สยามทัศนะ (มีนาคม 2557)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 มีนาคม 2557)

           “ยกสุดท้าย” ของมหากาพย์สงครามชนชั้นระหว่างอำนาจเหนือการเมืองกับอำนาจประชาชนใกล้เข้ามาถึงแล้ว จากการเร่ง “ปิดเกม” ด้วยการขนสรรพกำลังเข้าห้ำหั่นรัฐบาลรักษาการของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ทั้งการให้มวลชน “ม็อบนกหวีด” ที่มี “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” เดินสายป่วนบ้านป่วนเมืองด้วยการเอา “ชาวนา” มาบังหน้า จากการระดมทุน “ช่วยเหลือชาวนา” แต่ลูกสาวของ “ลุงกำนัน” ก็ต้องหอบ “นาผืนน้อย” ไปขายถึงญี่ปุ่น ในขณะที่ “มวลมหาประชาชน” ที่ปากบอกว่าสงสารชาวนา แต่กลับกดดันหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ที่จะยื่นมือมาช่วยเหลือชาวนา ทั้งการประท้วงรัฐบาลจีนที่จะซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย และการตัดไฟกระทรวงพาณิชย์ช่วงที่กำลังเปิดประมูลขายข้าวให้เอกชน และการปลุกกระแส “แบ่งแยกดินแดน” เพื่อหวังโยนบาปให้ฝ่ายประชาธิปไตย “หัวใจสีแดง” ที่ไม่พอใจต่อการปฏิบัติ “สองมาตรฐาน” ที่เกิดขึ้นกับพวกตนอย่างเสมอมา และดังที่จะกล่าวต่อไป จึงกล่าวเชิงตัดพ้อว่า “ถ้าหาความเป็นธรรมในประเทศนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกันดีกว่า” ถึงขั้นที่ ผบ.ทบ. “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ต้องสั่งให้น้องชาย “ปรีชา จันทร์โอชา” แม่ทัพภาคที่ 3 ไปแจ้งความเอาผิดกับ “สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา” (สปป.ล้านนา) เพราะ “เข้าใจผิด” คิดว่า สปป.ย่อมาจาก “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน” เหมือนชื่อประเทศลาวที่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แถมยังไม่นำพาต่อป้าย “นครรัฐปัตตานี” ที่ติดกันทั่วไปในสามจังหวัดชายแดนใต้ซะงั้น และการใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองสอดคล้องต้องกันกับตน ถึงขั้นต้องทำร้ายกันให้ตาย แล้วให้ใส่สัญลักษณ์เกี่ยวกับ กปปส.เพื่อหวังใส่ร้ายรัฐบาล แล้วก็เอาศพไปทิ้งน้ำ ดังเช่นภาพวงจรปิดที่สะพานพระราม 8 แต่ก็ยังมี “รปภ.ยืม นิลหล้า” ที่รอดชีวิตจากการเอาไปทิ้งแม่น้ำบางปะกงมาได้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์รวบตัว “มือปืนป๊อปคอร์น” ที่เป็นการ์ดม็อบนกหวีดมาได้ แกนนำ กปปส.อย่างนายสุเทพก็กลับ “โวยวาย” ว่าถูกใส่ร้ายซะงั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยชื่นชมคนคนนี้มาก่อน ก็อย่างที่เคยกล่าวไว้หลายครั้งนั่นแหละว่า คนพวกนี้ “ตอแหล” สังคมตลอดมาว่าพวกตัวเองชุมนุม “สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ”

          และพวก “ม็อบนกหวีด” นี้ก็เป็นที่เด่นชัดว่า “ถ้ามีปัญญา มีวิจารณญาณไตร่ตรองด้วยตนเอง ก็มาเป็นม็อบนี้ไม่ได้” อย่างแท้จริง ทั้งกรณีการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี “ล็อกหวย” รางวัลที่ 1 และเลขท้ายที่เป็นเลขทะเบียนรถที่เดินทางไปตรวจราชการในงวดวันที่ 16 มีนาคม และก่อนหน้านี้อีก 8 งวด โดยไม่สนใจต่อหลักความน่าจะเป็น ที่สลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 มีสิทธิ์จะออกเลขอะไรก็ได้ตั้งแต่ 000000 ถึง 999999 รวมหนึ่งล้านรูปแบบ เลขท้าย 3 ตัว มีสิทธิ์ออกได้ตั้งแต่ 000 ถึง 999 รวมหนึ่งพันรูปแบบ และเลขท้ายสองตัว ที่มีสิทธิ์ออกได้ตั้งแต่ 00 ถึง 99 รวมหนึ่งร้อยรูปแบบ การกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่า “จัดฉาก” หกล้มข้อเท้าแพลง แต่กลับไม่นำพากับการที่อดีตนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลื่นล้มในห้องน้ำแล้วมีหน้ามาบอกว่า “ไหปลาร้าหัก” และการนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 29 มีนาคม พร้อมทั้งการ “เล่นของ” ย้ายพระพุทธรูปและเทวรูปสำคัญในทำเนียบรัฐบาลมา “ลงอาคม” นี่ก็แสดงว่าคนพวกนี้ “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” ชัด ๆ

