สยามทัศนะ (16 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2557)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 4 ฉบับที่ 8 (2)-9 16 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2557)

 

                แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยจะเริ่ม “เปลี่ยนผ่าน” จากกรณีพิพากษาประหารชีวิต “ครรชิต ทับสุวรรณ” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จากเมืองมหาชัย ผู้ปลิดชีพ “นายกตุ่น” อุดร ไกรวัตนุสสรณ์ อดีตนายก อบจ.จังหวัดเดียวกันสังกัดพรรคเพื่อไทย เมื่อเช้าวันคริสต์มาสเมื่อสามปีก่อน แถมถูกคัดค้านการประกันตัวระหว่างรออุทธรณ์ และย้ายที่คุมขังมาไว้ที่เรือนจำบางขวางแทนเรือนจำสมุทรสาครซะอีกแน่ะ แต่ความสูญเสียที่เกิดกับทรัพย์สินของสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกสั่งปิดกิจการไปเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ด้วยจัดตั้ง ปรส.เพื่อนำกองทรัพย์สินมารวมกันแล้วเปิดประมูลขายในราคาต่ำกว่าทุนอย่างยิ่ง ก็ยังไม่ถูกชำระสะสางให้บรรดาผู้มีส่วนได้เสียของสถาบันเหล่านี้ทั้งเจ้าหนี้ผู้ฝากเงิน ลูกหนี้ผู้กู้เงิน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และแผ่นดินที่ต้องรับภาระจ่ายดอกเบี้ยชดเชยความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เข้าค้ำประกันหนี้ของสถาบันการเงินเหล่านี้ ได้รับประโยชน์ใด ๆ เลยจนคดีขาดอายุความในที่สุด มีเพียงแต่การพิพากษาจำคุกแต่รอลงอาญาประธานกรรมการผู้เคยทำงานให้กับธุรกิจของอำนาจเหนือการเมืองเช่นเดียวกับ “ขุนคลัง” เวลานั้น และเลขาธิการ ปรส.ผู้นั่งเป็น “เบอร์หนึ่ง” ของตลาดหลักทรัพย์ในภายหลังเพียงคดีเดียวเท่านั้น ทั้งที่การดำเนินงานของ ปรส.ที่ขายสินทรัพย์ให้กับบริษัทในเครือเดียวกับที่ปรึกษาการประมูลของตนเข้าข่าย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ชัด ๆ แต่องค์กรที่มีหน้าที่ดูแลสอดส่องการทุจริตอย่าง ป.ป.ช.ก็กลับไม่ใส่ใจไยดีอะไรเลย หากแต่เร่งรัดที่จะเอาผิดอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากคดีจำนำข้าวที่ยังไม่แน่ชัดว่าทำรัฐเสียหายเท่าไรกันแน่ จากการ “ปิดบัญชีตีขลุม” ของกระทรวงการคลังที่รวมยอดกว่าสิบปีมาแสดง ทั้ง ๆ ที่รัฐก็ได้ภาษีทางอ้อมกลับคืนมาจากการใช้จ่ายของประชาชนเห็น ๆ แถมเป็นนโยบายที่มีลักษณะเป็น “คำมั่นสัญญา” (commitment) กับประชาชนเสียด้วยซ้ำ รีบเร่งที่จะเอาผิดอดีตประธานและรองประธานรัฐสภาจากการ “ปิดปาก” สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ทั้งที่เป็นคำอภิปรายที่ขัดกับหลักการของร่างที่จะแก้ไขเพิ่มเติม กล่าวคือ ร่างฉบับใหม่กำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 100% แต่คนพวกนี้ “เสือก” อยากจะให้กลับไปเป็นแบบ “ลากตั้ง” ด้วย ร้อนรนที่จะเอาผิดอดีตสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ทั้งที่การเสนอร่างกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาชัด ๆ แถมยังดันทุรังจะขอออกกฎหมาย “ติดดาบ” ตัวเองให้มีอำนาจเหนือตำรวจด้วยการจับกุมคุมขัง สืบสวนสอบสวนผู้กระทำความผิด เหนืออัยการด้วยการฟ้องคดีเองต่อศาล และเหนือศาลด้วยการบังคับให้ศาลรับฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องซะอีก นี่ถ้าเอาสำนวนปักษ์ใต้แบบคลิป “เหนียวไก่” มาด่า ป.ป.ช.ก็ด่าได้เลยว่า “ไอ้เจ็ดแม่หั้วดอ ป.ป.ช.หั้วขรก” ก็คงจะไม่ผิดนักใช่ไหม เพราะคุณมันมี 2 ป. กับ 1 ช.เหมือนตัวย่อพรรคการเมืองที่อำนาจเหนือการเมือง “ให้ท้าย” อยู่เช่นเดียวกับคุณนั่นแหละ

