สยามทัศนะ (ตุลาคม 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 7 ตุลาคม 2556)


“ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” ภาษิตโบราณที่ยังคงสอนใจใครหลาย ๆ คนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเครือข่าย “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” (กปท.) ที่หวังจะล้มรัฐบาลของประชาชนให้จงได้ในวันที่ 8 ตุลาคม แต่การณ์กลับปรากฏว่า แกนนำขบวนการล้มรัฐบาลอย่างนาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ เจ้าของฉายา “ปิศาจคาบไปป์-หน้าแหลมฟันดำ” ที่ต้องตกเก้าอี้เสียเองในการมานำขบวนไล่รัฐบาลเสียนี่ เช่นเดียวกับ “โหรกรหริศ บัวสรวง” ผู้เคยให้ฤกษ์ “901” กับม็อบนี้ในนาม “องค์การพิทักษ์สยาม” (อพส.) ที่ “เสธ.อ้าย” พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์เป็นหัวขบวนและแพ้ไม่เป็นท่ามาเมื่อปลายปีที่แล้ว และเคยดูดวงอดีตนายกรัฐมนตรีคู่ศัตรูของตนอย่าง “พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ว่าจะต้องจบชีวิตลงในปี 2554 แต่ก็กลับกลายเป็นโหรกรหริศนั่นแหละที่ตายไปก่อนเจ้าระบอบทักษิณ ที่ยังคงสุขภาพแข็งแรงแม้จะพ้นวัยแซยิดมากว่า 4 ปีแล้วก็ตาม เพื่อแสวงหาโอกาสและประสบการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจากทั่วทุกมุมโลกมา “แชร์” ให้น้องสาวผู้เป็นนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน และบรรดาพี่น้องชาวไทยได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อตนเองและประเทศชาติ และรอวัน “ฟ้าเปลี่ยนสี” ที่จะได้คืนสู่แผ่นดินในไม่นาน
อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่บ่งชี้ภาษิตดังกล่าวได้เป็นอย่างดีก็คือ ความเสื่อมถอยด้อยค่าของอำนาจเหนือการเมืองที่เคย “ให้ท้าย” อันธพาลการเมืองเหล่านี้ตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นความไม่เป็นเอกภาพของมวลชน กปท. ที่แยกออกเป็นสองส่วน ภายหลังการเข้าชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลได้เพียงสามวัน จากการประกาศควบคุมพื้นที่ดังกล่าวด้วยกฎหมายความมั่นคง เพื่อต้อนรับนายกรัฐมนตรีจีนที่จะมาเป็น “แขกบ้านแขกเมือง” โดยมวลชนสายนักบวชเดียรถีย์ “สันติอโศก” ได้กลับไปปักหลักอยู่ ณ สวนลุมพินีถิ่นเก่า ส่วนมวลชน “สลิ่มหลากสี” ที่อารมณ์ค้างจากการยุติการชุมนุม “กะทันหัน” ก็มารวมกลุ่มประท้วงรัฐบาลกันต่อในนาม “เครือข่ายนักศึกษา ประชาชน ปฏิรูปประเทศไทย” (คปท.) ที่ใต้ทางด่วนแยกอุรุพงษ์ ที่ซึ่ง “พรรคการเมืองสีฟ้า” เคยตั้งเวทีโต้รุ่งโจมตีรัฐบาลเมื่อสองเดือนก่อน
แต่เพราะคนพวกนี้ที่มีแนวคิดทำร้ายทำลาย กระทั่ง “ล้างผลาญ” สถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันชาติ ด้วยการแบ่งคนไทยให้แตกแยกกันโดยใช้ตัวบุคคลเป็นเหตุ จากคำว่า “ระบอบทักษิณ” สถาบันศาสนา ที่มีทั้งพวกเดียรถีย์สันติอโศก พวก “มีเมียในผ้าเหลือง” อย่าง “เณรคำ” และพวก “ทิ้งผ้าเหลืองไปมีเมีย” อย่าง “อดีตพระมิตซูโอะ” ที่มีน้องภรรยาเป็น ส.ส.สอบตกของพรรคประชาธิปัตย์และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ Blue Sky และสถาบันกษัตริย์ ที่มีการอิงอาศัยอำนาจเหนือการเมืองเพื่อ “สร้างภาพ” ความจงรักภักดี และเพื่อชี้ให้คนทั้งแผ่นดินเห็นว่า ไม่มีใครทั้งนั้นที่เป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ เว้นแต่อำนาจเหนือการเมืองที่เราเป็นแค่ “ขี้ฝุ่นใต้ตีน” ของเขาเท่านั้น บางพวกก็ “เพี้ยน” ถึงขนาดใช้สัญลักษณ์ “หน้ากากขาว” ของพวกต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในโลกตะวันตกมาใช้แสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันนี้ซะงั้น ดังที่ “วีระ ธีรภัทร” นักจัดรายการวิทยุชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “ไป ๆ มา ๆ จะกลายเป็นคัดค้านสิ่งที่เราสนับสนุน จะยุ่งกันใหญ่นะครับ” ไม่มีทางอยู่แล้วที่จะยอม “ยกธง” ให้กับฝ่ายประชาธิปไตยเสียโดยง่าย พวกเขาจึงถือฤกษ์ “14 ตุลา” มารวมพลเผด็จศึกรัฐบาลอีกครั้ง