          กลไกขององค์กรอิสระที่เป็นอิสระจากฝ่ายประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นอิสระจากอำนาจเหนือการเมืองที่เริ่ม “แผลงฤทธิ์” ก็มีทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ “ลงดาบ” ฟันประธานวุฒิสภา “นิคม ไวยรัชพานิช” ในฐานะรองประธานรัฐสภา จากการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่มาของ ส.ว. ด้วยเหตุที่ทำให้กลไกของผู้อยู่เหนือตน “ถูกตัดตอน” เพราะจะไปยกเลิก ส.ว.สรรหาที่พวกตน “ลากตั้ง” มากับมือ โดยการลงดาบนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า ไม่มีการเรียกนายนิคมไปชี้แจงให้ปากคำใด ๆ เลย ส่งผลให้นายนิคมต้องพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาทันที และทำให้ ส.ว.สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาจากฝ่ายลากตั้ง “ผงาด” ขึ้นรักษาการประธานวุฒิสภาแทน ท่ามกลาง “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” ที่ว่าอำนาจเหนือการเมืองจะใช้นายสุรชัยเป็น “เครื่องมือ” ในการให้วุฒิสภา (ซึ่งเพิ่งได้สมาชิกจากการเลือกตั้งชุดใหม่มาเมื่อวันที่ 30 มีนาคมนี้เอง บางรายก็เป็นพวก “นกหวีด” ชัดเจน อาทิ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้ “ล้างผลาญสมบัติแผ่นดินตัวแม่”จากกรุงเทพมหานคร นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา จากจังหวัดปทุมธานี นางสาวบุญยืน ศิริธรรม จากจังหวัดสมุทรสงคราม นายสุรชัย ปิตุเตชะ จากจังหวัดระยอง นายอภิชาติ ดำดี จากจังหวัดกระบี่ และนายทวี ภูมิสิงหราช จากจังหวัดพัทลุง) ทำหน้าที่รัฐสภา ในการเลือกนายกรัฐมนตรี “คน (ที่ควรได้รับนิ้ว) กลาง” เพื่อนำไปสู่การ “ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง” ตามความปรารถนาของคนพวกนั้น ซึ่งเผลอ ๆ ก็อาจส่งผลถึงเรื่อง “สะเทือนฟ้า สะท้านดิน” เลยก็ได้ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.ที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบ แต่คนพวกนี้เขาก็พร้อมที่จะ “แหกกฎ” เพื่อประโยชน์ของพวกตนได้เสมอ ขนาด ส.ว.บางคนประกาศตัวเหยง ๆ ว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแท้ ๆ แต่ตัวเองก็เสือกไปลงสมัครและได้รับเลือกตั้งซะงั้น

           อีกสองดาบที่ ป.ป.ช.ลงต่อฝ่ายประชาธิปไตย ก็คือการ “เล่นงาน” นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายรับจำนำข้าว ที่ปล่อยให้เกิดการทุจริตในการระบายข้าวที่รับจำนำมา และในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ที่ปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมคณะ 2 คน คือนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เพราะ ป.ป.ช.ใช้ตรรกะ สน”ลูกทำผิด พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ” ในการตัดสินคดีทั้งสอง ทั้งที่กรณีระบายข้าวก็เคยเกิดมาแล้วในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถึงชั้น ป.ป.ช.แล้วเหมือนกันและถึงก่อนคดีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย แต่เพราะ ป.ป.ช.กับ ปชป.