สยามทัศนะ (กุมภาพันธ์ 2557)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557)

           เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ด้วยการชุมนุม “ยืดเยื้อยาวนาน” ของ “ม็อบนกหวีด” กปปส. ที่อำนาจเหนือการเมืองเชิด “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” มาเป็นหุ่น ด้วยการยึดถนนสำคัญหลายเส้น เพื่อหวัง “Shut down Bangkok” แต่ไม่สำเร็จ ตั้งแต่การคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” จนพัฒนาไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาซึ่งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็ได้ดำเนินการให้แล้ว แต่คนพวกนี้ก็ยังไม่พอใจ ดิ้นรนไปถึงขั้นที่จะให้มีการ “ปฏิรูป” ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงการ “ขอทาน” อำนาจรัฐแบบดี ๆ นี่เองแหละ เมื่อรัฐบาลไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการได้ เพราะขัดต่อกฎหมายทั้งปวงที่คนพวกนั้นเองนั่นแหละเป็นคนสถาปนา คนพวกนี้ก็ “ยกระดับ” ไปปิดส่วนราชการในภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคใต้อันเป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ “ม็อบนกหวีด” ในหลายมิติ และเมื่อมีการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ก็มีการขัดขวางกันจนมีการบาดเจ็บล้มตายในส่วนกลาง และไม่สามารถสมัครได้ในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ (อีกแล้ว) จึงทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มี 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งอยู่ในภาคใต้ทั้งหมด และโดยที่การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองเก่าแก่สีฟ้า ตราแม่พระธรณีบีบมวยผมไม่ได้ลงสมัคร กกต. “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ผู้มีความเป็นกลาง (ใจพรรคประชาธิปัตย์) อย่างเห็นได้ชัด ก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้ได้ลงสู่เวทีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง จึง “วิ่งตีนขวิด” ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถามว่าเลื่อนวันเลือกตั้งได้หรือไม่ เพื่อต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์พ้นจากการถูกยุบเพราะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในช่วงระยะเวลาแปดปีติดต่อกันตั้งแต่การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า “เลื่อนได้” แต่ในที่สุดก็ “ไม่ได้เลื่อน” ส่งผลให้การเลือกตั้งล่วงหน้าไม่อาจเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยใน กทม.และจังหวัดภาคใต้ ซึ่งจะกำหนดให้มีการเลือกตั้ง “ล่วงหลัง” ชดเชยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ แต่ก็มีอันต้องเปลี่ยนแปลงดังที่จะได้กล่าวต่อไป
