สยามทัศนะ (พฤษภาคม 2557)

สยามทัศนะ
(ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม 2557)

          ช่วงเวลานี้ ก็ยังคงปรากฏความพยายามของอำนาจเหนือการเมือง ที่ยังคงพยายามโค่นล้มประชาธิปไตยที่ยังลงหลักปักฐานไม่มั่นคงพอของไทยอย่างไม่หยุดยั้งอยู่ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากกรณีการระดมพล “ครั้งสุดท้าย” (อีกแล้วสิ) ของ “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการแห่งม็อบนกหวีด กปปส. ที่มี “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” กันว่ามีประธานเป็น “อำนาจเหนือการเมือง” ที่มีพฤติกรรมสับสนทางเพศ และมีรองประธานเป็น “คนชอบแย่งผัวชาวบ้าน” ในวันที่ 5 13 และ 14 พฤษภาคม ซึ่งสองวันแรกตรงกับวันสำคัญของสถาบันกษัตริย์และสถาบันศาสนา คือวันฉัตรมงคลและวันวิสาขบูชาตามลำดับ เพื่อหวัง “ส่งไม้” ต่อให้กับ “องค์กรอิสระจากฝ่ายประชาชน แต่ไม่เคยเป็นอิสระจากฝ่ายอำมาตย์” ในการ “เล่นงาน” รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้ไม่ต้องรักษาการรอรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งใหม่มารับช่วงต่อไป แต่เพราะหวังให้เกิดการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ซึ่งก็เป็นคำกล่าวที่เป็นนามธรรมเหลือเกิน เพราะไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจนว่าต้องการปฏิรูปอะไร อย่างไร และทั้งที่สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็เคยใช้งบประมาณแผ่นดินจ้างคนที่ “พ่อตัวเป็นพระยา พ่อตาเป็นหม่อมเจ้า” อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน และ “หมอหิวเลือด” อย่างนายแพทย์ประเวศ วะสีมาทำเรื่องดังกล่าวจนมีผลงานเผยแพร่ต่อสาธารณะบ้างแล้ว พร้อม ๆ กับ “โล้นซ่า” ผู้เป็นอิสระจาก “พุทธะ” ที่ประกาศจะ “ถวายคืนพระราชอำนาจ” ด้วยการเดิน “ธรรมยาตรา” จากศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะไปพระราชวังไกลกังวลในวันที่ 16 พฤษภาคม ซึ่งทั้งความพยายามของ “คนหัวโล้นห่มผ้าเหลือง” กับ “คนหน้าดำที่กลับมาใส่เสื้อเหลือง” ที่ “ดึงฟ้าต่ำ” อย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่เห็นมี “ประชาชนหรือทหารของพระราชา” ตัว เอ้ย! คนไหนเลยที่จะกล้า “เล่นงาน” กับ “มนุษย์เหลือง” ทั้งสองคนนี้เลย
           ซึ่งกลไกขององค์กรอิสระที่ “รับไม้” ต่อจากลุงกำนันแขนคอกก็มีทั้งการที่ศาลรัฐธรรมนูญ “ฟัน” นายกฯ จากกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยอ้างเหตุผล “รวบรัด เล่นพรรคเล่นพวก” เพื่อให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง จะได้ “โยก” พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ไปเป็นเลขาธิการ สมช.แทน ส่วนในตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ว่างนั้น ก็จะได้ให้พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของพี่สะใภ้นายกฯ ขึ้นมา “ผงาด” ทั้งที่คดีนี้เป็นที่ยุติไปแล้วในชั้นศาลปกครองสูงสุด ที่ได้พิพากษาคืนเก้าอี้ดังกล่าวให้กับนายถวิลไปแล้ว แม้ว่าคนอย่างนายถวิลจะเป็นคนที่ทำให้ “รัฐบาล” ไม่มั่นคง ด้วยเหตุมีส่วนร่วมเป็น “เสนาธิการ” ให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการ “สังหารหมู่” เมื่อปี 2553 ก็ตาม อีกทั้งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เช่นกันนี้ ก็มีความพยายาม “งัดข้อ” ระหว่างอำนาจสองขั้วที่ก็ต่างจะ “ดัน” คนของตนขึ้นเป็น “ปทุมวัน 1” จนทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างไปร่วมปี