดแก่ กกต.ชุดที่ผ่านมาบ้าง เมื่อศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องพลตำรวจเอกวาสนา และ กกต.ร่วมคณะในกรณีดังกล่าว หลังจากที่สู้คดียืดเยื้อมากว่าเจ็ดปี เนื่องจากนายถาวร เสนเนียม แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะโจทย์ ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์มิได้ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน จึงทำให้ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยหลายเขตโดยเฉพาะในภาคใต้ ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้เพราะมีผู้สมัครรายเดียวและคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ กกต.จึงต้องอนุญาตให้ “เวียนเทียน” สลับผู้สมัครจากเขตหนึ่งไปอีกเขตหนึ่ง หากพรรคประชาธิปัตย์ยอมส่งผู้สมัครแต่แรก เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ “ตัวเองเป็นต้นเหตุแล้วยังมีหน้ามาโทษคนอื่นอีก” นั่นแหละ
แต่ “ในน้ำเน่าก็ยังเห็นเงาพระจันทร์” อยู่บ้าง เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ได้เร่งรัดการดำเนินคดีของคนในพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้บริหารรัฐบาลทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ทั้งคดีใช้บงการฆ่านายพัน คำกอง และเด็กชายคุณากร (อีซา) ศรีสุวรรณ และพยายามฆ่านายสมร ไหมทอง จากการสลายการชุมนุมที่ถนนราชปรารภเมื่อปี 2553 จนสามารถนำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ส่งพนักงานอัยการได้สำเร็จเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 ซึ่งจะมีคำสั่งคดีในอีก 2 เดือน เป็น “ของขวัญวันเกิด” ปีที่ 93 ของแกนนำอำนาจเหนือการเมืองบางราย และคดีที่ กทม.โดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ได้ต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า BTS ในส่วนต่อขยาย 30 ปี (8 พฤษภาคม 2555-2 พฤษภาคม 2585) ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออายุอีกกว่า 17 ปี (5 ธันวาคม 2542-4 ธันวาคม 2572) ซึ่งทำให้สัญญาเดิมหมดอายุในปี 2585 ตามไปด้วย ทั้งที่วาระผู้ว่าราชการ กทม.ในขณะนั้นเหลือไม่ถึง 1 ปี และช่วงอายุสัมปทานที่ขยายไปก็เท่ากับสร้างภาระให้กับผู้ว่าราชการ กทม.คนต่อ ๆ ไปอีกด้วย โดยไม่ผ่านการอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย จนสามารถนำตัวหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์และบุคลากรของ กทม.รวม 9 ราย ส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการได้ก่อนนายอภิสิทธิ์ครึ่งเดือน
ก่อนปิดตอนนี้ ขอนำคำขวัญของพวก “หน้ากากขาว” (ล้มเจ้า) ที่ว่า “ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้าขอประกาศว่า จะล้มล้างระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย” มาดัดแปลงเป็น “ไม่ต้องรอให้กองทัพประชาชนลุกขึ้นมา แต่พวกข้าจะขอประกาศว่า จะล้มล้างระบอบศักดินาสามานย์ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย”

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

30 มิถุนายน 2556

(บันทึกจากผู้เขียน)
30 มิถุนายน 2556 เป็นวันที่ผมมีอายุครบรอบ 24 ปี หรือ 2 รอบ ก็ถือว่าชีวิตตัวเองก็ค่อนข้างคุ้มค่าครับ จากเด็กที่พ่อแม่แยกทางกันอยู่ ตัวเองมาอยู่กับแม่ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมประจำจังหวัด ก็เจอครูสันดานศักดินา ตั้งกติกา “เฮงซวย” ให้ต้องทำตามโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง และให้เรา “เต้น” ไปตามแรงเหวี่ยงของสังคม แม้ไม่น่านิยมชมชอบ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผม “เกลียด” ความไม่เป็นธรรม และเป็น “คนเสื้อแดง” มาจนปัจจุบัน สอบเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมสาธิตใจกลางเมือง ก็มีเพื่อนเป็นลูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งนายพลครบสี่เหล่าทัพ และพลเรือนซี 9-10 เป็นลูกรัฐมนตรี ลูก ส.ส. ลูกผู้บริหารบริษัทดัง ๆ ทั้งสื่อสารและธนาคาร แม้แต่หลานป้าของอาจารย์ธิดา ประธาน นปช. ก็มี (ก็คนที่ผมปิ๊งอยู่นั่นแหละครับ) ช่วงนี้เองที่ได้มีโอกาสติดตามข่าวการเมือง และเริ่มแสดงความคิดเห็นอยู่บ่อยครั้ง จากการประท้วงของพนักงานรัฐวิสาหกิจเมื่อปี 2547 ขบวนการเสื้อเหลืองเมื่อปี 2548 จนถึงการรัฐประหารล้มนายกฯ ทักษิณเมื่อปี 2549 จุดนั้นเองที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึก “คาใจข้างในลึก ๆ ” ว่ามีใครหนอที่คอยขัดขวางการพัฒนาประเทศไทยอยู่ แม้จะมีการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2550 พวกเขาก็กลับมาทวงอำนาจคืนอีกครั้งในปีต่อมา ปีเดียวที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยดังย่านบางเขน และทำให้ผมเริ่มลงมือเขียน Thailand Twilight ในปลายปีนั้นเพราะมีหนังเรื่อง Twilight ลงโรงนั่นแหละครับ พูดมาซะตั้งนาน ถามว่าผมอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิด ตอบเหมือนเดิมครับ “การเมืองมั่นคง เศรษฐกิจมั่งคั่ง สังคมเท่าเทียม” และ 26 กรกฎาคม 2556 ก็เป็นวันเกิด 64 ปีของท่านนายกฯ ทักษิณด้วย ผมจึงขอฝากคำอวยพรที่ผมใช้อุทิศส่วนกุศลให้ท่านทุกคืนหลังนั่งสมาธิมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
“ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้าและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งมีคุณป้าของบุคคลผู้ซึ่งข้าพเจ้าประสงค์จะได้คบหาในสถานะที่สูงกว่าความเป็นเพื่อนนั้นเป็นประธานอยู่ ได้กระทำมาร่วมกัน ขอจงส่งผลดลบันดาล ให้ท่านพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับคืนสู่มาตุภูมิราชอาณาจักรไทย อย่างมหาบุรุษผู้ไร้ความผิดใด ๆ ติดตัว เพื่อกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติไทยและประชาชนไทย และกลับมาอยู่กับบุตรภรรยา และครอบครัวอันเป็นที่รักของท่าน ในเร็ววันนี้ด้วยเทอญ”

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s