สยามทัศนะ (กรกฎาคม 2557)

สยามทัศนะ
(ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 กรกฎาคม 2557)

          คณะรัฐประหารในนาม “คสช.” ยังคงพยายาม “สร้างภาพ” เพื่อให้สังคมเชื่อว่าตนเองกำลัง “คืนความสุขให้กับคนในชาติ” แต่แท้ที่จริงก็มีแต่เฉพาะพวกตัวเองเท่านั้นเองที่มีความสุข ทั้งการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่ใช่พวกเดียวกับตน ด้วยการ “เปิดกรุ” ตำแหน่งแขวนทั้ง “ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี (ที่ไม่มีนายกรัฐมนตรี) ” “ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม” “ผู้ตรวจราชการสารพัดกระทรวง” แล้วจับคนหลายคนยัดเข้าไป อาทิ “ธงทอง จันทรางศุ-พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง-พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก-ธาริต เพ็งดิษฐ์-พันโทนายแพทย์เอนก ยมจินดา” แล้วก็ดึงพวกตัวเองมาลงแทน ทั้ง “หม่อมหลวงปนัดดา ดิศถุล เอ้ย! กุล-ภาณุ อุทัยรัตน์-พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์-พลตำรวจเอกชัชวาลย์ สุขสมจิตร์-แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์” การ “ยัด” ข้อกล่าวหาอาวุธสงครามให้กับฝ่ายประชาธิปไตย จากเดิมที่เคยปรามาสทำนอง “ช่างหัวมัน” ไม่ใส่ใจไยดีอะไรกับแกนนำเครือข่ายเคลื่อนไหวนอกประเทศ แต่ก็อย่างว่า “กลัวซะอย่าง ความจำก็เลยเสื่อม” จึงต้องพลิกกลับมาเล่นงานอย่างเอาเป็นเอาตาย จนถึงขั้นถอน passport กันเลยทีเดียว การบุกเข้าตรวจค้นนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งการจับกุมคุมขัง กล่าวหาและกดดันทั้งทางร่างกายและจิตใจ และไม่ลืมที่จะยัดข้อหา “ล้มฟ้า” ให้นักศึกษาด้วย “ตามสูตร” การยุบ “คุกหลักสี่” โดยอ้างค่าใช้จ่ายสูง และผู้ต้องโทษไม่ใช่คดีการเมือง ทั้งที่คนเหล่านี้ถูกกล่าวหาเรื่องการ “เผาบ้านเผาเมือง” ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง แต่อำนาจเหนือการเมืองก็หลงเชื่อ หากนำนักโทษเหล่านี้ไปไว้ในเรือนจำปกติ ก็อาจเกิดการกระทบกระทั่งทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจกับนักโทษอื่น ๆ ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงข้ามกันได้ง่าย การจัดระเบียบขนส่งสาธารณะ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์โดยกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รถแท็กซี่โดยมณฑลทหารบกที่ 11 และรถตู้โดยกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จึงนำไปสู่ฉายา “ทหารม้ารถตู้” ที่ไม่ใช่ทหารม้ายานเกราะ หรือทหารม้ารถถังดังที่เป็นอยู่ปกติ การกดดันนายประภัสร์ จงสงวน “เบอร์ 1 รถไฟไทย” ให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง สังเวยความตายของ “น้องแก้ม” ที่ถูกพนักงานรถไฟล่วงเกินทางเพศก่อนโยนออกนอกหน้าต่างรถไฟ โดยไม่แคร์เลยว่า ตรรกะแบบเดียวกันถ้าเอามาใช้กับฝ่ายทหารที่ไม่อาจปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ “เบอร์ 1 กองทัพบกไทย” ก็ไม่ควรหน้าด้านหน้าทนอยู่ในตำแหน่งด้วยเช่นกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเพราะผู้ว่าฯ ประภัสร์ ศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมเดียวกับผู้เขียนและรุ้นน้องหนึ่งรุ่นของปลัดสำนักนายกฯ “ธงทอง จันทรางศุ” ผู้รั้งตำแหน่งนายกสมาคมศิษย์เก่าที่โดน “เด้ง” ออกจากตำแหน่งนั้นก็เพราะความใกล้ชิดกับฝ่ายประชาธิปไตยนั่นเอง ต่อให้ไม่มีเรื่อง “น้องแก้ม” มันก็เด้งอยู่ดี แต่เพราะคนพวกนี้ไม่มีแม้แต่เหตุผล คิดว่าตัวเองเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์อยู่แต่คนเดียว ไม่มีใครเทียบเท่าเทียมทาน ถึงขนาดจะเขียน “ค่านิยมของคนไทย 12 ประการ” เอามาบังคับคนทั้งประเทศให้กลายเป็น “คนดี” ในทัศนะของตน ถึงขนาดจะให้นักเรียนทำ “บันทึกความดี” ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว ถามว่าในทัศนะส่วนตัว คิดอย่างไรกับเรื่องบันทึกความดี หรือที่สมัยเรียนประถมเรียกว่า “ธนาคารความดี” ตอบก็คือ ก็มีข้อดีส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ทำความดีได้ภาคภูมิใจในผลงานของตน แต่ก็มีข้อเสียกล่าวคือ เป็นการ “สวนทาง” กับแนวคิด “ปิดทองหลังพระ” หรือทำดีโดยไม่ต้องให้ใครรู้ แถมเป็นการฝึกนิสัยให้ประจบสอพลอผู้มีอำนาจ เพื่อขอรับความดีความชอบตั้งแต่เด็ก