สยามทัศนะ (มกราคม 2557)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 10 มกราคม 2557)

           เปิดศักราชใหม่ปี 2557 พร้อมกับการต่อสู้อีกยกหนึ่งของฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองกับฝ่ายประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายแรกในนาม “กปปส.” ที่มี “คนผิดเพศ” อยู่เต็มทีมงานไปหมด ตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวน แถมมี “คนสำส่อนทางเพศ” มาร่วมแจมอีกอื้อด้วยเช่นกัน ด้วยความผิดปกติทางจิตใจนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาต่อสู้กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไรก็ไม่ชนะ จึงตัดสินใจ “Shut down Bangkok” ปิดกรุงเทพฯ เอาคนกรุงเทพฯ เป็นตัวประกัน โดยไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของคนเหล่านั้น สนใจเพียงแต่จะเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้ ด้วยการบีบให้นายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ลาออกจากการรักษาการหลังยุบสภา เพื่อหวังให้เกิด “สุญญากาศ” จะได้ง่ายต่อการเข้ายึดอำนาจการปกครองไว้กับตัวเอง ทั้งที่คนกรุงเทพฯ หลายคนก็ “มีใจ” ให้กับพรรคประชาธิปัตย์แท้ ๆ โดยสังเกตได้จากคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนมีนาคมปีกลาย ที่คนของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง “คุณชายเอ๋อ” ชนะพรรคเพื่อไทยไปแสนกว่าแต้ม
ซึ่งกระบวนการกดดันรัฐบาลของฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ก็มีทั้งการกีดขวางการจราจรในเส้นทางสายหลัก 7 ทางแยก คือ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ลาดพร้าว ปทุมวัน ราชประสงค์ ศาลาแดง อโศก และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากเดิมจะปิด 20 แยก แต่ด้วยมวลชนที่ไม่มากพอ และความไม่สะดวกในการควบคุมดูแล จึงต้องยุบรวมเหลือเพียง 7 เวที ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของการคมนาคมขนส่งในเมืองหลวง ถึงขั้นที่ทำให้เป็น “อัมพาต” ได้เลยทีเดียว และการเข้าปิดสถานที่ราชการสำคัญ ๆ หลายแห่ง เพื่อหวังให้รัฐบาลสั่งการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ เพื่อหวังให้รัฐบาลรักษาการไม่อาจบริหารประเทศได้ และต้อง “ยอมจำนน” คายอำนาจมาให้พวกตนในที่สุด ซึ่งก็ปรากฏมี “เกลือเป็นหนอน” เกิดขึ้นจนได้ที่กระทรวงสาธารณสุข ในกรณี “หมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัดกระทรวงแห่งนี้ ที่ “เรียกแขก” ให้เข้ามาปิดกระทรวงของตน ภายหลังจากที่ “กลุ่มประชาคมสาธารณสุข” ได้ออกมาแถลงการณ์ให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” โดยไม่จดจำประวัติศาสตร์ที่คนของรัฐบาลประชาธิปัตย์เองนั่นแหละ ที่เคยเข้ามาสร้างความเสียหายจากกระทรวงแห่งนี้ในโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เช่นกันกับในเวลาต่อมาที่มี “หมอชาติหมา” มาร่วมขบวนม็อบนกหวีดพร้อมธงสัญลักษณ์กาชาด อันเป็นการส่อแสดงให้เห็นถึงการ “เลือกข้าง” ทางการเมืองในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อันผิดหลักการกาชาดสากลที่ห้ามเลือกปฏิบัติเพราะเหตุความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมือง หรือเพราะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” กระมัง พวกคุณจึงจงเกลียดจงชังฝ่ายประชาธิปไตย ถึงขั้นยอมขายจิตวิญญาณ “หมอ” ผู้รักษาเพื่อนมนุษย์มาเป็น “หมา” รับใช้อำนาจเหนือการเมือง จนถึงขนาดที่ยอม “หนีคนไข้” มาไล่ “รัฐบาล” เชียวหรือ และการเคลื่อนขบวนรอบกรุงเพื่อหวัง “ขอทาน” เงินบริจาค ซึ่งก็ “ออกลาย” ความรุนแรงเสียจนได้เมื่อวันที่ 17 มกราคม ก่อนวันกองทัพไทยเพียงวันเดียว เมื่อขบวนม็อบเปลี่ยนเส้นทางเดินกะทันหัน จากแยกราชประสงค์ ถึงแยกศาลาแดง แทนที่จะตรงไปถนนสีลม กลับเลี้ยวขวาไปถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุรวงศ์ “วนลูป” กลับเข้าแยกปทุมวัน โดยเมื่อผ่านถนนบรรทัดทอง ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบริเวณตึกร้างในบริเวณนั้น ทำเอามวลชนบาดเจ็บล้มตายอีกจนได้ และก็ไม่เกินความคาดหมายเลยที่จะมีการ “ใส่ร้าย” รัฐบาลว่าอยู่เบื้องหลังอีกเสียจนได้ ทั้งที่เหตุระเบิดดังกล่าวมีข้อผิดสังเกตหลายประการ อาทิ
1.เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินของม็อบอย่างกะทันหัน
2.เจ้าหน้าที่ทหารทำไมเข้าพื้นที่เกิดเหตุได้ก่อนตำรวจ และทหารที่เข้ามาตรวจพื้นที่ก็คือคนเดียวกับที่คุมการเคลื่อนรถยานเกราะเข้าสลายคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 รวมถึงการหยิบกระเดื่องระเบิดที่เป็นวัตถุพยานโดยหวังจะลบลายนิ้วมือแฝง เนื่องจากไม่ได้สวมถุงมือ
3.ทำไมสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นเข้าทำข่าวไม่ได้ เว้นแต่ช่อง Blue Sky ของพรรคประชาธิปัตย์
4.ทำไมต้องมีการทิ้งชุดสีแดงของคนขายไอศกรีมไว้ด้วย หรือเพียงแค่อยากจะ “สร้างภาพ” ว่าคนเสื้อแดงชอบใช้ความรุนแรง
5.เจ้าหน้าที่ที่กล่าวหาว่าเป็นตำรวจสองสามรายที่อยู่ในที่เกิดเหตุ แท้จริงไม่ใช่ตำรวจ เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ รปภ.ที่มาควบคุมตึกร้างนั้นระหว่างรอการพัฒนา และอีกรายก็เป็นเทศกิจที่ไปเฝ้าบ้านวังสวนผักกาดของ “คุณชายเอ๋อ” แต่เพราะ “ม็อบนกหวีด” เกลียดชังตำรวจที่อยู่ใต้อาณัติของรัฐบาลนี้หรอก จึงต้องใส่ความในเรื่องนี้ และก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องนี้ ดังจะเห็นได้จากการปราศรัยของแกนนำ ที่ถึงขั้นอยากจะให้ตำรวจไปขึ้นกับท้องถิ่นเลยทีเดียว หรือไม่ก็แสดงการกระทำดูหมิ่นเหยียดหยามป้ายที่ทำการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่คนพวกนี้ก็กลับ “เสือก” อยากจะขอกำลังตำรวจมาคุ้มกันม็อบของตัวเอง หรือไม่ก็ทวงถามความคืบหน้าการดำเนินคดีที่เกิดกับชีวิตและทรัพย์สินของแกนนำม็อบและแนวร่วมซะนี่ โดยไม่นำพาว่าพวกตัวเองก็ทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นเขาเหมือนกัน อาทิ การขโมย “เหล้านอก-บุหรี่นอก” การตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางจากรถสาธารณะ การพกพาอาวุธและยาเสพติดโดยเฉพาะ “ใบกระท่อม” เข้าที่ชุมนุมจนตำรวจจับได้เนือง ๆ บางรายก็เป็น “ทหารเรือ” แฝงตัวเข้ามาพร้อมปืนกระบอกเดียวกับที่ปลิดชีพ “ดาบณรงค์” ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นก็มี ทำเอา “ผู้การวินัย กล่อมอินทร์” ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือ “หน่วยซีลเมืองไทย” ต้องออกมาแก้ตัวว่าส่งลูกน้องไปหาข่าวเรื่องยาเสพติดในม็อบ แถมพาลพาดพิงเรื่อง “ชายชุดดำ” เมื่อปี 2553 เสียอีก จะพูดได้ไหมเนี่ยว่า “ผู้การวินัยแต่ทำตัวไร้วินัยซะงั้น” การปิดถนนจนผู้ป่วยหนักไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ การที่ม็อบนกหวีดในภาคใต้ บุกไป “เป่านกหวีด” ขัดขวางการทำละหมาดถึงมัสยิดในจังหวัดตรัง ขัดขวางการเรียนการสอนของโรงเรียนในจังหวัดชุมพร และกดดันผู้บริการ กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่แคร์เลยสักนิดเลยว่าคนพวกนี้ก็ไม่ใช่น้อยเลยที่ถูก “ผลัก” ให้มาเป็นศัตรูเพราะการกระทำของตัวเองแท้ ๆ และบางทีการ์ดของกลุ่มย่อยที่มาร่วมชุมนุมอย่าง คปท.นำโดยนักเรียนอาชีวศึกษา ก็ “ซัดกันเอง” กับการ์ดของเวทีหลักที่เป็น “โจรในคราบทหาร” ซะจนได้ และน่าสังเกตเหลือเกินว่า เหตุใดเมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลด้วยความรุนแรงถึงเพียงนี้ กองทัพถึงพยายาม “ใส่เกียร์ว่าง” กับการดำเนินการใด ๆ เพื่อสนับสนุนรัฐบาล แถมยังมีพฤติกรรม “แอบทำตาเหล่” ให้ม็อบนกหวีดซะอีก นี่ยังไม่รวมถึงการเคลื่อนย้ายกำลังพลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยอ้างว่าจะมา “โชว์” วันเด็ก และ “สวนสนาม” วันกองทัพไทย แต่เมื่อเสร็จสิ้นงานทั้งสอง ก็ไม่เคลื่อนย้ายกลับที่ตั้ง กลับเอามาฝึกต่อที่ “ราบ 11” ต่ออีกเป็นเดือน ท่ามกลางกระแสที่ว่า ไม่ได้จะเอามาโชว์ มาสวนสนาม หรือมาซ้อมรบอะไรหรอก แต่แค่อยากจะเอามา “งัดข้อ” รัฐบาลเท่านั้นเอง แม้กระทั่งไม่ยอมให้สถานที่ในการบัญชาการเหตุการณ์กับรัฐบาล แบบที่หนังสือพิมพ์สมุนอำนาจเหนือการเมืองขึ้นพาดหัวทำนองว่า กองทัพ “เป็นกล้ามเนื้อนอกบังคับ” ของรัฐบาลขี้ข้า “ทักษิณ” เพราะอยู่ “ใต้บังคับ” หรือเป็นขี้ข้าของคนพวกเดียวกับตนเองนั่นแหละโว้ย ดูจากเสื้อที่ใส่ก็รู้ จนปลัดกระทรวงกลาโหม “พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก” ต้องออกมา “ยื่นโนติ๊ซ” กับกำลังพลในกองทัพที่ “มีใจ” ให้กับ กปปส.ว่า “ทหารคนไหนอยากไปร่วมชุมนุม ให้ลาออกจากราชการซะก่อน”
ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกสองวันถัดมา หรือวันที่ 19 มกราคม ก็ปรากฏเหตุ “ระเบิดกลางวันแสก ๆ ” ขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่หลังเวทีอนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีผู้บาดเจ็บเกือบสามสิบราย ท่ามกลางข้อสงสัยถึงการรักษาความปลอดภัยที่ “หละหลวม” ถึงขนาดให้คนแปลกหน้าบุกเข้าไปถึงหลังเวทีชุมนุม และมือปาระเบิดก็น่าจะเป็น “มืออาชีพ” โดยสังเกตได้จากเมื่อปาระเบิดลูกแรกเสร็จแล้ว ก็วิ่งหนีไปแล้วหันกลับมาปาระเบิดอีกลูกหนึ่ง แล้ววิ่งต่อไปอีกพร้อมกับหันกลับมายิงปืนใส่คนที่วิ่งไล่ตาม เมื่อวิ่งได้ระยะทางหลายร้อยเมตรแล้วก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่รอรับอยู่ไปเลย และในวันเดียวกัน “นิกกี้” สุระ ธีระกล ผู้มีอวัยวะลับเฉพาะยาวถึง 9 นิ้ว ก็ได้ขึ้นเวที กปปส.