สยามทัศนะ (มกราคม 2558)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 4 ฉบับที่ 10 มกราคม 2558)

                อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนแรงสวนทางกับอากาศในเดือนแรกแห่งปี ถูกสะท้อนทั้งผ่านทางกระแสข่าวลือ “ปฏิวัติซ้อน” และการบีบสามนายพลที่นั่ง “ถ่างขา” กินตำแหน่งทั้งราชการประจำและการเมืองให้พ้นราชการทหาร ทั้งพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมและรอง ผบ.ทหารสูงสุด พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์และรอง ผบ.ทบ. และพลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการและหัวหน้านายทหารฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา ทบ. เพื่อหวังเป็น “บันไดสู่ดาว” ให้กับ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ที่ยังคง “เดินสายโชว์พาว” แบบไม่แคร์สังขาร การกล่าวหาบริษัท โซลูชั่น คอร์เนอร์ (1988) จำกัด (มหาชน) (SLC) ว่าเป็น “เครือข่ายทักษิณ” หวังจะมาฮุบกิจการ “เนชั่ว เอ้ย! เนชั่นกรุ๊ป” ของ “โป๊งเหน่ง” สุทธิชัย หยุ่น โดยอ้างว่านายเสริมสิน สมะลาภา ผู้ถือหุ้นลำดับสองและรองประธานกรรมการเนชั่นกรุ๊ป และเป็นพี่น้องกับคนในพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายสรรเสริญ สมะลาภาแท้ ๆ เป็นคนรวบรวมหุ้นไปขายให้กับ SLC ซึ่งเมื่อรวมกับหุ้นแกรมมี่ที่ซื้อไปแล้ว แต่ไม่รวมทีนิวส์ที่กำลังเจรจา ก็จะเท่ากับ SLC จะมีทีวีดิจิตอลอยู่ในมือถึง 5 ช่อง คือ Spring News Nation Channel NOW 26 Big และ One Channel และทีวีดาวเทียมอีกหลายช่อง อาทิ Acts Channel Bang Channel Fan TV Green Channel GMM Music Channel เป็นต้น ถึงขั้นที่ “สมุนโป๊งเหน่ง” บางรายพยายามโยงความสัมพันธ์ระหว่าง SLC กับเครือข่าย “ปั่นหุ้นราคาถูก” แถมยังมีหน้า “ชูคอ” ว่า “สื่อดีต้องมีผู้ถือหุ้นที่ดี” จนต้องถูก “ตอกกลับ” อย่างเจ็บแสบถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยทีเดียว อีกทั้งถ้าพิจารณาจากความเป็นจริงแล้ว ก็จะพิสูจน์ได้เลยว่า ถ้าเนชั่นกรุ๊ปเป็นสื่อดีจริง และถ้าสุทธิชัยเป็นผู้ถือหุ้นที่ดีจริง ทำไมสุทธิชัยไม่ถือหุ้นหมด 100% ไม่ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้มหาชนกว่าหมื่นรายมาร่วมลงทุน มาร่วมแบกรับผลขาดทุนจนต้องขายตึก ขายหุ้นบางส่วนในสองบริษัทย่อยพร้อมกับการพาเข้าตลาดหลักทรัพย์ และลดราคาพาร์ล้างขาดทุนสะสมซะเลยล่ะ ทำไมถือหุ้นแค่สิบกว่า ๆ เปอร์เซ็นต์ หรือเพราะความดีของเนชั่นกรุ๊ปมันมีแค่นั้น และการ “ขบเหลี่ยม” ระหว่าง “แป๊ะ” กับ “ผู้โดยสารเรือ” จากกรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกันในกรณีเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ถึงขั้นที่ว่า “สาวกเหลืองจ๋า” ถึงขั้น “ประณาม” สาวกนกหวีดบางรายที่เป็น สปช.ร่วมลงมติเห็นด้วยกับข้อเสนอการเปิดสัมปทานดังกล่าวแบบ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” กันเลยทีเดียว