เมื่อเข้าสู่วันแรกของเดือนนี้ “ม็อบนกหวีด” สาขาแจ้งวัฒนะ ที่มี “โล้นห่มเหลือง” ผู้บังอาจประกาศตนว่าเป็น “อิสระจากพุทธะ” เป็นแกนนำ ก็ได้ “ยกแก๊ง” กันไปปิดสำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อขัดขวางการแจกจ่ายหีบบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้งในวันรุ่งขึ้น จึงทำให้มวลชนผู้รักประชาธิปไตยไม่พอใจ ต้องเดินขบวนไปประท้วง ผลก็คือถูก “กองกำลังติดอาวุธ” ของ “ม็อบนกหวีด” ที่มี “ผู้การทรงวิทย์ หนุนภักดี” แห่ง “ราบ 11” เดินทางไปบัญชาการด้วยตนเอง เล่นงานด้วยอาวุธสงครามที่มีการซุกซ่อนไว้ใน “กระสอบป๊อปคอร์น” อย่างดีเพื่อป้องกันปลอกกระสุนตกลงพื้น จึงทำให้เขตหลักสี่เป็นเขตเลือกตั้งแรกของ กทม.ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ส่วนในจังหวัดภาคใต้ แนวร่วม กปปส.ก็เดินทางไปปิดศูนย์ไปรษณีย์ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อขัดขวางการกระจายบัตรเลือกตั้งไปยังตอนบนและตอนล่างของภาคใต้ตามลำดับ ซึ่งเมื่อถึงเวลาปิดการลงคะแนนบ่ายสามโมงเย็นแล้ว ก็ปรากฏว่ามีหน่วยเลือกตั้งเพียงหมื่นกว่าหน่วยเท่านั้น โดยเฉพาะใน “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ของม็อบที่ไม่อาจจัดการเลือกตั้งได้ ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา ส่วนในพื้นที่อื่น ก็ปรากฏว่าบางหน่วยเลือกตั้งก็ไม่มีกรรมการประจำหน่วยมาปฏิบัติหน้าที่ บางหน่วยก็ถูก “ขอคืนพื้นที่” จากเจ้าของสถานที่ แลบางหน่วยก็ “ย้ายหนี” โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งก็จะได้มีการเลือกตั้งทดแทนในภายหลัง และจะนับคะแนนเมื่อทุกหน่วยได้จัดการเลือกตั้งไปแล้ว เพื่อคำนวณ ส.ส. party list จากคะแนนเสียงทั่วประเทศ แต่ทั้งที่ “ม็อบนกหวีด” อุตส่าห์ประกาศตัวว่าอยากให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แต่ก็ยังปรากฏแกนนำของพรรคและม็อบบางคน “แอบ” ดอดไปใช้สิทธิ์ เพื่อหวังรักษาสิทธิ์ทางการเมืองของตน ดังที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ “เนติบริกร” อันดับต้น ๆ ของอำนาจเหนือการเมืองแนะนำเอาไว้ เช่น “คุณชายเอ๋อ” ผู้ว่าราชการ กทม. ผู้ซึ่งแอบติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ในรถสุขาเคลื่อนที่ที่ไปให้บริการเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่รู้นะว่าหวังจะ “เอาความลับ” หรือจะ “ดูของลับ” กันแน่
แม้ว่าผลคะแนนอย่างเป็นทางการยังไม่ปรากฏ แต่จากกว่าสามร้อยเขตเลือกตั้งที่นับคะแนนกันได้ ก็ปรากฏชัดว่าพรรคเพื่อไทยก็น่าจะกำชัยชนะไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง ยังผลให้บรรดาอำนาจเหนือการเมืองยิ่งทวีความไม่พอใจขึ้นไปอีก ทั้งการกลั่นแกล้งรังแกฐานเสียงหลักอย่างชาวนา ด้วยการขัดขวางการให้สถาบันการเงินให้รัฐบาลกู้ยืมเงินไปใช้คืนค่าจำนำข้าวแก่ชาวนา แม้แต่ธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ แต่เพราะมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ชื่อ “วรภัค ธันยาวงษ์” ผู้เคยทำงานอยู่ในธนาคาร JPMorgan สาขาประเทศไทยต่อจากนายกรณ์ จาติกวณิช เจ้านายเก่าที่ลาออกไปร่วมงานการเมืองกับ “พรรคการเมืองสีฟ้า” ต่อมาก็ได้เข้าไปนั่งทำงานอยู่ในฝ่ายบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ของฝ่ายอำมาตย์ ก่อนที่จะเข้าร่วมงานกับธนาคารตรานกวายุภักษ์ของรัฐแห่งนี้ และอีกกรณีหนึ่งก็คือธนาคารออมสินที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐแท้ ๆ แต่เมื่อคณะกรรมการอนุมัติเงินกู้ระหว่างธนาคาร (interbank) ให้แก่ ธ.ก.ส.