อโศก โจมตี กปปส.ที่ผูกขาดความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ จนถูกการ์ด “หิ้ว” ลงจากเวที และถูก “รุมสกรัม” ในที่สุด ส่วนในวันที่ 21 มกราคม ม็อบนกหวีดนำโดย “ไอ้ลูกหมี” ชุมพล จุลใส และ “ไอ้บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ก็เดินทางไปกดดัน DSI ที่ย้ายสำนักงานจากศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะที่พวกตนไปปิด ไปยังอาคาร Software Park ถึงขั้นที่เกือบจะไปลากตัวพันตำรวจเอกนิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ของ DSI ออกมา “รุมยำ” กันเลยทีเดียว จน ผบ.นิรันดร์ ต้องยกมือไหว้ขอร้อง และในวันเดียวกัน ม็อบนกหวีดสุราษฎร์ธานีก็ไป “ลากตัว” ข้าราชการที่ทำงานอยู่ในสำนักงานสรรพากรพื้นที่ออกมา “แห่ประจาน” รอบเมืองด้วยเช่นกัน จึงอยากจะถามไปยังบรรดาม็อบนกหวีดว่า ก็ในเมื่อคนที่พวกคุณรักที่สุด ถึงขั้นยอมตายถวายชีวิตให้ เคยออกมากล่าวว่า “อยากให้คนไทยรู้จักทำตามหน้าที่ของตนเอง” แต่พวกคุณกลับไม่เชื่อถือคำพูดนี้ นี่เหรอ “ประชาชนของพระราชา” ที่พวกคุณอยากจะ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ดังที่ได้กล่าวมาและจะกล่าวต่อไปอีก ก็ย่อมเป็น “ตราประทับ” อันเหมาะสมแล้วที่รัฐบาลจะตัดสินใจ “ให้ยาแรง” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแทนการใช้กฎหมายความมั่นคง ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม และนับไปอีกสองเดือน เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนโดยทั่วไป และเพื่อคืนความสงบสุขให้แก่สังคม แต่ก็ยังคงไม่นำพาต่ออำนาจเหนือการเมืองที่มี “คนผิดเพศ” และ “คนสำส่อนทางเพศ” เป็นผู้อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ดี ด้วยการบุกไปกดดันนายกรัฐมนตรีถึงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมที่เมืองทองธานี และรื้อป้ายที่ทำการ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จนเหี้ยนเตียนอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น จังหวัดอุดรธานีซึ่งอยู่นอกเขตสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ยังมีเหตุการณ์กระหน่ำยิง “ขวัญชัย ไพรพนา” แกนนำแดงอีสานด้วยอาวุธสงครามถึง 39 นัดเพื่อหวังเอาชีวิต แต่เดชะบุญที่โดนตัวเพียงสามนัดและไม่ใช่ส่วนสำคัญ จึงพ้นขีดอันตรายได้ในไม่กี่ชั่วโมง