ๆ ใครใกล้ชิดครูบาอาจารย์หน่อย แม้จะไม่ต้องทำความดีอะไรเลยก็จะได้ดีง่ายกว่าพวกปิดทองหลังพระ แต่พวกเขาก็ยังถือว่าที่เขาทำมาตลอดสองเดือนนั้นมันถูกต้องชอบธรรม ไม่งั้น “บิ๊กลมโชย” พลโทกัมปนาท รุดดิษฐ์ คงไม่ “ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม” กับนักข่าวอังกฤษว่า “ต้องยึดอำนาจเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย” แถมยังเสือกย้อนถามนักข่าวคนเดียวกัน ในประเด็นสถาบันกษัตริย์อีกด้วยนะว่า “ประเทศคุณมีกฎหมายปกป้องประธานาธิบดีหรือเปล่า” ทั้งที่อังกฤษมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สหราชอาณาจักร” (United Kingdom) จึงมีระบอบกษัตริย์เหมือนไทย หาใช่ระบอบประธานาธิบดีแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งพระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศก็มีความสัมพันธ์อันดีด้วย คนที่ได้ชื่อว่า “ทหารของพระราชา” คุณไม่รู้เรื่องแบบนี้บ้างเลยรึไง (วะ)
           “หาง” ที่โผล่มาอีกของนายพลตาเหล่แห่ง คสช.ก็มีทั้งการแก้ไขระบบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ จากเดิมที่ฝ่ายการเมืองสามารถ “เลือกคนให้ถูกกับงาน” ได้ ก็เปลี่ยนเป็นระบบให้อำนาจข้าราชการประจำ (ที่อาจแอบรับใช้อำนาจเหนือการเมือง) เข้ามามีบทบาท ทั้งในคณะกรรมการ ก.ต.ช. และ ก.ตร. และการให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้ความเห็นชอบผู้จะมา “สืบทอดอำนาจ” จากตน เช่นเดียวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารชั้นนายพล ยังดีว่า ผบ.ทบ.ไม่นั่งควบ ผบ.ตร. แม่ทัพภาคไม่นั่งควบผู้บัญชาการภาค และ ผบ.กองพลไม่นั่งควบผู้การจังหวัด และการใช้ระบบการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นทดแทนสมาชิกเดิมที่ครบวาระ หรือพ้นตำแหน่งเกินกึ่งหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ “ยังไม่พร้อมให้เลือกตั้ง” แถมยัง “ล็อกสเปก” ไว้ด้วยว่า อย่างน้อยสองในสามของจำนวนสมาชิกที่ได้มา จะต้องเป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการไม่น้อยกว่าซี 8 ในกรณี อบต. อบจ. และเทศบาล หรือไม่น้อยกว่าซี 10 ในกรณี ส.ก.และ ส.ข.แถมยัง “ถ่างขา” นั่งควบทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองได้อีกต่างหาก แถมไม่มีการกำหนดเขตความรับผิดชอบของสมาชิกสภาท้องถิ่นแต่ละคนด้วย ผิดกับระบบเลือกตั้งที่กำหนดให้สมาชิกสภา อบต. ที่กำหนดให้มีหมู่บ้านละ 2 คน ส.ข.เขตละ 7 คน สมาชิกสภา อบจ. ที่กำหนดให้มีแปรผันตามจำนวนประชากรในจังหวัด และแต่ละอำเภอในจังหวัดนั้น เช่นเดียวกับ ส.ก.ที่จะต้องมีอย่างน้อยเขตละหนึ่งคน และสมาชิกสภาเทศบาลตำบล เมือง และนครที่จะต้องมี 2,3,4 เขตตามลำดับ เขตละ 6 คนเท่ากัน ก็อย่างว่านะ คนไม่ได้มาจากประชาชน จะเห็นหัวประชาชนได้อย่างไรกัน ในฐานะที่ตนเองก็มี “พ่อ” เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งถึงสามสมัย จึงรู้สึกรับไม่ได้ที่มีการ “จับยัด” คนของอำนาจเหนือการเมืองลงแทนการเลือกตั้ง แม้ว่าพ่อจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากประกาศนี้ ซึ่งใช้บังคับกับไม่กี่ร้อยองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ฝ่ายนิติบัญญัติว่างลงก็ตาม
           อีกสี่เรื่องที่ “น่าเชื่อได้ว่า” คสช.เสพความสุขกันซะจนงบประมาณแผ่นดินถูกล้างผลาญ จน “ถังแตก” ต้องมา “เบียดเบียน” เงินนอกงบประมาณแล้วก็คือ การออกประกาศโยกเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะใด ๆ ก็ได้นอกเหนือจากสามกิจการที่กำหนด รวมถึงบังคับให้เงินรายได้ของสำนักงาน กสทช. “ต้อง” ส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด ทั้งที่เดิม กสทช.มีรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ก็จะกันเข้ากองทุน กทปส.เหลือจากนั้นก็จะส่งเข้าคลัง แถมยังสั่งการให้ กสทช.ชะลอประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เพื่อจัดทำระบบ 4G ไปอีกหนึ่งปีซะอีก จึงทำให้มีความเสี่ยงที่ช่องสัญญาณโทรศัพท์ 3G จะมีคนใช้งานจนเต็ม ตรงกันข้ามกับเงินแผ่นดินที่ “พร่อง” เพราะยังไม่มีรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่เข้ามา แถมยังถูก “เอาไปผลาญ” โดยอำนาจเหนือการเมืองซะอีก และอีกเรื่องหนึ่งที่ “ฮือฮา” สะท้านวงการสาธารณสุขไทยก็คือ การเสนอความคิดของ “หมา เอ้ย! หมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัดและรักษาการเสนาบดีกระทรวงสาธารณสุขต่อ คสช.