สยามทัศนะ (ธันวาคม 2556)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 9 ธันวาคม 2556)

           เดือนสุดท้ายของปี และก็คงเป็นยกสุดท้ายของ “สงครามประชาธิปไตย” จากการประท้วงอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของอำนาจเหนือการเมืองในรูปแบบ “ตุลาการภิวัตน์” โดยฝ่ายประชาธิปไตย และการคัดค้านฝ่ายประชาธิปไตยโดยฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองหรือ “ม็อบนกหวีด” โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้ยกระดับขึ้นเป็น “คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (กปปส.) ที่วัน ๆ ก็เอาแต่ “โค่นล้มระบอบทักษิณ” ทั้งที่ไม่มีอยู่จริง ก็เพราะคนพวกนี้ “โกหกตอแหล” เป็นนิจสิน เพราะ “ประชาธิปไตย” ภาษาอะไรที่ไม่มีการเลือกตั้ง มีแต่การตั้ง “สภาประชาชน” ที่คนหยิบมือเดียวเลือกเข้ามา ซึ่งเป็นแนวคิดของระบอบ “คอมมิวนิสต์” เช่น ลาว เวียดนาม จีน เกาหลีเหนือ ชัด ๆ แล้วนี่เหรอที่ออกมาจากปากของคนที่เคยกล่าวหาว่าคนอื่นจะล้มระบอบกษัตริย์ แต่ตัวเองก็จะลากระบอบกษัตริย์และระบอบคอมมิวนิสต์ให้มาเป็น “เส้นขนานที่บรรจบกัน” (intercepted parallel lines)
โดย กปปส.เริ่มต้นการเคลื่อนไหวจากการยึดครององค์กรสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐคือ “ทีโอที” และ “กสท โทรคมนาคม” ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะที่ยึดไว้ได้แล้ว เพื่อหวังตัดการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสาร และการเดินขบวนไปบีบบังคับ free TV ให้ถ่ายทอดการแถลงการณ์ของนายสุเทพในฐานะเลขาธิการ กปปส. ซึ่งก็ปรากฏว่าเกือบทุกช่องยอมทำตามในการแถลงการณ์ครั้งแรก แต่ช่อง 9 และ 11 ซึ่งเป็นของรัฐบาลก็ไม่ยอมถ่ายทอดเลย และยังคงถ่ายทอดแถลงการณ์จากฝ่ายรัฐตลอดมา และเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้การชุมนุมของ กปปส. จะไม่เป็นไปโดยสงบ และมีอาวุธก็ตาม แต่เมื่อคนพวกนี้ประสงค์จะเข้าไปยังสถานที่ราชการต่าง ๆ ทั้งทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก็สามารถเข้าไปได้อย่าง “สะดวกโยธิน” เพราะฝ่ายรัฐประเมินสถานการณ์แล้วว่า “ยังไง้ ยังไง” ก็ยึดไม่ได้หรอก แค่ไปแสดงสัญลักษณ์แล้วก็กลับ “เท่านั้นเอง” และในอีกไม่วันต่อมาที่ตรงกับวันสำคัญของสถาบันสำคัญ คนพวกนี้ก็ “พักยก” กิจกรรมทางการเมือง เพื่อมาแสดงกิจกรรมความจงรักภักดี แบบ “แหล ๆ ” ตามสไตล์ของตน โดยเฉพาะการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายสุเทพ ที่ระบุว่า “จะขอประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา “ลุงกำนัน” ผู้นี้ก็เต็มไปด้วยสรรพข้อครหาเกี่ยวกับความโปร่งใสในหน้าที่การงาน ทั้งกรณี สปก.4-01 SDH ของทีโอที รถไฟฟ้าโฮปเวลล์ 396 โรงพัก น้ำมันปาล์ม และการปราบปรามประชาชน จนเมื่อ “สลัดคราบ” ความเป็นนักการเมืองออกมาก็ยัง “ทุจริต” ต่อคำพูดตัวเองที่บอกว่าเป็น “ม็อบผู้ดี” ซะจนได้ ด้วยการจัด “อันธพาล” ในคราบนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปหาเรื่องคนเสื้อแดงถึงที่ชุมนุม คือสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่หัวหมากซึ่งติดกับมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเมื่อต้นเดือน จนนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตาย ดังเช่นที่ ส.ว.ลากตั้ง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” กล่าวไว้บนเวทีราชดำเนินว่า “เราส่งน้อง ๆ นักศึกษารามคำแหงไปทำปฏิบัติการพิเศษที่ราชมังคลาฯ จนคนเสื้อแดงขวัญผวา ยังออกมาไม่ได้”