แต่การเล่นงานพวกเดียวกันเอง ไฉนเลยจะหนักหน่วงเท่ากับการเดินเกม “ถอดถอน” สามนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” และอดีตรองประธานรัฐสภา และอดีตประธานวุฒิสภา “นิคม ไวยรัชพานิช” โดยใช้กฎหมายที่สิ้นผลบังคับไปแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ยังไม่มีผลบังคับ ในการห้ามคนเคยโดนถอดถอนกลับมาเล่นการเมืองอีกเลยตลอดชีวิต โดยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องการ “ปล่อยปละละเลย” ให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวจนชาติเสียหาย และเร่งรีบ “ปิดปาก” ฝ่ายตรงข้ามในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ทั้งที่เรื่องที่อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตสองประธานทำนั้นก็เป็นการกระทำตามหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติตามลำดับ กล่าวคือ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ให้คำมั่นสัญญา (commitment) กับที่ประชุมรัฐสภาซึ่งถือเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย (เกือบทั้งหมด) ว่าจะทำนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา ทำให้ชาวนามีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐไม่อาจนำมาคิดเป็นผลกำไรขาดทุนในทางธุรกิจได้ ดังเช่นคำกล่าวของบุคคลระดับสูงเคยพูดไว้ชัด ๆ ถึงแม้จะนำมาคิดกำไรขาดทุน ก็ถือว่ารัฐบาลก็ยังได้รับ “ผลพลอยได้” จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยอยู่ดี อีกทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มิได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต โดยเฉพาะการ “สวมสิทธิ์” ข้าวประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ข้ามเขตเข้ามาจำนำ ส่วนราคาที่ “มโน” กันไปว่าขาดทุนจน ป.ป.ช. “วิชา มหาคุณ” ก็ยอมรับกลางที่ประชุม สนช.ว่า “เพียงแค่ส่อทุจริต” เท่านั้น ก็เกิดจากการ “ตีราคา” ด้วยมาตรฐานการบัญชีที่ต่างกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือโครงการนี้เป็นโครงการ “จำนำ” ที่แปลว่าต้องเอาข้าวมาค้ำประกัน ไม่ใช่ “ประกันรายได้” แบบที่ ป.ป.ช.วิชาเคยเสนอแนะให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำเช่นเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่จ่ายแค่เงินชดเชยกับผู้ที่มาแสดงตน ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นชาวนาจริงหรือไม่ แถมยังไม่ต้องเอาข้าวมาค้ำประกันอีกต่างหาก พวกศักดินาเคยเข้าใจบ้างไหม หรือดีแต่อยากให้ชาวนาต้องมากราบกรานตัวเองเหมือนเป็น “เทวดา”
                  ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถแก้ไขได้แทบทั้งฉบับเว้นแต่ส่วนที่เกี่ยวกับระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ ซึ่งเคยมีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ก็ถูกศักดินาในนามของศาลรัฐธรรมนูญ “เตะตัดขา” เมื่อปี 2555 มาแล้ว โดยได้อ้างการผ่านประชามติ (แม้ว่าจะข่มขืนใจประชาชน) ของรัฐธรรมนูญ 2550 จึงสมควรต้องถามประชาชนเสียก่อนว่าจะให้จัดทำฉบับใหม่หรือไม่ หรือหากจะแก้ก็ต้องแก้เป็นรายมาตรา แต่แล้ว “สัจจะก็ไม่มีในหมู่โจร” เมื่อรัฐสภาไม่สามารถดำเนินกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในส่วนที่มา ส.