มีแต่เพียงผู้รักษาการ ยังผลให้งานตำรวจไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร แม้เมื่อพลตำรวจเอกวิเชียรขึ้นมาเป็น “เบอร์หนึ่ง” แล้วก็ตาม ด้วยเพราะเติบโตมาจากความเป็น “ตำรวจวัง” ผิดกับพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ที่มาจากสายปราบปรามมาโดยตลอด จึงสามารถ “ตอบโจทย์” รัฐบาลปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามยาเสพติดได้เป็นอย่างดี และหากจะกล่าวหารัฐบาลนี้ว่าเล่นพรรคเล่นพวก นายกฯ ก็ได้ชี้แจงต่อศาลว่า ได้มีการแต่งตั้งพลเอกอักษรา เกิดผล ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ทั้งที่พลเอกอักษรามีพ่อชื่อ “พลเอกสายหยุด เกิดผล” ที่ไม่ “แฮปปี้” กับรัฐบาลนี้เท่าใดนัก จากการแสดงออกในฐานะ “รัฐบุคคล” แต่เพราะความเหมาะสมในการทำงานกับ กอ.รมน. เนื่องจาก เสธ.ทบ. เป็นเลขาธิการ กอ.รมน.โดยตำแหน่ง อีกทั้งประธานศาลปกครองสูงสุด “หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล” ก็ยังเคยใช้ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง “ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม” ส่ง “จดหมายน้อย” ไปถึง “บิ๊กสีกากี” ช่วยฝากนายตำรวจคนหนึ่งที่ทำงานใกล้ชิดตนให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญมาแล้ว แต่ก็ปราศจาก “พวกคนดี” ที่จะออกมากล่าวหาโจมตีใด ๆ
           ด้วยตรรกะของศาลรัฐธรรมนูญที่อ้างว่า รัฐบาลนี้ “พ้นจากตำแหน่ง (เพราะยุบสภา) แต่ยังไม่พ้นจากหน้าที่ (เพราะรอรัฐบาลใหม่เข้ามาแทน) ” จึงทำให้นายกฯ และรัฐมนตรีร่วมคณะ “ปู 1” ที่ยังคงดำรงตำแหน่งเดิมมาจนถึงปัจจุบันเพียง 9 ราย ต้องพ้นจากตำแหน่งไป โดยยังคงเหลือรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ภายหลัง อีกหลายราย โดยมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขึ้นรักษาการแทนนายกฯ ยังผลให้รัฐบาลปัจจุบัน “ยังไม่สิ้นสภาพ” เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่ได้ฟันยกเข่ง” นั่นเอง อำนาจเหนือการเมืองจึงใช้ “ไม้ที่สอง” เข้ารับช่วงต่อในวันถัดมา ด้วยการให้ ป.ป.ช. “ชี้มูลความผิด” อดีตนายกรัฐมนตรีหมาด ๆ ว่ามีส่วน “รู้เห็นเป็นใจ” ในการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ทั้งที่ในสำนวนของ ป.ป.ช.ก็บอกเองว่ายังไม่พบหลักฐานที่สาวไปถึง “หัวหน้ารัฐบาล” ได้ อีกทั้งการพิจารณาคดีนี้ก็เต็มไปด้วยความเร่งรับ รวบรัด ลุกลี้ลุกลน ทั้งยังไม่นำพาต่อการดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน และคดีอื่น ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเพราะเห็นเป็น “พวกเดียวกัน” เลยไม่สนใจ ผิดกับคดีของพรรคเพื่อไทย ที่ “เร่งเอาเร่งเอา” เอาคนอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกฯ จากพรรคการเมืองสีฟ้า มาเป็นพยานใส่ร้าย แถม ป.ป.ช.ก็ยังออกมา “คำราม” เสียอีกแน่ะว่าจะให้สภาทนายความที่เป็นคนพวกเดียวกัน “ลงดาบ” มรรยาททนายความของนายกฯ เพียงเพราะต้องการความเป็นธรรมในคดีนี้เท่านั้น หากแต่ผลการตัดสินของ ป.ป.ช.นี้ก็ “ไม่ระคายผิว” อะไรกับฝ่ายประชาธิปไตยเท่าไรนัก เพราะเล่นงานเพียง “เบอร์ 1” ของ ครม.ที่ถูกเล่นงานโดยศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว และมิได้ “เหมาเข่ง” กับรัฐมนตรีคนอื่น ๆ เลย