ด้วยความ “ตระบัดสัตย์” ในคำพูดของนายสุเทพ ที่กลับกลอกหลอกลวงมวลชนตลอดมา โดยเฉพาะการทำ “สงครามครั้งสุดท้าย” ไม่รู้จะกี่สุดท้ายแล้ว และมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในเช้าของวันที่ 9 ธันวาคม นายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จึงได้ตัดสิบใจยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนว่าสมควรจะมีผู้แทนประชาชนหรือมี “พ่อไอ้แทน” เข้ามาปกครองประเทศกันแน่ แต่ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งก็คือ การที่พรรคประชาธิปัตย์ผู้ยึดมั่นในระบอบรัฐสภามาโดยตลอด กลับไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงแข่งขันแม้แต่รายเดียว เพราะคิดเพียงแค่ว่าไม่อยากเป็น “ตราประทับ” ให้กับระบอบทักษิณ เช่นเดียวกับก่อนยุบสภาเพียงวันเดียว ที่ ส.ส.ของพรรคนี้ประกาศ “ลาออก” ยกพรรค จึงอยากจะถามไปยังพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอำนาจเหนือการเมืองอุปถัมภ์แห่งนี้ว่า เพราะคุณเอาชนะ “ระบอบทักษิณ” ในระบบรัฐสภาไม่ได้ใช่ไหม คุณเลยเป็นพวก “องุ่นเปรี้ยว” และถ้าคุณยิ่งทำแบบนี้ ส.ส.ของระบอบทักษิณก็จะมีเต็มสภามากขึ้น เพราะฝ่ายค้านที่ควรจะทำหน้าที่ของตัวเองก็ลาออก หรือไม่ลงเลือกตั้ง ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ “ระบอบทักษิณ” ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก
และยิ่งนับวัน ม็อบกบฏ กปปส. ก็ยิ่ง “เลว” ยิ่ง “เละ” ยิ่งกว่าที่พวกตัวเองเคยด่านายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์” ซะอีก ทั้งการปราศรัยโจมตีคนในสกุลชินวัตรอย่างรุนแรง ถึงขั้นไม่ต้องการให้คนนามสกุลนี้เล่นการเมือง และออกไปจากแผ่นดินไทย โดยไม่ฟังคำทัดทานของ “ปู่พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคของตนเอง ที่ชี้ว่า “เอาสิทธิ์อะไรไม่ให้คนนามสกุลชินวัตรเล่นการเมือง” แม้แต่ “น้องไปป์” ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชายโทนของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ถูกกล่าวพาดพิง ทำนองว่าจะต้องไปหัดเรียนภาษาอาหรับ เพราะต้องไปอยู่ดูไบกับแม่และลุง ซึ่งถือว่าเป็นการรังแกกันอย่าง “ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษ” กันทีเดียว เช่นเดียวกับม็อบ กปปส.ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ไปประท้วงคนนามสกุล “ถาวรเศรษฐ” ที่เป็นคนจังหวัดดังกล่าวถึงบ้าน เพราะเห็นว่าเป็นญาติกับ “แม่ทัพแดง” ทั้งที่คนนามสกุลถาวรเศรษฐในฐานะ “คนใต้” ก็ “มีใจ” ให้กับพรรคการเมืองเก่าแก่ก็หลายราย รวมถึงเจ้าของบ้านที่โดนประท้วงด้วย และคนนามสกุลเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องตรงกันเสมอไป ดังเช่นคนนามสกุล “สุรัสวดี” “นาครทรรพ” “ปุณณกันต์” ที่มีเครือญาติสนับสนุนทั้งสองฝั่ง (และแม้แต่นามสกุล “อมะลัษเฐียร” ของผมผู้เขียนด้วยครับ)
