สยามทัศนะ (มิถุนายน 2557)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 มิถุนายน 2557)

 

                หลังจากที่ “นายพลตาเหล่” ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศในนาม “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) และดำเนินสารพัดกลยุทธ์เพื่อสกัดขัดขวางผู้เห็นต่าง ทั้งการควบคุมตัวแกนนำสองขั้วการเมืองในวันแรก การให้บุคคลต่าง ๆ มารายงานตัว การใช้ศาลทหารแทนศาลพลเรือน การปิดกั้นสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ดาวเทียมและวิทยุชุมชน และการห้ามการชุมนุมทางการเมือง แต่ก็ยังปรากฏมีคนจำนวนหนึ่งที่ “ท้าทาย” ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงภยันตรายใด ๆ มาแสดงออกต่อต้านอยู่เนือง ๆ ทั้งการ “ยกป้าย” “ชูสามนิ้ว” ทุกวันอาทิตย์ เพื่อแสดงถึง “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” ซึ่งถูกลิดรอนออกจากสังคมไทยไปตามท้องถนน ยังผลให้แม่ทัพบกผู้เติบโตมาจาก “ราบ 21” ต้องสั่งปิดห้าง “Terminal 21” ย่านอโศก เช่นเดียวกับหลายห้างดังย่านราชประสงค์ที่ใครผ่านไปมาต้องนึกว่าเป็นประเทศตะวันออกกลางหรือแอฟริกาที่มีสงครามกลางเมือง ขนาดต้องเอาทหารมาควบคุมพื้นที่กันเลยทีเดียว บางรายอย่างอดีตเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการหมาด ๆ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ต้องเลือกใช้วิธีให้ทหารมาจับกุมตัวหลังบรรยายให้นักข่าวต่างประเทศฟัง เพื่อกะ “ฉีกหน้า” คสช.ต่อเวทีโลก เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศชั้นนำ ที่ออกมา “ประณาม” การรัฐประหารของไทยในครั้งนี้ แต่ก็ไม่นำพากับบรรดาแม่ทัพนายกองที่จะมีสำนึกประชาธิปไตย ซ้ำร้ายสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ที่นำโดยคุณหญิงทรงสุดาและร้อยโท ดร.สุวิทย์ ยอดมณี “ลูกสาวและลูกเขย” ของจอมพลถนอม กิตติขจร นักปฏิวัติรัฐประหาร “น้องรัก” ของจอมพลผ้าขาวม้าแดง “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ก็ยังมีน้ำหน้าออกมาต่อต้านท่าทีของ “เมืองลุงแซม” ที่ไม่พอใจต่อแผนการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ของนายพลตาเหล่ โดยอ้างว่าไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของอเมริกา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ก็อำนาจเหนือการเมืองสมัยที่ “พ่อตัว-พ่อตา” ของคุณทั้งสองเรืองอำนาจอยู่ไม่ใช่หรือที่แทบจะ “กราบตีน” อเมริกา เพื่อแลกกับความอยู่รอดของพวกตัวเอง อีกทั้ง “พญาอินทรี” ก็คงจะสงสารปนสมเพชที่ “ทายาท” นักรัฐประหารจะออกมา “ปกป้อง” การยึดอำนาจ

                แล้วการยึดอำนาจคราวนี้ เราก็ได้เห็น “ธาตุแท้” ของนายพลตาเหล่ (แอนด์เดอะแก๊ง) อย่างเห็นได้ชัด ทั้งข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจให้เล็กลง เพื่อกันการเมืองแทรก โดยให้จัดตั้งเป็น “กระทรวงความปลอดภัยสาธารณะ” ที่แค่ชื่อก็แทบจะไปเลียนแบบ “กระทรวงป้องกันความสงบ” (Ministry of Public Security) ประเทศลาวมา แต่กลับออกข้อเสนอการปฏิรูปการอุดมศึกษา