           ผลจากการตัดสินของสององค์กรอิสระดังกล่าว ยังผลให้อีกสององค์กรอิสระ “หอนรับ” กันอย่างมีจังหวะ ทั้งกรณีที่ กกต. “รู้แกว” กับศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการจะลงดาบนายกฯ จึง “เลื่อนเวลา” ในการขอคุยกับรัฐบาลในการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งรอบใหม่ออกไปอีกสัปดาห์ และเมื่อรู้ผลการตัดสินแล้ว กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้บริหารจัดการการเลือกตั้งที่ไม่รู้หน้าที่ แต่ยังนั่งผลาญภาษีประชาชน และมีอำนาจเหนือกว่าประธาน กกต.เสียอีก เนื่องจากเป็นลูกศิษย์ปริญญาโทของตัวเอง ก็ออกมา “เล่นแง่” ว่ารักษาการนายกฯ ไม่สามารถลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้ เพราะไม่ใช่ตัวนายกฯ เช่นเดียวกับทัศนะของ ส.ว.กลุ่ม 40 “คำนูณ สิทธิสมาน” น้องรักของ “แป๊ะหัวหมูแก้บน ณ ถนนพระอาทิตย์” ทั้งที่ก็เคยมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายว่า หากนายกฯ ไม่มี หรือไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองนายกฯ คนหนึ่งรักษาการแทน ดังเช่นเมื่อนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งจากการยุบพรรคพลังประชาชน ช่วงระหว่างที่ยังไม่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์ “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ก็เคยปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มาแล้ว หรือเพราะคนพวกนี้สนใจเพียงตัวบุคคลที่เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ของตัวเอง ถึงขั้นบิดเบือนประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายซะงั้น และกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ “ยื่นโนติ๊ซ” ให้รัฐบาลรับผิดชอบเงินงบประมาณค่าจัดการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ “คว่ำ” ไปก่อนหน้านั้น โดยไม่นำพาต่อสาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งต้องล่มไปเลยแม้แต่น้อย ว่ามี “สุนัข” ตัวไหนส่งสมุนบริวารไปขัดขวางการเลือกตั้ง กกต.ทั้งส่วนกลางและในต่างจังหวัดเฉพาะในภาคใต้ก็ “โผล่หาง” ให้เห็นว่าเป็นพวก “นกหวีดขึ้นสมอง” คงเป็นเพราะ สตง.ก็คงเหมือนกับ กกต.นั่นแหละที่เอาตัวบุคคลที่อยู่ตรงข้ามตัวเองมาเป็นใหญ่เหนือเหตุผล ไม่ต่างอะไรเลยกับที่เกิดแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันฉัตรมงคล ที่มีพวก “สลิ่มไซเบอร์” ที่เป็นกันไม่ได้ง่าย ๆ ต้องใจแคบและปัญญาทึบด้วย ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะ “ธรณีพิโรธ” พื้นที่สีแดง โดยไม่นำพาต่อความเป็นภัยธรรมชาติที่ “ไม่มีสองมาตรฐาน” เหมือนบุคคลที่พวกเขาเคารพบูชา หากจะใช้ตรรกะมาว่ากันจริง ๆ เหตุการณ์สึนามิที่ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมาก็คงเป็นเพราะ “ธรณีพิโรธ” พื้นที่สีฟ้าด้วยกระมัง ถามว่าทำไมบอกว่าพวก “สลิ่มไซเบอร์” ใจแคบและปัญญาทึบ ตอบว่าเพราะถ้าเราพูดอะไรสั้น ๆ คนพวกนี้จะบอกว่า “ไม่เข้าใจ” แต่พอเราลงรายละเอียดเข้าหน่อย ก็กลับสวนว่า “อย่าเยอะ”
           เมื่อ “ม็อบนกหวีด” ไม่ได้รับสิ่งที่ตนเองประสงค์จากทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช.จึงได้อาศัยเลื่อนวัน “ปิดเกม” มาเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม วันพืชมงคล ซึ่งมีการประชุมวุฒิสภาอยู่ด้วย เพื่อหวังกดดันให้วุฒิสภารับข้อเสนอ “นายกฯ คนกลาง” ของตัวเองไปปฏิบัติ ซึ่งก็มี ส.ว.กลุ่ม 40 อีกเช่นกัน “เด้งรับ” เนื่องจากเห็นว่า พระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญที่รัฐบาลออกมานั้น เป็นการบังคับให้วุฒิสภาสามารถทำงานได้เพียงสองเรื่อง คือการตั้งนางสาวสุภา ปิยะจิตติเป็น ป.ป.