ความพยายามของ “ลุงกำนันสุเทพ” ที่ดิ้นรนเพื่อแสวงหาอำนาจมาครอบครองโดยไม่ต้องผ่านมือประชาชนก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ ดังจะเห็นได้จากการพยายามเข้าไปชี้แจงต่อผู้นำกองทัพ ทั้งในทางลับและในทางเปิดเผย เพื่อหวังได้รับการสนับสนุนกำลังทหารมาช่วย “คว่ำ” รัฐบาลที่มาจากการ “เลือกตั้ง” เพื่อนำไปสู่รัฐบาล “เทือกตั้ง” ที่มี “สภาประชาชน” มาทำหน้าที่แทน “สภาของประชาชน” เพราะความไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่นในระบอบ มีเพียงแต่ความ “ชิงชัง” คนบางคนที่มีชัยชนะเหนือตนด้วยระบอบนี้เท่านั้น จึงพาลไป “จวก” คนส่วนมากของประเทศว่า “ไม่มีการศึกษา ไม่สมควรจะมีคะแนนเสียง” ถึงขั้นที่คนอย่าง ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการ “สองเพศ” ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีหมาด ๆ ของ “NIDA” มหาวิทยาลัยรัฐแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดสอนเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา (สูงกว่าปริญญาตรี) และทายาทเบียร์สิงห์ “ตั๊น จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ต้องกำหนดคะแนนเสียงของคนที่มีวุฒิการศึกษาน้อย หรือคนชนบท ให้น้อยกว่าคะแนนเสียงของคนมีการศึกษาสูง หรือคนในเมืองกันเลยทีเดียว
ด้วยพฤติกรรม “ดูหมิ่นเหยียดหยามคนชนบท” นี้เองที่ทำให้ “ตั๊น จิตภัสร์” อดีตข้าราชการการเมืองในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่เคยแจกปฏิทิน “ปลุกใจเสือป่า” ต่อมาก็ผันตัวมาลงสมัคร ส.ส.แข่งกับ “ลีลาวดี วัชโรบล” อดีตนางเอกละครโทรทัศน์ แต่ต้องพ่ายแพ้ไปไม่กี่ร้อยแต้ม ต้องประสบกับวิบากกรรมอันยิ่งใหญ่ในชีวิต จากการถูก “บอยคอต” สินค้าในเครือสิงห์ ทั้งเบียร์ โซดา น้ำดื่ม ชาเขียว และสาหร่ายทะเลทอดกรอบ โดยกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งที่สมาชิกในสกุลภิรมย์ภักดีหลายคนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดของตั๊น จิตภัสร์ไปทุกเรื่อง ถึงขั้นที่ “ลุงสันติ” ลูกพี่ลูกน้องของพ่อ (จุตินันท์) ต้อง “ยื่นโนติ๊ซ” กันเลยทีเดียว รวมถึงการออกมา “แฉ” พฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสมต่อความเป็นกุลสตรีบางอย่างเมื่อครั้งไปเรียนเมืองนอก ทายาทเบียร์สิงห์คนนี้จึงต้องเปลี่ยนนามสกุล “ภิรมย์ภักดี” ของพ่อไปเป็น “กฤดากร” ของแม่ (หม่อมหลวงปิยาภัสร์) แทน
ซึ่งก็จะขอให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนามสกุลทั้งสองเสียหน่อยว่า พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ต้นสกุลภิรมย์ภักดี มีภรรยาสองคน คนแรกมีบุตรชื่อ “ประจวบ” (พ่อของสันติ ปู่ของ “ต๊อด ปิติ” ผู้สามี “นุ่น วรนุช” ) คนที่สองมีบุตรชื่อ “จำนงค์” (พ่อของจุตินันท์ ปู่ของตั๊น จิตภัสร์) ส่วนพระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ต้นราชสกุล “กฤดากร” หนึ่งในแกนนำผู้เคยเสนอเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระโอรสหลายองค์ที่ “เนรคุณพ่อ” อาทิ พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งมีพระอนุชา (น้องชาย) องค์หนึ่งคือหม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากรเป็น “พ่อ” ของรองราชเลขาธิการ (หม่อมราชวงศ์บุตรี กฤดากร ปัจจุบันคือท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ผู้ไม่ชอบระบอบทักษิณ) อีกองค์หนึ่งคือหม่อมเจ้าเสริมสวาสดิ์ กฤดากรเป็น “ตาทวด” (พ่อของตา) ของ “ตั๊น จิตภัสร์” เธอจึงน่าภูมิใจที่ได้ร่วมสกุลเดียวกับ “กบฏบวรเดช” หรือพูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ “ราชสกุลกฤดากร” มีทายาทเป็นกบฏแผ่นดินที่ต่อต้านประชาธิปไตยถึงสองคน
การปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ กปปส.เรียกร้องก่อนการเลือกตั้ง ทั้งที่สมัยตัวเองเป็นรัฐบาลก็เคยตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูป” และ “สภาปฏิรูป” โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรี “พ่อตัวเป็นพระยา พ่อตาเป็นหม่อมเจ้า” อย่าง “อานันท์ ปันยารชุน” และราษฎรอาวุโส “หมอประเวศ วะสี” เป็นแกนนำ ถึงขั้นที่ได้รายงานข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทย (ซึ่งยังไม่เสร็จดี) ออกมาเป็นรูปเล่มเผยแพร่ต่อสาธารณชนออกมาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีการทำอะไรเป็นมรรคเป็นผลเลยแม้แต่น้อย แม้แต่พรรคการเมืองต้นสังกัดของ “ลุงกำนันสุเทพ” ที่มีการประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าผู้มีแนวคิดปฏิรูปพรรคให้เป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือ อย่างนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อนก็มีอันต้อง “หลุด” จากเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคภาคกลางและเลขาธิการพรรคตามลำดับจนได้ จึงต้องตั้งคำถามให้พรรคการเมืองเก่าแก่นี้และมวลสมาชิกทั้งหลายตอบว่า “แม้แต่พรรคตัวเองก็ยังปฏิรูปไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรที่จะมาปฏิรูปประเทศ” ผิดกับรัฐบาลรักษาการปัจจุบันที่เดินหน้าเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องมาก่อนการยุบสภา แต่ไม่นำพาต่อพรรคประชาธิปัตย์ที่จะสนใจ
และดังที่กล่าวไว้แล้วว่า การตัดสินใจของประชาชนเป็นสิ่งที่ “ลุงกำนันสุเทพ” เกลียดและกลัวที่สุด เมื่อถึงวันรับสมัคร ส.ส.แบบ party list ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง มวลชน “ม็อบนกหวีด” ก็ไปเตรียมการขัดขวางกันตั้งแต่กลางดึกของคืนวาน แต่แล้วก็มีหลายพรรคการเมืองที่สามารถยื่นใบสมัครต่อ กกต.ได้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย แต่ก็ยังดำเนินการกำหนดเบอร์ประจำพรรคไม่ได้ จึงต้องเดินทางไปแจ้งความที่ สน.ดินแดง ม็อบนกหวีดก็ไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขั้นปล่อยข่าวว่าแกนนำคนเสื้อแดงเดินทางมาที่โรงพักดังกล่าว เพื่อหวังให้มวลชนเสื้อแดงมาให้กำลังใจ และปะทะกับพวกตน แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนไปหาเรื่องกับ “คุณโปลิศ” ที่มารักษาความปลอดภัยสถานที่รับสมัครแทน จนนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของทั้งฝ่ายตำรวจและการ์ดของพวกตนอีกจนได้ แต่ก็ไม่วายที่คนพวกนี้จะ “โยนขี้” ให้ตำรวจรับผิดชอบความรุนแรงดังกล่าว เพราะคนพวกนี้ไม่เคยมีสำนึกว่าตัวเองเป็นคนผิด ถึงผิดก็ “ฟอกขาว” ตัวเองตลอด ๆ มา ผลจากความรุนแรงนี้เอง กกต.ใหม่หมาด ๆ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ผู้ “มีใจ” ให้กับอำนาจเหนือการเมืองมาโดยตลอด ก็ “หางโผล่” ถึงขนาดบอกว่า “ไม่อยากจัดการเลือกตั้งบนกองเลือด” จนถูกฝ่ายประชาธิปไตย “ศอกกลับ” จน “หงายเงิบ” ไปว่า “ถ้าไม่อยากทำงานก็ลาออกไปซะ” ทั้งที่ปัญหาบ้านเมืองเกิดขึ้นก็เพราะพวกตนก่อขึ้นทั้งนั้น แต่ “เสือก” บังคับให้คนอื่นต้องรับผิดชอบ