                ซึ่งเรื่องกระบวนการยุติธรรมนี้ก็พอจะแสดงได้ว่า อำนาจเหนือการเมืองไม่ค่อยจะมีความเป็นเอกภาพสักเท่าใดนัก แม้จะโค่นล้มอะไรที่พวกเขา “มโน” ว่าเป็น “ระบอบทักษิณ” ด้วยการรัฐประหารโดย คสช.ไปแล้วก็ตาม ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นเพิ่มเติมอีกโดยเฉพาะในวงการสื่อสารมวลชน ซึ่งใคร ๆ ก็ทราบกันดีว่า “ไอ้หัวเถิก” ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้เป็นลุงของซาเล้ง เอ้ย! ซาร่า ผ้าหลุดนั่นแหละ เป็นกลไกสำคัญของอำนาจเหนือการเมืองในการควบคุมสื่อสารมวลชน ผ่านทางกระบวนการ “เงินและอำนาจฟาดหัว” ก็ต้องมาประสบเคราะห์กรรมสำคัญสองครั้งสองคราไล่เลี่ยกัน ทั้งกรณี “สรยุ (ทธ) สุทัศนะจินดา” ถูกฟ้องดำเนินคดีโกงส่วนแบ่งค่าโฆษณากับอสมท สมัยที่ทำรายการ “ถึงลูกถึงคน” และ “คุยคุ้ยข่าว” ที่โทรทัศน์ช่อง 9 และกรณี “ณาตยา แวววีรคุปต์” แห่ง Thai PBS ที่ถูกระงับหน้าที่พิธีกรเนื่องจากตั้งคำถามชาวบ้านแต่ “จี้ใจดำ” คนครองอำนาจ นี่ยังไม่นับกรณีที่ “บิ๊กตู่” ประยุทธ์ จันทร์โอชาสั่งห้ามใช้ถ้อยคำประเภทแง่ลบอย่าง “โว” “ฟุ้ง” ขึ้นพาดหัวหน้าหนึ่งอีกนะเนี่ย จนสมาคมวิชาชีพสื่อต้องออกมาโจมตีรัฐบาลทหารว่ากำลัง “คุกคามสื่อ”

                สาเหตุที่อำนาจเหนือการเมืองไม่เป็นเอกภาพก็เพราะท่าทีของพลเอกประยุทธ์ที่ถูกมองว่า “ตีสองหน้า” คือเอาทั้งอำนาจเหนือการเมืองและ “ระบอบทักษิณ” โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่อำนาจเหนือการเมือง “เจียนอยู่เจียนไป” ดังเช่นตอนนี้ ถึงขนาดที่ต้องมีการบังคับให้ข้าราชการและขอความร่วมมือประชาชนให้สวมใส่ “เสื้อเหลือง” ตลอดทั้งเดือนธันวาคมที่มีวันสำคัญอยู่ ทั้ง ๆ ที่เสื้อเหลืองถูกคนบางพวก “ทำให้เสื่อมเสีย” ด้วยการใช้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านประชาธิปไตยมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แกนหลักบางคนของขบวนการนี้ถึงขั้นเล่นเกมไสยศาสตร์ ทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนเรียนสูง เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักวิชาการ แต่คิดว่าเป็นเทพอวตารลงมาเกิด ให้เพื่อนที่เป็นหมอดูช่วยดูฤกษ์งาม (ยามซวย) ในการขึ้นบ้านใหม่ที่ต้นกำเนิดของโคตรเหง้าศักราชตัวเอง ใช้รหัสส่วนตัวเป็นบ้านเลขที่ แล้วก็ยังมีหน้าแหกปากสอนคนอื่นว่าคนเราต้องรู้จักแยกดีแยกชั่ว ทั้งที่คนพูดเองมันก็เงี่ยน ร่าน กระสันในอำนาจแท้ ๆ ยังเสือกมีหน้ามาสอนคนอื่น ถามว่าที่พูดมาจริงไหม ก็โปรดไปหาหนังสือต้องห้าม “A kingdom in crisis” (ราชอาณาจักรในภาวะวิกฤติ) มาลองอ่านดูก็ได้ (แต่ก็โปรดระวังคดีความด้วยก็แล้วกัน) เพราะหนังสือเล่มนั้นอธิบายความขัดแย้ง “ระดับบน” ไว้อย่างละเอียดและชัดเจนที่สุด มีการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยากับประเทศไทยในช่วงเกือบเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา และที่สำคัญที่สุด ได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจเหนือการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม “ระบอบทักษิณ” ไว้ด้วย เพราะพันตำรวจโท ดร.ทักษิณมีความเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญบางรายที่คนพวกนั้นไม่ชอบและต้อง “สกัดดาวรุ่ง” ให้ได้นั่นเอง และด้วยความที่คนพวกนี้ถือตัวบุคคลสำคัญกว่าระบบ จึงพยายามสถาปนา “ตัวบุคคล” ให้เป็น “สถาบัน” ในฝ่ายตัวเองและเป็น “ระบอบ” ในฝ่ายตรงข้าม แถมไม่ต้องแคร์ด้วยว่าต่อให้คุณจะแสดงออกกับฝ่ายตรงข้ามแบบดิบ ถ่อย เถื่อน สถุลทั้งทางกาย เช่นการยกพวกมาทำร้ายฝ่ายประชาธิปไตย ทางวาจา เช่นการใช้ “ของลับผู้หญิง” มาด่า “เจ้าระบอบทักษิณ” ว่าล้มล้าง “ระบอบเจ้า” การปล่อยข่าวว่า “เจ้าระบอบทักษิณ” และเครือข่ายบางรายป่วยหนักใกล้จะตาย หรือบางข่าวก็ว่าตายแล้วภายหลังจากที่ข่าว “เบอร์หนึ่ง” ของพวกตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดถูกเผยแพร่ จนทำให้ “หุ้นตก” ในช่วงปลายปี แถมยังเลเพลาดพาดไปด่า “หลานสาวฝาแฝด” ของ “เจ้าระบอบทักษิณ” ที่เพิ่งเกิดใหม่ซะอีก และทางใจ เช่นการใช้ social network ระบายความในใจที่อาฆาตมาดร้ายต่อฝ่ายประชาธิปไตย พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และบุคคลสำคัญที่ตัวเองไม่ชอบแค่ไหน  แต่เพื่อการปกป้องตัวคุณและทำลายฝ่ายตรงข้าม คุณก็จะ “ดูดี” ได้ทันที