เพราะเห็นว่าฝ่ายการเมืองอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไม่เอาใจใส่มหาวิทยาลัยเท่าที่ควร โดยให้จัดตั้งเป็น “กระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัย” โดยไม่คำนึงถึงปัญหาภายในที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของวงการอุดมศึกษา อาทิ การ “แข่งกัน” เปิดหลักสูตรปริญญาโททางบริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ MBA MPA และ MSIT กันจนแทบไม่มีมาตรฐาน การจัดการศึกษานอกที่ตั้งของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยเฉพาะสามหลักสูตรปริญญาโท “ยอดฮิต” ดังกล่าว การ “ลักลอก” (plagiarism) งานวิจัยของคนอื่นมาเป็นของตน จนนิสัยแบบนี้ “ลาม” มาถึงการ “ลักลอก” นโยบายของฝ่ายประชาธิปไตยโดยคณะรัฐประหาร โดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ของ “คนพวกเดียวกัน” ซะงั้น และความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยนั่นแหละที่เอาใจใส่การอุดมศึกษาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งการตั้ง “กองทุน ICL” ที่ให้โอกาสผู้เรียนในระดับปริญญา “เรียนก่อน ผ่อนทีหลัง” เมื่อมีงานทำ “กองทุนตั้งตัวได้” สำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่มีใจรักการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) แต่หากอยากจะเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ก็จะมีเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทเมื่อจบปริญญาตรี

                การจัดกิจกรรม “คืนความสุขให้คนในชาติ” เพื่อล้อกับตัวย่อ คสช.ทั้งการแต่งเพลง “คืนความสุข” โดยท่านผู้นำตาเหล่ การจัดกิจกรรมบันเทิงที่มีทั้ง “ร้อง เล่น เต้นระบำ” โดยเฉพาะทหารหญิงที่ออก “สเต็ปแดนซ์” ได้พอ ๆ กับนักท่องราตรีก็ไม่ปาน ถ้านุ่งน้อยห่มน้อยเข้าหน่อยก็ “ใช่เลย” และออกหน่วยบริการประชาชน การจัดแกนนำมวลชนต่างสีเสื้อมา “จัดฉาก” ปรองดองสมานฉันท์ การใช้ “เงินแผ่นดิน” จัดฉายหนัง “พระนเรศวร” ให้ประชาชนชมฟรี ก็ล้วนแต่เป็นเพียง “ฉากหน้า” ที่นายพลตาเหล่หวังใช้ “โกหกตอแหลตบตา” ประชาคมไทยและประชาคมโลกเท่านั้นเอง เพราะยังมีทั้งการจับกุม “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้จัดกิจกรรม “ประท้วงเชิงสัญลักษณ์” “ทอม ดันดี” ศิลปินเสื้อแดง และ “จิตรา คชเดช” ผู้เคยถือป้าย “ดีแต่พูด” ใส่อดีตนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” การ “บีบบังคับขืนใจ” ให้ใครก็แล้วแต่ที่ถูกทหารควบคุมตัว ต้องมา “เซ็น” เอกสารที่ระบุว่า ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติกับตนเป็นอย่างดี ไม่มีการทารุณกรรมใด ๆ ทั้งทางกายและทางใจ แม้ว่าจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม และเมื่อพ้นจากการควบคุมตัวไปแล้ว ก็จะไม่เป็นแกนนำการชุมนุมทางการเมืองอีก รวมถึงการจัดเวทีให้มวลชนต่างสีเสื้อมา “จัดฉากจับมือกัน” เพราะยังมีหลักฐานปรากฏว่า ยังมีการ “ชื่นชม” ฝ่ายทหารอย่างออกนอกหน้าโดยศิลปินดาราหัวใจสีเหลือง อาทิ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” และ “นก สินจัย” โดย “กระทืบซ้ำ” ฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งการกล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยด้วยข้อกล่าวหาเดิม ๆ ทั้งการ “โกงชาติ ล้มเจ้า เผาบ้านเผาเมือง” จึงสมควรแล้วที่มีการรัฐประหาร อันส่อแสดงให้เห็นว่า คนพวกนี้ไม่มีปัญญา “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” อะไรเลย ถึงขนาดที่ยอมให้สิ่งที่ตัวเองมองว่าชั่ว ถูกสิ่งที่สังคมพิพากษาว่าเลวทำลายลงได้ เพราะคุณเกลียดคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ถึงขนาดโยนให้เป็นศัตรูกับ “เบื้องบน” พวกคุณจึงเหิมเกริมถึงขนาดประกาศตัวเองว่า “เป็นประชาชนของพระราชา” และมองพวกเราว่า “เป็นขี้ข้าของทักษิณ” และเพราะการกล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยแบบนี้ด้วยข้อกล่าวหาที่ทั้งรุนแรงและเป็นเท็จแบบนี้แหละ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยถึงต้องออกมา “ต่อสู้” ไม่ยอมให้พวกคุณมากดขี่ข่มเหงกล่าวหาข้างเดียว

                 และหากนายพลตาเหล่อยากจัดกิจกรรม “สลายสีเสื้อ” กันจริง ๆ ก็ควรที่จะจัดเวทีให้แกนนำของคนทั้งสองสีได้มีโอกาสมาแถลงความคิดเห็นของตนที่ค้างคาใจได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลที่ตัวเองล้มเขามาได้ทำไว้ 108 เวทีทั่วประเทศ แกนนำคนเสื้อเหลืองและนกหวีดก็จะได้มา “จวก” คนเสื้อแดงได้อย่างเต็มที่ว่าเป็นผู้สนับสนุนทักษิณในการโกงชาติโกงแผ่นดิน แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้ทั้งในธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจพลังงาน เพื่อหวังล้มล้างราชบัลลังก์ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี และแกนนำคนเสื้อแดงก็จะได้ “โต้” ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้อย่างเต็มที่เช่นกัน เพราะทักษิณรวยมาก่อนเล่นการเมือง และได้รับฉันทานุมัติให้เข้าบริหารราชการแผ่นดินจากประชาชน แต่มีคนขี้อิจฉาบางพวกที่อยู่ใกล้ชิดเบื้องบน พยายามสร้างภาพว่าทักษิณกำลัง “วัดรอยตีน” แข่งกับสถาบันกษัตริย์ และอื่น ๆ อีกมากมาย แล้วให้ประชาชนลงประชามติว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดของใคร ถ้าเชื่อ “เหลือง” มากกว่าก็ขอเชิญ คสช. “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ต่อไปเลย แต่หากเชื่อ “แดง” มากกว่า คสช.ก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการจัดเลือกตั้งและยุติบทบาททันที จะได้รู้กันไปเลยว่าใครจริง ใครเท็จ หรือเพราะคุณไม่อยากให้คนพวกเดียวกับคุณต้อง “เสียหน้า” กลางเวทีสาธารณะเพราะทนต่อความจริงไม่ได้ เหมือนที่เป็นบ่อย ๆ ในรายการสนทนาข่าว และเพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ดีแต่ตรวจสอบคนอื่นข้างเดียว พลเอกประยุทธ์และ คสช.