ว. ส่วนการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ และส่วนการรับเรื่องร้องเรียนการล้มล้างการปกครองได้สำเร็จ เพราะถูกศักดินาพร้อมสมุนบริวารชุดเดิมเล่นงานอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องที่มา ส.ว.ที่อ้างเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอบรรจุระเบียบวาระกับร่างที่แจกให้สมาชิกเป็นคนละฉบับและเนื้อหาต่างกัน การเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน การกำหนดวันแปรญัตติย้อนหลัง การตัดสิทธิ์สมาชิกรัฐสภาไม่ให้อภิปรายและการนำไปสู่เผด็จการรัฐสภา สภาผัวเมีย ทั้งที่ญัตติใด ๆ ที่เสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภา ตราบใดที่ประธานยังไม่บรรจุเข้าระเบียบวาระ สมาชิกผู้เสนอสามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ ด้วยตนเองก็ได้ เมื่อประธานสั่งบรรจุเรื่องเข้าระเบียบวาระและแจกให้สมาชิกใช้ประกอบการพิจารณาแล้ว ก็ไม่อาจใช้สิทธิ์นี้ได้ตามลำพัง แต่ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียก่อน คะแนนเสียงที่เกิดการทุจริตจากการเสียบบัตรแทนกันก็ควรเป็นโมฆะเฉพาะส่วนนั้น และต้องมีการดำเนินการทางจริยธรรมกับสมาชิกผู้นั้นด้วย ต่อให้อยู่พรรคเพื่อไทยก็เถอะ การกำหนดวันแปรญัตติก็ต้องนับ 15 วันต่อจากวันรับหลักการ เว้นแต่ที่ประชุมจะมีมติเป็นอื่น ซึ่งคำว่า “มีมติเป็นอื่น” หมายถึงจำนวนวันนับแต่วันรับหลักการ ไม่ใช้จำนวนวันที่นับแต่วันลงมติ ดังนั้นเมื่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 ลงมติให้แปรญัตติภายใน 15 วัน จึงต้องนับจากวันที่ 4 เมษายน 2556 ซึ่งนับแล้วเหลือเพียงวันเดียวถัดจากวันนั้น นี่กระมังที่ทำให้นักการเมืองฝ่ายศักดินาไม่พอใจ และแม้ว่าจะเสนอคำแปรญัตติตามเวลาที่กำหนดแล้ว แต่ก็ยังปรากฏมีสมาชิกถึง 57 รายที่แปรญัตติไม่ตามหลักการ อาทิ ยังคงให้มี ส.ว.ลากตั้ง (สรรหา) และตัดทิ้งทุกมาตรา เรียกได้ว่าไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญส่วนนี้ว่างั้นเถอะ และเมื่อถึงเวลาพิจารณาต่อในวาระที่สองเพื่ออภิปรายในส่วนที่ตนได้สงวนความเห็น (สำหรับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย) และสงวนคำแปรญัตติ (สำหรับสมาชิก) คนพวกนี้ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้สิทธิ์พูดเพราะคณะกรรมาธิการไม่อนุญาต แต่ประธานฯ สมศักดิ์ก็ใจดียอมให้พูดได้ จึงเกิดการ “เหลิง” ไปพูดเลเพลาดพาดไปถึงเรื่องระบอบทักษิณ สภาผัวเมีย เผด็จการรัฐสภาเข้าจนได้ สมาชิกบางรายจึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาเพราะพูดซ้ำซากวนเวียนอยู่แต่เรื่องพรรค์นี้ และเสนอให้ที่ประชุมลงมติปิดอภิปราย จนสมาชิกฝ่ายศักดินาไม่พอใจและนำไปสู่ถ้อยคำของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ช่าง “ถอดแบบ” มาจาก “ม็อบนกหวีด” เสียนี่กระไรว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามคำร้องนี้ เป็นการแก้กลับไปสู่จุดบกพร่องที่เคยปรากฏแล้วในอดีต เป็นจุดบกพร่องที่ล่อแหลม เสี่ยงต่อการสูญสิ้นศรัทธาและสามัคคีธรรมของมวลหมู่มหาชนชาวไทย เป็นความพยายามนำประเทศชาติให้ถอยหลังเข้าคลอง ทำให้วุฒิสภากลับไปเป็นสภาญาติพี่น้อง สภาของครอบครัว และสภาผัวเมีย สูญเสียสถานะและศักยภาพแห่งการเป็นสติปัญญาให้แก่สภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนของมวลชนกลุ่มเดียวกัน ทำลายสาระสำคัญของการมีสองสภา นำพาไปสู่การผูกขาดอำนาจรัฐ ตัดการมีส่วนร่วมของปวงประชาหลากสาขาหลายอาชีพ เป็นการเปิดช่องให้ผู้ร่วมกระทำการครั้งนี้กลับมีโอกาสได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากการออกเสียงแสดงประชามติของมหาชนชาวไทย” แต่สำหรับประเทศไทยในยุคที่คนไทยบางพวกมี “อัปลักษณะเก้าประการ” (อ่านกลอนท้ายตอนที่แล้ว) อยู่เยอะเช่นนี้ คนแก้รัฐธรรมนูญถูกกล่าวหาว่าจะล้มล้างอำนาจการปกครอง แต่กลับไม่กล้ากล่าวหาคนฉีกรัฐธรรมนูญ ผัวเป็น ส.ส.เมียเป็น ส.ว.ด่ากันฉิบหาย เทียนฉายกับสุชาดานั่ง สนช.กับ สปช.ก็เงียบ เสียงข้างมากในรัฐสภาบอกเผด็จการ เสียงเอกฉันท์เลือกประยุทธ์นั่งนายกฯ ก็เฉย
           สามนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ สนช.ในประเด็นดังกล่าวอย่างเต็มที่ตามที่ได้ยกมากล่าวแล้วข้างต้น โดยการแถลงเปิดคดีตอบข้อซักถาม และแถลงปิดคดีในที่ประชุม สนช.ซึ่งในเวทีซักถามของคณะกรรมาธิการ ก็ทำให้สังคมได้เห็นชัดเจนแล้วว่ากรณีสองประธานฯ และหนึ่งนายกฯ มีใครที่ตั้งธงไว้ในใจแล้วบ้าง ดังจะเห็นได้จากแนวคำถามของ “พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม” “นายสมชาย แสวงการ” และ “รองศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน” ที่สองประธานฯ มาตอบคำถามด้วยตนเอง แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้ส่งอดีตรัฐมนตรีและทีมทนายความมาแทน ภายหลังจากที่ได้ชี้่แจงในสาระสำคัญในวันนัดแถลงเปิดคดีไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าาบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ทำงานในภาคปฏิบัติมากกว่าตนที่เป็นฝ่ายนโยบาย จึงน่าจะชี้แจงในรายละเอียดได้ดีกว่า จึงทำให้ สนช.สายอำนาจเหนือการเมืองทั้งสามชื่อที่เอ่ยมาและคนอื่น ๆ อาทินายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ และศาสตราจารย์ ดร.นิสดารก์ เวชยานนท์ ไม่พอใจ ทั้งที่ข้อบังคับการประชุม สนช. หมวด 10 การถอดถอนและการให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ส่วนที่ 2 การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ข้อ 154 วรรคสาม บัญญัติไว้เองว่า “หากที่ประชุมสภามีมติให้มีการซักถามในประเด็นปัญหาใด ให้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามขึ้นคณะหนึ่ง โดยนำข้อบังคับข้อ 137 และ 138 