สยามทัศนะ (กรกฎาคม 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 กรกฎาคม 2556)

“ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้” ย่อมเป็นความจริงแท้ทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่ประชาชนชาวอียิปต์สองกลุ่มได้ออกมาชุมนุมทั้งฝ่ายที่สนับสนุน และต่อต้านประธานาธิบดี Mohammed Morsi ที่ขึ้นมาครองอำนาจแทนอดีตประธานาธิบดี Hosni Mubarak ที่ถูกโค่นล้มลงไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดยประธานาธิบดี Morsi ได้ “ถอนรากถอนโคน” อำนาจเก่าอย่างหนักหน่วง จึงทำให้มวลชนทั้งสองกลุ่มต้องออกมาแสดงพลังเคลื่อนไหว จนเกิดการปะทะกัน และนำไปสู่การปราบปรามคนในชาติเดียวกันในที่สุด ดังเช่นเหตุการณ์ที่เคยเกิดมาแล้ว
และเหตุการณ์แห่งดินแดน “ไอยคุปต์” ก็ช่างเป็น “ความเหมือนที่แตกต่าง” กับบางประเทศเอาเสียจริง ๆ ที่ประชาชนซึ่งออกมาต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ทำตนเสมือนเป็น “หุ่นเชิด” ของฝ่ายศักดินาอำมาตย์ แต่ก็ถูก “กองกำลังส่วนตัว” ของคนพวกนั้นล้างผลาญชีวิตและร่างกายเสียมากมาย พร้อม ๆ กับการใช้เครื่องมืออื่น ๆ ของพวกตน ทั้งกลไกภาครัฐ พรรคการเมือง การเมืองภาคประชาชน สื่อสารมวลชน นายทุนนักธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรมที่ต่างก็เป็น “หุ่นเชิด” ของตนด้วย ออกมาทำร้ายทำลาย ปู้ยี่ปู้ยำ หรือสำนวนของ “เปลว สีเงิน” แห่งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ซึ่งก็คือคนพวกนี้นั่นแหละเรียกว่า “ข่มขืนกระทำชำเรา” แผ่นดินนี้เหมือนเป็นสมบัติส่วนตัวก็ไม่ปาน คนพวกนี้บางคนอย่างนายณรงค์ โชควัฒนา แห่งเครือสหพัฒน์ หน้าเหมือนตลก “ชาลี คดีเด็ด” ก็ยังไม่พอ ดันเสนอแนวคิด “ตลกร้าย” เช่น “เผด็จการทหารก็ยังดีกว่าประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง” เสียด้วยซ้ำ
บางคนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน มีเพียงแต่ “ไฟเขียว” จากอำนาจเหนือการเมืองที่ “ถีบ” ฝ่ายประชาธิปไตยลงเพื่อ “ประเคน” เก้าอี้ให้ตนเอง จนนำมาสู่กระบวนการ “กำจัดเสี้ยนหนาม” โดยกองกำลังดังกล่าวมาแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ “มีหน้า” มาเตือนนายกรัฐมนตรีหญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่าบริหารประเทศเพื่อสนองตัณหาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องเช่นนี้ ระวังจะเจอแบบเดียวกับอียิปต์ แต่แท้จริงแล้ว คนที่สมควรจะต้องได้รับบทเรียนแบบเดียวกับที่อียิปต์ ก็ควรจะเป็นนายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำมาตย์ “จากบนลงล่าง” ต่างหากเล่า ที่จะต้องสมควรถูก “เฉดหัว” ไปเพื่อไม่เป็นเสนียดจัญไรต่อแผ่นดินเหมือนอย่างอดีตประธานาธิบดี Mubarak และจะได้ “สังคายนา” ประเทศไทยกันใหม่เสียที
สาเหตุที่นายอภิสิทธิ์ “บังอาจพูดเยี่ยงนี้” ก็เพราะในช่วงที่ผ่านมามีการปรับคณะรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ 1/5” โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ “ควบ” เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็น “เสนาบดีหญิง” คนแรกแห่งกระทรวงด้านการทหารแห่งนี้ของไทย ซึ่งในต่างประเทศก็มีปรากฏการณ์ที่สตรีพลเรือนควบคุมกระทรวงกลาโหมมาแล้ว แต่ในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน จึงมีปฏิกิริยาตามมาอย่างรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยเฉพาะแกนนำ “สลิ่มหลากสี” อย่างนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ได้เขียน Facebook ประณามกองทัพไทยที่ “อยู่ใต้กระโปรง” ทั้งที่นายแพทย์ตุลย์เองมิใช่หรือที่ “หากิน” กับอวัยวะใต้กระโปรง จากแรงบันดาลใจที่เคย “แอบดู” มารดา พี่สาวและน้องสาวอาบน้ำมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความชื่นชอบส่วนตัวนี้เอง จึงขอมอบฉายา “หมอตุลย์หน้าหม้อ” ให้
