สยามทัศนะ (พฤศจิกายน 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 8 พฤศจิกายน 2556)

           แม้ลมหนาวจะโชยมาแล้ว แต่การเมืองไทยก็ยังร้อนระอุอยู่เป็นนิจสิน โดยเฉพาะกรณีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” หรือ “เหมาเข่ง” ที่มีการรวมความผิดของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ขวัญใจคนไทยค่อนแผ่นดิน แต่ไม่ใช่สำหรับใครที่คิดว่าตนเองคือเจ้าของประเทศตัวจริงและเครือข่าย นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และม็อบสารพัดตัวย่อ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในหมู่คนเสื้อแดงด้วยกันเอง ที่แม้อยากจะให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณกลับประเทศ แต่ก็ไม่อยากให้ฆาตกรที่สั่งฆ่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของตนต้องลอยนวลดังเช่นในปี 2516 2519 และ 2535 จนทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดง 4 คนต้องลงมติงดออกเสียงในการพิจารณากฎหมายดังกล่าว และในหมู่ข้าทาสบริวารที่ “เชื่อง” ต่ออำนาจเหนือการเมืองที่เห็นว่า “เจ้าระบอบทักษิณ” จะได้รับประโยชน์จากความผิดที่จะถูก “ฟอกขาว”
ซึ่งก็พอทำความเข้าใจได้ว่า ในหมู่มิตรอย่างคนเสื้อแดงก็เพียงแต่ “ผิดหวัง” กับมิตรอย่างพรรคเพื่อไทยที่แก้เนื้อหาของร่างเดิมที่ไม่นิรโทษกรรมให้แกนนำการชุมนุม แต่ก็ไม่อาจมีวันไป “จูบปาก” กับพรรคอำมาตย์อย่างพรรคประชาธิปัตย์เป็นแน่แท้ ส่วนลูกรักของอำนาจเหนือการเมือง ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ทำที “แอ่นอก” ไม่รับการนิรโทษกรรม ไม่ใช่เพราะเขาอยากพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรมหรอก แต่เพราะยังไง ๆ เขาทั้งสองก็ไม่มีวัน “เข้าตะราง” หรอก เพราะ “เส้นใหญ่”
และเมื่อพรรคการเมืองสีฟ้าและม็อบสารพัดตัวย่อประกาศ “เป่านกหวีด” เปิดศึกกับรัฐบาลทั้งที่สถานีรถไฟสามเสนใกล้กับพรรคแห่งนั้น และที่แยกอุรุพงษ์ ก็ได้ทำให้สังคมได้เห็น “ธาตุแท้” ของบรรดา “ชนชั้นนำ” ที่ใกล้ชิดกับระบอบอำมาตย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งการเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทั้งที่ตัวเองไม่ศรัทธาในระบอบการปกครองนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งเครือข่ายราชนิกูล ซึ่งเป็นเครือญาติกับสถาบันชั้นสูง ที่ “สมสู่” กับ “หน้ากากขาว” ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการล้มระบอบกษัตริย์ แต่ถูกบิดเบือน 180 องศาซะงั้น เครือข่ายองค์กรต้านทุจริต 3 สถาบัน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่มีแต่ลูกน้องของ “คนหัวโล้น” กับ “คนหัวหมู” เครือข่ายนักธุรกิจสีลม ที่บางรายเห็นชัด ๆ ว่าเป็น “แม่ยาย” ของคนในพรรคประชาธิปัตย์ บางรายก็หน้าเหมือนตลกแถมวาจาก็ตลกร้าย ไม่มีสง่าราศีของความเป็นนักธุรกิจเอาเสียเลย เครือข่ายแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ที่เห็น “คนคนเดียว” ที่ออกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่ทำให้พวกตนเสียประโยชน์ สำคัญกว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรม เครือข่ายผู้พิพากษาตุลาการรักแผ่นดิน แต่ทำตัว “หนักแผ่นดิน” ที่บางรายก็เคยตัดสินคดีการเมืองอย่างมีอคติมาแล้ว บางรายอย่างนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ที่เป็นโฆษกศาลยุติธรรมด้วยก็เคยออกมากล่าวหาโจมตี “อากง” ว่าเป็นผู้ร้ายโดยสันดาน และให้ท้ายผู้พิพากษาโรคจิต “ชิดชนก แผ่นสุวรรณ” เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งบางรายก็เคย “โผล่หาง” ออกมาร่วมต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตยและ “เชลียร์” ฝ่ายอำมาตย์ คนพวกนี้วัน ๆ ไม่คิดอยากจะพัฒนาการศึกษาของชาติหรอก สนใจแค่อยากทำมหาวิทยาลัยให้เป็น “โรงเลี้ยงเด็ก” ของชนชั้นกลาง เพื่อหวัง “ล้างสมอง” อนาคตของชาติให้เป็นไปตามเส้นที่พวกตนขีดไว้ บางมหาวิทยาลัยที่ประกาศตัวว่าเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” บ้าง “ปัญญาของแผ่นดิน” และมีปรัชญาประจำมหาวิทยาลัยว่า “ควรทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี” บ้าง มีอักษรย่อที่ “ไม่มีจุด” และมีตราสัญลักษณ์เป็นรูป exponential curve บ้าง ก็บังคับให้นักศึกษาหยุดเรียนมาประท้วงกฎหมายนี้ และอยากตัดสายการบังคับบัญชาจากกระทรวงศึกษาธิการมาเป็น “กระทรวงอุดมศึกษา” เพราะง่ายต่อการ “ล้วงลูก” โดยอำนาจเหนือการเมืองก็แค่นั้น และศิลปินดาราบางราย ที่บ้างก็มีผัวเป็น “เสือไบ” อย่าง “นก สินจัย” บ้าง ที่ชอบ “แย่งผัวชาวบ้าน” อย่าง “โย ยศวดี” บ้าง ที่นิยม “one night stand น้ำแตกแล้วแยกกัน” อย่าง “แทค ภรัณยู” บ้าง ที่ชอบ “เหวี่ยง” ใส่คนแบบไม่มีเหตุผลแบบ “แตงโม ภัทรธิดา” บ้าง ที่ชอบด่านักการเมืองว่าโกงภาษี แต่ตัวเองกลับเป็น “นักเลี่ยงภาษีตัวแม่” อย่าง “พลอย เฌอมาลย์” บ้าง ที่ชอบใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาแบบ “เต๋า สมชาย” บ้าง ที่เคยมีลูกน้อง “เอ๋อ” เหมือนผู้ปกครองเมืองหลวงอย่าง “เด๋อ ดอกสะเดา” บ้าง ที่ร้องเพลงลูกทุ่ง “ถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก” และในชีวิตจริงก็เป็นเช่นนี้อย่าง “ศิรินทรา นิยากร” บ้าง ที่เป็นเจ้าของบทเพลง “ไม่รู้นี่หว่า” แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับประชาธิปไตย คิดอย่างเดียวว่า “พวกเราแค่อาศัยแผ่นดินเขาอยู่ ถ้าไม่พอใจเจ้าของแผ่นดินตัวจริงก็ออกไปซะ” อย่าง “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” บ้าง ที่หัวโล้นและทำตัวเป็น “ลูกป๋า” แบบ “หยอง ลูกหยี” บ้าง ที่เป็นนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์อย่าง “อุ๊ หฤทัย” บ้าง ทำให้เชื่อได้โดยบริสุทธิ์ใจได้เลยว่า คนพวกนี้ที่ออกมาอ้างว่าหากกฎหมายดังกล่าวผ่านรัฐสภา จะเป็นการฟอกขาวให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ที่ถูกศาลตัดสินในคดี “โกงชาติ” ถึงที่สุดไปแล้ว แต่กลับไม่แยแส ไม่นำพาต่อกระบวนการที่นำมาสู่การลงโทษดังกล่าว ว่ามีความชอบธรรมเพียงใด จากการรัฐประหาร ตั้งคณะกรรมการ คตส.