                และความที่อำนาจเหนือการเมืองถูกสังคมตราหน้าว่า “หน้าฉากเป็นผู้ทรงคุณธรรม แต่ธุรกิจสีดำก็ยังรุ่งเรือง” ก็ยิ่งถูกตอกย้ำหนักขึ้นไปอีก จากกรณีการจับยาเสพติดในรถตู้ที่ปลอมว่าเป็นของทหารที่จังหวัดแพร่ แต่ “ไอ้เณร” ที่ขับรถดันไม่ใช่ทหารปลอม และกรณีเฮลิคอปเตอร์อายุกว่าสองทศวรรษของทหารตกที่จังหวัดพะเยาทั้ง ๆ ที่เพิ่งขึ้นได้ไม่นานและมีหนึ่งในผู้ตายเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 ด้วย โดยที่จ่าสิบเอกผู้เสียชีวิตอีกรายหนึ่งได้เขียน Facebook บ่งบอกอะไรบางอย่างก่อนที่จะขึ้นเที่ยวบินลาโลกนี้ว่า “ฮ.เก่า นักบินใหม่ ฟ้าปิด นรกเปิด” ที่หยิบทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน ก็เพราะอำนาจเหนือการเมืองผู้ใส่ “หน้ากากคุณธรรม” เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการค้ายาเสพติดโดยเฉพาะในชายแดนไทย-พม่า ดังจะเห็นได้จากการเลี้ยง “หน่อคำ” เอาไว้เป็นลูกสมุน แถมยังใช้ให้ไปก่อเรื่องฆ่าลูกเรือจีนตายยกลำ 13 ศพโทษฐานไม่ยอมรับจ้างขน “สิ่งต้องห้าม” ซะอีก จนคนที่ถูกสังคมมองว่าเป็น “ประธาน กปปส.” ต้องอาศัยสัมพันธภาพอันดีกับแดนมังกรในการปกปิดเรื่องดังกล่าวให้หายไปตามสายลม อีกทั้งในวงการทหารก็เป็นที่รู้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ฮ.เก่ามักนิยมใช้ใน “ภารกิจลับ” ดังเช่นการล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่นเรศวร แถมเมื่อสามปีก่อน ฮ.ทหารก็เพิ่งถูก “สอย” จากคนบางพวกที่ไม่พอใจอำนาจเหนือการเมืองที่ไม่ยอมแบ่งสรรรายได้จาก “ธุรกิจสีดำ” ให้ตน จึงน่าเชื่อได้ว่า ฮ.ที่ตกที่พะเยานั้นก็น่าจะถูกใช้ไปในการ “ขนส่งสิ่งต้องห้าม” ให้กับอำนาจเหนือการเมือง “ชัวร์ป้าบ” เพราะคนพวกนี้ก็อยากเอา “สิ่งต้องห้าม” มามอมเมาคนไทย โดยเฉพาะเยาวชนไทยต่อไป เพื่ออยากให้เยาวชนไทยในแผ่นดิน (ที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของคนเดียว) เป็นพวกมีแต่ “กินเหล้า เมายา บ้าเซ็กซ์ เทคโนโลยีครอบงำ เรื่องระยำถนัดนัก รักใครไม่มีเหตุผล ปัญญาตนไม่ต้องมี” ดังที่เคยพูดไปหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่สำหรับเยาวชนที่มีความกล้าแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่าง “กลุ่มดาวดิน” แห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ได้มาต้อนรับนายกฯ ประยุทธ์ที่ไปตรวจราชการภาคอีสานด้วยการชูสามนิ้วพร้อมแสดงสัญลักษณ์ “เราไม่เอารัฐประหาร” จนสมาชิกทั้งห้าต้องถูกควบคุมตัวไป “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร ตามด้วยการถูกบังคับให้ลงชื่อรับเงื่อนไขห้ามต่อต้าน คสช.อีก หากปฏิเสธก็อาจต้องลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษา แถมการ “วางก้าม” แสดงฤทธานุภาพของกองทัพก็ยังทำผ่านทางการสั่งระงับฉายหนัง “Hunger Games” ที่ว่าด้วยการต่อต้านอำนาจอันไม่เป็นธรรมและเป็นที่มาของสัญลักษณ์ชูสามนิ้วอีกด้วย จนแม้แต่ ดร.อม-รา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม.และนักวิชาการสายอำมาตย์บางรายก็ยังต้อง “ตื่น” มาโวยวาย คสช.ที่่ยังคงกฎอัยการศึกไว้ป้องกันตัวเอง การแสดงออกของกลุ่มดาวดินนี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ สถาบันอุดมศึกษาที่เริ่ม “ลุกขึ้นมา” แสดงพลังต่อต้านอำนาจรัฐทหารในเวลาต่อมา