และในส่วนของกระทรวงอื่น ๆ โดยเฉพาะการปรับนาย “บุญทรง” เตริยาภิรมย์ ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และให้นายนิวัฒน์ธำรง “บุญทรง” ไพศาล ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน พร้อมกับนำนายยรรยง พวงราช อดีตปลัดกระทรวงแห่งนี้ และยังเป็นเจ้าของวาทกรรม “ปลาบู่ชนเขื่อน” ที่เป็นฉายาของนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แห่งพรรคประชาธิปัตย์ มา “เสริมทัพ” ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ และให้นายวราเทพ รัตนากร ผู้เป็นเสมือน “เสนาธิการ” แห่งโครงการรับจำนำข้าว ควบเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่มเติมจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลกรมการข้าวโดยเฉพาะ จะได้มา “รบทัพจับศึก” กับบรรดา “ศัตรู” ของชาวนาโดยเฉพาะพรรคการเมืองเก่าแก่ตราแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ขยันปล่อยข่าวทำลายความน่าเชื่อถือของชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติอยู่ตลอดมา ข้าราชการประจำบางรายอย่างนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวและผลิตผลทางการเกษตร ที่เคยออกมาระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวนี้มีการทุจริต ทำให้ชาติเสียประโยชน์กว่าสองแสนล้านบาท แต่เมื่อมีการ “ซักไซ้ไล่เลียง” ถามหารายละเอียดหนักเข้า รองปลัดกระทรวงการคลังผู้นี้ก็กลับ “พลิกลิ้น” ไปทำนองว่า “เพียงแค่ส่อทุจริต” เสียจนได้ สื่อมวลชนบางรายอย่างนายสุทธิพงษ์ (เช็ค) ธรรมวุฒิ แห่งรายการ “คนค้นฅน” และรายการ “กบนอกกะลา” ก็ยังคงขังตัวเองอยู่ในกะลา ด้วยการเขียน Facebook โจมตีโรงสีข้าวบางแห่งในภาคอีสาน ว่าเกี่ยวข้องกับคนในพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้นำสารเคมีอันตรายมาใช้ในการเก็บรักษาข้าว จนอาจเป็นพิษแก่ผู้บริโภค จึงแนะนำว่าไม่ควรบริโภคข้าวบรรจุถุงบางยี่ห้อที่รับซื้อข้าวเหล่านี้มาจำหน่าย แต่เมื่อมีการปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จนถึงขั้นจะฟ้องร้องดำเนินคดี นายสุทธิพงษ์ก็กลับ “เงียบเหมือนหมาตด” ไม่ยอมรับผิดชอบอะไรในข้อความดังกล่าว โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลมาจากผู้อื่น (Forward) อีกต่อหนึ่ง และเผลอกดปุ่มส่งไปโดยไม่พิจารณาก่อน จึงต้องลบออกในเวลาต่อมา ทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่า แม้แต่คนเป็นสื่อมวลชนเองก็ยังไร้วิจารณญาณในการ “แยกถูกแยกผิด” เช่นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่คนส่วนหนึ่งในสังคมไทยที่ถนัดการบริโภคสื่อเหล่านี้ก็กลายเป็นพวก “คิดเองไม่เป็น” ด้วยเช่นกัน และการใส่ร้ายเรื่องสารพิษในข้าวนี้เอง ที่ทำให้บุคคลระดับสูงบางรายที่ทำงานวิจัยด้านพิษวิทยาอยู่แล้ว ต้องออกมา “การันตี” ต่อชาวไทยและชาวโลกว่าข้าวไทย “ปลอดสารพิษ”
ดังที่กล่าวมาแล้วว่านางสาวยิ่งลักษณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหญิงคนแรกของไทย โดยมีพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตปลัดกระทรวงแห่งนี้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ จึงเกิดกระบวนการ “รับน้อง” ขึ้นโดยเครือข่าย “ธรรมาธิปไตยปกป้องราชอาณาจักรไทย” ของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และเครือข่าย “พลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน” ของนายแพทย์ตุลย์ ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ที่นางสาวยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่งดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ด้วยการหยิบยกประเด็นความเป็นเพศหญิง และ clip สนทนาระหว่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณพี่ชายกับพลเอกยุทธศักดิ์ มาเล่นงาน โดย clip ดังกล่าวนอกจากจะมีการพูดถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพด้วย “ถั่งเช่า” แล้ว ก็ยังมีการพาดพิงถึงบุคคลในฝ่ายอำมาตย์หลายราย จนถึงขั้นที่อดีตนายกรัฐมนตรีขวัญใจชาวไทยค่อนประเทศต้องพูด “ประชด” คนในฝ่ายตรงข้ามว่า หากอยากให้ตนเลิกเล่นการเมืองก็เอาตนไปตั้งเป็นที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสียสิ เพราะถ้าเป็นแค่องคมนตรี ก็ยังอุตส่าห์ “มือยาวเป็นแม่นาค” ล้วงลูกมา “เล่นการเมืองเสียเอง” ดังที่เห็นกันอยู่เนือง ๆ