โดยมิได้แยแสเลยว่า เหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเมื่อ 40 ปีก่อน เป็นการต่อสู้กับรัฐบาลที่มาโดยการรัฐประหารที่สืบทอด “ระบอบสฤษดิ์” จากการล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามเมื่อปี 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งได้ใช้จอมพลถนอม กิตติขจร และนายพจน์ สารสิน มานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพไปพลางก่อน และต่อมาจอมพลสฤษดิ์ก็ได้ยึดอำนาจตัวเองอีกครั้งและนั่งบริหารประเทศจน “ตายคาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี” เมื่อปลายปี 2506 และจอมพลถนอมก็ได้มานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อจาก “ลูกพี่” ของตนเองอีกครั้ง พร้อมกับการสร้าง “สัมพันธภาพทางอำนาจ” ด้วยการให้พันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชาย แต่งงานกับบุตรสาวของจอมพลประภาส จารุเสถียร “ขุนศึกคู่ใจ” อีกคนหนึ่งของจอมพลสฤษดิ์ ท่ามกลางข้อครหาต่าง ๆ นานาในการบริหารประเทศ จนนำไปสู่การ “รัฐประหารตัวเอง” เพื่อกระชับอำนาจอีกครั้งเมื่อปี 2514 จึงเป็นที่มาของฉายา “สามทรราช ถนอม-ประภาส-ณรงค์” อันนำไปสู่การประท้วงต่อต้านของประชาชนกว่าครึ่งล้าน
แต่รัฐบาลที่พวกตนกำลังต่อต้านอยู่นั้น หาใช่รัฐบาลที่มาจากอำนาจอำมาตย์ศักดินาไม่ หากแต่เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังจากการถูกเครือข่ายนั้นนั่นแหละทำร้ายทำลาย จากการรัฐประหารพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ พี่ชายของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเมื่อ 7 ปีก่อน จากนั้นก็ตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดของตนโดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับแกนนำม็อบไล่รัฐบาลในเวลานี้บางรายมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อม ๆ กับการออก “กติกู” และการกลั่นแกล้งรังแกที่ไม่เป็นธรรมหลายอย่าง เพื่อหวังสกัดเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ให้พ้นไปจากการเมืองไทย แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ได้นายสมัคร สุนทรเวชมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยังความไม่พอใจให้กับอำนาจเหนือการเมืองมาก จนนำไปสู่การยึดทำเนียบรัฐบาลและถีบนายสมัครตกเก้าอี้เพราะ “ทำกับข้าวออกทีวี” จึงได้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของ “เจ้าระบอบทักษิณ” มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน แม้จะเป็นชาวภาคใต้แต่ก็ไม่ยอมลงให้อำนาจเหนือการเมือง จนนำไปสู่เหตุการณ์ยึดสองสนามบินหลักและยุบสามพรรคแกนนำรัฐบาลในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็น “ลูกรัก” ของอำนาจเหนือการเมืองจึงได้ขึ้นเสวยอำนาจอีกครั้งในปลายปี 2551 ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากประชาชน แต่ก็ไม่นำพาต่อผู้ครองอำนาจรัฐ ซ้ำร้ายยังส่งกองกำลังส่วนตัวมาปราบปรามจนบาดเจ็บล้มตาย เหมือนเป็นอริราชศัตรูก็ไม่ปานถึงสองปีติดต่อกัน หนึ่งปีให้หลังจากนั้นจึงได้มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวของเจ้าระบอบทักษิณมาปกครองประเทศ