และไม่เพียงแต่ความรุนแรงทางกายเท่านั้น ในทางวาจา ยังปรากฏว่า “แนวร่วมม็อบนกหวีด” หลายรายก็ใช้วาจาเป็นอาวุธ “เล่นสกปรก” กับนายกรัฐมนตรีเสียจนได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เด็กวัยอนุบาลขึ้นปราศรัยโจมตีผู้นำประเทศ ภายใต้การ “เขียนโปรแกรม” ของผู้ปกครองที่เป็นโรค “เกลียดประชาธิปไตย” หรือไม่ก็วาจา “เซ็กซ์ออกปาก” ของ “ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร” นักวิชาการ 5 ปริญญาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเคยมีประวัติ “เซ็กซ์หมู่แลกเกรด” กับนักศึกษาสมัยที่ยังใช้ชื่อว่า “ประจักษ์” และยังสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพมาแล้ว ด้วยความที่เขียนตำราเพศศึกษาไว้หลายเล่ม จึงอยากจะทดลอง “ภาคปฏิบัติ” กับลูกศิษย์ของตนดูบ้าง หรือวาจาลักษณะเดียวกันของ “หมอประเสริฐ วศินานุกร” อดีตอาจารย์ศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้น่าจะไป “รีแพร์” ปากตัวเอง และ กกต. “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ซึ่งแม้จะมาเป็นกรรมการกลางจัดการเลือกตั้งแล้ว แต่ “หาง” ทาสอำมาตย์ก็ยังอยู่ เพราะเป็น “กองเชียร์” พรรคประชาธิปัตย์และม็อบนกหวีดอย่างออกนอกหน้ามาหมาด ๆ จนน่าจะต้องไป “ขึ้นห้องนอนโรงแรม” กับดาราสาว ๆ คาว ๆ โฉ่ ๆ ที่โผล่หางไปขึ้นเวทีหลายคนซะบ้างก็คงจะดี และไม่เพียงแต่เรื่อง “ใต้สะดือ” ที่ กกต.ผู้ดำรงความเป็นกลาง (กลางใจพรรคประชาธิปัตย์) อย่างเสมอต้นเสมอปลายผู้นี้หยิบยกขึ้นมา “แขวะ” นายกรัฐมนตรี แต่ กกต.สมชัย ก็ยังแสดงทีท่าไม่พอใจที่จะให้มีการเลือกตั้ง โดยหยิบยกข้ออ้างเรื่อง “เลือกตั้งบนกองเลือด” และ 28 เขตเลือกตั้งในภาคใต้ที่ไม่มีผู้สมัคร และไม่มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดังที่เคยกล่าวมาแล้วในตอนก่อน  โดยไม่นำพาต่อข้อกฎหมายที่ระบุว่าให้ กกต.จัดการเลือกตั้งซ่อมในเขตที่ไม่มีผู้สมัคร หรือมีผู้สมัครเพียงคนเดียวได้อีก 2 ครั้งในระยะเวลา 180 วัน ซ้ำร้ายยังใช้หลักนิติศาสตร์เหนือหลักรัฐศาสตร์ ในการไม่ให้รัฐบาลรักษาการจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนา และไม่อนุญาตให้ขายข้าวให้รัฐบาลจีน ด้วยข้ออ้าง “ไม่อยากให้รัฐบาลรักษาการได้เปรียบทางคะแนนเสียง” โดยไม่สนใจไยดีต่อความเดือดร้อนของชาวนาที่มีความต้องการใช้จ่ายเงิน จนถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองว่า “รัฐบาลโกงชาวนา” และนำไปสู่การเดินขบวนประท้วงธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.โดยม็อบนกหวีดในวันที่ 20 มกราคมเสียจนได้ ทั้งที่พวกตนนั่นแหละก่อความวุ่นวายขึ้นในแผ่นดินจนรัฐบาลต้องยุบสภา และประเทศจีนก็เกิดภัยธรรมชาติจากพายุหิมะถล่ม จนไม่อาจปลูกข้าวได้ จึงต้องซื้อข้าวจากประเทศอื่นทดแทน แต่ก็ไม่สามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยได้ นี่แหละที่ กกต.ถูกตั้งฉายาว่าย่อมาจาก “คณะกรรมการ (กีดกัน) การเลือกตั้ง”
