สยามทัศนะ (กันยายน 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 6 กันยายน 2556)

“เมื่อน้ำลด ตอจึงผุด” สำนวนไทยที่ว่าด้วยเมื่อเวลาผ่านไป ความชั่วช้าเลวทรามก็เริ่มปรากฏ เห็นได้ชัดจากเวทีการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและนอกสภาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ทั้งในสภาที่มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่มาของ ส.ว. โดยรัฐสภาต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว และการพิจารณาญัตติราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องอย่างแยกไม่ออกจากม็อบ “สวนลุม-สวนยาง” โดยแท้
น้ำระลอกแรกที่ลดลงจนตอปรากฏในรัฐสภา ก็คือการที่สมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.สายอำมาตย์ พยายาม “พูดจาซ้ำซาก” เกี่ยวกับการยกเลิก ส.ว.สรรหา หรือ “ลากตั้ง” หรือ “จับยัด” การดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระ และการให้เครือญาติของนักการเมืองสามารถลงสมัคร ส.ว.ได้ โดยตั้งข้อสังเกตแบบที่เคยทำมาโดยตลอดว่าเป็น “สภาผัวเมีย” ที่จะนำไปสู่ “เผด็จการรัฐสภา” ใน “ระบอบทักษิณ” อีกแล้วครับท่าน
และเป็นที่แน่นอนว่าเมื่อสมาชิกรัฐสภาสายอำมาตย์เหล่านี้เริ่มพูดจา “เยอะแยะเยิ่นเย้อ” ไปมากแล้ว ตามข้อบังคับก็เป็นการชอบที่จะมีผู้เสนอให้ปิดอภิปรายได้ ซึ่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ได้ทำเช่นนี้กับแทบทุกมาตราที่มีการอภิปราย “เยิ่นเย้อเยอะแยะ” ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.สายอำมาตย์เกิดความไม่พอใจที่ถูก “ปิดปาก” จึงไม่ร่วมลงมติทั้งการขอปิดอภิปรายและความเห็นชอบรายมาตราที่เสนอขอปิดอภิปราย และนำไปสู่การถอดถอนประธานในที่ประชุมในเวลาต่อมา
แต่ climax ที่สำคัญที่สุดในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือการพิจารณาในมาตรา 10 12 และ 13 ในวันที่ 11 ต่อวันที่ 12 กันยายน 2556 ที่ว่าด้วยการให้ ส.ว.สรรหาและ ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปในวันที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ (ร่างมาตรา 10) ให้ ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันเท่านั้นพ้นจากตำแหน่งในวันที่ได้ ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนปีหน้า โดยให้ ส.ว.สรรหาดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป (ร่างมาตรา 12) และให้วุฒิสภาชุดใหม่มีทั้ง ส.ว.เลือกตั้งและสรรหาจนกว่า ส.ว.สรรหาจะครบวาระในเดือนเมษายน 2560 (ร่างมาตรา 13) ซึ่งสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างมาตรา 10 แต่ไม่เห็นด้วยกับร่างมาตรา 12 โดยให้ ส.ว.สรรหาพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกับ ส.ว.เลือกตั้งด้วย ตามคำแปรญัตติของกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ด้วยการที่ ส.ว.สรรหาจะพ้นจากตำแหน่ง “ก่อนกำหนด” นี้เอง ที่ทำให้ร่างมาตรา 13 ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยายด้วย จึงทำให้วาระที่สองของร่างรัฐธรรมนูญนี้พิจารณาเสร็จสิ้น และรอไว้ 15 วันเพื่อลงมติขั้นสุดท้าย (วาระที่สาม)