ไม่เพียงแต่การรับสมัคร ส.ส.party list เท่านั้น แต่การรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตในหลายจังหวัดทั่วประเทศก็มี “ม็อบนกหวีด” ตามไปราวีเช่นกัน แต่ “อาการไม่หนัก” เท่ากับที่ภาคใต้ ซึ่งมีถึง 28 เขตเลือกตั้งใน 8 จังหวัดที่เปิดรับสมัคร ส.ส.ไม่ได้เลย เพราะถูกปิดกั้นและข่มขู่คุกคาม แม้ กกต.บางจังหวัดเช่นนครศรีธรรมราช จะย้ายสถานที่รับสมัครไปยังค่าย ตชด.จนสมัครได้ถึง 7 ใน 9 เขต แต่ก็ถูก กกต.กลางตำหนิว่าทำให้การเลือกตั้งไม่สง่างาม จึงอยากจะถามไปยัง กกต.กลางว่า ถ้ารับสมัคร ส.ส.ในค่ายตำรวจไม่สง่างามแล้ว การตั้งรัฐบาลในค่ายทหารมันสง่างามนักหรือไง (วะ) ซึ่งก็ปรากฏว่า หลังปิดการรับสมัครทั้งสองระบบแล้ว มีผู้สมัครจากหลากหลายพรรคการเมืองมาเป็นตัวเลือกให้ประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่จะได้ “ปลดแอก” จากพรรคประชาธิปัตย์ (ซะที) และต่อให้ ส.ส.ยังได้ไม่ถึงจำนวน 95% ของทั้งหมด 500 คน หรือ 475 คน จากจำนวน ส.ส.ภาคใต้ที่ยังขาดอยู่ หรือมีผู้สมัครคนเดียวและได้คะแนนไม่ถึง 20% หรือเกินกว่า 20% แต่น้อยกว่าคะแนน “vote no” กกต.ก็ต้องจัดการรับสมัครและจัดการเลือกตั้งใหม่อีกไม่เกินสองรอบในเขตนั้น ๆ อยู่ดี
ด้วยพฤติกรรมความรุนแรงที่ปรากฏออกมาบ่อยครั้งของม็อบนกหวีด กปปส.ที่โยนความผิดมาให้พวกตน และทำให้เพื่อนร่วมวิชาชีพของตนต้อง “ไปสู่อีกโลกหนึ่ง” นี้เอง จึงทำให้ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ต้องออกมาแสดงความไม่พอใจต่อสาธารณะ เช่น กรณี ส.ว.กลุ่ม 40 นำโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน-สมชาย แสวงการ-รสนา โตสิตระกูล” ลงไปตรวจพื้นที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง แล้วถูกตำรวจที่รักษาการณ์อยู่โห่ไล่ หรือการตั้งเวทีทวงความชอบธรรมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และก็ด้วยความรุนแรง “ดิบ ถ่อย เถื่อน สถุล” นี้เองที่ทำให้ศาลอาญา “ไม่เพิกถอน” หมายจับข้อหากบฏของ “ลุงกำนันสุเทพ” ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องของบุคคลที่กล่าวหาว่า กปปส.ใช้สิทธิชุมนุมล้มล้างการปกครอง เนื่องจากศาลอาญาเห็นว่า “แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติว่าให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด ผูกพันทุกองค์กร แต่คำวินิจฉัยที่จะเข้าเงื่อนไขดังกล่าว จะต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงด้วย” นั่นคือ การที่ม็อบ กปปส.เข้ายึดสถานที่ราชการและจัดการชุมนุมล้มล้างรัฐบาล ก็ยังเข้าข่าย “กบฏ” อยู่ดีนั่นแหละ

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

9 มกราคม 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s