เพื่อให้รัฐบาลกู้ยืมต่อไปใช้หนี้คืนชาวนา พวกม็อบนกหวีดก็แห่กันไปถอนเงินกันกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท เพราะไม่อยากให้รัฐบาลได้เงินไปจ่ายคืนชาวนา คนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลก็แห่ไปฝากเงินกันร่วมสองหมื่นล้านบาทเช่นกันภายในระยะเวลาครึ่งสัปดาห์ จนต้องทำให้นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ต้องลาออกจากการเป็น CEO สถาบันการออมเก่าแก่กว่าศตวรรษแห่งนี้ และทำให้คณะกรรมการธนาคารต้องหยุดปล่อยกู้ส่วนที่เหลือและเรียกคืนเงินที่ให้กู้ไปแล้วจาก ธ.ก.ส. ผู้ฝากบางรายจึงนำเงินไปฝากตรงที่ ธ.ก.ส.เอง แต่เจ้าหน้าที่สาขานครราชสีมาก็กลับ “หางโผล่” แสดงพฤติกรรมระยำต่ำทราม ด้วยการกล่าวให้ร้ายไม่รับฝากเงินจากคนเสื้อแดง ทั้งที่ปรัชญาองค์กรของ ธ.ก.ส.ก็คือการเป็นสถาบันการเงินเพื่อเกษตรกรมิใช่หรือ มิใช่การเป็นสถาบันการเงินของอำมาตย์อย่างธนาคารตรา “บัวหลวงสีน้ำเงิน” “รวงข้าวสีเขียว” “ใบโพธิ์สีม่วง” หรือ “ปราสาทสังข์สีเหลือง” ซะหน่อย
และความเลวทรามต่ำช้าของคนพวกนี้ก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ด้วยการส่งชาวนา (คล้องนกหวีด) ไปเจรจาเรื่องนี้กับรัฐบาล แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงได้ไปขึ้นเวทีโจมตีรัฐบาลต่อ ทั้งที่ถ้าจะถามกันจริง ๆ ว่าทำไมรัฐบาลไม่มีเงินมาจ่ายชาวนา ก็เพราะเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ จะเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินอะไรก็ต้องขออนุมัติ กกต. แถมพวกธนาคารก็รวมหัวกันใจดำซะอีก ถามว่าทำไมถึงเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็เพราะมีม็อบนกหวีดมาประท้วงรัฐบาลจนต้องยุบสภานี่แหละ ถามว่าทำไมต้องมีม็อบมาประท้วงรัฐบาล ก็เพราะรัฐบาลจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ว่ากันว่า “เหมาเข่ง” ที่จะทำให้ “เจ้าระบอบทักษิณ” ได้ประโยชน์ ซึ่งต่อมาก็ได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากการพิจารณาของรัฐสภา แต่คนพวกนี้กลับไม่ต่อต้านการ “นิรโทษกรรมตัวเอง” ของอำนาจเหนือการเมืองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 309 แม้แต่น้อย ก็แหงอยู่แล้วล่ะ ในเมื่อม็อบชาวนาพวกนี้ที่นำโดยนายกสมาคมชาวนาไทย “ประสิทธิ์ บุญเฉย” ผู้ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์และไม่มีที่นาเป็นของตนเอง จึงนำไปสู่การ “ขอทาน” รอบกรุงเพื่อระดมทุนไปดำเนินคดีกับรัฐบาล ทวงเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนา ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการทำเพื่อชาวนาจริงหรือไม่ เพราะสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย เคยมีชาวนาไปประท้วง แต่รัฐบาลก็ปล่อย “หมาฝรั่ง” มาไล่กัดชาวนาเสียจนได้ ตลอดมาจนเมื่อไม่กี่วันมานี้ พวกอำมาตย์และสมุนบริวารลิ่วล้อก็ยังด่าชาวนาอยู่เลยว่า “เป็นขี้ข้าระบอบทักษิณ คิดอะไรเองไม่เป็น” มาวันนี้กลับลืมคำพูดของตัวเอง อยากจะ “จูบปาก” กับชาวนาเสียจนได้ หรือคนพวกนี้โดยเฉพาะ “ลุงกำนัน” คงอยากจะได้เงินไปทำ “นาผืนน้อย” ตามวิสัยของตัวเองซะล่ะมั้ง ซึ่งในเวลาต่อมารัฐบาลก็สามารถหาเงินมาจ่ายค่าจำนำข้าวได้จนครบ จึงทำให้ความชอบธรรมของ “ม็อบนกหวีด” ลดลงยิ่งขึ้นไปอีก