                ด้วยความที่อำนาจเหนือการเมืองผู้มีส่วนสำคัญในการ “ครอง” ประเทศนี้มานานกำลังจะได้เวลาขึ้น “นกแสกแอร์ไลน์” ดังที่ได้กล่าว จึงมีความพยายามในการ “เตะตัดขา” ผู้มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะเข้ามา “รับไม้ต่อ” หลังปรากฏข่าวการสั่งย้าย “เดอะกิ๊ก” พลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมทั้งลูกน้องเข้ากรุ แถมพ่วงด้วยการยัดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรียกรับสินบน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อีกทั้งเครือญาติของ “เดอะกิ๊ก” ที่ร่วมขบวนการดังกล่าวต่างก็ “รับข้อหา” กันไปหลายรายด้วยเช่นกัน จากนั้นก็ได้เกิดการ “เก็บ” พันตำรวจเอกอัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปรามในค่ายทหาร แล้วอำพรางว่ากระโดดตึกตายที่โรงพยาบาลของทหาร แถมรีบจัดการเผาศพ “ทำลายหลักฐาน” หลังจากลาโลกนี้ไปได้ไม่ถึงครึ่งสัปดาห์ซะด้วย ซึ่งสาเหตุหลักในการสั่งเด้ง สั่งคุก และถูกจับไปโยงกับการสั่งฆ่านายตำรวจนี้ จากบันทึกของพันตำรวจเอกอัครวุฒิ์ที่เขียนไว้ก่อนตาย และจากข่าวสารทั้งที่กระจายสู่สาธารณะและอยู่ “ใต้ดิน” ก็สามารถประมวลได้ว่า พลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ไป “รับเศษเนื้อข้างเขียง” จากมือไม้ของ กปปส.ที่แอบไปแปรสภาพตัวเองเป็น “โล้นห่มเหลือง” ที่สวนโมกข์เช่นเดียวกับบรรดาลูกน้องปลายแถว ที่มีเอี่ยวในขบวนการ “ค้าน้ำมันเถื่อน” ซึ่งพัวพันกับเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแอบอ้างชื่อบุคคลสำคัญรายหนึ่งที่อำนาจเหนือการเมืองชิงชังรังเกียจไปใช้เปิดบ่อน “พระราม 9” รวมถึงแอบอ้างบุคคลสำคัญรายนี้ไปขอตำแหน่งที่สูงขึ้นกับรัฐบาล ด้วยความที่ตนเองเป็นญาติฝ่ายภรรยาของบุคคลสำคัญท่านนั้น แต่ก็กลับไปจับกุมขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนโดยเกี่ยวพันกับอำนาจเหนือการเมือง เรียกได้ว่า “เล่นงานคนละพวกเดียวกัน” (คนละพวกเพราะอ้างต่างบุคคลกัน แต่พวกเดียวกันเพราะ “อ้าง…” เหมือนกัน) โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ ทั้งนั้นนั่นแหละ และโดยไม่สนใจว่าหัวหน้ารัฐบาลชุดปัจจุบันเคยทำงานใกล้ชิดบุคคลระดับสูง จึงสามารถตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้ถูกแอบอ้างได้โดยง่าย นำมาซึ่งการพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากอิสรภาพของทีมงานชุดนี้ ซ้ำร้ายอำนาจเหนือการเมืองก็ยังพยายาม “โยนบาป” การพ้นจากชีวิตของพันตำรวจเอกอัครวุฒิ์ว่ามาจากบุคคลสำคัญท่านนี้ ดังที่เคยใส่ร้ายด้วยเรื่องส่วนตัวและความสัมพันธ์กับ “เจ้าระบอบทักษิณ” มาก่อนหน้านี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมก็คือ ผู้ต้องหาในคดีนี้สามรายที่เป็นญาติฝ่ายภรรยาของบุคคลสำคัญท่านดังกล่าว มีอันต้องถูกไล่ออกจากราชการ แถมเรียกคืนนามสกุล และนำไปสู่การหย่าร้างของบุคคลสำคัญท่านนี้ซะอีก สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลสำคัญท่านนี้เป็นคนยุติธรรม ตรงไปตรงมา ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นต่อให้เป็นคนใกล้ชิดตัวเองก็เถอะ ซึ่งผิดกับอำนาจเหนือการเมืองปัจจุบันแบบ “ฟ้ากับเหว” เลยทีเดียว จึงสมควรอย่างยิ่งที่ท่านจะได้ดำรงตำแหน่งสำคัญใน “ราชอาณาจักรไทย” แห่งนี้ต่อไปในอนาคตอันใกล้