ช. และการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ทำให้วุฒิสภาอยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร จึงขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาจากกลุ่ม 40 ส.ว.เองมิใช่หรือ ที่ขอเปิดประชุมครั้งนี้โดยอ้างสองเหตุผลดังกล่าว และการที่วุฒิสภาโดยนายสุรชัย ที่ต่อมาชนะการเลือกตั้งเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่ ยอมเปิดห้องรับรองให้นายสุเทพและแกนนำ กปปส.เข้าพบ ทั้งที่รู้ดีว่าคนพวกนี้ต้องคดีกบฏ อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่า “วุฒิสภาถูกครอบงำโดยกบฏ” ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว และทั้งที่ยังไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภาอย่างเป็นทางการ นายสุรชัยก็ได้สั่งให้ ส.ว.มาประชุมนอกรอบในวันที่ 12-13 พฤษภาคม เพื่อ “สนองตัณหา” ม็อบกบฏ แต่แล้วผลสรุปที่ออกมากลับกลายเป็นว่า วุฒิสภาไม่สามารถดำเนินการเรื่อง “นายกฯ คนกลาง” ให้กับ กปปส.ได้ ยังผลให้ “ลุงกำนันสุเทพ” และ “ผู้ใหญ่สาทิตย์ วงศ์หนองใน เอ้ย! หนองเตย” ต้องแสดงอาการ “กระฟัดกระเฟียด” ด่ากราด ส.ว.กลุ่มเดียวกับตัวเองแท้ ๆ ว่า “ถูกทักษิณซื้อ” ก็น่าแปลกดีนะ คนที่เคยพูดจาให้การสนับสนุนตัวเอง ถึงขนาดบางรายมาร่วมเวทีด้วย พอพูดจาอะไรที่ผิดใจเข้าหน่อย คุณก็โยนความเป็น “ขี้ข้าทักษิณ” ให้เขาเชียวหรือ จึงไม่ผิดไปจากที่เคยกล่าวไว้เลยว่า “ถ้าแม้แต่คนพวกเดียวกันคุณก็ไม่ดีกับเขา ชีวิตนี้คุณก็คงดีกับใครไม่ได้อีกแล้ว” เช่นเดียวกับที่คุณเคย “สำราก” ใส่นายอภิสิทธิ์ที่เคยเสนอตัวมาเป็นคนกลางเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ กปปส.ว่า “อย่ามาสะเออะเป็นคนกลาง จะด่าให้เสียคนเลย” และสันดานของพวกคุณที่ชอบ “โยนขี้” ให้ทักษิณ ถ้าคุณ “ขี้ไม่ออก” ก็คงโทษว่า “ทักษิณอุดตันลำไส้ใหญ่” ล่ะสิท่า
           และด้วยพฤติกรรมที่สวนทางกับคำพูดของ กปปส.โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรงนี้เอง ที่ทำให้เกิด feedback มาจากหลายภาคส่วน ทั้งการลุกขึ้น “ทวงคืน” กระทรวงมหาดไทยจากการยึดของ “อดีตกำนัน” โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านปัจจุบันจนประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม การออกแถลงการณ์ประณามการ “คุกคามสื่อ” จากการบุกไปเยี่ยม “ฟรีทีวี” เกือบทุกช่อง การจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการบูชา “กรวย” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่ของไทย เพื่อ “เหน็บแนม” การใช้ความรุนแรงของ “ม็อบนกหวีด” ที่จัดการคนที่มีปัญหากับกรวยที่ตนเองตั้งกีดขวางถนนเอาไว้ จนบาดเจ็บปางตาย ทั้งพนักงานบริษัท นักบิน นายทหารยศนายพัน จนถึงคนส่งน้ำแข็ง และเป็นที่มาในการขนานนาม กปปส.ใหม่ว่า “ม็อบหัวกรวย” ในเวลาต่อมา จากความคิดที่ว่า “กรวยอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะขับรถชน เคลื่อนย้าย หรือแม้แต่ชำเลืองกรวยในทางใด ๆ ก็มิได้ ” จึงต้องเทิดทูนไว้เหนือหัวนั่นเอง การออกแถลงการณ์ของกองทัพบก ภายหลังจากเกิดเหตุใช้อาวุธสงครามกับสถานที่ที่มีความเกี่ยวพันกับบุคคลระดับสูงและที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเวทีชุมนุมใหม่ของ กปปส.โดยมีสาระสำคัญทำนองว่า กองทัพบกขอประณามการใช้ความรุนแรง และหากมีสถานการณ์ไม่ปกติ กองทัพก็อาจเข้ามา “แทรกแซง” ได้ จึงนำไปสู่การตั้งคำถามของฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง นปช.