การประท้วงดังกล่าวเลยเถิดถึงขั้นที่ร้อยเอกทรงกลด ชื่นชูผล เจ้าของฉายา “ผู้กองปูเค็ม” นายทหารบกนอกราชการต้องออกมานอนขวางถนนหน้ากระทรวงกลาโหมกันเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยจึงต้องเชิญตัวไปคุมขังที่โรงพัก โดยไม่ได้รับการประกันตัว การถูกคุมขังและไม่ได้รับการประกันตัวของผู้กองปูเค็มนี้เอง ที่ทำให้นางสาวชิดชนก แผ่นสุวรรณ ต้องขับรถยนต์ส่วนตัวเลขทะเบียน ญช 9691กรุงเทพมหานคร เข้าไปในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) อย่างไม่สนใจรั้วกั้นใด ๆ และได้ปาข้าวไข่เจียวพร้อมน้ำปลาพริกไปที่รถยนต์ประจำตำแหน่งของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมทั้งตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รังแกผู้กองปูเค็มเช่นนี้ สืบไปสืบมาก็พบว่าบุคคลดังกล่าวนี้เป็น “ข้าราชการตุลาการ” เดิมดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี เพิ่งจะได้มา “เข้ากรุ” ที่สำนักงานศาลยุติธรรมเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง และยังพบว่าเคยมีประวัติความผิดปกติทางจิตอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่แสดงพฤติกรรมอันหมิ่นเหม่ต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียง (ยิ่งขึ้นไปอีก) ของวงการ “ตาชั่ง” ถึงเพียงนี้แล้ว แต่นางสาวชิดชนกกลับได้รับการ “ปกป้อง” จากโฆษกศาลยุติธรรมอย่างนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ว่าเหตุที่ทำไปเพราะความเครียด ต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจ และสังคมก็ควรให้โอกาสตุลาการผู้นี้ ทั้งที่นายสิทธิศักดิ์ผู้นี้เองนั่นแหละที่เคยออกมาวิจารณ์ “อากง” ที่ถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยถ้อยคำหยาบคายเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยใช้ถ้อยคำว่า ผู้ร้ายโดยสันดานแบบอากงไม่สมควรได้รับการประกันตัว เพื่อไม่ให้สังคมวุ่นวายเดือดร้อน แสดงว่านายสิทธิศักดิ์เป็น “ผู้พิพากษาปัญญาเสื่อม” หรืออย่างไร
และเมื่อกล่าวถึง ผบช.น.แล้ว ก็จะได้กล่าวถึงการที่ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวคือพลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่างถูกองค์กร (ที่เป็น) อิสระ (จากฝ่ายประชาชน แต่ไม่เป็นอิสระจากฝ่ายอำมาตย์) อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน “เล่นงาน” จากการเดินทางไปให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณติดยศให้ที่ฮ่องกง โดยมองว่านี่เป็นการกระทำที่ “เสื่อมเสีย” เพราะให้ “นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน” ประดับยศให้ และยังละเลยไม่จับกุมตัวมาดำเนินคดีเสียอีก ทั้งที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการกลั่นแกล้งของคณะรัฐประหารที่ต้องการให้อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้มีคดีความติดตัว จะได้กลับมาเล่นการเมืองไม่ได้อีกตลอดชีวิต และธุรกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวก็เป็นโมฆะไปแล้ว แต่โทษของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับไม่เป็นโมฆะตามไปด้วย อีกทั้งการจะจับกุมตัวนักโทษหนีคดีที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ก็จะต้องมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันด้วย ซึ่งคดีที่จะดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้นั้น ก็ต้องเป็นฐานความผิดที่ตรงกันทั้งสองประเทศ แต่คดีการเมืองในลักษณะดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าสามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้เลยแม้แต่ประเทศเดียว และหากเป็นคดีความที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ผบช.น.ก็ไม่สามารถจับกุมใคร ๆ นอกเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครได้เลย ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งประเทศที่พบนักโทษรายดังกล่าวส่งตัวกลับประเทศไทยตามระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้เท่านั้น
และนอกจากผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว องค์กร (ที่เป็น) อิสระ (จากฝ่ายประชาชน แต่ไม่เป็นอิสระจากฝ่ายอำมาตย์) แห่งอื่นก็ยังมีความด่างพร้อยปรากฏต่อสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะกรณีภรรยานายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถูกกล่าวหาว่ายืมโฉนดที่ดินของบุคคลหนึ่งไปทำธุรกรรม โดยเซ็นเช็คไว้ให้เป็นการค้ำประกัน แต่กลับกลายเป็น “เช็คเด้ง” เรียกเก็บเงินไม่ได้เสียนี่ จนบุคคลดังกล่าวต้องถูกฟ้องล้มละลาย จึงต้องออกมาเผยแพร่ clip ประจานพฤติกรรมของ “สองคนผัวเมีย” ผู้ “ดีแต่” ตรวจสอบแต่คนอื่น แต่ไม่ยอมให้คนอื่นมาตรวจสอบตัวเอง โดยในส่วนตัวของนายกล้านรงค์เองก็เป็นที่ทราบกันดีว่า คน ๆ นี้มีความโปร่งใสสักเพียงใด หรือเพียงแค่ศีรษะที่ล้านเลี่ยน เกือบจะเตียนโล่งแบบ “ขุนช้าง” มีความผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีตัวย่อ “ปชป.” หรือสลับสองตัวท้ายกับชื่อองค์กรตัวเองเท่านั้น ทั้งการเป็นเพื่อนร่วมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคคนที่ 5 เคยเป็นทนายความฝึกหัดในสำนักงานของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนแรก และการเป็น “ยุวประชาธิปัตย์” เข้าร่วมการอบรมการเมืองสำหรับเยาวชนที่พรรคนี้จัดขึ้น เท่านี้ก็เป็น “ใบเสร็จ” ที่น่าจะพอตัดสินคนอย่าง “ขุนช้างกล้านรงค์” ได้พอแล้ว ยังไม่นับกรณีการคัดลอกงานวิจัยส่วนบุคคล (วิทยานิพนธ์) ของบุคคลอื่นเกือบทั้งหมด ยกเว้นส่วนบทคัดย่อ มาเป็นของตัวเองเมื่อครั้งศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) จึงสรุปได้ว่า คนที่มีความเอนเอียงไป “ให้ท้าย” พรรคการเมืองเก่าแก่และมีพฤติกรรมคัดลอกงานของผู้อื่น (plagiarism) เช่นนี้ ยังจะมีหน้ามาตรวจสอบการทุจริตของคนอื่นอยู่ได้อีกหรือ
กรณีต่อมาที่จะขอกล่าวถึงก็คือ การลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผู้เคยสร้าง (วีรเวร) วีรกรรม “สุกเอาเผากิน” ในการ “ถีบ” สองนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนลงจากเก้าอี้มาแล้ว โดยใช้พจนานุกรมตีความคำว่า “ลูกจ้าง” และรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่ตัดสิทธิทางการเมืองแบบ “เหมาเข่ง” ตามลำดับ เพื่อยุติการยึดสนามบินของ “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” ตามใบสั่งของผู้อยู่เหนือตน ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อกระชากอำนาจไปจากมือของประชาชน โดยไม่แยแสต่อความเสื่อมเสียทั้งต่อตนเองและประเทศชาติ ถึงขั้นมีโทรศัพท์ลึกลับไปสั่งฝ่ายความมั่นคงว่า “อย่าทำอะไรคนของฉันนะ” กันเลยทีเดียว และยังได้ “ตีความ” คำว่า “และ” เป็น “หรือ” อย่างหน้าด้าน ๆ จากการรับคำร้องการล้มล้างการปกครองจากสมุนบริวารหรือ “พี่น้องท้องเดียวกัน” กับพวกตน เพราะต่างก็ยอมรับนับถือฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเจ้าของคำพูด “อย่าทำอะไรคนของฉันนะ” เป็นประดุจพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตนก็ไม่ปาน เมื่อฝ่ายประชาชนฟ้องร้องต่อศาลเดียวกันในกรณีที่มีฝ่ายอำมาตย์เกี่ยวข้อง แน่นอนที่สุด ย่อมไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็พิจารณาไปในทางที่ตนได้ประโยชน์ แต่หากเป็นคนฝ่ายเดียวกันกับศาลรัฐธรรมนูญ หรือสมุนของอำนาจเหนือการเมืองละก็ จะรีบ “วิ่งตีนขวิด” มารับเรื่องและตัดสินในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายตรงข้ามตนกันเลยทีเดียว