                ซึ่งกรณีพันตำรวจเอกอัครวุฒิ์นี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่อำนาจเหนือการเมือง “เล่นงาน” ใครแล้วต้องรีบจัดการทำลายหลักฐาน เพราะเคยมีกรณีนายทหาร “บูรพาพยัคฆ์” รายหนึ่งโดนระเบิดที่ทหารปากันเองจนตาย แล้วก็รีบเผาศพทั้ง ๆ ที่นับถือศาสนาคริสต์ แถมยัง “ใส่ร้าย” ว่าชายชุดดำของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นคนฆ่ามาจนปัจจุบัน กรณีแพทย์ระดับอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลถูก “เก็บ” โทษฐานไม่ “สนองนี้ด” ของอำนาจเหนือการเมืองที่ต้องการให้เอาชีวิตเด็กเกิดใหม่มาทำ “สเต็มเซลล์” ให้ตัวเองเยอะ ๆ จะได้ “อายุอยู่ยืนยาวนานอย่างน้อย 120 ปี” แล้วมาออกข่าวว่าท่านเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน แต่แอบสั่งให้เผาศพเงียบ ๆ โดยไม่มีพิธีการแบบที่คนเป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย และอดีต กสม.ควรจะได้รับเลยแม้แต่น้อย และภายหลังการตายของนายแพทย์ท่านนี้ไม่นาน คณะแพทย์ที่ร่วมงานก็ต้องหนีกัน “หัวซุกหัวซุน” แต่มีนายแพทย์คนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับอำนาจเหนือการเมืองแท้ ๆ แอบกลับเมืองไทยไปพักอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งอำนาจเหนือการเมืองก็ “เป็นลูกศิษย์” วัดนี้ด้วย ข่าวจึงแพร่งพรายไปถึงหูอำนาจเหนือการเมือง จึงได้สังคนมา “เก็บ” นายแพทย์คนนี้โดยไม่ปรากฏร่องรอย เพราะไม่มีใครทราบข่าวเป็นตายร้ายดีจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ “สมภาร” วัดแห่งนี้ซึ่งป่วยกระเสาะกระแสะด้วยวัยเฉียดศตวรรษ ก็ออกมาห้ามไม่ให้ใครทำอะไรกับลูกศิษย์ของตน แต่ท่านก็ได้รับ “ลูกหลง” จนมรณภาพ ดังจะเห็นได้จากมีร่องรอยคล้ายของแข็งกระทบที่หน้าผากของหลวงตารูปนี้ เมื่อจะเชิญศพออกให้พระสงฆ์และญาติโยมสักการะก็นำหมวกไหมพรมมาสวมที่ศีรษะเหมือนต้องการปกปิดร่องรอยดังกล่าว จากนั้นก็ได้บรรจุศพลงในโลงทึบ หาใช่โลงแก้วเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ชื่มชมสรีรสังขารที่ (อาจจะ) ไม่เน่าไม่เปื่อย และที่สำคัญที่่สุดก็คือ เร่งรีบเผาศพหลวงตารูปนี้ภายหลังจากมรณภาพได้เพียงแค่ 34 วันหรือเดือนกว่า ๆ เท่านั้น แทนที่จะเก็บร่างของท่านเอาไว้ให้สาธุชนกราบสักการบูชา ในฐานะพระชั้นเจ้าคุณ พระนักกรรมฐาน พระนักสังคมสงเคราะห์ พระที่มีบุคคลชั้นสูงมาถวายตัวเป็นลูกศิษย์ และพระที่ถูกพาดพิงถึงในทางการเมืองอย่างกว้างขวาง