ที่มาชุมนุม “ปิดบัญชี” อำนาจเหนือการเมืองตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม ณ ถนนอักษะว่า แม่ทัพบก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้มีชื่อเล่นเดียวกับแม่ทัพแดง “จตุพร พรหมพันธุ์” คิดอะไรอยู่กันแน่ถึงออกแถลงการณ์ฉบับนี้มา อยากเป็น “นายกฯ คนกลาง” หรืออย่างไร ทหารตั้งบังเกอร์รอบเมืองหลวงแต่ทำไมทำอะไรกับคนร้ายไม่ได้ แถมยังมีโจรกบฏ กปปส.ป่วนบ้านป่วนเมืองอยู่ทำไมถึงไม่คิดจะจัดการ ซ้ำร้ายกองทัพเองก็แทบจะ “กราบตีน” คนพวกนี้ซะด้วยซ้ำ ดังเช่นกรณีบุกไปกดดัน กกต.ไม่ให้จัดการเลือกตั้งถึงในเขตทหารอากาศ โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่คอยให้การต้อนรับและดูแลความปลอดภัย และการบุกเข้ารวบตัวแกนนำม็อบนกหวีดภายหลังศาลออกหมายจับสามราย คือ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ดร.ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ และนายสาธิต เซกัล แต่แกนนำบางคนอย่าง “เกย์เฒ่า” ดร.เสรี วงษ์มณฑา ก็ “จมูกไว” หนีออกนอกประเทศได้ก่อนที่จะมีหมายจับ ไปโผล่ที่ “เมืองลุงแซม” ซะงั้น แต่เมื่อกลับมาแผ่นดินไทยก็ถูก “รวบตัว” คาสนามบินด้วยเหตุนี้่แหละ “ลุงกำนัน” จึงประกาศสงครามครั้งสุดท้าย (อีกครั้งหนึ่ง) ด้วยการ “ปิดเกม” ให้เสร็จภายในวันที่ 26 พฤษภาคม ถ้าไม่สำเร็จก็จะได้มอบตัวในวันถัดไป โดยการ “ยกระดับ” ไปบีบบังคับให้รัฐมนตรีที่ยังเหลืออยู่ลาออกให้เกินครึ่งคณะ เพื่อหวังได้อำนาจมา “ปฏิรูปประเทศ” ตามวิถีของตนเอง ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าการ “ปฏิรูป” โครงสร้างอำนาจระดับสูง จากการ “สมคบคิด” แบ่งงานกันทำระหว่างประธานและทีมงาน กปปส. ในสายงานต่าง ๆ ทั้งภาคการเมือง (กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์) ภาคเศรษฐกิจ (นายทุน นักธุรกิจ แรงงานรัฐวิสาหกิจ) และภาคสังคม (สถาบันการศึกษาและหน่วยงานทางการแพทย์และสาธารณสุข) เพื่อหวังใช้รัฐบาลเฉพาะกาลที่นายสุเทพจะตั้งขึ้น ในการเป็น “บันไดสู่ดาว” ของตนนั่นเอง
           และความคิดของประธาน นปช. “ตู่ จตุพร” ก็เป็นความจริง เมื่อ “ตู่ ประยุทธ์” ตัดสินใจใช้อำนาจ ผบ.ทบ. “ลักหลับ” ประกาศกฎอัยการศึกซึ่งมีอายุครบศตวรรษในปีนี้นี่เองทั่วราชอาณาจักร สถาปนา “กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย” (กอ.รส.) ขึ้นแทน ศอ.รส. และการรวบอำนาจเข้าสู่กองทัพในเวลาตีสามของวันที่ 20 พฤษภาคม หรือวันที่สิบของการชุมนุมของคนเสื้อแดง ท่ามกลางเสียง “ไชโยโห่ร้อง” ของ “มวลชนนกหวีด” ว่าที่ตน “ยั่ว” ให้ทหารออกมานั้นสัมฤทธิผลแล้ว แม้ว่ายังไม่เกิดรัฐประหารในทันที ด้วยการอนุญาตให้ทั้งสองกลุ่มยังสามารถชุมนุมในที่ตั้งของตนได้ แต่ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันหลายประการ ทั้งการปิด 7 ทีวีแดง (MVTV5, Asia Update, DNN, UDD TV, 4 Channel, P&P Channel และ Voice TV) และ 5 ทีวีเหลือง (ASTV, FMTV, Blue Sky, T News และ Hot TV) แต่ละเลย Nation Channel และสถานีอิสระธรรมของ “โล้นหัวกรวย” และการเรียกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ารายงานตัว รวมถึงการเรียก “หัวขบวน” คู่ขัดแย้งทั้ง กปปส. นปช. พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย วุฒิสภา กกต. และรัฐบาลคณะละ 5 คน รวม 35 คน เข้าประชุมในวันรุ่งขึ้น หรือวันที่ 21 พฤษภาคมเพื่อ “ระดมสมอง” หาทางออกประเทศ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ พลเอกประยุทธ์จึงได้ “ให้การบ้าน” แก่ทั้งเจ็ดคณะมานำเสนอต่อในวันถัดมา แต่แล้ว “หาง” ของ “แม่ทัพบกตาเหล่” ผู้ได้ดีเพราะเกาะ “ชายกระโปรง” บุคคลระดับสูง และเหลือเวลาอีกสี่เดือนกว่า ๆ จะเกษียณอายุราชการ ก็โผล่ออกมาซะจนได้ ด้วยการ “ล็อกตัว” แกนนำ 5 กลุ่มเว้นแต่ กกต. และ ส.