และด้วยพฤติกรรมเลวระยำต่ำทราม ดิบเถื่อนถ่อยสถุล เฮงซวยห่วยแตก อัปรีย์จัญไร เหี้ยห่าซาตาน ฯลฯ สุดที่จะพรรณนาของคนพวกนั้นที่ปรากฏออกสู่สาธารณะนี่เอง ที่ทำให้กระแสการ “เอาเลือกตั้ง ไม่เอาเทือกตั้ง” แพร่ขยายไปทั่วแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการ “บุกเดี่ยว” ชูป้าย “respect my vote” ใส่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขณะกำลังแถลงพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ โดยผู้ชูป้ายก็หวังที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละไปปฏิรูปตัวเองและเคารพเสียงประชาชนเหมือนข้อความในป้ายนั้น แต่อดีตนายกรัฐมนตรีหนีทหารก็กลับสวนกลับว่า “คนแบบคุณนั่นแหละต้องปฏิรูป” อันส่อแสดงให้เห็นถึงความใจคับใจแคบเป็นอย่างยิ่งของนายอภิสิทธิ์ ผิดกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่เดินตรงไปหา “สาวทอม” คนหนึ่งที่เป่านกหวีดใส่ตนเอง พร้อมทั้งเข้าไปพูดคุยอย่างเป็นมิตร
การจัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการของเครือข่าย “สองเอา สองไม่เอา” (เอาการเลือกตั้งและการปฏิรูป และไม่เอาการปฏิวัติรัฐประหารและความรุนแรง) ที่ส่วนหนึ่งเป็นนักวิชาการมาจาก “สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย” (สปป.) ที่จัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกันมาก่อน เพราะเชื่อมั่นว่า “คนเท่ากัน” ดังเช่นวาทะ “All men are created equal” ของอดีตประธานาธิบดี Abraham Lincoln แห่งสหรัฐอเมริกา และกิจกรรม “คนเสื้อขาวจุดเทียนเขียนสันติภาพ” ที่บรรดาคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และตามตัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศร่วมกันจัดขึ้น ด้วยความมุ่งหมายอยากเห็นการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยมิใช่เป็นการแสดงการปกป้องรัฐบาลชุดนี้แต่อย่างใด แต่ก็มิวายที่คนยืนตรงข้ามรัฐบาลหลายรายจะต้องออกมา “โวยวาย” ว่านี่เป็น “แดงแอบขาว” ด้วยโมหจริตของคนพวกนี้ที่มองคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเป็นฝ่ายตรงข้ามไปซะทั้งหมดนั่นเอง
ด้วยเหตุการณ์ที่ประมวลมาทั้งหมด และที่จะกล่าวต่อไป (อีกแล้ว) ก็อาจกล่าวได้ว่า ม็อบนกหวีด กปปส.ที่พรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่นั้น ไม่มีความละอายต่อเวทีโลกที่มีการพัฒนาไปไกล ทิ้งไทยแบบไม่เห็นฝุ่นเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะด้านการเมือง การคมนาคมขนส่ง และการสื่อสารโทรคมนาคม สนใจแต่เพียงชัยชนะที่พวกตน “กระสัน” อยากจะมีอำนาจเหนือคนไทยทั้งแผ่นดินโดยไม่สนใจวิธีการได้มา โดยเฉพาะทัศนคติ “แคบ ๆ ” ของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าเป็นการลดทอนอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ “อาจ” ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ ทำนองเดียวกับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ทั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติเองนั่นแหละที่ลดทอนอำนาจของตนเอง และเป็นการอำนวยความสะดวกในการติดต่อกับนานาชาติแท้ ๆ และทัศนคติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอดีตนักการทูตสองราย คือนายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ที่ “แขวะ” รัฐบาลและ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า จะสร้างภาระหนี้สินให้ประชาชนทำไม ในกรณีเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะอยู่รับผิดชอบไหวไหมอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่ง ดร.