                ความไม่เป็นเอกภาพของอำนาจเหนือการเมืองก็ยังถูกแสดงออกผ่านทาง “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” นำโดย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เจ้าของฉายา “หน้าขาวฟันเหยิน” ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ต่างคนก็ต่างเสนอแนวคิดที่ “ไม่เข้าท่า” ถึงขั้นออกทะเลไปไกล ทั้งแนวคิด “เยอรมันโมเดล” ที่ให้หาจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมืองจากอัตราส่วนคะแนนที่ได้รับต่อคะแนนทั้งหมด แล้วนำจำนวน ส.ส.แบ่งเขตไปหักออก จึงจะเป็นจำนวน ส.ส. party list เพื่อหวังให้พรรคเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” ที่มี ส.ส.เขตมาก ได้ ส.ส. party list น้อยลง แล้วเอาจำนวนที่ลดลงนั้นไปเพิ่มให้พรรคของอำมาตย์ศักดินา แนวคิดลดจำนวน ส.ส.เหลือ 350 คน โดยแบ่งเขตเลือกตั้งแบบ “เขตใหญ่เลือกได้เบอร์เดียว” แถมพ่วงด้วยการตัดทอนอำนาจเลือกฝ่ายบริหารไปให้ประชาชนเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง ทั้งที่พวกตัวเองเคยด่าฝ่ายตรงข้ามว่า “ข้ามหัวเจ้า”  แต่การให้ประชาชนเลือกฝ่ายบริหารโดยที่ไม่ผ่านกระบวนการสถาปนาโดยองค์พระประมุขแบบนี้มันไม่ยิ่งกว่า “เหยียบหัวเจ้า” เลยเหรอ ซึ่งก็เป็นโชคดีที่แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ “ไม่เล่นด้วย” กับข้อเสนอแบบนี้ ข้อเสนอให้มี ส.ว.จังหวัดละคนเท่ากับจำนวนที่มีการสรรหา ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงข้อเสนอแบบ “ตกขอบ” ของพวก “นกหวีดคนดี” ที่ต้องการยุบเลิกราชการบริหารส่วนภูมิภาค อยากเห็นตำรวจขึ้นการบังคับบัญชากับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น และห้ามอัยการนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยไม่แคร์ความเป็นจริงว่าหากยุบราชการส่วนภูมิภาค ก็เท่ากับ “ตัด” การเชื่อมต่อระหว่าง “อำนาจราชการ” ที่ตัวเองหวงนักหวงหนากับประชาชน การให้ตำรวจขึ้นกับท้องถิ่นโดยอ้างว่าป้องกันการเมืองแทรกแซง ทั้ง ๆ ที่ในแต่ละจังหวัดเองก็มีกลุ่มการเมืองประจำจังหวัดกันแทบทั้งนั้น เช่นตระกูลชินวัตรและบูรณุปกรณ์ที่เชียงใหม่ ติยะไพรัชและจงสุทธนามณีที่เชียงราย ชิดชอบที่บุรีรัมย์ อัศวเหมที่สมุทรปราการ คุณปลื้มที่ชลบุรี และแม้กระทั่งเทือกสุบรรณที่สุราษฎร์ธานี และการห้ามอัยการนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เช่นเดียวกับที่ “ซี 12” คอลัมนิสต์ผู้นิยมระบอบศักดินาอำมาตย์เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ “มุมข้าราชการ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยอ้างเรื่องการเมืองแทรกแซงอีกนั่นแหละ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง อัยการที่ไปนั่งในคณะกรรมการเหล่านี้ก็เป็นไปเพื่อใช้ความรู้ความสามารถในทางกฎหมายในการพิทักษ์ประโยชน์ของกิจการของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่