ที่ “รวมพลคนเกลียดทักษิณ” มาเล่นงานโดยเฉพาะ และการ “ยอมรับนับถือ” อำนาจของคณะปฏิวัติโดย “ศาลสถิตยุติธรรม” ไม่เคยได้ยินเลยว่าคนพวกนี้ออกมาต่อว่าต่อขานเลยแม้แต่นิดเดียว เช่นเดียวกับการทุจริตในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีหลักฐานจะจะคาตา แต่คนพวกนี้ก็ “เงียบยิ่งกว่าหมาตด” หรือเพราะคณะรัฐประหาร พรรคประชาธิปัตย์ และคนพวกนี้ “พ่อแม่เดียวกัน” จึงชอบตั้ง “กติกา-กติกู” ให้คนไทยทั้งแผ่นดินต้องยอม “ซูฮก” ว่า
1.พวกกูทำอะไรก็ไม่ผิด
2.พวกมึงทำอะไรก็ผิดหมด
3.ถ้าพวกกูทำผิด หรือพวกมึงทำถูก ให้ย้อนไปอ่านข้อ 1 และ 2
เมื่อเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาลที่หวังจะสร้างความปรองดอง ด้วยการใช้หลักเมตตาธรรมกับผู้ถูกกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม แต่เป็นไปตามหลักกติกา-กติกูที่ได้ยกขึ้นมานั้น ถูกแปรผันไปจนกลายเป็นชนวนในการประท้วงคัดค้านต่อต้านรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงได้แถลงการณ์ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ถึงสองครั้ง ในวันที่ 5 และ 7 พฤศจิกายน โดยให้วุฒิสภาใช้ดุลยพินิจในการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมนี้ได้อย่างเต็มที่ และหาก “ตีตก” จนต้องส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร เมื่อครบ 180 วันแล้วก็จะไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ ปล่อยให้ตกโดยสมบูรณ์ไปเลย และร่างพระราชบัญญัติปรองดองและนิรโทษกรรมที่ยังค้างคาการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีก 6 ฉบับนั้นก็จะได้ให้ ส.ส.ผู้เสนอร่างดังกล่าวคือพลเอก ดร.สนธิ บุญยรัตกลิน นายสามารถ แก้วมีชัย นายนิยม วรปัญญา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ดำเนินการถอนออกจากระเบียบวาระต่อไป เพื่อหวัง “ปลดล็อก” ความขัดแย้งในบ้านเมือง
ซึ่งในชั้นวุฒิสภาโดยประธาน “นิคม ไวยรัชพานิช” ก็ตั้งใจจริงที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขโดยเร็ว จึงได้เลื่อนวันพิจารณากฎหมายนี้มาเร็วขึ้นจากเดิมวันที่ 11 พฤศจิกายน มาเป็นวันที่ 8 พฤศจิกายน โดยมี ส.ว.69 รายเข้าร่วมประชุม ซึ่งขาดอีกเพียง 6 คนก็จะครบเป็นองค์ประชุมแล้ว แต่ด้วยความ “ไม่สำนึกในหน้าที่” ของบรรดา ส.ว.กลุ่ม 40 ที่บางรายก็ชอบอ้างตัวว่าเป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” ทั้งที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง หนำซ้ำยังทำตัวเป็น “ผู้แทนเจ้าของแผ่นดินไทยตัวจริง” เสียอีก ด้วยการไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว แต่กลับไป “ชูคอโผล่หาง” อยู่ในม็อบ อาทิ นางสาวรสนา โตสิตระกูล นายสมชาย แสวงการ และนายคำนูณ สิทธิสมาน จึงทำให้ ส.ว. “น้ำดี” ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ต้อง “ออกปาก” ตำหนิ ส.ว.กลุ่ม 40 ว่าถ้าอยากจะ “คว่ำ” กฎหมายนี้แล้วทำไมไม่มาประชุม จะถ่วงเวลาไปทำไมอีก แม้ประธานวุฒิสภาจะไป “ตามตัว” คนพวกนั้นที่กำลังประชุมที่อีกอาคารหนึ่ง ก็กลับล็อกห้องเอาไว้ จนต้องโทรศัพท์เข้าไปบอกให้มาเปิดประตู แม้คนพวกนั้นจะมาเปิดประตูให้ แต่ก็ไม่ยอมไปประชุม ด้วยความไม่รู้จักหน้าที่ของ ส.ว. “เฮงซวย” พวกนี้นี่เอง ที่ทำให้วุฒิสภาต้องเลื่อนการพิจารณามาเป็นวันที่ 11 พฤศจิกายนดังเดิม