ว่าต้องการให้ประชาชนร่วม “รับภาระ” ค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อย 30-50% แทนที่การใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาท” ที่ฝ่ายประชาธิปไตยเคยสร้างขึ้นตามดำริของ “หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ผู้ล่วงลับ จนนำไปสู่ความไม่พอใจของหลายฝ่าย แม้แต่คนในฝ่ายอำมาตย์บางส่วนที่ยังพอมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง ไม่อยากเห็นคนไทย “แบกหนี้” มาจ่ายค่ารักษาพยาบาล และมองว่านโยบาย 30 บาทคือรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยม ถึงพวกสลิ่ม “fully-farted brain” บางคนจะพยายามออกมาปกป้องแนวคิดนี้ว่าหากค่ารักษาจริงคือ 50 บาท คนไทยก็จะจ่ายแค่ 15-25 บาทเท่านั้นก็ตาม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติอยู่แล้ว เพราะค่ารักษาจริง ๆ เป็นหลักพันขึ้นไปนะครับ บางรายเป็นหลักแสน ถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าหมอค่ายากันก็มี แถมด้วย “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” ที่ว่ากันว่าจะมีการ “ตัด” เบี้ยยังชีพคนพิการและผู้สูงอายุ และเงินกองทุน กยศ.สำหรับให้นักเรียนนักศึกษายืมเรียนได้ถึงระดับปริญญาตรีอีกด้วย โดยไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของคนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แค่หกเรื่องที่หยิบยกมานี้ก็พอรู้แล้วล่ะว่า คนอย่างคุณประยุทธ์ จันทร์โอชามัน “respect” ประชาชนเจ้าของภาษีที่จ่ายให้ หรืออำนาจเหนือการเมืองที่ “คุมปลอกคอ” เขากันแน่
           และด้วยกระแสสังคมไทยและสังคมโลกที่เห็นได้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าคำตอบน่าจะเป็นอย่างหลัง นายพลตาเหล่ผู้นี้จึงได้พยายาม “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ทั้งการออกประกาศห้ามการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.ในสื่อสารมวลชน หากใคร “บังอาจ” ฝ่าฝืนก็จะมีโทษหนักถึงขั้นหยุดประกอบกิจการกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ได้รับ feedback “เป็นอย่างดี” จากบรรดาสมาคมสื่อจนต้องยกเลิกโทษดังกล่าว รวมถึงการ “ตอแหลสด” ผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่าอยากให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศกลับมา จะปฏิบัติต่อท่านเหล่านั้นอย่างเป็นธรรม ฟังแค่นี้ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ามีนัยถึง “เจ้าระบอบทักษิณ” ทีมงานองค์กรเสรีไทย และผู้ต้องโทษในคดี 112 หลายรายนั่นเอง ซึ่งก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า บุคคลเหล่านั้นไม่มีวัน “หลงเชื่อ” คำตอแหลของแม่ทัพบกและหัวหน้าคณะรัฐประหาร “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้หรอก เพราะพวกเขารู้ดีว่าสันดานของคุณมันเป็นอย่างไร บอกจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารแต่สุดท้ายก็ “ตระบัดสัตย์” ด้วยการหลอกล่อฝ่ายประชาธิปไตยให้ไปเจรจากับฝ่ายที่ตัวเองถือหางอยู่ พอคุยกันไม่ได้ก็ล้มล้างการปกครอง (แม่ง) ซะเลย แล้วก็ไม่ใช่ ผบ.ทบ.คนแรกที่ไร้สัจจะลูกผู้ชาย ดูอย่าง “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” กับ “สุจินดา คราประยูร” ก็ได้ บอกจะไม่ยึดอำนาจ ไม่มาเป็นนายกฯ แต่ก็ “เสือก” ลืมวาจาของตัวเองซะได้ ไม่รู้ใครเขียนโปรแกรมให้ ถามว่าทำไมถึงเชื่อว่าคุณประยุทธ์ถือหางฝ่ายอำนาจเหนือการเมือง ตอบว่า ก็ไปดูเส้นทางการรับราชการของเขาดูก็ได้ ว่าทำงานรับใช้หรือ “เกาะกระโปรง” ใครมา จนเมื่อครั้งที่ตนเองเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อปี 2550 ก็ได้ร่วมกับ ผบ.ตร.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้มีชื่อเล่น “ตู่” เหมือนกัน ในการสนธิกำลังทหาร-ตำรวจสลายม็อบ นปก.ที่บุกไปบ้าน “บิ๊กบอส” อันดับต้น ๆ ของพวกตัวเอง และทำให้แกนนำม็อบที่หนึ่งในนั้นก็ชื่อเล่น “ตู่” หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ต้องไปนอนคุกอยู่หลายวัน และเมื่อตนเองเป็นเสนาธิการทหารบกและรอง ผบ.ทบ.เมื่อปี 2552-2553 ก็ได้ร่วมมือกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ตนเองก็มีส่วนร่วมจัดตั้งด้วยในการปราบปรามประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยจนมีคน “เจ็บหลายพันราย ตายเป็นร้อยศพ” และได้แอบสนทนาในทางลับกับคนพวกนี้จนสามารถล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้สำเร็จ ไม่ต้องเชื่อที่ผมพูดหรอกนะ ไปถาม “พระ (สุ) เทพ” ดูก็ได้ว่าใครแอบใช้ “ไลน์” ไปคุยกับตัวเองเรื่องนี้