ซึ่งทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายสังคม รวมถึงปลัดกระทรวงที่ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ เช่น “หม่อมหลวงหูกาง” ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กล่าวหาคนไทยว่า “เสพติด” ระบบอุปถัมภ์ทั้งที่ตัวเองก็ “ได้ดี” มาเพราะสิ่งนั้นเช่นกัน หรือ “หมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์” แห่งกระทรวงสาธารณสุข ก็ควรจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีที่เป็นข้าราชการประจำ หรือพวกคุณ “กลัวความจริง” ว่าคุณมันได้รับ “เบี้ยบ้ายรายทาง” ยิ่งกว่านักการเมืองใช่มั้ยล่ะ โดยเฉพาะการอนุมัติ “เทอราโปรเจ็กต์สามล้านล้าน” (ใหญ่กว่าเมกกะโปรเจ็กต์ล้านเท่า) ที่ไม่มีใครในพวก “ม็อบคนดี” กล้าออกมาเห่าหอน ผิดกับโครงการแบบเดียวกันในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ใช้งบประมาณเพียงสองในสาม แถมมีโครงการมากกว่าที่ คสช.คิดจะทำซะอีก แต่คนพวกนี้กลับ “ด่าสามเวลาหลังอาหาร” ว่า “ผลาญชาติ ไม่พอเพียง” แต่พฤติกรรมของนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 แต่กลับทำพฤติกรรมกระสันในอำนาจเหมือนสุนัขกระสันหาคู่ในเดือน 12 อย่างพลเอกประยุทธ์ยังไม่พอเท่านี้ เพราะยังส่อแสดงออกมาจากการ “ถ่างขา” นั่งคณะกรรมการหลายชุดทั้งด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และแรงงานต่างด้าว และมีแผนที่จะขอต่ออายุราชการตัวเองอีกอย่างน้อยหนึ่งปี เพื่อกะจะ “สวาปาม” ประเทศไทยให้ตัวเอง “พุงโร” เหมือนกับ “นายใหญ่” ของตน แถมยัง “ประกาศกร้าว” จะจัดระเบียบ “ธุรกิจสีเทา” ทั้งบ่อนการพนัน และการค้าลอตเตอรี่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก และการขายลอตเตอรี่เกินราคา ก็ยังหวังนะว่านายพลตาเหล่จะทำแบบนี้ได้จริง ๆ ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ยอมให้ “คนในเครื่องแบบ” เข้ามามีบทบาทในธุรกิจเหล่านี้ โดยเฉพาะการรับสินบน “ปิดปาก” จากเจ้ามือบ่อน เจ้ามือหวย หรือที่เรียกให้สุภาพหน่อยก็คือ “เก็บค่าคุ้มครอง” เพื่อให้ตนเองอยู่รอดนั่นแหละ

                ด้วยแนวความคิดเผด็จการบ้าอำนาจของนายพลตาเหล่นี่เอง ที่ทำให้เวทีโลกออกมาแสดงอาการไม่เห็นด้วย นอกจาก “พญาอินทรี” ที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็มีทั้ง “แดนจิงโจ้” ออสเตรเลีย 28 ประเทศสหภาพยุโรป (EU) และแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่บรรดาแรงงานต่างด้าวชาวเขมรต้อง “แห่” กันกลับประเทศของตนกันเป็นจำนวนมาก เพราะได้กลิ่นตุ ๆ มาว่า นายพลเตรียม 12 ผู้มีพฤติกรรมเหมือนหมาเดือน 12 คนนี้เตรียม “เปิดศึก” กับกัมพูชา ฐานให้ที่พักพิงกับแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยที่ “หืออือ” กับพวกตัวเอง และจะจับชาวเขมรในประเทศไทยเป็นตัวประกัน เช่นเดียวกับบรรดา “บรรษัทข้ามชาติ” หลายประเทศที่เตรียมจะ “แห่” กันย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทยเช่นกัน จึงทำให้บรรดา “ชาวสลิ่ม” ออกมา “จวก” พฤติกรรมของนานาอารยประเทศกันอย่างหน้าไม่อาย ทั้งการโจมตีว่าเป็นการแทรกแซงกิจการของไทย ดังเช่น “เจริญ วรรธนะสิน” พ่อของสองศิลปินสลิ่ม “โจ จิรายุส” และ “เจ เจตริน” ที่ออกมาแสดงอาการต่อต้าน EU ทั้งที่ “แจน จิตติมา” ลูกสาวของตัวเองก็ทำงานในบริษัทยุโรป และขับรถยุโรป และตัวเองก็เคยเรียนและเป็นนักกีฬาแบดมินตันอยู่ในประเทศอังกฤษแท้ ๆ หรืออย่าง “ดี้ นิติพงษ์” ผู้กล่าวหาว่า “ฝรั่งโง่ ไม่เข้าใจคนไทย” ก็เพราะใจของคุณมันคับแคบขนาดคนอื่นไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ก็ “เสือก” ไปตัดสินว่าเขาโง่ซะได้ และคุณมันก็เป็นคนที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบของคนอื่นซะด้วยสิ อย่างครั้งที่เคยตอบโต้กับ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสถาบันระดับสูง หรือเพราะคุณมันอยากเอา “ลักษณะเฉพาะ” ที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ” ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะยังยอมรับให้มีการ “จัดระเบียบประเทศ” โดยกองทัพได้ แสดงว่ากองทัพยังคงเป็นกลไกหนึ่งของ “อำนาจเหนือรัฐ” ที่ใครต่อใครก็ต้องยอมรับนับถือ แม้แต่ศาลสถิตยุติธรรม ถึงขนาดมีคำกล่าวกันว่า “เมื่อเสียงปืนดัง ตาชั่งจะสงบ” แถมเวลาที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมฟอกผิดให้ตัวเอง ในรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ก็ไม่เห็นมีใคร “กล้า” ออกมาเป่านกหวีดต่อต้าน ไป “ตอบโจทย์” ลักษณะทั่วไปของประชาธิปไตย ที่สิทธิเสรีภาพเป็นของประชาชนโดยแท้จริง กองทัพก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของราชการบริหาร ที่ต้องเชื่อฟังอำนาจของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง ไม่พึงเป็น “เครื่องมือ” ให้กับอำนาจอื่นใดที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน แล้วเพลง “คำพ่อสอน” ที่คุณแต่งไว้ในวรรคสุดท้ายที่ว่า “สร้างเมืองไทยให้เป็นบ้านนานนิรันดร์” มันจะเป็นจริงไปได้ยังไง ในเมื่อบ้านถูก “รื้อแล้วรื้ออีก” โดยคนที่คิดว่าตัวเอง “รักพ่อ” ยิ่งกว่าใคร ๆ ในปฐพี เพราะคิดอยู่อย่างเดียวว่าคนอื่นที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เขาไม่รักบ้านหลังนี้ เขาไม่รักพ่อ เขาจะเผาบ้านหลังนี้ทิ้งแล้วสร้างห้องแถวขึ้นมาใหม่ที่เป็นของเขาเอง

                และคนไทยผู้รักประชาธิปไตย ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์นี้อีกจำนวนหนึ่ง จนต้องหลบลี้หนีภัยอยู่ในต่างแดน อาทิ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตนักปกครองผู้ทำงานในราชการบริหารมาทั้งส่วนภูมิภาคในช่วงต้น ส่วนท้องถิ่นในช่วงกลาง และส่วนกลางในช่วงท้ายของการรับราชการ จนเมื่อเกษียณอายุราชการก็ได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอกชน และเข้าสู่วงการการเมืองในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและ “มท.1” แห่งกระทรวงมหาดไทย และ “จักรภพ เพ็ญแข” อดีตนักการทูต นักวิชาการ และพิธีกรรายการข่าวโทรทัศน์ จึงได้ถือฤกษ์ดี “24 มิถุนายน 2557” แปดสิบสองปีของการอภิวัฒน์สยาม “24 มิถุนายน 2475” ในการจัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” เพื่อเป็นปฏิปักษ์กับคณะทหารโจรกบฏปล้นแผ่นดิน คสช.ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นแกนนำ และด้วยการแสดงออกของคนที่รักในประชาธิปไตยเช่นนี้เอง จึงทำให้ทั้ง คสช.และพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เป็นพรรคการเมืองที่ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แต่ถูก “เขียนโปรแกรม” โดยอำนาจเหนือการเมืองที่เคยเอาเงินเจ็ดแสนบาทฟาดหัวตั้งแต่แรกตั้งเมื่อ 68 ปีก่อน ต้องออกมา “เห่าหอน” คัดค้านการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวกันเป็นทิวแถว แถมยัดเยียดความเป็น “กองกำลังติดอาวุธ” ให้ซะอีก จากเดิมที่ไม่เคยคิดจะให้ราคา นี่แหละ