ว. รวม 25 คน ภายหลังจากที่พลเอกประยุทธ์ “ยื่นคำขาด” ให้รัฐบาลลาออกและให้ทั้งสองม็อบยุติชุมนุม แต่ได้รับการปฏิเสธ นายพลตาเหล่คนนี้จึง “ฟิวส์ขาด” ลั่นวาจาว่าจะยึดอำนาจการปกครอง และก็ทำได้จริง ๆ ในเวลาสี่โมงครึ่ง ด้วยการสถาปนาตนเองในนาม “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) นับเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 13 ของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งก็มีการ “เดินตามรอย” คณะรัฐประหารรุ่นพี่ ๆ ทั้งการประกาศเคอร์ฟิว การห้ามชุมนุมเกินห้าคน การสลายการชุมนุมทั้งสองกลุ่ม การระงับการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ทุกช่องสถานี ให้ link รายการของกองทัพบกแทน (ต่อมาระงับเฉพาะโทรทัศน์ดาวเทียมและวิทยุชุมชนเท่านั้น) การเรียกบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองมารายงานตัวและควบคุมตัว และการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เป็นครั้งแรกที่งดใช้เป็นการชั่วคราว เพียงเฉพาะคณะรัฐมนตรีรักษาการเท่านั้นที่ต้องสิ้นสภาพ ส่วนวุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่เป็นพวกเดียวกันก็ยังคงอยู่ ท่ามกลางข้อสังเกตว่า คสช.ต้องการมาสร้าง “รัฐบาลนิ้วกลางหัวกรวย” ให้นายสุเทพและประธาน กปปส. มาปฏิบัติการ “พลิกฟ้า” เพื่อหวัง “ยึดครอง” ประเทศไทยไปตลอดกาล ไม่ต้องพัฒนาให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ และไม่นำพากับข้อวิตกกังวลของพม่า ประธานอาเซียนที่เคยมีทหารปกครองประเทศนับทศวรรษ และกำลังเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ผิดกับประเทศไทยที่กำลังจะเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ก็ถูก “ฉุดรั้ง” ให้กลับไปเป็นเผด็จการดังเดิม
           ซึ่งเราก็ได้เห็นถึง “อะไร” หลาย ๆ อย่างที่คาดไม่ถึงได้อย่างชัดเจน ทั้งการขึ้นตัววิ่ง “คนไทยไม่ควรมาทะเลาะกันเพราะคำว่าประชาธิปไตย” “ผู้นำต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม” และการเปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” เพราะสามสิ่งนี้มันก็บ่งบอกถึง “ธาตุแท้” ของคนชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้อย่างแจ่มแจ้ง ดังจะเห็นได้จากการ “ถ่างขา” นั่งเก้าอี้ สนช.หลังรัฐประหารคราวก่อน เพื่อร่วมออกกฎหมาย “จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม” มาให้ตัวเองใช้ ควบเก้าอี้บอร์ด “ไทยออยล์” โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ พร้อม ๆ กับครองยศพลโท ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และร่วมปฏิบัติการขัดขวางการแสดงออกทางประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2550 ที่มีการสลายการชุมนุม นปก.ที่เดินทางไปทวงถามความรับผิดชอบของอำนาจเหนือการเมืองในการรัฐประหาร 2549 เรื่อยมาจนถึงการไปสังเกตการณ์การจัด “คนเสื้อน้ำเงิน” ของ “คนโตบุรีรัมย์” มาปะทะกับคนเสื้อแดงที่มาประท้วงต่อที่ประชุมอาเซียนที่พัทยา และการปราบคนเสื้อแดงที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อปี 2552 ครั้งครองยศพลเอก เสนาธิการทหารบก และการปราบคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้า ราชประสงค์ ศาลาแดง บ่อนไก่เมื่อปี 2553 ครั้งเป็นรอง ผบ.