จริง ๆ แล้วเรื่องพวกนี้บางอย่างก็เคยกล่าวถึงมาแล้วหลายครั้ง ไม่จำเป็นต้องเอามาพูดซ้ำหรอก แต่เพราะเห็นว่ามนุษย์ “หลายตัวย่อ” พวกนี้อย่าว่าแต่ตัวย่อที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนแทบจำไม่ได้เลย อุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยพวกเขาก็จำไม่ได้ จากที่เคยต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารหรือ “เผด็จการทหาร” วันนี้กลับมาต่อต้านรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารด้วยวาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา” เสียนี่ และด้วยแนวคิดที่เป็น “เส้นขนาน” กันนี้เอง ส่งผลให้การจัดงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ต้องแยกกันจัดระหว่าง “ตุลาเหลือง” นำโดย “ประสาร มฤคพิทักษ์-คำนูณ สิทธิสมาน-วิชัย โชควิวัฒน-แก้วสรร อติโพธิ-ชัยวัฒน์ สุระวิชัย-บุญส่ง ชเลธร-ธัญญา ชุนชฎาธาร-ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร-ธีรยุทธ บุญมี” กับ “ตุลาแดง” นำโดย “อดิศร เพียงเกษ-วิสา คัญทัพ-จรัล ดิษฐาอภิชัย-เหวง โตจิราการ-ธิดา ถาวรเศรษฐ-เชิดชัย ตันติศิรินทร์-จาตุรนต์ ฉายแสง-เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช-ภูมิธรรม เวชยชัย-สุนัย จุลพงศธร-สุธรรม แสงประทุม-สมาน เลิศวงศ์รัฐ (เลือดวงหัด) ” เป็นครั้งแรก และด้วยการแยกกันจัดงานของ “ตุลาเหลือง-ตุลาแดง” ครั้งแรกนี้เองที่ได้สะท้อนให้เห็น “สารัตถะ” ของทั้งสองสีได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยปาฐกถาของ ดร.เสกสรรค์ เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคมไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยของไทยมานานแสนนาน แต่ปาฐกถาของ ดร.ธีรยุทธ กลับหนีไม่พ้นการวิพากษ์ “พี่น้องสองนายกตระกูลชินวัตร” ว่าคนพี่เป็น “ขี้ขัง” หรืออุจจาระที่ค้างคาอยู่ในลำไส้คือระบบการเมืองไทย คนน้องเป็น “ขี้ย่อง” หรือคนที่เอาแต่แต่งเนื้อแต่งตัวจนไม่เป็นอันทำงาน ทั้งที่คนอย่าง ดร.ธีรยุทธนั่นแหละคือ “ขี้ข้า” ของอำนาจเหนือการเมือง อันจะเห็นได้จากการที่ “นักวิชาการเสื้อกั๊ก” คนนี้ไม่เคย “โผล่หัว” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มีความเกี่ยวพันกับอำนาจเหนือการเมือง เช่นรัฐบาลรัฐประหารเมื่อปี 2549 และรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหารเมื่อปี 2551 เลยแม้แต่นิดเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น งานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ของ “ตุลาแดง” ก็ยังผลสั่นสะเทือนให้กับอำนาจเหนือการเมืองไม่ใช่น้อย นอกจากการปาฐกถาของ ดร.เสกสรรค์ดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะหนังสือที่ระลึกชื่อว่า “ย้ำยุค รุกสมัย” ที่กระชากหน้ากากอำนาจเหนือการเมืองเสียจนไร้ที่ดี และการแสดงในภาคศิลปวัฒนธรรมทั้งละครเวที “เจ้าสาวหมาป่า” ที่กล่าวถึง “พระราชาตาบอด” ที่ปกครองประเทศอย่างอธรรม สะสมความร่ำรวยไว้แต่ผู้เดียว จนพสกนิกรอดอยากปากแห้ง เชื่อฟังแต่คำประจบสอพลอตอแหลของบรรดาอำมาตย์ราชครูปุโรหิต ถึงขนาดโดนวางยาไปเป็นปี ๆ ก็ยอม ลิเก “บัลลังก์เลือด” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้กองกำลังส่วนพระองค์ของพระราชาในการปกป้องราชบัลลังก์ เพราะมองชาวชนบทเป็นอริราชศัตรู และงิ้ว “เปาบุ้นจิ้นสะสางคดี 6 ศพ” ที่กล่าวโจมตีกระบวนการยุติธรรมที่ “ไร้น้ำยา” ในการจัดการกับผู้กระทำผิดในคดีดังกล่าว เพราะความใกล้ชิดกับอำนาจเหนือการเมือง ที่นำไปสู่ความ “อดรนทนไม่ไหว” ของ “คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา” ซึ่งเป็นแหล่ง “รวมพลคนคลั่งเจ้า” ทั้ง ส.