มาใช้บังคับและต้องกำหนดให้มีการประชุมเพื่อซักถามผู้เกี่ยวข้องภายในเจ็ดวันโดยต้องแจ้งมติให้คู่กรณีทราบโดยพลัน” แต่กลับไม่ยอมให้รัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงแทนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยทำตัวเหมือนเด็กร้องไห้ให้พ่อแม่ซื้อของที่ต้องการ ด้วยการ “ถามข้างเดียว” โดยไม่ต้องการคำตอบ จึงทำให้เห็นชัดเจนเลยว่า “สมชาย แสวงการ” หน้าตาคล้าย “บุญยอด สุขถิ่นไทย” ก็ยังไม่พอ นิสัยสันดานที่ชอบเอาแต่ใจตัวเองก็ยัง (เสือก) เหมือนกันอีก!!! ทีมงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์จึงได้นำคำตอบที่ไม่นำพาต่อคนพวกนี้ลงเผยแพร่ใน YouTube
           และผลการลงมติสองประธานฯ หนึ่งนายกฯ ก็เผยออกมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม ภายหลังจากงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่เมื่อคืนวาน หลังจากการชี้มูลความผิดอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” เกี่ยวกับการขายข้าวที่รับจำนำแบบ G2G ให้รัฐบาลระดับมณฑลของจีนไม่กี่วัน และหลังจากการส่งฟ้องในคดี157 ต่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์โดยอัยการสูงสุด ทั้งที่ยังสอบพยานร่วมกับ ป.ป.ช.ไม่เสร็จ ในเช้าวันเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ ที่เหตุการณ์ทั้งสามมาบังเอิญเกิดขึ้นใกล้เคียงกันกับการถอดถอน ท่ามกลางกระแสว่าอำนาจเหนือการเมือง “กดปุ่ม” สั่งถอดถอนเฉพาะอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็ปรากฏเป็นจริงตามนั้น ด้วยคะแนนเสียงถอดถอน 190 ไม่ถอดถอน 18 ส่วนอดีตประธานฯ นิคม และอดีตประธานฯ สมศักดิ์ รอดพ้นด้วยคะแนนเสียงถอดถอน 95 ไม่ถอดถอน 120 และถอดถอน 100 ไม่ถอดถอน 115 ตามลำดับ อย่างนี้จะพูดได้ไหมว่า ในขณะที่คนพวกหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เผด็จการรัฐสภา เสียงข้างมากลากไป ถูกคนแดนไกลสั่ง” แล้ว สนช.เล่า ถูกใครสั่งมา แล้วอย่างนี้ความปรองดองสมานฉันท์ที่โหยหาจะมีได้ยังไงกัน ก็ในเมื่อพวกคุณเล่นงานคนอื่นข้างเดียว คิดแค่ว่า “ก็กูไม่ชอบมึง เพราะมึงมันดีเกินหน้าเกินตากู” แถมคุณยัง “กระทืบซ้ำคน (ที่คุณทำให้) ล้ม ถ่มน้ำลายรดคน (ที่คุณทำให้) แพ้” ทั้งท่าทีของบางคนในกลุ่ม 40 ส.ว. อธิการบดีมหาวิทยาลัยตรากราฟตัวย่อไม่มีจุด และคนใกล้ชิดอำนาจเหนือการเมืองบางคนอย่างพลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป สปช. ตท.12 รุ่นเดียวกับพลเอกประยุทธ์ ที่ออกมาเรียกร้องให้ใครที่คิดว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ไม่ได้โกงจำนำข้าว ก็ขอให้ลงขันกันมาชดเชยความเสียหายด้วย ทั้ง ๆ ที่นโยบายจำนำข้าวมันเริ่มมาตั้งแต่สมัย “นายใหญ่” ของคุณไม่ใช่เหรอ อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานเลยว่าน้องสาวของ “เจ้าระบอบทักษิณ” ได้รับผลประโยชน์ส่วนนี้จากตรงไหน ถ้าอย่างนั้นการบินไทยที่เฉียดล้มละลายก็น่าจะให้พนักงาน “หัวใจนกหวีด” บางคนมาลงขันชดใช้ความเสียหายนี้แทนรัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้ถือหุ้นอีกแสนกว่าราย ซึ่งมากที่สุดในบรรดาบริษัทไทยด้วยสิ