          ความที่พวกคุณมันชอบการโกหกตอแหลว่าประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย แต่คุณก็ไม่เคยเห็นหัวประชาชน ยังคงเห็นประชาชนเป็นแค่ “ผู้อาศัยแผ่นดิน” ของคนที่อยู่เหนือคุณขึ้นไปที่คุณมองว่า นั่นแหละคือ “เจ้าของประเทศตัวจริง” ในขณะที่ประชาชนพูดว่าอยากให้พวกคุณ “เคารพเสียงของกู” (respect my vote) แต่พวกคุณก็ยังคงบังคับให้พวกเรา “เคารพนายของกู” (respect my boss) ถึงขนาดที่คุณกล้าพูดว่า “ที่ต้องรัฐประหารก็เพื่อทวงคืนประชาธิปไตย” อย่างหน้าด้าน ๆ ก็ยังได้ ทั้งที่คุณเองก็เคยพูดพร่ำบ่นมาตลอดว่า การปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของปัญหาประเทศ แถมพอคุณรัฐประหารแล้ว ก็ยังหน้าด้าน “แถ” ออกโทรทัศน์อีกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง” ทั้งที่คุณทำตัวเสมือนเป็นฝ่ายบริหารชัด ๆ โดยการ “ปล้น” อำนาจการปกครองมาจากตัวแทนประชาชน แถมมีการเปิดตำแหน่ง “แขวน” ไว้รอรับข้าราชการระดับสูงอีกเป็นสิบราย เพื่อเอาคนที่ส่วนใหญ่ “คุยกับตัวเองรู้เรื่อง” มาลงในตำแหน่งบริหารสำคัญแทน โดยปราศจากการโวยวาย หรือไปดำเนินคดีความกับ คสช.จากคนบางกลุ่ม ที่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาแล้วเมื่อเห็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งย้ายข้าราชการเพียงไม่กี่ตำแหน่ง และธรรมชาติของพวก “โกหกจนลืมว่าอะไรจริงอะไรเท็จ” ก็เลเพลาดพาดมาถึงการกล่าวหา ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ว่าที่ประธานกรรมการบริษัทน้ำมันแห่งชาติว่าเป็นคนในระบอบทักษิณ จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 20 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งที่ ดร.ปิยสวัสดิ์ถูกนายกฯ ทักษิณสั่งย้ายจากตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ไปเป็นรองปลัดสำนักนายกฯ จนตัวเองต้องลาออกไปทำงานกับเครือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ยึดโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ และมาเป็น “เสนาบดีพลังงาน” ในยุคคณะรัฐประหารชุดก่อนนั่นเอง ต่อมาก็ได้มาเป็น “ดีดี” การบินไทยในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์จากพรรคสีฟ้า ที่ “เมีย” ตัวเองก็เป็น ส.ส.อยู่ และต่อมาก็ถูกปลดออกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และก็ได้มาร่วมม็อบ “นกหวีด” ถึงขั้นไปถ่ายรูปคู่กับ “ลุงกำนัน” มาแล้ว แสดงให้เห็นชัด ๆ ได้ (อีกแล้ว) ว่า แม้แต่คนพวกเดียวกันคุณก็ยัง “เล่นงาน” เขาได้ แล้วนับประสาอะไรที่จะ “ญาติดี” กับคนอื่น

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

3 กรกฎาคม 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s