ซึ่งในส่วนของ ส.ส.ที่ยังไม่ได้ดำเนินการเลือกตั้งให้ครบถ้วนนั้น กกต.ก็ได้เปลี่ยนแปลงวันจัดเลือกตั้ง “ล่วงหลัง” และเลือกตั้งจริงในบรรดาพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคใต้ไปเป็นวันที่ 20 และ 27 เมษายน ตามลำดับ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ท่ามกลางข้อสังเกตว่าเหตุใด กกต.ถึง “ดึงเช็ง” เวลาออกไปถึงกว่าสองเดือน เพื่อหวังจะถ่วงเวลาให้องค์กรอิสระที่เป็นพวกเดียวกับตน “ลงดาบ” ฟันรัฐบาลนี้ให้จงได้ ทั้ง ป.ป.ช.ในกรณีระบายข้าวจำนำ โดยไม่แยแสต่อการดำเนินคดีลักษณะเดียวกันในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีเงินกู้ 2 ล้านล้าน โดยไม่นำพาต่อการดำเนินการตัดสิทธิทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์จากกรณี “หนีเกณฑ์ทหาร” ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและกระบวนการยุติธรรม “เอียงข้าง” อย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วย ดังเช่นกรณีการให้ประกันตัว นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสนธิญาณ หนูแก้ว แกนนำ กปปส.รายหนึ่งซึ่งใกล้ชิดกับ “กระเป๋าเงิน” ของอำนาจเหนือการเมือง ที่โดนจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และถูกส่งไปควบคุมตัวที่ ตชด.ภาค 1 จังหวัดปทุมธานีเจ็ดวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขออำนาจศาลควบคุมตัวต่อ ศาลก็ไม่อนุญาต DSI จึงได้ขออายัดตัวไว้ในคดีกบฏต่อ ซึ่งศาลก็อนุมัติฝากขัง แต่ได้รับประกันตัว นี่แสดงว่าสัญลักษณ์แห่งกระบวนการยุติธรรมสากลที่เป็นรูปเทพีมีผ้าปิดตา มือซ้ายถือตาชั่ง มือขวาถือดาบ ซึ่งหมายความว่าตัดสินคดีอย่างไม่สนใจตัวบุคคล ด้วยความเที่ยงธรรม และด้วยความเด็ดขาดตรงไปตรงมา ไม่อาจใช้ได้กับประเทศไทยจริง ๆ เพราะกระบวนการยุติธรรมของไทยมัน “ตรงข้าม” ไปซะทุกอย่าง
แม้ว่าความชอบธรรมในการ “นำม็อบ” จะแทบไม่มีแล้ว แต่ความคลั่งในอำนาจที่ตัวเองไม่อาจมีได้ของนายสุเทพและ กปปส.ก็ยังไม่อาจยุติลงไปได้ง่าย ๆ จากเดิมที่เอา “ธงชาติ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติไทย มาปู้ยี่ปู้ยำย่ำยีอย่างไม่มีที่ดี ทั้งการเป็นเครื่องแต่งกายปิดบังอวัยวะบางส่วน เป็นรองเท้า เป็นเครื่องประดับร่างกาย “หมา” มาวันนี้ “คนแขนคอก” ก็ “เหิมเกริม” ถึงขนาดทำเหรียญ “หลวงปู่ทวด” เกจิอาจารย์แห่งภาคใต้ ผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นเหยียบน้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืดได้ และด้านหลังเป็นภาพของตน ซึ่งเหรียญดังกล่าวก็มีความศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ถึงขั้นที่ใครเช่าบูชาต้อง “ฉิบหาย-ตายโหง” ไปตาม ๆ กัน ด้วยวิบากกรรมที่บังอาจนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์มา “หากิน” ในทางการเมือง
และก่อนหน้านั้น ก็ปรากฏข่าวความเคลื่อนไหวของทหารแก่ (ใกล้ตาย) ระดับแม่ทัพสามเหล่าและนักวิชาการ นักการทูตวัยไล่เลี่ยกันกลุ่มหนึ่ง นำโดยพลเอกสายหยุด เกิดผล พลเอกวิมล วงศ์วานิช พลเรือเอกวิเชษฐ การุณยวณิช พลเรือเอกสุรวุฒิ มหารมณ์ พลอากาศเอกกันต์ พิมานทิพย์ พลอากาศเอกเทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ และทูตสุรพงษ์ ชัยนาม สิริอายุรวมกันประมาณพันปี ในนาม “กลุ่มรัฐบุคคล” (Man of the State) ที่ได้ไปนัดหารือปัญหาสถานการณ์บ้านเมือง ณ สโมสร Polo Club ย่านลุมพินี โดยวงสนทนากล่าวถึงปัญหาของรัฐบาลในปัจจุบัน และการเลือกตั้งที่ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ส่วนหนึ่งก็มาจากรัฐธรรมนูญที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และ ส.