ว.กลุ่ม 40 อย่างแพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ดร.ทัศนา บุญทอง พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม นายสมชาย แสวงการ นายตวง อันทะไชย ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ (พี่สาวของนายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์) นายวิทวัส บุญญสถิตย์ นายสาย กังกเวคิน นายสมัคร เชาวภานันท์ นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ พลเรือเอก ดร.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ และนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล อดีต ส.ว.สรรหาอย่าง/นางทิพย์วัลย์ สมุทรักษ์ (มารดาของนายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์) และทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย และแนวร่วมอย่างพลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ นายแพทย์วงศ์กุลพัทธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายสันติสุข โสภณสิริ (“ผัว” ของนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร) และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แห่งสถานีโทรทัศน์ T-News ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เรียกองค์กรภาครัฐผู้สนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าวเข้าพบ เพื่อตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนการแสดงที่เข้าข่าย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งต้องขอตำหนิคณะกรรมาธิการดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า ทำไมต้องไปเอาจริงเอาจังอะไรกับเรื่องที่เป็นแค่ “การแสดง” ก็ในเมื่อพวกคุณมิใช่หรือที่เป็น “สลิ่ม” คิดอะไรเองไม่เป็น ดูหนังดูละครมาตั้งเยอะแยะมากมายอย่าง “ดอกส้มสีทอง” หรือ “แรงเงา” ก็เพื่อสร้างความบันเทิง ล้างผลาญเวลาให้หมดไปวัน ๆ ไม่รู้จักสรุปข้อคิดที่ได้ มาวันนี้ พอมีการแสดงแบบนี้ขึ้นมา พวกคุณก็ “เป็นเดือดเป็นแค้น” ไปได้อย่างไร หรือเพราะมันตรงกับความจริงที่พวกคุณยอมรับไม่ได้ เพราะมิใช่แค่การครบรอบ 40 ปี 14 ตุลาเท่านั้น หากแต่นี่ก็ครบรอบ 80 ปี ของความพยายามของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองในการ “กระชากคืน” อำนาจจากประชาชนในนาม “กบฏบวรเดช” อีกด้วย
แน่นอนที่สุด เพราะพวกเขาคือคนที่ประกาศตัวเองว่าเป็นคนดี ที่อยู่เหนือการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ตรวจสอบคนอื่นได้เพียง “ข้างเดียว” โดยไร้หลักเกณฑ์ (criterion) ที่แน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตัวเองเป็นใหญ่ ดังเช่นกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่มีการพิจารณาวาระที่สองต่อในวันที่ 15-17 ของเดือนนี้ โดยมีสาระสำคัญในการแก้ไขประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา โดยตัดหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม “อย่างกว้างขวาง” และหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันการค้า การลงทุน และงบประมาณของประเทศ “อย่างมีนัยสำคัญ” ออกไป เนื่องด้วยไม่มีเกณฑ์ตัดสินคำว่า “อย่างกว้างขวาง” และ “มีนัยสำคัญ” จนเกิดความ “กระอักกระอ่วนใจ” ของทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและการเมือง จนนำไปสู่เรื่องพิจารณาที่ยังค้างวาระอยู่มากมายในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.