           และแนวคิด “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่ “พระ (สุ) เทพคิด ประยุทธ์ทำ” ก็บังเกิดมรรคผลเป็น “รัฐธรรมนูญชั่ว-ค (ร) าว 2557” ซึ่งมีทั้งหมด 48 มาตรา โดยมีสาระสำคัญที่ “ทั้งชั่ว ทั้งคาว” ในการ “ฟอกขาว” ความผิดและสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.แอนด์เดอะแก๊ง ตั้งแต่อารัมภบทที่ว่า “ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จนลุกลามไปสู่แทบทุกภูมิภาคของประเทศ ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ ขาดความสามัคคี และมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน บางครั้งเกิดความรุนแรง ใช้กำลังและอาวุธสงครามเข้าทำร้ายประหัตประหารกัน สวัสดิภาพและการดำรงชีวิตของประชาชนไม่เป็นปกติสุข การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองชะงักงัน กระทบต่อการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้รัฐจะแก้ไขปัญหาด้วยกลไกและมาตรการทางกฎหมาย เช่น นำกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในภาวะต่าง ๆ มาบังคับใช้ ยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และฝ่ายที่ไม่ได้เป็นคู่กรณี เช่น องค์กรธุรกิจภาคเอกชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง กองทัพ และวุฒิสภา ได้พยายามประสานให้มีการเจรจาปรองดองกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ กลับจะเกิดข้อขัดแย้งใหม่ในทางกฎหมายและการเมือง เป็นวังวนแห่งปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น ในขณะที่ความขัดแย้งได้ขยายตัวกว้างขวางออกไปและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นจลาจลได้ทุกขณะซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความสะดวกสบายของประชาชนผู้สุจริต กระทบต่อการทำมาหากินและภาวะหนี้สินของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การป้องกันปัญหาจากภัยธรรมชาติ ความเชื่อถือในอำนาจรัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังเปิดช่องให้มีการก่ออาชญากรรมและความไม่สงบอื่นเพิ่มขึ้น อันจะเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงจำเป็นต้องเข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นความในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ โดยได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาไว้สามระยะคือ ระยะเฉพาะหน้า เป็นการใช้อำนาจสกัดการใช้กำลังและการนำอาวุธมาใช้คุกคามประชาชน ยุติความหวาดระแวงและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง ที่สะสมมากว่าหกเดือนให้คลี่คลายลง เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะที่สองซึ่งจะจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้งสภาขึ้นทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ และให้มีคณะรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินแก้ไขสถานการณ์อันวิกฤติให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคี และความเป็นธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง จัดให้มีกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้มีการปฏิรูปในด้านการเมืองและด้านอื่น ๆ และให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมืองให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม ก่อนจะส่งมอบภารกิจเหล่านี้แก่ผู้แทนปวงชนชาวไทยและคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป ในการดำเนินการดังกล่าวนี้จะให้ความสำคัญแก่หลักการพื้นฐานยิ่งกว่าวิธีการในระบอบประชาธิปไตยเพียงประการเดียว จึงจำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อยและปรองดอง เพื่อนำความสุขที่สูญหายไปนานกลับคืนสู่ประชาชน และปฏิรูปกฎเกณฑ์บางเรื่องที่เคยเป็นชนวนความขัดแย้ง ไม่ชัดเจน ไร้ทางออกในยามวิกฤติ ขาดประสิทธิภาพหรือไม่เป็นธรรม ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชนในชาติ ซึ่งควรใช้เวลาไม่ยาวนาน หากเทียบกับเวลาที่จะต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ผันแปรไปตามยถากรรม”
           ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ข้อความในส่วนอารัมภบทที่กินเนื้อที่ร่วมหน้ากระดาษ น่าจะเป็นถ้อยคำแบบเดียวกับการเขียนคำพิพากษาในศาล ทั้งนี้ก็น่าจะเป็นเพราะ “ขนเพชร เอ้ย! พรเพชร วิชิตชลชัย” อดีตผู้พิพากษาที่ปัจจุบันเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินได้มาร่วมงานกับ คสช.ด้วย อาจมีส่วนร่วมในการร่าง และในส่วนอารัมภบทนี้เอง ที่เราสามารถ “จับผิด” การกระทำของนายพลตาเหล่แห่ง คสช.แอนด์เดอะแก๊งได้เป็นอย่างดี ทั้งการที่ประชาชนเกิดความแตกแยกขาดความสามัคคี ก็เพราะประชาชนสองพวกถูกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ประชาชนพวกหนึ่งมองว่าตัวเองคือผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์สุดขั้วหัวใจ ถึงขนาดประกาศตัวเองว่าเป็น “ประชาชนของพระราชา” และชี้นิ้้วไปที่ประชาชนอีกพวกหนึ่งว่าเป็น “สมุนบริวารของทักษิณ” ซึ่งก็โชคร้ายจริง ๆ ที่คนใกล้ชิดสถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะอำนาจเหนือการเมืองก็หลงเชื่อแนวคิดนี้ รวมถึง “ฮิตเหล่” ด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ส่งทหารมาปราบปรามประชาชนเสมือนเป็นอริราชศัตรู ไม่ใช้ “ตาชั่งเอียง” ทั้งศาลและองค์กรอิสระมารังแกฝ่ายประชาธิปไตย ดังเช่นที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์เพิ่งโดน ป.ป.ช. เล่นงานเรื่องจำนำข้าวไม่นานมานี้ แต่กลับไม่นำพาต่อคดีประกันราคาข้าว โรงพัก และ ปรส.ของพรรคประชาธิปัตย์เลยแม้แต่น้อย หรือเพราะเป็นคน “พ่อแม่เดียวกัน” ส่วนกรณีการใช้อาวุธสงครามนั้น ก็ปรากฏชัดว่าในการชุมนุมของ กปปส.มีการขนอาวุธสงครามจากฝ่ายทหารมาใช้งาน ทหารบางรายก็ถึงขั้นไปเป็น “การ์ด” ให้ม็อบ ด้วยสายสัมพันธ์ที่มีต่ออำนาจเหนือการเมือง และเมื่อหลังการรัฐประหารแล้ว ก็ปรากฏการจับอาวุธสงครามที่ถูก “ยัด” ให้ฝ่ายประชาธิปไตยกลายเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง แม้จะเป็นการใช้กำลังโดยปกติโดยปราศจากอาวุธสงครามในการเข้าทำร้ายผู้มีความเห็นต่าง ก็ยังเป็นเพราะทัศนคติของคนบางพวกที่คิดว่าตัวเองทำไป “เพื่อและในนาม” สถาบันกษัตริย์ แม้ว่าจะรุนแรงหยาบช้าสามานย์อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการใช้อำนาจอธิปไตยทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการที่ชะงักงัน ก็เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนไปเลือกตั้งใหม่ แต่ก็มี “สัตว์นรกในชุดลายพราง” บางพวกไปสนับสนุนการ “ล้มเลือกตั้ง” แทนที่จะอำนวยความสะดวกให้การเลือกตั้งลุล่วงไปได้ จนถึงขั้นต้องออกมา “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ดังที่ กปปส.ร้องขอ องค์กรที่เสนอตัวเองเข้ามาเป็นคนกลางบางราย ก็ปรากฏชัดว่า “เป็นนิ้วกลาง” ชัด ๆ อาทิ องค์กรอิสระ กองทัพ และวุฒิสภา ที่ “มีใจ” ให้กับฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองอย่างเห็น ๆ เพราะเป็น “ลูก” จะเนรคุณพ่อแม่ก็คงจะไม่ใช่ กรณีที่มาอ้างว่าชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากเงินจำนำข้าวที่ได้รับล่าช้า ก็อยากจะรู้จริง ๆ นะว่า แล้วทำไมต้องมีการขัดขวางการจ่ายเงินให้ชาวนาและการระบายข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยที่ไม่มีใครกล้าห้ามปราม แม้แต่กองทัพที่มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่พอกองทัพได้ขึ้นเสวยอำนาจ ก็กลับจ่ายเงินให้ชาวนาแต่ไม่มีการระบายข้าวออก โดยปราศจากการขัดขวางใด ๆ ส่วนกรณีการพัฒนาเศรษฐกิจและการป้องกันภัยธรรมชาติที่ต้องหยุดชะงักไปนั้น ก็เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคม และการจัดการทรัพยากรน้ำ แต่ก็ไม่อาจดำเนินไปได้ เพราะถูกอำนาจเหนือการเมือง “บล็อก” อีกแล้วครับท่าน เพราะคนพวกนี้อยาก “สร้างภาพ” ให้ประชาชน “เสพติด” ว่าเป็นโครงการของตัวเอง รัฐบาลประชาชนห้าม “แย่งซีน” เด็ดขาด กล่าวโดยสรุป หากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง กองทัพจะไม่มีสิทธิ์ในการเป็นรัฐบาลได้เองเด็ดขาด