ส.ต้องฟังมติพรรค จึงทำให้เกิดความเป็นเผด็จการในพรรคการเมือง จึงควรมีการ “ปฏิรูปประเทศ” โดยกองทัพ ทั้งที่ประวัติศาสตร์ก็เคยปรากฏชัดแล้วว่า เรื่องดังกล่าวเคยสร้างวิกฤติการณ์ในทางการเมืองมาแล้ว ดังเช่นที่พลเอกวิมลกล่าวเตือนสติในวงสนทนาดังกล่าว แล้วถามว่าคนพวกนี้จะปฏิรูปอะไรได้ ถ้าแม้แต่จิตใจของตนเองยังคับแคบเกินกว่าที่จะฟังความคิดความเห็นของคนพวกเดียวกัน ดังเช่นเวที “ปฏิรูปพลังงาน” เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่มีการ “วางมวย” กันระหว่างการ์ด กปปส.กับผู้ชุมนุม คปท.ที่จะขอเข้าฟัง
ในส่วนของรัฐบาล โดยศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลสถานการณ์ฉุกเฉินในทางการเมืองนี้ ก็ได้มีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อ “จัดการ” กับ กปปส.ไม่ว่าจะเป็นการ “เล่นงาน” ท่อน้ำเลี้ยงหรือ “นายทุน” ผู้ให้การสนับสนุนม็อบหลายร้อยราย ซึ่งส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์และอำนาจเหนือการเมืองอย่างเห็นได้ชัด บางรายอย่างเช่นโรงแรมดุสิตธานี ก็เป็นที่พักพิงของแกนนำม็อบอย่างนายสุเทพ ดังเช่นที่มีภาพปรากฏอยู่ในอินเทอร์เน็ต สื่อมวลชนบางรายอย่างเช่นสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ก็ออกข่าว “เชลียร์” ม็อบนกหวีดอย่าง “ไม่กลัวหางจะโผล่” โดยไม่สนใจจะจำเลยว่าผู้บริหารของช่อง 7 ในอดีตอย่าง “ผู้พันเล็ก” พันโทชายชาญ เทียนประภาส เคยถูก “มือที่มองไม่เห็น” สั่งเก็บเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน และทั้งที่ช่อง 7 ประกาศตัวว่าต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ก็ไม่นำพาต่อการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของตัวเองอย่าง “คุณแดง” สุรางค์ เปรมปรีดิ์ไปเปิดบริษัท “จันทร์ 25” ผลิตละครให้ช่อง 3 ที่เป็นคู่แข่ง ทั้งที่หลานสาวของตัวเองก็ยังนั่งบริหารอยู่ในช่อง 7 ถึงขั้นสองบริษัทนี้ยื่นประมูลทีวีดิจิตอลแข่งกันเองจนเข้าข่าย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะกรรมการรายหนึ่งของบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ชื่อว่า “วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ” ที่มีลูกชายและลูกสะใภ้ชื่อ “ณัฏฐพล-ทยา ทีปสุวรรณ” แกนนำม็อบนกหวีดนั่นแหละ ซึ่งนายวีระพันธุ์นี้ก็ยังเป็นประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีกต่างหาก ด้วยความที่ช่อง 7 และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญในธนาคารตราปราสาทสังข์แห่งนี้ แม้ว่าจะเป็นลำดับรองลงไปจากกลุ่ม GE และ MUFG ที่เข้ามา Take over เมื่อปี 2550 และปีที่แล้วตามลำดับ จึงสมควรแล้วล่ะที่จะต้องเปลี่ยนคำขวัญของโทรทัศน์ช่องนี้จาก “ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ” เป็น “ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อกบฏ”