กลุ่ม 40 หลายรายก็พยายามโจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ของ “พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ” ในการเข้าทำธุรกิจพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา และเพื่อเอื้อประโยชน์ในการ “ยกแผ่นดินไทย” ให้กัมพูชาหากมีการตัดสินคดีพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารในวันที่ 11 เดือนหน้าเข้าจนได้ โดยจงใจลืมเรื่องที่ตัวเองเคยทำไว้ในสมัยที่เป็นรัฐบาล ทั้งเรื่อง “ปฏิญญาแกงเลียง” และการตั้งคนที่มีทัศนคติเลวร้ายต่อกัมพูชาไปบริหารกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเรื่องข้อพิพาทเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลไปเสียฉิบ
เพราะความที่พวกเขานิยมการ “ตรวจสอบคนอื่นข้างเดียว” ดังที่กล่าวมานั่นแหละ จึงไม่ใช่แค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เท่านั้น หากเมื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างนายแพทย์เหวง ลุกขึ้นมาเสนอยกเลิกมาตรา 309 เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมความผิดของคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ และเสนอให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการประจำระดับสูงและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ จากเดิมที่มีเฉพาะ ส.ส. ส.ว.และคณะรัฐมนตรีเท่านั้น จึงถูก “เห่าหอน” อย่างเกรียวกราวจากบรรดาสมุนอำมาตย์ผู้อยู่เหนือการเมืองและเหนือการตรวจสอบตามคาด
แต่สัญญาณของ “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ที่พอจะเกิดมีบ้างก็คือ ความ “อ่อนข้อ” ให้กับฝ่ายประชาธิปไตยในทางกระบวนการยุติธรรม ทั้งการที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังจะได้ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ นักวิชาการกฎหมายหัวใจอำมาตย์มา “เสริมทีม” และกำลังจะได้นายจรูญ อินทจาร ตุลาการผู้มี “คลิป” อื้อฉาวเรื่องให้คนใกล้ชิดมาทำงานด้วย “ข้อสอบรั่ว” มาเป็นประธานคนใหม่ ยกคำร้องในกรณีกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เนื่องจากเห็นว่าบรรดาศาลและองค์กรอิสระ (แต่ในนาม?) ไม่ได้ยื่นขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณ คณะกรรมาธิการที่พิจารณากฎหมายดังกล่าวจึงมีอำนาจปรับลดรายการใช้จ่ายของบรรดาองค์กรเหล่านี้ได้ ซึ่งยังผลให้งบประมาณรายจ่ายปี 2557 ต้องล่าช้าไปกว่าสิบวัน และกรณีการไม่รับคำร้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.กลุ่ม 40 ที่ร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่มาของ ส.ว. อันจะยังผลให้ ส.ว.สรรหามีอันต้อง “สูญพันธุ์” เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 154 ว่าด้วยการให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้น ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้
การกลับคำพิพากษาของศาลอาญาโดยศาลอุทธรณ์ ในกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีต “เบอร์หนึ่ง” ของคนเสื้อเหลือง ที่ต้องโทษเพราะนำคำกล่าวของ “ดา ตอร์ปิโด” เกี่ยวกับการทำลายล้างสถาบันกษัตริย์มากล่าวซ้ำ ทั้งที่ดา ตอร์ปิโดปราศรัยและถูกจำคุกมาจนบัดนี้ก็ 5 ปีกว่าแล้ว แต่ “เจ๊กหัวหมูแก้บน แห่งถนนพระอาทิตย์” แม้จะได้รับโทษ แต่ด้วย “สายสัมพันธ์อันดี” ถึงขั้น “เชลียร์” อำนาจเหนือการเมืองมาแล้ว คนแซ่ลิ้มผู้นี้ก็ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสคุกตะรางแม้เพียงวินาทีเดียว และการที่อำนาจเหนือการเมืองยอมให้มีการปล่อย “สุรชัย แซ่ด่าน (ด่านวัฒนานุสรณ์) ” ซึ่งต้องคดีเดียวกันและถูกจำคุกมากว่าสองปี ด้วยความหวั่นเกรงภยันตรายว่าหาก “อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวง” ตายคาคุกแบบ “อากง” เมื่อปีกลาย แล้วความเสื่อมทรามในอำนาจราชศักดิ์จะมาถึงตนยิ่งกว่าในปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่ “สุรชัย (หรั่ง) เทวรัตน์” คนสนิท “เสธ.