หากแต่จะเป็นได้เพียงแค่ “ลูกน้อง” ของรัฐบาลดังเช่นข้าราชการอื่น ๆ เท่านั้น แต่เพราะที่กล่าวไว้แล้วว่า กองทัพไทยไม่ใช่กลไกของรัฐ แต่กลับเป็นกลไกของ “อำนาจเหนือรัฐ” จึงพร้อมที่จะทำการยึดอำนาจการปกครองเมื่อได้รับ “ไฟเขียว” จากอำนาจเหนือรัฐ โดยอ้างเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ต่าง ๆ นานาดังที่ได้ยกมา ไม่ต้องเสียเวลามา “เห่าหอน” ให้เสียเวลาหรอกว่าคุณจะมาคืนความสุขให้คนในชาติที่หายไปนาน คุณจะมาออกกฎกติกากติกูอะไรที่เป็นประชาธิปไตยเชิงเนื้อหามากกว่ารูปแบบ หรือคุณจะมาสร้างความปรองดองจอมปลอมให้กับคนที่คุณรังแกเขาอยู่ข้างเดียว โดยเฉพาะสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” เพราะยังไงสันดานของพวกคุณก็ไม่มีของพวกนี้อยู่ในใจอยู่แล้ว
           ส่วนสาระสำคัญที่ “ควรค่าแก่การวิพากษ์วิจารณ์” ในรายมาตราของ “รัฐธรรมนวยหัวคูณ” ฉบับนี้ ก็มีทั้งมาตรา 2 วรรคแรกที่ระบุระบอบการปกครองที่ตอแหลสุด ๆ ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ทั้งที่มันควรจะแก้คำว่า “ประชาธิปไตย” ให้เป็น “เผด็จการทหาร” ซะมากกว่า มาตรา 3 ที่ระบุว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ทั้งที่ตอนนี้มันเป็นของประยุทธ์ จันทร์โอชาแอนด์เดอะแก๊งต่างหากเล่า มาตรา 6-18 ที่ระบุให้มี “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) ทำหน้าที่เหมือน ส.ส.ผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทย ซึ่งคาดกันว่าส่วนใหญ่มาจากทหาร จำนวนทั้งสิ้น 220 คน มาตรา 19-20 กำหนดให้มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินและเพื่อ “การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ” โดยให้นายกรัฐมนตรีมาจากมติของ สนช.แต่ไม่ต้องเป็น สนช. มาตรา 27-31 ที่ระบุให้มี “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) ทำหน้าที่ในการศึกษาและเสนอแนะปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม” จำนวน 250 คน มาตรา 32-38 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะสร้างความมั่นใจให้กับอำนาจเหนือการเมืองว่าจะไม่มีใครล้มล้างอำนาจของตนได้ง่าย ๆ ด้วยการบังคับให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน 120 วัน โดยไม่มีการลงประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชน หากไม่สำเร็จก็ให้ตั้ง สปช.และ/หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้อีก โดยไม่มีการพิจารณาเลือกรัฐธรรมนูญในอดีตกลับมาปรับปรุงและใช้บังคับแทน และต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตเนื้อหาการรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย” กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่ง “ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง “อย่างเด็ดขาด” กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดย “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริม “คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล” ในทุกภาคส่วนและทุกระดับ กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่ง “สร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว” กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ และกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ซึ่งจะขอขยายความในย่อหน้าต่อไป มาตรา 41 ที่อนุญาตให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. คณะรัฐมนตรี สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “นั่งถ่างขา” ควบได้หลายเก้าอี้โดยไม่ผิดกฎหมาย มาตรา 42 ให้มี คสช.ทำหน้าที่ต่อไปในการเสนอแนะคณะรัฐมนตรี และสามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีได้ด้วย เช่นเดียวกับ SLORC/SPDC ของพม่าในยุคก่อน มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช.อย่าง “ไร้ขอบเขต” เช่นเดียวกับมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองฯ 2502 ของรัฐบาลทหารสฤษดิ์ และธรรมนูญการปกครองฯ 2515 ของรัฐบาลทหารถนอม มาตรา 21 ของธรรมนูญการปกครองฯ 2519 มาตรา 27 ของธรรมนูญการปกครองฯ 2520 ของรัฐบาลทหารสงัด-ธานินทร์ และมาตรา 27 เช่นเดียวกันของธรรมนูญการปกครองฯ 2534 ของรัฐบาลทหารสุนทร-สุจินดา และที่เลวร้ายที่สุดก็คือการนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร คสช.