รวมถึงการขอคืนพื้นที่การชุมนุมในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลและถนนแจ้งวัฒนะในวันมาฆบูชา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์พอดี ซึ่งในรอบแรกก็สามารถยึดคืนทำเนียบรัฐบาลกลับมาจากม็อบกบฏนกหวีดได้ ยังความไม่พอใจให้กับอำนาจเหนือการเมืองยิ่งนัก จึงบัญชาการให้นายสุเทพไปยึดคืนพื้นที่ดังกล่าว ถึงขั้นโบกปูนปิดตายประตูในอีกสามวันต่อมาคือวันที่ 17 กุมภาพันธ์ และเมื่อรัฐบาลตัดสินใจทวงคืนพื้นที่จากคนพวกนี้ในอีกครั้งในวันถัดมา ก็ปรากฏชัดเจนว่า ม็อบนกหวีด กปปส.สมุนของอำนาจเหนือการเมืองเป็นพวกที่สวนทางกับคำว่า “สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ” โดยสิ้นเชิง จากการยิงและขว้างปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและ “พวกเดียวกันเอง” จนมีการบาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกจนได้ ตำรวจบางนายก็ต้องเกือบสูญเสียขาให้กับการเตะสกัดระเบิดไม่ให้ทำอันตรายเพื่อน ๆ ร่วมอาชีพ พร้อม ๆ กับการได้พื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะคืนบางส่วนจาก “โล้นซ่า” ผู้ใช้ “คาถาพระพุทธคุณ” (อิติปิโสฯ 56 พยางค์) มาสยบเจ้าหน้าที่ และพื้นที่กระทรวงพลังงานก็ได้กลับคืนมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ปรากฏความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการยิงใส่ศาลอาญา บ้าน ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยผู้เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอำนาจเหนือการเมืองอยู่เนือง ๆ บ้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และประธานองค์กรต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย ที่ผลิตโฆษณาตราหน้าแม่คนหนึ่งที่ไปรับลูกที่โรงเรียนว่า “รวยเพราะโกง” เพื่อต้องการ “กระแหนะกระแหน” นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ไม่สนใจเลยว่าตนเองก็โดนข้อกล่าวหาสำแดงภาษีศุลกากรรถยนต์โตโยต้าเป็นเท็จกว่าร้อยครั้ง ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่าหมื่นล้านบาท และหลังจากวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เค้าลางแห่งความรุนแรงก็ยิ่งทวีขึ้น เนื่องจากศาลแพ่งได้สั่งเพิกถอน 9 ข้อกำหนดที่ ศรส.ออกขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลให้ ศรส.เปรียบเสมือน “นักรบที่ไร้อาวุธในมือ” ไม่สามารถจัดการอะไรได้เลยกับสมุนของผู้อยู่เหนือการเมืองและเหนือกฎหมาย ที่ทำการก่อกวนทั้งการบุกสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี เพื่อหวังจับกุมตัวนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ไม่สำเร็จ เพราะพลเอกอภิชาติ แสงรุ่งเรือง ผู้อำนวยการศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ผอ.ศอพท.) ออกมาเจรจากับนายสุเทพว่า “ท่าน (ยิ่งลักษณ์) เป็นนายผม ผมยอมให้จับไม่ได้” การบุกอาคารชินวัตร 3 ที่ทำการของ “เอสซี แอสเซท” บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลชินวัตร โดยไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของผู้เช่าอาคารรายอื่น สนใจเพียงแค่ความเป็นกิจการในเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” เท่านั้น เช่นเดียวกับการไป “ตบทรัพย์” โรงแรม SC Park และข่มขู่สถานีโทรทัศน์ Voice TV โดย “โล้นซ่า” และการประท้วงนี้ก็ยัง “เลเพลาดพาด” ไปจนถึงการเลิกใช้บริการโทรศัพท์มือถือของ AIS ทั้งที่คนพวกนี้เองมิใช่หรือ ที่เคยออกมาประท้วงพันตำรวจโท ดร.