และองค์กรสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงก็คือ การที่จะต้องถามหาความรับผิดชอบจากศาลปกครอง จากกรณีที่สั่ง “block” โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล โดยการฟ้องร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา ในนาม “สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน” จนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดต่าง ๆ อาทิ เชียงราย ตาก นครราชสีมาและจันทบุรี รวมถึงกระแสน้ำป่าที่ถาโถมใส่สะพานอุตตมานุสรณ์ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดของไทยที่จังหวัดกาญจนบุรีจนพังเสียหาย นี่แหละที่ต้อง “จิก” ไปถึงศาลปกครอง นายศรีสุวรรณ และสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า “การป้องกันที่ล่าช้า คือการปฏิเสธการป้องกัน” (prevention delayed is prevention denied) เพราะพวกท่านไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของประชาชน แต่ไหนแต่ไรมา เวลาเกิดภัยธรรมชาติก็ก่อปัญหาทุกคราว น้ำแล้งก็ไม่มีทำการเกษตร น้ำท่วมก็เก็บไว้ไม่ได้ พอมีคนที่เขาคิดจะหาทางป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนอย่างรัฐบาลนี้ พวกท่านก็ “เสือก” รังแกรัฐบาลโดยเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นเกม
และเมื่อสมัยประชุมสามัญทั่วไปของรัฐสภาจะเปิดขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีกฎหมายสำคัญรอการพิจารณาอยู่หลายฉบับ ซึ่งพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลก็ได้มีมติสนับสนุนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมสำหรับประชาชนทุกสีเสื้อโดยไม่รวมผู้สั่งการการชุมนุมที่นายวรชัย เหมะ เป็นผู้เสนอ กรณีกฎหมายนิรโทษกรรมนี้เองที่ทำให้ฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง “ดิ้น” ไม่เป็นท่ากันเป็นทิวแถว นอกเหนือจาก clip “ทักษิณ-ยุทธศักดิ์” ที่กล่าวมาแล้ว โดยมีทั้งการจัดมวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านเวที “ผ่าความจริง” (ออกไปจนหมดหรือเปล่า?) ที่กล่าวหาการออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าว ว่าเป็นการช่วยเหลือคนที่พวกเขามองว่า “เป็นนักโทษหนีคดี” อย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ทั้งที่เนื้อหาไม่ครอบคลุมถึงผู้สั่งการแต่อย่างใด และทั้ง ๆ ที่คนพวกนี้พร่ำบอกเสมอมาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็น “ศัตรูเบอร์หนึ่ง” ของพวกตนนั้นเป็น “หัวขบวน” ของคนเสื้อแดง และนอกจากนี้แล้ว เวที “ผ่าความจริง” (ออกไปจนหมดหรือเปล่า?) ก็ยังได้กล่าวหารัฐบาลในกรณีการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมของประเทศว่าเป็น “เงินกู้ผลาญชาติ” โดยไม่แยแสถึงโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ในช่วงที่พวกตนเป็นรัฐบาลและได้กู้เงินมาทำเรื่องเหลวไหลไร้สาระ และปรากฏการทุจริตในหลายหน่วยงานนับหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างนี้สมควรจะเรียก “เงินกู้ผลาญชาติ” มากกว่าไหม หรือเพราะพรรคการเมืองเก่าแก่กว่า 67 ปีแห่งนี้ไม่เคยจดจำความชั่วร้ายของตนเองเลย ดีแต่ใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามจนกลายเป็น “สันดาน” ที่ชอบ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” ไปแล้วกระมัง