ชัชชาติ ก็ได้ “สวน” กลับศาลว่า “ผมจะอยู่ให้ถึงวันนั้นครับ” แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือความเห็นส่วนตัวของนายสุพจน์และนายเฉลิมพล ที่มองว่าประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องมีรถไฟความเร็วสูง ควรจะนำเงินไปปรับปรุงถนนไม่ให้เป็นทางลูกรังจะดีกว่า และโครงการ 2 ล้านล้านบาทก็ไม่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงเสียด้วย ทั้งที่คนทั้งสองเคยเป็นนักการทูต เคยอยู่ประเทศต่าง ๆ มามากมาย น่าจะมีจิตสำนึกเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยเข้ากับประเทศเหล่านั้นบ้าง และโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างลาว ที่เริ่มต้นกิจการรถไฟหลังไทยเป็นร้อยปี แต่กลับพัฒนาไปสู่รถไฟความเร็วสูงก่อนไทย งบประมาณ 2 ล้านล้านบาทก็ครอบคลุมถึงการปรับปรุงโครงข่ายสายรอง (เส้นเลือดฝอย) ด้วย มิใช่มีเฉพาะโครงข่ายสายหลัก (เส้นเลือดใหญ่) อย่างเดียว และหาก “ธนาคารไทยพาณิชย์” ได้ปล่อยเงินกู้ และ “เครือซิเมนต์ไทย” ได้ขายวัสดุก่อสร้างในโครงการนี้ คุณจะยังกล้าพูดอีกไหมว่าไม่เป็นไปตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง”
แต่ก็ใช่ว่าคนพวกนี้จะไม่ศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศไปซะทีเดียว ไม่งั้น พรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว.รสนา โตสิตระกูล คนที่ชอบ “ปิดประเทศ” แต่ “เสือก” ไปเป็นกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา ก็ “ดาหน้า” ออกมาเตือนรัฐบาลว่า หากยังดื้อด้านจัดการเลือกตั้งต่อไป ระวังจะเกิดเหตุการณ์จลาจลเหมือนบังคลาเทศ ที่พรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้งเพียงพรรคเดียว พรรคฝ่ายค้านเดิมจึงประท้วงผลการเลือกตั้ง ก็ใช่น่ะสิ เพราะพวกคุณมันไม่เคยเอาชนะประชาชนในกฎกติกา หรือแม้แต่ “กติกู” ที่พวกคุณสร้างขึ้นเองแท้ ๆ ทั้งคู่ พวกคุณจึงหาความชอบธรรมแทบไม่ได้เลยในการออกมาประท้วงรัฐบาลที่มาจากคะแนนเสียงของประชาชน พอสื่อสารมวลชนนานาชาตินำข่าวมวลชนที่บางตาของคุณ หรือการที่พวกคุณใช้ความรุนแรงไปรังแกคนอื่น ทั้งที่เป็นความจริงแท้ ๆ แต่คุณก็ “ใจแคบ” ถึงขนาดกล่าวหาว่าสื่อต่างชาติถูก “เจ้าระบอบทักษิณ” ซื้อไปแล้ว นี่กระมังที่หัวหน้าพรรครักประเทศไทย “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ต้องตั้งคำถามผ่าน Facebook ของตนเองว่า “คนอย่างคุณทักษิณมีเงินมากมายแค่ไหนกันถึงขนาดซื้อคนได้ทั้งโลก”
