สยามทัศนะ (สิงหาคม 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 5 สิงหาคม 2556)

“ความกลัวทำให้เสื่อม” ปรัชญาที่อดีตนายกรัฐมนตรีที่พ้นจากเก้าอี้เพราะทำกับข้าว และเป็นผู้ล่วงลับเพราะฤทธานุภาพของฝ่ายอำมาตย์ “สมัคร สุนทรเวช” เคยกล่าวไว้ สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้โดยชัดแจ้งโดยแท้ จากการที่รัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย ไม่กลัวที่จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองทั้ง “เหลืองและแดง” ที่มิใช่แกนนำเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะตระหนักดีว่าหากไม่ทำเรื่องนี้ ก็จะต้องประสบกับการถูก “เสื่อมศรัทธา” จากมวลชนคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่เพราะความกลัวตัวเดียวกันนี้แหละ ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและประชาชนนั่นเอง ที่ได้มาต่อต้านการพิจารณากฎหมายดังกล่าวในนามของ “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” ที่ใกล้ชิดกับแกนนำฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองซึ่ง “หนี” ไปหลบภัยอยู่ต่างจังหวัด ต้องประสบกับ “สี่เสื่อม” ทั้ง “เสื่อมโทรม” “เสื่อมทราม” “เสื่อมทรุด” และ “เสื่อมสมอง” ดังรายละเอียดดังนี้
เริ่มต้นจาก “เสื่อมโทรม” ด้วยแกนนำการชุมนุมที่เป็นทหารผ่านศึกเกษียณอายุราชการ ทั้งพลเรือเอกชัย สุวรรณภาพ ที่มาเป็น “หุ่นเชิด” ในการนำม็อบแทนเพื่อนของตนเองที่เคยทำม็อบ “แช่แข็งประเทศไทย” เมื่อปีกลาย พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน พลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พลเอกชูเกียรติ ตันสุวัฒน์ พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี จากศิษย์เก่าโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายร้อย จปร. และโรงเรียนนายร้อย Royal Military Academy Sandhurst ประเทศอังกฤษ ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพมาแล้ว บางรายอย่างพลเรือเอกชัยก็เคยเป็นถึงรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ อย่างพลเรือเอกบรรณวิทย์ที่เคยเป็นถึงรองปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ต้องลดตัวกลายมาเป็นแค่ “ลูกน้อง” ของคนอย่างนายไทกร พลสุวรรณ เจ้าของฉายา “นักรับจ้างจัดม็อบ” ที่เคยได้รับจ้างจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้เดินเกมหาพยานเท็จมายุบพรรคไทยรักไทยจนสำเร็จเมื่อ 6 ปีก่อน และยังต้องคดีฉ้อโกงอีกด้วย
ส่วนเสื่อมที่สองและสาม “เสื่อมทราม” และ “เสื่อมทรุด” ก็เกิดเมื่อกองทัพประชาชนฯ ประกาศ “แท็กทีม” กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่จัดเวที “ผ่าความจริง หยุดล้มรัฐธรรมนูญ หยุดกฎหมายล้างผิดคนโกง หยุดเงินกู้ผลาญชาติ หยุดอำนาจฉ้อฉล” ทั้งที่พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้มีคนอย่างนายชวน หลีกภัย เจ้าของวลีเด็ด “เรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน เพราะเราเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา ต้องเป็นไปตามหลักการและกรอบกฎหมาย” แต่กลับแปรสภาพองค์กรที่เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภาอย่างหนักแน่น มาเป็นองค์กรการเมืองข้างถนนอย่างหน้าด้าน ๆ ผ่านทางการตั้งเวทีปราศรัยดังกล่าวในช่วงเดือนที่ผ่านมาในเขตเมือง เพื่อหวังดึงมวลชนมาร่วมต่อต้านการนำเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมต่อสภาผู้แทนราษฎร แม้ในพื้นที่จำกัดขนาดไหน อย่าง sky walk ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี หรือลานใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ พวกเขาก็ดันทุรังไปจัดเวทีนี้จนได้ หรือเพราะพรรคการเมืองที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองเคยให้ทุนประเดิมไว้ 700,000 บาทแห่งนี้รู้ดีว่า “กองเชียร์” ของตนน้อยลงไปทุกที ๆ ถึงต้องหาพื้นที่ที่ไม่มากพอมาตั้งเวทีต่อต้านรัฐบาล และโดยเฉพาะเวทีอุรุพงษ์ ที่มีการปราศรัย “โต้รุ่ง” ตั้งแต่เย็นวันที่ 6 จนถึงเช้าวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ และเมื่อปราศรัยเสร็จสิ้นแล้ว บรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย นายเทพไท เสนพงศ์ นายถาวร เสนเนียม ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายแทนคุณ จิตต์อิสระ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และคนอื่น ๆ ก็ได้ออกเดินนำหน้ามวลชนที่สนับสนุนพวกตนไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมดังกล่าว แต่เมื่อมีด่านตำรวจตั้งสกัด เนื่องจากพื้นที่เขตดุสิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐสภา มีการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมีการควบคุมการเข้า-ออกในพื้นที่ดังกล่าว นายสุเทพจึงได้บอกให้มวลชนส่งพวกตนเพียงที่ตรงนี้ และได้ “ไล่” กลับบ้านไป ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับบังคับบัญชาบางรายส่งโทรศัพท์ที่ปลายสายเป็น “บุคคลใกล้ชิดกับระดับสูง” ให้นายสุเทพพูดสายด้วย จึงทำให้ม็อบ “ผ่าความจริง” มีอันต้องสลายไปในทันที เหลือเพียง “กระจุกเดียว” อยู่ที่เวทีกองทัพประชาชนฯ สวนลุมพินีที่ยังเป็น “ฟืนเปียก” คือจุดกระแสไม่ติดสักทีนั่นแหละ
และแน่นอนว่าพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ ไม่มีวันที่จะเห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่นายวรชัย เหมะ และเพื่อน ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอนี้อย่างแน่นอน โดยเอาอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” มาอ้างว่าจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้อีกเช่นเคย ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจในการชุมนุมจะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม มีเพียงแต่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่คนอย่างนายองอาจก็กลับ “พลิกลิ้น” ไปบอกว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณก็คือประชาชนคนหนึ่ง ก็อาจได้รับนิรโทษกรรมด้วยเช่นกันจนได้ แม้นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะพยายามเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งในนามพรรคและในนามส่วนตัวโดยใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.เช่นกัน แต่ก็ถูกเพื่อน ส.ส.พรรคเดียวกันกีดกัน โดยอ้างว่านายอลงกรณ์ไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.เสนอกฎหมายเองได้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เองมิใช่หรือ ที่ระบุว่า ส.ส.มีเอกสิทธิ์ ไม่ต้องฟังมติพรรค หรือเฉพาะกับพรรคการเมืองใน “ระบอบทักษิณ” เท่านั้น
เมื่อเข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายรายจึงได้พยายาม “ตีรวน” เพื่อยื้อเวลาพิจารณากฎหมายฉบับนี้ออกไปให้นานที่สุด ทั้งกรณีนายบุญยอดที่กล่าวหาโทรทัศน์ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ว่าทำไมไม่ถ่ายทอดการประชุมนี้ ทั้งที่โทรทัศน์รัฐสภา ก็มีผู้รับชมผ่านจานดาวเทียมจำนวนมาก กรณีนายถาวรสงสัยว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรองหรือไม่ ทั้งที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานในที่ประชุมได้วินิจฉัยว่าไม่ใช่ เพราะมีสาระคล้ายกับกฎหมายปรองดองที่ยังค้างพิจารณาอยู่มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา กรณีนายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ เสนอให้เลื่อนกฎหมายอื่นขึ้นมาพิจารณาก่อน และกรณีนายอภิสิทธิ์เสนอให้เลื่อนการอภิปราย แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาเมื่อนายวรชัยได้แถลงหลักการและเหตุผลต่อที่ประชุม บรรดา ส.ส. “ผู้ทรงเกียรติ” ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เอะอะโวยวายเหมือนพวกไร้การศึกษา โดยเฉพาะรายนายบุญยอด ถึงกับ “ฟิวส์ขาด” ตะคอกใส่นายวรชัยซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า “วรชัยหยุดได้แล้ว” แต่แล้วนายวรชัยก็แถลงหลักการและเหตุผลได้สำเร็จ ถึงกระนั้นฝ่ายค้านก็พยายามถ่วงเวลาต่อไปอีก ด้วยการเสนอ ส.ส.ผู้อภิปรายจำนวน 65 คน แต่ด้วยผู้อภิปรายของฝ่ายค้านสิบกว่ารายแรกมีสาระที่ซ้ำซากและแทบจะไม่เป็นสาระ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจึงได้เสนอปิดอภิปรายในวันถัดมา และสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีมติ 300 ต่อ 124 รับหลักการแห่งร่างกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณา ซึ่งเปิดโอกาสให้ ส.ส.เสนอคำแปรญัตติได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับหลักการ
ส่วนเสื่อมสุดท้ายก็คือ “เสื่อมจิต” จากการที่นายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประกาศเชิญชวนพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองภาคประชาชน และองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมระดมสมอง (brainstorming) เพื่อปฏิรูปประเทศไทย โดยมีรัฐมนตรี “สองเทพ” คือนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายวราเทพ รัตนากร เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งมีอดีตผู้นำประเทศ แกนนำพรรคการเมือง แกนนำองค์กรอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยวตอบรับเป็นจำนวนมาก ขาดแต่เพียงพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังคง “เล่นแง่” ไม่เลิกรา ทั้งการกดดันให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและปรองดองทั้ง 7 ฉบับ ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ที่ก้าวร้าวสุด ๆ ก็เห็นจะเป็นการที่นางสาวรังสิมา รอดรัศมี และนางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล ส.ส.และรองโฆษกพรรคเก่าแก่แห่งนี้ ออกมาโจมตี “ปู่พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 4 อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่กันเลยทีเดียว โดยกล่าวหานายพิชัยว่าเป็น “ตาแก่หูตึง ร่วมสังฆกรรมออกกฎหมายล้างผิดคนโกง และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แต่พฤติกรรมหยาบช้าสามานย์ของนางสาวมัลลิกายังไม่หมดเพียงเท่านี้ ดังจะเห็นได้จากการตัดต่อภาพนายกรัฐมนตรีที่ยืนถ่ายรูปที่จุดชมช้างป่าและกระทิงที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ให้กลายเป็น “เสือ-สิงห์-กระทิง-แรด” และการทำถ้วยรางวัล “นักตอแหลดีเด่น” ให้แก่นายกรัฐมนตรี แต่เชื่อว่า ทั้งคำว่า “แรด” และ “ตอแหล” ก็มีอันต้องกลับคืนสู่ตัวของสาวพะเยานามว่า “มัลลิกา บุญมีตระกูล” เป็นแน่แท้
กล่าวถึงสาววัยละอ่อนมาแล้ว ก็จะกล่าวถึงสาวแก่ (แต่ไม่ใช่แม่ม่าย) อย่าง ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กันบ้าง จากกรณีเผยแพร่ “รายงานผลการตรวจสอบ เพื่อมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553” ซึ่งมีสาระสำคัญในการ “ประทับตรา” ความถูกต้องชอบธรรมในการปราบปรามประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ดังที่ได้มีการเผยแพร่ร่างรายงานดังกล่าวออกมาเมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว ทั้งกรณีไทยคม สี่แยกคอกวัว ศาลาแดง อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สวนลุมพินี บ่อนไก่ ราชปรารภ และราชประสงค์ (อ่านสรุปสาระสำคัญได้ในตอนกรกฎาคม-กันยายน 2554) โดยไม่นำพาต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ “ตำตา” สาธารณชนเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกรณีสังหาร 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เพิ่งวินิจฉัยมาหยก ๆ ว่าไม่ได้เกิดจาก “ชายชุดดำ” ที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ “ตอแหลซ้ำซาก” ต่อสังคมมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความชอบธรรมของ กสม.โดยเฉพาะตัวของ ดร.อมราเองที่เคย “แจ้น” ไปมอบดอกไม้แสดงความยินดีต่อนายอภิสิทธิ์ถึงในกรมทหารที่เป็นที่กบดานในช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่ก็ยังดีที่มีสอง กสม.คือพลตำรวจเอกวันชัย ศรีนวลนัด และ ดร.ปริญญา ศิริสารการ ยังมีมนุษยธรรมอยู่บ้างที่ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าว