ผลของการแก้ไขการดำรงตำแหน่ง ส.ว.เลือกตั้งได้เกินสองวาระ และการพ้นวาระของ ส.ว.สรรหานี้เอง ที่ทำให้เกิดการ “ปะทะคารม” เล็กน้อยถึงปานกลาง ในระหว่าง ส.ส.และ ส.ว.ฝ่ายประชาธิปไตย กับ ส.ส.และ ส.ว.ฝ่ายเผด็จการตลอดสิบกว่าวันของการอภิปราย อาทิ นายธนา ชีรวินิจ (ประชาธิปัตย์) กับนายมงคล ศรีคำแหง (ส.ว.จันทบุรี) ว่าด้วย “คนจะเป็น ส.ว.ต้องไปกราบกรานนักการเมืองเพื่อให้ได้ฐานเสียง” ทั้งที่จังหวัดจันทบุรีมีแต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายมงคลเองก็ไม่พอใจแนวคิด “ปากประชาธิปไตยใจเผด็จการ” เสียด้วย นายไพบูลย์ นิติตะวัน (ส.ว.สรรหา) กับจ่าสิบตำรวจประสิทธิ์ ไชยศรีษะ (เพื่อไทย) ว่าด้วย “อีกหน่อย ส.ว.เลือกตั้งก็คงยกรองเท้าขึ้นมาปิดหน้า” ทั้งที่ “จ่าประสิทธิ์” เพียงแค่ยกรองเท้าขึ้นมาป้องกันหน้าตัวเองจากเหตุการณ์โกลาหลในสภาเท่านั้น “ไม่ได้เอารองเท้าไปยัดปากใคร” และนายสมชาย แสวงการ (ส.ว.สรรหา) ที่ถูก “รุม” จากนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม (เพื่อไทย) และนายกฤช อาทิตย์แก้ว (ส.ว.กำแพงเพชร) ว่าด้วย “มีคนแดนไกลสั่งมาให้ ส.ว.สรรหาเข้ากรง แล้ว ส.ว.เลือกตั้งก็เบิ้ลวาระต่อได้” ที่ถูกนายครูมานิตย์โจมตีว่า “นั่งฟัง ส.ส.ประชาธิปัตย์มา เขาไปหาเสียงลำบากตรากตรำ ไม่ประท้วงเลย แต่หมั่นไส้พวกที่มาจาก 7 คนเลือกเข้ามา” และนายกฤชที่ “กะซวก” ซ้ำว่า “ผมจะลง ส.ว.ซ้ำอีกรอบ มันหนักหัวใครเหรอครับ”
และผลอีกประการหนึ่งของการ “ไล่ตะเพิด” ส.ว.ลากตั้งก็คือ การที่บรรดา ส.ว.ลูกสมุนอำนาจเหนือการเมืองเหล่านี้ รวมหัวกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ “พี่น้องท้องเดียวกัน” ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยกเลิก ส.ว.ลากตั้งที่กำลังจะมีผลบังคับนั้น เป็นการล้มล้างการปกครองโดยการสร้าง “เผด็จการรัฐสภา” โดยการเปิดช่องให้เครือญาตินักการเมืองมาลงสมัคร ส.ว.ได้ และยกเลิกการให้ “คนดี” มาถ่วงดุลอำนาจผ่านทางการสรรหา ทั้งที่มาตรวัด “คนดี” ของฝ่ายอำมาตย์กับฝ่ายประชาธิปไตยนั้น มันช่างผิดกันรางฟ้ากับเหวเลยนะนั่น และทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคย “แนะนำ” ไว้เองเมื่อปีที่ผ่านมาว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากประชามติของประชาชน หากจะแก้ไขทั้งฉบับก็ควรถามประชาชนเสียก่อน หรือมิฉะนั้นก็ควรแก้ไข “เป็นรายมาตรา” แต่เมื่อจะมีการแก้ไขรายมาตราเข้าจริง ๆ ทำไมต้อง “ออกอาการ” กันด้วย
พร้อม ๆ กับการยื่นให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2557 ที่มีการตัดทอนงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระที่ “มีใจ” ให้พวกตนเสมอมา โดยกล่าวหาว่าทำให้หน่วยงานเหล่านี้ได้รับงบประมาณ “ไม่เพียงพอ” ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยไม่แยแสต่อการจัดสรรงบประมาณไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ และโดยไม่นำพาว่าปีงบประมาณ 2557 จะเริ่มขึ้นในวันแรกของเดือนหน้านี้แล้ว ทำให้โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลต้องถูกเตะถ่วงไปอีก เพราะต้องใช้งบประมาณรายจ่ายของปีเดิมไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้น ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันนะว่า เขาใช้เกณฑ์อะไรมาวัดความเพียงพอของงบประมาณที่จะเอาไป “ล้างผลาญ” และก็เป็นที่แน่นอนว่า ศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรมในการตัดสินทั้งสองเรื่อง ทั้งการไม่มีอำนาจพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และการมีส่วนได้เสียในฐานะหนึ่งในผู้ใช้งบประมาณแผ่นดินตามกฎหมายดังกล่าว ถึงขั้นที่สามารถขอ “แปรญัตติ” เพิ่มงบประมาณให้ตัวเองได้ “ตามใจชอบ” เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่น ๆ ผิดกับ ส.ส.ที่ได้แต่ตัดงบประมาณลงเท่านั้น ขอเพิ่มงบประมาณแม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ไม่ได้ นอกเหนือจากที่ความชอบธรรมถูกลดทอนลงไปก่อนหน้า เพราะการตั้งบุตรชายของตุลาการคนหนึ่งเป็นเลขานุการของบิดา และยังให้ได้รับค่าตอบแทนแม้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก็ “วิ่งแจ้น” มารับเรื่องดังกล่าวอย่างฉับพลัน ผิดกับเรื่องสถานภาพ ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ที่มีผู้ร้องเรียนไว้กว่าหลายเดือนแล้ว แต่ก็ถูก “ถ่วงเวลา” เพื่อรอผลคดีในศาลปกครองที่นายอภิสิทธิ์เคยฟ้องเพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการทหาร
(และก็จะขอ “เลี้ยวเข้าซอย” พูดถึงเรื่องศาลปกครองสักย่อหน้าหนึ่งก่อน ก่อนที่จะพูดเรื่อง ส.ว.ต่อไป) กรณีนายอภิสิทธิ์นี้ก็ถือได้ว่านี่คืออีกครั้งหนึ่งที่ศาลปกครอง “ทำเกินหน้าที่” เพราะกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เรื่องวินัยทหารนั้นไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรหรอก ที่ศาลปกครองจะตัดสินคดีค้านกับข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และความรู้สึกสามัญสำนึกของสังคม ขนาดหน่วยงานของรัฐมีที่ดินให้เอกชนเช่าในกรณี “ตลาดนัดจตุจักร” ศาลปกครองก็ยังห้ามไม่ให้ขึ้นค่าเช่าเลย ทั้งที่เป็นสัญญาทางแพ่งโดยปกติ ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ขนาดสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่ทำสัญญาบริหารเวลาโฆษณาในกรณี “ไร่ส้ม” ศาลปกครองก็ยังตัดสินให้โทรทัศน์ช่องนี้ (ซึ่งเป็นผู้เสียหาย) จ่ายเงินให้กับบริษัทที่เอาเปรียบ ทั้งที่ก็เป็นสัญญาทางแพ่งในทางปกติธุรกิจอีกเช่นกัน ขนาดข้าราชการที่ “ถือหาง” จนถึงขั้น “ฝักใฝ่” รัฐบาลที่แล้วอย่างชัดแจ้งอย่าง “ถวิล เปลี่ยนศรี” (แต่ไม่เปลี่ยนสี) พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็จับย้าย “เข้ากรุ” ศาลปกครองก็สั่งคืนเก้าอี้ให้ซะงั้น และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ประกาศแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน แต่ก็มีคนบางพวกไปฟ้องศาลปกครอง และศาลปกครองก็บ้าจี้สั่งการให้รัฐบาลไปจัดทำประชาพิจารณ์ เพื่อหวังดึงรั้งโครงการนี้ให้นานที่สุดเสียด้วย และเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงเวลานี้ในหลายพื้นที่ จึงไม่เป็นการแปลกใจเลยที่ศาลปกครองจะถูกรุม “สวดยับ” เพราะไม่ “แหกตา” ดูความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่อาจรอช้าได้ สนใจแต่จะเอาตัวบทกฎหมายมาระรานคนอื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกับตน สมควรแล้วตุลาการชื่อ “ตรีทศ นิโครธางกูร” ที่คุณโดน “ตีแสกหน้า” จัง ๆ แบบนี้
ซึ่งอันที่จริงแล้ว การที่เครือญาตินักการเมืองลงสมัคร ส.ว.นั้น ก็ไม่เป็นหลักประกันว่าจะทำงานเข้าข้างกันเสมอไป ดังจะเห็นได้จากการที่ “ผัวเมีย” นอนเตียงเดียวกันแท้ ๆ หลายคู่ก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน หรือไม่ต้องอื่นไกล พี่น้องท้องเดียวกัน หรือพ่อแม่ลูกก็ยังเชียร์กันคนละพรรคเลย ตัวอย่างเช่นนายดนุพร (บรู๊ค) ปุณณกันต์ เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย แต่พี่ชายคือนายพุทธิพงษ์ (บี) ปุณณกันต์ กลับเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เสียนี่ หรือกรณี ส.ว.สมชาย สายอำมาตย์ ก็ยังมีบิดาเป็น “คนเสื้อแดง” อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนการ “ลงเบิ้ล” ก็ไม่ได้แปลว่า ส.ว.ท่านนั้นจะผูกขาดอำนาจเสมอไป เพราะหากทำงานไม่เข้าตาประชาชนแล้ว โอกาสที่จะถูกเลือกกลับเข้ามาทำงานก็คงจะ “ริบหรี่เต็มที” แต่ถ้ามีผลงานแล้วไซร้ ก็ย่อมเป็นความชอบธรรมที่จะได้กลับมาทำงานตามฉันทานุมัติของประชาชนอีก ไม่ใช่ตามฉันทานุมัติของคนหยิบมือเดียว