ทักษิณว่าขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น (อินทัชในปัจจุบัน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AIS ให้กับสิงคโปร์ไปแล้วเมื่อ 8 ปีก่อน การยิงอาวุธสงครามไปลงใกล้เคียงกับพื้นที่ชุมนุมอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งทำเอาเด็กน้อยผู้เป็นผ้าขาวต้องสิ้นชีพไปถึงห้ารายที่เวทีจังหวัดตราดและราชประสงค์ จนนำไปสู่การรณรงค์ห้ามนำเด็กเข้าร่วมการชุมนุม และที่ระยำที่สุดก็คือ การออกมาประท้วงรัฐบาลจากกรณี “เด็กตาย” โดยข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขนำโดย “หมอ” ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ที่กลายเป็น “หมา” รับใช้อำนาจเหนือการเมือง โดยการยื่นข้อเรียกร้องห้รัฐบาลนี้ลาออก เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง โดยกลุ่มคนที่เคยสร้างความเสียหายให้กับกระทรวงสาธารณสุขมาแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า จากกรณี AIS และการเคลื่อนไหวของประชาคมสาธารณสุข แม้จะมีการศึกษาสูงเพียงใด แต่ก็หามีปัญญาไม่ เข้าตำราของ Hegel นักปรัชญาเมธีชาวเยอรมันที่ว่า “บทเรียนที่สำคัญที่เราได้จากการเรียนประวัติศาสตร์ ก็คือ ไม่มีใครเรียนรู้อะไรเลยจากประวัติศาสตร์” โดยแท้ รวมถึงการคุกคามคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล อาทิ “หมวดเจี๊ยบ” สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกรัฐบาลที่ไปทำธุระส่วนตัวใกล้เวทีม็อบปทุมวัน และ “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ดามาพงศ์ พี่สะใภ้ของนายกรัฐมนตรี โดยการเป่านกหวีดของสองผัวเมีย “ณัฏฐพล-ทยา ทีปสุวรรณ” ที่ห้าง The Emporium และการใช้กองกำลังของรัฐ เสมือนเป็นกองกำลังส่วนตัวของพวกตน โดยเฉพาะกองทัพบกในการตั้ง “บังเกอร์กลางกรุง” หลายร้อยจุด และกองทัพเรือโดยเฉพาะ “นักทำลายใต้น้ำจู่โจม” (หน่วยซีล) ที่มี “ผู้การวินัย กล่อมอินทร์” ผู้มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอำนาจเหนือการเมืองกุมบังเหียนอยู่ ที่มักจะส่ง “ลูกน้อง” มาทำภารกิจพิเศษจนถูกตำรวจจับได้อยู่บ่อยครั้ง
ผลของการ “รังแกข้างเดียว” ของอำนาจเหนือการเมืองที่มี “สามลูกรัก” อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งวันนี้แปรสภาพเป็นม็อบนกหวีด กปปส.ไปแล้ว กองทัพซึ่งเป็น “กองกำลังส่วนตัว” และศาล ที่มักจะ “เอียงข้าง” เข้าข้างพวกเดียวกันนี้แหละ ที่ทำให้มวลชนฝ่ายประชาธิปไตย “ทนไม่ไหว” ต้องลุกขึ้นมาแสดงออกในหลายรูปแบบ ทั้งการเดินทางไปต่อต้านศิลปินดาราผู้ขึ้นเวที กปปส. ที่เดินทางไปเปิดการแสดงในต่างจังหวัด อาทิ “โจ นูโว” “ท็อป ดารณีนุช” “อ๊อฟ ปองศักดิ์” “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” การเดินทางไปปิดสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อไม่ให้นายกรัฐมนตรีเข้าไปชี้แจงกรณีจำนำข้าว โดยอ้าง “ตราประทับ” จากศาลแพ่ง และนำไปสู่การประกาศ “ลั่นกลองรบ” โดย นปช.จากการระดมสมองแกนนำทั่วประเทศในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 23 ปีแห่งการรัฐประหารในนาม รสช. และการระดมพลรอ “ตลบหลัง” กปปส.ในวันแรกของเดือนมีนาคม

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

1 มีนาคม 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s