เขาเป็นพวกเดียวกัน จึงไม่สนใจจะดำเนินการใด ๆ ปล่อยให้เวลาทอดยาวกว่าสี่ปีเพื่อรอให้อายุความหมดเช่นเดียวกับคดี ปรส. ส่วนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะปรากฏหลักฐานว่าชาวนาทั่วประเทศได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว แต่เพียงแค่สามสัปดาห์หลังรับเรื่องเท่านั้นเองก็เตรียมจะตั้งข้อกล่าวหาซะแล้ว และในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนนั้น ก็เป็นเพียง “มโนภาพ” ของ ป.ป.ช.เท่านั้นเอง เพราะไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ารัฐมนตรีทั้งสองได้กล่าววาจายุยงส่งเสริมการแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด และหากใช้ตรรกะเดียวกัน อำนาจเหนือการเมืองก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบที่ “ลูก ๆ ” ของพวกตนก่อความวิบัติฉิบหายทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยอย่างยากเกินเยียวยาเช่นกัน องค์กรที่ไม่เป็นอิสระจากอำนาจเหนือการเมืองแห่งต่อมาที่ “แผลงฤทธิ์” ใส่ฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ กกต. ซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งแท้ ๆ แต่กลับไม่ทำตามหน้าที่ของตน โดยเฉพาะ กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ “เสนอหน้าสาระแน” ไปทำกิจการอื่น ๆ นอกหน้าที่ ทั้งการเป็น “โต้โผ” เชิญองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาปรึกษาหาทางออกประเทศ โดยได้ข้อสรุปที่ไม่เป็นที่ยอมรับของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย กล่าวคือให้ทั้งสองฝ่ายเสนอชื่อคนกลางมาฝ่ายละ 10 คน ถ้าชื่อตรงกันเกิน 5 คนหรือกึ่งหนึ่ง ก็จะนำบุคคลเหล่านี้มาเป็นตัวกลางแก้ปัญหาประเทศกันต่อไป ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “คนกลาง” หาไม่มีแล้วในสังคมนี้ และการจงใจไม่ดำเนินคดีกับ “ม็อบนกหวีด” ที่ขัดขวางการรับสมัครและการลงคะแนนเลือกตั้ง จนทำให้ 28 เขตเลือกตั้งทางภาคใต้ไม่มีผู้สมัคร ทั้งที่มีคนรอจะสมัครแล้วแต่ไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ และนำไปสู่การ “คว่ำ” 20 ล้านเสียงและ “ผลาญ” ภาษีกว่า 3,800 ล้านบาทโดยศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา ท่ามกลางความกังขาคาใจของคนส่วนใหญ่ในสังคมว่า ตกลงแล้วการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะหรือเปล่า (วะเนี่ย) และนำไปสู่การดำเนินคดีกับศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา แม้ว่า กกต.จะ “ให้ใบเหลือง” คุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. เพื่อหวัง “จัดฉาก” ว่ายังมีความยุติธรรมที่ “เล่นงาน” ทั้งสองขั้วก็ตาม แต่ด้วยท่าทีของ กกต.สมชัยที่แสดงออกเนือง ๆ ผ่านทางโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการถ่ายรูปหอเอนปิซ่าที่อิตาลีพร้อมบทกลอน “เอียงเพื่องานใหญ่” มันก็ชัดแล้วล่ะว่าท่าที “ธาตุแท้” ของคนพวกนี้เป็นอย่างไร

          และอีกคดีหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ “เล่นงาน” ประเทศไทยซะจน “ตกเวทีโลก” ก็คือการ “คว่ำ” ร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมขนส่ง ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในเมือง ระบบถนน ระบบท่าเรือ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับภูมิภาคอาเซียนที่จะรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันในอีกปีกว่า ๆ ข้างหน้า และจะเกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจในหลาย ๆ ภาคส่วน ทั้งสถาบันการเงินที่จะมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินให้กู้ ผู้รับเหมาก่อสร้างที่จะมีรายได้จากการรับงานภาครัฐ ผู้ค้าวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้ในโครงการ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้ไปจัดหาที่ดินเพื่อนำมาสร้างบ้านเรือนและศูนย์การค้า ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่จะมีรายได้จากการจัดทริปทัวร์ ผู้ประกอบการโรงแรมที่จะมีรายได้จากการเดินทางเข้าพักของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าที่จะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารและของที่ระลึก และอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยตรรกะของตุลาการบางรายที่บอกว่า “รถไฟความเร็วสูงไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย ควรไปปรับปรุงถนนลูกรังให้หมดซะจะดีกว่า อย่ามาทำอะไรที่ไม่พอเพียง” ทั้งที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองผู้หายใจเข้าออกเป็นคำสอนเรื่อง “ความพอเพียง” ต่างก็ “มีเอี่ยว” ในหลายธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไม่มากก็น้อย และตุลาการคนดังกล่าวก็เคยเป็นนักการทูต น่าจะได้เรียนรู้การพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อกับนานาประเทศไว้บ้าง ดังเช่นที่อินโดนีเซีย ประเทศอาเซียนที่มีประชากรมากที่สุด ที่ “ประกาศกร้าว” จะใช้งบประมาณ 7 เท่าของไทยที่โดนคว่ำคือ 14 ล้านล้านบาท ในการพัฒนาการคมนาคมขนส่งของประเทศตนเอง และตรรกะที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในคำวินิจฉัยที่ว่า “เงินกู้” คือ “เงินแผ่นดิน” ทั้งที่เงินแผ่นดินต้องเป็นเงินที่เป็นรายได้ของแผ่นดินที่ปราศจากภาระผูกพัน (ลงบัญชีเป็นสินทรัพย์สุทธิ (ส่วนทุน)) มิใช่เงินที่แผ่นดินต้องมีภาระผูกพันต่อบุคคลอื่น (ลงบัญชีเป็นหนี้สิน) อีกองค์กรไม่เป็นอิสระหนึ่งที่จะขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก็คือศาลปกครองสูงสุด จากการพิพากษา “คืนเก้าอี้” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี แต่ไม่เคย “เปลี่ยนสี” ไปจากอำนาจเหนือการเมืองเลย จนถึงขั้น “โผล่หาง” ไปขึ้นเวทีม็อบนกหวีดอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งให้ตนเองเป็นเลขาธิการ สมช. โดย “เตะ” “บิ๊กเผื่อน” สุรพล เผื่อนอัยกา และ “บิ๊กแมว” ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการและรองเลขาธิการ สมช.คนเดิมไป “เข้ากรุ” จนพลโทสุรพลเกษียณอายุราชการ และนายถวิลก็มีส่วนสำคัญในการ “โยนบาป” เรื่องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ให้กับคนเสื้อแดงในนาม “ผังล้มเจ้า” จนนำไปสู่การ “สังหารหมู่” เมื่อปี 2553 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นพรรคเพื่อไทย ก็ได้มีการ “เตะ” นายถวิลเข้ากรุเช่นกันและนำ “บิ๊กน้อย” วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จาก “เบอร์หนึ่งสีกากี” มานั่งเก้าอี้นี้แทนหนึ่งปีก่อนไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม จากนั้นก็ให้ “บิ๊กแมว” มานั่งเก้าอี้นี้ต่อจนปัจจุบัน หากนายถวิลจะบอกว่าการโยกย้ายนี้เป็นเพราะถูกการเมืองกลั่นแกล้ง ก็ถามว่าแล้วทำไม “บิ๊กเผื่อน” กับ “บิ๊กแมว” ไม่คิดไปฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐบาลอภิสิทธิ์บ้างเล่า หรือเพราะคนอย่างคุณใจแคบเท่า “จิ๋มมด” และในประเทศประชาธิปไตยโดยทั่วไป ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง จะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าต้องทำงาน “เข้าขา” กับฝ่ายการเมืองได้เป็นอย่างดี ถ้ามีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ หรือเพราะคุณคิดว่านี่คือ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ” ที่ข้าราชการต้องไม่ทำงานรับใช้นักการเมือง แต่แค่ทำงานรับใช้ “อำนาจเหนือการเมือง” ก็พอแล้ว เช่นเดียวกับกองทัพ ที่ก็ “โผล่หาง” ออกมาสู่สาธารณะ แม้ว่าตนจะรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน แต่ “เสือก” ยอมรับนับถืออำนาจเหนือการเมืองเหมือนเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้า ดังเช่นกรณีที่ “ป๋าเปรมหัวหงอก” ชี้ป้าย “ทหารเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน” ใต้ฐานอนุสาวรีย์พลเอกกฤษณ์ สีวะรา อดีต ผบ.