ในมาตรา 47-48 เช่นเดียวกับมาตรา 21 29 32 36-37 ในธรรมนูญการปกครองฯ 2515 2519 2520 2534 และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ที่นิรโทษกรรมคณะปฏิวัติ (ปว.) คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ปร.) (2 ครั้ง) คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตามลำดับ ซึ่งทุกคณะมีความผิดที่อุกฉกรรจ์ที่สุดคือเป็นกบฏ โทษสูงสุดคือประหารชีวิต แต่ทุกคณะรัฐประหารที่กล่าวชื่อมา ต่างก็ออกกฎหมาย “ฟอกขาว” ตัวเองโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติปกติ โดยแทบไม่มีผู้ใดต่อต้าน ผิดกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีความทางการเมืองที่เป็นมูลเหตุของการรัฐประหารในครั้งนี้ ที่มี “มวลมหาประชาชน” ออกมาเป่านกหวีดต่อต้านคัดค้านกันเป็นทิวแถว จึงอยากจะถามบรรดา “นกหวีดคนดี” พวกนี้ด้วยภาษาอังกฤษว่า “Where are whistleblowers, are they rest in peace?” หรือแปลไทยง่าย ๆ ว่า “ไอ้อีพวกเป่านกหวีดไปไหนกันหมด ตายโหงตายห่ากันไปแล้วหรือไง”
           และตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้กำหนดให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะได้ร่างขึ้นต่อไปมีกลไก 10 ข้อ ซึ่งจะได้วิพากษ์วิจารณ์กลไกทั้งหมดดังนี้ กลไกแรก การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งในทางภูมิศาสตร์ ก็แบ่งแยกมิได้อยู่แล้ว แต่ในทางรัฐศาสตร์ ก็อำนาจเหนือการเมืองเองมิใช่หรือที่พยายามสร้างให้บางภูมิภาค “อารยะขัดขืน” จากรัฐบาลที่ตัวเองไม่ชอบ กลไกที่สอง การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย” นี่ก็แสดงให้เห็นว่า อำนาจเหนือการเมืองพยายามจะนำ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ” มาใช้ต่อไปอีก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ไม่มีอยู่จริง ถึงมีอยู่จริงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ ๆ เพราะยังให้อำนาจเหนือการเมืองมีอำนาจเหนือรัฐต่อไป หากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาไม่เป็นที่พอใจของตนเอง ก็สามารถล้มล้าง “แม่ง” ได้ตลอด ๆ หรือถ้าทำยังไง ๆ ฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังชนะ มันก็คงไปออกแบบวิธีการเลือกตั้งให้วุฒิการศึกษาหรือการเสียภาษี นำมาถ่วงน้ำหนักคะแนน เพื่อไม่ให้คนในต่างจังหวัดมีคะแนนเสียงเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลเลยล่ะมั้ง กลไกที่สาม คือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่า อำนาจเหนือการเมืองยังคงมองว่านักการเมืองมีแต่คน “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” โดยไม่สนใจไยดีว่ากลไกข้าราชการประจำที่ “สวามิภักดิ์” กับตนเอง โดยเฉพาะฝ่ายทหารและในภาคเอกชน โดยเฉพาะประธานองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันนั่นแหละที่มีพฤติกรรมดังกล่าวยิ่งกว่าฝ่ายการเมือง แต่ขึ้นชื่อว่าคนของอำมาตย์ ใครล่ะจะกล้าตรวจสอบ อีกทั้งความที่คนพวกนี้อยู่ภายใต้อาณัติของอำนาจเหนือการเมือง จึงไม่สนองตอบต่อประชาชน แล้วยังมีหน้ามาเขียนกติกากติกูบังคับให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งต้องรับผิดชอบต่อประชาชน กลไกที่สี่ คือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่ง “ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง “อย่างเด็ดขาด” ซึ่งก็มีไว้เพื่อบล็อก “เจ้าระบอบทักษิณ” และเครือข่ายที่ตัวเองเคยเล่นงานไว้ไม่ให้เข้าสู่วงการการเมืองได้อีก เพื่อให้คนในเครือข่ายของตัวเองที่แม้จะมีความผิดแต่ก็ไม่เคยได้รับโทษอันใดเลยได้ปกครองประเทศเป็น “นอมินี” ของตน แต่ถ้าเจ้าระบอบทักษิณเกิดอ้างขึ้นมาล่ะว่าพวกตนถูกเล่นงานด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง “ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อำนาจเหนือการเมืองชอบใจ” แล้วกลไกนี้มันจะมีความหมายอะไร กลไกที่ห้า คือกลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดย “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ก็เพื่อต้องการขจัดอิทธิพลของ “ระบอบทักษิณ” อีกนั่นแหละ เพราะคิดว่าระบอบทักษิณมีพฤติกรรมแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วก็มีแต่พวกอำมาตย์ศักดินานั่นแหละที่ออกคำสั่งผิดกฎหมายให้สมุนของตัวเองต้องปฏิบัติตาม ดูอย่างการรัฐประหารทุก ๆ ครั้งก็ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าตัวเองไม่ทำอะไรผิดแล้วทำไมต้องนิรโทษกรรมตัวเองด้วย กลไกที่หก คือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริม “คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล” ในทุกภาคส่วนและทุกระดับ มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคนที่มีส่วนร่วมในการทำลายหลักนิติธรรม เติบโตในวงราชการโดยระบบเส้นสาย ปฏิบัติต่อประชาชนเหมือนเป็นคนอื่นคนไกล และจัดซื้อจัดจ้างแบบงุบงิบ เป็นคนออกแบบกฎเกณฑ์ที่จะให้คนอื่นมาปฏิบัติอะไรที่ตัวเองทำไม่ได้ กลไกที่เจ็ดและแปด คือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่ง “สร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว” และกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ นี่ก็กะจะโจมตี “ระบอบทักษิณ” อีกแล้วละสิท่า หาว่าเขาเอาเงินแผ่นดินไปผลาญ “ฟาดหัวประชาชน” จนคลังถังแตก แต่ทั้ง ๆ ที่การใช้จ่ายของทั้งภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจก็เติบโต รัฐก็เก็บภาษีได้ดีกว่าเดิมในรัฐบาลประชาธิปไตย ผิดกับรัฐบาลทหารที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างชัดแจ้งโดยไม่ต้องมีคำว่า “อาจ” นำหน้า แต่ไม่ได้สร้างความนิยมทางการเมือง ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ตอบสนองต่อประโยชน์ต่อประชาชน เพียงแค่สร้างความนิยมต่อ “อำนาจเหนือการเมือง” ต่อให้ทุจริตคอร์รัปชันอย่างไรก็อยู่เหนือการตรวจสอบ อย่างนี้ก็ไม่เป็นไรเลยใช่ไหม กลไกที่เก้า คือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ เพื่อป้องกันมิให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกฝ่ายประชาธิปไตยล้มล้างลงไป แต่ขอโทษที ถ้าตรรกะที่คุณห้ามแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือผ่านประชามติมา งั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ไม่ผ่านประชามติ จะแก้ได้ไหม และกลไกสุดท้าย ก็คือกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้สินะ ว่าจะมีผลักดันให้มีการปฏิรูป “ฟ้า” ให้เป็นไปดังที่คนพวกนั้นประสงค์หรือไม่ กล่าวโดยสรุป จากสิบกลไกที่กล่าวมา ซึ่งดูเหมือนกับแนวคิดของ “พระ (สุ) เทพ” ที่เคยเสนอผ่านเวที กปปส.เหลือเกิน ผมจึงไม่เชื่อหรอกว่า “คนชั่ว” จะออกกติกากติกูมาบอกว่าถ้าใครทำตามนี้ได้คือ “คนดี” !!!
แต่ก็ใช่ว่าคนพวกเดียวกับ คสช.จะมีความสุขซะทีเดียวนะ ไม่งั้นสองนักการเมืองภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์อย่าง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” และ “เทพไท เสนพงศ์” คงไม่ออกมา “บ่นดัง ๆ ” ให้พลเอกประยุทธ์ “คืนความสุข” ให้เกษตรกรภาคใต้บ้าง ถึงขั้นที่นายเทพไทเขียน Twitter ช่วงเวลารายการของพลเอกประยุทธ์ว่า “คุณประยุทธ์ครับ รอฟังอยู่ตั้งนาน ราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน จะว่าอย่างไรครับ” โดยไม่มีม็อบสวนยาง สวนปาล์ม สวนผลไม้อะไร “กล้า” มาปิดถนนประท้วงขอราคาเพิ่มขึ้นแบบสมัยรัฐบาลเลือกตั้งเลยแม้เพียงคนเดียว และอีกเรื่องที่ “ไม่พูดไม่ได้” ที่บอกว่าแม้แต่พวกเดียวกับ คสช.ก็ไม่มีความสุขก็คือ การที่หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2557 ได้ขึ้นพาดหัวรอง “คสช.-บิ๊กตู่ พ่อทุกสถาบัน” ใต้ภาพดาราสาว “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์” อดีตคนเคยรักหมาด ๆ ของนายก อบจ.สมุทรปราการ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” และภาพ “เจ้าระบอบทักษิณ” จนถูกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 108/2557 “คาดโทษ” จนต้องทำให้ลูกชายของ “แป๊ะลิ้ม” และแนวร่วมคนเสื้อเหลืองต้องออกมาตอบโต้ “คนตาเหล่” ผ่านโลกออนไลน์ โดยก็ยังหนีไม่พ้นการ “จวก” พลเอกประยุทธ์ว่ารับจ้างทักษิณมาปฏิวัติ ระวังความบ้าอำนาจของตัวเองจะนำไปสู่จุดจบยิ่งกว่าสฤษดิ์ที่ตายคาเก้าอี้นายกฯ แถมโดนคดีโกงชาติหลังตายไปแล้ว ขนาดยังไม่ตายก็จะมีคนมาไล่เยอะกว่าสุจินดาซะอีก

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
31 กรกฎาคม 2557

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s