ทบ. และการ “ตระบัดสัตย์” ว่าจะไม่ยึดอำนาจ พร้อมกับลั่นวาจาว่า “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารจะเคารพรัฐบาล ถ้ารัฐประหารแล้วประเทศไทยจะมีที่ยืนบนเวทีโลกได้อย่างไร” จริงอยู่ว่าหลักการเปลี่ยนได้ตามเวลา แต่ไม่ใช่ตราประทับที่จะทำให้คุณสามารถปัดความรับผิดชอบในวาจาที่คุณลั่นออกมาแล้วได้ ด้วยความไม่ศรัทธาในประชาธิปไตย ขาดคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมเช่นนี้แหละ จึงได้รับการ “ปูนบำเหน็จ” จาก “มือที่มองไม่เห็น” ให้ก้าวขึ้นสู่เบอร์หนึ่งของกองทัพบกในที่สุด และเมื่อครองตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐประหารแล้ว ก็ยิ่งพัฒนาความเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งการยุบวุฒิสภา เพื่อหวังปฏิบัติการ “พลิกฟ้า” ได้สะดวกโยธินขึ้น การย้ายข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ใน “ระบอบทักษิณ” เข้ากรุ ทั้ง ผบ.ตร. “อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ปลัดกระทรวงกลาโหม “นิพัทธ์ ทองเล็ก” อธิบดี DSI “ธาริต เพ็งดิษฐ์” เลขาธิการ ศอ.บต. “ทวี สอดส่อง” ยังผลให้พื้นที่จังหวัดปัตตานี หนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องถูก “ระเบิด” รับน้องเลขาธิการ ศอ.บต.คนใหม่ทันที ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรุ่นพี่ร่วมสถาบันเดียวกับผู้เขียน (แถมเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าอีกต่างหาก) “ธงทอง จันทรางศุ” ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจในหลายท้องที่ โดยเฉพาะ “พื้นที่สีแดง”
และอีกตัวบ่งชี้หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนอย่างพลเอกประยุทธ์ขาดหลักธรรมาภิบาลว่าด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยมิพักต้องไปพูดถึงเรื่องการ “ล้างผลาญ” งบประมาณแผ่นดินก็คือ การห้ามการชุมนุมทางการเมืองและการ block การติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตในหลายเว็บไซต์รวมถึง Facebook โดยอ้างความมั่นคงของสถาบันสำคัญ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้ว เขาก็เพียงอยากจะแสดงการไม่เห็นด้วยกับคุณที่ล้มอำนาจประชาชนเท่านั้นเอง จึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีมวลชนจำนวนมากไม่นำพาต่อคำสั่งของพลเอกประยุทธ์ ทั้งที่หอศิลป์ กทม. เมเจอร์รัชโยธิน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แยกราชประสงค์ และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ และก็ไม่สนใจด้วยว่านายพลตาเหล่คนนี้จะส่งสมุนบริวารไปขัดขวาง เพราะนี่คือการแสดงออกของประชาชนที่คิดว่าประเทศนี้ ที่อำนาจเหนือการเมืองพยายามจะ “ตอแหล” เวทีโลกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่กลับเห็นพวกเราเป็นแค่ “ผู้อาศัย” ไม่ใช่ “เจ้าของ” แม้พวกคุณจะมีโลกทัศน์และจิตใจที่คับแคบยิ่งกว่า “จิ๋มมด” ถึงขนาดที่พูดว่า “ต่างขาติไม่ใช่พ่อใช่แม่กูนี่” แบบในละครเรื่อง “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ก็เถอะ แต่ท่านก็คงลืมไปแล้วกระมังว่าก็ท่านไม่ใช่หรือที่ยอมรับนับถือจนแทบจะ “กราบตีน” บางชาติในโลกนี้ได้อย่างสนิทใจ ทั้งในทางการทหาร เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม มาวันนี้ท่านคิดจะ “เนรคุณ” ถึงขนาดจะปิดประเทศไม่คบค้ากับชาติอื่น เราว่าแบบนี้ระยำไปหน่อยมั้ง แถมยังมีพวกที่ระยำไม่แพ้กันก็คือ บรรดา “สลิ่ม” ทั้งหลายที่จัดขบวนออกมา “เชลียร์” พวกคุณ ที่ไม่กล้าแม้แต่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของคณะรัฐประหาร คสช. ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งที่เป็นเรื่องทำนองเดียวกับที่รัฐบาลประชาธิปไตยเคยทำ และคนพวกนี้เคย “จวก” มาแล้ว ทั้งการโยกย้ายข้าราชการ การกู้เงินจ่ายชาวนาในโครงการจำนำข้าว และการดำเนินโครงการพัฒนาระบบคมนาคมวงเงิน 2 ล้านล้านบาท และก็ยังไม่กล้าขนาดที่จะด่า “นายพลตาไม่สามัคคี” ในฐานะส่วนตัว ผิดกับที่เคยด่าสองพี่น้องที่มาจากการเลือกตั้ง ที่คนพวกนี้เอาชื่อพี่ชายไปตั้งเป็นระบอบนั่นแหละ ทั้ง “ไอ้ฟักแม้วทุศีลหน้าเหลี่ยม” และ “อีโง่แรดกะหรี่ยิ่งเละ” มาแล้ว หรือเพราะคนพวกนี้ถือ “ตัวบุคคล” เหนือ “หลักการ” (อีกแล้ว)
          อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าหยิบยกขึ้นมาโจมตีนายพลผู้คิดจะสร้างความสามัคคีในชาติ โดยการพยายาม “สลายสีเสื้อ” ของคนในชาติ แต่ก็คงยาก เพราะแม้แต่ตาตัวเองก็ยังไม่ใช่ และด้วยพฤติกรรมที่คุณ “มีใจ” ให้กับ “สีเหลือง” ไม่คิดจะทำอะไรเลยถ้าเขาทำผิดกฎหมายเห็น ๆ และพยายามยัดเยียดความผิดให้กับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะฝ่ายประชาธิปไตย “สีแดง” ว่าก่อความรุนแรง เผาบ้านเผาเมือง และจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันสำคัญ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ถ้าจะบอกว่าคนอย่างคุณก็มีพฤติกรรมเลวระยำยิ่งกว่ากัน ดังจะเห็นได้จากในพิธีรับพระบรมราชโองการสถาปนาตนเองที่ ททบ.5 อัดเทปมาให้สถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ออกอากาศเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ก็มีจุดผิดปกติหลายอย่าง ทั้งข้อสงสัยที่ว่าทำพิธีกันจริง ๆ วันใดกันแน่ เพราะ ASTV แนวร่วมคนเสื้อเหลือง upload clip นี้ขึ้น YouTube ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม อีกทั้งพิธีสำคัญระดับนี้ เหตุใด ททบ.5 ไม่ถ่ายทอดสดเพื่อจะได้ link ออกช่องอื่น ๆ และที่ไม่น่าให้อภัยถึงขั้นต้อง “ตัดหัวเสียบประจานเจ็ดชั่วโคตร” ก็คือ ไม่ปรากฏกระดาษที่พิมพ์พระบรมราชโองการต้นฉบับ ที่จะต้องมี “ลายเซ็น” พระปรมาภิไธย ประกอบตราพระราชลัญจกรครุฑพ่าห์ พระราชลัญจกรอุณาโลม พระราชลัญจกรไอยราพต และพระราชลัญจกรหงสพิมานประทับกำกับที่กึ่งกลางกระดาษ ด้านซ้าย ตรงกลางทับลายพระปรมาภิไธย และด้านขวาลายพระปรมาภิไธยตามลำดับ หากจะกล่าวว่าอยู่ในแฟ้มที่ “อาลักษณ์” ดร.อำพน กิตติอำพนอ่านและเชิญไปให้พลเอกประยุทธ์ถวายบังคมก็ไม่น่าเชื่อ เพราะแฟ้มดังกล่าวเป็นขนาด A4 ซึ่งเล็กกว่าขนาดกระดาษพระบรมราชโองการ จึงมีปรากฏต่อสาธารณชนแต่เพียงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ท่ามกลาง “ข่าวลือ” ที่ว่าพระบรมราชโองการต้นฉบับ “ไม่มีอยู่จริง” เพราะไม่มีพระราชลัญจกรให้ประทับกำกับ ซ้ำร้ายถ้อยคำในพระบรมราชโองการ (อาจจะปลอม) ดังกล่าวใช้ถ้อยคำว่า “ให้พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช.บริหารราชการแผ่นดิน” ซึ่งไม่เคยมีปรากฏว่าถ้อยคำนี้ใช้กับหัวหน้าคณะรัฐประหารคนใดมาก่อน มีเพียงแต่ให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศเท่านั้น ท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า อำนาจเหนือการเมืองผู้เป็นประธาน กปปส. นำข้อความนี้มาจากประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพื่อเสริม “เขี้ยวเล็บ” ให้นายพลตาเหล่คนนี้ทำหน้าที่ได้เหมือนประมุขฝ่ายบริหาร และดำเนินการ “พลิกฟ้า” ดังที่ตน “กระสัน” นั่นเอง

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
1 มิถุนายน 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s