ทบ.และอดีต ผบ.ทหารสูงสุดที่ “จบชีวิต” ด้วย “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่อำนาจเหนือการเมืองส่งมาให้ เพื่อหวังให้ ผบ.ทบ.ประยุทธ์ “ทำอะไรสักอย่าง” กับบ้านเมืองนี้ ซึ่งก็เห็นภาพชัดเจนจากการเปลี่ยนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็น พ.ร.บ.มั่นคง แต่บังเกอร์ทหาร 176 จุดก็ยังคง “คาราคาซัง” อยู่ทั่วเมืองหลวงและพื้นที่ใกล้เคียง ด้วยป้าย “กองทัพบกช่วยเหลือประชาชน” (ซึ่งอาจจะพิมพ์ไม่ครบ ที่ถูกต้องเป็น “กองทัพบกช่วยเหลือมวลมหาประชาชน” เสียมากกว่า) พร้อมเครื่องหมายกาชาดแต่ไม่มีทหารเสนารักษ์ประจำการอยู่เลย จนสภากาชาดไทยต้องขอความร่วมมือให้ยุติการใช้เครื่องหมายดังกล่าว บางพื้นที่ที่มีบังเกอร์ตั้งอยู่ก็เกิดเหตุความรุนแรง เช่น หน้าสำนักงานอัยการสูงสุดและศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก แต่ก็ไม่ปรากฏว่าทหารจะมี “น้ำยา” ทำ (ห่า) อะไรได้เลย บางพื้นที่เช่นที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ ก็ถูกแนวร่วมคนเสื้อแดงในนาม “กวป.” ที่ไปประท้วงความไม่ชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรนี้แห่กันไป “รื้อถอน” และไม่เพียงแต่พฤติกรรม “เข้าข้างม็อบ” ถึงขนาดส่งทหารมา “ปกป้อง” ผู้ชุมนุมทั้งในรูปการ์ด ที่บางรายก็เป็นถึง ผบ.หน่วยซีล ซึ่งต่อมาก็ถูก “เด้ง” ออกจากตำแหน่ง หรือไม่ก็ “ขนอาวุธ” มาสนับสนุนม็อบจนตำรวจที่ตั้งด่านตรวจอยู่จับได้เนือง ๆ ก็ยังปรากฏการใช้ค่ายทหารแห่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี ที่ “คนตาเหล่” เคยเป็นใหญ่อยู่ เป็นสถานที่พัก “ยาบ้า” จนทหารบางรายต้องถูกตำรวจ “วิสามัญฆาตกรรม” คาค่ายดังกล่าว แต่แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะ “ดาหน้า” มา”เปิดศึก” กับประชาชนถึงเพียงนี้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฐานะ “เบอร์หนึ่ง” ของฝ่ายบริหารก็กล้าพอที่จะประกาศศักดากับคนพวกนี้ถึงขั้น “ประกาศกร้าว” ต่ออำนาจเหนือการเมืองว่า “จะขอตายในสนามประชาธิปไตย เยี่ยงทหารตายในสนามรบ” เช่นเดียวกับ “มิตรแท้” ในฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง นปช.ที่เปลี่ยนประธานจาก “อดีตสหายปูน” ธิดา ถาวรเศรษฐ โตจิราการ มาเป็น “เดอะตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ เพื่อเตรียมรับมือกับ “ศึกใหญ่” สงครามครั้งสุดท้ายนี้ โดยไม่นำพาต่อเสียงเย้ยหยันของ ผบ.ทบ.ผู้มีชื่อเล่น “ตู่” เช่นกัน และเป็น “หนึ่งในแคนดิเดต” นายกฯ นิ้วกลางที่อำนาจเหนือการเมืองวางตัวไว้หลังจากปล้นอำนาจประชาชนสำเร็จแล้ว นอกเหนือจากตัวเต็ง “พลากร สุวรรณรัฐ-ประวิตร วงษ์สุวรรณ-อานันท์ ปันยารชุน” โดยกำหนด “เสาร์ห้าเมษายน ระดมพลคนห้าแสน ลั่นกลองรบครบแดน แดงแน่นแฟ้นทั่วแผ่นดิน” ภายหลังจากที่ได้จัดปราศรัยที่จังหวัดเชียงใหม่ อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา และเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีเพื่อ “อุ่นเครื่อง” ด้วยมวลชนเรือนหมื่นมาแล้ว

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

6 เมษายน 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s