                ขอกล่าวถึงคนนามสกุลเทือกสุบรรณที่เมื่อปีกลายเคยออกมาล้มล้างอำนาจประชาชน แต่เวลานี้กลับกลายเป็น “โล้นห่มเหลือง” ต่อซะหน่อยว่า เขาได้สร้าง “มโนภาพ” เรื่องหนึ่งไว้กับบรรดาชาวสวนยางปักษ์ใต้ว่ารัฐบาลประยุทธ์เป็น “พวกเดียวกัน” อย่ามาประท้วงเรื่องยางราคาถูกเลยนะ แต่ในเมื่อเวลานี้ คนปักษ์ใต้ที่เคย “กินหลากหลาย” เวลานี้กำลัง “ไม่มีอะไรจะกิน” ถึงขั้นลุกขึ้นมาเรียกร้องราคายางพาราที่สูง ๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ตกต่ำเช่นกัน แต่ข้าวของเครื่องใช้อุปโภคบริโภคก็ยังคงแพงอยู่ แถมเรียกร้องมาตรการอื่น ๆ ช่วยเหลืออีกต่างหาก แต่ก็ไม่นำพาต่อความช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาล “พวกเดียวกัน” เลย เช่นเดียวกับบรรดาศิลปินดาราและอาจารย์กวดวิชาที่เคยออกมา “เป่านกหวีด” ขับไล่ “ระบอบทักษิณ” ภายใต้การนำของ “พระ (สุ) เทพ” วันนี้รัฐบาล คสช.กำลังสังคายนาระบบภาษี ให้พวก “คณะบุคคล” ที่ดาราชอบใช้เป็นหน่วยภาษีเวลารับงานแสดง และ “โรงเรียนกวดวิชา” ต้องเข้าสู่ระบบเสียภาษีอย่างเป็นจริงเป็นจังซะที แล้วที่ ดร.วิษณุ เครืองาม “กระบี่มือหนึ่ง” ด้านกฎหมายกล่าวไว้ว่า “ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ” จะเป็นจริงได้ไหม เพราะชักไม่แน่ใจแล้วล่ะว่าผู้โดยสารที่มองว่า “แป๊ะ” เป็นพวกเดียวกับตัวเองจะหาทางจมเรือลำนี้ซะเองแล้วไปหากัปตันคนใหม่ที่ตามใจตัวเองมาแทน แม้ว่าใครในอำนาจเหนือการเมืองที่ให้ท้ายคนพวกนี้จะออกมา “ชื่นชม” อย่าง “เชลียร์” พลเอกประยุทธ์ที่ตัดสินใจยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมก็ตาม แต่ด้วยความที่ทั้ง “ป๋าหัวหงอก” และ “แป๊ะตาเหล่” ต่างก็เล่นเกม “ลับ ลวง พราง” ต่างฝ่ายต่างก็คงไม่รู้กันและกันเลยล่ะมั้งว่า “ใครจะล้มใครก่อน” แม้ว่า “ป๋า” หรือ “แป๊ะ” ใครจะล้มใครก่อนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับกลไกที่คนพวกนี้สื่อออกมาหรอก ทั้งที่คุณกล่าวหานักการเมืองว่าโกงชาติ กินภาษีประชาชน แต่คุณก็ใช้เงินพวกนี้มา “ผลาญ” ในโครงการเผยแพร่ “ค่านิยม 12 ประการ” ที่อุดมไปด้วย “ผลข้างเคียง” อื่น ๆ อีก ทั้งเพลง สติกเกอร์ไลน์ที่เขียนคำอธิบาย “ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทด” หนังสั้นที่พาดพิง “ฮิตเลอร์” จนทำให้อิสราเอลไม่พอใจโทษฐาน “ตอกย้ำ” ความเลวร้ายของใครที่เคยสังหารหมู่ชาวยิวเมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษก่อน

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

31 ธันวาคม 2557

 

(บันทึกจากผู้เขียน)

เนื่องในโอกาสปีใหม่ 2558 ที่กำลังจะก้าวมาถึง ซึ่งนับจากนี้ไปอีกหนึ่งปี ประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AC) ด้วยเช่นกัน ผมจึงขอฝากบทกลอน “9 อัปลักษณะของคนไทย” หรือ “สยามชนานวาปลักษณ์” เพื่อเป็นภาพสะท้อนของคนไทยบางประเภทที่สรุปได้จากงานเขียน “Thailand Twilight” ที่ผมเขียนมาตลอดหกปี คนพวกนี้เป็นพวกที่ก้าวไม่ข้ามความคิดเห็นแบบเดิม ๆ และคนพวกนี้แหละครับที่จะถ่วงประเทศไทยไม่ให้ก้าวหน้า ไม่พร้อมต่อการพัฒนาของประเทศ

 

สยามชนานวาปลักษณ์ (9 อัปลักษณะของคนไทย)

(สยาม=ไทย ชนา=ประชาชน นว=เก้า อัปลักษณ์=ลักษณะที่ไม่ดี)

หนึ่งรู้สึกเหนือเหตุผลล้นเกินยิ่ง          (ใช้ความรู้สึกยิ่งกว่าเหตุผล)

สองทุกสิ่งใช้รุนแรงแสวงหา                                (ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา)

สามมโนเป็นคนดีตีราคา                       (คิดว่าตัวเองเป็นคนดี คนอื่นชั่วหมด)

สี่ปัญญาไม่มีดีเหลือเกิน                        (ขาดการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ)

ห้าบุคคลมีค่ากว่าระบบ                        (ถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ)

หกเคารพเงินตราพาโมเดิร์น                                (นิยมวัตถุมากกว่าจิตใจ)

เจ็ดสร้างภาพตอแหลแชร์เหลือเกิน     (ชอบสร้างภาพเข้าหากัน)

แปดหมางเมินความดีทั้งที่มโน            (ทั้ง ๆ ที่บอกว่าตัวเองแต่เป็นคนดีแต่หาดีไม่ได้)