ความเสื่อมจิต กระทั่งถึงเสื่อมปัญญาก็ยังมีปรากฏอยู่ในหมู่ “สลิ่ม” อีกจากกรณี “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ คว้าชัยชนะการแข่งขันแบดมินตันโลกมาได้เป็นครั้งแรกของไทย และยังสามารถเอาชนะแชมป์โลกเดิมชาวจีนได้อีกด้วย ก็ยังถูกมนุษย์พวกนี้กล่าวหาจนได้ว่า ถูกพันตำรวจโท ดร.ทักษิณจ้างให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้การแข่งขัน เพื่อเอาชัยชนะของน้องเมย์มากลบ “ข่าวฉาว” ของรัฐบาล แต่เมื่อก่อนหน้านี้ ที่มีสองนักแบดมินตันชายเกิดอาการ “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” จนลงไม้ลงมือกันระหว่างการแข่งขันที่ประเทศแคนาดา ทำไมไม่มีใคร “เต้าข่าว” บ้างเล่าว่า ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองจ้างสองนักหวดลูกขนไก่นี้มากลบข่าวล้มรัฐบาลบ้าง
อาการ “สี่เสื่อม” ของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองไม่ใช่จะยุติลงไปได้โดยง่าย หากแต่กลับมาอีกครั้งเมื่อมีการพิจารณากฎหมายสำคัญของชาติ ทั้งร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 โดยสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการพิจารณาในวันที่ 14-17 สิงหาคม โดยเฉพาะในวันสุดท้ายที่พิจารณาข้ามมาตั้งแต่คืนวันก่อนจนถึงช่วงเช้า จนประธานในที่ประชุม “คลื่นเหียนอาเจียน” กันเลยทีเดียว แต่ก็ยังพิจารณาไม่เสร็จ ด้วยการตีรวนของบรรดา ส.ส.พรรค “แมลงสาบสีฟ้า” บางรายอย่างนายบุญยอดก็ “เพี้ยน” ถึงขั้นตัดงบประมาณ 100% ทุกส่วนราชการกันเลยทีเดียว โดยไม่แคร์ว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวพันกับสถาบันระดับสูง และสถาบันศาลและองค์กรอิสระที่ “มีใจ” ให้กับคนอย่างนายบุญยอดและคณะพรรคเก่าแก่แห่งนี้เสมอมา ต้องเลื่อนมาพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป ในวันที่ 23 สิงหาคม หลังจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระที่สอง สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของ ส.ว. โดยมี ส.ส.พรรคเก่าแก่แห่งนี้ร่วมกัน “ตีรวน” รัฐสภาตั้งแต่วันแรกที่มีการพิจารณาคือวันที่ 20 สิงหาคม ด้วยการพยายาม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” การอภิปรายในวาระแรกที่ยังไม่ครบถ้วนเพราะถูก ส.ว.ปทุมธานีเสนอญัตติปิดอภิปรายไปเสียก่อน การให้สิทธิ์แก่สมาชิกรัฐสภา 57 คนที่แปรญัตติขัดกับหลักการที่ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง และยังมีการปั่นป่วนด้วยการยกเรื่องอื่น ๆ เข้ามาแทรก จนเมื่อถึงคิวอภิปรายของ ส.ส.พรรคนี้แล้ว ก็ยังคง “พล่าม” นอกเรื่องจนประธานในที่ประชุมต้อง “สั่งเบรก” ถึงขั้นเคาะค้อนและเรียกตำรวจรัฐสภาเข้าไปควบคุมตัว ส.ส.ที่ประท้วงประธาน ส.ส.บางรายอย่างนายกุลเดช พัวพัฒนกุล จากจังหวัดอุทัยธานีก็ “ฟิวส์ขาด” ชกต่อยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็มี ส.ส.หญิงบางรายอย่างนางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ และนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล จากจังหวัดนครศรีธรรมราชก็ลืมตัว “ร้องโหยหวนครวญคราง” เสมือนฉากสำคัญในภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ (adult video: AV) แทบทุกเรื่อง เมื่อเห็นภาพการควบคุมตัวเพื่อน ส.ส.ร่วมพรรคของตน จนผ่านไปกว่าสิบชั่วโมงก็เพิ่งได้ลงมติในมาตราแรก จากทั้งหมด 13 มาตรา จนต้องมาอภิปรายต่ออีก 2 วัน และจนหมดเดือนนี้แล้ว ก็ผ่านไปได้อีกเพียงสามมาตราเท่านั้น โดยส่วนใหญ่ก็เป็นการอภิปรายของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.กลุ่ม 40 ที่เป็นมิตรกัน ที่ไม่ประสงค์จะเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ส.ว.ทั้งหมด 200 คน จากเดิมที่มี 150 คน เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ที่เหลือสรรหาโดย “คนกลุ่มเล็ก ๆ ” ดังที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้ที่มองโกเลียจนคนพวกนี้ “เดือดดาล” กันมาแล้ว เพราะเห็นถึงความขัดแย้งในตัวเองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ระบุว่า ส.ส.และ ส.ว.เป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” แต่ ส.ว.เกือบครึ่งกลับมีที่มาที่ไม่ยึดโยงกับปวงชนชาวไทย “ซะงั้น”