เหตุที่ ส.ว.กลุ่ม 40 ต้องการให้พิจารณากฎหมายนี้ในวันดังกล่าว ก็เพราะเป็นวันที่จะมีการตัดสินคดีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชารอบปราสาทพระวิหาร จึงหวังใช้กระแสดังกล่าวมาโจมตีรัฐบาล สืบแทนประเด็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะถูกคว่ำลงไป เช่นเดียวกับที่นายสุเทพประกาศจะตั้ง “ศาลเตี้ย” พิจารณาคดีของ “พี่น้องสองนายกรัฐมนตรี” ในเวลาหกโมงเย็นของวันดังกล่าว แต่เมื่อศาลโลกตัดสินให้กัมพูชาไม่อาจอ้างแผนที่ 1:200,000 เพื่อกำหนดสิทธิในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แม้นายศิริโชค โสภา จะ “โชว์โง่” กลางที่ประชุมร่วมรัฐสภาในอีกไม่กี่วันต่อมาเกี่ยวกับการเสียดินแดนให้กับกัมพูชา เช่นเดียวกับพาดหัวของหนังสือพิมพ์ที่มีเจ้าของชื่อ “เปลว สีเงิน” ที่เป็น “ลูกน้อง” ของ “เปรม สีแหบ” ก็ถูกเอกอัครราชทูต “วีรชัย พลาศรัย” ผู้มีชื่อเล่นว่า “แสบ” หัวหน้าคณะผู้แทนของไทยในคดีดังกล่าว สอนมวยให้ซะจน “แสบสันต์” และเมื่อวุฒิสภาลงมติ “เอกฉันท์” 141 ต่อ 0 คว่ำร่างกฎหมายดังกล่าวลงไป ก็ใช่ว่าคนอย่างนายสุเทพและเครือข่ายจะ “ยอมลง” ให้ฝ่ายประชาธิปไตยง่าย ๆ ดังจะเห็นได้จากการ “เป่านกหวีด” ชุมนุมกันต่อไป โดยนายสุเทพและเพื่อน ส.ส.อีก 8 คน คือนายอิสสระ สมชัย นายชุมพล จุลใส ที่เคยเดินถือปืนกลประกบนายสุเทพในรัฐสภาเมื่อปี 2553 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เจ้าของฉายา “เตี้ย วงศ์หนองใน” นายถาวร เสนเนียม ผู้ “อาจ” มี “เอี่ยว” กับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้มีข่าวทุจริต “ไทยเข้มแข็ง” สมัยรัฐบาลที่แล้ว นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สามีของอดีตนางเอก “นุสบา วาณิชอังกูร” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ “ลูกเขย” ของนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ อดีตแกนนำผู้ล่วงลับแห่งพรรคประชาธิปัตย์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ “ลูกติด” ของนางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ภรรยาของนายสุเทพที่เคยแต่งงานกับนายพรเทพ เตชะไพบูลย์มาก่อน และถูกนายสุเทพไป “แย่ง” มาเป็น “เมียตัวเอง” ก็ได้ประกาศลาออกจาก ส.ส.เพื่อมา “จัดม็อบ” โดยเฉพาะ และใช้การเป่านกหวีดเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านคนในฝ่ายประชาธิปไตย โดยไม่แคร์ว่าเป็นในอาคารรัฐสภาหรือในโรงแรมอันเป็นสถานที่สาธารณะ