          และเมื่อประเทศที่อำนาจเหนือการเมืองเคยอิงอาศัยอยู่อย่าง “พญาอินทรี” แสดงออกผ่านทางการส่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ “แดเนียล รัสเซลล์” เข้าพบอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ สื่อสารมวลชนที่เป็นแนวร่วมอย่างหนังสือพิมพ์แนวหน้าก็พาดหัวว่า “ปากจองเวรตามรอยพี่ชาย เป่าหูอเมริกา” ทั้ง ๆ ที่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่คนอย่าง “โคตรพ่อโคตรแม่” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่จองเวรตั้งแต่พี่ยันน้องเพราะถูกเป่าหูว่าเขาจะมาล้มล้างตัวเองซะหน่อย สนช.อย่างนายกิตติศักดิ์ก็พาลด่าพญาอินทรีว่า “อเมริกาอย่าเสือก” ทั้ง ๆ ที่อำนาจเหนือการเมืองผู้เสือกลงมายุ่งการเมืองในประเทศนี้ ก็เคยเสือก “วิ่งตีนขวิด” ไปขอให้อเมริกามาเสือกกิจการภายในของไทยก่อนมิใช่หรือ ถึงขั้นยอมให้ตั้งฐานทัพกันเลยทีเดียว เพียงเพราะเกรงกลัวภัยคุกคามต่อตนเอง แต่เมื่ออเมริกาเสือกไม่สนใจพวกคุณแล้ว พวกคุณก็ดันเสือกออกมาโวยวาย พอแกนนำอดีตรัฐบาลและ นปช.กล่าวถึงความห่วงใยของอเมริกาที่มีต่อประชาธิปไตยไทยเข้าหน่อยก็เรียกเขาเข้ามา “ปรับทัศนคติ” เช่นเดียวกับที่ ดร.สิงห์ทอง บัวชุม โดนมาแล้วจากการ “แฉ” ว่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูก “บล็อก” ไม่ให้แถลงข่าวหลังทราบมติถอดถอน
           นี่ยังไม่รวมถึงกรณี “ณัฐนันท์ (ไนซ์) วรินทรเวช” นักเรียน ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในนามกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ถูก “บล็อก” ไม่ให้ออกอากาศรายการ “เจาะประเด็นร้อน” ทาง ททบ.5 โทษฐานที่สัมภาษณ์ประธาน สปช. “เทียนฉาย กีระนันทน์” เกี่ยวกับการได้มาซึ่งอำนาจว่าเป็นการคอร์รัปชันทางอำนาจ จึงสงสัยว่าเลวร้ายกว่าการคอร์รัปชันทางการเงินหรือไม่ นี่แหละหนาสังคมตอแหล บอกว่าตัวเองเป็นคนดีแต่ไม่เคยยอมให้ใครตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณีโกงเงิน “เทคโนฯ ลาดกระบัง” ที่พัวพันกับอำนาจเหนือการเมือง และคลิปฉาวของคนในพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคกามา เอ้ย! ประชาธิปัตย์ ทั้งน้องพระ (สุ) เทพ และ “ติ่ง มัลลิกา” ผู้เคยใช้เรื่องเพศมา “ดิสเครดิต” อดีตนายกฯ ที่ถูกถอดถอนทั้ง ๆ ที่ไม่มีตำแหน่งแล้ว นี่แหละสังคมที่คนไทยมี “9 อัปลักษณะ” เยอะเหลือเกิน ขนาดคนสอนคนอื่นเรื่อง “ค่านิยม 12 ประการ” เองก็ยังทำตามคำสอนของตัวเองไม่ได้ทุกข้อ เศรษฐกิจชาติจะพังมิพังแหล่ ราคายางกับปาล์มน้ำมันก็ถูกแสนถูกยิ่งกว่ายุคยิ่งลักษณ์ จนชาวสวนยางสวนปาล์มแทบจะทนไม่ไหว ส่งสินค้าไปยุโรปก็โดนคิดภาษีเพิ่มเพราะถูกตัด GSP เผลอ ๆ จะโดน “ดาบสอง” จากอเมริกาซะอีก ก็เห็นจะมีแต่ข้อที่ว่า “อยู่อย่างพอเพียง” นั่นแหละที่ยังเป็นตัวอย่างได้บ้าง

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
31 มกราคม 2558

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s