และเมื่อช่วงเที่ยงของวันเสาร์ที่ 28 กันยายน สัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ สมาชิกรัฐสภา 358 คนซึ่งเกินกว่าครึ่งสภาก็ได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยไม่นำพาต่อพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.สายอำมาตย์ที่ไม่ร่วมกระบวนการลงมติ ถึงขั้น “วางพวงหรีด” หน้าบัลลังก์ประธานสภา เสมือนจะไว้อาลัยล่วงหน้าให้กับ ส.ว.ลากตั้ง และฟ้องศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว เพราะเขาเหล่านั้นมาจากฉันทานุมัติของประชาชน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องสยบใต้อุ้งตีนของ “ตุลาการเถื่อน” ที่รับพิจารณาคดีนี้ทั้งที่ไม่มีอำนาจแต่อย่างใด แม้แต่พลเอก ดร.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารชาวมุสลิม เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ก็ยังเป็น “โจรกลับใจ” เหมือนพระองคุลิมาลเถระในพุทธศาสนาเสียจนได้ ด้วยการ “เห็นชอบครับ”
และไหน ๆ ที่จะต้องจากกันแล้ว ก็ขอแฉ “บัญชีหนังหมา (รับใช้อำมาตย์) ” รายนาม ส.ว.ทั้งจากเลือกตั้งและสรรหา ที่รู้จักกันในนาม “กลุ่ม 40 ส.ว.” ไว้ ณ ที่นี้เสียเลย ซึ่งประกอบด้วย
1.นางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร NGO ผู้ชอบ “ตอแหล” สังคมเรื่องการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในด้านพลังงาน
2.นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี คู่ซี้ของนางสาวรสนา
3.นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง
4.นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม
5.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
6.นางกีระณา สุมาวงศ์ ส.ว.สรรหา ภรรยาของนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ หนึ่งในผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550
7.พลเอกเกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ ส.ว.สรรหา อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม
8.นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน “น้องรัก” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแม่ทัพเสื้อเหลือง
9.นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ส.ว.สรรหา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
10.นายจารุพงศ์ จีนาพันธ์ ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารกิจการจานดาวเทียม Dynasat
11.นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี
12.พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว.สรรหา น้องชายของ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีต “เนติบริกร”
13.พลอากาศเอกชาลี จันทร์เรือง ส.ว.สรรหา อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธทางอากาศ
14.นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ส.ว.สรรหา ทนายความ
15.ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร
16.นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา อดีตข้าราชการครู ผู้มีหน้าตาและสันดานละม้ายคล้ายคลึงกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์
17.นายถาวร ลีนุตพงษ์ ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารกลุ่มบริษัทยนตรกิจ
18.ดร.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา อดีตคณบดึคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตนายกสภาการพยาบาล
19.พลเอกธีรเดช มีเพียร ส.ว.สรรหา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน และอดีตประธานวุฒิสภาที่ “ตกเก้าอี้” จากคดีที่เคยขึ้นเงินเดือนให้ตนเองสมัยเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ก็ยังคง “หน้าด้านหน้าทน” เป็น ส.ว.มาจนปัจจุบัน
20.นางนรีวรรณ จินตกานนท์ ส.ว.สรรหา พี่สาวนายทหาร “ลูกป๋า” อย่างพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน
21.นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล ส.ว.สรรหา อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช.