และด้วยความที่ “รัฐบาลจบ สมุนอำมาตย์ไม่จบ” นี่แหละที่ทำให้การเมืองภาคประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง นปช.และพรรคเพื่อไทยสามารถกลับมา “คืนดี” กันได้ หลังจากที่ “งอน” กันไปไม่กี่วัน ด้วยการประกาศลุกขึ้นมา “ทำสงคราม” กับอำนาจเหนือการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดเวทีปราศรัยให้ความรู้กับประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่เมืองทองธานี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 10-15 พฤศจิกายนตามลำดับ และมีกำหนดนัดหมายจะ “ชุมนุมใหญ่โต้รุ่ง” ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ในวันที่ 19-20 พฤศจิกายน เพื่อให้ทราบถึงภยันตรายที่อำนาจเหนือการเมืองเตรียมจะลุกขึ้นมา “ประหัตประหาร” ฝ่ายประชาธิปไตยอีกครั้ง แม้ว่าชนวนความขัดแย้งเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมและปราสาทพระวิหารจะถูก “ตัด” ไปแล้วก็ตาม แต่ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.และ ส.ว.) 308 คนเป็นผู้เสนอ โดยเป็น ส.ส.พรรครัฐบาล 258 คน ที่เหลือ 50 คนเป็น ส.ว. ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 และต้องยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามมาตรา 237 หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาในกรณีเลวร้ายที่สุด (worst case scenario) นั่นก็จะทำให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลลดลงจาก 299 คนเหลือเพียง 41 คน และจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถ “พลิกขั้ว” มาเป็นรัฐบาลได้ทันที หากอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและลงมติ “ล้ม” เก้าอี้นายกรัฐมนตรีสำเร็จ
เมื่อถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน สังคมก็ได้เห็น “ธาตุแท้” ของ “สุนัขรับใช้อำมาตย์” ที่ “ใส่ครุยโผล่หาง” บนบัลลังก์จนได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ ส.ว. ที่ออกมา มีลักษณะเหมือนกับให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากคนพวกนี้กล่าวว่า การยกเลิก ส.ว.สรรหา ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ผ่านการลงประชามติมาจากประชาชน เป็นการทำให้วุฒิสภาสูญเสียความเป็นกลาง จนถึงขั้น “ถอยหลังลงคลอง” เหมือนสมัยที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เนื่องจากจะเป็นการทำให้ “สภาผัวเมีย” รีเทิร์นอีกครั้งหนึ่ง เพราะปราศจาก ส.ว.สรรหาที่มีความเป็นกลางทางการเมืองมาตรวจสอบถ่วงดุล อีกทั้งสมาชิกรัฐสภาผู้เสนอและลงมติก็จะเป็น “ผู้มีประโยชน์ได้เสีย” เพราะจะได้ใช้ประโยชน์จากการส่งตนเองและ/หรือเครือญาติลงสมัคร ส.ว. อีกทั้งยังปรากฏภาพการลงคะแนนแทนกันของ ส.ส.บางราย ซึ่งขัดกับหลักความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ไม่อยู่ภายใต้อาณัติผูกพันของบุคคลใด มีการตัดสิทธิผู้สงวนคำแปรญัตติ 57 ราย และมีการเสนอขอปิดอภิปรายในแทบทุกมาตรา จึงเท่ากับ “ปิดปาก” สมาชิกรัฐสภาฝ่ายตรงข้าม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่ไม่ยุบพรรคและตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภา โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่นำพาต่อข้อเท็จจริงที่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น “หน้าที่” ของรัฐสภาที่จะต้องกระทำ ไม่ใช่ “สิทธิ” ที่จะกระทำหรือไม่กระทำก็ได้ และตนเองก็ไม่มีหน้าที่ที่ต้องมาวินิจฉัยความถูกต้องของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด และทั้ง ๆ ที่ตนเองเคยวินิจฉัยไว้เมื่อปีที่แล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการลงประชามติของประชาชน แม้จะมาโดยการ “บังคับข่มขืนจิตใจ” คนไทยทั้งแผ่นดินก็ตาม หากจะแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับก็สมควรถามประชามติจากประชาชน หรืออาจทำเป็นรายมาตราก็ได้ แต่เมื่อมีการเสนอแก้ไขรายมาตราแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็กลับ “บล็อก” ซะงั้น ในส่วนของ ส.ว.สรรหานั้น ก็ไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้เองมิใช่หรือว่า ส.ส.และ ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ไม่อยู่ภายใต้อาณัติผูกพันของบุคคลใดดังที่เพิ่งกล่าวมาแล้ว แต่ ส.ว.สรรหากลุ่ม 40 และศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็กลับทำตัวเสมือนเป็น “ผู้แทนอำนาจเหนือการเมือง” ที่อยู่ภายใต้อาณัติผูกพันของ “อำนาจเหนือการเมือง” ในส่วนของการ “เสียบบัตร” แทนกันนั้น ถ้าปรากฏว่า ส.ส.คนใดให้เพื่อนสมาชิกลงคะแนนแทนตน และรับลงคะแนนแทนคนอื่น ก็ควรถือว่าคะแนนเป็นโมฆะเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ตัดสิน “เหมาเข่ง” เช่นเดียวกับหากมีการทุจริตในการสอบ ก็ควรปรับตกเฉพาะคนลอกเพื่อน และคนที่ให้เพื่อนลอกเท่านั้น ไม่ใช่เล่นงานยกชั้นเรียน และตามข้อบังคับการประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ก็กำหนดให้สมาชิกของแต่ละสภาต้องอภิปรายในเนื้อหาที่ตนเองสงวนไว้และต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายนั้น ๆ เท่านั้น ในกรณีของ 57 สมาชิกรัฐสภานั้น ก็พบว่าขอแปรญัตติขัดกับหลักการ โดยเฉพาะการกลับไปมี ส.ว.สรรหา จึงไม่สามารถอภิปรายได้ แต่พออะลุ้มอล่วยให้อภิปราย ก็กลับมีแต่การอภิปรายที่วกวน ซ้ำซาก ฟุ่มเฟือย จึงชอบธรรมที่จะสามารถเสนอขอปิดอภิปรายได้ ซึ่งในข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า เกือบจะมีแต่ความพยายาม “โยง” วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งไปสู่ความเป็น “สภาทาสของระบอบทักษิณ” ในคำอภิปรายเท่านั้นเอง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะมีเจตนารมณ์สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามในเก้ารายก็ถือเป็น “ผู้มีประโยชน์ได้เสีย” กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิพิจารณาคดีนี้มาตั้งแต่แรก แต่เพราะเขาคือ “ร่างทรงนอมินีหุ่นเชิด” ของ “อำนาจเหนือการเมือง” ที่ชอบ “โชว์พาว” สู่สาธารณะอยู่เนือง ๆ แถม “ไม่เนียน” อีกต่างหาก ด้วยถ้อยคำ (wording) ที่ไม่ผิดอะไรเลยกับที่พรรคการเมืองสีฟ้าใช้โจมตีเรื่องการยกเลิก ส.ว.สรรหา