แดง” ที่โดนคดีอาวุธสงครามซึ่งก็ได้รับปล่อยตัวเช่นกัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำเป็นอย่างดีว่าข้อกล่าวหา “กองกำลังติดอาวุธ-ชายชุดดำ” ในการชุมนุมเมื่อปี 2553 ของคนเสื้อแดงก็ยิ่งไร้น้ำหนักลงไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง “เจ้าระบอบทักษิณ” ในข้อหา “ก่อการร้ายทางไกล” (teleterrorist) แต่กลับไปสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และอดีตรองนายกรัฐมนตรี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่บงการสั่งให้ฆ่าคนในเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ที่มาประท้วงการได้มาซึ่งอำนาจอันไม่ชอบธรรมของพวกตน พร้อม ๆ กับการนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ผ่านชั้นกรรมาธิการเข้าพิจารณาต่อในวาระที่สองและสามในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนี่ก็ยังผลให้เครือข่ายอำนาจเหนือการเมืองทั้งหลาย โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับ “ม็อบสารพัดตัวย่อ” เป็นแกนนำ ต้องประกาศเป่านกหวีด “เปิดศึก” อีกครั้งหนึ่งกับรัฐบาลในวันสุดท้ายของเดือนนี้ ณ สถานีรถไฟสามเสน เพียงเพราะใกล้กับที่ทำการของพรรคเก่าแก่ ซึ่งก็เหมาะอยู่หรอกที่คนพวกนี้ออกมาประท้วงใน “วันปล่อยผี” เพราะพวกเขาก็คือ “ผีศักดินาอำมาตย์” ดี ๆ นี่แหละ
เหตุที่ฝ่ายค้านของไทยทำตัวไม่เหมือนฝ่ายค้านอเมริกัน ประเทศที่อำนาจเหนือการเมืองให้การยอมรับนับถือเหมือน “พ่อบังเกิดเกล้า” ที่มาร่วมมือกับรัฐบาลในการฝ่าวิกฤติทางการคลัง ก็เพราะร่างกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวในร่างเดิม มีสาระสำคัญในการนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกสีเสื้อที่ไม่รวมถึงแกนนำและผู้สั่งการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็ไม่ได้รับการ “ฟอกผิด” จากกฎหมายฉบับนี้ และเมื่อคณะกรรมาธิการปรับแก้ร่างใหม่ แม้จะนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” หรือ “สุดซอย” โดยให้รวมแกนนำและผู้สั่งการด้วย ดูเผิน ๆ เหมือนว่า “ฆาตกร” ทั้งสองจะได้รับประโยชน์ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับ จะทำให้กระบวนการยุติธรรมปกติไม่อาจดำเนินการได้ (malfunction) ซึ่งจะทำให้คดีดังกล่าวสามารถเข้าสู่การดำเนินการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้โดยง่าย และโดยไม่ต้องฟังเสียงแห่งอำนาจเหนือการเมืองที่เป็น “หลังพิง” ให้กับคนทั้งสอง นี่ยังไม่นับรวมถึงการนิรโทษกรรมคดีหลังการรัฐประหาร ที่ถูกโจมตีว่าเป็นการ “ฟอกผิด” และ “คืนเงิน” ให้กับ “เจ้าระบอบทักษิณ” ที่ศาลได้พิพากษาเด็ดขาดไปแล้ว โดยไม่แยแสเลยว่าคดีความดังกล่าวดำเนินได้ก็เพราะการรัฐประหาร มีคนที่เป็นปฏิปักษ์กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณร่วมทำคดีนี้ และศาลก็ “ดันทะลึ่ง” ไปรับรองการรัฐประหารทั้งที่เป็นเพียง “โจรกบฏ” เสียได้ ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่คนเสื้อแดงและองค์กรแนวร่วม ซึ่งเป็นเสมือน “มหามิตร” ของรัฐบาลนี้มาโดยตลอด บางส่วนก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะการที่จะไม่ได้เห็นสองฆาตกรเดินเข้าคุก ก็ต้องขอวิเคราะห์ไว้ว่า ตราบใดที่อำนาจเหนือการเมืองยังคงทรงพลังอยู่ในแผ่นดินนี้ ยังคงให้ท้ายพรรคประชาธิปัตย์อยู่ได้ โดยไม่หมดลมหายใจไปเสียก่อน ก็ยากที่จะเห็น “ลูกชายคนโปรด” ของเขาต้องมีอันเข้าซังเตอย่างแน่นอน ต่อให้กระบวนพิจารณาคดีดำเนินไปจนถึงชั้นศาล โดยไม่มีการนิรโทษกรรมเลยก็ตาม เช่นเดียวกับกรณีนายสนธิ