22.นายบุญชัย โชควัฒนา ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารกลุ่มสหพัฒนพิบูล
23.นายประสงค์ นุรักษ์ ส.ว.สรรหา นักธุรกิจ
24.นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช ส.ว.สรรหา พี่ชายของนายประสพสุข บุญเดช อดีต ส.ว.สรรหาชุดที่แล้ว และประธานวุฒิสภา
25.นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา คนเดือนตุลาที่กลับ “ปันใจ” ไปให้ฝ่ายอำมาตย์
26.นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ส.ว.สรรหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง และลูกพี่ลูกน้องของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากพรรคประชาธิปัตย์
27.แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา อดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
28.นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารโรงแรมสวิสโฮเท็ล ปาร์คนายเลิศ
29.นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ทนายความ
30.นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา NGO ด้านคนพิการ
31.พลเอกรัชกฤต กาญจนวัฒน์ ส.ว.สรรหา อดีตเสนาธิการทหาร
32.พลเอกเลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ส.ว.สรรหา อดีตผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ช่อง 5)
33.นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา อดีตเลขาธิการสภาทนายความ
34.ดร.วิชุดา รัตนเพียร ส.ว.สรรหา น้องสาวของ ดร.ประวิช รัตนเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ลาออกมาสมัครเป็น กกต.แทนชุดเดิมที่ครบวาระ
35.นายวิทวัส บุญญสถิตย์ ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารกิจการน้ำมันเครื่องเวลลอย และผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2550
36.นายแพทย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ ส.ว.สรรหา อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
37.พลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
38.พลเรือเอกศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ส.ว.สรรหา น้องชายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลที่แล้วของพรรคประชาธิปัตย์
39.ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ประธานกรรมการบริษัทในเครือสหพัฒนพิบูล และเป็นพี่ชายของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ “แปรพักตร์” ไปจากฝ่ายประชาธิปไตย
40.พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม และพี่ชายของพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้ต้องหาคดี “อุ้ม” นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียเมื่อกว่า 20 ปีก่อน
41.นายสมชาย ส.ว.สรรหา อดีตสื่อมวลชน ผู้มีอาชีพ หน้าตา และสันดานละม้ายคล้ายคลึงกับนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
42.นายสมัคร เชาวภานันท์ ส.ว.สรรหา ทนายความประจำตระกูลอยู่วิทยา ผู้ทำให้ทายาทแห่งตระกูลนี้ที่ต้องคดี “ซิ่งเฟอร์รารีชนตำรวจตาย” สามารถลอยนวลอยู่ได้ในต่างแดน และผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2550
43.นายสุธรรม พันธุศักดิ์ ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารกิจการ “โชว์กะเทย” โรงละครทิฟฟานี่ พัทยา
44.พลเรือเอก ดร.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ส.ว.สรรหา อดีตอาจารย์โรงเรียนนายเรือ และอดีตคณบดีวิทยาลัยพาณิชย์นาวี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