ซึ่งความเสื่อมโทรม เสื่อมทราม เสื่อมทรุด และเสื่อมจิต ของพรรคการเมืองอายุ 67 ปีสีฟ้า ตราแม่พระธรณีบีบมวยผมแห่งนี้ก็มิได้จำกัดแต่เฉพาะในเวทีสภาเท่านั้น หากแต่ยังปรากฏความเคลื่อนไหวของแนวร่วมนอกสภา ทั้งกองทัพประชาชนฯ สวนลุมพินี ที่ปรากฏชัดว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางรายที่เคยมีเยื่อใยกับ “คนเสื้อเหลือง” อย่าง ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนายกษิต ภิรมย์ ก็ต้องแอบไป “ทอดสะพานไมตรี” กับคนพวกนี้เพื่อช่วย “เป็นมือเป็นไม้” ในการล้มรัฐบาลเสียจนได้ เช่นเดียวกับที่แกนนำบางส่วนของพรรคการเมืองสีฟ้า ที่ต้องแอบ “ดอด” ไป “กราบตีน” หัวขบวนคนเสื้อเหลืองอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อขอรับการสนับสนุนมวลชน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไย เพราะถึงแม้ว่าคนทั้งสองกลุ่มนี้จะมีจุดมุ่งหมายในการทำสงครามกับ “ระบอบทักษิณ” เหมือนกัน แต่กลุ่มคนเสื้อเหลืองกลับคิดไปไกลกว่าพรรคการเมืองสีฟ้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการขอร้องให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ลาออกยกสภา เพื่อมาต่อสู้ในการปฏิรูปประเทศไทยด้วยกันกับตน เนื่องจาก ส.ส.เหล่านี้มิได้มี “ชนักคดีความ” ติดหลังเหมือนพวกตน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย จึงนำไปสู่การยุติบทบาทของแกนนำคนเสื้อเหลืองในที่สุด
ไม่เพียงแต่ม็อบสวนลุมฯ ที่มีมวลชนไม่มากพอถึงขั้นต้องปั้น “นักเรียนอาชีวะตัวปลอม” ขึ้นมาเป็นพวกเท่านั้น หากแต่พรรคการเมืองสีฟ้าแห่งนี้ยังได้ “ให้ท้าย” ม็อบสวนยางที่อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ “แรมโบ้อีสาน” หรือนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนรัฐบาลไปเจรจาเรื่องการพยุงราคายางที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย จนชาวสวนยาง (ตัวจริง) พอใจและสลายตัวไปแล้ว แต่กลับปรากฏยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกส่วน “เลยเถิด” ไปจนปิดเส้นทางคมนาคม สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอื่น ๆ อยู่ต่อไป โดยเฉพาะผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ถึงขั้นขู่ว่า “จะปิดประเทศ” ในวันที่ 3 กันยายนกันเลยทีเดียว พร้อมกับภาพ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายราย ซึ่ง “ผูกขาด” ฐานเสียงในดินแดนด้ามขวานมายาวนาน มาให้กำลังใจผู้ชุมนุม อันที่จริงปัญหาราคายางพาราตกต่ำมีมาตั้งแต่รัฐบาลนายชวนเมื่อกว่า 20 ปีแล้ว จากการกำหนดให้ปลูกยางพาราได้เฉพาะในเขตภาคใต้เท่านั้น เมื่อราคายางตกต่ำ นายกรัฐมนตรีเจ้าหลักการคนนี้ก็กลับแนะนำให้ “โค่นยาง ปลูกจำปาดะ” ซะนี่ ไม่คิดจะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จนถึงรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่ได้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่องห้ามปลูกยางนอกพื้นที่ภาคใต้ และร่วมทุนกับสองประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับต้น ๆ ของโลกคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อบริหารจัดการการผลิตยางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่การที่พรรคประชาธิปัตย์ “ให้ท้าย” ม็อบ “สวนยาง” (ตัวปลอม) นี้แหละ ก็จะเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ให้ชาวปักษ์ใต้หันกลับมา “มีใจ” ให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้เองไม่มากก็น้อย และเมื่อรวมกับเหตุการณ์ “ไร้ยางอาย” ในสภาแล้ว ก็ยิ่งเหมาะสมแล้วที่หนังสือพิมพ์สัญชาติอเมริกัน New York Times ออกมา “จวก” พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ว่า อวดตนว่าเป็นพรรค “ผู้ดี” แต่มีพฤติกรรมตรงกันข้ามทั้ง “ดิบ ถ่อย เถื่อน สถุล” ด้วยความกลัวในฝ่ายประชาธิปไตย กลัวประชาชน และกลัวคนคนเดียวที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” นั่นเองที่นำมาซึ่งความเสื่อมทั้งหลายทั้งปวงดังที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

30 สิงหาคม 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s