ด้วยการที่ศาลรัฐธรรมนูญ “ล้วงลูก” หรือพูดให้สุภาพกว่านี้ก็คือ “เสือก” ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งกระทำตามหน้าที่ โดยสิ่งที่ตนเองไม่มีหน้าที่ก็ตาม จึงทำให้พรรคเพื่อไทยและ นปช.ต้องออกมา “ตัดหน้า” ไม่รับอำนาจที่เกินสมควรและไม่ชอบธรรมนี้ก่อนวันวินิจฉัยเพียงวันเดียว ด้วยการระดมมวลชนมาปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตย จากการ “ประหาร” อำนาจรัฐโดย “ศาลรัฐธรรมนูญ” และทำให้ม็อบ “สีฟ้า” ที่นำโดยนายสุเทพ ฉวยโอกาสนี้แสดงพลัง “ยกระดับ” การชุมนุมขึ้นจากการให้มวลชนอารยะขัดขืนคำสั่งของรัฐบาล งดเว้นการชำระภาษี หยุดงานมาร่วมม็อบ ไปจนถึงยึดส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งราชการส่วนกลางในหลายกระทรวงทบวงกรม ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ที่ถนนพระรามที่ 6 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกองทัพบกที่ถนนราชดำเนินนอก กระทรวงยุติธรรมและอาคารรวมหน่วยราชการที่ถนนแจ้งวัฒนะ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ถนนพระรามที่ 1 และในภูมิภาคในหลายศาลากลางจังหวัด โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ ฐานเสียงหลักของ “พรรคการเมืองสีฟ้า” นั่นแหละ เพื่อหวังโค่นล้มสิ่งที่พวกตนเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ที่ไม่มีอยู่จริง ด้วยการ “ปฏิวัติประชาชน” ซึ่งนี่ก็ทำให้เห็นสัจธรรม “ไม่มีสัจจะในหมู่โจร” ได้เป็นอย่างดี เพราะนายสุเทพเองที่เคยกล่าวไว้ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จะนำการปฏิวัติประชาชนมาใช้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ แต่มาวันนี้ “กำนันหน้าดำแขนคอก” ก็กลับเอาการปฏิวัติประชาชนมาปกป้องระบอบกษัตริย์ซะนี่ เคยกล่าวหาระบอบทักษิณว่าโค่นล้มรัฐธรรมนูญ แต่ตนเองกลับเสนอ “สภาประชาชน-รัฐบาลประชาชน” ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่อนุญาตให้กระทำได้ซะงั้น และที่เคยกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็นพวก “hardcore” ใช้ความรุนแรง มี “โล้นห่มเหลือง” มาร่วมชุมนุม และเอาผู้ป่วยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาเป็นตัวประกัน ก็กลับซ้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจนปางตาย มี “หลวงปู่พุทธะอิสระ” ทั้งที่อายุยังไม่ครบแซยิดมาขึ้นเวทีคู่กับนายสุเทพ ผู้เรียกร้องคุณธรรมจากนักการเมือง แต่ตนเอง “ศีลขาด” ครบทุกข้อ ทั้งข้อ 1 จากการสั่งปราบปรามประชาชน ข้อ 2 จากการทุจริต สปก.4-01 รถไฟฟ้าโฮปเวลล์ น้ำมันปาล์ม และ 396 โรงพักเป็นอาทิ ข้อ 3 จากการ “แย่งเมียเพื่อน” ข้อ 4 จากการ “ตระบัดสัตย์” ในคำพูดของตน ทั้ง “ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะจะไปขัดรองเท้าทักษิณ” “จะไปขุดรูอยู่” และข้อ 5 จากการส่งเสริมการค้าขายยาเสพติดจนเจริญรุ่งเรืองสมัยที่พวกตนเรืองอำนาจ และไปตัดไฟโรงพยาบาลตำรวจ และส่งนักเลงอันธพาลในคราบนักเรียนอาชีวศึกษา และนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงไป “รุมยำ” คนเสื้อแดงถึงเวทีราชมังคลาฯ จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายและต้องเลิกเวทีซะจนได้

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

1 ธันวาคม 2556

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s