45.นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา ทนายความ
46.นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ส.ว.สรรหา เจ้าของและผู้บริหารกิจการโรงแรมซีเอส ปัตตานี และผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2550
น้ำระลอกต่อมาก็คือ กาลเวลาที่ผ่านไป ที่ทำให้ตอ “สันดานดิบ” ของคนพรรคประชาธิปัตย์โผล่พ้นน้ำขึ้นถึงสามตอ ทั้งการ “เปิดตัว” ว่าเป็น “ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ” ของ “ม็อบสวนลุม-สวนยาง” ต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา ด้วยการเดินทางไปให้กำลังใจม็อบดังกล่าวที่ปิดถนนสายเอเชีย แยกควนหนองหงษ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ามกลางสิ่งผิดปกติที่เกิดในม็อบนี้หลายประการ ทั้งเหตุการณ์ “เมาแล้วยิงกันเอง” จนมีผู้ตายและบาดเจ็บ เหตุการณ์ “ใช้น้ำยาฆ่ายาง (น้ำกรด) ” สาดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าสลายการชุมนุม และเหตุการณ์ “เผารถนักข่าวและตำรวจ” เพื่อหวังสร้างสถานการณ์และโยนความผิดให้ฝ่ายรัฐ ผิดกับสมัยที่ตนเองถืออำนาจรัฐอยู่และสั่งการให้มีการปราบปรามประชาชน แต่กลับโยนความผิดให้ “ชายชุดดำ” ที่อยู่ในที่ชุมนุมเสียนี่ และจากม็อบ “สวนลุม-สวนยาง” นี้เองที่ยิ่งส่อแสดงสันดานดิบของพรรคการเมืองสีฟ้า ตราแม่ธรณีบีบมวยผมได้อีก เนื่องจากเมื่อฝ่ายรัฐส่งคนไปเจรจากับชาวสวนยางจนส่วนใหญ่ได้ยุติการชุมนุมไปแล้ว แต่ยังคงมีผู้ชุมนุมปิดถนนอยู่ (ที่มิใช่ชาวสวนยางที่แท้จริง) คนในพรรคการเมืองเก่าแก่เหล่านี้ก็กลับกล่าวหาว่า ชาวสวนยางที่กลับไปก่อนหน้านี้ถูก “ซื้อ” ไว้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลเสียจนได้ แถมยังตั้ง 3 เงื่อนไขให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามอีกด้วย ซึ่งรวมถึงการให้นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้ง เช่นเดียวกับที่พรรคการเมืองขวัญใจชาวปักษ์ใต้ชอบเรียกร้อง โดยไม่แคร์ว่านายกรัฐมนตรีมีภารกิจอื่น ๆ อีกมากมายในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร อีกทั้งเมื่อมีการนำความเดือดร้อนของชาวสวนยางเข้าหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการอภิปรายกันพอสมควร จึงจะปิดอภิปราย แต่นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานีจากพรรคเก่าแก่นี้ ผู้มีพี่ชายคนโตเคยสั่งปราบประชาชน และพี่ชายคนรองเคยบีบคอ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ “ฟิวส์ขาด” ถึงขนาด “ทุ่มเก้าอี้” กลางห้องประชุมสภา จนนำไปสู่ฉายา “เชนปาแชร์” ในที่สุด แต่เหตุการณ์ “ม็อบสวนลุม-สวนยาง” นี้ก็ยังพอมี “แง่งาม” เกิดขึ้นบ้าง นั่นคือทำให้เหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบได้ จนกล่าวได้เลยว่า ช่วงที่มีม็อบ “ตดหมายังดังซะกว่าระเบิดปักษ์ใต้” เลยทีเดียว หรือเพราะแกนนำผู้ก่อเหตุย้ายมาทำม็อบแล้วก็ไม่ทราบได้
การปราศรัยที่เวทีวัดดอกไม้ เขตยานนาวา เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2556 ที่นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวหาโครงการ Smart Lady ของรัฐบาลว่า เหตุที่ต้องจัดประกวด Smart Lady เพราะต้องการประกวดผู้หญิงฉลาด หากจะหา “อีโง่” ก็คงไม่มีใครไปแข่งได้ ด้วยคำกล่าว “อีโง่” ของนายอภิสิทธิ์นี้เองที่ทำให้ ส.ส.และมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยโดยเฉพาะที่เป็นหญิง ต้องออกมาแสดงความไม่พอใจถึงขั้นมอบ “ผ้าถุง” ให้นายอภิสิทธิ์ แต่แล้วในอีก 8 วันต่อมา บนเวทีวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง นายอภิสิทธิ์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย Oxford ก็ยัง “เล่นไม่เลิก” ด้วยการปราศรัยทำนองว่า คำว่า “อีโง่” ไปค้นมาจากในอินเทอร์เน็ต ไม่ได้หมายถึงใคร ทำไมต้องร้อนตัวด้วย อย่างนั้นพจนานุกรมก็คงต้องเล่มเล็กลง คำอื่นก็คงพูดไม่ได้ ทั้งคำว่า “แรด” และ “กะหรี่” ซึ่งทั้งคำว่า “อีโง่” “แรด” และ “กะหรี่” นี้เองที่ยิ่งเป็นภาพสะท้อน (feedback) มายังอดีตนายกรัฐมนตรีนักเรียนนอกได้เป็นอย่างดี ว่าคำพูดลักษณะแบบนี้ คนอย่างนายอภิสิทธิ์เคยใช้กับ “แม่” ที่ชื่อ “แพทย์หญิงสดใส” “เมีย” ที่ชื่อ “ดร.ทันตแพทย์หญิงพิมพ์เพ็ญ” “พี่สาว” ที่ชื่อ “งามพรรณ” และ “ลูกสาว” ที่ชื่อ “ปราง” มาแล้วจนเคยชินกระมัง จึงไม่กระดากอายที่จะพูดจาแบบนี้บนเวทีสาธารณะ และแม้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีหนีเกณฑ์ทหาร แต่ใช้ทหารเป็นเครื่องมือของตนผู้นี้จะปฏิเสธว่าไม่ได้หมายถึงนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แต่ด้วยบริบทข้อความที่รายล้อมในคำปราศรัยแล้ว “ยากที่จะเชื่อ”
และการเอาแต่ “ก๊อปปี้” ปลอมแปลงเลียนแบบผลงานของพรรคการเมืองอื่นในฝ่ายประชาธิปไตย โดยไร้ซึ่งสติปัญญาในการคิดสร้างสรรค์นโยบายใหม่ ๆ ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของประชาชน ซ้ำร้ายยังเป็นนโยบายที่ตนเองเคยกล่าวหาว่าร้ายทั้งสิ้น โดยเฉพาะนโยบายสร้างอนาคตไทย 2020 (Thailand 2020) เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศผ่านทางเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เองมิใช่หรือที่กล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าเป็นโครงการผลาญภาษีประชาชน ได้ไม่คุ้มเสีย ไม่คำนึงถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่พรรคการเมืองทาสอำมาตย์แห่งนี้ก็กลับ “รื้อฟื้น” โครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่เคย “ฉาวโฉ่” ในยุคที่ตนเองเป็นรัฐบาล มาเป็นโครงการ “ไทยเข้มแข็ง 2020” ลอกเลียนปีที่ทำโครงการสำเร็จยังไม่พอ ขนาดตราสัญลักษณ์ของโครงการก็ยังไป “ลอกเลียน” จากของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาเลย และทั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรีชาย (กระโปรง?) จากพรรคประชาธิปัตย์ (ที่ก็ลอกตราสัญลักษณ์มาจากการประปานครหลวง และลอกชื่อ “Democrat Party” มาจากพรรคการเมืองใหญ่แห่งอเมริกาเช่นกัน) เพิ่งเคย “จวก” นายกรัฐมนตรีหญิง (เหล็ก) จากพรรคเพื่อไทยว่า “อีโง่” แท้ ๆ จึงชี้ให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่า พรรคการเมืองแห่งนี้ มีแต่พวก “โง่” ไม่มีสมอง ไม่มีสติปัญญาจะจดจำ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ มีแต่พวก “แรด” ร่าน กระสัน หื่นกระหายในอำนาจ เพื่อจะมาข่มขืนกระทำชำเราแผ่นดิน และมีแต่พวก “กะหรี่” ขายจิตวิญญาณของตนให้กับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองผู้อยู่ “เหนือหัว” ของพวกตน นั่นคือ คำด่าที่เคย “สำราก” ใส่ผู้นำประเทศ ก็กลับสนองคืนมาสู่พวกตนเป็นทบเท่าทวีคูณนั่นเอง

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

30 กันยายน 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s