อีกส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวของอำนาจเหนือการเมืองก็คือ การแปรสภาพ “องค์การพิทักษ์สยาม” (อพส.) ที่ “เสธ.อ้าย” พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ นายพลนอกราชการผู้คุม “สนามม้านางเลิ้ง” เป็นแกนนำเมื่อปลายปีกลาย แต่ประสบกับความล้มเหลวจึงได้ “เลิกม็อบ” ภายในวันเดียว มาเป็น “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” ที่มีทหารเฒ่า (ไม่ใช่แค่แก่) มาเป็นแกนนำแทน ทั้งพลเรือเอกชัย สุวรรณภาพ เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 1 ของเสธ.อ้ายและพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและสภานายกแห่งสนามม้านางเลิ้ง พลเอกชูเกียรติ ตันสุวัฒน์ พลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เพื่อนนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 7 ของแกนนำคนเสื้อเหลืองอย่างพลตรีจำลอง ศรีเมือง พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี นายไทกร พลสุวรรณ และนายพิเชษฐ พัฒนโชติ ร่วมกันเป็น “คณะเสนาธิการร่วม” โดยเตรียมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในวันที่ 4 สิงหาคม จากกรณีการจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ ค่าครองชีพที่สูงเพราะราคาน้ำมันและแก๊สจากการ “ขูดรีด” ประชาชนของ ปตท. การออกกฎหมายกู้เงินที่จะสร้างความเสียหายแก่ชาติ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อฟอกความผิดให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และการรังแกข้าราชการอย่างนางสาวสุภาและนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งไม่ขออธิบายข้อเท็จจริง ณ ที่นี้เพราะเคยอธิบายไว้มากพอแล้ว มีเฉพาะพวก “มืดบอดทางปัญญา” ที่คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเองไม่เป็นเท่านั้นแหละที่ไม่เข้าใจ
และฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองนี้ก็ยัง “บ้า” ไม่เลิกไปเสียจนได้ ด้วยการเผยแพร่ Clip (อีกแล้ว) จัดฉากเป็นกลุ่มโจรก่อการร้ายสากล “อัลเคดาห์” หรือ “อัลกออิดะห์” (Al-Qaeda) ประกาศลุกขึ้นมาจะ “เด็ดหัว” หัวขบวนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพันตำรวจโท ดร.ทักษิณหลังวันเกิดครบรอบ 64 ปีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยข้ออ้างว่าเคยทำให้ชาวมุสลิมเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้ว จากกรณีสลายการชุมนุมที่มัสยิดกรือเซะและที่ตากใบเมื่อ 8-9 ปีก่อน แต่ขอโทษจริง ๆ ที่จะต้องบอกกลับไปที่คนพวกนี้ว่า “เล่นไม่เนียนเอาซะเลยว่ะ” เพราะทั้งการแต่งกายของคนในภาพ การมีคนคอยบอกบท สำเนียงภาษาอาหรับที่ใช้อ่านแถลงการณ์ และเสียง “นกกรงหัวจุก” ที่แทรกมา อีกทั้งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณพำนักอยู่ และประเทศมุสลิมอื่น ๆ ในตะวันออกกลางต่างก็นิยมชมชอบอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองของไทยเคย “ก่อวีรกรรม” เอาไว้ และบทบาทที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นผู้ประสานงานเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่า ไม่ใช่ “อัลกออิดะห์” หรอกที่จะเล่นงานอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ แต่น่าจะเป็นพวก “เอากะอีด่าง” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองที่จ้องจะเล่นงาน “ศัตรูเบอร์หนึ่ง” ของตนอยู่ตลอดเวลาต่างหากเล่า
เหตุที่ฝ่ายอำมาตย์จงใจลุกขึ้นมาจัดขบวนการต่อต้านรัฐบาลในช่วงนี้ ก็เพราะต้องการให้มวลชนของตนมาปะทะกับมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล เมื่อเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์ขึ้น เขาจะได้กลับสู่อำนาจที่กระสันอีกครั้งหนึ่ง จะยอมเอาอะไรมาเล่นการเมืองเพื่อให้สมความปรารถนา เขาย่อมทำได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งการใช้ชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานานนับสิบปีเข้าแลก หรือแม้แต่การแอบอ้างชื่อผู้ก่อการร้ายสากลอันดับต้น ๆ ก็ยังทำได้ หรือจะเป็นเพราะคนพวกนี้กำลังรู้ตัวว่าถูกฝ่ายประชาธิปไตย “กดขี่” อยู่ตลอด ๆ กระมัง ถึงต้องลุกขึ้นมา “ต่อสู้” อย่างไม่แคร์ว่าชีวิตของตนกำลัง “นับถอยหลัง” สู่วัน “ตายโหงตายห่า” ไปทุกวัน

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

1 สิงหาคม 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s