ซึ่งในวันสุดท้ายของเดือนนี้ ก็ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายนิรโทษกรรมกันอย่างเลอะเทอะ ฟุ่มเฟือย ซ้ำซาก เล่นกันตั้งแต่ชื่อกฎหมายกันเลยทีเดียว ใช้เวลากว่าสิบชั่วโมงจึงจะได้เข้าสู่สาระแห่งกฎหมาย เพราะความ “ตีรวน” ของพรรคการเมืองสีฟ้า ลูกรักของอำนาจเหนือการเมืองนี้แหละ ที่ทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องเสนอปิดอภิปราย ด้วยทนสันดานของพรรคการเมืองแห่งนี้ไม่ไหว และเมื่อถึงการอภิปรายของ ส.ส.ขัตติยา (เดียร์) สวัสดิผล ทายาทแห่ง “เสธ.แดง” บรรดาสมุนแห่งอำมาตย์ก็ดาหน้ากันออกมาโห่ฮา ด้วยคำถามของ ส.ส.เดียร์ที่ว่า “ถ้าพ่อของคนในพรรคประชาธิปัตย์ถูกยิงแบบพ่อดิฉันบ้าง จะรู้สึกอย่างไร” ซึ่งก็ขอตอบคำถามของ ส.ส.เดียร์ไว้ ณ ที่นี้แทนคนพวกนั้นเลยว่า พ่อของพวกเขาไม่ได้ถูกยิงหรอก แต่เพราะพ่อของพวกเขาคือคนที่จัดกองกำลังมาสังหาร “พ่อแดง” และคนอื่น ๆ ร่วมร้อยนั่นแหละ ดังเช่นคำกล่าวของแกนนำคนเสื้อแดง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่นำไปสู่การถูก “ลากเข้าคุก” และโดน “ถีบ” ตกเก้าอี้ ส.ส. แต่การแสดงปฏิกิริยาของพวกเขามันก็เป็นผลดี ตรงที่ว่าใช้เวลาอีกไม่มากก็สามารถพิจารณาได้จนจบร่าง และส่งให้วุฒิสภาพิจารณาได้ต่อไป แม้ว่าจะมี ส.ว. “ฝ่ายค้าน” ในนามของกลุ่ม 40 ตั้งป้อมต่อต้านอย่างถึงที่สุดรออยู่ก็ตาม
เพราะคนพวกนั้นเขาคิดอยู่อย่างเดียวว่า คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” คือคนที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจเหนือการเมือง ที่พวกตนเชื่อว่าคนไทยทุกคนเป็นแค่ “ผู้อาศัยแผ่นดินเขาอยู่” ตามที่ “พงษ์พัฒน์ (อ๊อฟ) วชิรบรรจง” เจ้าของเพลง “ไม่รู้นี่หว่า” แล้วก็ไม่มีความรู้เอากับเขาเลยเคยพูดไว้เมื่อสามปีก่อน และก็คนพวกนี้แหละที่ตั้งข้อรังเกียจคนเสื้อแดงอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะเป็นคนในเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ดังเช่นกรณีการไปเบิกถุงยังชีพของกระทรวงพลังงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดย “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” แกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นทีมงานของกระทรวง แต่ก็ถูกพนักงาน “หัวใจอำมาตย์” ด่าทอต่อว่าว่า “ไปเอากับพ่อมึงที่ดูไบสิ ของพวกนี้ไม่ให้คนเสื้อแดงหรอก” ก็เพราะคนพวกนี้เขาคือ “ทาสที่จงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้” กับอำนาจเหนือการเมือง ชนิดที่เรียกว่า “คลำจมูกก็มีเชือกศักดินาอำมาตย์คล้องอยู่” กันเลยแหละ และก็เพราะอำนาจเหนือการเมืองได้หยั่งรากลึกไว้ใน กฟผ.มานานหลายทศวรรษ จนสามารถใช้ “ศาล” ยื้อยุดฉุดกระชากจน กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ในรัฐบาลพันตำรวจโท ดร.ทักษิณไม่ได้เลยทีเดียว จึงทำให้คนพวกนี้ที่ต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจชิงชังรังเกียจ “เจ้าระบอบทักษิณ” ยิ่งกว่าอะไรดี แต่คนพวกนี้นับวันจะมีน้อยลงไปเรื่อย ๆ ไม่เชื่อลองไปดูม็อบ “สามเสน-สวนลุมฯ-อุรุพงษ์” ดูสิ ว่ามีคนมาร่วมสักกี่พันคนกัน

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

1 พฤศจิกายน 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s