ด้วยความไม่สมหวังในการ “ยึดครองประเทศ” ของอำนาจเหนือการเมืองผ่านการ “Shut down Bangkok” นั่นเอง กกต.สมชัยจึง “วิ่งพล่าน” ไปหาศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถามว่าหากจะเลื่อนการเลือกตั้งจะทำได้หรือไม่ และถ้าเลื่อนได้รัฐบาลหรือ กกต.ฝ่ายใดที่สามารถดำเนินการนั้นได้ ซึ่งภายในเวลาเพียงสองสามวัน ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสามารถเลื่อนได้ โดยให้รัฐบาลและ กกต.ตกลงเจรจากัน ซึ่งรัฐบาลก็ยังคงยืนยันจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ต่อไป เพราะไม่สามารถเลื่อนไปเป็นวันหยุดอื่นได้แล้ว เนื่องจากพ้นระยะเวลา 45-60 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนด อีกทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และอีกไม่กี่วันก็จะเลือกตั้งล่วงหน้าในและนอกเขตจังหวัดอยู่แล้ว หรือ กกต.สมชัยแค่อยากจะ “หาทางลง” ให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาลงสนามเลือกตั้งเพื่อพ้น “วิบากกรรม” ที่จะต้องถูกยุบพรรคเพราะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.สองครั้งในช่วง 8 ปีติดต่อกันกันแน่ ถึง “ออกลาย” ทุกวิถีทางที่จะ “ล้มการเลือกตั้ง” ครั้งนี้ให้ได้ทุกวิถีทาง เช่นเดียวกับ “ม็อบนกหวีด” ที่พยายาม “ขัดขวาง” การเลือกตั้ง แต่ “เลี่ยงบาลี” ไปว่า “คัดค้าน” ทั้งที่มันส่อแวว “ขัดขวาง” ชัด ๆ โดยเฉพาะในภาคใต้และในกรุงเทพฯ ที่ต้องปิดการลงคะแนนตั้งแต่แปดโมงเช้าในหลายจังหวัดและหลายเขต แม้บางเขตจะไม่มีม็อบนกหวีดไปกดดันก็ตาม และได้กำหนดให้มีการเลือกตั้ง “ล่วงหลัง” ชดเชยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ หรือสามสัปดาห์หลังเลือกตั้งทั่วไป บางพื้นที่อย่างเขตบางนา ก็ปรากฏกลุ่มผู้ประท้วงยิงใส่พวกเดียวกันเองและพวกที่มาต่อต้าน จนพวกตัวเองต้องสิ้นชีพไปอีกราย และมีผู้บาดเจ็บทั้งสองพวก แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวร่วม กปปส.ที่ต้องมาพลีชีพและร่างกายสังเวยความกระหายในอำนาจของผู้อยู่เหนือตน ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แต่ส่วนใหญ่มักจะมาจาก “ปักษ์ใต้” ฐานเสียงสำคัญของพรรค “แมลงสาบ”
แม้ว่ารัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตยจะดูเหมือน “อ่อนข้อ” ที่ไม่คิดจะทำอะไรเลยกับฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง จนภาคประชาชนเองก็เริ่ม “หมดความอดทน” กับคนที่มาทำลายบ้านเมืองแต่ไม่อาจทำอะไรได้ อีกทั้งกองทัพก็ดูเหมือนจะ “มีใจ” ให้กับฝ่ายกบฏ แต่เชื่อว่า ด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่เคยระบุไว้ว่า “ถ้าจะยอมให้ใครเขาว่าอ่อนข้อ หน่อมแน้ม ก็ว่าไปเถอะ ก็ยังดีกว่าฆ่าประชาชนตายแบบรัฐบาลก่อน” และด้วย “หาง” ของบรรดาอำนาจเหนือการเมืองที่ทยอย “โผล่” สู่สาธารณะ ก็ชัดเจนแล้วล่ะว่า “กูรู้แล้วว่ากูสู้อยู่กับใคร” และความหวังสู่ชัยชนะของคนพวกนั้นก็คงจะริบหรี่ ๆ ไปเรื่อย ๆ เอง ต่อให้คนพวกนั้นนำทัพ “ม็อบนกหวีด” มาทำ “สงครามกลางเมือง” กับคนในชาติเดียวกันก็เถอะ เพราะความที่คุณยังคงคิดว่า คนไทยส่วนมากเป็นแค่ “ผู้อาศัย” แผ่นดินของคุณอยู่ ไม่มีทางเป็น “เจ้าของ” แผ่นดินนี้ได้ ให้ตายพวกเราก็ไม่มีวัน “ยกแผ่นดิน” ให้พวกคุณหรอก คอยดู๊!!

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

2 กุมภาพันธ์ 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s