เก้าอะไรตามใจเอาไว้ก่อน                   (ตามใจตัวเองเป็นใหญ่)

เป็นคำกลอนสอนใจได้อักโข

เก้านิสัยที่พาไทยไร้เติบโต

ก้าวให้โก้ข้ามพวกนี้ดีแน่เอย

(กลอนบทนี้ผมแต่งไว้ตั้งแต่วันที่ 12/12/57)

คำอธิบาย

1.ใช้ความรู้สึกยิ่งกว่าเหตุผล หมายถึง ชอบใช้ความพึงพอใจส่วนตัวยิ่งกว่าเหตุผล เช่น ทำไมคนภาคใต้ชอบเลือกพรรคประชาธิปัตย์ คำตอบก็คือ เพราะเป็นพรรคของคนใต้ โดยไม่ต้องสนใจว่าภาคใต้หรือแม้แต่ประเทศไทยทั้งประเทศ เจริญก้าวหน้าพัฒนามากน้อยเพียงใดในสมัยที่บริหารประเทศ

2.ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา หมายถึง ชอบตัดสินปัญหาด้วยความรุนแรง เช่น การทำร้ายผู้เห็นต่างทั้งกาย วาจา ใจ

3.คิดว่าตัวเองเป็นคนดี คนอื่นชั่วหมด หมายถึง ทัศนคติการยกตัวเองให้ดีแล้วมองคนอื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกันว่าชั่ว เช่น การแสดงออกของบรรดาปัญญาชนว่าบรรดานักการเมืองโดยเฉพาะเครือข่ายทักษิณเป็นคนชั่ว โกงชาติโกงแผ่นดิน เผาบ้านเผาเมือง ล้มราชบัลลังก์ มีแต่พวกตนเท่านั้นที่เป็นคนดี ปกป้องชาติบ้านเมืองและราชบัลลังก์

4.ขาดการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ หมายถึง การปฏิเสธการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่มีแต่ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่ชอบแบบที่วิเคราะห์มาสำเร็จรูป ไม่มีรายละเอียด และไม่มีการเปรียบเทียบ รับสารอะไรมาก็เชื่อทันที ทำให้ทักษะการคิดวิเคราะห์ด้อยลงไปจนไม่มีเลย เช่น การฟังข้อมูลจาก social network เกี่ยวกับการเมือง และการใช้ hate speech ในสื่อสิ่งพิมพ์สายอำมาตย์ เช่น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แนวหน้า และไทยโพสต์

5.ถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ หมายถึง ให้ความสำคัญกับ “ใคร” มากกว่า “อะไร” เช่น การต่อต้านรัฐบาลในเครือข่ายทักษิณเกี่ยวกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม การจำนำข้าว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและระบบน้ำ และการโยกย้ายข้าราชการ แต่เมื่อรัฐบาลคณะรัฐประหารหยิบยกเรื่องพวกนี้มาพิจารณาก็กลับ “เงียบยิ่งกว่าเป่าสาก” เพราะ “เขาเป็นพวกเดียวกัน”

6.นิยมวัตถุมากกว่าจิตใจ หมายถึง ให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของที่สะสมมากกว่าคุณงามความดี เช่น แห่กันต่อคิวไปจอง “ไอโฟน” ตั้งแต่ห้างยังไม่เปิด หรือแม้แต่การแบ่งแยก “แหล่งเที่ยวกลางคืน” ระหว่าง “อาร์ซีเอ” กับ “ทองหล่อ” ว่าเป็นของคนละชนชั้น

7.ชอบสร้างภาพเข้าหากัน หมายถึง หลอกลวงผู้อื่นให้สำคัญผิดในตัวเอง เช่น ในประเทศที่ประกาศว่าเป็นเมืองพุทธแต่กลับมีสิ่งบูชาของศาสนาอื่น โดยเฉพาะพราหมณ์-ฮินดูเข้ามาปะปนกันจนมั่วไปหมด

8.ทั้ง ๆ ที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดีแต่หาดีไม่ได้ หมายถึง ในขณะที่ตัวเองพยายามพูดว่าเป็นคนดี แต่ก็ไม่เคยลงมือทำ “ความดี” ที่แท้จริงกับเขาเลย เช่น คนที่ศีลห้าสักข้อยังรักษาแทบไม่ได้แล้วบอกว่า “เราคนดี”

9.ตามใจตัวเองเป็นใหญ่ หมายถึง อะไรที่ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ก็ตักตวงเอาไว้ก่อนโดยไม่สนใจคนอื่น เช่น การแทรกแซงการเมืองไทยโดยอำนาจเหนือการเมือง เพื่อหวังผลประโยชน์ของตัวเอง ถึงขนาดคิดว่าตัวเองเป็น “ประเทศชาติ” หรือ “ประชาชนส่วนใหญ่” ก็เคยมาแล้ว

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s